Blog

  • ไอซ์ เหลืออด ประกันสังคมฟุ่มเฟือย-ผลาญเงินฉ่ำ แต่บริการเหมือนมาขอส่วนบุญ

    ไอซ์ เหลืออด ประกันสังคมฟุ่มเฟือย-ผลาญเงินฉ่ำ แต่บริการเหมือนมาขอส่วนบุญ

    ไอซ์ รักชนก ซัดประกันสังคมผลาญฉ่ำ หลังนายอาร์มแฉยับงบ IT พันล้าน

    ไอซ์ รักชนก ซัด ประกันสังคมฟุ่มเฟือย-ผลาญเงินฉ่ำ สวนทางบริการผู้ประกันตนเหมือนมาขอส่วนบุญ ลั่นแรง ทุกโครงการ มีคนหาแxกเงินทอน ต้องล้างให้หมด หลังนายอาร์มแฉงบไอทีหลักล้าน

    ชาวแชทเกาะจอรอฟังล้นหลาม เมื่อ นายอาร์ม (9arm) หรือ ดร.ธนานนท์ ปฏิญญาศักดิกุล อินฟลูเอนเซอร์สายไอทีและวิศวกรซอฟต์แวร์ ออกมาเปิดเผยข้อมูลเชิงลึกผ่านรายการ กรรมกรข่าวคุยนอกจอ ถึงความผิดปกติและความไม่สมเหตุสมผลของโครงการจัดซื้อจัดจ้างด้านไอทีของสำนักงานประกันสังคม ทำเอา ไอซ์ รักชนก ถึงกับทนไม่ไหว โพสต์ข้อความฟาดกลับแบบจุก ๆ สะท้อนความเหลื่อมล้ำระหว่างงบที่ใช้กันเองกับสิทธิ์ที่ประชาชนควรได้รับ

    ก่อนหน้านี้ นายอาร์ม ได้รับเชิญเข้าไปรับฟังข้อมูลที่สำนักงานประกันสังคม เจ้าตัวได้ออกมาพูดผ่านรายการถึงโครงการแอปพลิเคชันมูลค่า 850 ล้านบาท และโครงการอื่น ๆ ที่ทำให้ต้องร้องว้าวกับตัวเลขงบประมาณที่สูงลิ่วเมื่อเทียบกับมาตรฐานทั่วไป ไม่ว่าจะเป็น โครงการระบบอุปกรณ์ประชุมออนไลน์ ห้องใหญ่ ใช้งบถึง 14 ล้านบาท หรือ ค่าเช่า Dark Fiber (สายอินเทอร์เน็ตส่วนตัว) เพื่อแบ็กอัปข้อมูลเดือนละ 24 ล้านบาท จนมีการตั้งคำถามว่าจำเป็นต้องใช้ขนาดนี้เชียวหรือ ปริมาณข้อมูลเทียบเท่ากับเพนตากอน (กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ) เลยหรือไม่?

    ส่วนโครงการแอปฯ 850 ล้านบาท ยังใช้ฐานข้อมูลเก่ามาทดสอบ ซึ่งเสี่ยงต่อความผิดพลาด และอ้างเรื่องความมั่นคงเมื่อถูกถามเรื่องซอฟต์แวร์

    นายอาร์ม แฉยับงบไอทีประกันสังคมพันล้าน ค่าเน็ต-ห้องประชุมแพง
    ภาพจาก Youtube : สรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมกรข่าว

    หลังจากที่รายการจบลง สาวไอซ์ออกมาร่ายยาวแสดงความเห็นอย่างดุเดือดผ่านเฟซบุ๊ก รักชนก ศรีนอก – Rukchanok Srinork ชี้ให้เห็นถึงความย้อนแย้งระหว่างการใช้งบประมาณภายในกับการให้บริการผู้ประกันตน ระบุว่า

    “รายการคุยนอกจอวันนี้ พี่ยุทธ x นายอาร์ม ถ้าฟังตั้งแต่เริ่มรายการคุณจะเห็นว่าความแตกต่างที่ย้อนแย้ง เปิดรายการว่าด้วยเรื่องสิทธิรักษาพยาบาลที่เป็นการให้บริการกับผู้ประกันตนโดยตรง ทำดี ๆ ผู้ประกันตนก็จะได้ใช้ประโยชน์จริงๆ แต่ประกันสังคมทำเหมือนเค้ามาขอส่วนบุญส่วนกุศล ฟอกไตต้องสำรองออกเอง หาเงินไม่ได้ก็ไม่ได้ฟอก, ย้ายโรงพยาบาลไม่ได้ยา ต้องให้นายกด่าออกสื่อก็จะอนุมัติ, เรื่องสิทธิ์ที่ถึงมือ ผปกต. กลับทำแบบอนาถา ไม่ใส่ใจ

    แต่พอเป็นงบที่ใช้กันเองในสำนักงานไม่มีใครรู้เห็น ผลาญฉ่ำ ทุกอย่างใช้ของดี จ่ายสเปค VIP ทั้งหมด เอาว่าบริษัทระดับประเทศหรือระดับโลกยังไม่เลือกใช้ ของฟุ่มเฟือยเท่าประกันสังคมเลย แต่ VIP แค่ตอนจ่ายนะ ของที่ได้มาใช้ มูลค่าต้องหาร 5 สิทธิ์ที่ให้ผู้ประกันเหมือนเจียดเงินมาสงเคราะห์

    แต่เวลาถลุงใช้กันเองในสำนักงาน ผลาญกันฉ่ำ ส่วนต่างไปไหน ไม่ต้องมาเหนียมอายกันหรอก รู้ไว้เลยว่าทุกโครงการ มีคนรอหาแดกกับเงินทอนทั้งนั้น เพราะโดนจับได้ก็ชิล ๆ กว่าคดีจะจบ 10-20 ปี แต่มีเงินใช้สบายๆเป็นร้อย ๆ ล้านไปทั้งชีวิต

    สิ่งที่ทุกท่านพบเจอไม่ใช่บุญทำกรรมแต่ง แต่มันคือน้ำมือของมนุษย์ เป็นความตั้งใจของพวกเค้า #ประกันสังคัง ต้องล้างบางซากเดนพวกนี้ให้หมด อย่าให้เหลือเชื้อปรสิต ทั้งปัจจุบันและย้อนกลับไปในอดีตด้วย”

    ไอซ์ รักชนก โพสต์หลังนายอาร์มออกรายการสรยุทธ แฉประกันสังคม
    ภาพจาก Facebook : รักชนก ศรีนอก – Rukchanok Srinork
    ไอซ์ รักชนก
    ภาพจาก Facebook : รักชนก ศรีนอก – Rukchanok Srinork
    ไอซ์ รักชนก ศรีนอก-3
    ภาพจาก Instagram : nanaicez

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ข่าวล่าสุด

    Photo of sukanlaya s.

    sukanlaya s.

