Blog

  • เงินเดือนประธานเฟด ผู้กุมทิศทางการเงินโลก ได้รับค่าเหนื่อยเท่าไหร่?

    เงินเดือนประธานเฟด ผู้กุมทิศทางการเงินโลก ได้รับค่าเหนื่อยเท่าไหร่?

    ส่องเงินเดือนประธานเฟด ผู้กุมทิศทางการเงินโลก ได้รับเงินเดือนประจำปีอยู่ที่เท่าไหร่

    เว็บไซต์ investopedia รายงานว่า รัฐสภาสหรัฐ ในปี 2025 กำหนดเงินเดือนประจำปีของประธานธนาคารกลางสหรัฐ หรือ เฟดอยู่ที่ 250,600 ดอลลาร์สหรัฐ (คิดเป็นเงินไทยราว 7,892,647 บาท) ส่วนเงินเดือนประจำปีของผู้ว่าการเฟดคนอื่นๆ อยู่ที่ 225,700 ดอลลาร์สหรัฐ (คิดเป็นเงินไทยราว 7,108,421.50 บาท) โดยสมาชิกคณะกรรมการบริหารรวมถึงประธานเฟด จะต้องได้รับการเสนอชื่อโดยประธานาธิบดีสหรัฐและได้รับการรับรองจากวุฒิสภา

    หน้าที่ของประธานเฟดคืออะไร?

    ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เป็นหัวหน้าของระบบธนาคารกลางของสหรัฐอเมริกา และเป็นผู้บริหารสูงสุดของคณะกรรมการผู้ว่าการระบบธนาคารกลางสหรัฐ กฎหมายกำหนดให้ประธานต้องรายงานต่อรัฐสภาปีละสองครั้งเกี่ยวกับความคืบหน้าของนโยบายการเงินของเฟด

    นอกจากนี้ ประธานยังต้องให้การต่อรัฐสภาในประเด็นทางการเงินอื่นๆ อีกหลายเรื่องด้วย

    ประธานเฟดจะพบปะกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นครั้งคราว และจะพบปะกับเจ้าหน้าที่ด้านเศรษฐกิจและการเงินอื่นๆ เป็นประจำ เช่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

    การดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐ

    ตามพระราชบัญญัติการธนาคารปี 1935 ให้อำนาจประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาในการแต่งตั้งสมาชิกเจ็ดคนของคณะกรรมการบริหารระบบธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve System)

    สมาชิกเหล่านี้ต้องได้รับการรับรองจากวุฒิสภา จากกลุ่มผู้ว่าการที่ได้รับการแต่งตั้งนั้น ประธานาธิบดีจะเสนอชื่อประธานและรองประธานซึ่งต้องได้รับการอนุมัติจากวุฒิสภาเช่นกัน

    ประธานเฟดต้องมีประสบการณ์อะไรบ้าง

    โดยทั่วไป ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐมักมีพื้นฐานด้านเศรษฐศาสตร์ แม้ว่าบุคคลที่ประธานาธิบดีเสนอชื่ออาจมีประสบการณ์ที่หลากหลาย ตัวอย่างเช่น พวกเขาอาจเคยทำงานด้านกฎหมาย การศึกษา ธุรกิจ การทหาร หรือดำรงตำแหน่งในหน่วยงานราชการ

    วาระการดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐ

    สมาชิกทั้ง 7 คนของคณะกรรมการบริหารระบบธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve System) ดำรงตำแหน่งเป็นเวลา 14 ปี โดยประธานและรองประธานจะได้รับการคัดเลือกจากบรรดาผู้ว่าการที่ดำรงตำแหน่งอยู่ และดำรงตำแหน่งผู้นำเหล่านั้นเป็นเวลา 4 ปีและสามารถได้รับการแต่งตั้งใหม่ได้อีกครั้งจนครบวาระ 14 ปี

    ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve) เป็นหนึ่งในตำแหน่งทางการเมืองที่มีอิทธิพลมากที่สุดในสหรัฐอเมริกา และในระดับโลก เนื่องจากสหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจ ระบบธนาคารของสหรัฐฯ จึงสามารถส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินทั่วโลก ด้วยเหตุนี้ รัฐสภาจึงมีอำนาจในการตรวจสอบการทำงานของประธานธนาคารกลางสหรัฐในเรื่องการเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินและความมั่นคงของระบบการเงิน

    สิ่งที่เฟด หรือธนาคารกลางสหรัฐฯ ทำ

    ธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve ) หรือที่เรียกกันว่า “ เฟด ” (Fed) เป็นธนาคารกลางของประเทศสหรัฐอเมริกา หน้าที่หลักของเฟดคือการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและส่งเสริมการจ้างงานให้สูงสุด โดยการดำเนินนโยบายการเงิน ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการควบคุมอัตราดอกเบี้ยระยะยาวและปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจ

    ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ก่อตั้งขึ้นโดยรัฐสภาในปี ค.ศ. 1913 หลังจากประธานาธิบดีวูดโรว์ วิลสัน ลงนามในพระราชบัญญัติธนาคารกลางสหรัฐ

    เหตุผลหลักในการก่อตั้งเฟดก็เพื่อให้ประเทศมีระบบการเงินที่ปลอดภัย มั่นคง และยืดหยุ่นมากขึ้น หมวดหมู่หลักของความรับผิดชอบของเฟด ได้แก่:

    • การปรับนโยบายการเงินของอเมริกาไปในทิศทางที่เอื้ออำนวย โดยการควบคุมสภาวะทางการเงินและสินเชื่อในระบบเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เพื่อให้เกิดการจ้างงานสูงสุดและรักษาเสถียรภาพราคา
    • การควบคุมความเสี่ยงเชิงระบบภายในระบบการเงิน
    • ให้บริการทางการเงินบางประเภทแก่สถาบันการเงินและธนาคารของสหรัฐอเมริกา
    • ดำเนินการและกำกับดูแลระบบการชำระเงิน FedNow ของประเทศ

    สมาชิกเฟดได้รับเงินเดือนเท่าไหร่?

    ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของพวกเขา ในปี 2025 ประธานได้รับเงินเดือน 250,600 ดอลลาร์ และกรรมการท่านอื่นๆ ได้รับเงินเดือน 225,700 ดอลลาร์

    เงินเดือนของประธานธนาคารกลางแต่ละแห่งแตกต่างกันไป เนื่องจากธนาคารกลางเหล่านี้ดำเนินงานในลักษณะเดียวกับบริษัทเอกชน

    ประธานเฟดสามารถถูกประธานาธิบดีปลดออกจากตำแหน่งได้หรือไม่?

    ประธานาธิบดีสามารถแต่งตั้งผู้แทนคณะกรรมการธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve) ได้ “ด้วยเหตุผลอันสมควร” ประธานธนาคารกลางสหรัฐก็เป็นผู้แทนคณะกรรมการเช่นกัน ดังนั้นในทางเทคนิคแล้ว ประธานจึงสามารถถูกแต่งตั้งผู้แทนได้ แต่จะต้องเสียตำแหน่งผู้แทนคณะกรรมการไป

    ใครเป็นผู้จ่ายเงินเดือนให้รัฐบาลกลาง?

    สมาชิกคณะกรรมการเป็นส่วนหนึ่งของฝ่ายบริหารและได้รับเงินเดือนจากกระทรวงการคลังสหรัฐฯ โดยใช้งบประมาณที่จัดสรรผ่านกระบวนการจัดทำงบประมาณ

    สรุปแล้ว

    ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เป็นหนึ่งในตำแหน่งที่มีค่าตอบแทนสูงที่สุดในภาครัฐ เนื่องจากประธานมีหน้าที่รับผิดชอบและตรวจสอบการดำเนินงานประจำวันของเฟด นอกเหนือจากการเป็นสมาชิกของคณะกรรมการบริหารเฟดด้วย

    อ่านเพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/947116/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw25cJ0QkYvbAB0D8vi4QKAE

  • “พ.ต.อ.ทวี” ปลุกคน “สุไหงโก-ลก” เลือก “ประชาชาติ” กู้ซากเศรษฐกิจชายแดน

    “พ.ต.อ.ทวี” ปลุกคน “สุไหงโก-ลก” เลือก “ประชาชาติ” กู้ซากเศรษฐกิจชายแดน

    3 กุมภาพันธ์ 2569 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วย นายมูฮัมหมัดรุสดี เชคฮารูณ ผู้สมัคร สส.พรรคประชาชาติ เขต 2 หมายเลข 6 ลงพื้นที่ตลาดเช้าสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส เพื่อพบปะพี่น้องประชาชนและพ่อค้าแม่ค้า ก่อนจะขึ้นรถแห่รณรงค์หาเสียงรอบเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก

    จากการลงพื้นที่สังเกตการณ์ของทีมข่าว พบว่าเสียงสะท้อนส่วนใหญ่จากคนในพื้นที่มุ่งเน้นไปที่ปัญหาปากท้องและวิกฤตเศรษฐกิจที่ซบเซาลงอย่างเห็นได้ชัด

    โดยเฉพาะประเด็นความกังวลต่อท่าทีของรัฐบาลมาเลเซียที่เตรียมพิจารณาสร้าง “กำแพงกั้นพรมแดน” ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากปัญหายาเสพติดที่แพร่ระบาดอย่างหนักในฝั่งไทย จนกลายเป็นอุปสรรคสำคัญในการเข้า-ออกของนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจชาวมาเลเซีย

    ระหว่างการเดินพบปะประชาชน พ.ต.อ.ทวี ได้รับฟังปัญหาจากชาวบ้านโดยส่วนใหญ่ ระบุว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจในสุไหงโก-ลกอยู่ในสภาวะ “โศกเศร้า” และหากมาเลเซีย สร้างกำแพงกั้นพรมแดนจริง จะยิ่งทำให้เมืองชายแดนแห่งนี้ถูกตัดขาดและซบเซาลงยิ่งกว่าเดิม

    “ต่อไปคนมาเลย์จะไม่ได้มาแล้ว เพราะปัญหาบ้านเราเรื่องยาเสพติดมันเยอะ เราต้องช่วยกันทำไม่ให้มีผู้มีอิทธิพล” พ.ต.อ.ทวี กล่าวกับประชาชนพร้อมเน้นย้ำว่า พรรคประชาชาติต้องการเข้ามาแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง

    นอกจากนี้ หัวหน้าพรรคประชาชาติยังได้ตั้งคำถามกับชาวบ้านว่า “จะทำอย่างไรให้โกลกกลับมาโดดเด่นเหมือนเดิม?” 

    ซึ่งชาวบ้านรายหนึ่งให้ความเห็นว่า จำเป็นต้องฟื้นฟูสถานบันเทิงและบรรยากาศการท่องเที่ยวให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เพื่อดึงดูดเม็ดเงินจากฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน

    ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ พ.ต.อ.ทวี ยังได้ร่วมโต๊ะพูดคุยกับคนขับรถตู้รับจ้างเส้นทางไทย-มาเลเซีย ระหว่างพักรับประทานอาหาร เพื่อสอบถามถึงปัญหาการทำงานและข้อจำกัดในการข้ามพรมแดน ซึ่งถือเป็นฟันเฟืองสำคัญของระบบขนส่งชายแดน

    ขณะที่บริเวณย่านการค้าที่มีชาวไทยเชื้อสายจีนขายของ และอาศัยอยู่ บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีเสียงตะโกนให้กำลังใจ “ท่านทวีเลือกอยู่แล้ว” และ “เบอร์ 6 ขอให้ได้” ดังกึกก้องตลอดทาง 

    โดยพ่อค้าแม่ค้าชาวจีนได้อวยพรให้พรรคประชาชาติสามารถกวาดที่นั่งในสภาได้ยกพรรค เพื่อเข้าไปเป็นตัวแทนในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบและเศรษฐกิจในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

    การลงพื้นที่ของ พ.ต.อ.ทวี ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการช่วย นายมูฮัมหมัดรุสดี หาเสียงในเขต 2 เท่านั้น แต่ยังเป็นการตอกย้ำยุทธศาสตร์ของพรรคประชาชาติที่พยายามชูจุดเด่นเรื่อง “ความเข้าใจพื้นที่” และการแก้ปัญหาที่ต้นตอ ทั้งเรื่องยาเสพติดและระเบียบการค้าชายแดน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/politics/378973045&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3wM2M4ik_YYcZR9mrjjGf5

