Blog

  • กาฬสินธุ์ลุยประชาคมหาดแคนคำ แลนด์มาร์คท่องเที่ยวสหัสขันธ์

    กาฬสินธุ์ลุยประชาคมหาดแคนคำ แลนด์มาร์คท่องเที่ยวสหัสขันธ์

    ภูมิภาค

    กาฬสินธุ์ลุยประชาคมหาดแคนคำ แลนด์มาร์คท่องเที่ยวสหัสขันธ์

    วันพุธ ที่ 04 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.10 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ที่ศาลาประชาคมบ้านตาดงเค็ง  ตำบลนิคม อำเภอสหัสขันธ์ จังหวัดกาฬสินธุ์  นางสาวกัญญาภัค  แจ่มใส  นายอำเภอสหัสขันธ์  เป็นประธานในการเปิดเวทีรับฟังควาคิดเห็น โครงการพัฒนาพื้นที่และปรับปรุงภูมิทัศน์แหล่งท่องเที่ยวหาดแคนคำ  โดย นายวิจิตร  งามชื่น  โยธาธิการและผังเมือง จ.กาฬสินธุ์  ได้เสนอข้อมูลและแบบแปลนในการพัฒนาพื้นที่ จากพื้นที่สาธารณะรกร้างริมเขื่อนลำปาว ให้เป็นจุดแลนมาร์คแห่งใหม่ของชาวกาฬสินธุ์ และนักท่องเที่ยว  โดยมี  นายวิญญู  ขันผง  นายกเทศมนตรีต.นิคม  นางอรวิภา แก้วยิ่ง ปลัดเทศบาลตำบลนิคม  และชาวบ้านผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่ตำบลนิคมและใกล้เคียงร่วมให้ข้อความคิดเห็นก่อนลงประชาคม มีมติเห็นชอบ ให้ดำเนินการตามโครงการ

    นายวิจิตร  งามชื่น  โยธาธิการและผังเมือง จ.กาฬสินธุ์   กล่าวว่า  โครงการพัฒนาและปรับปรุงภูมิทัศน์แหล่งท่องเที่ยวหาดแคนคำ  เป็นงบประมาณต่อเนื่อง 3 ปี งบประมาณกว่า 55 ล้านบาท โดยทางกายภาพบริเวณหาดแคนคำ เนื้อที่กว่า 26 ไร่  ติดกับเขื่อนลำปาว มองเห็นสะพานเทพสุดาระยะไกลได้อย่างสวยงาม  ในการออกแบบเพื่อพัฒนาพื้นที่ได้เน้นการสร้างภูมิทัศน์ที่สวยงาม เป็นทั้งสวนสาธารณะ สถานที่ออกกำลังกาย ลานจุดชมวิว และลานกิจกรรมกลางแจ้งที่จะสามารถต่อยอดเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ในอนาคต 

    นางสาวกัญญาภัค  แจ่มใส  นายอำเภอสหัสขันธ์  กล่าวว่า  งบประมาณได้รับแล้วแต่ติดปัญหาการลงมือก่อสร้างที่ยังไม่สามารถส่งมอบพื้นที่ให้กับผู้รับจ้างได้ เนื่องจากปัญหาของการขออนุญาตกาใช้พื้นที่  ด้วยเพราะหาดแคนคำ เป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าลำปาว โดยการขออนุญาตยังติดปัญหาขั้นตอนยังล่าช้า ซึ่งทางผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ โดยนายสุวรรธณ์  เข็มธนเพชร ได้กำชับในเร่งดำเนินการในการขออนุญาตใช้พื้นที่และสอบถามถึงความคืบหน้า   เนื่องจากโครงการนี้ฯ เป็นโครงการที่ดีที่จะต่อยอดการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับชาวบ้าน ด้านการท่องเที่ยวที่จะทำให้ความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนดีขึ้น

    ด้านนายวิญญู ขันผง  นายกเทศมนตรีตำบลนิคม  กล่าวว่า  ในการพัฒนาพื้นที่ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตรการพัฒนาอำเภอสหัสขันธ์ และจังหวัดกาฬสินธุ์ ทางเทศบาลตำบลนิคมจึงได้จัดทำโครงการเพื่อเสนอของบประมาณ ผ่านทางกรมโยธาธิการและผังเมือง  จนได้มีการออกแบบอย่างสวยงาม โดยขออนุญาตใช้พื้นที่กับทางธนารักษ์ และชลประทานเรียบร้อยเหลือเพียงแต่ พื้นที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าลำปาว ที่ยังไม่ได้รับอนุยาติ ถึงแม้ว่าจะขออนุญาตไปแล้ว  แต่ยังล่าช้า กระทั่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้สั่งการและประสานไปยังหน่วยงานที่เกียวข้อม จึงได้ทำประชาคมขึ้นมา  ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดี  พี่น้องชาวตำบลนิคม มีความยินดีและต้องการให้ดำเนินโครงการพัฒนาและประปรับปรุงภูมิทัศน์แหล่งท่องเที่ยวหาดแคนคำ  ส่วนนี้ต้องขอขอบคุณทุกฝ่ายที่ร่วมมือจนทำให้การทำงานสำเร็จไปอีก 1 ขั้น

    สำหรับหาดแคนคำ เป็นพื้นที่สาธารณะของตำบลนิคม  มีทัศนียภาพที่สวยงาม ติดกับเขื่อนลำปาว ในอดีตมีการสร้างปรับปรุงและถมพื้นที่เพื่อให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว ควบคู่กับแหลมโนนวิเศษ แต่ไม่ได้รับการส่งเสริมและพัฒนา และถูกปล่อยทิ้งร้างมาอย่างยาวนาน
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/464848&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vi7Nkha2zkgySxo3I4TbV

  • กระทรวงวัฒนธรรม ปูพรมเส้นทางท่องเที่ยวสายมูภาคเหนือ นำร่องทดสอบเส้นทาง “สักการะพระธาตุ” (เชียงใหม่-ลำพูน-ลำปาง) มุ่งเปลี่ยนทุนวัฒนธรรมเป็นรายได้ที่ยั่งยืนสู่เศรษฐกิจฐานราก

    กระทรวงวัฒนธรรม ปูพรมเส้นทางท่องเที่ยวสายมูภาคเหนือ นำร่องทดสอบเส้นทาง “สักการะพระธาตุ” (เชียงใหม่-ลำพูน-ลำปาง) มุ่งเปลี่ยนทุนวัฒนธรรมเป็นรายได้ที่ยั่งยืนสู่เศรษฐกิจฐานราก

    กระทรวงวัฒนธรรม ปูพรมเส้นทางท่องเที่ยวสายมูภาคเหนือ นำร่องทดสอบเส้นทาง “สักการะพระธาตุ” (เชียงใหม่-ลำพูน-ลำปาง) มุ่งเปลี่ยนทุนวัฒนธรรมเป็นรายได้ที่ยั่งยืนสู่เศรษฐกิจฐานราก


    4/02/2569 | 66 |

    กระทรวงวัฒนธรรม บูรณาการภาคีเครือข่ายรุกขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจวัฒนธรรม จัดกิจกรรม Faith Soul Thailand ลงพื้นที่เปิดประสบการณ์และทดสอบเส้นทางท่องเที่ยวเชิงคุณภาพภายใต้ธีม “สักการะพระธาตุ” นำร่องในพื้นที่ภาคเหนือเชื่อมโยง 3 จังหวัด ระหว่างวันที่ 30 มกราคม – 1 กุมภาพันธ์ 2569 โดยมี นายเจษฎา ชีวะวิชวาลกุล ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม พร้อมคณะผู้บริหาร วัฒนธรรมจังหวัด สื่อมวลชน อาทิ ไทยรัฐ เดลินิวส์ มติชน อัมรินทร์ TV รายการซุปตาร์พาตะลุย The People Show และทัพอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง อาทิ ซัน ประชากร, อายจิงจิง, ลูกพีช Channel, อ้ายติ๊ก บะดาย, CM 108 ร่วมลงพื้นที่เพื่อประเมินศักยภาพและถอดบทเรียนการยกระดับทุนวัฒนธรรมสู่สากล

    สำหรับการลงพื้นที่เปิดประสบการณ์ในครั้งนี้ คณะได้สัมผัสกับความเป็นสิริมงคลและความงดงามของเส้นทางที่ร้อยเรียงเรื่องราวพุทธศิลป์และวิถีชีวิตชาวล้านนาไว้อย่างไร้รอยต่อ โดยเริ่มต้นที่ จังหวัดเชียงใหม่ ด้วยการกราบนมัสการอนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย ตนบุญแห่งล้านนา ก่อนจะเดินทางสู่ความเงียบสงบของวัดผาลาดที่ซ่อนตัวอยู่กลางผืนป่าดอยสุเทพ และมุ่งหน้าสู่จุดหมายปลายทางสูงสุด ณ วัดพระบรมธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร เพื่อร่วมพิธีห่มผ้าพระธาตุอันศักดิ์สิทธิ์ ศึกษาประวัติศาสตร์และโบราณสถานสมัยพญากือนาวัดอุโมงค์ ชมวัดศรีสุพรรณอุโบสถเงินและศึกษาการสืบสานภูมิปัญญาช่างเครื่องเงินท้องถิ่นย่านวัวลาย สกายวอล์ควัดดอยติ 

