Blog

  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา จับมือเครือเจริญโภคภัณฑ์ เดินเกมเศรษฐกิจยุคใหม่ ยกระดับ IP ไทยสู่ความเป็นเลิศ ขยับบทบาทอุตสาหกรรมศักยภาพของไทย สู่ผู้เล่นแถวหน้าในเวทีโลก

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา จับมือเครือเจริญโภคภัณฑ์ เดินเกมเศรษฐกิจยุคใหม่ ยกระดับ IP ไทยสู่ความเป็นเลิศ ขยับบทบาทอุตสาหกรรมศักยภาพของไทย สู่ผู้เล่นแถวหน้าในเวทีโลก

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับ บริษัท ซีพี รีเสิร์ช แอนด์ ดีเวลลอปเม้นท์ เซ็นเตอร์ จำกัด ในเครือเจริญโภคภัณฑ์ เชื่อมประสานการทำงานของภาครัฐและเอกชน เพื่อส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่ ควบคู่กับการคุ้มครองและใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมเปิดเวทีเสวนา “DIP x CP IP Forum 2026 : ยกระดับทรัพย์สินทางปัญญาไทยสู่ความเป็นเลิศ” เสริมศักยภาพการแข่งขันและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืน เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ห้อง True Experience CP COE ชั้น 2 ทรูดิจิทัลพาร์ค

    นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า ความร่วมมือระหว่างกรมทรัพย์สินทางปัญญาและเครือเจริญโภคภัณฑ์ครั้งนี้ เป็นผลสืบเนื่องจากหารือร่วมกันเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา เกี่ยวกับแนวทางการผลักดันการนำทรัพย์สินทางปัญญามาใช้เป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ในการดำเนินธุรกิจและสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมมูลค่าสูง โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องว่า ทรัพย์สินทางปัญญามิใช่เพียงกลไกคุ้มครองผลงานสร้างสรรค์เท่านั้น แต่เป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขันของประเทศ ช่วยสร้างความเข้มแข็งด้านเทคโนโลยี และส่งเสริมการใช้ประโยชน์นวัตกรรมในเชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะผลักดันให้เศรษฐกิจไทยสามารถเติบโตอย่างยั่งยืนบนฐานความรู้และนวัตกรรม อันก่อให้เกิดประโยชน์ต่อภาคอุตสาหกรรม สังคม และประเทศชาติในภาพรวม

    ภายใต้กรอบความร่วมมือของ MOU นี้ ทั้งสองฝ่ายมีแผนดำเนินงานร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อพัฒนาระบบนิเวศทรัพย์สินทางปัญญาอย่างครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เริ่มจากการยกระดับศักยภาพนักวิจัยและบุคลากรของทั้งสองฝ่าย ผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และการถ่ายทอดเทคโนโลยีสมัยใหม่ ส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการคิดค้นนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความท้าทายแห่งอนาคต และผลักดันเข้าสู่ระบบการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเหมาะสม พร้อมวางกลยุทธ์ในการบริหารจัดการสิทธิอย่างเป็นระบบ ก่อนเชื่อมโยงผลงานนวัตกรรมเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมและตลาดจริง ตลอดจนการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์กิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อผู้สร้างสรรค์และภาคธุรกิจ เพื่อให้ทรัพย์สินทางปัญญากลายเป็นสินทรัพย์ที่สร้างมูลค่าเพิ่มสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน และสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ให้กับผู้ประกอบการไทย

    ทั้งนี้ ภายในงานได้จัดให้มีเวทีเสวนา “DIP x CP IP Forum 2026” ในหัวข้อ “ยกระดับทรัพย์สินทางปัญญาไทย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เสริมศักยภาพการแข่งขันประเทศ” โดยอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง แนวคิด และประสบการณ์ ร่วมกับผู้บริหารจากกลุ่มบริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์ นำโดย ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กรและการพัฒนากลยุทธ์เครือเจริญโภคภัณฑ์ รวมถึงนักวิจัยและบุคลากรด้านนวัตกรรมจากหน่วยงานภาครัฐและภาคีเครือข่ายกว่า 50 คน โดยมุ่งสร้างความเข้าใจร่วมกันถึงบทบาทของทรัพย์สินทางปัญญาในฐานะกลไกสำคัญในการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ไทยมีศักยภาพสูง เพื่อเปลี่ยนบทบาทของไทยจากผู้ผลิตสู่ผู้นำด้านนวัตกรรมในเวทีโลก ทั้งในมิติด้านความปลอดภัย ความยั่งยืน และมาตรฐานที่สากลยอมรับ

    นางอรมน กล่าวย้ำว่า ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงการทำงานระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อยกระดับระบบทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศให้สอดรับกับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมอย่างแท้จริง โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญาพร้อมสนับสนุนองค์ความรู้ เครื่องมือ และกลไกด้านทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อให้ผลงานวิจัยและนวัตกรรมของคนไทยได้รับการคุ้มครอง และสามารถนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    กรมทรัพย์สินทางปัญญาเชื่อมั่นว่าความร่วมมือดังกล่าวจะเป็นต้นแบบของการพัฒนาระบบนิเวศด้านทรัพย์สินทางปัญญาที่เข้มแข็ง ซึ่งจะช่วยลดช่องว่างระหว่างงานวิจัยกับการนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้จริง เพิ่มโอกาสทางธุรกิจ และผลักดันให้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/993994&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0pFOmBEjijEtgBEQ4UzjnC

  • สมัครงาน 2569 : สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง รับสมัครพนักงาน 41 อัตรา

    สมัครงาน 2569 : สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง รับสมัครพนักงาน 41 อัตรา

    สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เปิดรับสมัครพนักงาน 3 ตำแหน่ง 41 อัตรา เงินเดือนระหว่าง 18,150 – 21,180 บาทต่อเดือน สมัครได้แล้ววันนี้ ถึง 5 มีนาคม 2569

    สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ประกาศรับสมัครคัดเลือกลูกจ้างชั่วคราวรายเดือน ตำแหน่งเศรษฐกร (ปริญญาโท) ตำแหน่งเศรษฐกร (ปริญญาตรี) และตำแหน่งนักวิเคราะห์นโยบายและแผน (ปริญญาตรี) ทั้งหมด 41 อัตรา ค่าตอบแทนระหว่าง 18,150 – 21,180 บาทต่อเดือน เปิดรับสมัครแล้ววันนี้ ถึงวันที่ 5 มีนาคม 2569 โดยมีรายละเอียดต่าง ๆ ดังนี้

    ตำแหน่งที่เปิดรับ

    1. ตำแหน่งเศรษฐกร (ปริญญาโท) จำนวน 21 อัตรา เงินเดือน 21,180 บาท

    คุณสมบัติเฉพาะ

    สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง
    ประกาศสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เรื่อง รับสมัครคัดเลือกลูกจ้างชั่วคราวรายเดือน ตำแหน่งเศรษฐกร (ปริญญาโท) ตำแหน่งเศรษฐกร (ปริญญาตรี) และตำแหน่งนักวิเคราะห์นโยบายและแผน (ปริญญาตรี)
    • ได้รับปริญญาโทหรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกัน ในสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ สาขาวิชาการบัญชี หรือสาขาวิชาบริหารธุรกิจ หรือสาขาวิชาใดสาขาวิชาหนึ่งหรือหลายสาขาวิชาดังกล่าว

    2. ตำแหน่งเศรษฐกร (ปริญญาตรี) จำนวน 18 อัตรา เงินเดือน 18,150 บาท

    คุณสมบัติเฉพาะ

    • ได้รับปริญญาตรีหรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกัน ในสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ สาขาวิชาการบัญชี หรือสาขาวิชาบริหารธุรกิจ หรือสาขาวิชาใดสาขาวิชาหนึ่งหรือหลายสาขาวิชาดังกล่าว

    3. ตำแหน่งนักวิเคราะห์นโยบายและแผน (ปริญญาตรี) จำนวน 2 อัตรา เงินเดือน 18,150 บาท

    คุณสมบัติเฉพาะ

    • ได้รับปริญญาตรีหรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกัน ในสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ สาขาวิชาการบัญชี สาขาวิชาบริหารธุรกิจ สาขาวิชารัฐศาสตร์ สาขาวิชาสังคมศาสตร์ สาขาวิชาคณิตศาสตร์และสถิติ หรือสาขาวิชาสถิติ

    ผู้ที่สนใจ สามารถสมัครได้ที่เว็บไซต์ https://fpo.thaijobjob.com ตั้งแต่วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 08.30 น. เป็นต้นไป ตลอด 24 ชั่วโมง จนถึงวันที่ 5 มีนาคม 2569 เวลา 23.59 น. สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ประกาศสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เรื่อง รับสมัครคัดเลือกลูกจ้างชั่วคราวรายเดือน ตำแหน่งเศรษฐกร (ปริญญาโท) ตำแหน่งเศรษฐกร (ปริญญาตรี) และตำแหน่งนักวิเคราะห์นโยบายและแผน (ปริญญาตรี)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25A1/267434&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KcDE8USZeQNdA1thv9pAF

  • ภวิชญ์ ฟอร์มแรงปราบเจ้าถิ่น 2 เซตรวด คว้าแชมป์ หวด M15 อินเดีย

    ภวิชญ์ ฟอร์มแรงปราบเจ้าถิ่น 2 เซตรวด คว้าแชมป์ หวด M15 อินเดีย

    ภวิชญ์ สอนหลักทรัพย์ โชว์ฟอร์มแกร่งเอาชนะนักหวดเจ้าถิ่น 2 เซตรวด คว้าแชมป์เทนนิส M15 ที่อินเดีย ก่อนเตรียมกลับมาช่วยทีมชาติไทยลุยเดวิสคัพ 2026

    ภวิชญ์ สอนหลักทรัพย์ นักเทนนิสชายทีมชาติไทย มืออันดับ 700 ของโลก ระเบิดฟอร์มเก่ง คว้าแชมป์เทนนิสอาชีพรายการแรกของปี 2569 ได้สำเร็จ ในการแข่งขันเทนนิสอาชีพชาย ไอทีเอฟ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ รายการ “M15 ไฮเดอราบัด” ชิงเงินรางวัลรวม 15,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 456,450 บาท ที่เมืองไฮเดอราบัด ประเทศอินเดีย เมื่อคืนวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569

    ในรอบชิงชนะเลิศ ประเภทชายเดี่ยว ภวิชญ์ ซึ่งเป็นมือวางอันดับ 4 ของรายการ โชว์ฟอร์มเหนือชั้น เอาชนะ มานิช สุเรชกุมาร นักเทนนิสเจ้าถิ่น มืออันดับ 964 ของโลก ไปแบบขาดลอย 2 เซตรวด 6-3 และ 6-1 ใช้เวลาแข่งขันเพียง 1 ชั่วโมง 18 นาที

    แชมป์รายการนี้นับเป็นแชมป์อาชีพรายการแรกของปี และเป็นแชมป์อาชีพรายการที่ 2 ในชีวิตของ ภวิชญ์ สอนหลักทรัพย์ หลังจากเคยคว้าแชมป์แรกได้จากการแข่งขันระดับ M15 ที่เมืองหลูอัน ประเทศจีน เมื่อเดือนเมษายน ปี 2568

    จากความสำเร็จดังกล่าว ภวิชญ์ ได้รับเงินรางวัล 2,160 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 67,824 บาท พร้อมคะแนนสะสมอันดับโลกอีก 15 คะแนน

    หลังจบภารกิจที่อินเดีย ภวิชญ์ สอนหลักทรัพย์ หรือ “แมงปอ” เตรียมเดินทางกลับมาสมทบทีมชาติไทย เพื่อทำศึกเทนนิสชิงแชมป์โลก ประเภททีมชาย รายการ “2026 เดวิสคัพ” เวิลด์ กรุ๊ป 2 เพลย์ออฟ พบกับ ทีมชาติเปอร์โตริโก ระหว่างวันที่ 7–8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ ศูนย์พัฒนากีฬาเทนนิสแห่งชาติ เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี

    ที่มาของภาพ :

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.siamsport.co.th/other-sports/tennis/99364/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0807KHO1n8VEEwkCfcFryo

  • ‘นฤมล’ ย้ำศธ.ยุคใหม่ต้องบูรณาการทั้งระบบ ชูครูหัวใจการผลิตเด็ก ตัดวงจรงานสั่งบนหอคอย | เดลินิวส์

    ‘นฤมล’ ย้ำศธ.ยุคใหม่ต้องบูรณาการทั้งระบบ ชูครูหัวใจการผลิตเด็ก ตัดวงจรงานสั่งบนหอคอย | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 2 ก.พ.ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการประชุมขับเคลื่อนการบริหารจัดการศึกษาในภูมิภาค ว่า ตลอด 7 เดือนที่ผ่านมาว่า หัวใจสำคัญของการทำงานในยุคนี้คือ “การบูรณาการ” ไม่แยกส่วน โดยเปรียบเปรยหน่วยงานหลักทั้ง 4 สำนักงานปลัดกระทรวง, สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เป็นเสมือน “4 องค์ชาย” ที่ต้องหันหน้าคุยกันและทำงานเป็นเนื้อเดียวกัน เพื่อลดช่องว่างระหว่างนโยบายส่วนกลางกับการปฏิบัติงานในพื้นที่ โดยการลงพื้นที่ตรวจราชการที่ผ่านมาได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การที่ผู้บริหารระดับสูง ลงไปรับฟังปัญหาหน้างานพร้อมกัน ทำให้เห็นข้อเท็จจริงที่ชัดเจนกว่าการนั่งฟังรายงานอยู่บนหอคอย ซึ่งนำไปสู่การแก้ไขกฎระเบียบต่าง ๆ ให้ยืดหยุ่นและสอดคล้องกับบริบทจริงได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

    “ขอเน้นย้ำว่า จุดเปลี่ยนสำคัญของนโยบายกระทรวงฯ ตามแนวทางของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ ว่า ที่ผ่านมาการศึกษาไทยมักมุ่งเป้าไปที่ ‘ตัวเด็ก’ ซึ่งเปรียบเสมือนผลผลิตที่มีค่า แต่เรามักละเลย ‘โรงงานและคนทำงาน’ นั่นคือ ครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่เป็นกลไกสำคัญที่สุดในการผลิต ถึงเวลาแล้วที่เราต้องหันกลับมาดูแลคนทำงานอย่างจริงจัง จึงขอฝากให้ศึกษาธิการจังหวัดและผู้บริหารทุกระดับ ช่วยกันดูแลสวัสดิการและความเป็นอยู่ของผู้ใต้บังคับบัญชา เพื่อให้พวกเขามีขวัญกำลังใจในการสร้างคุณภาพการศึกษาที่ดีต่อไป รวมทั้งนโยบาย “การจัดตั้งสหกรณ์ออมทรัพย์กลาง” เพื่อแก้ปัญหาหนี้สินครู และโครงการ “บ้านพักครูสวัสดิการ” นั้น ขณะนี้กระทรวงศึกษาธิการได้จัดทำรายละเอียดเสร็จสมบูรณ์และส่งเรื่องไปยังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เรียบร้อยแล้ว เพื่อสร้างความมั่นคงในชีวิตให้กับครูทั่วประเทศ”

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า บทบาทของศึกษาธิการจังหวัดและศึกษาธิการภาคยุคใหม่ ต้องไม่ใช่เพียงผู้ส่งสาร แต่ต้องเป็นโซ่ข้อกลางที่ประสานรอยต่อระหว่างหน่วยงานทุกสังกัดในพื้นที่ให้ทำงานร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อ หากมีปัญหาติดขัดในระดับนโยบาย ขอให้แจ้งตรงมาที่ส่วนกลาง เพื่อที่เราจะได้ร่วมกันปรับปรุงและขับเคลื่อนการศึกษาไทยให้ตอบโจทย์พื้นที่อย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5559383/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw35wTpDaMxEkci4jBehlQ_K

  • สถาบันการอาชีวศึกษาภาคกลาง 4  จัดประชุมพัฒนาการประเมินมาตรฐานวิชาชีพ ระดับหลักสูตรปริญญาตรี | เดลินิวส์

    สถาบันการอาชีวศึกษาภาคกลาง 4  จัดประชุมพัฒนาการประเมินมาตรฐานวิชาชีพ ระดับหลักสูตรปริญญาตรี | เดลินิวส์

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดร.วีระ ทองประสิทธิ์ ผู้อำนวยการ สถาบันการอาชีวศึกษาภาคกลาง 4 ตำบลพระปฐมเจดีย์ อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม พร้อมด้วย นายนพดล สุวรรณสุนทร รองผู้อำนวยการฯ ดร.ณรงค์ชัย สุขสวคนธ์ รองผู้อำนวยการฯ ผศ.ดร.ฤกษ์ชัย ศรีสมบัติ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฯ จัดให้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการ การพัฒนา  และปรับปรุงเครื่องมือประเมินฐานวิชาชีพ ระดับปริญญาตรี ซึ่งสอดคล้องกับมาตรฐานวิชาชีพของสาขาวิชา รวมถึงมาตรฐานอื่นที่สอดคล้องกับมาตรฐานอาชีพขององค์กรรับรองในประเทศ หรือสากล โดยผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วยคณะอาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 40 คน จากสถานศึกษาในสังกัดสถาบันการอาชีวศึกษาภาคกลาง 4 ทั้ง 9 แห่ง ซึ่งครอบคลุม 4 จังหวัด คือ จังหวัดสุพรรณบุรี นครปฐม ราชบุรี และกาญจนบุรี ณ ห้องประชุมชมพูพันธุ์ทิพย์ ชั้น 5 อาคารเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา สมเด็จพระเทพ สถาบันการอาชีวศึกษาภาคกลาง 4