  • ‘อภิสิทธิ์’ บุกพัทลุง ชูโมเดลเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ย้ำจุดยืนการเมืองสุจริต

    ‘อภิสิทธิ์’ บุกพัทลุง ชูโมเดลเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ย้ำจุดยืนการเมืองสุจริต

    “อภิสิทธิ์” บุกพัทลุง ชูโมเดลเศรษฐกิจสร้างสรรค์-ท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เปลี่ยน “พัทลุง” จากเมืองมรดกโลก สู่เศรษฐกิจสีเขียว ย้ำจุดยืน “การเมืองสุจริต”

    3 กุมภาพันธ์ 2569 – นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ขึ้นเวทีปราศรัยที่จังหวัดพัทลุง เปิดวิสัยทัศน์การพัฒนาพื้นที่ภาคใต้ เน้นดึงศักยภาพทางวัฒนธรรมและธรรมชาติสร้างรายได้ยั่งยืน พร้อมประกาศขอโอกาสนำพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลเพื่อสร้างการเมืองที่โปร่งใส

    นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า พัทลุงมีต้นทุนทางสังคมและธรรมชาติที่ล้ำค่า ไม่ใช่ภาพจำแบบเดิมๆ แต่คือเมืองที่มีมรดกโลกและเศรษฐกิจที่ทันสมัย โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ (Ecotourism) ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นเทรนด์โลกในปัจจุบัน

    พัทลุงมีพื้นที่ลุ่มน้ำและธรรมชาติที่งดงาม หน้าที่ของเราคือการรักษาและนำมาสร้างรายได้โดยไม่ทำลายให้เสื่อมโทรมเหมือนแหล่งท่องเที่ยวอื่น ประชาธิปัตย์จะเปลี่ยนศักยภาพเหล่านี้ให้เป็นความมั่งคั่งที่ยั่งยืนของพี่น้องชาวพัทลุง

    หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยังได้วิจารณ์การทำงานด้านท่องเที่ยวในอดีตว่าทำได้เพียงการจัดกิจกรรมชั่วคราว พร้อมเสนอแนวทางใหม่โดยการ “คืนอำนาจให้ท้องถิ่น” เพื่อให้คนในพื้นที่ที่มีความเข้าใจจุดเด่นและจุดอ่อนของตนเองมากที่สุด เป็นผู้ขับเคลื่อนนโยบายการท่องเที่ยวแทนการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลาง นอกจากนี้ ยังเตรียมนำเทคโนโลยีมาช่วยในการสื่อสาร เพื่อผลักดันให้จังหวัดรองอย่างพัทลุง กลายเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลกเคียงคู่กับเชียงใหม่ หรือภูเก็ต

    ในช่วงท้าย นายอภิสิทธิ์ ได้เน้นย้ำว่า นโยบายทั้งหมดจะสำเร็จได้ต้องเริ่มจากการมี “การเมืองที่สุจริต” เพราะหากนักการเมืองมุ่งแต่ผลประโยชน์จากงบประมาณ โครงการต่างๆ ก็จะไม่ถึงมือประชาชนอย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/vote69/941719/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CuHRKxLBHETnp-FAhdKb5

  • ขึ้นเหนือหาหิมะ ลงใต้หนีลมหนาว กระแสท่องเที่ยวสวนทาง

    ขึ้นเหนือหาหิมะ ลงใต้หนีลมหนาว กระแสท่องเที่ยวสวนทาง

    คุนหมิง, 2 ก.พ. ซินหัว — “เพิ่งได้รู้ว่า ‘ฤดูร้อนของไทย’ เป็นยังไงก็ตอนไปถึงกระบี่” จางจื่อถง นักท่องเที่ยวชาวจีนที่เพิ่งกลับจากการท่องเที่ยวไทยกล่าว พร้อมบอกเล่าความทรงจำชวนประทับใจจากการนวดแผนไทย นั่งเรือสปีดโบ๊ทกลางทะเล และนอนอาบแดดบนชายหาดเกาะพีพี ซึ่งจางถือเป็นหนึ่งในผู้ร่วมโต้กระแสคลื่นการท่องเที่ยวแบบสองทาง “ขึ้นเหนือหาหิมะ ลงใต้หนีลมหนาว” ที่กำลังคึกคักในช่วงระยะนี้ตามความแตกต่างของสภาพภูมิอากาศและความต้องการท่องเที่ยว โดยนักท่องเที่ยวชาวจีนแห่มาท่องเที่ยวไทยเพื่อสัมผัสแสงแดด ลมทะเล และมนต์เสน่ห์เมืองร้อน ขณะนักท่องเที่ยวชาวไทยแห่เยือนภูเขาหิมะและลานน้ำแข็งของจีนเพื่อสัมผัสประสบการณ์ฤดูหนาวของจริง

    ช่วงไม่นานนี้ ภูเขาหว่าอูในมณฑลซื่อชวน (เสฉวน) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีนกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายท่องเที่ยวในจีนที่ได้รับความสนใจไม่น้อยบนสื่อสังคมออนไลน์ของไทย โดย “อาหลิวปักหมุด” ครีเอเตอร์การท่องเที่ยวชาวไทย ได้เดินทางจากกรุงเทพฯ มายังเมืองเฉิงตูของมณฑลซื่อชวน ต่อรถไฟความเร็วสูงและรถบัสไปยังภูเขาหว่าอูเพื่อ “ถ่ายรูปเช็กอินภูเขาหิมะ” ซึ่งคลิปวิดีโอทิวทัศน์หิมะขาวละลานตาของเธอกลายเป็นไวรัลอย่างรวดเร็วและดึงดูดชาวเน็ตไทยจำนวนมากเข้ามาสอบถามเส้นทางและข้อมูลต่างๆ เพื่อท่องเที่ยวตามรอยบ้าง