    นักเขียนบทความ SEO ประจำเว็บไซต์ The Thaiger จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เชี่ยวชาญงานเขียนประเภท ข่าวกระแสสังคม และบทความไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะเป็น รีวิวที่เที่ยว เทรนด์แฟชั่นและความงาม พร้อมแนะนำกระแสมาแรง ทันเหตุการณ์ ช่องทางติดต่อ ying@thethaiger.com

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thethaiger.com/th/news/1527193/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3RJwLuK0fJIR7EOA0TGrk0

  • ‘ศุภจี ‘ขอโอกาสต่ออายุงานทีมเศรษฐกิจ ภท. พาเรือประเทศไทยฝ่ามรสุมไปหาแหล่งน้ำใหม่ | เดลินิวส์

    ‘ศุภจี ‘ขอโอกาสต่ออายุงานทีมเศรษฐกิจ ภท. พาเรือประเทศไทยฝ่ามรสุมไปหาแหล่งน้ำใหม่ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 6 ก.พ.69  ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) จัดเวทีปราศรัยปิด ก่อนการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ.69 นำโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี  นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว แคนดิเดตนายกฯ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคฯ 

    Screenshot

    เมื่อเวลา 18.50 น. นางศุภจี ขึ้นปราศรัย โดยช่วงต้นกล่าวว่า วันนี้การที่แต๋มได้มายืนพูดตรงนี้อีกครั้งนึง แต๋มไม่ใช่นักการเมืองแต่มาอยู่ตรงนี้เพื่อพี่น้องทุกคนและคนไทยทุกคนในประเทศนี้ ตนไม่ต่างจากนายเอกนิติ ที่มีเพื่อนๆครูบาอาจารย์ ไม่ให้มาทำตรงนี้ แต่ตนไปขอทุกคนว่าต้องมาเพราะห่วงพวกเราทุกคน  การที่ประเทศเรากำลังเผชิญมรสุมมากมายที่มาจากปัจจัยควบคุมไม่ได้ นี่คือสิ่งที่ตนเป็นห่วง ซึ่งนายสีหศักดิ์ พูดแล้วในเรื่องภูมิรัฐศาสตร์เพราะโลกเราขัดแย้งกันถูกบังคับให้ต้องเลือกยืนอยู่ข้างใดข้างหนึ่ง แต่ในความเป็นจริงเราไม่ได้ใหญ่พอที่จะเลือก ฉะนั้นเราจึงต้องพยามทำตัวให้เข้าได้กับทุกคน แต่ต้องเข้าได้อย่างมีศักดิ์ศรี เพราะภูมิรัฐศาสตร์ล้อมเรา เพราะในเรื่องความมั่นคงและเศรษฐกิจการต่างประเทศมันแยกกันไม่ออกมัน ซึ่งเราเห็นแล้วว่าโลกบีบเรา และการค้าก็เหมือนกัน 

    นางศุภจี  กล่าวว่า ฉะนั้นทำไมที่มนุษย์ 3 คนที่ไม่ควรมายืนอยู่ตรงนี้ (สีหศักดิ์ – เอกนิติ -ศุภจี) ถึงต้องมา ก็เพราะว่าการตลาด เศรษฐกิจการค้า ความมั่นคงถูกโยงด้วยกัน เพราะเรากำลังอยู่ในมรสุมที่น่ากลัว ฉะนั้นเรือของเรากำลังแล่นไปด้วยความยากลำบากและท้าทาย นี่คือประเทศไทยในวันนี้ พวกเราสามคนถึงอาสาเข้ามาพยุงให้เรือลำนี้ ผ่านพ้นและไปหาทะเลใหม่ที่มีความสดใสและมีความหวัง

    นางศุภจี กล่าวอีกว่า ชั่วโมงนี้ไม่ใช่เวลาที่เราจะมาทะเลาะกันเองข้างในเพราะความขัดแย้งไม่ช่วยเลย แต่เราต้องสามัคคีกันทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงผู้คนทั่วไป ก่อนยกตัวอย่างว่าเมื่อก่อนเราเคยเป็นเสือตัวที่ 5 ของเอเชีย แต่วันนี้จีดีพีไทยโตต่ำมาก เราเป็นคนป่วยของเอเชียไม่ใช่เสือตัวที่ 5 แล้ว และปีนี้มีคนมาบอกว่าไอเอ็มเอฟบอกสถานการณ์ประเทศไทยจะโตขึ้นนะ แค่ร้อยละ  1.6 ฉะนั้นเราจะยอมได้หรือให้ประเทศไทยโตแค่ ร้อยละ1.6 ยอมไม่ได้ แต่เราก็ต้องรับรู้ว่าสภาพเราเป็นอย่างไร นายเอกนิติถึงพูดในเรื่องประชานิยมว่าเราไม่ได้มีเงินเยอะ แต่เราตั้งใจในสิ่งที่เป็นประโยชน์และให้ทุกคนต่อยอดได้อย่างกระจายตัว ฉะนั้นเราต้องใช้เงินอย่างแม่นยำ ซึ่งการที่จะทำให้เราเติบโตได้มากกว่านี้ คือต้องประสานวามร่วมมือกันมาช่วยทำให้ยกระดับ ซึ่งนายเอกนิติทำให้เราเห็นแล้วว่าทำงาน 73 วัน นำรถยนต์เก่าๆขึ้นมาจากหล่ม ทำให้ไตรมาส 4 ประเทศไทยโตถึง  ร้อยละ1.8 และตอนนี้เมื่อเขาบอกว่าเราจะโต ร้อยละ 1.6 ฉะนั้นทุกคนเชื่อมือนายเอกนิติ หรือไม่ แต่จะมีนายเอกนิติ คนเดียวไม่ได้ ต้องมีแต๋มด้วย ซึ่งเราต้องมาคุยกันในเรื่องการหารายได้ ซึ่งสิ่งที่จะเป็นทางรอดของเราคือ ต้องหารายได้ให้ได้ 

    จากนั้น นางศุภจี กล่าวถึงรายได้ของประเทศมาจาก 4 เรื่องใหญ่ 1.มาจากกำลังซื้อ รายได้มวลรวมของประเทศ ถ้าเราเข้ามาจะต้องกระตุ้นให้กระจายไปถึงทุกกลุ่ม 2.การลงทุน เราตั้งเป้าว่าจะให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนเกือบ 500,000 ล้านบาท ไปพร้อมกับการพัฒนาเรื่องทักษะที่เป็นความหวัง และเราต้องทำรองรับอุตสาหกรรมใหม่ๆ เช่น AI ยานยนต์ใหม่ การท่องเที่ยวที่มีมูลค่าสูง เป็นต้น เราต้องเน้นมาเรื่องอุตสาหกรรมการลงทุนและทำให้เกิดการจ้างงาน หากทำได้คิดว่าเราก็จะเติบโตได้มากกว่าที่เขาประเมินไว้ 