    จากนั้น คณะได้เดินทางต่อเนื่องสู่จังหวัดลำพูน เพื่อซึมซับประวัติศาสตร์แห่งนครหริภุญชัย ณ วัดพระธาตุหริภุญชัย วรมหาวิหาร ร่วมกันบวงสรวงอนุสาวรีย์พระนางจามเทวี พร้อมสัมผัสความประณีตของภูมิปัญญาการทอผ้าฝ้ายแบบดั้งเดิมหมู่บ้านหัตถกรรมดอนหลวง Work Shop ผ้ามัดย้อมสีธรรมชาติ ชมความงามผ้าไหมยกดอกอันเป็นอัตลักษณ์ ณ สถาบันผ้าทอมือหริภุญชัย สุดประทับใจกับศิลปะการแสดงหาชมได้ยาก ณ โบราณสถานกู่ช้าง ศึกษาประวัติศาสตร์และความเชื่อท้องถิ่น และเช็กอินความคลาสสิกของสะพานขาวทาชมภู ก่อนจะเดินทางเข้าสู่จังหวัดลำปาง เพื่อย้อนรอยอดีตผ่านสถาปัตยกรรมสไตล์โคโลเนียล ณ บ้านพระยาสุเรนทร์ และสัมผัสสีสันของย่านเศรษฐกิจชุมชน ณ กาดกองต้า โดยมีไฮไลต์สำคัญคือ การเข้าสู่ใจกลางศรัทธา ณ วัดพระธาตุลำปางหลวง เพื่อชมเงาพระธาตุกลับหัวและสถาปัตยกรรมไม้ที่สมบูรณ์ที่สุด ปิดท้ายด้วยการเยี่ยมชมหอศิลป์เสรี (SERI ART GALLERY) ตื่นตากับงานปูนปั้นยักษ์ 3,000 ตน ณ วัดศรีล้อม สักการะวัดพระแก้วดอนเต้าสุชาดาราม และนั่งรถม้าสัมผัสเสน่ห์วิถีบ้านไม้สักโบราณในชุมชนท่ามะโอ ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่สร้างความประทับใจและพลังศรัทธาอย่างสูงสุด

    การจัดโครงการในครั้งนี้ นับเป็นการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ปรับเปลี่ยนบทบาทกระทรวงวัฒนธรรมสู่ “กระทรวงเศรษฐกิจวัฒนธรรม” โดยใช้กระบวนการวิจัยและพัฒนา (R&D) เพื่อเปลี่ยนทุนทางวัฒนธรรมให้เป็นสินค้าทางการท่องเที่ยวที่มีความพร้อมในการจำหน่ายอย่างแท้จริง มุ่งเน้นการแก้ปัญหาที่พบจริงจากการทดสอบเส้นทาง เช่น การยกระดับการเล่าเรื่อง (Storytelling) ให้มีเสน่ห์ และการพัฒนาประสบการณ์ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมให้มีความร่วมสมัย เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่ม Gen Y-Z และกลุ่มสายมูวัยทำงาน รวมถึงการบูรณาการข้อมูลร่วมกับภาคเอกชนเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและรายได้ที่ยั่งยืนกลับคืนสู่เศรษฐกิจฐานราก

    ทั้งนี้ ข้อมูลจากการถอดบทเรียนการลงพื้นที่ทดสอบเส้นทางสักการะพระธาตุทั้งหมดจะถูกนำไปพัฒนาคุณภาพของเส้นทางท่องเที่ยวให้สมบูรณ์และได้มาตรฐาน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและแรงดึงดูดใจให้นักท่องเที่ยวมาสัมผัสล้านนาในมุมมองใหม่ ก่อนที่จะเปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวอย่างเป็นทางการต่อไป

    ที่มา : https://www.thaigov.go.th/th/news/161334


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/472875&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1P2fIoy215kS3r5Ab-O-AU

  • ครม. อนุมัติร่างกฎกระทรวงนำเข้าสุรา ลดขั้นตอน เพิ่มประสิทธิภาพจัดเก็บภาษี ส่งเสริมการท่องเที่ยว

    ครม. อนุมัติร่างกฎกระทรวงนำเข้าสุรา ลดขั้นตอน เพิ่มประสิทธิภาพจัดเก็บภาษี ส่งเสริมการท่องเที่ยว

    ครม. อนุมัติร่างกฎกระทรวงนำเข้าสุรา ลดขั้นตอน เพิ่มประสิทธิภาพจัดเก็บภาษี ส่งเสริมการท่องเที่ยว


    4/02/2569 | 157 |

    📌 บทสรุป
    คณะรัฐมนตรี อนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงการอนุญาตนำสุราเข้ามาในราชอาณาจักร (ฉบับที่ …) พ.ศ. … ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมจากกฎกระทรวงการอนุญาตนำสุราเข้ามาในราชอาณาจักร (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2562 ที่มีข้อจำกัดบางประการที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ โดยแก้ไขใน 4 ประเด็น ดังนี้ (1) แก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับใบอนุญาตนำสุราเข้ามาในราชอาณาจักรประเภทที่ 5 (2) ยกเลิกหลักเกณฑ์เกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้ที่ประสงค์จะขอใบอนุญาตนำสุราเข้ามาในราชอาณาจักรประเภทที่ 1 (3) เพิ่มช่องทางการยื่นคำขอใบอนุญาตนำสุราเข้ามาในราชอาณาจักรผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ และ (4) ยกเลิกขั้นตอนเกี่ยวกับการอนุมัติฉลากปิดภาชนะบรรจุสุราที่จะนำเข้ามาในราชอาณาจักรในกรณีผู้ประสงค์จะขอใบอนุญาตประเภทที่ 1 ทั้งนี้ร่างกฎกระทรวงไม่ได้เป็นการปรับลดอัตราภาษีหรือยกเว้นภาษี และฐานภาษียังคงอยู่ในระดับเดิม จึงไม่กระทบต่อรายได้ภาษีสรรพสามิตสินค้าสุรา อีกทั้งยังช่วยลดขั้นตอนเพิ่มความสะดวกแก่ผู้นำเข้า ซึ่งจะช่วยผลักดันและสนับสนุนมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวที่มุ่งเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับการท่องเที่ยว สร้างแรงจูงใจให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยของนักท่องเที่ยว

    📌 รายละเอียด 
    (3 ม.ค. 69) คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงการอนุญาตนำสุราเข้ามาในราชอาณาจักร (ฉบับที่ …) พ.ศ. … ตามที่กระทรวงการคลัง เสนอ ซึ่งเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวงการอนุญาตนำสุราเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ. 2560 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวงการอนุญาตนำสุราเข้ามาในราชอาณาจักร (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2562 ซึ่งกฎกระทรวงดังกล่าว มีข้อจำกัดบางประการที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจและส่งผลกระทบต่อการบริหารการจัดเก็บภาษีภายใต้ระบบใบอนุญาต ดังนั้น เพื่อเป็นการลดขั้นตอนการพิจารณาและการอำนวยความสะดวกแก่ผู้นำเข้าในการขออนุญาตนำสุราเข้ามาในราชอาณาจักร ลดข้อจำกัดทางกฎหมายที่เป็นอุปสรรคและเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของการแข่งขันในทางธุรกิจ รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพในการกำกับควบคุมการจัดเก็บภาษีสุราที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรภายใต้ระบบใบอนุญาตโดยการปรับปรุงกฎหมายและนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งจะช่วยผลักดันและสนับสนุนมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวที่มุ่งเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับการท่องเที่ยว สร้างแรงจูงใจให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยของนักท่องเที่ยว ตลอดจนเป็นการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี (28 พฤศจิกายน 2566) กระทรวงการคลัง โดยกรมสรรพสามิต จึงได้ยกร่างกฎกระทรวงดังกล่าวขึ้น โดยมีสาระสำคัญใน 4 ประเด็น ดังนี้

    1. แก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับใบอนุญาตนำสุราเข้ามาในราชอาณาจักรประเภทที่ 5 ทั้งนี้ ในเบื้องต้นกรมสรรพสามิตจะประกาศกำหนดใบอนุญาตประเภทที่ 5 เช่น ใบอนุญาตนำสุราเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อส่งออกนอกราชอาณาจักร ใบอนุญาตนำสุราเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบหรือส่วนประกอบในการอุตสาหกรรมอื่นที่มิใช่สุรา ใบอนุญาตนำสุราเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อเป็นตัวอย่างสินค้าหรือมิใช่เพื่อการค้าหรือเพื่อบริโภคครั้งละไม่เกิน 200 ลิตร และใบอนุญาตนำสุราเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งเป็นสุราสามทับ (สุราที่มีแรงแอลกอฮอล์ตั้งแต่ 80 ดีกรีขึ้นไป) เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมเอทิลีนที่ผลิตจากพืช

    2. ยกเลิกหลักเกณฑ์เกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้ที่ประสงค์จะขอใบอนุญาตนำสุราเข้ามาในราชอาณาจักรประเภทที่ 1 โดยไม่จำเป็นต้องเป็นตัวแทนขายสุราที่จะนำเข้ามาในราชอาณาจักรแต่เพียงผู้เดียว (Sole Agent) และกำหนดข้อยกเว้นให้อธิบดีกรมสรรพสามิตมีอำนาจกำหนดให้ผู้ประสงค์จะขอใบอนุญาตประเภทที่หนึ่งต้องเป็นตัวแทนขายสุราที่จะนำเข้ามาในราชอาณาจักรแต่เพียงผู้เดียวก็ได้ เนื่องจากในระยะแรกกรมสรรพสามิตจะกำหนดให้เฉพาะการนำเข้าสุราแช่ชนิดไวน์และสปาร์กลิ้งไวน์เท่านั้น ประกอบกับปัจจุบันกรมสรรพสามิตได้ใช้ระบบตรวจสอบข้อมูลสุรานำเข้าเพื่อประเมินมูลค่าและควบคุมการจัดเก็บภาษีเป็นเครื่องมือในการบริหารการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตสินค้าสุรา ซึ่งมีสุราแช่ชนิดไวน์และสปาร์กลิ้งไวน์เป็นสินค้านำร่องจึงสามารถตรวจสอบราคาเบื้องต้นของสุราแช่ชนิดไวน์และสปาร์กลิ้งไวน์เทียบกับราคาของแหล่งผลิตได้จากราคาอ้างอิงในระบบฐานข้อมูลฯ และสามารถตรวจสอบราคาขายปลีกจริงของสุราแช่ชนิดไวน์และสปาร์กลิ้งไวน์ที่มีการนำเข้าแต่ละรายได้ด้วย นอกจากนี้ ระบบตรวจสอบข้อมูลฯ ยังสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการตรวจสอบเพื่อลดการลักลอบนำเข้าสินค้าที่มิชอบด้วยกฎหมาย และส่งเสริมให้ผู้ประกอบการที่อาจยังไม่อยู่ในระบบภาษีให้เข้ามาอยู่ในระบบควบคุมทางสรรพสามิตได้ตามกฎหมาย

