Blog

  • 3 กูรูส่องเทรนด์อสังหาริมทรัพย์ไทย 2569 ฟันธง “แวร์เฮาส์-โรงแรม-ดาต้าเซ็นเตอร์” มาแรง ลุ้น “อุตสาหกรรม-ท่องเที่ยว” หนุนเศรษฐกิจ แนะดีเวลอปเปอร์ใช้กลยุทธ์แบ่งเฟสพัฒนา – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    3 กูรูส่องเทรนด์อสังหาริมทรัพย์ไทย 2569 ฟันธง “แวร์เฮาส์-โรงแรม-ดาต้าเซ็นเตอร์” มาแรง ลุ้น “อุตสาหกรรม-ท่องเที่ยว” หนุนเศรษฐกิจ แนะดีเวลอปเปอร์ใช้กลยุทธ์แบ่งเฟสพัฒนา – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – ท่ามกลางความท้าทายจากเศรษฐกิจโลกและภูมิรัฐศาสตร์ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยปี 2569 อาจไม่ใช่ ปีขาขึ้นทั้งกระดาน” แต่จะเติบโตอยู่ในบางเซ็กเตอร์ โดยเฉพาะอสังหาริมทรัพย์ที่เชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรม โลจิสติกส์ การท่องเที่ยว และเทคโนโลยี ในโอกาสครบรอบ 10 ปีหลักสูตร “The NEXT Real” นายบริสุทธิ์ กาสินพิลา ผู้ร่วมก่อตั้งและกรรมการหลักสูตร ได้พูดคุยวิเคราะห์แนวโน้มและฉายภาพรวมตลาดในปี 2569 ร่วมกับ 3 ผู้เชี่ยวชาญด้านอสังหาริมทรัพย์ระดับอินเตอร์อย่าง บริษัท ไนท์แฟรงค์ ชาร์เตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท ซีบีอาร์อี (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท โจนส์ แลง ลาซาลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ครอบคลุมอสังหาริมทรัพย์ 6 เซ็กเตอร์หลัก ได้แก่ ที่อยู่อาศัย, อุตสาหกรรมและคลังสินค้า, อาคารสำนักงานและรีเทล, โรงแรม, Data Center และที่ดิน

    • โรงงาน-แวร์เฮาส์” สร้างตามออร์เดอร์ จุดนัดพบซัพพลาย-ดีมานด์ 

    นายณัฎฐา คหาปนะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไนท์แฟรงค์ ชาร์เตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด (Knight Frank) กล่าวว่า โอกาสลงทุนอสังหาริมทรัพย์ปีนี้มอง 2 เรื่องหลักคือ 1.อสังหาริมทรัพย์ประเภทอุตสาหกรรม ได้แก่ โรงงาน แวร์เฮาส์หรือโกดังสินค้า ที่ดินอุตสาหกรรม และ 2.ตลาดสำนักงานให้เช่า โดย ตลาดแวร์เฮาส์” ของไทยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมามีการเติบโตต่อเนื่อง พื้นที่รวมเพิ่มขึ้น 1.2% อยู่ที่ราว 6.5 ล้าน ตร.ม. พื้นที่ใช้งาน (Occupied Space) เพิ่มขึ้น 0.4% เป็น 5.58 ล้าน ตร.ม. ขณะที่อัตราการเช่าลดลงเล็กน้อย 0.7% ค่าเช่าเฉลี่ยอยู่ที่ 161.5 บาทต่อ ตร.ม. ต่อเดือน และยังเติบโต 0.9% สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของตลาด ซึ่งการลงทุนแวร์เฮาส์กระจุกตัวในทำเลหลัก 3 อันดับ ได้แก่ ถ.บางนา-ตราด, โซนไทรน้อย จ.นนทบุรี จ.พระนครศรีอยุธยา จ.ปทุมธานี และพื้นที่ EEC (ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา)

    “แวร์เฮาส์ ราคาตลาดไม่ค่อยมีการขยับมากเท่าไร ถือว่าค่อนข้างคงที่ เนื่องจากรูปแบบการลงทุนต่างจากตลาดที่อยู่อาศัย โดยการพัฒนามักเกิดขึ้นเมื่อมีคำสั่งเช่าจากลูกค้าล่วงหน้า ทำให้ดีมานด์และซัพพลายค่อนข้างมีความสอดคล้องกัน” นายณัฎฐา กล่าว

    • เปิดขุมทรัพย์ผังเมืองสีม่วง ที่ดินประเภทอุตสาหกรรม

    ธุรกิจโรงงานอุตสาหกรรม (Ready-Built Factory) ในด้านทำเลล้อไปตามแวร์เฮาส์ในทำเลหลัก ได้แก่ รังสิต–ปทุมธานี, วังน้อย–อยุธยา, ถ.บางนา–ตราด และ EEC มีซัพพลายรวม 3.29 ล้านตร.ม. เติบโตเล็กน้อย 0.3% ขณะที่พื้นที่ใช้งานเติบโต 2.7% ส่งผลให้อัตราการเช่าสูงถึง 98.4% ค่าเช่าเฉลี่ย 202.9 บาทต่อ ตร.ม. ต่อเดือน โดยพัฒนาอิงตามดีมานด์ลูกค้า ทำให้ซัพพลายไม่ล้น และเป็นอสังหาฯที่สร้างรายได้ประจำ (Recurring Income) ดึงดูดดีเวลอปเปอร์รายใหญ่ให้ลงทุนต่อเนื่อง โดยซัพพลายกระจุกตัวใน EEC สูงสุด 47.7% รองลงมาคือ ปทุมธานี–อยุธยา 26.3% และ บางนา–ตราด 26.1% โดยที่ดินผังเมืองสีม่วงเป็นโอกาสสำคัญด้านการลงทุน เนื่องจากสามารถพัฒนาอาคารได้มากกว่าที่ดินเพื่อที่อยู่อาศัยอย่างมีนัยสำคัญ

    • FDI (Foreign Direct Investment) ต่างชาติลงทุนตรงในไทย “จีน-ยุโรป” แย่งกันซื้อที่ดินอุตสาหกรรม

    ขณะที่ที่ดินอุตสาหกรรม Knight Frank ระบุว่า ข้อมูล ณ ครึ่งปีแรก 2568 มีซัพพลาย 186,098 ไร่ อัตราใช้พื้นที่สูง 93.5% ราคาเฉลี่ย 6.65 ล้านบาทต่อไร่ เติบโต 5% ในรอบ 5 ปี (2563-2568) สะท้อนดีมานด์ที่แข็งแกร่ง พื้นที่ EEC เป็นศูนย์กลางการลงทุนจากสิทธิประโยชน์และกฎหมายเฉพาะ FDI ไทยทำสถิติสูงสุดต่อเนื่อง 2 ปี มูลค่ารวมทะลุระดับล้านล้านบาท โดยกว่า 80% เป็นโรงงานและแวร์เฮาส์ ความเสี่ยงคือการแข่งขันจากเวียดนามและผลกระทบนโยบายภาษีสหรัฐฯ ซึ่งอาจทำให้การดูดซับที่ดินใน EEC ชะลอลง และเป็นโจทย์ว่าภาคอุตสาหกรรมไทยจะยกระดับสู่สินค้ามูลค่าสูงได้เร็วแค่ไหน

    • บ้านหรู-คอนโดแพง แนะแบ่งเฟสพัฒนาลดความเสี่ยง

    ด้านนางสาวเพ็ญธิดา ศรีสว่าง ผู้อำนวยการ บริษัท ซีบีอาร์อี (ประเทศไทย) จำกัด (CBRE) กล่าวว่า ปี 2569 เป็นปีที่ผู้พัฒนาโครงการและนักลงทุนต้องบริหารสมดุลระหว่างความเสี่ยงและผลตอบแทน โดยภาพรวมตลาดของคอนโดมิเนียม แม้ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวต่อเนื่องยาวนาน แต่เซ็กเตอร์ลักซ์ชัวรี่จนถึงอัลตราลักซ์ชัวรี่ ยังคงมีดีมานด์จากผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง โดยคอนโดฯลักซ์ชัวรี่รีเซล ราคาเฉลี่ย 310,131 บาทต่อ ตร.ม. เติบโต 1.3% ส่วนคอนโดฯลักซ์ชัวรี่ใหม่ระหว่างพัฒนา มีราคาสูงกว่า เฉลี่ยอยู่ที่ 349,125 บาทต่อ ตร.ม. เติบโตสูงถึง 9% สะท้อนว่าแรงซื้อในตลาดรีเซลยังแข็งแรง เนื่องจากผู้บริโภคต้องการห้องขนาดใหญ่ในทำเลไพรม์ แต่ไม่สามารถรับราคาที่ขยับขึ้นอย่างรวดเร็วของโครงการใหม่ได้

    ขณะที่ตลาดบ้านหรู หลังจากบูมหนักช่วงปี 2566-2567 จากพฤติกรรม Work from Home และความต้องการพื้นที่ใช้สอย ตลาดเริ่มชะลอตัวในปี 2568 กลุ่มราคาหลักอยู่ที่ 30-70 ล้านบาทและ 100 ล้านบาทขึ้นไป ผลกระทบด้านจิตวิทยาจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ทำให้ซัพพลายเปิดใหม่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จนแทบไม่มีโครงการใหม่เข้าสู่ตลาด 