    นางศุภจี  กล่าวต่อว่า  3.การใช้จ่ายเงินของรัฐ ประเทศไทยมีไม่เยอะรายได้เรามี 3 ล้านบ้านบาท แต่รายจ่ายมี 4 ล้านบ้านบาท ซึ่งในนี้มีงบรายจ่ายประจำอยู่ 3.1 ล้านล้านบาท รายจ่ายผูกพันประมาณ 4-5 แสนล้าน เหลือเงินใช้จ่ายจริงอยู่ประมาณ 5 แสนล้านถือว่าต่ำ ฉะนั้นการใช้เราต้องใช้อย่างแม่นยำและเกิดประโยชน์ จึงทำโครงการให้ปลาพ่วงเบ็ด ไม่ใช่ประชานิยมที่จะสักแต่ว่าแจก โดยต้องดูด้วยว่าจะหาเงินจากไหนเพราะขนาดนี้เพดานหนี้สาธารณะประเทศไทยแทบจะติดแล้ว ร้อยละ  66-67  และที่คุณบอกจะใช้เงินปีละ 6-7 แสนล้าน เอามาจากไหนเพราะนโยบายขายมีเยอะแยะมากมายทำไม่ได้ประโยชน์ ฉะนั้นพรรคภูมิใจไทยถึงทำนโยบายที่เจาะตรงเป้า และจะมาบอกว่าไม่มีนโยบายอีกหรือ ฉะนั้นที่บอกว่าการบริหารประเทศต้องอยู่บนข้อเท็จจริง ตั้งใจจริง พุ่งตรงแม่นยำไปที่เป้านั้นจริง

    ส่วนเครื่องยนต์ตัวที่สี่ นางศุภจี กล่าวว่า ต้องทำให้การส่งออกนำเข้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ที่ผ่านมาเรามีปัญหาคือไทยกระจุกอยู่ในแค่สหรัฐและจีน มีการส่งออกไปสองประเทศนี้เทียบเท่าการส่งออก 1 ใน 3 ของประเทศ ฉะนั้นหากเราฝากการส่งออกไปไทยอยู่ในประเทศที่ขัดแย้งกันถือเป็นความเสี่ยง จึงต้องหาตลาดใหม่ 

    นางศุภจี  กล่าวว่า  ส่วนที่วันนี้มีคนวิจารณ์ว่าตนดูหมิ่นดูแคลนการส่งออก ตนไม่เคยดูหมิ่นและเหยียดหยามแต่คิดว่าเราสามารถทำได้กว่านี้อีก แต่ถ้าคุณมองไม่เห็นว่าปัญหามันอยู่ตรงไหนเราคิดว่าสิ่งที่ดีอยู่มันดีแล้วประเทศจะเป็นอย่างนี้หรือ ที่ผ่านมาประเทศไทยมีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ นี่เพียงแค่ 3 เดือนเราทำได้ขนาดนี้ และคนที่ทำมาไม่รู้กี่รอบกี่ปีเรื่องเศรษฐกิจแล้วบอกว่าปัญหาไม่มีเรื่องการส่งออก ท่านว่าเค้าเห็นหรือไม่เห็นปัญหา ฉะนั้นตนไม่เถียงว่าภูมิภาคอื่นมีการเจริญเติบโตด้วย แต่ประเด็นของตนมองว่าเราควรจะโตในการสุ่มเสี่ยงเหมือนเดิมหรือไม่ ฉะนั้นสิ่งที่เราต้องทำคือหาตลาดใหม่เพิ่มเติม และทำให้ฐานใหญ่มากขึ้นคือขายให้มากขึ้นซึ่งผิดด้วยหรือ 

    นางศุภจี  กล่าวต่อว่า เพราะฉะนั้นจะบอกว่ายุโรปโต ตะวันออกกลางโต แต่มันโตพอหรือไม่ ดังนั้นสิ่งที่เราต้องเดินหน้าต่อคือทำอย่างไรว่าจะเข้าไปตลาดใหม่ให้มันโตกว่าเดิม เพื่อที่เราจะได้ลดการพึ่งพาของประเทศที่เราพึ่งพาเขาอยู่ 1 ใน 3 ฉะนั้นกลยุทธ์การส่งออกตลาดเดิมต้องรักษาและทำอย่างมีกลยุทธ์ คือการประสานกันระหว่างความมั่นคง การต่างประเทศและการค้า และตอนนี้มีพรรคไหนพร้อมที่ทำเรื่องนี้มากกว่าพรรคภูมิใจไทยหรือ ฉะนั้นตลาดเดิมก็ต้องรักษา ตลาดใหม่ก็ควรจะทำให้มันโตขึ้น พร้อย้ำว่าในเมื่อมีการกระจุกตัวอยู่ในประเทศที่ขัดแย้งกัน เรามีความเสี่ยงสูง จึงต้องไปโตในตลาดอื่นให้มากขึ้น 

    ส่วนที่มีคนบอกว่าการส่งออกมีปัญหา ฉะนั้นการแก้การกระจุกที่หนึ่ง นางศุภจี กล่าวว่า ผู้ส่งออกในประเทศไทยที่ขึ้นทะเบียนมีอยู่ประมาณ 3 หมื่นราย เป็นผู้กับใหญ่ประมาณ 7-8 พันราย แต่กินส่วนแบ่งถึง ร้อยละ  74  ที่เหลือเป็นเอสเอ็มอี ฉะนั้นเราต้องช่วยในกลุ่มนี้คือ 1.เสริมทักษะเพื่อเสริมแกร่งให้เอาเอ็มอี โดยมีโครงการให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน หาตลาดและการปกป้องเอสเอ็มอี จากนอมีนีซึ่งทำแล้ว ส่วนคนที่ทำเศรษฐกิจมาหลายปีทำไมไม่แก้จุดนี้ ทำมากี่ปีกี่สมัยทำได้แค่นี้ ฉะนั้นเราต้องทำให้เอสเอ็มอีโตต่อเนื่องและมากกว่านี้

    ส่วนการแก้กระจุกตัวต่อไปคือเรื่องสินค้า นางศุภจี กล่าวว่า ปี 68 เราส่งออก 11.1 ล้าน และนำเข้า 11.4 ล้านมากกว่าส่งออก แต่มันกระจุกเพราะสินค้าที่เราส่งออกกับนำเข้าเป็นสินค้ากลุ่มเดียวกัน เช่น เครื่องจักร อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ชิ้นส่วนรถยนต์ ถือว่าประเทศไทยอยู่ในห่วงโซ่ตรงกลาง การแก้เราต้องทำให้การส่งออกสินค้ากระจายตัวมากขึ้น ไม่ใช่กระจุกอยู่กลุ่มเดียวกับสินค้าที่นำเข้า  และคนที่บอกว่าตนด้อยค่าการส่งออกนั้นมันใช่หรือ สิ่งที่ดูเราต้องส่งเสริมในเรื่องสินค้าที่ทำในประเทศไทย หรือเมคอินไทยแลนด์ หากทำได้จะเป็นเรื่องดี ไปพร้อมกับการแก้สินค้าสวมสิทธิ์ และแก้การส่งออกสินค้าเกษตรแปรรูป ดังนั้นหน้าที่ของทีมเศรษฐกิจนี้คือทำอย่างไรจะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้ 