    สถาบันการอาชีวศึกษาภาคกลาง 4 ซึ่งจัดการเรียนการสอนในระดับปริญญาตรีให้มีความเป็นเลิศทางด้านวิชาการ และยังมุ่งเน้นให้นักศึกษามีคุณธรรม จริยธรรม ควบคู่กับการศึกษา และทางด้านวิชาการ และให้ความสำคัญของการพัฒนา และปรับปรุงเครื่องมือประเมินมาตรฐานวิชาชีพ ระดับปริญญาตรี หลักสูตรระดับปริญญาตรี สายเทคโนโลยี หรือสายปฏิบัติการที่ได้มีการพัฒนา และปรับปรุงหลักสูตรในปี พ.ศ.2567 จำนวน 12 หลักสูตร

    ได้แก่ วิทยาลัยเทคนิคสุพรรณบุรีจำนวน 1 หลักสูตร คือหลักสูตรเทคโนโลยีเครื่องกล(ต่อเนื่อง) วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุพรรณบุรีจำนวน 1 หลักสูตร คือหลักสูตรการบัญชี(ต่อเนื่อง) วิทยาลัยเทคนิคนครปฐม จำนวน 2 หลักสูตร คือหลักสูตรเทคโนโลยีไฟฟ้า(ต่อเนื่อง) และหลักสูตรเทคโนโลยีเครื่องกล(ต่อเนื่อง) วิทยาลัยอาชีวศึกษานครปฐม จำนวน 6 หลักสูตร คือหลักสูตรการบัญชี(ต่อเนื่อง) หลักสูตรการจัดการโลจิสติกส์ และซัพพลายเชน(ต่อเนื่อง) หลักสูตรการโรงแรม(ต่อเนื่อง) หลักสูตรเทคโนโลยีอาหาร และโภชนาการ(ต่อเนื่อง) หลักสูตรดิจิทัลกราฟฟิก(ต่อเนื่อง) และหลักสูตรการจัดการธุรกิจค้าปลีก(ต่อเนื่อง) วิทยาลัยเทคนิคกาญจนบุรีจำนวน 1 หลักสูตร คือหลักสูตรเทคโนโลยีเครื่องกล(ต่อเนื่อง) วิทยาลัยเทคนิคราชบุรี 1 หลักสูตร คือหลักสูตรเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์(ต่อเนื่อง) ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวจะสอดคล้องกับระเบียบ กระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการจัดการการศึกษา และการประเมินผลการศึกษา ระดับปริญญาตรีสายเทคโนโลยี หรือสายปฏิบัติการของสถาบันการอาชีวศึกษา พ.ศ. 2568 และประกาศ สำนักงานคณะการการอาชีวศึกษา เรื่องหลักเกณฑ์ และวิธีการประเมินมาตรฐานวิชาชีพ พ.ศ. 2568 ที่กำหนดให้ผู้เรียนเข้ารับการประเมินมาตรฐานวิชาชีพ ก่อนจบการศึกษาตามระยะเวลาที่กำหนด ส่งผลให้นักศึกษามีความรู้คู่คุณธรรมเป็นพลเมืองดีของประเทศชาติสืบไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5559337/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0vn7Uh_r49RKHdSTMRUacz

  • “รมว.นฤมล”ย้ำ ศธ.ยุคใหม่ต้อง ‘บูรณาการทั้งระบบ’ ชูครูคือหัวใจในการผลิตเด็ก ตัดวงจรงานสั่งบนหอคอย ดันศึกษาธิการจังหวัดเป็นโซ่ข้อกลางเชื่อมพื้นที่ถึงส่วนกลาง

    “รมว.นฤมล”ย้ำ ศธ.ยุคใหม่ต้อง ‘บูรณาการทั้งระบบ’ ชูครูคือหัวใจในการผลิตเด็ก ตัดวงจรงานสั่งบนหอคอย ดันศึกษาธิการจังหวัดเป็นโซ่ข้อกลางเชื่อมพื้นที่ถึงส่วนกลาง

    การเมือง

    “รมว.นฤมล”ย้ำ ศธ.ยุคใหม่ต้อง ‘บูรณาการทั้งระบบ’ ชูครูคือหัวใจในการผลิตเด็ก ตัดวงจรงานสั่งบนหอคอย ดันศึกษาธิการจังหวัดเป็นโซ่ข้อกลางเชื่อมพื้นที่ถึงส่วนกลาง

    วันจันทร์ ที่ 02 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.45 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการประชุมขับเคลื่อนการบริหารจัดการศึกษาในภูมิภาค ครั้งที่ 1/2569 โดยมี นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา นายพิเชฐร์ วันทอง รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นายมณฑล ภาคสุวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ตลอดจนคณะผู้บริหารระดับสูงกระทรวงศึกษาธิการ ศึกษาธิการภาค ศึกษาธิการจังหวัด และหัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่ เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ณ ห้องประชุมศาสตราจารย์ หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ชั้น 3 อาคารรัชมังคลาภิเษก กระทรวงศึกษาธิการ

    โดยนายสุเทพ ได้กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของการจัดประชุมในครั้งนี้ ว่า เพื่อเป็นกลไกหลักในการยกระดับคุณภาพผู้เรียนภายใต้แนวคิด “เรียนดี มีคุณธรรม” โดยเน้นการแปลงนโยบายสู่การปฏิบัติให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ ยุทธศาสตร์ชาติ และแผนปฏิรูปประเทศ โดยกำหนดจัดประชุมระหว่างวันที่ 2 – 3 กุมภาพันธ์ 2569 และมีผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วยผู้บริหารระดับสูง ศึกษาธิการภาคทั้ง 18 ภาค ศึกษาธิการจังหวัดทั่วประเทศ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งสิ้น 240 คน ด้วยรูปแบบการบรรยายและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในประเด็นสำคัญ อาทิ การกำหนดทิศทางนโยบายและงบประมาณ ที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ การยกระดับคุณภาพการศึกษาเอกชน และการบริหารจัดการศึกษาระหว่างประเทศ และการพัฒนาวิชาชีพครูและสวัสดิการ รวมถึงการควบคุมมาตรฐานจรรยาบรรณนอกจากนี้ ยังมีการขับเคลื่อนโครงการนโยบายเร่งด่วน (Quick Win) และธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) ซึ่งการขับเคลื่อนครั้งนี้ เป็นไปตามอำนาจหน้าที่ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 19/2560 เพื่อปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคให้เกิดการอำนวยการ ส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการศึกษาแบบร่วมมือและบูรณาการอย่างแท้จริง