    การท่องเที่ยว “ขึ้นเหนือ ลงใต้” แบบสวนทางกันนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ เพราะมีนักท่องเที่ยวชาวไทยเลือกเดินทางเยือนจีนในช่วงฤดูหนาวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดจุดหมายปลายทางยอดนิยมหลายแห่ง เช่น ภูเขาหว่าอูและภูเขาหิมะซีหลิ่งในมณฑลซื่อชวน ภูเขาหิมะเจี้ยวจื่อในมณฑลอวิ๋นหนาน (ยูนนาน) ภูเขาฉางไป๋ในมณฑลจี๋หลิน รวมถึงสวนสนุกโลกน้ำแข็ง-หิมะแห่งฮาร์บินในมณฑลเฮยหลงเจียง ขณะเดียวกันนักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางเยือนกรุงเทพฯ กระบี่ ภูเก็ต เชียงใหม่ และอื่นๆ ในไทย เพื่อเปิดช่วง “หนีหนาว” ใช้วันหยุดยาวแสนอบอุ่นตามชายหาด ป่าฝน และตลาดนัดกลางคืน

    ทั้งนี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ระบุว่าหลังจากพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการเมื่อช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน 2025 ภาพลักษณ์เชิงบวกของไทยบนสื่อสังคมออนไลน์ของจีนพัฒนาดีขึ้นอย่างมาก ช่วยให้กระแสการท่องเที่ยวไทยทยอยฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและบริษัทการท่องเที่ยวของจีนและไทยร่วมกันปรับปรุงเส้นทางการบิน ยกระดับการบริการชำระเงินและภาษา และสร้างความหลากหลายของผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยว เพื่อเสริมสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวข้ามพรมแดนที่ดียิ่งขึ้น

    ข้อมูลสถิติจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาของไทยเมื่อวันที่ 2 ม.ค. ระบุว่าปริมาณนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเยือนไทยในปี 2025 รวมอยู่ที่ 32.97 ล้านคน ซึ่งก่อให้เกิดรายได้จากธุรกิจการท่องเที่ยวราว 1.54 ล้านล้านบาท โดยนักท่องเที่ยวชาวจีนมีส่วนสร้างรายได้นี้สูงถึง 2.49 แสนล้านบาท นอกจากนั้นปริมาณนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางเยือนไทยในช่วงสัปดาห์วันที่ 12-18 ม.ค. ยังเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 8 เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า ทำให้จีนกลายเป็นแหล่งนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติขนาดใหญ่ที่สุดของไทยติดต่อกันสองสัปดาห์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/65942&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1xS9T4l4pZfRWwnyWLKoHV

  • ททท.มุ่งยกระดับท่องเที่ยวไทยสู่เป้ารายได้ 3 ล้านล้านบาทในปี69

    ททท.มุ่งยกระดับท่องเที่ยวไทยสู่เป้ารายได้ 3 ล้านล้านบาทในปี69

    ทั่วไป

    03 กุมภาพันธ์ 2026 – 13:57

    ททท.เปิดตัว “Tourism Product Highlight 2026” ยกระดับท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืน สู่เป้ารายได้ 3 ล้านล้านบาท ในปี 2569

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดกิจกรรมแถลงข่าว “Tourism Product Highlight 2026” ณ Neilson Hays Library มุ่งสร้างการรับรู้ถึงความพร้อม และศักยภาพของสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวไทยในปี 256 เพื่อยกระดับคุณภาพสินค้า เส้นทาง และประสบการณ์ท่องเที่ยวไทยให้สอดคล้องกับเทรนด์การท่องเที่ยวโลกในยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาวะความสมดุลชีวิตและการเดินทางที่มีความหมาย พร้อมบูรณาการความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายรัฐ และเอกชนเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยสู่มาตรฐานสากล

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ททท. มุ่งเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ผ่านกลไกการพัฒนาสินค้าเชิงคุณภาพ เดินหน้าผลักดันให้ทุกการเดินทางมีความหมายลึกซึ้ง และทรงคุณค่ายิ่งขึ้น ด้วย 3 หัวใจสำคัญ ได้แก่ การส่งมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ทรงคุณค่าน่าจดจำ ด้วยการออกแบบและเล่าเรื่องราวที่เชื่อมโยงกับสินค้า

    และบริการทางการท่องเที่ยวให้ น่าสนใจและ “พร้อมขาย”การส่งมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีความหมายต่อทั้งนักท่องเที่ยวและคนใน พื้นที่ ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสและมีส่วนร่วมกับชุมชนวัฒนธรรมและวิถีท้องถิ่น และการยกระดับผู้ประกอบการด้วย TAT Certified ไม่ว่าจะเป็นโครงการ STGs STAR, Thailand Tourism Awards และ Trusted Thailand เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่น
    ในการเดินทาง

    และทำให้การท่องเที่ยวไทยเป็นการเดินทางที่ปลอดภัย มีคุณค่า และน่าประทับใจไปพร้อมกับการยกระดับห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยไปสู่มาตรฐานสากลเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศไทยในตลาดโลก

    ททท. เชื่อมั่นว่า การเพิ่มมูลค่าและนำเสนอสินค้าและบริการเชิงคุณค่าที่ตอบโจทย์ ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ จะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วย ผลักดันสร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวสู่เป้าหมาย3 ล้านล้านบาทในปี 2569 และยกระดับประเทศไทยสู่จุดหมาย ปลายทางระดับโลกสำหรับการฟื้นฟูสุขภาวะและการเดินทางที่มีความหมายอย่างแท้จริง

    ททท. ได้นำเสนอสินค้าการท่องเที่ยวไฮไลต์ “Tourism Product Highlight 2026” ที่สะท้อน ศักยภาพความหลากหลายด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทย ดังนี้

    Luxury Voyage Thailand เส้นทางท่องเที่ยวที่มีความหรูหรามีเรื่องราวและเอกลักษณ์เฉพาะตัวผสมผสานการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบอย่างยั่งยืน อาทิ Classic car tour,Private Jet Charter, Helicopter tour, Yacht Charter, Diving Live เพื่อรองรับตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพกลุ่มหรูหรามีระดับ (Luxury Tourist)