    นางศุภจี  กล่าวต่อว่า ในส่วนเรื่องการเกษตร จากที่ตนทำ 3 เรื่องคือ เกษตรแม่นยำ เกษตรมั่นคง เกษตรยั่งยืน และจากการทำงานมา 73 วัน ตนงัดเรื่องราคาข้าวให้ขึ้นมาได้ โดยใช้กลไกการตลาดไม่ได้ใช้เงิน โดยดูดอุปทานขึ้นมาและนำมาขายให้กับพวกเรากันเองในกลุ่มรัฐ ประกอบกับหาตลาดให้ รวมถึงขณะนี้เรากำลังแก้ปัญหาเรื่องมะพร้าวน้ำหอมในเรื่องล้งจีนหากทำให้ถูกกฎหมายก็ต้องจัดการพร้อมกับการเปิดตลาดใหม่ และขณะนี้ก็กำลังทำตลาดเรื่องทุเรียนส่งออก ฉะนั้นเราต้องช่วงชิงในเรื่องเกษตรแม่นยำ 

    ส่วนเกษตรมั่นคง เราต้องหาตลาดส่งออกให้เขาได้และใช้วิธีการแลกเปลี่ยน ไม่ใช่ซื้อขายอย่างเดียวเพื่อทำให้เกษตรกรลืมตาอ้าปากได้ รวมถึงกับการทำเกษตรฟาร์มมิ่ง ด้วยการทำขายล่วงหน้าหากทำได้เกษตรกรก็จะไม่ต้องกังวลในเรื่องหาตลาด 

    นางศุภจี  กล่าวว่า ส่วนการทำเกษตรยั่งยืนต้องเน้นในเรื่องสิ่งแวดล้อม เกษตรอินทรีย์ การทำเกษตรคาร์บอนต่ำ ฉะนั้นหากเราทำให้เกษตรกรมีรายได้มั่นคงก็จะทำให้คนจำนวนมากของประเทศมีรายได้ดีขึ้น เพราะประเทศไทยขายความมั่นคงเรื่องการเกษตร โลกวันนี้หากเกิดปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้สิ่งที่คนต้องใช้ต้องกินคืออาหาร ฉะนั้นถ้าเราขายความมั่นคงอาหารให้คนอื่นได้ก็ทำให้ชาวนาเกษตรกรมีความมั่นคงสูงขึ้น และทำให้พยุงเศรษฐกิจปากท้องขึ้นจาหล่มได้ 

    นางศุภจี กล่าวย้ำว่า อย่ามาว่าสิ่งที่อยู่มันดีแล้ว แต่เพราะมองไม่เห็นปัญหาถึงแก้ไม่ได้ ฉะนั้นเราต้องยอมรับความจริงว่า อะไรควรแก้อะไรควรเก็บ ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่คณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจชุดหากได้ทำต่อ ก็จะทำต่อในเรื่องความมั่นคง เศรษฐกิจการค้า 

    “ซึ่งอนาคตอยู่ในมือทุกคนเรายังจะเดินเรือในทะเลที่มีคลื่นมรสุม หรือเราจะเอาเรือลำนี้ออกไปตะลุยแหล่งน้ำแหล่งน้ำใหม่ และจากที่ตนเล่ามาทั้งหมดแล้วมีความหวังขึ้นบ้างหรือไม่ อนาคตอยู่ในมือของทุกท่านว่าจะเลือกความหวังหรือจะเลือกความขัดแย้ง จะเลือกคนที่เข้ามาแก้ปัญหาหรือคนที่เข้ามาแก้ระบบโดยที่ไม่รู้ในเรื่องของปัญหา และไม่รู้จริงในเรื่องของปัญหา ”นางศุภจี กล่าว

    นางศุภจี กล่าวทิ้งท้ายว่า “แต๋มขอโอกาส อย่าทำให้สิ่งที่แต๋มตั้งใจมาทำเพื่อพวกท่านไม่มีโอกาสได้ทำ ตนทำเต็มที่ ทำเต็ม 100 พร้อมยืนยันว่าไม่ได้มาทำงานให้พรรคการเมืองไหน เพราะไม่ได้เป็นนักการเมืองเลยและไม่เคยมาอยู่ตรงนี้เลย แต่ตนมีความตั้งใจจริง ตั้งใจอย่างมากที่จะทำให้กับทุกท่านที่อยู่ในประเทศนี้ ทำให้คนไทยสามารถรอดพ้นจากความน่าเป็นห่วงและความอันตราย ตนมาอาสาทำให้เรามีความหวังขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5576145/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Ve85nFhMOXRZh_2vbDwul

  • ไม่ต้องขับวน กทม. ปลดล็อกที่จอดรถใต้ลานคนเมือง รองรับท่องเที่ยวย่านพระนคร

    ไม่ต้องขับวน กทม. ปลดล็อกที่จอดรถใต้ลานคนเมือง รองรับท่องเที่ยวย่านพระนคร

    ไม่ต้องขับวน กทม. ปลดล็อกที่จอดรถใต้ลานคนเมือง รองรับท่องเที่ยวย่านพระนคร

    ไม่ต้องขับวนอีกต่อไป! กทม. ปลดล็อกที่จอดรถใต้ลานคนเมืองแล้ว รองรับท่องเที่ยวย่านพระนคร มอ’ไซค์จอดฟรี สี่ล้อชั่วโมง 20 ห้องน้ำครึ่งร้อย ที่จอดครึ่งพัน

    (5 ก.พ. 69) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย นายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นำชมที่จอดรถลานคนเมือง ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) เขตพระนคร ซึ่งเปิดให้บริการประชาชนอย่างเป็นทางการแล้วเมื่อ 1 ก.พ. ที่ผ่านมา

    ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าวว่า ลานคนเมือง หน้าศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เสาชิงช้า มีที่จอดรถอยู่ด้านล่าง 2 ชั้น จอดได้ประมาณ 500 คัน ซึ่งที่ผ่านมาจะเน้นเป็นที่จอดรถราชการหรือผู้มาติดต่อราชการ ทำให้ช่วงกลางคืนหรือวันเสาร์-อาทิตย์ที่จอดจะว่าง เพราะคนทั่วไปเข้าจอดไม่ได้เนื่องจากเป็นที่หลวง ทั้งที่ย่านนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยว อาทิ วัดสุทัศน์ เสาชิงช้า ศาลเจ้าพ่อเสือ แต่ประชาชนหาที่จอดรถยาก เราจึงมองว่าจะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจมากถ้าเปิดให้ประชาชนมาจอดรถได้ แล้วรายได้ก็นำเข้าหลวงทั้งหมด ซึ่งเราปรับระเบียบร่วม 2 ปี จนในที่สุดก็สามารถเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้ามาใช้ที่จอดรถลานคนเมืองได้แล้ว