    ขณะที่ ศ.ดร.นฤมล กล่าวตอนหนึ่งว่า ตลอด 7 เดือนที่ผ่านมาว่า หัวใจสำคัญของการทำงานในยุคนี้คือ “การบูรณาการ” ไม่แยกส่วน โดยเปรียบเปรยหน่วยงานหลักทั้ง 4 สำนักงานปลัดกระทรวง, สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เป็นเสมือน “4 องค์ชาย” ที่ต้องหันหน้าคุยกันและทำงานเป็นเนื้อเดียวกัน เพื่อลดช่องว่างระหว่างนโยบายส่วนกลางกับการปฏิบัติงานในพื้นที่ โดยการลงพื้นที่ตรวจราชการที่ผ่านมาได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การที่ผู้บริหารระดับสูง ลงไปรับฟังปัญหาหน้างานพร้อมกัน ทำให้เห็นข้อเท็จจริงที่ชัดเจนกว่าการนั่งฟังรายงานอยู่บนหอคอย ซึ่งนำไปสู่การแก้ไขกฎระเบียบต่าง ๆ ให้ยืดหยุ่นและสอดคล้องกับบริบทจริงได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

    “ขอเน้นย้ำว่า จุดเปลี่ยนสำคัญของนโยบายกระทรวงฯ ตามแนวทางของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ ว่า ที่ผ่านมาการศึกษาไทยมักมุ่งเป้าไปที่ ‘ตัวเด็ก’ ซึ่งเปรียบเสมือนผลผลิตที่มีค่า แต่เรามักละเลย ‘โรงงานและคนทำงาน’ นั่นคือ ครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่เป็นกลไกสำคัญที่สุดในการผลิต ถึงเวลาแล้วที่เราต้องหันกลับมาดูแลคนทำงานอย่างจริงจัง จึงขอฝากให้ศึกษาธิการจังหวัดและผู้บริหารทุกระดับ ช่วยกันดูแลสวัสดิการและความเป็นอยู่ของผู้ใต้บังคับบัญชา เพื่อให้พวกเขามีขวัญกำลังใจในการสร้างคุณภาพการศึกษาที่ดีต่อไป รวมทั้งนโยบาย “การจัดตั้งสหกรณ์ออมทรัพย์กลาง” เพื่อแก้ปัญหาหนี้สินครู และโครงการ “บ้านพักครูสวัสดิการ” นั้น ขณะนี้กระทรวงศึกษาธิการได้จัดทำรายละเอียดเสร็จสมบูรณ์และส่งเรื่องไปยังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เรียบร้อยแล้ว เพื่อสร้างความมั่นคงในชีวิตให้กับครูทั่วประเทศ”

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า บทบาทของศึกษาธิการจังหวัดและศึกษาธิการภาคยุคใหม่ ต้องไม่ใช่เพียงผู้ส่งสาร แต่ต้องเป็นโซ่ข้อกลางที่ประสานรอยต่อระหว่างหน่วยงานทุกสังกัดในพื้นที่ให้ทำงานร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อ หากมีปัญหาติดขัดในระดับนโยบาย ขอให้แจ้งตรงมาที่ส่วนกลาง เพื่อที่เราจะได้ร่วมกันปรับปรุงและขับเคลื่อนการศึกษาไทยให้ตอบโจทย์พื้นที่อย่างแท้จริง

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/politic/464516&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw170g8SQJRk2GNFG2AmiuD-

  • มนุษย์เคยขุดลงไปใต้ผิวโลกได้ลึกที่สุดแค่ไหน ?  – BBC News ไทย

    มนุษย์เคยขุดลงไปใต้ผิวโลกได้ลึกที่สุดแค่ไหน ? – BBC News ไทย

    มนุษย์เคยขุดลงไปใต้ผิวโลกได้ลึกที่สุดแค่ไหน ?

    A drawing showing the Earth with a slice cut out of it, revealing the crust, the thick mantle, and the bright hot core.

    ที่มาของภาพ, DeAgostini/Getty Images

    ที่ผ่านมาเคยมีภาพยนตร์ หนังสือ รวมถึงรายการโทรทัศน์จำนวนมากที่บอกเล่าถึงสิ่งที่อยู่ในแกนกลางของโลกของเรา

    จากโลกใต้ดินที่เต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตยุคก่อนประวัติศาสตร์ไปจนถึงอารยธรรมมนุษย์ทางเลือก เรื่องราวเหล่านี้ทั้งน่าหลงใหลและน่าหวาดกลัวไม่แพ้กัน

    แต่ความจริงแล้ว เรารู้เกี่ยวกับสิ่งที่อยู่ใต้พื้นโลกของเรามากมายทีเดียว แม้ว่าเราจะยังไม่เคยลงไปถึงจุดที่ลึกลงไปใต้โลกก็ตาม และความเป็นจริงนั้นแตกต่างออกไปมาก

    แล้วที่ผ่านมามนุษย์สามารถลงไปได้ลึกแค่ไหนใต้พื้นผิวโลกและเรารู้ได้อย่างไรว่ามีอะไรอยู่ที่นั่น

    โครงสร้างชั้นต่าง ๆ ของโลก

    บริเวณใต้พื้นผิวโลกประกอบไปด้วยโครงสร้างของชั้นต่าง ๆ ศาสตราจารย์อานา เฟอร์เรรา นักแผ่นดินไหววิทยาประจำมหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน (University College London) ระบุว่า แต่ละชั้นมีความแตกต่างกัน

    “”เรามีเปลือกโลก ซึ่งเป็นชั้นบาง ๆ ที่เปราะบางมากซึ่งเป็นที่ที่พวกเราใช้อยู่อาศัย” เธอบอกกับรายการ The Infinite Monkey Cage ทางสถานีวิทยุบีบีซี เรดิโอ โฟร์