    Romance in Thailand เส้นทางท่องเที่ยวและสถานที่สุดโรแมนติก สำหรับคู่รัก และนักท่องเที่ยวรายได้สูง โดยผสานความงดงามของธรรมชาติบริการระดับ World-class อาทิ ล่องเรือสุริยันจันทรา นุ่งโจง ห่มสไบ ชิมรสไทย…เพลินใจกลางนาวาแห่งรัก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

    From Dusk till Dawn 60 จุดหมายปลายทาง แห่งมนต์เสน่ห์ยามค่ำคืน ประสบการณ์ท่องเที่ยวตั้งแต่พระอาทิตย์ตกจนรุ่งสาง ที่เข้มข้นด้วยกิจกรรมและบรรยากาศธรรมชาติในยามค่ำคืนอาทิ อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า จังหวัดพิษณุโลก, ณ สัทธา อุทยานไทย จังหวัดราชบุรี

    Thai Craft Destination สัมผัสเสน่ห์เมืองไทยผ่าน “เครื่องดื่มคราฟต์” (Craft Drinks) เส้นทางท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยเน้นเล่าเรื่องของวัตถุดิบท้องถิ่นและความพิถีพิถันจากผู้ผลิ ตอาทิ CAFFEINE ROUTE จังหวัดเชียงใหม่ หรือ FRESH FRUITY ROUTE จังหวัดจันทบุรี

    Local Experience เส้นทางที่เชื่อมโยงนักท่องเที่ยวกับวิถีชีวิตชุมชนท้องถิ่นอย่างลึกซึ้งสัมผัสประสบการณ์ผ่านวัฒนธรรม อาทิ TOUCH EXPERIENCE จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดอุดรธานี

    Worth-Life Balance ประสบการณ์ท่องเที่ยวที่มุ่งส่งเสริมการดูแลสุขภาพทั้งกาย และใจเพื่อสร้างสมดุลชีวิตอย่างแท้จริง อาทิ THE BARAI หัวหิน ,KLAI Spa กทม.

    5 Must Do in Thailand เส้นทางไฮไลต์สุดคลาสสิกที่สะท้อน “สิ่งที่ต้องทำเมื่อมาประเทศไทย” ทั้งแบบ Iconic และ Must-experience อาทิ Must Taste หมูย่างเมืองตรัง, MUST TRYกิจกรรมต้องลองลุย กิจกรรมเรียนมวยไทย

    Travel with Care เส้นทางเที่ยวกระบี่รูปแบบใหม่ที่จะได้ทั้งดูแลทั้งโลกและกลับมาดูแลหัวใจตัวเอง ที่ไม่ได้จะมาเจอแค่แค่ทะเลสวย ผ่านวิถีธรรมชาติ และสัมผัสเสน่ห์วัฒนธรรมผ่าน 3 เส้นทาง Self Care , Nature Care และ Culture Care

    UNESCO Thailand 7 เส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงเมืองสร้างสรรค์ตามเครือข่าย UNESCO Creative Cities ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล อาทิ จังหวัดเชียงใหม่UNESCO Creative City of Craft and Folk Art

    Krabi Prototype โมเดลการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ของจังหวัดกระบี่ ที่ผสมผสานการท่องเที่ยวธรรมชาติ วัฒนธรรม วิถีชีวิต และกิจกรรมที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวยุคใหม่

    Rail Rover Thailand 10 เส้นทางการท่องเที่ยวรถไฟของประเทศไทย โดยเน้นการเดินทางอย่างช้าๆ เพื่อให้สัมผัสทิวทัศน์ วิถีชีวิต และชุมชนตลอดทาง อาทิ เส้นทางรถไฟสายชิม(Taste Track) กรุงเทพมหานคร – หัวหิน – สงขลา

    ไม่เพียงเท่านั้นในปีนี้ ททท. ยังมุ่งมั่นยกระดับผู้ประกอบการและส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ไปสู่ความยั่งยืนผ่านมาตรฐานหรือเกณฑ์ความยั่งยืนของ ททท. (TAT Certified)ประกอบการด้วย 151 รางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย (Thailand Tourism Awards) หรือ รางวัลกินรี ปี 2568 ยกระดับคุณภาพสินค้าและบริการอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย

    โครงการ STAR : Sustainable Tourism Acceleration Rating (STGs STAR) ช่วยผลักดันผู้ประกอบการท่องเที่ยวสู่มาตรฐานการท่องเที่ยวยั่งยืน และยังมีตราสัญลักษณ์Trusted Thailand ที่มุ่งเน้นด้านมาตรฐานความปลอดภัยและสร้างความเชื่อมั่น ให้แก่นักท่องเที่ยวทั่วโลก

    ทั้งนี้ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดสินค้าการท่องเที่ยวไฮไลต์ “Tourism Product Highlight 2026” เพิ่มเติมได้ที่ https://tourismproduct.tourismthailand.org หรือ โทร. 1672 Travel Buddy
    #TourismProductHighliht2026
    #การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

    ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

    Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

    Twitter : https://twitter.com/innnews

    Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

    TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

    LINE Official Account : @innnews

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.innnews.co.th/news/news_997232/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0n4uvxLHbVkEksNeFbxv3J

  • รมว.ท่องเที่ยวฯ แจงยิบงบกีฬาเอเชียนเกมส์ 1.2 พันล้าน ยันพร้อมหาทางหนุนเพิ่ม | เดลินิวส์