    3. เพิ่มช่องทางการยื่นคำขอใบอนุญาตนำสุราเข้ามาในราชอาณาจักรผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยสามารถยื่นคำขอใบอนุญาตนำสุราเข้ามาในราชอาณาจักรได้ ณ สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่หรือสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่สาขาแห่งท้องที่ที่สำนักงานศุลกากรหรือด่านศุลกากรที่จะปฏิบัติพิธีการตรวจปล่อยสินค้าตั้งอยู่หรือทางระบบอิเล็กทรอนิกส์

    4. ยกเลิกขั้นตอนเกี่ยวกับการอนุมัติฉลากปิดภาชนะบรรจุสุราที่จะนำเข้ามาในราชอาณาจักร ในกรณีผู้ประสงค์จะขอใบอนุญาตประเภทที่ 1 เพื่อลดขั้นตอนการพิจารณาอนุมัติเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ผู้นำเข้า ร่างกฎกระทรวงในเรื่องนี้ไม่ได้เป็นการทำให้ภาครัฐสูญเสียรายได้ เนื่องจากเป็นการปรับปรุงหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามกฎหมายเกี่ยวกับการนำสุราเข้ามาในราชอาณาจักร มิได้เป็นการปรับลดอัตราภาษีหรือยกเว้นภาษีและฐานภาษียังคงอยู่ในระดับเดิม จึงไม่กระทบต่อรายได้ภาษีสรรพสามิตสินค้าสุรา

    กระทรวงการคลัง โดยกรมสรรพสามิต ได้ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างกฎกระทรวงดังกล่าวแล้ว ประกอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงอุตสาหกรรม และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติพิจารณาแล้ว เห็นชอบในหลักการของร่างกฎกระทรวงดังกล่าว โดยกระทรวงอุตสาหกรรมเห็นว่า การบังคับใช้กฎกระทรวงดังกล่าวควรเป็นไปอย่างเสมอภาคและเป็นธรรม เพื่อมิให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน และผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเห็นว่า ควรมอบหมายให้กระทรวงการคลังติดตามประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายฉบับดังกล่าว ทั้งในแง่ของการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บรายได้ภาษีสรรพสามิตสุรา และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับภาคการท่องเที่ยว รวมถึงผลประโยชน์ต่อเศรษฐกิจในภาพรวม


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/472789&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw39qLssLO0S27Zcu-FLKpBV

  • จี้! รัฐฯ เร่งฟื้นโครงสร้างเศรษฐกิจ-สร้างความเชื่อมั่น

    จี้! รัฐฯ เร่งฟื้นโครงสร้างเศรษฐกิจ-สร้างความเชื่อมั่น

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ว่า ปัจจัยเสี่ยงสำคัญของเศรษฐกิจโลกในปี 2569 ยังคงมาจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลให้ตลาดการเงินโลกผันผวน โดยเฉพาะค่าเงินและราคาทองคำ ทั้งนี้ มาตรการภาษีของสหรัฐฯ ในปีนี้ ยังมีสินค้าอย่างน้อย 9 รายการที่อยู่ในข่ายถูกจัดเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติม

    ภาพจาก : กกร.
    จี้! รัฐฯ เร่งฟื้นโครงสร้างเศรษฐกิจ-สร้างความเชื่อมั่น

    คิดเป็นมูลค่าการส่งออกไปสหรัฐฯ ราว 4.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 63% ของมูลค่าการส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ในปี 2568 โดยเฉพาะสินค้าเซมิคอนดักเตอร์ที่มีการขยายตัวสูงถึง 53% ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อภาคการส่งออกของไทยในระยะถัดไป

    กกร. มีความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ที่อาจขยายตัวต่ำกว่า 2% โดยยังคงประมาณการ GDP ไทยจะเติบโตในกรอบ 1.6-2.0% ขณะที่การส่งออก แม้ในปี 2568 จะขยายตัวได้ถึง 12.9% แต่ในปี 2569 มีแนวโน้มกลับมาติดลบในช่วง -1.5 ถึง -0.5% ส่วนอัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะอยู่ในระดับต่ำที่ 0.2-0.7%

    รวมถึงยังมีความกังวลความเสี่ยงเพิ่มเติมจากการจัดทำงบประมาณปี 2570 ที่อาจล่าช้า โดยล่าสุด สศค. คาดการณ์การใช้จ่ายภาครัฐจะลดลงจากปีก่อนหน้า โดยเฉพาะด้านการลงทุน ขณะที่ ข้อมูลจากกรมบัญชีกลาง ณวันที่ 31 มกราคม 2569 ระบุว่ามีการเบิกจ่ายงบลงทุนแล้ว จำนวน 176,655 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 21.57 ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมาย ณ สิ้นเดือนมกราคม 2569 ที่กำหนดไว้ร้อยละ 26 สะท้อนถึงความล่าช้าในการดำเนินโครงการลงทุนภาครัฐ 

    “หากการเบิกจ่ายงบประมาณล่าช้า ไม่เป็นไปตามไทม์ไลน์ที่วางไว้ ก็มีความกังวลว่า จะทำให้มีงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจ หยุดชะงัก” 

    ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนมุ่งหวังให้การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองหลังการเลือกตั้งเป็นไปอย่างราบรื่น เพื่อให้การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมีความต่อเนื่อง โดยแสดงความกังวลต่อนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองส่วนใหญ่ ที่มักเน้นนโยบายประชานิยมและการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ซึ่งใช้งบประมาณจำนวนมาก มากกว่าการลงทุนเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว รวมถึงยังขาดนโยบายในการสร้างรายได้ให้ประเทศอย่างเป็นระบบและยั่งยืน

    นอกจากนี้ พรรคการเมืองควรตระหนักถึงข้อจำกัดด้านพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) เนื่องจากระดับหนี้สาธารณะที่ปรับตัวสูงขึ้น โดย ณ เดือนธันวาคม 2568 หนี้สาธารณะคงค้างอยู่ที่ 12.45 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 66.09 ต่อ GDP ซึ่งเข้าใกล้กรอบวินัยการคลังที่กฎหมายกำหนดไว้ไม่เกินร้อยละ 70 ต่อ GDP ส่งผลให้การกำหนดนโยบายด้านการใช้จ่ายมีข้อจำกัดมากขึ้น

    กกร.จึงเห็นว่า การกำหนดนโยบายเศรษฐกิจในระยะต่อไปควรให้ความสำคัญกับการวางยุทธศาสตร์การเติบโตในระยะยาว ควบคู่กับการใช้ทรัพยากรทางการคลังอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมุ่งเสริมสร้างฐานรายได้ใหม่ให้ประเทศ ผ่านการเพิ่มผลิตภาพของภาคการผลิต การยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลอดจนการสร้างระบบเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพ รองรับความผันผวนในอนาคต และเติบโตได้อย่างมั่นคง สมดุล และยั่งยืน สอดคล้องกับแนวคิด Reinvent Thailand

    สำหรับนโยบายเร่งด่วนที่อยากให้รัฐบาลใหม่ดำเนินการภายใน 100 วันแรก ได้แก่ การแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนที่กดดันกำลังซื้อ / การรับมือสินค้าต่างประเทศที่ทะลักเข้ามากระทบผู้ประกอบการ SMEs / ปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่า / ปัญหาทุนเทาและคอร์รัปชัน / การปรับโครงสร้างภาคอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจ รวมถึงการเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ตลอดจนการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ ซึ่งแม้ขณะนี้ไทยถูกจัดเก็บภาษีในอัตรา 19% แต่ยังมีความเสี่ยงจากสินค้า 9 รายการที่อาจถูกเก็บภาษีเพิ่มเติม

    อย่างไรก็ดี ภาคเอกชนยังอยากเห็นการจัดตั้งรัฐบาลและคณะรัฐมนตรีที่คัดเลือกบุคคลซึ่งมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และความสามารถเฉพาะด้าน เข้ามาขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย พร้อมเห็นว่านโยบายที่ดีและมีอยู่แล้วควรดำเนินการต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้การกระตุ้นเศรษฐกิจสะดุด

    นอกจากนี้ กรณีที่สื่อต่างประเทศ บอกว่าไทยเป็น “Sick Man Of Asia” ในส่วนของเอกชนก็มองว่า ต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันยังไม่อยู่ในภาวะแข็งแรง และกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน โดยเปรียบเทียบสถานการณ์เศรษฐกิจไทยเหมือนคนที่ไม่สบาย ทั้งกายและใจ ซึ่งย่อมสะท้อนออกมาทางสีหน้าและพฤติกรรม 

    จากเดิมที่ไทยเคยถูกมองว่าเป็นประเทศที่มีเสน่ห์ ดูดีในสายตาต่างชาติ แต่ในช่วงเวลาสั้น ๆ กลับถูกมองเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ขณะที่ บางประเทศในภูมิภาค เช่น เวียดนาม ซึ่งในอดีตเคยติดตามและเรียนรู้จากไทย วันนี้กลับถูกมองว่ามีภาพลักษณ์ที่โดดเด่นและน่าสนใจมากขึ้น ทั้งนี้ สาเหตุสำคัญมาจากภาวะเศรษฐกิจของประเทศเหล่านั้นที่เติบโตดี ประชาชนมีความมั่นคง ไม่ต้องเผชิญความกังวลเรื่องการตกงาน ค่าครองชีพสูง หรือ รายได้ไม่เพียงพอ ซึ่งความรู้สึกของประชาชนเหล่านี้สะท้อนออกมาในตัวเลขเศรษฐกิจ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)

    ดังนั้น การที่ไทยถูกตั้งฉายาในลักษณะดังกล่าว ถือเป็นสัญญาณเตือนสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องตระหนัก และเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจให้กลับมาแข็งแรงโดยเร็ว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งประชาชนและนักลงทุนอีกครั้ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/267645&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2EdFn-5G-ldgdrdlu6es7y

  • จากเสือเศรษฐกิจ ไทยกลายเป็น ‘ผู้ป่วยแห่งเอเชีย’ เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร

    จากเสือเศรษฐกิจ ไทยกลายเป็น ‘ผู้ป่วยแห่งเอเชีย’ เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร

    ประเทศไทยกลายเป็น ‘ผู้ป่วย’ แห่งเอเชียได้อย่างไร?