    แผนภูมิอธิบายโครงการของชั้นต่าง ๆ ของโลก

    คำบรรยายภาพ, แผนภูมิอธิบายโครงการของชั้นต่าง ๆ ของโลก

    เปลือกโลกมหาสมุทรจะบางกว่า แต่สำหรับเปลือกโลกที่ภาคพื้นทวีปอาจหนาได้ถึง 70 กิโลเมตร

    ขณะที่ส่วนที่อยู่ใต้เปลือกโลกนั้นคือ “ชั้นแมนเทิล” (mantle) หรือ “เนื้อโลก” ซึ่งมีความหนาประมาณ 3,000 กิโลเมตร และประกอบด้วยหินที่เรียกว่า “แมกมา” (magma) ซึ่งดูเหมือนของแข็งในระยะเวลาที่มนุษย์เรามองเห็นได้

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • .

    • A soldier in a camo jacket and trouser lies with a hand cradling his head on a sofa. His eyes are closed, as if he has, or it just about to fall asleep.

    • .

    • บัตรเลือกตั้งล่วงหน้าในวันที่ 1 ก.พ. จะถูกส่งไปยังที่บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เพื่อคัดแยกแล้วส่งไปยังเขตเลือกตั้งตามภูมิลำเนาแท้จริงของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เพื่อนับคะแนนพร้อมกับวันจริง 8 ก.พ. ต่อไป

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    “แต่จริง ๆ แล้ว ในระยะเวลาหลายล้านปี มันมีการไหล” เฟอร์เรรากล่าว

    ชั้นที่ลึกในระดับถัดไปคือแก่นโลกชั้นนอก ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบด้วยเหล็กและนิกเกิลเหลว ซึ่งเป็นส่วนที่สร้างสนามแม่เหล็กของโลก

    แก่นโลกชั้นในประกอบด้วยเหล็กและนิกเกิลแข็ง และเป็นส่วนที่ร้อนที่สุดของโลก โดยมีอุณหภูมิสูงถึง 5,500 องศาเซลเซียส

    ดำดิ่งลึกลงไป

    จุดที่มนุษย์เคยลงไปลึกที่สุดในเปลือกโลกนั้นอยู่ที่เหมืองทองคำมโปเนง (Mponeng Gold Mine) ในแอฟริกาใต้ ซึ่งอยู่ห่างจากนครโจฮันเนสเบิร์กไปทางตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 75 กิโลเมตร โดยสามารถขุดเจาะลึกลงไปถึง 4 กิโลเมตรใต้พื้นผิวโลก

    A man wearing a beige shirt and a blue hard hat with his back to the camera, pointing a jet of water into a rocky cavern in a cave.

    ที่มาของภาพ, Eva-Lotta Jansson/Bloomberg via Getty Images

    คำบรรยายภาพ, เหมืองทองคำมโปเนงในแอฟริกาใต้มีความลึกลงไปใต้ดินราว 4 กิโลเมตร

    แต่ถึงแม้ว่ามนุษย์อาจจะไม่สามารถลงไปลึกกว่านี้ในทางกายภาพ แต่เราก็ใช้เครื่องเจาะเพื่อลงไปได้ลึกกว่านั้นอีก

    หลุมที่มนุษย์เจาะลงไปได้ลึกที่สุดคือ หลุมโคลา ซูเปอร์ดีป (Kola Superdeep Borehole) ซึ่งขุดโดยสหภาพโซเวียตในภาคเหนือของรัสเซีย หลุมนี้แล้วเสร็จในปี 1992 หลังจากใช้เวลาเกือบ 20 ปี โดยมีความลึกลงไปในพื้นดิน 12.2 กิโลเมตร

    นั่นเทียบเท่ากับตึกเอ็มไพร์สเตทของนิวยอร์ก 27 ตึกที่วางซ้อนกัน แต่ ณ จุดนั้นมันก็ยังลึกเพียงประมาณ 1 ใน 3 ของเปลือกโลกเท่านั้น

    การขุดลึกลงไปในเปลือกโลกนั้นยากมากด้วยเหตุผลหลายประการ

    ยิ่งลึกลงไปใต้โลกเท่าไหร่ อุณหภูมิก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น

    อัตราการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเรียกว่า การไล่ระดับความร้อนใต้พิภพ และค่าเฉลี่ยสำหรับเปลือกโลกภาคพื้นทวีปอยู่ที่ 25-32 องศาเซลเซียสต่อกิโลเมตร ศาสตราจารย์คริส แจ็กสัน นักธรณีวิทยาชาวอังกฤษกล่าว

    A ruined building on a stretch of gravelly ground underneath a blue sky.

    ที่มาของภาพ, Lenorlux via Getty Images

    คำบรรยายภาพ, ปัจจุบันหลุมโคลา ซูเปอร์ดีป (Kola Superdeep Borehole) ถูกทิ้งร้าง

    นอกจากนี้ แรงดันมหาศาลที่อยู่ลึกลงไปภายในโลกถือเป็นอีกหนึ่งความท้าทาย

    แจ็กสันกล่าวว่า การต้านทานแรงดันนี้เพื่อรักษาให้หลุมนี้ยังเปิดอยู่ได้นั้น “เป็นเรื่องที่ยากอย่างเหลือเชื่อ”

    การสแกนพื้นโลก

    หากเราไม่สามารถลงไปใต้พื้นผิวโลกได้ลึกกว่านี้ แล้วเราจะศึกษาส่วนที่เหลือในโลกได้อย่างไร

    คำตอบนั้นน่าสนใจมาก นั่นคือ การใช้คลื่นแผ่นดินไหว (seismic waves) ซึ่งเป็นแรงสั่นสะเทือนที่เกิดจากแผ่นดินไหวและเดินทางผ่านพื้นโลก

    คลื่นแผ่นดินไหวจะมีคุณสมบัติที่แตกต่างกันเมื่อส่งผ่านวัสดุที่แตกต่างกัน ซึ่งสามารถวัดได้ด้วยเครื่องวัดแผ่นดินไหว

    “เราวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูงมากมาย เราสร้างแบบจำลองด้วย จากนั้นจึงแปลงบันทึกเหล่านั้นให้เป็นภาพของภายในโลก” เฟอร์เรรากล่าว

    แจ็กสันอธิบายภาพเหล่านั้นว่าคล้ายกับ ภาพที่ได้จากการ “การทำซีทีสแกนโลก”

    Seismic waves depicted as lines drawn on a piece of white paper. They start off small but then get suddenly very large, before tapering off.