    “ข้อแนะนำในปีนี้ คือ ต้องบริหารจัดการซัพพลายอย่างเข้มข้น แบ่งเฟสในการพัฒนา เพื่อให้ดีมานด์รองรับได้สอดคล้องกับซัพพลาย เป็นทางเลือกในการปรับโมเดลการลงทุนพัฒนาบ้านหรู โดยทำเลหลักยังคงเป็นโซนพระโขนง, บางนา-ตราด, ตลิ่งชัน, ศาลายา, เมืองสมุทรปราการ, แบริ่ง และพุทธมณฑล” นางสาวเพ็ญธิดา กล่าว

    • ออฟฟิศ-รีเทล ซัพพลายยังแน่น

    ตลาดสำนักงานให้เช่า CBRE ระบุว่า ดีมานด์ยังมีเฉพาะออฟฟิศเกรด A+ ขนาดเล็ก-กลาง พื้นที่ 100-300 ตร.ม. ขณะที่พื้นที่เช่าขนาดใหญ่กว่า 300 ตร.ม. ส่วนใหญ่เป็นบริษัทรายใหญ่หรือข้ามชาติที่มีอำนาจต่อรองสูง ส่งผลให้เจ้าของอาคารต้องให้ส่วนลดค่าเช่า 5-15% ภาพรวมตลาดยังถูกกดดันจากซัพพลายใหม่และผลพวงโควิด-19 ทำให้อัตราการเช่าลดลงเหลือเพียง 59% จากช่วงก่อนโควิดที่เคยสูงถึง 90% แม้ออฟฟิศเกรด A ในย่าน CBD ที่เคยมีอัตราเช่าสูงสุด 95% แต่เมื่อซัพพลายใหม่เพิ่มขึ้นจำนวนมาก ปัจจุบันอัตราการเช่าลดลงมาอยู่ที่ต่ำกว่า 80%

    พื้นที่รีเทลหรือค้าปลีกในกรุงเทพฯ มีซัพพลายรวมสูงถึง 8-9 ล้าน ตร.ม. โดยเฉพาะ 6 โซนสำคัญ มีซัพพลายรวมมากกว่า 1 ล้าน ตร.ม. ได้แก่ สยามดิสตริก 337,000 ตร.ม. (4 ศูนย์การค้า), ราชประสงค์ 381,000 ตร.ม. (4 ศูนย์การค้า)เอ็มดิสตริก 181,500 ตร.ม. (3 ศูนย์การค้า)เทอร์มินัล 21 อโศก 40,000 ตร.ม.วัน แบงค็อก (เฟส 1) 123,000 ตร.ม. และ ดุสิต เซ็นทรัลพาร์ก45,000 ตร.ม. ซึ่งทั้งหมดสะท้อนว่า ตลาดออฟฟิศและรีเทลกำลังเผชิญแรงกดดันจาก ซัพพลายล้นตลาด” ทำให้การแข่งขันรุนแรง ผู้พัฒนาต้องเน้นคุณภาพ ทำเล และการบริหารต้นทุนมากกว่าการขยายพื้นที่

    •  “ดาต้าเซ็นเตอร์” อนาคตไกล

    ด้านตลาดดาต้าเซ็นเตอร์ถือเป็น “Safe Haven” ของอสังหาฯในปี 2568 ที่กำลังมาแรงและเติบโตสูง เนื่องจากต้องใช้พื้นที่ต่อชั้นขนาดใหญ่ ระบบทำความเย็นและพลังงานสูง โดยดาต้าเซ็นเตอร์ใช้ไฟสูงกว่าถึง 20-40 เมกะวัตต์ต่อโครงการ สูงกว่าออฟฟิศเกรด A ขนาด 100,000 ตร.ม. ที่ใช้ไฟราว 15 เมกะวัตต์ ซึ่งปัจจุบันไทยยังขาดความเชี่ยวชาญด้านบริหารดาต้าเซ็นเตอร์ การลงทุนจึงมาจากโอเปอเรเตอร์ต่างชาติเป็นหลัก โดยเน้นพัฒนาในนิคมอุตสาหกรรมเพราะซื้อที่ดินได้สะดวกตามกฎหมาย โดยล่าสุด มีการประกาศลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ในไทยรวมแล้วกว่า4,470 MW ทำให้ราคาที่ดินโซน EEC ปรับตัวสูงขึ้น

    • โรงแรม “ลักซ์ชัวรี่” จุดประกายไทย-ดีลซื้อขายยังพุ่งต่อเนื่อง

    สุดท้ายบิ๊กดาต้า ตลาดโรงแรม” โดยนายการัณย์ คานิเยาว รองประธานอาวุโส ฝ่ายบริการลงทุนซื้อขาย ภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก จากกลุ่มบริการการลงทุนด้านโรงแรม บริษัทโจนส์ แลง ลาซาลล์ (ประเทศไทย) จำกัด (JLL) เล่าว่าภาพรวมตลาดโรงแรมของไทยมีการพลิกฟื้นเร็วตลอดเวลา ตั้งแต่ยุคโควิด-19 จนถึงปี 2568 ตลาดพลิกฟื้นกลับมาแล้ว 83% โดยคาดการณ์ว่าปี 2569 จะเป็น Period of Growth ของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเยือนไทย และมีโอกาสฟื้นตัวเท่ากับปีที่ดีที่สุดในปี 2567 ด้วยเป้าหมายจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 35.5 ล้านคน จาก รัสเซีย,อินเดีย, มาเลเซีย, จีน, เกาหลี

    “โรงแรมลักซ์ชัวรี่ในเมืองท่องเที่ยวอย่างกรุงเทพฯ ภูเก็ต และสมุย ฟื้นตัวเร็วหลังโควิด-19 โดยค่าเฉลี่ยต่อห้องพักที่ขายได้ต่อคืน (Average Daily Rate) ปรับสูงขึ้นอย่างชัดเจน สะท้อนบทบาทของโรงแรมลักซัวรี่ในฐานะเทรนด์เซ็ตเตอร์ของตลาด ซึ่งช่วยดันโรงแรมระดับมิดสเกลและอัพสเกลให้ฟื้นตัวตาม ส่งผลบวกต่อภาพรวมอุตสาหกรรม ทั้งนี้จากการสำรวจของ JLL ในปี 2568 กับเจ้าของและผู้บริหารโรงแรมกว่า 800 ราย คาดว่าในปี 2569 รายได้โรงแรมจะเติบโตประมาณ 2-8% ขณะที่ตลาดลักซ์ชัวรี่ของไทยอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน มีแบรนด์โรงแรมระดับท็อปเทียร์ระดับโลกเข้ามาลงทุนอย่างต่อเนื่อง เช่น Andaz และ voco” นายการัณย์ กล่าว

    • ก้าวต่อไปของตลาดโรงแรมไทย

    นอกจากนี้ ยังเห็นแนวโน้ม ตลาดรองเริ่มมา” มีการลงทุนกระจายไปยังเมืองท่องเที่ยวอื่นมากขึ้น โดยเฉพาะโครงการที่สร้างประสบการณ์การท่องเที่ยว หรือเน้นด้าน Wellness มีความน่าสนใจสูงหากมีที่ดินในทำเลศักยภาพอยู่แล้ว ขณะที่การลงทุนแบบ Branded Residence จะมีบทบาทมากขึ้น เช่น คอนโดมิเนียมหรูหรือพูลวิลล่าที่ผนวกบริการภายใต้แบรนด์โรงแรมที่แข็งแกร่ง เพื่อยกระดับคุณภาพบริการและสร้างความแตกต่าง โดยดีเวลอปเปอร์ที่สามารถดึงแบรนด์โรงแรมมาซัพพอร์ตได้ จะสามารถตั้งราคาขายที่อยู่อาศัยได้สูงกว่าตลาดทั่วไป และอีกหนึ่งเทรนด์ คือการนำโรงแรมในทำเลเก่า โดยเฉพาะโรงแรมที่เป็นแลนด์มาร์ก หรืออาคารสำนักงานเดิม มาพัฒนาเป็นโรงแรมรูปแบบใหม่ที่ทันสมัย ตอบโจทย์ตลาดมากขึ้น

    “แนวโน้มปี 2569 มี 4 เรื่อง ได้แก่ 1.ตลาดซื้อขายโรงแรมคาดว่าแรงดีไม่มีตก ประเมินมูลค่าซื้อขาย 1.3 หมื่นล้านบาท 2.ค่าห้องพักยังมีช่องว่างของการส่งต่อราคาให้ขยับขึ้นมาได้อีก 3.ลุ้นนักท่องเที่ยวต่างชาติขึ้นไปที่ 35.5 ล้านคน และ 4.ลักซ์ชัวรี่แลนด์สเคป เป็นจุดเปลี่ยนที่จุดประกายการพลิกฟื้นของตลาดทุกเซ็กเตอร์ในภาพรวม” นายการัณย์ กล่าวสรุป