    The Financial Times สำนักข่าวเศรษฐกิจอังกฤษ รายงานบทวิเคราะห์ ‘How Thailand became the ‘sick man’ of Asia’ ว่า ครั้งหนึ่งไทยเคยเป็นเสือเศรษฐกิจระดับภูมิภาค หรือ เสือแห่งเอเชีย ที่มีการเติบโตสองหลัก (Double digit) แต่ปัจจุบันเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลัก ทั้งการบริโภค การผลิต และภาคการท่องเที่ยว ทั้งหมดกำลังอยู่ในช่วง ‘ขาลง’

    เช่นเดียวกับคนไทยหลายล้านคน The Financial Times สัมภาษณ์ ทิพย์วิมล วานิชถาพันธ์ ผู้ประกอบการวัย 57 ปี เดินทางมายังกรุงเทพฯ เพื่อหางานที่ดีกว่าเลี้ยงดูครอบครัว ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา เธอเปิดร้านอาหารเล็กๆ ให้บริการพนักงานออฟฟิศ

    แต่ขณะนี้ยอดขายลดลงถึงสองในสามในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทำให้ลูกค้าไม่มาใช้บริการ กระทั่งขาดทุนมากขึ้นเรื่อยๆ และเดือนเมษายน วางแผนที่จะปิดร้านเมื่อสัญญาเช่าหมดอายุ

    เธอระบุว่า ตอนนี้มีคนถูกเลิกจ้างจำนวนมาก ซึ่งสะท้อนกำลังซื้อจึงลดลง พร้อมกังวลค่าใช้จ่าย และสินเชื่อรถยนต์ที่ยังไม่ได้ชำระคืน

    ทั้งนี้ การชะลอตัวทางเศรษฐกิจ เป็นประเด็นสำคัญในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงในวันอาทิตย์นี้ (8 ก.พ.) โดยนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกุล และบรรดาพรรคการเมืองต่างชูนโยบายหาเสียง ด้วยการให้คำมั่นว่าจะฟื้นฟูเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเมือง


    ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


    10 ปี ไทยถดถอย จากเสือแห่งเอเชีย สู่ ‘ผู้ป่วยแห่งเอเชีย’

    อย่างไรก็ตาม ไทยที่เคยมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยังคงติดกับดัก GDP ที่โตราวๆ 2% มาตลอดในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จากปัจจัยหลักที่ต้องพึ่งแรงหนุนจากการบริโภค การผลิต และการท่องเที่ยว ‘ล้วนอยู่ในช่วงขาลง’

    ทว่า หากย้อนดูอัตราการเติบโต สูงถึง 13% ในปี 1988 ในปีนั้นประเทศไทยได้รับการยกย่องว่าเป็น ‘เสือแห่งเอเชีย’ (Asian Tiger)

    ปัจจุบันเป็นเพียง ‘ความทรงจำ’ อันว่างเปล่า เนื่องจากไทยเผชิญประชากรสูงอายุและลดลงอย่างรวดเร็ว หนี้ครัวเรือนสูง (Household debt) และขีดความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง

    “จากที่เคยได้รับการขนานนามว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่ปราศจากพิษภัย เป็นเสือแห่งเอเชีย วันนี้กลับกลาย ‘ผู้ป่วยแห่งเอเชีย’ ภายใน 10 ปี นี่เป็นเรื่องที่น่าตกใจมาก” บุรินทร์ อดุลวัฒนะ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ ธนาคารกสิกรไทยกล่าว

    หนี้ครัวเรือนสูง การเมือง ‘ไร้เสถียรภาพ’

    สิ่งที่ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก คือความไม่มั่นคงทางการเมืองที่ยืดเยื้อและการเปลี่ยนแปลงผู้นำบ่อยครั้ง ประกอบกับฝ่ายอนุรักษ์นิยมสถาบันพระมหากษัตริย์และกองทัพติดอยู่ในภาวะเผชิญหน้ากับพรรคปฏิรูปที่ชนะการเลือกตั้ง แต่ถูกกีดกันไม่ให้เข้าสู่อำนาจ ส่งผลให้ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีถึง 3 คนใน 3 ปี

    กิตติ พรศิวะกิจ นายกสมาคมการตลาดท่องเที่ยวไทย กล่าวว่า โครงการและงบประมาณด้านการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง หากรัฐบาลมีความน่าเชื่อถือและเสถียรภาพที่ดีกว่านี้ เราก็สามารถกลับไปสู่ช่วงเวลาที่ดีที่สุดได้

    พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ทุกอย่างกำลังพังทลาย เราไม่มีเครื่องยนต์ขับเคลื่อนการเติบโตใหม่ๆ นี่ไม่ใช่เรื่องของอุปสงค์ตามวัฏจักร แต่ตอนนี้มันเป็นปัญหาที่ร้ายแรงซึ่งต้องการ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและการปฏิรูปอย่างแท้จริง”

    อีกหนึ่งสัญญาณร้ายของภาวะเศรษฐกิจตกต่ำและกำลังเพิ่มขึ้น คือการผิดนัดชำระหนี้ ธนาคารจึงปล่อยสินเชื่อน้อยลง ส่งผลให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์อยู่ในภาวะตกต่ำที่สุดในรอบ 3 ทศวรรษ และอัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งบ่งชี้ถึงความต้องการที่อ่อนแอ ตลาดหุ้นไทยเป็นตลาดที่ทำผลงานได้แย่ที่สุดในเอเชียในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา โดยลดลง 10% ในปี 2025

    เวียดนามมาแรง ‘ภาคการผลิตไทย’ อ่อนแรง

    แม้รัฐบาลคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจไว้ที่ 2% ในปีนี้ แต่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ไว้เพียง 1.6 % ซึ่งเป็นตัวเลขที่โตต่ำสุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    “เรากังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย” เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวเมื่อเดือนที่แล้ว โดยเกรียงไกรเตือนว่า แรงกดดันจากภาษีนำเข้า 19% ของสหรัฐฯ และการแข็งค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับดอลลาร์ จะบั่นทอนภาคการส่งออกที่เป็นเครื่องยนต์สำคัญของประเทศ

    “รัฐบาลใหม่ต้องพยายามอย่างจริงจังในการเปลี่ยน อุตสาหกรรมเก่าให้เป็นอุตสาหกรรมใหม่” เขาย้ำ

    โดยภาคการผลิตอยู่ในช่วงขาลงมาหลายปีแล้ว เนื่องจากความต้องการภายในประเทศที่อ่อนแอ การไหลเข้าของสินค้าจีนราคาถูกทะลัก และการแข่งขันที่รุนแรงจากศูนย์กลางการผลิตใหม่ๆ จากเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม

    ทั้งหมดนี้ล้วนส่งผลกระทบต่อภาคยานยนต์ของไทยที่เคยรุ่งเรือง ซึ่งประเทศไทยเคยเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ในภูมิภาค แต่ Nissan, Honda, Suzuki และบริษัทอื่นๆ ได้ปิดโรงงานหรือลดการผลิตลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

    ยุพิน บุญศิริจันทร์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การชะลอตัวอย่างมาก ของอุตสาหกรรมรถยนต์ส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงานและผลผลิตภาคอุตสาหกรรมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    “ยอดผลิตรถยนต์ ยอดขายในประเทศ และอัตราการใช้กำลังการผลิตลดลงจากระดับก่อนเกิดโรคระบาดและระดับสูงสุด” เธอกล่าวพร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นการลงทุนและความต้องการภายในประเทศ

    นักเศรษฐศาสตร์ กล่าวอีกว่า ประเทศไทยจะต้องปลดล็อกนโยบายกีดกันทางการค้า ผ่อนคลายข้อจำกัดด้านการลงทุนจากต่างประเทศ และปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเพื่อใช้ประโยชน์จากพื้นที่การเติบโตที่มีศักยภาพ เช่น Data center อุตสาหกรรมการผลิตสินค้ามูลค่าสูง เช่น ยา และเทคโนโลยีชีวภาพ

    “แต่ภารกิจเร่งด่วนกว่าคือการฟื้นฟูฐานะทางการเงินของผู้บริโภคไทย”

    โดยเฉพาะอัตราส่วนหนี้ภาคครัวเรือนต่อ GDP ทะลุเพดาน 90% ซึ่งเป็นประเทศที่อยู่ในอันดับต้นในเอเชีย เนื่องจากค่าจ้างยังคงทรงตัว และประชากรไทยลดลงต่อเนื่องมา 4 ปี โดยอัตราการเกิดต่ำสุดในรอบ 75 ปี ในปี 2025

    ภาพบรรยากาศร้านค้าและร้านอาหารริมทางที่ถนนบรรทัดทอง กรุงเทพฯ ซบเซาและปิดตัวลง สะท้อนภาวะเศรษฐกิจไทยถดถอย 1

    ส่งผลให้ คนไทยจำนวนมากกำลังลดค่าใช้จ่ายและการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น “ลูกค้าของฉันน้อยลงเรื่อยๆ” เจ้าของร้านเสริมสวยในกรุงเทพฯ กล่าว เธอบอกว่า ปีนี้คนไทยหาทางประหยัดมากขึ้น ซื้อของใช้ส่วนตัวน้อยลง และเน้นซื้อของให้ลูกๆ มากขึ้น เธอกล่าวขณะซื้อของที่ร้านขายของราคา 20 บาท

    ท่องเที่ยวหดตัว ร้านค้าทยอยปิดตัว

    บุรินทร์ กล่าวเสริมอีกว่า “เศรษฐกิจไม่ได้อยู่ในห้องไอซียู แต่หากรัฐบาลไม่แก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างเหล่านี้ สถานการณ์จะแย่ลงกว่านี้มาก”