    ไม่ต้องขับวน กทม. ปลดล็อกที่จอดรถใต้ลานคนเมือง รองรับท่องเที่ยวย่านพระนคร

    ไม่ต้องขับวน กทม. ปลดล็อกที่จอดรถใต้ลานคนเมือง รองรับท่องเที่ยวย่านพระนคร

    เงื่อนไขการจอด

    สำหรับเงื่อนไขการจอด วันจันทร์ – ศุกร์ เปิดให้จอดหลังเวลาราชการ ตั้งแต่ 18.00 – 06.00 น. ของวันรุ่งขึ้น วันเสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ จอดได้ตลอด 24 ชม. อัตราค่าบริการ จอดฟรี 15 นาทีแรก 15 นาที – 5 ชั่วโมง 20 บาท/ชั่วโมง ชั่วโมงที่ 6 ขึ้นไป 30 บาท/ชั่วโมง สำหรับรายเดือน (20 คัน) จันทร์ – ศุกร์  เวลา 18.00 – 06.00 น. เสาร์ – อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตลอด 24 ชั่วโมง อัตราค่าบริการ 2,000 บาท/เดือน สำหรับมอเตอร์ไซค์จอดฟรี (ออกก่อนเวลา 06.00 น. ของวันถัดไป)

    ไม่ต้องขับวน กทม. ปลดล็อกที่จอดรถใต้ลานคนเมือง รองรับท่องเที่ยวย่านพระนคร

    วิธีการเดินทาง

    เลี้ยวซ้ายมาจากทางอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เส้นถนนดินสอมุ่งหน้ามาทางศาลาว่าการฯ จะมีทางลงอยู่ 2 ด้าน ทางลงหนึ่งจะอยู่เลยถนนมหรรณพมานิดเดียว อีกทางคือฝั่งถนนศิริพงษ์ อาจจะดูแคบและลึกลับแต่มีเลนเฉพาะให้เลี้ยวซ้ายเข้ามาได้เลย เหมาะสำหรับคนที่มาจากทางวัดสุทัศน์หรือเสาชิงช้า

    การจอดที่นี่มีความปลอดภัยเพราะมี รปภ. ดูแลตลอด มีห้องน้ำสาธารณะให้บริการถึง 66 ห้อง เปิด 24 ชั่วโมง ยืนยันว่าเราไม่ได้เบียดบังที่จอดรถข้าราชการ แต่เรานำที่ว่างหลังเลิกงานมาใช้ประโยชน์ให้ประชาชนมีที่จอดรถสะดวก จะได้ไปเดินเที่ยวย่านนี้ได้อย่างสบายใจ

    ไม่ต้องขับวน กทม. ปลดล็อกที่จอดรถใต้ลานคนเมือง รองรับท่องเที่ยวย่านพระนคร

    ไม่ต้องขับวน กทม. ปลดล็อกที่จอดรถใต้ลานคนเมือง รองรับท่องเที่ยวย่านพระนคร

    ไม่ต้องขับวน กทม. ปลดล็อกที่จอดรถใต้ลานคนเมือง รองรับท่องเที่ยวย่านพระนคร

    “ที่จอดรถลานคนเมืองเปิดให้บริการแล้ว อยากให้พี่น้องประชาชนมาใช้กันเยอะ ๆ เพราะเราอยากกระตุ้นเศรษฐกิจย่านนี้ ใครจะมาไหว้พระวัดสุทัศน์ ชอปร้านสังฆภัณฑ์ หรือหาของกินร้านขึ้นชื่อ ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องที่จอดรถแล้ว ที่นี่ปลอดภัยและห้องน้ำก็สะอาดมาก” ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าว

    ไม่ต้องขับวน กทม. ปลดล็อกที่จอดรถใต้ลานคนเมือง รองรับท่องเที่ยวย่านพระนคร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/737615&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3DWxcgiJHKxvhdDdp9p8kz

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต ร่วมกับ จังหวัดภูเก็ต เตรียมจัดงานสดุดี

    องค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต ร่วมกับ จังหวัดภูเก็ต เตรียมจัดงานสดุดี

    องค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต ร่วมกับ จังหวัดภูเก็ต เตรียมจัดงานสดุดี ‘ท้าวเทพกระษัตรี–ท้าวศรีสุนทร’ ส่งเสริมท่องเที่ยวประวัติศาสตร์–วัฒนธรรม

    วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.22 น.

    องค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต ร่วมกับ จังหวัดภูเก็ต เตรียมจัดงานสดุดี “ท้าวเทพกระษัตรี–ท้าวศรีสุนทร” ภายใต้แนวคิด “รักชาติ ปกป้องแผ่นดิน วีรสตรีศรีถลาง” เพื่อรำลึกถึงวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ของสองวีรสตรีผู้มีบทบาทสำคัญในการปกป้องเมืองถลาง และสร้างความภาคภูมิใจในรากเหง้าทางประวัติศาสตร์ของชาวภูเก็ต

    การจัดงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมควบคู่กับ การท่องเที่ยวหลักของจังหวัดภูเก็ต พร้อมทั้งกระตุ้นการมีส่วนร่วมของประชาชน นักท่องเที่ยวชาวไทย–ต่างชาติ รวมถึงนักเรียนและนักศึกษา ตลอดจนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดภูเก็ต 

    ภายในงานจะมีกิจกรรมทางวัฒนธรรมและการเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ที่สะท้อนอัตลักษณ์ของจังหวัดภูเก็ต พร้อมสร้างกระแสการรับรู้บนสื่อออนไลน์ และตอกย้ำภาพลักษณ์ภูเก็ตในฐานะเมืองแห่งประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมร่วมสมัย

    โดยการจัดงานจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 13-16 มีนาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 17.00 น.เป็นต้นไป ณ อนุสรณ์สถาน เมืองถลาง (บ้านเหรียง) อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/lady/945492&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2HJXCrqTYwE8Fbk4j6-Pfp

  • ‘ปวีณา’ แทคทีม! ผู้สมัคร สส.กทม. ลุยทิ้งทวน ขอเข้าสภาแก้ปัญหาสังคม | เดลินิวส์

    ‘ปวีณา’ แทคทีม! ผู้สมัคร สส.กทม. ลุยทิ้งทวน ขอเข้าสภาแก้ปัญหาสังคม | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 6 ก.พ. 2569 นางปวีณา หงสกุล ประธานที่ปรึกษาฝ่ายสังคม พรรคกล้าธรรม (กธ.) ในฐานะผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคกล้าธรรม นำคณะขึ้นรถแห่หาเสียงช่วงส่งท้ายช่วยผู้สมัคร สส.กทม.พรรคกล้าธรรม ฝั่งธนบุรี เขต 1-2 และ 24-33 พื้นที่พระนคร, สัมพันธวงศ์, ราชเทวี, ปทุมวัน, บางกอกน้อย, บางกอกใหญ่, ตลิ่งชัน, บางแค, บางบอน, จอมทอง, บางขุนเทียน, ทุ่งครุ, ธนบุรี 