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/02/03/614343/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Lj8xSPuifGM1ZmZNaWQO_

  • ภาวะตลาดหุ้นอินเดีย: ดัชนี Sensex เปิดลบ 487.07 จุด จากแรงขายหุ้นเทคฯ

    ภาวะตลาดหุ้นอินเดีย: ดัชนี Sensex เปิดลบ 487.07 จุด จากแรงขายหุ้นเทคฯ

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (04 ก.พ. 69)

    ดัชนี Sensex ตลาดหุ้นอินเดียเปิดลบในวันนี้ (4 ก.พ.) จากแรงขายหุ้นกลุ่มไอทีตามทิศทางตลาดโลก แต่ปัจจัยบวกจากข้อตกลงทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับอินเดียช่วยพยุงตลาดไม่ให้ร่วงลงรุนแรง

    ดัชนี Sensex เปิดตลาดที่ระดับ 83,252.06 จุด ลบ 487.07 จุด หรือ -0.58%

    หุ้น 14 ใน 16 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักปรับตัวขึ้นเล็กน้อย แต่หุ้นกลุ่มไอทีร่วงหนัก 3.75% ขณะที่ดัชนีหุ้นขนาดเล็กทรงตัว ส่วนดัชนีหุ้นขนาดกลางปรับตัวลง 0.3%

    หุ้นบริษัทวิเคราะห์ข้อมูล บริการด้านไอที และซอฟต์แวร์ทั้งในสหรัฐฯ และยุโรปต่างปรับตัวลดลง หลังจากที่ Anthropic บริษัทด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) เปิดตัว “Claude Cowork” เครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในที่ทำงาน ซึ่งกระตุ้นให้เกิดความกังวลว่าเทคโนโลยีดังกล่าวจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาคอุตสาหกรรมนี้

    ส่วนเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (3 ก.พ.) ดัชนี Sensex ปิดบวก 2.54% ถือเป็นการปรับตัวขึ้นรายวันที่แข็งแกร่งที่สุดในรอบ 9 เดือน หลังจากข้อตกลงการค้าสหรัฐฯ-อินเดียช่วยคลายความกังวลสำคัญที่เคยเป็นปัจจัยกดดันตลาด

    โดย พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต/ปนัยดา ปัทมโกวิท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IRD30IQD7CBNF7E2J2NZGGWH14LMVD9B&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03SDmCJYKOcSACCdYTQEjf

  • ‘นักวิชาการ’ เปิดเบื้องลึก ทำไมไม่ควรให้ ‘พรรคส้ม’ ขึ้นมา ‘ทดลองบริหารเศรษฐกิจ’ ในช่วงเปราะบางที่สุด

    ‘นักวิชาการ’ เปิดเบื้องลึก ทำไมไม่ควรให้ ‘พรรคส้ม’ ขึ้นมา ‘ทดลองบริหารเศรษฐกิจ’ ในช่วงเปราะบางที่สุด

    4ก.พ.2569 – ดร.สุวินัย ภรณวลัย อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊ก เรื่อง ทำไมโครงสร้างการเมือง–เศรษฐกิจไทย ไม่ควรให้พรรคแบบพรรคส้มขึ้นมา “ทดลองบริหารเศรษฐกิจ” ในช่วงเปราะบางที่สุดของประเทศ มีเนื้อหาดังนี้
    ////
    ประเทศไทยในวันนี้
    ไม่ใช่ประเทศที่ “กำลังจะเริ่มต้นใหม่”
    แต่เป็นประเทศที่กำลัง “แบกอดีตไว้เต็มหลัง”
    หนี้
    โครงสร้างประชากร
    ระบบการคลัง
    ระบบการผลิต
    และความเปราะบางทางภูมิรัฐศาสตร์
    ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องถกเถียงเชิงอุดมการณ์
    แต่คือ ข้อเท็จจริงเชิงฟิสิกส์ของระบบ
    และในโลกของระบบ
    สิ่งที่อันตรายที่สุด
    ไม่ใช่คนเลว
    แต่คือ คนที่คิดว่าความถูกต้องทางศีลธรรม
    สามารถเอาชนะแรงโน้มถ่วงของความจริงได้

    พรรคส้มกับโรคเรื้อรังชื่อ “主体論” (จู่ถี่หลุ่น) (อัตวิสัยนิยมทางการเมือง)
    หากต้องอธิบายปัญหาของพรรคส้มให้ถึงราก
    ต้องพูดตรง ๆ ว่า
    พรรคส้มไม่ได้คิดการเมืองแบบเศรษฐศาสตร์
    แต่คิดการเมืองแบบ 主体論 (จู่ถี่หลุ่น)
    主体論 คือกรอบคิดที่เชื่อว่า
    “ตัวผู้กระทำ” คือศูนย์กลางของความจริง
    ถ้า
    – ฉันตั้งใจดี
    – ฉันยืนข้างประชาชน
    – ฉันกล้าท้าทายอำนาจเก่า
    ระบบจะ ต้อง เปลี่ยนตามฉัน
    นี่ไม่ใช่ตรรกะของรัฐศาสตร์
    ไม่ใช่ตรรกะของเศรษฐศาสตร์
    และไม่ใช่ตรรกะของการบริหารประเทศ
    นี่คือ ตรรกะของการปฏิวัติแบบวัยรุ่นทางความคิด

    主体論 (จู่ถี่หลุ่น) = การเมืองที่ปฏิเสธโครงสร้าง
    พรรคส้มมองโครงสร้าง
    ไม่ใช่ในฐานะ “กลไกที่ต้องจัดการ”
    แต่ในฐานะ “ศัตรูทางศีลธรรม”
    ทุน = เอาเปรียบ
    ระบบราชการ = ล้าหลัง
    สถาบันเดิม = กดขี่
    ความระมัดระวัง = สมรู้ร่วมคิด
    นี่คือภาษาเดียวกับเรดการ์ด
    ในช่วงต้นของการปฏิวัติวัฒนธรรมจีน
    เรดการ์ดไม่เคยคิดว่าตนกำลังทำลายประเทศ
    พวกเขาเชื่อว่า
    กำลัง “ชำระล้าง” ประเทศ
    ผลลัพธ์คืออะไร?
    ประเทศหยุดทำงานทั้งระบบ

    พรรคส้มเข้าใจ “ความอยุติธรรม”
    แต่ไม่เข้าใจ “ความเปราะบาง”
    พรรคส้มเก่งมาก
    ในการชี้ให้เห็นความอยุติธรรม
    แต่ การบริหารประเทศ
    ไม่ใช่การแข่งขันชี้นิ้ว
    เศรษฐกิจไม่ตอบสนองต่อความโกรธ
    ตลาดไม่ฟังคำปราศรัย
    และระบบการเงินไม่เคยสนใจว่าใครมีเจตนาดี
    การตัดสินใจเชิงนโยบาย
    ในช่วงเปราะบาง
    ต้องอาศัย
    – จังหวะ
    – ลำดับ
    – และความอดทนเชิงโครงสร้าง
    สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ 主体論 (จู่ถี่หลุ่น) ดูแคลน

    ปัญหาใหญ่: พรรคส้ม “ไม่กลัวผลลัพธ์”
    คนที่คิดแบบ 主体論 (จู่ถี่หลุ่น)
    จะไม่กลัวผลลัพธ์เชิงระบบ
    เพราะเชื่อว่า
    ถ้าเกิดปัญหา
    แปลว่า “ยังเปลี่ยนไม่พอ”
    นี่คือจุดที่อันตรายที่สุด
    เศรษฐกิจพัง → ต้องปฏิรูปให้แรงขึ้น
    ทุนหนี → แปลว่าทุนเห็นแก่ตัว
    ตลาดผันผวน → เพราะยังไม่เด็ดขาดพอ
    นี่คือวัฏจักรของการทำลายระบบ
    ด้วยความมั่นใจทางศีลธรรมของพวกตน

    พรรคสีน้ำเงิน: การเมืองของคนที่ “กลัวระบบพัง”
    พรรคน้ำเงินไม่ได้ใสสะอาดกว่า
    และไม่ได้มีอุดมการณ์สูงส่งกว่า
    แต่พวกเขามีคุณสมบัติหนึ่ง
    ที่สำคัญกว่าทั้งหมดในช่วงเวลานี้คือ
    พวกเขากลัวผลลัพธ์
    กลัวตลาดพัง
    กลัวเงินไหลออก
    กลัวเครดิตประเทศพัง
    กลัวระบบล้มแล้วไม่มีใครเก็บซาก
    ความกลัวแบบนี้
    ไม่ใช่ความขลาด
    แต่คือ สัญชาตญาณของผู้เข้าใจระบบ