    นอกจากนี้ ภาคการท่องเที่ยวซึ่งเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญทางเศรษฐกิจกำลังชะลอตัว และส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังธุรกิจค้าปลีก เกษตรกรรม และการก่อสร้างโรงแรม ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 32.9 ล้านคนในปี 2025 ลดลง 7% จากปีที่แล้ว และยังต่ำกว่าจุดสูงสุดก่อนเกิดโรคระบาดที่ 40 ล้านคนในปี 2019

    อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบจากความกังวลด้านความปลอดภัยหลังจากนักแสดงชาวจีนถูกลักพาตัว จากปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติเมื่อปีที่แล้ว รวมถึงการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจากประเทศต่างๆ เช่น เวียดนามและญี่ปุ่น

    บรรยากาศที่หดหู่ปรากฏให้เห็นทั่วกรุงเทพฯ ที่ซึ่งร้านอาหารร้าง โรงแรมแทบจะไม่เต็ม และผู้ค้าปลีกกำลังดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด ที่ถนนบรรทัดทอง ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นแหล่งอาหารริมทาง (Street food) ที่คึกคักสำหรับนักท่องเที่ยว ร้านอาหารหลายแห่งทยอยปิดตัวลง

    ภาพ: Sakchai Vongsasiripat , Getty images

    อ้างอิง:

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thailand-economic-downturn/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0hm_W-n9zLx2l5UiDuco_s

  • กกร.เตือนเศรษฐกิจปี 69 เสี่ยงโตต่ำ 2% โลกป่วน-งบลงทุนชะลอ

    กกร.เตือนเศรษฐกิจปี 69 เสี่ยงโตต่ำ 2% โลกป่วน-งบลงทุนชะลอ

    กกร.ส่งสัญญาณเตือน เศรษฐกิจไทยปี 69 เสี่ยงโตต่ำกว่า 2%
    ปัจจัยโลกป่วน-งบลงทุนรัฐชะลอ ฉุดความเชื่อมั่นเอกชน

    คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดผลการประชุมล่าสุด ย้ำภาคเอกชนยังมีความกังวลต่อทิศทางเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ซึ่งมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่า 2% จากแรงกดดันหลายด้าน ทั้งความเสี่ยงเศรษฐกิจโลก ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการภาษีของสหรัฐฯ ความผันผวนของค่าเงินบาท รวมถึงความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศที่อาจทำให้การจัดทำงบประมาณรายจ่ายปี 2570 ล่าช้า

    กกร.ประเมินว่า เศรษฐกิจโลกในปีนี้ยังเผชิญความไม่แน่นอนสูง ส่งผลให้ตลาดการเงินผันผวน โดยเฉพาะค่าเงินและราคาทองคำ ซึ่งกระทบต่อภาคธุรกิจและการตัดสินใจลงทุน ขณะที่มาตรการภาษีของสหรัฐฯ ยังคงเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อการส่งออกไทย โดยเฉพาะสินค้าอุตสาหกรรมหลัก

    ในประเทศ แรงขับเคลื่อนสำคัญอย่างการใช้จ่ายภาครัฐ โดยเฉพาะงบลงทุน ยังเดินหน้าได้ต่ำกว่าเป้าหมาย ข้อมูลจากกรมบัญชีกลาง ณ วันที่ 31 มกราคม 2569 ระบุว่า มีการเบิกจ่ายงบลงทุนแล้ว 176,655 ล้านบาท หรือคิดเป็น 21.57% ต่ำกว่าเป้าหมายสิ้นเดือนมกราคมที่กำหนดไว้ 26% สะท้อนถึงความล่าช้าในการดำเนินโครงการลงทุนของรัฐ ซึ่งอาจส่งผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะถัดไป

    กกร.จึงคงกรอบประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 โดยคาดว่า GDP จะขยายตัวในช่วง 1.6-2% ขณะที่การส่งออกมีแนวโน้มติดลบในช่วง -1.5% ถึง -0.5% และเงินเฟ้ออยู่ในระดับ 0.2-0.7% สะท้อนภาพเศรษฐกิจที่ยังเปราะบางและต้องการแรงสนับสนุนเชิงโครงสร้างมากกว่าการกระตุ้นระยะสั้น

    jcc-econ-69-below2-SPACEBAR-Photo01.jpg

    นอกจากนี้ กกร.ยังแสดงความกังวลต่อนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองที่มุ่งเน้นนโยบายประชานิยมและการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ซึ่งใช้งบประมาณจำนวนมาก แต่ขาดการลงทุนเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว และไม่สร้างฐานรายได้ใหม่ให้ประเทศอย่างยั่งยืน

    ขณะเดียวกัน พรรคการเมืองควรตระหนักถึงข้อจำกัดด้านพื้นที่ทางนโยบายการคลัง จากระดับหนี้สาธารณะที่ปรับสูงขึ้น โดย ณ เดือนธันวาคม 2568 หนี้สาธารณะคงค้างอยู่ที่ 12.45 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 66.09% ต่อ GDP ซึ่งเข้าใกล้กรอบวินัยการคลังที่กฎหมายกำหนดไว้ไม่เกิน 70% ต่อ GDP ทำให้การกำหนดนโยบายใช้จ่ายในอนาคตมีข้อจำกัดมากขึ้น

    กกร.เห็นว่า นโยบายเศรษฐกิจในระยะต่อไปควรให้ความสำคัญกับการวางยุทธศาสตร์การเติบโตระยะยาว ควบคู่กับการใช้ทรัพยากรทางการคลังอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมุ่งเพิ่มผลิตภาพ ยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs พัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงสร้างระบบเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพ รองรับความผันผวนในอนาคต และเติบโตได้อย่างสมดุลและยั่งยืน ภายใต้แนวคิด ‘Reinvent Thailand’

    jcc-econ-69-below2-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/jcc-econ-69-below2&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3s5V6YySzABCVY06hZhVD7

  • เทียบนโยบาย ‘หวยใบเสร็จ’ เพื่อไทย vs ประชาชน ภูเขาเศรษฐกิจ

    เทียบนโยบาย ‘หวยใบเสร็จ’ เพื่อไทย vs ประชาชน ภูเขาเศรษฐกิจ

    เทียบนโยบาย ‘หวยใบเสร็จ’ เพื่อไทย vs ประชาชน หวังทลายภูเขาเศรษฐกิจนอกระบบ

    รู้จักนโยบาย ‘สร้างเศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คนต่อวัน’ จากเลขใบเสร็จ 5 รางวัลต่อวัน ของพรรคเพื่อไทย เบอร์ 9



    นโยบาย ‘สร้างเศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คน’ พรรคเพื่อไทยระบุว่า มีจุดประสงค์เพื่อ ‘หาเงินให้รัฐ’ สร้างระบบสวัสดิการที่ยั่งยืน และทำฐานข้อมูล Big Data โดยใช้การลุ้นรางวัลเป็นเครื่องมือจูงใจให้คนเข้าระบบภาษีและระบบฐานข้อมูลรัฐ

    วิธีลุ้นรางวัลจากเลขใบเสร็จของพรรคเพื่อไทย: ขอใบเสร็จหรือ e-Receipt จากร้านค้า ตั้งแต่ห้างสรรพสินค้าถึงร้านรถเข็น ร้านอาหารริมทาง โดยใบเสร็จไม่มีมูลค่าขั้นต่ำ โดยวิธีการสุ่มชื่อจากประชาชน 2 กลุ่มหลักในทุกวัน

    • กลุ่มแรก: สุ่มรางวัลจากเลขใบเสร็จ จำนวน 5 รางวัล สำหรับประชาชนทั่วไปที่ซื้อสินค้าและบริการ เพียงแค่ขอใบเสร็จรับเงินหรือ e-Receipt จากร้านค้า ก็มีสิทธิ์ลุ้นรางวัล โดยไม่จำกัดมูลค่าขั้นต่ำ
    • กลุ่มที่สอง: จะสุ่มรางวัลจากเลขบัตรประชาชน จำนวน 4 รางวัล จากกลุ่มเป้าหมายในฐานข้อมูลรัฐ ได้แก่ (1) เกษตรกร ที่ขึ้นทะเบียน (2) กลุ่มอาสาสมัคร เช่น อสม. อสส. กู้ภัย ทหารผ่านศึก ชรบ. เป็นต้น (3) ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป และ (4) ประชาชนผู้ยื่นแบบภาษี

    ใช้งบประมาณ 3,285 ล้านบาทต่อปี: พรรคเพื่อไทยกล่าวต่อว่า เพื่อทำนโยบายดังกล่าว รัฐจะใช้งบประมาณ 3,285 ล้านบาทต่อปี แต่รัฐจะได้ประโยชน์จากการเก็บภาษีที่เพิ่มขึ้น และได้ข้อมูลทางเศรษฐกิจและสังคมมากขึ้น

    ทั้งนี้ ตามเอกสารที่พรรคเพื่อไทยส่งให้คณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) ระบุว่า นโยบายของขวัญเพื่อคนไทย ใช้งบประมาณ 3,500 ล้านบาทต่อปี

    กระนั้น จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ยังกล่าวว่า นโยบายนี้มีโมเดลความสำเร็จจากต่างประเทศ เช่น บราซิล และไต้หวัน ซึ่งสามารถเพิ่มรายได้ภาษีเฉลี่ยถึง 20% และเมื่อดูความคุ้มค่าของการลงทุน (ROI) ฐานภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ปัจจุบันของไทยอยู่ที่ประมาณ 8–9 แสนล้านบาท หากนโยบายนี้ช่วยเพิ่มการจัดเก็บได้ 20% เท่ากับไต้หวัน

    “รัฐจะมีรายได้เพิ่มขึ้นเกือบ 200,000 ล้านบาทต่อปี ในขณะที่ต้นทุนของนโยบายนี้ รวมแล้วอยู่ที่ประมาณ 3,000 กว่าล้านบาทต่อปีเท่านั้น เพื่อแลกกับรายได้กลับคืนมาหลักแสนล้านบาท” จุลพันธ์กล่าว