    โดยนางปวีณา พร้อมด้วยนายนิกร ซัจเดว์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ และ น.ส.วิลาสินี แป๊ะสมัน ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 2 ขึ้นรถแห่หาเสียงเริ่มจากอาคารพญาไท พลาซ่า ไปตามเส้นทางราชเทวี ปทุมวัน สาทร มีประชาชนในพื้นที่ส่งเสียงให้กำลังใจต่อเนื่อง จนถึงพื้นที่ ของนายอัครพล คฤหเดชรัตนา ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 1 พื้นที่พระนคร และสัมพันธวงศ์ 

    โดยไฮไลต์สำคัญ เมื่อมาถึงพื้นที่ตลาดเยาวราช นางปวีณา ได้ลงเดินพบปะพูดคุยกับพ่อค้า แม่ค้า และประชาขน ที่มาจับจ่ายซื้อสินค้า และเดินท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก มีแม่ค้าที่เป็นชื่นชอบ และติดตามผลงานนางปวีณา ด้านช่วยเหลือสังคม ต่างเข้ามามอบดอกไม้ เข้ามากอดและขอถ่ายภาพเป็นจำนวนมาก บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ทุกคนสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส

    นอกจากนี้ ยังได้เข้าพบกับนายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมผู้ค้าทอง ภายในร้านทองจินฮั้วเฮง พร้อมรับฟังถึงสถานการณ์ซื้อขาย ทองคำ ในช่วงเทศกาลตรุษจีนอีกด้วย

    นางปวีณา กล่าวว่า วันนี้รู้สึกดีใจ ที่ได้มาพบปะพ่อค้าแม่ค้า และนักท่องเที่ยว ตลอดชาวไทยที่ย่านเยาวราช หรือ ไชน่าทาวน์เมืองไทย ซึ่งถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมระดับโลกของกรุงเทพฯ ที่โดดเด่นด้วยสตรีทฟู้ดรสเลิศตลอดแนวถนน มีทั้งร้านทอง ห้างสรรพสินค้าเก่าแก่ และสถาปัตยกรรมสไตล์จีนที่คึกคักทั้งกลางวันและกลางคืน และยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวพหุวัฒนธรรมผสมผสานหลากหลายเชื้อชาติทั้งไทยพุทธ ไทยเชื้อสายจีน และอินเดีย เยาวราช จึงถือเป็นแลนด์มาร์คสำคัญที่ผสมผสานวัฒนธรรมจีนดั้งเดิมเข้ากับไลฟ์สไตล์การท่องเที่ยวสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว 

    “เราภูมิใจที่มีวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ที่มีมาช้านาน สร้างรายได้ให้ประเทศและเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่โด่งดังระดับโลก ซึ่งพรรคกล้าธรรม ก็มีนโยบายเน้นการท่องเที่ยว สร้างเมืองรองให้เป็นเมืองหลัก เยาวราชซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวหลักอยู่แล้ว เราจึงอยากผลักดันการสร้างรายได้ให้กับประเทศและส่งเสริมไทยเที่ยวไทย กระจายรายได้ภายในประเทศด้วย” นางปวีณา กล่าว

    ทั้งนี้ พ่อค้า แม่ค้า และผู้ประกอบการร้านค้า ต่างสะท้อนถึงปัญหาเศรษฐกิจ ต้นทุนสินค้าแพง ปัญหาหนี้สินนอกระบบ ซึ่งนางปวีณา กล่าวว่า มาฝากนโยบายพรรคกล้าธรรม ด้านสังคม ที่เชื่อว่า ตรงกับความต้องการของพี่น้องประชาชน ทั้งการแก้ปัญหาปากท้อง และ ปัญหาสังคม นโยบายที่สำคัญคือ “ข่มขืน ฆ่าโหด เท่ากับประหารชีวิตสถานเดียว, การเยียวยาผู้เสพยาเสพติดต้องได้รับการบำบัดและฝึกอาชีพ, การดูแลสวัสดิการผู้สูงอายุและคนพิการ ตลอดการผลักดันธนาคารประชาชน เพื่อแก้ไขปัญหากลุ่มเปราะบางที่ยังคงเป็นหนี้นอกระบบ เพื่อประชาชนจะได้มีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น จึงขอให้เชื่อมั่นและไว้วางใจ และขอให้กาบัตรสีเขียวเลือกผูัสมัคร สส.แบบเขต และกาบัตรสีชมพู เบอร์ 42 ในวันที่ 8 กุมภาพันธุ์นี้ เพื่อให้ “ปวีณา” ในนามพรรคกล้าธรรม เข้าไปทำงานรับใช้พ่อแม่พี่น้องประชาชนในสภาผู้แทนราษฎร

    จากนั้น นางปวีณา พร้อมคณะผู้สมัคร สส.กทม.พรรคกล้าธรรม เดินทางต่อไปยังปากคลองตลาด ซึ่งเป็นศูนย์กลางตลาดดอกไม้ที่ใหญ่ที่สุดในไทยและติดอันดับ 4 ของโลก มีเงินหมุนเวียนสองหมื่นห้าพันล้านบาทต่อปี โดยเฉพาะช่วงเทศกาลสำคัญ เช่น วาเลนไทน์ ปากคลองตลาดเป็นแหล่งรวบรวมดอกไม้ทั้งในและต่างประเทศ จำหน่ายทั้งปลีกและส่ง ส่งออกไปต่างประเทศและกระจายสินค้าทั่วไทย สร้างรายได้ให้กับประชาชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5574821/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw05PEdshoi3lo_JM-oz-voe

  • จีนครองแชมป์! นักท่องเที่ยวเข้าไทย เดือน ม.ค. ทะลุ 3.38 ล้านคน

    จีนครองแชมป์! นักท่องเที่ยวเข้าไทย เดือน ม.ค. ทะลุ 3.38 ล้านคน

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (6 ก.พ.69) นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 1 กุมภาพันธ์ 2569 มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เดินทางเข้าประเทศไทยสะสม 3,388,313 คน สร้างรายได้ประมาณ 167,256 ล้านบาท

    โดย 5 อันดับแรกของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้แก่ จีน 417,999 คน มาเลเซีย 315,115 คน รัสเซีย 281,673 คน อินเดีย 237,371 คน และเกาหลีใต้ 173,546 คน

    สำหรับสถานการณ์ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ระหว่างวันที่ 26 มกราคม – 1 กุมภาพันธ์ 2569 ตลาดนักท่องเที่ยวระยะใกล้ (Short haul) ยังคงฟื้นตัวต่อเนื่อง จากการสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยควบคู่กับมาตรการกระตุ้นการเดินทางของภาครัฐ โดยเฉพาะตลาดจีนที่ยังคงเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวมากเป็นอันดับหนึ่ง และมีจำนวนนักท่องเที่ยวแตะระดับกว่า 1 แสนคนติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 2 ขณะที่ตลาดมาเลเซียมีการขยายตัวอย่างโดดเด่น เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 28.17%