    รมว.ท่องเที่ยวฯ แจงยิบงบกีฬาเอเชียนเกมส์ 1.2 พันล้าน ยันพร้อมหาทางหนุนเพิ่ม | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 3 ก.พ. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายชัยภักดิ์ ศิริวัฒน์ รองประธานคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศฯ เปิดเผยว่างบประมาณของฝ่ายพัฒนากีฬาเป็นเลิศ การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ถูกตัดเหลือ 1,200 ล้านบาท จากเดิมที่เคยได้รับ 2,200 ล้านบาท อาจส่งผลกระทบต่อการส่งนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันเอเชียนเกมส์ ว่า ตนรู้สึกไม่สบายใจกับข่าวดังกล่าว และขอชี้แจงว่าการใช้วงเงินดังกล่าว ต้องขออนุมัติจากคณะกรรมการกองทุนฯ ที่วางกรอบงบประมาณปี 2569 ไว้ที่ 4,100 ล้านบาท ใน 12 แผนงาน โดยมีแผนการส่งนักกีฬาไปแข่งขันระดับชาติที่ใช้งบประมาณ 1,200 ล้านบาท โดยได้รับการอนุมัติงบประมาณจากกระทรวงการคลัง เมื่อเดือน ก.ย. 2568 และได้ทำงานร่วมกับคณะกรรมการโอลิมปิคมาตลอด เห็นว่าต้องแก้ไขและจัดหางบประมาณให้เพียงพอในการส่งนักกีฬาไปแข่งขัน และขอบคุณที่คณะกรรมการโอลิมปิค เป็นห่วงในเรื่องดังกล่าว แต่ขณะเดียวกันคณะกรรมการก็อยู่ในกรรมการกองทุนฯ และเป็นผู้ที่เสนองบ 1,200 ล้านบาท ในส่วนของตนหากแก้ไขอะไรได้ก็ยินดีทำ และก่อนหน้านี้ได้ขอให้ดำเนินการเรื่องการจ่ายเบี้ยเลี้ยงนักกีฬาล่าช้า โดยโอนเข้าบัญชีนักกีฬาโดยตรง ไม่ต้องผ่านสมาคมกีฬา และจะช่วยแก้ปัญหาที่นักกีฬาร้องเรียนไม่ได้รับเบี้ยเลี้ยงหรือได้รับล่าช้า อยากให้คณะกรรมการโอลิมปิคมาร่วมช่วยกันตรงนี้ เพื่อให้การดูแลนักกีฬาเป็นไปอย่างโปร่งใส

    “ผมมาทำงานตามกรอบ ที่ผมสานงานต่อ วันที่ผมมารับงาน กรอบแผนงานตรงนี้อนุมัติมาถูกอนุมัติเงินมาแล้ว 1,200 ล้านบาท เท่าที่ทราบจะขอกว่า 10,000 ล้านบาท แต่เมื่อผ่านการกลั่นกรองและพิจารณา ไปถึงกระทรวงการคลังก็ได้รับอนุมัติกลับมาที่ 1,200 ล้านบาท ยอมรับว่าอาจไม่เพียงพอต่อการส่งนักกีฬาไปแข่งขัน แต่ผมมีหน้าที่ต้องหาทางต้องหาทางจะทำอย่างไรให้ประเทศไทยสามารถส่งนักกีฬาไปได้พอ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5563687/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1i94aGUrSLvncMGVQEpgsZ

  • ททท. เปิด Tourism Product Highlight 2026 ดันเที่ยวไทยยั่งยืน ตั้งเป้ารายได้ 3 ล้านล้าน

    ททท. เปิด Tourism Product Highlight 2026 ดันเที่ยวไทยยั่งยืน ตั้งเป้ารายได้ 3 ล้านล้าน

    ททท. เปิดตัว Tourism Product Highlight 2026 รวมสินค้าและเส้นทางท่องเที่ยวคุณภาพ ยกระดับมาตรฐานสากล มุ่งสร้างรายได้ท่องเที่ยว 3 ล้านล้านบาท ปี 2569


    วันนี้ (2 กุมภาพันธ์ 2569) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จัดงานแถลงข่าว Tourism Product Highlight 2026Neilson Hays Library เพื่อนำเสนอความพร้อมและศักยภาพสินค้า–บริการท่องเที่ยวไทยในปี 2569 โดยมุ่งยกระดับคุณภาพเส้นทางและประสบการณ์ให้สอดคล้องกับเทรนด์โลกที่ให้ความสำคัญกับสุขภาวะ ความสมดุลชีวิต และการเดินทางที่มีความหมาย ผ่านความร่วมมือกับภาครัฐและเอกชน เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวสู่มาตรฐานสากล

    นางสาว**ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์** ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ททท. เดินหน้าสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยการพัฒนาสินค้าเชิงคุณภาพ ภายใต้ 3 แกนหลัก ได้แก่ การออกแบบประสบการณ์ท่องเที่ยวที่ทรงคุณค่าและพร้อมขาย การเชื่อมโยงนักท่องเที่ยวกับชุมชน วัฒนธรรม และวิถีท้องถิ่นอย่างมีส่วนร่วม และการยกระดับผู้ประกอบการผ่านมาตรฐาน TAT Certified อาทิ STGs STAR, Thailand Tourism Awards และ Trusted Thailand เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่น ความปลอดภัย และขีดความสามารถการแข่งขันของไทยในตลาดโลก

    สำหรับไฮไลต์ Tourism Product Highlight 2026 ครอบคลุมเส้นทางและประสบการณ์หลากหลาย อาทิ Luxury Voyage Thailand, Romance in Thailand, From Dusk till Dawn 60 จุดหมายยามค่ำคืน, Thai Craft Destination, Local Experience, Worth-Life Balance, 5 Must Do in Thailand, Travel with Care กระบี่, UNESCO Thailand 7 เส้นทาง, Krabi Prototype และ Rail Rover Thailand 10 เส้นทาง พร้อมกันนี้ ททท. ยังผลักดันความยั่งยืนผ่านรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย 151 รางวัล โครงการ STGs STAR และตรา Trusted Thailand โดยภายในงานมีอินฟลูเอนเซอร์ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ และกิจกรรม Product Showcase–Workshop เพื่อการต่อยอดเชิงพาณิชย์ในอนาคต ทั้งนี้คาดว่าการนำเสนอสินค้าเชิงคุณค่าจะช่วยผลักดันรายได้ท่องเที่ยวสู่เป้าหมาย 3 ล้านล้านบาทในปี 2569


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mono29.com/news/541362.html&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3TqWhSqpenyPpvysYF0p_r