    ประเทศไม่ใช่สนามทดลองของคนที่ “มั่นใจในตนเอง”
    ในภาวะปกติ
    ประเทศอาจทนความผิดพลาดได้
    แต่ในภาวะที่
    – โลกกำลังแตกเป็นขั้ว
    – ระบบการเงินโลกผันผวน
    – และรัฐไทยแทบไม่มี buffer เหลือ
    การมอบอำนาจให้พรรคที่คิดแบบ 主体論 (จู่ถี่หลุ่น)
    แทบไม่ต่างจากเอาระเบิดมือไปให้เด็กทารกแกะเล่น
    นี่คือการเอาทั้งประเทศ
    ไปเดิมพันกับความมั่นใจของคนกลุ่มเดียว
    แต่ประวัติศาสตร์บอกเราอย่างชัดเจนว่า
    ประเทศไม่ได้พัง
    เพราะคนตั้งใจร้าย
    แต่พังเพราะคนที่
    “มั่นใจว่าตัวเองถูกต้องเกินไป”

    บทสรุป
    พรรคส้ม เป็นพรรคที่ อันตราย ต่อการทดลองบริหารประเทศในช่วงเวลานี้
    อันตราย
    เพราะคิดว่าอุดมการณ์
    สามารถแทนที่ความเข้าใจระบบได้
    และประเทศไทย
    ไม่มีต้นทุนพอ
    สำหรับการเรียนรู้ผ่านความพังพินาศอีกแล้ว

    ~ สุวินัย ภรณวลัย
    มหาวิทยาลัยไร้รอย

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/941868/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0dwtkgc3qsKhofPUM1h6TH

  • ปักหมุด เชียงรายฮับการค้า 3 ประเทศดันเศรษฐกิจชายแดนเชื่อมตลาดโลก

    ปักหมุด เชียงรายฮับการค้า 3 ประเทศดันเศรษฐกิจชายแดนเชื่อมตลาดโลก

    DFT ปักหมุด เชียงรายผงาด ศูนย์กลางการค้าอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงตอนบน สู่ Hub การค้า 3 ประเทศ “เมียนมา-ลาว-จีน” ดันเศรษฐกิจชายแดนเชื่อมตลาดโลก

    นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมการค้าต่างประเทศ (DFT) กระทรวงพาณิชย์ จัดมหกรรมการค้าชายแดน ณ จังหวัดเชียงราย เพื่อเสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทยเชื่อมโยงการค้าเมียนมา – ลาว – จีน ตอกย้ำบทบาทเชียงรายในฐานะศูนย์กลางการค้าอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงตอนบน สอดรับนโยบายรัฐบาล “สร้างรายได้ ลดรายจ่าย” ในการสร้างรายได้ให้แก่ประชาชนและกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาค 

    การจัดงานดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายเชิงรุกของกระทรวงพาณิชย์ในการเปิดประตูการค้าไทยทั้งตลาดเดิมและประเทศเพื่อนบ้าน ควบคู่กับการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ 

    โดยมุ่งใช้การค้าชายแดนและผ่านแดนเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาคอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ “มหกรรมการค้าชายแดน ณ จังหวัดเชียงราย” มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12 – 16 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ฝูงบิน 416 กองทัพอากาศ และโรงแรมเฮอริเทจ เชียงราย โฮเทล แอนด์ คอนเวนชั่น โดยภายในงานประกอบด้วยกิจกรรมจัดแสดงและจำหน่ายสินค้ากว่า 200 คูหา เวทีเจรจาจับคู่ธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการไทยและต่างประเทศ การประชุมติดตามสถานการณ์การค้าชายแดนและผ่านแดนจังหวัดเชียงราย 

    รวมถึงการสัมมนาเชิงลึกด้านการขยายตลาดต่างประเทศ หัวข้อ “Winning the New Chinese Wave: เจาะลึกนโยบาย Shopping in China 2026 และกลยุทธ์ขยายตลาดด้วย Global Marketplace Ecosystem” เพื่อเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการไทยเข้าสู่คลื่นเศรษฐกิจจีนรอบใหม่ ซึ่งยังคงเป็นตลาดที่สำคัญของการส่งออกไทย 

    นอกจากนี้ ได้นำผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ด้านกัมพูชามาร่วมออกร้านจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าและเข้าร่วมกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจเพื่อสร้างโอกาสทางการค้าใหม่ ๆ ทดแทนตลาดด้านกัมพูชา

    นางอารดาฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า จังหวัดเชียงรายเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพสูงด้านการค้าและการลงทุน เนื่องจากเป็นจุดเชื่อมโยงสำคัญระหว่างไทย เมียนมา ลาว และจีน

    โดยในปี 2568 มีมูลค่าการค้าชายแดนและผ่านแดนรวมกว่า 100,000 ล้านบาท สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ ทุเรียน มังคุด ลำไย และน้ำมันเชื้อเพลิง สะท้อนบทบาทเชียงรายในฐานะประตูการค้าสู่จีนตอนใต้และประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งเชียงรายยังเป็นหนึ่งในจังหวัดเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษที่รัฐบาลกำหนดให้เป็นกลไกในการกระจายความเจริญสู่ภูมิภาค เพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ ควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและการท่องเที่ยว

    ซึ่งคาดว่าการจัดมหกรรมการค้าชายแดนครั้งนี้จะเป็นเวทีสำคัญในการต่อยอดเศรษฐกิจชายแดนเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดโลก และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ระบบการค้าชายแดนและผ่านแดนของประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/737474&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0y8C_9LFK4Bjx0DL8p5rek

  • “ทีทีบี” หนุนโรงแรมสีเขียว เร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ผ่านโครงการ G-Green

    “ทีทีบี” หนุนโรงแรมสีเขียว เร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ผ่านโครงการ G-Green

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/business/127013&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0vCiXN_h-dELV6rYKoSOWv

  • คุณหญิงกัลยา ลุยหนองจอก-ลาดกระบัง ชูนโยบายเรียนฟรีถึงปริญญาเอก

    คุณหญิงกัลยา ลุยหนองจอก-ลาดกระบัง ชูนโยบายเรียนฟรีถึงปริญญาเอก

    คุณหญิงกัลยา ลุยหนองจอก-ลาดกระบัง ชูนโยบายเรียนฟรีถึงปริญญาเอก

    วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.11 น.

    Tag :

    “คุณหญิงกัลยา” ลุยหนองจอก-ลาดกระบัง ชูนโยบายเรียนฟรีถึงปริญญาเอก ลั่นลูกหลานต้องไม่เริ่มชีวิตด้วยหนี้ มั่นใจ “ดร.เอ้” แก้ปัญหา กทม.จมน้ำได้ ชาวบ้านชมตัวจริงสวยดูดีกว่าในทีวี

    3 กุมภาพันธ์ 2569 ที่เขตหนองจอก กทม.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคไทยก้าวใหม่ พร้อมด้วย ดร.คมสัน พันธุ์วิชาติกุล ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ, ดร.ธีระวิทย์ วงเพชร ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 18 และ นายพงศ์ปณตพล รักสกุลกานต์ ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 20 ลงพื้นที่หาเสียงในเขตหนองจอกบริเวณโรงเรียนวัดทิพพาวาส พูดคุยกับผู้ปกครองที่เดินทางมาส่งลูกหลานเข้าเรียน โดยได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น หลายคนเข้ามาชื่นชมและแซวว่า “ตัวจริงสวยกว่าในทีวี” พร้อมบอกว่าจะลงคะแนนให้พรรคไทยก้าวใหม่ทั้ง 2 ใบ เพราะชอบนโยบายด้านการศึกษาของพรรค

    คุณหญิงกัลยา เน้นย้ำนโยบายปฏิรูปการศึกษาที่ถือเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาคนและประเทศ โดยระบุว่าพรรคไทยก้าวใหม่มีนโยบายสนับสนุนให้เรียนฟรีจนจบปริญญาเอกในทุกสาขาวิชา ไม่ว่าจะเรียนแพทย์หรือสายวิชาใด เพื่อส่งเสริมให้เด็ก ๆ ได้เรียนในระดับสูงสุด และลดภาระพ่อแม่และป้องกันไม่ให้เด็กต้องเริ่มชีวิตวัยทำงานด้วยหนี้ กยศ. พร้อมให้กำลังใจเด็กที่มีความฝันจะเป็นแอร์โฮสเตส โดยยกตัวอย่างตนเองที่มาจาก “เด็กบ้านนอกคอกหมูสีคิ้วสู่ทำเนียบรัฐบาล” ได้เพราะการศึกษา

    “พ่อแม่จะเหนื่อยที่สุดตอนที่ต้องส่งลูกเข้าเรียนมหาวิทยาลัย เพราะไม่รู้จะหาเงินที่ไหนมาจ่าย หากการศึกษาดีจริงต้องทำให้ครอบครัวสบายขึ้น ไม่ใช่เป็นหนี้เพิ่ม ดังนั้นพรรคไทยก้าวใหม่จะทำให้เรียนฟรีจริง ทำให้ลูกหลานจบแล้วมีงานทำ ไม่ต้องเริ่มชีวิตด้วยหนี้ กยศ. และการศึกษาที่ดีต้องทำให้บ้านเราสบายขึ้น ถ้าเรียนแล้วทำให้พ่อแม่ลำบาก แบบนั้นไม่เรียกการศึกษา แบบนั้นเรียกว่าหนี้” คุณหญิงกัลยา กล่าว