    ภาพรวมในสัปดาห์ดังกล่าว มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทย รวม 762,392 คน เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 7,745 คน หรือ 1.03% คิดเป็นค่าเฉลี่ยวันละ 108,913 คน

    ทั้งนี้ 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน 116,515 คน มาเลเซีย 79,335 คน รัสเซีย 58,191 คน อินเดีย 47,585 คน และเกาหลีใต้ 36,607 คน ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวจากมาเลเซีย จีน และรัสเซีย ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 28.17% 15.45% และ 6.67% ตามลำดับ ขณะที่นักท่องเที่ยวชาวอินเดีย และเกาหลีใต้ ลดลง 19.75% และ 9.81% ตามลำดับ

    นางสาวนัทรียา ระบุเพิ่มเติมว่า ในสัปดาห์ถัดไป คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติอาจชะลอตัวลงบ้าง อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยสนับสนุนการเดินทางเข้าสู่ประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งมาตรการกระตุ้นนักท่องเที่ยวชาวจีน การส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัย ภายใต้แนวคิด “Trusted Thailand” มาตรการ Ease of Traveling ของรัฐบาล การยกเว้นการกรอกบัตร ตม.6 รวมถึงการผลักดันให้สายการบินเพิ่มจำนวนเที่ยวบิน เพื่ออำนวยความสะดวกและรองรับความต้องการเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติ

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/local/811627&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ynvv4Biwc1HxI2vl9MGkW

  • สทน. เพื่อเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม

    สทน. เพื่อเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม

    สทน. เพื่อเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม

    วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 16.15 น.

    Tag :

    สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน. – Association of Domestic Travel: ADT) นำโดย ชัยพฤกษ์ ทองคำ นายก สทน. พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร เข้ามอบเงินจำนวน 37,412 บาท ให้แก่มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย สนับสนุนการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ โดยมี นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิฯ เป็นผู้รับมอบ ณ อาคารมหินทรเดชานุวัตน์ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย

    เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน

    โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

    1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

    2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

    3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/lady/945582&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3QiCzv8Ekr3HgDn5tpY7Ks

  • ท่องเที่ยวบูม!! ต่างชาติเที่ยวไทยเดือนแรกกว่า 3.4 ล้านคน จีน-มาเลย์มาแรง : อินโฟเควสท์

    ท่องเที่ยวบูม!! ต่างชาติเที่ยวไทยเดือนแรกกว่า 3.4 ล้านคน จีน-มาเลย์มาแรง : อินโฟเควสท์

    น.ส.นัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวถึงสถานการณ์การท่องเที่ยวในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (26 ม.ค.-1 ก.พ. 69) ว่า นักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะใกล้ (Short haul) ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องจากการสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย และการมีมาตรการกระตุ้นการเดินทางของนักท่องเที่ยวของรัฐบาล โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวตลาดจีนที่ยังคงเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวครองอันดับ 1 และเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวแตะระดับ 1 แสนคนเป็นสัปดาห์ที่ 2 รวมถึงนักท่องเที่ยวตลาดมาเลเซียที่เดินทางเข้ามาเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน โดยเดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้น 28.17% จากสัปดาห์ก่อน

    ทั้งนี้ ส่งผลให้ภาพรวมในสัปดาห์นี้มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 762,392 คน เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 7,745 คน หรือ 1.03% คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยเฉลี่ยวันละ 108,913 คน โดย 5 อันดับแรกของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้แก่ จีน 116,515 คน มาเลเซีย 79,335 คน รัสเซีย 58,191 คน อินเดีย 47,585 คน และเกาหลีใต้ 36,607 คน

    “นักท่องเที่ยวมาเลเซีย จีน และรัสเซีย มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 28.17% 15.45% และ 6.67% ตามลำดับ ขณะที่นักท่องเที่ยวชาวอินเดีย และเกาหลีใต้ มีการปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 19.75% และ 9.81% ตามลำดับ” น.ส.นัทรียา ระบุ

    สำหรับสถานการณ์ท่องเที่ยวในสัปดาห์นี้ (2-8 ก.พ.)คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาลดลง แต่ยังคงมีปัจจัยส่งเสริมการเดินทาง ได้แก่ การมีมาตรการกระตุ้นนักท่องเที่ยวชาวจีน การมีมาตรการส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัย Trusted Thailand การมีมาตรการ Ease of traveling ของรัฐบาลที่ช่วยเพิ่มการอำนวยความสะดวกในการเดินทางสู่ไทย การยกเว้นบัตรตม.6 รวมถึงการกระตุ้น และส่งเสริมให้สายการบินเพิ่มจำนวนเที่ยวบินมากยิ่งขึ้น

    ส่วนภาพรวมจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสะสมตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-1 ก.พ. 69 ที่ผ่านมาทั้งสิ้น 3,388,313 คน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 167,256 ล้านบาท โดยจำนวนนักท่องเที่ยวสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน 417,999 คน มาเลเซีย 315,115 คน รัสเซีย 281,673 คน อินเดีย 237,371 คน และเกาหลีใต้ 173,546 คน

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (06 ก.พ. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/567187&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2jfsaQIdcO-BX1sIzyPPsk

  • กทม. เปิดใต้ดิน ‘ลานคนเมือง’ ให้ประชาชนจอดหลังเลิกงาน-วันหยุด รองรับ 500 คัน หวังฟื้นเศรษฐกิจย่านเมืองเก่า

    กทม. เปิดใต้ดิน ‘ลานคนเมือง’ ให้ประชาชนจอดหลังเลิกงาน-วันหยุด รองรับ 500 คัน หวังฟื้นเศรษฐกิจย่านเมืองเก่า

    วานนี้ (5 กุมภาพันธ์) ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย วิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและประชาสัมพันธ์การเปิดให้บริการที่จอดรถใต้ดิน ที่ลานคนเมือง ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) เขตพระนคร ซึ่งได้เริ่มเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าใช้บริการอย่างเป็นทางการแล้วตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา

    ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าวถึงความเป็นมาของโครงการนี้ว่า ลานคนเมืองมีพื้นที่จอดรถใต้ดิน 2 ชั้น รองรับรถได้ประมาณ 500 คัน ซึ่งในอดีตสงวนไว้สำหรับรถราชการและผู้มาติดต่อราชการเท่านั้น ทำให้ในช่วงเวลากลางคืนหรือวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ พื้นที่ดังกล่าวจะว่างเว้นจากการใช้งาน

    ในขณะที่พื้นที่โดยรอบซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญและย่านเศรษฐกิจเก่าแก่ อาทิ วัดสุทัศน์ เสาชิงช้า และศาลเจ้าพ่อเสือ ประสบปัญหาขาดแคลนที่จอดรถอย่างหนัก กทม. จึงเล็งเห็นโอกาสในการบริหารจัดการทรัพย์สินของราชการให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยใช้เวลาปรับปรุงระเบียบข้อบังคับนานเกือบ 2 ปี จนสามารถเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้ามาใช้บริการได้ โดยรายได้จากการจัดเก็บค่าธรรมเนียมจะนำส่งเข้าเป็นรายได้ของแผ่นดินทั้งหมด