  • ไทยจาก ‘เสือเศรษฐกิจ’ สู่ ‘คนป่วยแห่งเอเชีย’ ท่ามกลางเครื่องยนต์หลักที่ดับสนิท

    ไทยจาก ‘เสือเศรษฐกิจ’ สู่ ‘คนป่วยแห่งเอเชีย’ ท่ามกลางเครื่องยนต์หลักที่ดับสนิท

    สำนักข่าวไฟแนนเชียลไทมส์ รายงานว่า ประเทศไทยถูกขนานนามว่าเป็น “คนป่วยแห่งเอเชีย” ผลลัพธ์จากการชะลอตัวอย่างรุนแรงในภาคการบริโภค การผลิต และการท่องเที่ยว ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อปากท้องของประชาชน และเสถียรภาพของประเทศ 

    สัญญาณอันตรายที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือ การเติบโตต่ำ และโครงสร้างที่เสื่อมถอย เศรษฐกิจไทยซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ติดกับดักการเติบโตที่ระดับเพียง 2% ตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา แม้ในอดีตปี 2531 จะเคยเติบโตสูงถึง 13% แต่ปัจจุบันภาพความรุ่งเรืองนั้นกลายเป็นเพียงความทรงจำ โดยปัจจัยลบที่ถาโถมเข้ามาประกอบด้วย

    • สังคมสูงวัย: ประชากรลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 โดยอัตราการเกิดในปี 2568 ต่ำสุดในรอบ 75 ปี 
    • หนี้ครัวเรือนพุ่ง: สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP สูงเกือบ 90% ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงที่สุดในเอเชีย 
    • ขีดความสามารถในการแข่งขันลดลง: การสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดให้กับคู่แข่งใหม่ 

    ไทยจาก 'เสือเศรษฐกิจ' สู่ 'คนป่วยแห่งเอเชีย' ท่ามกลางเครื่องยนต์หลักที่ดับสนิท

    นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ระบุว่า “ไทยเปลี่ยนจาก ‘เสื้อของเอเชีย’ มาเป็น ‘คนป่วยแห่งเอเชีย’ ภายในเวลาเพียง 10 ปี ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าตกใจมาก” 

    ภาคการผลิต และยานยนต์: ยุคสมัยที่เปลี่ยนไป

    อุตสาหกรรมการผลิตไทยถูกกดดันจากสินค้าจีนราคาถูก และการแข่งขันที่รุนแรงจากเวียดนาม โดยเฉพาะ “อุตสาหกรรมยานยนต์” ที่เคยเป็นหัวใจหลัก เห็นได้จากการที่ Nissan, Honda และ Suzuki ปิดโรงงานหรือลดกำลังการผลิตลง 

    ไทยจาก 'เสือเศรษฐกิจ' สู่ 'คนป่วยแห่งเอเชีย' ท่ามกลางเครื่องยนต์หลักที่ดับสนิท

    • ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม: อ่อนตัวลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2564 
    • อัตราการใช้กำลังการผลิต: ลดลงต่ำกว่าระดับช่วงก่อนเกิดโรคระบาด 
    • ตลาดหุ้น: กลายเป็นตลาดที่ผลงานแย่ที่สุดในเอเชีย โดยในปี 2568 ลดลงถึง 10% ในสกุลเงินท้องถิ่น 

    การท่องเที่ยว: เครื่องยนต์ที่เริ่มสะดุด

    ภาคการท่องเที่ยวซึ่งเป็นเครื่องยนต์สำคัญอีกตัวกำลังเผชิญกับความยากลำบาก โดยในปี 2568 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 32.9 ล้านคน ลดลง 7% จากปีก่อนหน้า และยังไม่ฟื้นตัวเท่าระดับสูงสุดที่ 40 ล้านคนในปี 2562 ปัจจัยหลักมาจากความกังวลด้านความปลอดภัย และคู่แข่งที่แข็งแกร่งอย่างญี่ปุ่น และเวียดนาม 

    ไทยจาก 'เสือเศรษฐกิจ' สู่ 'คนป่วยแห่งเอเชีย' ท่ามกลางเครื่องยนต์หลักที่ดับสนิท

    นอกจากนี้ เสถียรภาพทางการเมืองที่เปราะบาง และการเปลี่ยนผู้นำบ่อยครั้งเป็นตัวฉุดรั้งการเบิกจ่ายงบประมาณ และการดำเนินโครงการสำคัญ ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร กล่าวว่า “เราไม่มีเครื่องยนต์การเติบโตใหม่… นี่ไม่ใช่เรื่องของอุปสงค์ตามวัฏจักร แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องปฏิรูปอย่างจริงจัง” 

    อ้างอิง: Financial Times 

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1219574&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09N4hX1YhUVD8tPutiAMOF

  • ​แบงก์ชาติอีสานชี้เศรษฐกิจ Q4/68 ฟื้นชั่วคราว เตือนปี 69 “น่าห่วง” หลังหมดแรงส่งมาตรการรัฐ

    ​แบงก์ชาติอีสานชี้เศรษฐกิจ Q4/68 ฟื้นชั่วคราว เตือนปี 69 “น่าห่วง” หลังหมดแรงส่งมาตรการรัฐ

    ภูมิภาค

    ​แบงก์ชาติอีสานชี้เศรษฐกิจ Q4/68 ฟื้นชั่วคราว เตือนปี 69 “น่าห่วง” หลังหมดแรงส่งมาตรการรัฐ

    วันอังคาร ที่ 03 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 20.22 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    สรุปภาวะเศรษฐกิจอีสานล่าสุด โตสั้นๆ แต่เปราะบาง Q4/68 คนใช้จ่ายเยอะขึ้นเพราะมาตรการรัฐ + เที่ยวปีใหม่ แต่เป็นแค่ช่วงสั้นๆ คนรากหญ้า ยังลำบาก ความเชื่อมั่นน้อยลงเรื่อยๆส่วนเกษตรกร  กระเป๋าแฟบ เพราะราคาผลผลิตตกต่ำและปริมาณลด ปี 69: แบงก์ชาติเตือน “น่าเป็นห่วง” เพราะแรงหนุนจากรัฐจะหมดลง แถมแรงงานลดลงทั้งในไร่นาและโรงงาน
       

    เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569  ห้องประชุมปัญญาวิจิตร ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ธปท.สภอ.) ดร.ทรงธรรม ปิ่นโต ผู้อำนวยการอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นประธานจัดงานแถลงข่าวเศรษฐกิจและการเงินไตรมาส 4 ปี 2568 และแนวโน้มปี 2569 โดยมีคณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ ตลอดจนสื่อมวลชน ทุกแขนง ร่วมรับฟังดังกล่าว
       