    จากนั้นคุณหญิงกัลยายังเดินเข้าไปทักทายพ่อค้าแม่ค้าและชาวบ้านที่เข้ามาจับจ่ายใช้สอยในตลาดละแวกใกล้เคียงอย่างเป็นกันเอง ซึ่งชาวบ้านแซวว่า “เห็นแต่ในทีวี เพิ่งเคยเจอตัวจริง สวยกว่าในรูป” พร้อมยืนยันว่าจะลงคะแนนให้พรรคไทยก้าวใหม่ทั้ง 2 ใบ

    นอกจากนี้ มีชาวบ้านสะท้อนถึงความกังวลว่ากรุงเทพฯ น้ำจะท่วมในอนาคต คุณหญิงกัลยาจึงให้ความมั่นใจว่า หากเลือกพรรคไทยก้าวใหม่ กรุงเทพฯ จะไม่จมน้ำแน่นอน เนื่องจากมี นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคฯ และแคนดิเดตนายกฯ ซึ่งมีความรู้ความสามารถในการแก้ไขปัญหาภัยพิบัติให้กับคนกรุงเทพฯ ขอให้มั่นใจในพรรคไทยก้าวใหม่ พร้อมกันนี้ ยังมีชาวบ้านฝากให้พรรคเข้าไปแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่ ซึ่งราคาเพียงแค่ 20 บาทก็ซื้อได้ เมื่อแจ้งหน่วยงานไปก็ไม่ได้รับการแก้ไข ซึ่งพรรคไทยก้าวใหม่พร้อมอาสาเข้ามาแก้ปัญหาต่าง ๆ ให้พื้นที่อย่างจริงจัง ต่อมา ดร.คุณหญิงกัลยาขึ้นรถแห่หาเสียงไปยังตลาดเย็นวิลล่า ขอคะแนนจากพ่อค้าแม่ค้าและชาวบ้านที่มาจับจ่ายใช้สอยในพื้นที่ โดยพ่อค้าแม่ค้าต่างเข้ามาให้กำลังใจบอกว่ารู้จัก ดร.สุชัชวีร์ และ ดร.คุณหญิงกัลยาอยู่แล้ว เลือกแน่นอน

    จากนั้นคุณหญิงกัลยาลงพื้นที่ซอยฉลองกรุง 29 บริเวณนิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง พบปะกับชาวบ้านในพื้นที่ มีชาวบ้านบางรายนำดอกไม้มามอบให้ บางรายระบุว่าติดตามมานาน เป็นคนโคราชบ้านเดียวกัน จึงเน้นย้ำถึงการผลักดันการศึกษาของลูกหลานซึ่งจะเป็นบันไดสู่อนาคตที่ดีของประเทศต่อไป

    ในตอนท้าย คุณหญิงกัลยา ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า ช่วงที่ผ่านมา ได้ไปเดินสายมาสัก 4-5 จังหวัด ทั้งขอนแก่น มหาสารคาม กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด และโคราช เพราะอยากให้คนโคราช 1 คน ผู้หญิง จากสีคิ้ว จะทำประโยชน์ตอบแทนคุณแผ่นดิน อีสาน และประเทศไทยให้ได้ จะทำให้อีสานรวยได้ และทำสำเร็จมาแล้วดูได้จาก ชุมแพโมเดล

    คุณหญิงกัลยา ยังกล่าวถึงนโยบายหลัก 3 ด้านของพรรค ได้แก่ 1.การพัฒนาคน ให้มีความรู้ทันสมัย 2.ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน โดยจะผลักดันกฎหมายคุ้มครองผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุหรือภัยพิบัติ เพื่อไม่ให้คนไทยต้องตายฟรี 3.การสร้างอุตสาหกรรมใหม่ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น การซ่อมบำรุงรถไฟความเร็วสูงเชื่อมต่อลาวและจีน ซึ่งจะช่วยยกระดับรายได้ของเด็กอาชีวะและวิศวะให้สูงขึ้นเป็นหลักแสนบาท

    “การตอบรับดีมาก ไปเจอนักเรียน นักเรียนก็มีความฝัน อยากจะเป็นหมอบ้าง อยากจะเป็นแอร์โฮสเตสบ้าง ก็บอกเขาว่า เรียนไปเลย เรียนแล้วสิ่งที่เขาอยากจะเป็น เขาต้องเป็นให้ได้ พรรคไทยก้าวใหม่สนับสนุนให้เรียนฟรี ถึงปริญญาเอก ถ้าคนอยากเรียนหมอ ก็เรียนไปเลย ขอให้สอบให้ได้ พรรคไทยก้าวใหม่จัดให้ค่ะ” คุณหญิงกัลยา กล่าว

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/944766&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0iuno39FXsKiEu9N-d-kyA

  • ขึ้นเหนือหาหิมะ ลงใต้หนีลมหนาว กระแสท่องเที่ยวสวนทาง

    ขึ้นเหนือหาหิมะ ลงใต้หนีลมหนาว กระแสท่องเที่ยวสวนทาง

    คุนหมิง, 2 ก.พ. ซินหัว — “เพิ่งได้รู้ว่า ‘ฤดูร้อนของไทย’ เป็นยังไงก็ตอนไปถึงกระบี่” จางจื่อถง นักท่องเที่ยวชาวจีนที่เพิ่งกลับจากการท่องเที่ยวไทยกล่าว พร้อมบอกเล่าความทรงจำชวนประทับใจจากการนวดแผนไทย นั่งเรือสปีดโบ๊ทกลางทะเล และนอนอาบแดดบนชายหาดเกาะพีพี ซึ่งจางถือเป็นหนึ่งในผู้ร่วมโต้กระแสคลื่นการท่องเที่ยวแบบสองทาง “ขึ้นเหนือหาหิมะ ลงใต้หนีลมหนาว” ที่กำลังคึกคักในช่วงระยะนี้ตามความแตกต่างของสภาพภูมิอากาศและความต้องการท่องเที่ยว โดยนักท่องเที่ยวชาวจีนแห่มาท่องเที่ยวไทยเพื่อสัมผัสแสงแดด ลมทะเล และมนต์เสน่ห์เมืองร้อน ขณะนักท่องเที่ยวชาวไทยแห่เยือนภูเขาหิมะและลานน้ำแข็งของจีนเพื่อสัมผัสประสบการณ์ฤดูหนาวของจริง

    ช่วงไม่นานนี้ ภูเขาหว่าอูในมณฑลซื่อชวน (เสฉวน) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีนกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายท่องเที่ยวในจีนที่ได้รับความสนใจไม่น้อยบนสื่อสังคมออนไลน์ของไทย โดย “อาหลิวปักหมุด” ครีเอเตอร์การท่องเที่ยวชาวไทย ได้เดินทางจากกรุงเทพฯ มายังเมืองเฉิงตูของมณฑลซื่อชวน ต่อรถไฟความเร็วสูงและรถบัสไปยังภูเขาหว่าอูเพื่อ “ถ่ายรูปเช็กอินภูเขาหิมะ” ซึ่งคลิปวิดีโอทิวทัศน์หิมะขาวละลานตาของเธอกลายเป็นไวรัลอย่างรวดเร็วและดึงดูดชาวเน็ตไทยจำนวนมากเข้ามาสอบถามเส้นทางและข้อมูลต่างๆ เพื่อท่องเที่ยวตามรอยบ้าง

    การท่องเที่ยว “ขึ้นเหนือ ลงใต้” แบบสวนทางกันนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ เพราะมีนักท่องเที่ยวชาวไทยเลือกเดินทางเยือนจีนในช่วงฤดูหนาวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดจุดหมายปลายทางยอดนิยมหลายแห่ง เช่น ภูเขาหว่าอูและภูเขาหิมะซีหลิ่งในมณฑลซื่อชวน ภูเขาหิมะเจี้ยวจื่อในมณฑลอวิ๋นหนาน (ยูนนาน) ภูเขาฉางไป๋ในมณฑลจี๋หลิน รวมถึงสวนสนุกโลกน้ำแข็ง-หิมะแห่งฮาร์บินในมณฑลเฮยหลงเจียง ขณะเดียวกันนักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางเยือนกรุงเทพฯ กระบี่ ภูเก็ต เชียงใหม่ และอื่นๆ ในไทย เพื่อเปิดช่วง “หนีหนาว” ใช้วันหยุดยาวแสนอบอุ่นตามชายหาด ป่าฝน และตลาดนัดกลางคืน

    ทั้งนี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ระบุว่าหลังจากพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการเมื่อช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน 2025 ภาพลักษณ์เชิงบวกของไทยบนสื่อสังคมออนไลน์ของจีนพัฒนาดีขึ้นอย่างมาก ช่วยให้กระแสการท่องเที่ยวไทยทยอยฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและบริษัทการท่องเที่ยวของจีนและไทยร่วมกันปรับปรุงเส้นทางการบิน ยกระดับการบริการชำระเงินและภาษา และสร้างความหลากหลายของผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยว เพื่อเสริมสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวข้ามพรมแดนที่ดียิ่งขึ้น