    รู้จักนโยบาย ‘หวยใบเสร็จ’ พรรคประชาชน เบอร์ 46

    พรรคประชาชนกล่าวว่า หวยใบเสร็จมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนให้ SME มีแต้มต่อในการแข่งขันกับบริษัทขนาดใหญ่ จูงใจให้ผู้บริโภคสนับสนุนสินค้าและบริการจากธุรกิจ SME มากขึ้น โดยผู้ประกอบการ SME ที่ร่วมโครงการจะได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีด้วย ซึ่งมาพร้อมกับโครงการเติมเงินคนละครึ่ง 1,000 บาทต่อคน 12 ล้านคน

    วิธีได้ ‘หวยใบเสร็จ’: ทุกยอดซื้อสะสมจากร้าน SMEs (สะสมจากหลายร้านได้) ครบ 500 บาท โดยซื้อผ่านแอปฯ “เป๋าตัง” หรือแอปธนาคารที่ร่วมโครงการ จะได้รับหวยใบเสร็จ (เลข 3 ตัว) 1 ใบ

    ความถี่ในการออกรางวัล: ลุ้นรางวัลได้ทุกครึ่งเดือน (สูงสุด 20 ใบ/เดือน ในเฟสแรก) ภายใต้วงเงินรางวัลรวม 1,000 ล้านบาทต่อเดือน

    งบประมาณ ‘หวยใบเสร็จ’ 12,000 ล้านบาทต่อปี: ตามข้อมูลบนเว็บไซต์ของพรรคประชาชนระบุว่า ได้กำหนดวงเงินรางวัลรวม 1,000 ล้านบาทต่อเดือน หมายความว่า วงเงินงบประมาณต่อปีที่จะใช้กับนโยบายนี้จะอยู่ที่ 12,000 ล้านบาทต่อปี

    นอกจากนี้ ในเอกสารนโยบายหาเสียงที่พรรคประชาชนส่งให้คณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) ระบุว่า นโยบายยกระดับ SME โดยการสร้างแต้มต่อด้วยคนละครึ่งและหวยใบเสร็จ ใช้วงเงิน 25,000 ล้านบาทต่อปี

    สิทธิประโยชน์ของผู้ประกอบการจากนโยบาย ‘หวยใบเสร็จ’: เข้าร่วมโครงการได้ ทั้ง SMEs ประเภทบุคคลธรรมดา และ นิติบุคคล ร้านค้า SMEs ได้รับหวยใบเสร็จ 1 ใบ เมื่อมียอดขายสะสมครบทุก 5,000 บาท (ไม่เกิน 20 ใบ/เดือน รวมกับข้อ 1 ในเฟสแรก)

    สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ SMEs ที่ร่วมโครงการ ผ่านการเพิ่มเพดานเกณฑ์ยอดขายต่อปีที่จะต้องจดภาษีมูลค่าเพิ่ม จากเดิม 1.8 ล้านบาทต่อปี เป็น 3.6 ล้านบาทต่อปี รวมถึงเพิ่มอัตราค่าใช้จ่ายเหมาในการคำนวณภาษีรายได้บุคคลธรรมดา เดิมอัตรา 60% เป็นสูงสุด 90% (สำหรับรายได้ไม่เกิน 5.4 ล้านบาทต่อปี) นอกจากนี้ยังสามารถเลือกจ่าย VAT อัตราเหมา 2.1% แทน 7% ได้ และยื่นรายไตรมาสแทนรายเดือน เพื่อลดภาระงานเอกสารได้

    อ่านบทความฉบับเต็มต่อได้ที่ลิงก์ในคอมเมนต์ https://thestandard.co/receipt-lottery-informal-economy/

    ภาพเปรียบเทียบนโยบาย ‘หวยใบเสร็จ’ ระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชน ซึ่งมีเป้าหมายในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบ 1

    ภาพประกอบ: ณัฏฐ์กานต์ ดวงมาตย์พล


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/receipt-lottery-phue-thai-prachachon-economy/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw23wS0bDU-c92ZJn_qL2Kj5

  • สื่อโลกวิเคราะห์ไทย ถูกกัดเซาะจนกลายเป็น “คนป่วยของภูมิภาคเอเชีย”

    สื่อโลกวิเคราะห์ไทย ถูกกัดเซาะจนกลายเป็น “คนป่วยของภูมิภาคเอเชีย”

    Financial Times สื่อเศรษฐกิจระดับโลก เผยแพร่บทวิเคราะห์เรื่อง “ประเทศไทยกลายเป็น ‘คนป่วย’ แห่งเอเชียได้อย่างไร”

    สื่อดังกล่าวตั้งคำถามว่า จากความสำเร็จระดับภูมิภาคสู่เศรษฐกิจที่กำลังต้องดิ้นรน ทำไมประเทศไทยจึงล้าหลังประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    โดยมองว่าไทยเป็นประเทศที่ติดกับดักระหว่างความซบเซาและการปฏิรูป ภาวะอัมพาตทางการเมืองและการลดลงของประชากรทำให้เกิดความไม่แน่นอน สัญญาณเตือนของเศรษฐกิจที่เคยเฟื่องฟู และจุดอ่อนเชิงโครงสร้างเผยให้เห็นแบบจำลองการเติบโตที่เปราะบาง

    ครั้งหนึ่งเคยได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีเศรษฐกิจเติบโตเร็วที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปัจจุบันนักวิเคราะห์ต่างกล่าวถึงประเทศไทยว่าเป็น “คนป่วย” ของภูมิภาค ซึ่งเป็นคำที่ใช้ในอดีตเพื่ออธิบายประเทศที่กำลังดิ้นรนกับความซบเซา ความไม่มั่นคงทางการเมือง และจุดอ่อนเชิงโครงสร้าง

    ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์กำลังก้าวหน้าอย่างรวดเร็วด้วยการเติบโตและการปฏิรูป ประเทศไทยกลับพบว่าตัวเองเผชิญแรงกดดันจากประชากรสูงวัย ความไม่แน่นอนทางการเมือง และเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจที่กำลังอ่อนแอ

    สถานะคนป่วยนี้ไม่ได้สะท้อนถึงวิกฤตเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการบรรจบกันของปัญหาในระยะยาวที่ทำให้ไทยเปราะบางในยุคที่กำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงระดับภูมิภาคอย่างรวดเร็ว

    การเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัวลง

    เศรษฐกิจของประเทศไทยเคยเป็นสัญลักษณ์ของ “ปาฏิหาริย์แห่งเอเชีย” ในช่วงหลายทศวรรษหลังวิกฤตการณ์ทางการเงินเอเชียปี 2540 ประเทศไทยได้ฟื้นฟูตัวเองผ่านการส่งออก การผลิต และการท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การเติบโตกลับล้าหลังประเทศส่วนใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    ในขณะที่เวียดนามและมาเลเซียมีอัตราการเติบโตของ GDP ต่อปีสูงกว่า 5% ประเทศไทยกลับต้องดิ้นรนที่จะไปให้ถึงแม้แค่ครึ่งหนึ่งของตัวเลขนั้น ซ้ำผลผลิตหยุดชะงัก และการลงทุนชะลอตัวลง เนื่องจากบริษัทระดับโลกมองหาตลาดที่มีพลวัตมากกว่า มีแรงงานรุ่นใหม่ และทิศทางนโยบายที่ชัดเจนกว่า

    การท่องเที่ยว ซึ่งเป็นเสาหลักของเศรษฐกิจไทยมาอย่างยาวนาน ยังคงเปราะบางหลังจากการระบาดใหญ่ของโควิด-19 แม้ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะดีขึ้น แต่ก็ยังไม่กลับไปสู่ระดับก่อนโควิด-19 อย่างเต็มที่ และการใช้จ่ายต่อหัวนักท่องเที่ยวลดลง ทำให้ธุรกิจจำนวนมากมีผลดำเนินงานต่ำกว่ากำลังการผลิต

    ความไม่มั่นคงทางการเมืองและการหยุดชะงักของนโยบาย

    วงจรการรัฐประหาร การจัดตั้งรัฐบาลผสมที่ไม่มั่นคง และการเลือกตั้งที่มีข้อครหาซ้ำแล้วซ้ำเล่าของประเทศไทย ได้สร้างสภาพแวดล้อมของความไม่แน่นอนที่ขัดขวางการวางแผนระยะยาว นับตั้งแต่ปี 2549 ประเทศไทยประสบกับการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลหลายครั้ง ทั้งจากการเลือกตั้งและการแทรกแซงของกองทัพ

    ความแตกแยกทางการเมืองทำให้การปฏิรูปที่สำคัญในด้านภาษี การศึกษา และตลาดแรงงานเป็นไปได้ยาก นักลงทุนเกรงกลัวการเปลี่ยนแปลงนโยบายอย่างฉับพลัน ขณะที่ความเชื่อมั่นภายในประเทศอ่อนแอลงเนื่องจากครัวเรือนเห็นว่ามาตรฐานการครองชีพไม่ดีขึ้นมากนัก

    แม้ว่าจะมีผู้นำที่มุ่งมั่นในการปฏิรูปเกิดขึ้น ความสามารถในการบริหารประเทศอย่างมีประสิทธิภาพก็ถูกจำกัดด้วย “กฎหมายรัฐธรรมนูญ” และ “โครงสร้างอำนาจที่ฝังรากลึก” ส่งผลให้เกิดความรู้สึกหยุดนิ่งและความไม่พอใจของประชาชน โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่

    สังคมผู้สูงอายุที่ขาดการเตรียมพร้อม

    ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเร็วกว่าเกือบทุกประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อัตราการเกิดลดลงอย่างมาก และคาดว่าประชากรจะลดลงภายในทศวรรษหน้า ซึ่งทำให้จำนวนแรงงานลดลงและค่าใช้จ่ายด้านการดูแลสุขภาพและบำนาญเพิ่มสูงขึ้น

    แตกต่างจากประเทศที่ร่ำรวยกว่า เช่น ญี่ปุ่นหรือเกาหลีใต้ ประเทศไทยขาดทรัพยากรทางการคลังที่จะจัดการการเปลี่ยนแปลงได้อย่างราบรื่น ผู้สูงอายุจำนวนมากมีเงินออมจำกัดและต้องพึ่งพาระบบสนับสนุนจากครอบครัว ซึ่งกำลังอ่อนแอลงเช่นกัน