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, คลื่นแผ่นดินไหวจะแสดงผลแตกต่างกันเมื่อเคลื่อนที่ผ่านวัสดุที่แตกต่างกัน

    ผู้เชี่ยวชาญทั้งสองเห็นพ้องกันว่า การศึกษาชั้นต่าง ๆ ของโลกสามารถช่วยให้เราเข้าใจสิ่งต่างๆ มากมายเกี่ยวกับโลกของเราได้ เช่น กระบวนการที่อยู่เบื้องหลังแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด และการก่อตัวของภูเขา

    “ท้ายที่สุดแล้ว คุณจำเป็นต้องเข้าใจว่าเนื้อโลกทำงานอย่างไร” เฟอร์เรรากล่าว

    การเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้อาจนำไปประยุกต์ใช้ได้ในหลายด้าน เช่น ช่วยให้เราเข้าใจศักยภาพของพลังงานความร้อนใต้พิภพ ซึ่งเป็นพลังงานหมุนเวียนรูปแบบหนึ่งที่ใช้ความร้อนจากภายในโลก

    เธอกล่าวอีกว่า การวิจัยในด้านนี้บางครั้งเป็นการสำรวจมากกว่า และมันอาจช่วยให้เราเข้าใจว่าโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรเมื่อเวลาผ่านไป และอาจนำไปประยุกต์ใช้กับดาวเคราะห์ดวงอื่น ๆ ที่อยู่ไกลออกไปได้

    “แล้วเราสามารถใช้ความเข้าใจนี้เพื่อทำความเข้าใจดาวเคราะห์ดวงอื่นได้หรือไม่” เธอถามทิ้งท้ายไว้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/c9vxlx3mk02o&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20RF8WTHR8iCB1LH8F5xGj

  • คุณ “พงษ์พันธุ์ อมรวิวัฒน์” เข้ารับตำแหน่ง CEO ไทยออยล์ ต่อยอดรากฐานที่มั่นคง เสริมศักยภาพการแข่งขัน ขับเคลื่อนองค์กรสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

    คุณ “พงษ์พันธุ์ อมรวิวัฒน์” เข้ารับตำแหน่ง CEO ไทยออยล์ ต่อยอดรากฐานที่มั่นคง เสริมศักยภาพการแข่งขัน ขับเคลื่อนองค์กรสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

    ที่ประชุมคณะกรรมการ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) มีมติแต่งตั้ง คุณพงษ์พันธุ์ อมรวิวัฒน์ ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ มีผลตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2569 เป็นต้นไป ด้วยความเชื่อมั่นในศักยภาพความเป็นผู้นำที่มีมุมมองความคิดเชิงกลยุทธ์ ความเชี่ยวชาญเชิงลึกในอุตสาหกรรมพลังงาน และประสบการณ์บริหารธุรกิจในบริบทตลาดโลก พร้อมขับเคลื่อนองค์กรสู่ความเป็นเลิศ

    คุณพงษ์พันธุ์ อมรวิวัฒน์ สำเร็จการศึกษาปริญญาตรี ด้านวิศวกรรมศาสตร์ จาก Carnegie Mellon University ประเทศสหรัฐอเมริกา และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทจาก 3 สาขาวิชา ได้แก่ ด้านวิชากฎหมายเศรษฐกิจ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้านบริหารธุรกิจ (Sloan School of Management) และด้านวิศวกรรมศาสตร์ จาก Massachusetts Institute of Technology (MIT) ประเทศสหรัฐอเมริกา อีกทั้ง ผ่านหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงชั้นนำของประเทศ อาทิ หลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 67 หลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านวิทยาการพลังงาน (วพน.) รุ่นที่ 16 หลักสูตรผู้บริหารระดับสูง สถาบันวิทยาการ  ตลาดทุน (วตท.) รุ่นที่ 29 ซึ่งสะท้อนถึงความพร้อมในองค์ความรู้ที่หลากหลาย และศักยภาพการบริหารองค์กรในอุตสาหกรรมพลังงานระดับโลก

    ด้วยประสบการณ์การทำงานกว่า 30 ปี ในสายงานด้านธุรกิจและอุตสาหกรรมพลังงาน คุณพงษ์พันธุ์ เป็นลูกหม้อที่เคยทำงานกับไทยออยล์ โดยเติบโตจากประสบการณ์การทำงานในหลากหลายสายงาน ทั้งด้านวิศวกรรม การพาณิชย์ การพัฒนาธุรกิจ และ แผนกลยุทธ์องค์กร รวมถึงธุรกิจด้านปิโตรเคมี และ การบริหารการขนส่งของกลุ่มไทยออยล์ ซึ่งหล่อหลอมให้มีความรู้ความเข้าใจในบริบทการดำเนินธุรกิจของกลุ่มไทยออยล์อย่างลึกซึ้ง โดยดำรงตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ด้านกลยุทธ์องค์กรเป็นตำแหน่งสุดท้ายที่ไทยออยล์ ก่อนไปปฏิบัติหน้าที่ที่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในปี พ.ศ. 2564 – มกราคม 2569

    ในช่วงเวลา 4 ปี ของการปฏิบัติหน้าที่ใน ปตท. คุณพงษ์พันธุ์ ดำรงตำแหน่ง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ และ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจก๊าซธรรมชาติ ทำให้มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการบริหารธุรกิจด้านพลังงานและปิโตรเคมีอย่างครบวงจร ก่อนจะได้รับความไว้วางใจให้กลับมานำทัพกลุ่มไทยออยล์ในตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ 