    ข้อมูลสถิติจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาของไทยเมื่อวันที่ 2 ม.ค. ระบุว่าปริมาณนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเยือนไทยในปี 2025 รวมอยู่ที่ 32.97 ล้านคน ซึ่งก่อให้เกิดรายได้จากธุรกิจการท่องเที่ยวราว 1.54 ล้านล้านบาท โดยนักท่องเที่ยวชาวจีนมีส่วนสร้างรายได้นี้สูงถึง 2.49 แสนล้านบาท นอกจากนั้นปริมาณนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางเยือนไทยในช่วงสัปดาห์วันที่ 12-18 ม.ค. ยังเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 8 เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า ทำให้จีนกลายเป็นแหล่งนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติขนาดใหญ่ที่สุดของไทยติดต่อกันสองสัปดาห์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://fm91bkk.com/newsarticle/65942&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1U0UG-PRNVf9jYxtDO3ztS

  • กระทรวงศึกษาฯ สั่งสอบข้อเท็จจริง “ครูการเงิน” จบชีวิต ยัน ให้ความเป็นธรรม

    กระทรวงศึกษาฯ สั่งสอบข้อเท็จจริง “ครูการเงิน” จบชีวิต ยัน ให้ความเป็นธรรม

    กระทรวงศึกษาฯ สั่งสอบข้อเท็จจริง

    กระทรวงศึกษาฯ สั่งสอบข้อเท็จจริง “ครูการเงิน” จบชีวิต ยัน ให้ความเป็นธรรม

    จากกรณี “สารวัตรต้น” โพสต์ทวงความยุติธรรม และตามหาความจริงให้ “ครูปอ” หรือ “ครูพอลล่า” อดีตครูสอนภาษาอังกฤษ โรงเรียนสันกำแพง จ.เชียงใหม่ ซึ่งตัดสินใจจบชีวิตตัวเอง เนื่องจากมีความเครียดอย่างหนัก โดยสารวัตรต้น ระบุว่า 

    หลับให้สบายนะครับ พักผ่อนตามที่ต้องการ เราเคารพการตัดสินใจของเธอ เราสัญญาว่าจะเข้มแข็งและผ่านเรื่องนี้ไปให้ได้ วันเวลาคงจะเยียวยาจิตใจที่แตกสลายดวงนี้ได้ ขอบคุณที่รักกันนะครับตลอด 10 กว่าปีที่ผ่านมา ขอบคุณที่ดูแลกันในทุกๆ วัน

    ผมขออนุญาตชี้แจงผ่านตรงนี้ ที่รักผมไม่ได้มีโรคทางจิตเวชหรือซึมเศร้าแต่อย่างใด เค้าเป็นคนมองโลกในแง่บวก สดใส ร่าเริง เป็นที่รักของทุกคน เรื่องเดียวที่เค้าทิ้งข้อมูลให้ผมทราบ คือ เรื่องงานทางการเงินที่ได้รับมอบหมาย และในวันเกิดเหตุ ผอ.รร.สันกำแพง เรียกเข้าไปพบ ก่อนเค้าจะหุนหันพลันแล่นออกมาจากโรงเรียน และหาวิธีทำร้ายตัวเองในภายหลัง ไม่ได้มีการเตรียมการไว้แต่อย่างใด 

    ผมมีหลักฐานยืนยันตรวจสอบได้ ผมขอเรียกร้องให้ผู้เกี่ยวข้องกับกระบวนการศึกษาไทยออกมาตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าว อย่านิ่งเฉยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น อย่าให้คนดีๆ ต้องมาตายฟรีๆ เพราะ พวกบ้าอำนาจ ข่มขู่บีบบังคับ ให้ข้าราชการชั้นผู้น้อยต้องทำตามในสิ่งที่ตนเองต้องการ

    กระทรวงศึกษาฯ สั่งสอบข้อเท็จจริง

    3 ก.พ. 2569 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า กระทรวงศึกษาธิการรับทราบข้อมูลที่ปรากฏในสื่อสังคมออนไลน์และสื่อมวลชน กรณีการเสียชีวิตของข้าราชการครูผู้ปฏิบัติงานด้านการเงินในสถานศึกษาแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความสะเทือนใจแก่ครอบครัว ผู้ร่วมงาน และผู้ที่เกี่ยวข้อง

    ทั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการสูญเสียที่เกิดขึ้น และขอแสดงความห่วงใยต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิต โดยขณะนี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ซึ่งเป็นหน่วยงานต้นสังกัด ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงตามขั้นตอนแล้ว เพื่อรวบรวมข้อมูลจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบ และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

    ว่าที่ร้อยตรี ธนุ ระบุว่า ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้กำชับให้การดำเนินการในเรื่องดังกล่าวเป็นไปอย่างโปร่งใส รอบด้าน และอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง เพื่อให้กระบวนการตรวจสอบมีความชัดเจนและตรวจสอบได้ พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับการดูแลผู้ได้รับผลกระทบอย่างเหมาะสมควบคู่ไปกับการตรวจสอบข้อเท็จจริง ขณะเดียวกัน ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ ยึดหลักข้อเท็จจริง และคำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย

    “กระทรวงศึกษาธิการ ได้กำชับให้ สพฐ. รายงานความคืบหน้าการตรวจสอบเป็นลำดับขั้น และให้หน่วยงานต้นสังกัดรวบรวมข้อมูลจากทุกฝ่ายอย่างรอบคอบ เพื่อให้ข้อเท็จจริงปรากฏชัดและเป็นธรรม ทั้งนี้ กระทรวงจะติดตามผลการดำเนินการอย่างใกล้ชิด ภายใต้กรอบอำนาจหน้าที่ และจะสื่อสารความคืบหน้าตามขั้นตอนที่เหมาะสมต่อไป” โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ กล่าว

    กระทรวงศึกษาฯ สั่งสอบข้อเท็จจริง  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/social/613006&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02wJhndCJNrBssKoYT4PPC

  • ‘เอสเอ็มอี’ ติดหล่มเศรษฐกิจ “กำไรหด-หนี้พอก” เตือนผ่าตัดใหญ่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง

    ‘เอสเอ็มอี’ ติดหล่มเศรษฐกิจ “กำไรหด-หนี้พอก” เตือนผ่าตัดใหญ่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง

    “กรุงไทย” ห่วงเศรษฐกิจไทยปี 69 เสี่ยงโตต่ำสุดรอบ 30 ปี ติดกับดักโตต่ำ ขาดเครื่องยนต์ใหม่ ชี้เศรษฐกิจไทยถึงจุดต้อง “ยกเครื่อง” ห่วงเอสเอ็มอีติดหล่มยาว กำไรหด หนี้พอก เสี่ยงตกชั้นทั้งระบบ หากไม่เร่งพลิกโครงสร้างธุรกิจ เปิดข้อมูลย้อนหลัง 15 ปีสะท้อนกำไรถดถอยทุกอุตสาหกรรม “กสิกรไทย” ชี้สินเชื่อเอสเอ็มอี หดต่อเนื่อง NPL พุ่งเกิน 7% สะท้อนเศรษฐกิจฐานรากไม่ฟื้น

    ‘เอสเอ็มอี’ ติดหล่มเศรษฐกิจ “กำไรหด-หนี้พอก” เตือนผ่าตัดใหญ่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เศรษฐกิจไทยเผชิญจุดเปราะบางครั้งสำคัญ เมื่อการคาดการณ์การเติบโตปี 2569 ถูกประเมินว่าขยายตัวเพียง 1.8% ต่ำกว่า 2% เป็นครั้งแรกรอบกว่า 30 ปี สะท้อนภาวะ “ติดหล่ม” ของเศรษฐกิจที่ขาดเครื่องยนต์ใหม่ ถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่ไทยต้องเร่ง “ยกเครื่อง” โมเดลเศรษฐกิจจริงจัง

    ดร.พชรพจน์ นันทรามาศ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ และหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ Krungthai COMPASS เปิดภาพรวมเศรษฐกิจภายใต้หัวข้อ Economic Outlook 2026 : Reinvent Thailand Strategy for a sustainable turn around” โดยมองว่า เศรษฐกิจไทยปี 2569 มีแนวโน้มเติบโตไม่ถึง 2% โดยประเมินไว้เพียง1.8%

    ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตต่ำมากในเชิงสถิติ ซึ่งต่ำสุดรอบ 30 ปี ที่ถือเป็นครั้งแรกที่ไทยเริ่มต้นปีด้วยการคาดการณ์การเติบโตต่ำกว่า 2% ไม่นับช่วงมีวิกฤติ เช่น วิกฤติโควิด

    รวมทั้งเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญสภาวะติดหล่ม การติดกับดักการเจริญเติบโตต่ำ ปัญหาพื้นฐานสำคัญคือไทยขาดเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่มานาน