    ดร.ทรงธรรม ปิ่นโต ผู้อำนวยการอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้ออกเปิดเผยภาวะเศรษฐกิจไตรมาสสุดท้ายปี 2568 ว่าแม้จะมีการขยายตัวจากการบริโภคและการท่องเที่ยวในช่วงปลายปี แต่เป็นการขยายตัวเพียงชั่วคราวจากมาตรการกระตุ้นของภาครัฐเท่านั้น ขณะที่ความเชื่อมั่นกลุ่มรายได้น้อยยังดิ่งเหว และรายได้เกษตรกรหดตัวรุนแรง พร้อมเตือนปี 2569 เศรษฐกิจภูมิภาคส่อแวววิกฤตจากปัญหาเชิงโครงสร้างและตลาดแรงงานที่อ่อนแอลง เจาะลึกเศรษฐกิจอีสาน: เมื่อ “ยาแรง” จากรัฐเริ่มหมดฤทธิ์ กับโจทย์ใหญ่รายได้เกษตรกรตกต่ำ


       

    จากรายงานล่าสุดของแบงก์ชาติอีสาน พบว่าภาพรวมเศรษฐกิจปี 2568 ปิดตัวลงด้วยภาวะชะลอตัว แม้ไตรมาส 4 จะเห็นตัวเลขขยับขึ้นจากการท่องเที่ยวและเงินอุดหนุนรัฐ แต่ปัจจัยพื้นฐานอย่าง “รายได้เกษตรกร” และ “ตลาดแรงงาน” กลับอยู่ในเกณฑ์ย่ำแย่ ปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานานเริ่มส่งผลชัดเจนขึ้นต่อความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดันสำคัญที่จะทำให้เศรษฐกิจปี 2569 เผชิญความท้าทายอย่างหนัก


       

    สรุปภาวะเศรษฐกิจอีสานล่าสุด โตสั้นๆ แต่เปราะบาง Q4/68 คนใช้จ่ายเยอะขึ้นเพราะมาตรการรัฐ + เที่ยวปีใหม่ แต่เป็นแค่ช่วงสั้นๆ คนรากหญ้า ยังลำบาก ความเชื่อมั่นน้อยลงเรื่อยๆส่วนเกษตรกร  กระเป๋าแฟบ เพราะราคาผลผลิตตกต่ำและปริมาณลด ปี 69: แบงก์ชาติเตือน “น่าเป็นห่วง” เพราะแรงหนุนจากรัฐจะหมดลง แถมแรงงานลดลงทั้งในไร่นาและโรงงาน.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/464779&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36WpTQUHy-w8qbJg6RzYMw

  • 3 พรรคการเมืองหลัก ประชันวิสัยทัศน์ ฟื้นอนาคตเศรษฐกิจประเทศ

    3 พรรคการเมืองหลัก ประชันวิสัยทัศน์ ฟื้นอนาคตเศรษฐกิจประเทศ

    3 พรรคการเมืองหลัก ประชันวิสัยทัศน์ ฟื้นอนาคตเศรษฐกิจประเทศ ร่วมกันจัดเวทีดีเบตประวัติศาสตร์ “ตอบโจทย์ 8 บรรณาธิการ กู้ ไททานิก เศรษฐกิจไทย” เปิดพื้นที่ให้ 3 พรรคการเมืองใหญ่ ประชันวิสัยทัศน์โค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง หาทางรอดให้ปากท้องคนไทย

    วันที่ 3 ก.พ. 2569 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส ร่วมกับพันธมิตรสื่อมวลชนระดับประเทศ จัดเวทีดีเบตใหญ่ โค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งทั่วไป ภายใต้ชื่อ “ตอบโจทย์ 8 บรรณาธิการ กู้ ไททานิก เศรษฐกิจไทย” โดยมีตัวแทนจากพรรคการเมืองหลักที่มีบทบาทสำคัญ ได้แก่ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาธิปัตย์, ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรคและทีมเศรษฐกิจ พรรคเพื่อไทย และ ศิริกัญญา ตันสกุล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชน มาร่วมประชันวิสัยทัศน์ ตอบปมคำถามสุดหิน จาก 8 บรรณาธิการสื่อใหญ่ เพื่อแสดงถึงความพร้อมในการแก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศ ณ ไทยพีบีเอส (ถ.วิภาวดีรังสิต)

    เวทีดีเบตครั้งนี้ นับเป็นเวทีดีเบตครั้งประวัติศาสตร์ที่เป็นการรวมตัวของบรรณาธิการสื่อระดับประเทศที่มากที่สุดเป็นประวัติการณ์ ได้แก่ สมปรารถนา คล้ายวิเชียร (มติชน), สมคิด พุทธศรี (The101.world), นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์ (Today), นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ (The Standard), ณาตยา แวววีรคุปต์ (ไทยพีบีเอส), พุทธิฉัตร จินดาวงศ์ (ไทยรัฐออนไลน์), ฐปณีย์ เอียดศรีไชย (The Reporters) และ ปวัน สิริอิสสระนันท์ (PPTV) ที่จะมารับหน้าที่ตั้งคำถามเจาะลึกนโยบายเศรษฐกิจทุกมิติ ทั้งภาพใหญ่ระดับมหภาคเพื่อขับเคลื่อนจีดีพี และภาพย่อยระดับจุลภาคเพื่อแก้หนี้ครัวเรือน โดยมี กรุณา บัวคำศรี เป็นผู้ดำเนินรายการ

    เวทีนี้ยังเปิดให้ตัวแทนจากภาคธุรกิจเอกชนและภาคประชาชน มาร่วมนำเสนอประเด็นปัญหาและตั้งคำถาม เพื่อสะท้อนมุมมองจากผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ทั้งในด้านอุปสรรคทางการค้า การปรับตัวของธุรกิจรายย่อย และคุณภาพชีวิตของประชาชนในระดับฐานราก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/scoop/interview/2911928&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1QCVU2i2iS92X3bEDnMU5c