    คุณพงษ์พันธุ์ กล่าวว่า “ผมรู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้กลับมาร่วมงานกับไทยออยล์อีกครั้ง   ภารกิจสำคัญต่อจากนี้ คือการสานต่อและผลักดันโครงการต่างๆ ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม บริหารจัดการเพื่อสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสม ควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจภายใต้หลัก ESG ร่วมกับกลุ่ม ปตท. เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งและความมั่นคงให้กับองค์กรในระยะยาว”

    ในฐานะผู้นำกลุ่มไทยออยล์ คุณพงษ์พันธุ์มีความโดดเด่นในการผสานความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม  กลยุทธ์ การค้าระหว่างประเทศ และการบริหารองค์กรแบบบูรณาการ มีมุมมองเชิงองค์รวมต่ออุตสาหกรรมพลังงาน และสามารถขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ให้เกิดผลลัพธ์ได้ตามเป้าหมาย ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการร่วมสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/public-relations-news/940868/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2aXqkMxcAmwGjRMkAEVUDp

  • “นฤมล” ชูบูรณาการทั้งระบบ ผลักดันครู-พื้นที่หัวใจปฏิรูป

    “นฤมล” ชูบูรณาการทั้งระบบ ผลักดันครู-พื้นที่หัวใจปฏิรูป

    “นฤมล” ชูบูรณาการทั้งระบบ ผลักดันครู-พื้นที่หัวใจปฏิรูป

    “นฤมล” ย้ำการศึกษาไทยยุคใหม่ต้องบูรณาการทุกหน่วย ตัดวงจรสั่งการบนหอคอย ชูครูคือหัวใจผลิตคน พร้อมดันศึกษาธิการจังหวัดเป็นโซ่ข้อกลางเชื่อมพื้นที่กับส่วนกลาง

    ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ย้ำทิศทางการศึกษาไทยยุคใหม่ต้องขับเคลื่อนด้วยการ “บูรณาการทั้งระบบ” ลดการทำงานแบบแยกส่วน และยุติวงจรการสั่งการจากส่วนกลางที่ไม่สอดคล้องกับสภาพจริงในพื้นที่ พร้อมชูบทบาทครูและบุคลากรทางการศึกษาเป็นหัวใจสำคัญในการผลิตและพัฒนาผู้เรียนอย่างยั่งยืน
     

    “นฤมล” ชูบูรณาการทั้งระบบ ผลักดันครู-พื้นที่หัวใจปฏิรูป

    ในการเป็นประธานเปิดการประชุมขับเคลื่อนการบริหารจัดการศึกษาในภูมิภาค ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 ณ กระทรวงศึกษาธิการ ศ.ดร.นฤมล ระบุว่า ตลอดระยะเวลา 7 เดือนที่ผ่านมา การทำงานของกระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงการทำงานของหน่วยงานหลักทั้ง 4 หน่วย ได้แก่ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ให้ทำงานร่วมกันอย่างเป็นเอกภาพ เพื่อลดช่องว่างระหว่างนโยบายกับการปฏิบัติจริง

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปรียบเปรยการทำงานดังกล่าวว่า เปรียบเสมือน “สี่องค์ชาย” ที่ต้องหันหน้าพูดคุยและทำงานเป็นเนื้อเดียวกัน โดยการลงพื้นที่ตรวจราชการร่วมกันของผู้บริหารระดับสูง ทำให้เห็นปัญหาหน้างานอย่างแท้จริง มากกว่าการรับฟังรายงานจากส่วนกลาง ซึ่งนำไปสู่การปรับปรุงกฎระเบียบให้ยืดหยุ่นและตอบโจทย์บริบทพื้นที่ได้รวดเร็วขึ้น “นฤมล” ชูบูรณาการทั้งระบบ ผลักดันครู-พื้นที่หัวใจปฏิรูป

    ศ.ดร.นฤมล ยังเน้นย้ำแนวคิดสำคัญในการปฏิรูปการศึกษา ตามแนวทางของรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ ว่า ที่ผ่านมาไทยมักให้ความสำคัญกับ “ตัวเด็ก” ซึ่งเป็นผลผลิต แต่กลับละเลย “โรงงานและคนทำงาน” อันหมายถึงครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งเป็นกลไกหลักของระบบ จึงถึงเวลาที่ต้องดูแลคุณภาพชีวิต สวัสดิการ และขวัญกำลังใจของผู้ปฏิบัติงานอย่างจริงจัง

    ในส่วนของการแก้ไขปัญหาหนี้สินและความเป็นอยู่ของครู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า นโยบายจัดตั้งสหกรณ์ออมทรัพย์กลาง และโครงการบ้านพักครูสวัสดิการ ได้จัดทำรายละเอียดครบถ้วนและเสนอไปยังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีแล้ว เพื่อสร้างความมั่นคงในชีวิตให้แก่ครูทั่วประเทศ

    พร้อมกันนี้ ได้กำหนดบทบาทใหม่ของศึกษาธิการจังหวัดและศึกษาธิการภาค ให้ทำหน้าที่เป็น “โซ่ข้อกลาง” เชื่อมโยงหน่วยงานทุกสังกัดในพื้นที่ให้ทำงานร่วมกันอย่างไร้รอยต่อ หากพบอุปสรรคเชิงนโยบายสามารถสะท้อนมายังส่วนกลางโดยตรง เพื่อร่วมกันปรับปรุงและขับเคลื่อนการศึกษาไทยให้ตอบสนองความต้องการของพื้นที่ได้อย่างแท้จริง
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-life/737365&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2OmBPbZek9TIlz14p2JMrx

  • ปฏิทินการบริหารงานบุคคล สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปี พ.ศ. 2569

    ปฏิทินการบริหารงานบุคคล สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปี พ.ศ. 2569

    ค้นหาทุกอย่างในเว็บครูบ้านนอก :

    ชุมชนครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน แหล่งความรู้สำหรับครู นักเรียน ข่าวการศึกษา ห้องสมุดความรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และความรู้ทั่วไป เผยแพร่ผลงานวิชาการ ที่นี่


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kroobannok.com/93179&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2H-Ty1mWhwLoIiHEG6KBTr