    สิ่งที่น่าห่วงคือ ภาคธุรกิจเอสเอ็มอีในประเทศไทย ที่กำลังเผชิญกับความยากลำบากอย่างยิ่งในการบริหารจัดการความเสี่ยง ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่ซบเซา

    ทั้งนี้ภายใต้ โครงการReinvent Thailand ที่คำนึงทรัพยากรทั้งภาครัฐและเอกชนมีจำกัด ประเทศไทยควรเลือกโฟกัสที่ 6 อุตสาหกรรมที่มีศักยภาพการเติบโตสูง เพื่อผลักดันให้กลุ่มเหล่านี้เป็น New S-curve หรือเครื่องยนต์ใหม่ของเศรษฐกิจ

    • เร่งยกเครื่องเศรษฐกิจไทยเร่งด่วน

    ดร.ฉมาดนัย มากนวล ผู้อำนวยการฝ่าย Krungthai COMPASS กล่าวว่า ถึงเวลาที่ไทยต้อง “ยกเครื่อง” หรือปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเร่งด่วน ความท้าทายนี้เปรียบเสมือนพายุที่ถาโถมเข้ามาพร้อมกัน หรือ “Perfect Storm” จากทั้งปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก การถูกถาโถมด้วยเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก

    รวมถึงเศรษฐกิจในประเทศประสบปัญหาเชิงโครงสร้างเรื้อรัง ทั้งด้านความสามารถการแข่งขันที่ลดลงเมื่อเทียบบริบทโลกยุคใหม่ รวมถึงข้อจำกัดการดำเนินนโยบายของภาครัฐที่เผชิญความท้าทายมากขึ้น

    สัญญาณเหล่านี้สะท้อนออกมาผ่านตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจไทยต่ำกว่าระดับ 2% ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่าโมเดลเศรษฐกิจแบบเดิมอาจไม่เพียงพอ

    • SME กระดูกสันหลังติดหล่มเศรษฐกิจ

    ดร.กฤษฏิ์ ศรีปราชญ์นักวิเคราะห์ Krungthai Compass กล่าวว่า หัวใจสำคัญของเศรษฐกิจไทย คือ เอสเอ็มอี ที่เป็นกระดูกสันหลังและเครื่องจักรสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ โดยจากการศึกษาข้อมูลย้อนหลัง 15 ปี พบอยู่ภาวะ “ติดหล่ม” อย่างน่ากังวล แม้โควิดผ่านไปแต่ธุรกิจยังไม่ฟื้น 

    รวมทั้งหากย้อนดูผลประกอบการพบว่าความสามารถในการแข่งขันถูกกัดกร่อนต่อเนื่อง สะท้อนปัญหาที่อาจลึกและไม่อาจรอให้เศรษฐกิจฟื้นตัวตามรอบปกติ

    ทั้งนี้ หากดู 6 อุตสาหกรรมในโครงการ Reinvent Thailand ที่มีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจสูง เช่น อาหารและเกษตร ยานยนต์ การแพทย์และสุขภาพ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ การท่องเที่ยว การค้าส่งและค้าปลีก เนื่องจากกลุ่มนี้มีผลกระทบเศรษฐกิจวงกว้างมีรายได้รวมกันถึง 38 ล้านล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็น 64% ของรายได้ธุรกิจทั้งหมด และมีขนาดธุรกิจที่ใหญ่มาก โดยมีเอสเอ็มอีกลุ่มนี้รวมกัน 230,000 ราย และจ้างงานสูงถึง 10.6 ล้านคน

    สะท้อนว่าการจะเปลี่ยนประเทศได้ต้องเริ่มต้นจากการ Reinvent SME กลุ่มนี้ลำดับแรก

    รวมทั้งจากการศึกษาพบบริษัท 160,000 แห่งใน 6 เซกเตอร์ยุทธศาสตร์ จากอัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (ROA) หรือกำไรธุรกิจไทยลดต่อเนื่อง 15 ปี (2553-2567) ตอกย้ำปัญหาการลดลงของกำไรเป็นเรื่องที่แยกจากกันไม่ได้กับการถดถอยของเอสเอ็มอีภาพรวม

    • ธุรกิจเผชิญการ “ตกชั้น” ผลประกอบการแย่ลง

    ทั้งนี้ หากแบ่งกลุ่มธุรกิจตามประสิทธิภาพการดำเนินงานออกเป็น 5 ระดับ ตั้งแต่ดีมากไปจนถึงแย่มาก ตลอดช่วง 15 ปีที่ผ่านมา พบว่าธุรกิจ SME มีสภาวะ “ตกชั้น”อย่างเห็นได้ชัด 

    สัดส่วนของธุรกิจที่อยู่ในกลุ่ม “สีส้ม” และ “สีแดง” คือกลุ่มที่ผลประกอบการแย่และแย่มาก ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่เคยมีอยู่ 20% เมื่อ 15 ปีที่แล้ว ปัจจุบันกลับเพิ่มสูงขึ้นจนครอบคลุมกว่าครึ่งหนึ่งของธุรกิจทั้งหมดในปี 2567

    สะท้อนว่ากับดักที่ SME เผชิญอยู่ไม่ใช่เพียงปัญหาเฉพาะตัวของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่กัดกร่อนความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจทั้งระบบ

    นอกจากนี้ จากผลการศึกษาพบว่า ธุรกิจที่ต้องการการพลิกฟื้นมักจะประสบกับ 3 ปัญหาหลักที่เหมือนกันอย่างมีนัยสำคัญ 

    1.มีหนี้สะสมในระดับสูง มีภาระหนี้สินสูงกว่าทุนหลายเท่าตัว 

    2.การขาดสภาพคล่องขาดกระแสเงินสดที่เพียงพอในการหมุนเวียนธุรกิจ 

    3.อัตรากำไรขั้นต้นต่ำเป็นปัญหาที่ต้นทางของโมเดลธุรกิจ 

    ทั้งนี้ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังความสามารถในการชำระหนี้ ดังนั้นเมื่อมีกำไรที่น้อยทำให้เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันหรือ Shock ธุรกิจจะขาดทุนทันทีและต้องไปกู้หนี้มาเติมสภาพคล่องจนกลายเป็นวงจรหนี้ที่ไม่สิ้นสุด 

    สิ่งที่น่ากังวล คือปัญหาเรื่องอัตรากำไร (Margin) ต่ำคือจุดอ่อนที่สำคัญที่สุด เพราะเมื่อกำไรบาง ธุรกิจจะไม่มีเกราะป้องกันต่อความเสี่ยง เมื่อเกิดปัญหาเพียงเล็กน้อยจนทำให้ขาดทุน ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องก่อหนี้เพื่อนำเงินมาหมุนเวียน 

    สิ่งที่จะตามมาคือภาระดอกเบี้ยที่สูงขึ้นตามไปด้วย เมื่อรายได้มีจำกัดแต่ต้องแบ่งไปจ่ายดอกเบี้ยในสัดส่วนที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ธุรกิจก็จะติดอยู่ในวงจรหนี้ที่ยากจะถอนตัว หากไม่สามารถปลดล็อกเรื่องกำไรขั้นต้นได้

    • เอสเอ็มอีเผชิญหนี้สะสม-สภาพคล่องต่ำ

    ดร.ก้องภพ วงศ์แก้ว นักวิเคราะห์ Krungthai Compass กล่าวว่า สถานการณ์ของธุรกิจ SME ในประเทศไทย 2 ธีมหลักที่เป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนต่อจากนี้ คือ 

    1.การมุ่งเน้นไปที่การฟื้นฟูสุขภาพทางการเงินของ SME ซึ่งเป็นปัญหาเฉพาะหน้าและเรื้อรังที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน 

    2.การ”ผ่าตัดใหญ่”เพื่อเพิ่มความสามารถในการทำกำไรให้กับธุรกิจที่ถือเป็นเรื่องใหญ่

    ทั้งนี้ หากดูเชิงลึกของปัญหาพบเอสเอ็มอีกำลังเผชิญปัญหาสัดส่วนหนี้ต่อทุนที่อยู่ระดับสูงมาก ซึ่งสะท้อนถึงภาวะหนี้สะสมจำนวนมากและสภาพคล่องอยู่ระดับต่ำ 

    สำหรับแนวทางแก้ไขปัญหาในส่วนนี้จำเป็นต้องพึ่งพาการปรับโครงสร้างหนี้เป็นหลัก โดยที่ผ่านมาได้มีมาตรการอย่าง Soft Loan หรือการค้ำประกันสินเชื่อภายใต้โครงการ Reinvent Thailand เข้ามาช่วยตอบโจทย์และบรรเทาความเดือดร้อนในส่วนนี้ไปบ้างแล้ว

    ดังนั้นทางเลือกที่เป็นทางรอด สำหรับเอสเอ็มอี การมุ่งเพิ่มความสามารถในการทำกำไรผ่านการลงทุนในสินค้าใหม่ที่มีมูลค่าสูง การตั้งเป้าหมายกลุ่มลูกค้าที่ชัดเจนมากขึ้นโดยเฉพาะในภาคบริการ เพื่อให้ธุรกิจสามารถเพิ่มราคาสินค้าหรือบริการได้ 