    จำนวนแรงงานที่ลดลงยังลดความน่าดึงดูดใจของประเทศไทยสำหรับผู้ผลิตข้ามชาติที่ต้องการขนาดและประสิทธิภาพการผลิต หากไม่มีการปฏิรูปการเข้าเมืองหรือการลงทุนด้านระบบอัตโนมัติครั้งใหญ่ โมเมนตัมทางเศรษฐกิจมีแนวโน้มที่จะชะลอตัวลงอีก

    ช่องว่างด้านการศึกษาและนวัตกรรม

    ระบบการศึกษาของประเทศไทยประสบปัญหาในการปรับตัวให้เข้ากับเศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจฐานความรู้ แม้ว่าประเทศจะผลิตบัณฑิตจำนวนมาก แต่นายจ้างมักบ่นเรื่องความไม่สอดคล้องกันของทักษะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขาวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม และเทคโนโลยี

    นวัตกรรมของไทยยังคงมีจำกัดเมื่อเทียบกับคู่แข่งในภูมิภาค การใช้จ่ายด้านการวิจัยอยู่ในระดับต่ำ และระบบนิเวศของสตาร์ทอัปยังคงด้อยพัฒนา ทำให้ประเทศไทยมีความเสี่ยงที่จะติดอยู่ใน “กับดักรายได้ปานกลาง” ไม่สามารถแข่งขันได้ทั้งในด้านค่าแรงต่ำหรือด้านความล้ำหน้าทางเทคโนโลยี

    ในขณะเดียวกัน เวียดนามซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านได้ลงทุนอย่างหนักในนิคมอุตสาหกรรม การฝึกอบรมด้านเทคโนโลยี และความร่วมมือกับต่างประเทศ โดยวางตำแหน่งตัวเองเป็นศูนย์กลางการผลิตและนวัตกรรม

    หนี้ครัวเรือนและความเหลื่อมล้ำ

    ภาระสำคัญอีกประการหนึ่งคือหนี้ครัวเรือน ซึ่งเพิ่มสูงขึ้นสู่ระดับสูงสุดในเอเชียเมื่อเทียบกับรายได้ ครอบครัวหลายล้านครอบครัวต้องพึ่งพาเครดิตเพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ทำให้พวกเขามีความอ่อนไหวต่อการเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยและภาวะเศรษฐกิจตกต่ำเป็นอย่างมาก

    ความเหลื่อมล้ำระหว่างเขตเมืองและชนบทขยายวงกว้างขึ้น กรุงเทพฯ และศูนย์กลางการท่องเที่ยวได้รับประโยชน์จากการลงทุนและโครงสร้างพื้นฐาน ในขณะที่จังหวัดในชนบทเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนงานและบริการที่ลดลง ซึ่งกระตุ้นให้เกิดการอพยพเข้าสู่เมืองและทำให้ความเหลื่อมล้ำทางสังคมลึกซึ้งยิ่งขึ้น

    ความเปราะบางทางเศรษฐกิจก่อให้เกิดความไม่สงบทางการเมือง สร้างวงจรที่ความไม่มั่นคงบั่นทอนการเติบโต และการเติบโตที่อ่อนแอทำให้ความตึงเครียดทางสังคมเลวร้ายลง

    ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม

    ประเทศไทยยังเผชิญกับภัยคุกคามที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ น้ำท่วม ภัยแล้ง และอุณหภูมิที่สูงขึ้นสร้างความเสียหายต่อภาคเกษตรกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน ชาวนาปลูกข้าวซึ่งเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจในชนบท เผชิญกับผลผลิตที่ไม่แน่นอนและกำไรที่ลดลง

    ความเครียดด้านสิ่งแวดล้อมยิ่งทำให้การเงินสาธารณะตึงเครียดมากขึ้น และเสริมให้เกิดความรู้สึกว่าแบบจำลองการพัฒนาของประเทศไทยล้าสมัยและไม่ยั่งยืน

    ล้าหลังประเทศเพื่อนบ้าน

    ความแตกต่างกับประเทศอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นสิ่งที่น่าสังเกต เวียดนามดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศเป็นประวัติการณ์ อินโดนีเซียกำลังพัฒนาพลังงานสีเขียวและอุตสาหกรรมแปรรูปนิกเกิล ฟิลิปปินส์ได้รับประโยชน์จากประชากรวัยหนุ่มสาวและภาคบริการที่เฟื่องฟู

    เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว ประเทศไทยดูระมัดระวังและเน้นภายในประเทศ การพึ่งพาการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมรถยนต์อย่างหนักทำให้ประเทศมีความเปราะบางต่อภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกและการหยุดชะงักทางเทคโนโลยี

    ผู้สังเกตการณ์ระหว่างประเทศมองว่าประเทศไทยเป็นจุดอ่อนที่สุดในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ของเอเชีย ไม่ใช่เพราะขาดทรัพยากร แต่เพราะไม่สามารถปรับตัวได้เร็วพอ

    การฟื้นตัวเป็นไปได้หรือไม่?

    แม้จะมีปัญหา แต่ประเทศไทยยังคงมีจุดแข็งที่สำคัญ ได้แก่ ที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ โครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง อิทธิพลทางวัฒนธรรม และชนชั้นกลางที่มีทักษะ นักวิเคราะห์โต้แย้งว่าการปฏิรูปที่เด็ดขาดสามารถพลิกฟื้นสถานการณ์ได้

    ลำดับความสำคัญหลัก ได้แก่:

    • การปฏิรูปการศึกษาที่เน้นเทคโนโลยีและนวัตกรรม
    • เสถียรภาพทางการเมืองและการปกครองที่โปร่งใส
    • การปรับปรุงนโยบายการเข้าเมืองและแรงงานให้ทันสมัย
    • การลงทุนในพลังงานสีเขียวและการผลิตขั้นสูง

    หากไม่ดำเนินการเหล่านี้ ประเทศไทยอาจเสี่ยงต่อการลดลงของอิทธิพลและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาคในระยะยาว

    ชื่อเสียงของประเทศไทยในปัจจุบันในฐานะ “คนป่วยแห่งเอเชีย” สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายเชิงโครงสร้างที่ลึกซึ้งมากกว่าความล้มเหลวชั่วคราว การเติบโตที่ชะลอตัว ความไม่แน่นอนทางการเมือง การสูงวัยของประชากร และนวัตกรรมที่อ่อนแอ ได้รวมกันกัดเซาะสถานะที่เคยแข็งแกร่งของประเทศ

    ประเทศไทยจะสามารถกลับมามีแรงขับเคลื่อนได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับความเต็มใจที่จะเผชิญกับการปฏิรูปที่ยากลำบากและยอมรับความทันสมัย ​​ความเสี่ยงนั้นสูงมาก หากไม่มีการเปลี่ยนแปลง ประเทศไทยอาจจะยังคงล้าหลังประเทศเพื่อนบ้านต่อไป เปลี่ยนจากผู้นำในภูมิภาคกลายเป็นตัวอย่างแก่ประเทศอื่นว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากพลาดโอกาสต่าง ๆ ไป

    เรียบเรียงจาก Financial Times

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/267617&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2l7aNdlHiiuSs6VRF9KzRS

  • ยกระดับการค้าข้ามพรมแดน! เปิดเส้นทางขนส่งสินค้าโดยตรง “อู่ฮั่น-กรุงเทพฯ” หนุนเศรษฐกิจไทย-จีน

    ยกระดับการค้าข้ามพรมแดน! เปิดเส้นทางขนส่งสินค้าโดยตรง “อู่ฮั่น-กรุงเทพฯ” หนุนเศรษฐกิจไทย-จีน

    เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา เที่ยวบินปฐมฤกษ์ที่บรรจุพัสดุอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน ได้บินตรงจากสนามบินอู่ฮั่นเทียนเหอสู่สนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ กรุงเทพมหานคร เส้นทางนี้ถือเป็นการเปิดตัวเส้นทางขนส่งสินค้าระหว่างประเทศครั้งแรกของสนามบินเทียนเหอในช่วง ปีที่ผ่านมา ดำเนินการโดยเครื่องบินบรรทุกสินค้าทั้งหมดของ JD Airlines โดยมีความจุสินค้าสูงสุด 22 ตันต่อเที่ยว เพื่อรองรับความต้องการขนส่งสินค้าปริมาณมากได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารองค์กรของกลุ่มสนามบินหูเป่ย เปิดเผยว่า การวางแผนการบินในครั้งนี้ มุ่งตอบสนองความต้องการของตลาดตามฤดูกาล โดยในช่วงเดือนมกราคมถึงตุลาคมจะเริ่มดำเนินการ 3 เที่ยวบินต่อสัปดาห์และจะเพิ่มความถี่เป็น 5 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ในช่วงปลายปี ซึ่งเป็นฤดูกาลที่มีความต้องการขนส่งสูงสุด โดยเที่ยวบินขาออกจากอู่ฮั่นจะเน้นกลุ่มสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูง อาทิ ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์มูลค่าสูง และพัสดุอีคอมเมิร์ซ ขณะที่เที่ยวบินขากลับจากกรุงเทพฯ จะเน้นการขนส่ง “ราชาผลไม้” อย่างทุเรียนและผลไม้เขตร้อนสดใหม่จากไทยส่งตรงสู่ตลาดอู่ฮั่นทันที เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคชาวจีนที่มองหาความสดใหม่

    ความสำเร็จในครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญของการยกระดับความร่วมมือระหว่าง Hubei Airport Group และ JD Logistics สู่ระดับสากล โดยอาศัยศักยภาพของเส้นทางบินตรงเป็นกลไกหลักในการเพิ่มประสิทธิภาพระบบโลจิสติกส์ข้ามพรมแดนให้มีความรวดเร็ว คล่องตัว และแม่นยำยิ่งขึ้น การเปิดเส้นทางบินตรง อู่ฮั่น–กรุงเทพฯ ไม่เพียงช่วยลดระยะเวลาการนำเข้าสินค้าอย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงด้านคุณภาพสินค้าในระหว่างการขนส่ง โดยเฉพาะสินค้าที่ต้องอาศัยระบบห่วงโซ่ความเย็น (Cold Chain)