    สำหรับรายละเอียดการให้บริการ กทม. ได้กำหนดช่วงเวลาเพื่อไม่ให้กระทบต่อการปฏิบัติงานราชการ ดังนี้

    • วันจันทร์ – ศุกร์: เปิดให้บริการหลังเวลาราชการ ตั้งแต่ 18.00 – 06.00 น. ของวันรุ่งขึ้น
    • วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์: เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง
    • อัตราค่าบริการ: จอดฟรี 15 นาทีแรก, ชั่วโมงที่ 1-5 คิดค่าบริการ 20 บาท/ชั่วโมง, ชั่วโมงที่ 6 ขึ้นไป คิด 30 บาท/ชั่วโมง
    • บริการรายเดือน: (จำกัด 20 คัน) อัตรา 2,000 บาท/เดือน (จอดได้ตามช่วงเวลาที่กำหนดข้างต้น)
    • รถจักรยานยนต์: จอดฟรี (ต้องนำรถออกก่อนเวลา 06.00 น. ของวันถัดไป)

    สำหรับการเดินทางเข้าใช้บริการ ประชาชนสามารถเข้าได้ 2 ช่องทาง คือ 1. ทางลงฝั่งถนนดินสอ (เลยถนนมหรรณพมาเล็กน้อย) และ 2. ทางลงฝั่งถนนศิริพงษ์ ซึ่งมีช่องทางเลี้ยวซ้ายเฉพาะสำหรับเข้าจอด เหมาะสำหรับผู้ที่เดินทางมาจากฝั่งวัดสุทัศน์

    ทั้งนี้ ภายในลานจอดรถมีมาตรการรักษาความปลอดภัยโดยเจ้าหน้าที่ รปภ. ดูแลตลอดเวลา พร้อมทั้งมีห้องน้ำสาธารณะที่สะอาดและปลอดภัยให้บริการถึง 66 ห้อง ตลอด 24 ชั่วโมง

    “ยืนยันว่าเราไม่ได้เบียดบังที่จอดรถข้าราชการ แต่เรานำที่ว่างหลังเลิกงานมาใช้ประโยชน์ให้ประชาชนมีที่จอดรถสะดวก จะได้ไปเดินเที่ยวย่านนี้ได้อย่างสบายใจ จึงอยากเชิญชวนให้พี่น้องประชาชนมาใช้บริการกันเยอะ ๆ เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจย่านนี้ ใครจะมาไหว้พระวัดสุทัศน์ ชอปร้านสังฆภัณฑ์ หรือหาของกินร้านขึ้นชื่อ ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องที่จอดรถแล้ว” ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าวทิ้งท้าย

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/bma-lan-khon-mueang-parking/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LdM-xUXRslX_JPqPxsWZ-

  • พรรคเศรษฐกิจ เดินสายเมืองคอน รับฟังปัญหาเกษตร-การค้าชุมชน | TOPNEWS

    พรรคเศรษฐกิจ เดินสายเมืองคอน รับฟังปัญหาเกษตร-การค้าชุมชน | TOPNEWS

    พรรคเศรษฐกิจ เดินสายเมืองคอน รับฟังปัญหาเกษตร-การค้าชุมชน

    • เผยแพร่ : 06/02/2026 21:58

    เมื่อวันที่ 5 ม.ค. 2569 พล.อ.รังษี หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ ลงพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยเริ่มต้นภารกิจด้วยการกราบสักการะองค์พระธาตุเมืองนครศรีธรรมราช ณ วัดพระมหาธาตุวรวิหาร เพื่อความเป็นสิริมงคล ก่อนเดินทางต่อไปยังพื้นที่เขาเหล็ก อ.นบพิตำ และเดินทางต่อเนื่องสู่ อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช เพื่อพบปะพ่อแม่พี่น้องประชาชนในพื้นที่


    จากนั้น พล.อ.รังษี ได้ลงพื้นที่ตลาดร้อยปี กลางใจเมืองปากพนัง พบปะทักทายพ่อแม่พี่น้องชาวอำเภอปากพนังอย่างใกล้ชิด พร้อมช่วยหาเสียงให้กับผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 2 เบอร์ 8 นายทศพร แซ่ซิ้น โดยได้กล่าวแนะนำตัวผู้สมัครและชูนโยบายสำคัญของพรรคเศรษฐกิจ ท่ามกลางบรรยากาศเป็นกันเอง ชาวบ้านให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

    ทั้งนี้ ชาวบ้านในพื้นที่ได้ฝากข้อเสนอและความเดือดร้อนเกี่ยวกับปัญหาเศรษฐกิจของพี่น้องชาวลุ่มน้ำปากพนัง ไม่ว่าจะเป็นด้านการเกษตร การค้าขาย และคุณภาพความเป็นอยู่ในชีวิตประจำวัน ซึ่ง พล.อ.รังษี รับฟังความคิดเห็นอย่างตั้งใจ พร้อมยืนยันว่าจะนำเสียงสะท้อนของประชาชนไปผลักดันเป็นนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาและยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังต่อไป

    กิตตินันท์ จินดำ ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.นครศรีธรรมราช

    21

    11SOCAIL 16-9 copy

    “เอกนิติ” เปิดใจที่มา “คนละครึ่งพลัส” ศก.ติดหล่มหนัก เบื้องหลังพาธุรกิจไทยพ้นไอซียู แต่ไว้ใจไม่ได้ขอโอกาส”ทีมไทยแลนด์ “อีก 4 ปี “เราจะเป็นชาติแข็งแกร่งแห่งเอเชีย”

    “ศุภจี” ย้ำมาทำงานเพื่อคนทั้งประเทศ ยอมทนเห็นไม่ได้ศก.ไทยโตเหลือแค่ 1.6% กางนโยบายส่งออก ยกระดับภาคเกษตร รุกขยายรายได้ พร้อมนำเรือฝ่ามรสุมตะลุยหาแหล่งน้ำใหม่

    ร้องเรียนชาวบ้านเป็นเหตุ จนท.ลุยตรวจที่ดินถมรุกล้ำชายฝั่งชุมพร

    มุกดาหารประกาศสงครามฝุ่น! ผู้ว่าฯ “วรญาณ” คิกออฟรณรงค์งดเผา-คุมเข้ม PM2.5 ทั่วจังหวัด

    ตำรวจมุกดาหาร จับได้แล้วมือยิงหนุ่มดับกลางงานบุญข้าวจี่บ้านค้อ

    GULF ประสบความสำเร็จ จัดหาเงินกู้ 6 หมื่นล้าน ลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน รวมกำลังผลิตไฟฟ้าตามสัญญา 939 เมกะวัตต์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1480267&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jIaAPgW6U84OmQnfYPu5U