    ทั้งนี้ แม้มาตรการช่วยเหลือสภาพคล่องยังจำเป็น แต่สิ่งที่จะทำให้เอสเอ็มอีพลิกฟื้นได้อย่างแท้จริงคือการโฟกัสไปที่ Margin และการยกระดับในห่วงโซ่คุณค่า ซึ่งถือเป็นทางเลือกที่มีอยู่ไม่มากนักในภาวะปัจจุบันที่เอสเอ็มอีต้องเผชิญกับอุปสรรคค่อนข้างมาก

    “สิ่งที่ห่วงคือ เอสเอ็มอี มีผลกำไรต่ำเนื่องจากส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มธุรกิจที่ขายสินค้าหรือบริการในตลาดที่มีการแข่งขันสูงมาก ทำให้ธุรกิจไม่มีอำนาจในการตั้งราคา ยิ่งธุรกิจมีขนาดเล็กเท่าใด ความสามารถในการต่อรองราคาก็ยิ่งลดน้อยลงตามไปด้วย ทางออกของปัญหาคือต้องมุ่งเน้นการเพิ่มมูลค่า การยกระดับสินค้าหรือบริการของตนเอง รวมถึงการเลือกเจาะกลุ่มตลาดที่เฉพาะเจาะจง”

    • จับตาภาวะสินเชื่อดิ่ง-หนี้เสียพุ่ง

    ดร.กาญจนาโชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทยจำกัด กล่าวว่า หากย้อนหลังไป 10 ปีก่อน หรือย้อนหลังตั้งแต่หลังโควิด-19 พบว่าการปล่อยสินเชื่อสำหรับกลุ่มเซกเมนต์ 

    ทั้งนี้ เอสเอ็มอี ไม่ได้มีทิศทางที่ดีขึ้น จากการเผชิญกับปัจจัยท้าทายตามสภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันที่สินเชื่อเอสเอ็มอี ติดลบติดต่อกันหลายปี ส่วนหนึ่งจากการทยอยชำระคืนหนี้ และความเข้มงวดของสถาบันการเงินที่ต้องพิจารณาปล่อยสินเชื่อตามศักยภาพที่แท้จริงของผู้กู้ โดยดูจากเครดิตและความเสี่ยงเป็นหลัก 

    และประการสุดท้ายคือ ตัวผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเองที่ไม่ได้มีความต้องการเบิกใช้สินเชื่อจำนวนมากเหมือนเมื่อก่อน

    โดยพบว่าเอสเอ็มอี แม้จะยังมีความต้องการเงินทุน แต่ก็มีความระมัดระวังในการกู้ยืมสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากภาพรวมเศรษฐกิจในปัจจุบันไม่เอื้ออำนวยให้เกิดการขยายตัวของธุรกิจ ทำให้สินเชื่อเอสเอ็มอี ติดลบแม้จะมีความพยายามจากภาครัฐหรือสถาบันการเงินในการผลักดันกลไกการปล่อยสินเชื่อใหม่ๆ เช่นผ่านมาตรการ Credit Boost เพื่อช่วยเหลือกลุ่มที่มีโอกาสก็ตาม

    “ภาพรวมสินเชื่อในปีนี้ สถานการณ์ยังคงไม่สู้ดีนัก สินเชื่ออาจติดลบถึง 0.4% ขณะที่ธุรกิจ เอสเอ็มอี ยังคงเป็นเซกเมนต์ที่ตัวเลขการเติบโตของสินเชื่อติดลบอย่างต่อเนื่อง สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อและการหดตัวของพอร์ตสินเชื่อเอสเอ็มอี ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างยั่งยืน และธุรกิจขนาดเล็กยังคงเผชิญกับความยากลำบากในการขยายตัว”

    • สัดส่วนหนี้เสียเอสเอ็มอีสูงกว่าภาพรวม

    หากดูปัญหาหนี้เสีย หรือ NPL ของเอสเอ็มอี เป็นเรื่องที่น่ากังวลต่อเนื่อง เนื่องจากสัมพันธ์กับความต่อเนื่องของเศรษฐกิจที่เผชิญกับปัญหาที่ถาโถมเข้ามาสลับไปมา ทำให้การฟื้นตัวขาดความต่อเนื่อง ส่งผลให้ตัวเลข NPL ของเอสเอ็มอีทยอยปรับตัวสูงขึ้นในช่วงไม่กี่ไตรมาสที่ผ่านมา

    โดยหากพิจารณาในภาพรวม NPL ในกลุ่มเอสเอ็มอี ถือว่ามีสัดส่วนที่สูงกว่าสินเชื่อประเภทอื่นและสูงกว่าภาพรวมของตลาด สะท้อนว่ากลุ่มนี้เป็นปัญหาที่รอการแก้ไข จากการเผชิญกับปัญหา NPL เรื้อรังมาอย่างยาวนาน ทั้งก่อนหน้าโควิดและต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

    “การมองภาพหลังยุคโควิดจะเห็นว่า ในปัจจุบัน สัดส่วน NPL ของเอสเอ็มอีได้ก้าวเข้าสู่โซนที่ สูงกว่า 7% ไปแล้ว ตัวเลขนี้สะท้อนถึงคุณภาพสินเชื่อที่ถดถอยลง และเป็นสัญญาณเตือนว่าผู้ประกอบการจำนวนมากกำลังอยู่ในสภาวะที่ไม่สามารถแบกรับภาระหนี้ได้อีกต่อไป ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1219630&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3kv4MLeyqYgCjwXZm2RNAb

  • สนค.แนะแก้โจทย์ให้ตรงจุด ตัวเลขเศรษฐกิจฟื้นทำไมคนไทยยังไม่หายจน

    สนค.แนะแก้โจทย์ให้ตรงจุด ตัวเลขเศรษฐกิจฟื้นทำไมคนไทยยังไม่หายจน

    สนค.แนะแก้โจทย์ให้ตรงจุด ตัวเลขเศรษฐกิจฟื้นทำไมคนไทยยังไม่หายจน

    Date Time: 4 ก.พ. 2569 07:00 น.

    Summary

    สนค.เผย แม้เศรษฐกิจ ส่งออกดีขึ้น แต่ยังไม่สะท้อนคุณภาพชีวิตของคนไทยแท้จริง เหตุค่าครองชีพสูง รายได้ และกำลังซื้อเปราะบาง เสนอปรับโครงสร้างการค้า 3 มิติ

    Latest


    นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กล่าวงานเสวนา Trade Talk ครบรอบ 11 ปี สนค. หัวข้อ “เศรษฐกิจไทย 69: ปรับโครงสร้าง วางอนาคตทั่วถึง” ว่า เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันสะท้อนสัญญาณที่น่าสนใจ เพราะแม้ตัวเลขทางเศรษฐกิจดีขึ้น  อัตราเงินเฟ้อปี 68 ต่ำที่ติดลบ  0.14%  และการส่งออกเติบโตถึง 12.9% มูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์กว่า 11.1 ล้านล้านบาท แต่ประชาชนยังรู้สึกถึงภาวะค่าครองชีพสูง รายได้ไม่มั่นคง และกำลังซื้อยังเปราะบาง สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ตัวเลขเศรษฐกิจยังไม่ตอบโจทย์คุณภาพชีวิตได้อย่างแท้จริง เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจไทยยังขาดการเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะระหว่างราคา รายได้ และโอกาสทางเศรษฐกิจของประชาชน

    “แม้การส่งออกไทยเติบโตโดดเด่น แต่ผลประโยชน์ยังกระจุกตัวอยู่กับผู้ส่งออกรายใหญ่ในไม่กี่จังหวัด ขณะที่ SMEs อยู่รอดต่ำ สนค. จึงเสนอแนวคิด Harmonizing Trade เพื่อประสานพลังระหว่างผู้ประกอบการรายใหญ่และรายย่อยผ่านการปรับโครงสร้างการค้าใน 3 มิติ ได้แก่ การปรับสมดุลโครงสร้างสินค้า การส่งเสริมสินค้าที่สร้างโอกาสให้ SMEs และการกระจายผลประโยชนไปสู่ทุกภูมิภาค เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ห่วงโซ่การค้าไทยอย่างยั่งยืน” 

    ยกตัวอยาง เช่น ในด้านฐานรากของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคเกษตร จำเป็นต้องสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า อย่างข้าว  ต้องมุ่งเน้นข้าวมูลค่าสูง เช่น “ข้าวประณีต” โดยนำเทคโนโลยี AI และ Big Data มาวิเคราะห์ศักยภาพตลาดและกำหนดกลยุทธ์การค้าข้าวอย่างแม่นยำ ซึ่งจะช่วยให้การผลิตและส่งออกสอดคล้องกับความต้องการของโลก ส่วนภาคบริการที่ยังเผชิญความท้าทายจากความเหลื่อมล้ำและการกระจุกตัวของรายได้ สนค. เสนอแนวทางการพัฒนาผ่านการสร้างเครือข่าย SMEs Network ลดต้นทุนด้วยการใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2911922&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29qZoIDKccqut6co7cSlX_