    เส้นทางบินดังกล่าวจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการผลักดันสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดจีนตอนกลางได้โดยตรง โดยเฉพาะ สินค้าเกษตรมูลค่าสูง อาทิ ทุเรียน มังคุด ลำไย และผลไม้สดอื่น ๆ ซึ่งสามารถขนส่งจากแหล่งผลิตในประเทศไทยไปถึงตลาดมณฑลหูเป่ยได้ภายในระยะเวลาอันสั้น ทำให้คงความสดใหม่ รสชาติ และคุณภาพในระดับสูงสุด ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคจีนที่ให้ความสำคัญกับสินค้าเกรดพรีเมียม และ ความปลอดภัยด้านอาหาร นอกจากนี้ การเชื่อมโยงกับเครือข่ายโลจิสติกส์และแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซของ JD Logistics ยังช่วยเพิ่มโอกาสให้สินค้าไทยสามารถกระจายสู่ผู้บริโภคในเมืองหลักและเมืองรองของจีนตอนกลาง                 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดการพึ่งพาเส้นทางผ่านศูนย์กระจายสินค้าเดิมในจีนตอนใต้ และช่วยขยายฐานตลาดใหม่ให้แก่ผู้ประกอบการไทยอย่างเป็นรูปธรรม อันจะนำไปสู่การเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดจีน และสนับสนุนการเติบโตของมูลค่าการค้าระหว่างไทย–จีนในระยะยาว

    ผลกระทบด้านเศรษฐกิจต่อประเทศไทย และแนวทางการปรับตัวของภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการไทย

    ท่ามกลางโอกาสทางการค้าที่เพิ่มขึ้น สินค้าไทยอาจเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันที่สูงขึ้น ไทยจึงควรเร่งบูรณาการการพัฒนาระบบติดตามและตรวจสอบแหล่งที่มาของสินค้า (Traceability System) เพื่อให้ผู้บริโภคชาวจีนสามารถเข้าถึงข้อมูลการเพาะปลูก กระบวนการผลิต และมาตรฐานความปลอดภัยของสินค้าได้อย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้แบบเรียลไทม์ อันจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพและภาพลักษณ์ของแบรนด์สินค้าไทยในระยะยาว 

    การยกระดับความร่วมมือระหว่าง Hubei Airport Group และ JD Logistics ครั้งนี้ ส่งเสริมให้สามารถเพิ่มมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารของไทย ลดความผันผวนของรายได้เกษตรกร และส่งเสริมการจ้างงานตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ภาคการผลิต การแปรรูป บรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงธุรกิจโลจิสติกส์และการตลาดดิจิทัล อีกทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดเดียวหรือเส้นทางขนส่งแบบเดิม ส่งผลให้โครงสร้างการค้าของไทย มีความยืดหยุ่นและแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ดี ภาคเอกชนและผู้ประกอบการไทยควรมุ่งพัฒนานวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ที่ช่วยยืดอายุสินค้า รักษาคุณภาพ และตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคจีน พร้อมทั้งใช้กลยุทธ์การตลาดออนไลน์ การสร้างแบรนด์ และการสื่อสารจุดขายด้านคุณภาพ ความปลอดภัย และความเป็นเอกลักษณ์ของสินค้าไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและใช้ประโยชน์จากศักยภาพการเติบโตของตลาดจีนได้อย่างเต็มที่และยั่งยืน                                   

    ………………………………….

    จัดทำโดย สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองกวางโจว

    กุมภาพันธ์ 2569

    แหล่งข้อมูล: https://www.chinaqw.com/qx/2026/01-28/402032.shtml

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/t9ppevrioqn4lh3qj6trkt8t&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34aGxEHw9uNZqKfGWUXQAF

  • เลือกตั้ง 2569 : ‘รวมไทยสร้างชาติ’ ปราศรัยใหญ่โค้งสุดท้าย พีระพันธุ์ชูจุดยืนการเมืองสีขาว รื้อระบบพลังงานลดค่าไฟเหลือ 3.30 บาท พร้อมปฏิรูปการศึกษายกเลิกสอบเข้า

    เลือกตั้ง 2569 : ‘รวมไทยสร้างชาติ’ ปราศรัยใหญ่โค้งสุดท้าย พีระพันธุ์ชูจุดยืนการเมืองสีขาว รื้อระบบพลังงานลดค่าไฟเหลือ 3.30 บาท พร้อมปฏิรูปการศึกษายกเลิกสอบเข้า

    วานนี้ (3 กุมภาพันธ์) พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) จัดเวทีปราศรัยใหญ่ภายใต้แคมเปญ ‘เลือกเบอร์ 6 เลือกกำหนดชีวิตเอง’ นำโดย พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค พร้อมด้วยแกนนำพรรคคนสำคัญ เช่น ชัชวาลล์ คงอุดม เลขาธิการพรรค, วิทยา แก้วภราดัย, อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี และนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรค ตลอดจนผู้บริหารและผู้สมัคร สส. เข้าร่วมเวทีอย่างพร้อมเพรียง

    พีระพันธุ์ได้ขึ้นเวทีประกาศจุดยืนทางการเมืองภายใต้แนวคิด ‘ชีวิตเรา เราเลือกเอง’ โดยเน้นย้ำให้ประชาชนไม่ตกเป็นเหยื่อของวาทกรรมยุทธศาสตร์การเลือกตั้ง ที่นักการเมืองบางกลุ่มนำมาใช้บีบบังคับ โดยชี้ว่าสุดท้ายผลประโยชน์มักตกอยู่กับนักการเมือง ขณะที่ชีวิตประชาชนยังคงเดิม พีระพันธุ์ยังได้เปรียบเทียบการเมืองที่แบ่งขั้วสีเสื้อว่าเป็นเพียงสีย้อมผ้า ที่สุดท้ายก็ถูกผสมกลมกลืนกันเพื่อผลประโยชน์



    ในขณะที่พรรครวมไทยสร้างชาติยืนหยัดในความเป็นสีขาว ยึดมั่นในสถาบันหลักของชาติ และทำงานเคียงข้างกองทัพมาอย่างยาวนานโดยไม่ต้องฉวยโอกาสโหนกระแสในช่วงเลือกตั้ง โดยเฉพาะในประเด็นพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลและชายแดนกัมพูชา

    ในด้านนโยบายเศรษฐกิจและปากท้อง พีระพันธุ์ย้ำจุดแข็งด้านนโยบายพลังงาน โดยระบุว่าพรรคเป็นผู้ริเริ่มการพูดถึงปัญหาโครงสร้างราคาพลังงานอย่างตรงไปตรงมา และมีผลงานเป็นที่ประจักษ์จากการตรึงราคาก๊าซหุงต้มแม้ต้นทุนสูง ทั้งนี้ ได้ประกาศพันธกิจสำคัญหากได้รับเลือกตั้ง จะดำเนินการลดค่าไฟฟ้าให้เหลือ 3.30 บาทต่อหน่วย หรือลดลงอีก 50 สตางค์ ซึ่งคาดว่าจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายให้ประชาชนรวมกว่า 1.7 ล้านล้านบาทภายใน 4 ปี นอกจากนี้ ยังประกาศนโยบายปฏิรูปการศึกษาครั้งใหญ่ด้วยแนวคิด ‘อยากเรียนอะไร ต้องได้เรียน’ โดยเสนอให้ยกเลิกระบบการสอบเข้า เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและภาระค่ากวดวิชา เปิดโอกาสให้เยาวชนเรียนรู้ตามความสนใจและจบการศึกษาเมื่อมีความพร้อม

    ด้านอรรถวิชช์ได้กล่าวเสริมถึงผลงานของพีระพันธุ์ในการเปลี่ยนกติกา โครงสร้างราคาพลังงาน จนสามารถลดค่าไฟจาก 4.70 บาท เหลือ 3.94 บาทได้สำเร็จในช่วงที่ผ่านมา ช่วยประชาชนประหยัดเงินกว่า 2.7 แสนล้านบาท พร้อมกันนี้ ได้แสดงจุดยืนคัดค้านการใช้งบประมาณกว่าหมื่นล้านบาทเพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ โดยมองว่าจะกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและเสถียรภาพทางกฎหมาย แต่ควรใช้วิธีการแก้ไขรายมาตราตามความเหมาะสม นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นการแก้ปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจ อาทิ ระบบเครดิตบูโรที่เป็นอุปสรรคและการผูกขาดในธุรกิจปุ๋ย

    ขณะที่นราพัฒน์ได้นำเสนอนโยบายด้านการเกษตร โดยมุ่งแก้ปัญหาความยากจนของเกษตรกรผ่านการลดต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะราคาปุ๋ยที่ตั้งเป้าลดให้เหลือไม่เกิน 500 บาท ด้วยการใช้ทรัพยากรโพแทสเซียมในประเทศและผลิตปุ๋ยยูเรียจากก๊าซธรรมชาติเอง สำหรับสินค้าข้าว เสนอเปลี่ยนโมเดลจากการขายข้าวเปลือกเป็นการแปรรูปข้าวสารจำหน่าย โดยรัฐสนับสนุนเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มการขาย ซึ่งจะช่วยดึงมูลค่าข้าวเปลือกกลับมาได้สูงถึง 15,000 บาทต่อตัน พร้อมทั้งผลักดันการใช้ Big Data และสนับสนุน Young Smart Farmer ให้ก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการเกษตรสมัยใหม่อย่างยั่งยืน

    พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวปราศรัยบนเวทีใหญ่ ประกาศนโยบายลดค่าไฟและปฏิรูปการศึกษา 1พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวปราศรัยบนเวทีใหญ่ ประกาศนโยบายลดค่าไฟและปฏิรูปการศึกษา 2พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวปราศรัยบนเวทีใหญ่ ประกาศนโยบายลดค่าไฟและปฏิรูปการศึกษา 3พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวปราศรัยบนเวทีใหญ่ ประกาศนโยบายลดค่าไฟและปฏิรูปการศึกษา 4
     


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/utnp-policy-reform-electricity-ed/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Lp2U5x3V9fA1C88_VrDkY