Blog

  • เลือกตั้งล่วงหน้าผิดพลาดซ้ำซาก ถึงเวลาปฏิรูปทุนมนุษย์ภาครัฐ

    เลือกตั้งล่วงหน้าผิดพลาดซ้ำซาก ถึงเวลาปฏิรูปทุนมนุษย์ภาครัฐ

    Loading…

    เลือกตั้งล่วงหน้าผิดพลาดซ้ำซาก ถึงเวลาปฏิรูปทุนมนุษย์ภาครัฐ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/government-277&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2djoZIZWNNLgOwayCOFM59

  • ยกระดับเกมการทูต ฮุน มาเนต ขอฝรั่งเศสเข้าถึงเอกสารประวัติศาสตร์ ข้อมูลเส้นเขตแดนไทย-กัมพูชา

    ยกระดับเกมการทูต ฮุน มาเนต ขอฝรั่งเศสเข้าถึงเอกสารประวัติศาสตร์ ข้อมูลเส้นเขตแดนไทย-กัมพูชา

    ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ติดต่อทางการฝรั่งเศส เพื่อขอเข้าถึงเอกสารทางประวัติศาสตร์ และข้อมูลทางเทคนิคที่เกี่ยวข้องกับเส้นเขตแดนไทย-กัมพูชา หวังยกระดับเกมการทูตในข้อพิพาทชายแดนระหว่างสองประเทศ

    เมื่อวานนี้ (5 กุมภาพันธ์) สำนักข่าว Reuters รายงานว่า ฮุน มาเนต ผู้นำกัมพูชา เขียนจดหมายถึง เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส เพื่อขอการเข้าถึงเอกสารทางประวัติศาสตร์ ข้อมูลทางเทคนิค และการสนับสนุนความเชี่ยวชาญและคำปรึกษาที่เกี่ยวข้องกับเส้นเขตแดนไทย-กัมพูชา

    “ในสถานการณ์นี้ นายกฯ ได้ขอให้ฝรั่งเศสพิจารณาให้ความช่วยเหลือด้านความเชี่ยวชาญทางเทคนิคและการให้คำปรึกษา ตลอดจนอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงหรือจัดหาเอกสารทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับพรมแดนระหว่างประเทศกัมพูชากับไทย ซึ่งเป็นมรดกตกทอดจากยุคอาณานิคม” แถลงการณ์กระทรวงการต่างประเทศกัมพูชาระบุ

    แถลงการณ์ยังระบุว่า ฮุน มาเนต ได้ขอบคุณฝรั่งเศสที่ยึดมั่นในหลักการและการมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ รวมถึงการส่งเสริมสันติภาพ การพัฒนา และการฟื้นฟูประเทศ โดยเน้นย้ำว่า ฝรั่งเศสมีความสำคัญในฐานะหนึ่งในสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC)

    ขณะที่รายงานจาก Khmer Times ระบุว่า ฝรั่งเศสส่งสัญญาณเตรียมพร้อมมอบเอกสารให้กัมพูชา หากมีการยื่นคำร้องอย่างเป็นทางการ โดยในช่วงที่ผ่านมา ฮุน มาเนต เคยระบุว่า มาครงยินดีพร้อมช่วยกัมพูชาในการหารือก่อนหน้านี้

    ปัจจุบัน Reuters ได้ติดต่อสอบถามสถานการณ์จากสถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำกัมพูชา และกระทรวงการต่างประเทศไทย แต่ยังไม่มีฝ่ายใดแสดงความคิดเห็น

    อนึ่ง ฝรั่งเศสในฐานะเจ้าอาณานิคมกัมพูชา เป็นฝ่ายจัดทำแผนที่แนวชายแดนไทย-กัมพูชา ระยะทาง 817 กิโลเมตรในปี 1907 โดยกำหนดให้สันปันน้ำเป็นหลักกำหนดเขตแดนระหว่างสองประเทศ ซึ่งมีพื้นที่พิพาทรวมถึงโบราณสถานอย่างปราสาทเขาพระวิหาร

    แฟ้มภาพ: Xose Bouzas / Reuters

    อ้างอิง:

    TAGS:  


    ABOUT THE AUTHOR

    อัยย์ลดา แซ่โค้ว

    Content Creator กองบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/hun-manet-cambodia-border-documents/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nx_3aMsiJeuxjBM-4Y20Y

  • 115 ปี วัชร-นารี! รพ.กำแพงเพชรพิทยาคม เปิดเช่าพระกริ่งล้ำค่า สมทบทุนพัฒนาการศึกษา | TOPNEWS

    115 ปี วัชร-นารี! รพ.กำแพงเพชรพิทยาคม เปิดเช่าพระกริ่งล้ำค่า สมทบทุนพัฒนาการศึกษา | TOPNEWS

    นายธนายุทธ คลังวงษ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนกำแพงเพชรพิทยาคม นายเทวัญ หุตะเสวี ประธานคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน พร้อมด้วยคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สมาคมผู้ปกครองและครู สมาคมศิษย์เก่า สื่อมวลชน และเครือข่ายผู้ปกครอง ร่วมกันแถลงข่าวเตรียมจัดงานวันสถาปนาโรงเรียนครบ 115 ปี ภายใต้ชื่องาน “รวมร้อยใจ สู่ 115 ปี วัชร-นารี กำแพงเพชรพิทยาคม” ซึ่งจะจัดขึ้นในปีพุทธศักราช 2569 โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบัน พร้อมทั้งระดมทรัพยากรเพื่อนำมาใช้ในการพัฒนาอาคารสถานที่ และยกระดับคุณภาพการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนให้ก้าวหน้าต่อไป

    ไฮไลท์สำคัญของการจัดงานในครั้งนี้ คือการเปิดให้เช่าบูชาวัตถุมงคลล้ำค่า “พระกริ่ง–พระชัยวัฒน์ สุวัฒฑะโน” รุ่นฉลอง 90 ปี ซึ่งเป็นพระกริ่งที่ได้รับพระเมตตาจากสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก ประทานพระนามและเส้นพระเกศาบรรจุภายในองค์พระ พร้อมผ่านพิธีมหาพุทธาภิเษกอย่างยิ่งใหญ่เมื่อปี 2545 โดยเปิดให้บูชาเนื้อนวโลหะผสมทองคำในราคาชุดละ 3,999 บาท และเนื้อสัมฤทธิ์ราคาชุดละ 2,499 บาท เพื่อนำรายได้ทั้งหมดสมทบทุนกองทุนพัฒนาการศึกษาของโรงเรียน

    นอกจากวัตถุมงคลแล้ว ทางโรงเรียนยังได้จัดทำของที่ระลึกพิเศษ อาทิ เสื้อ แก้วน้ำ พวงกุญแจ และหมวก เพื่อให้ศิษย์เก่าและประชาชนทั่วไปได้ร่วมสนับสนุนและเก็บสะสมเป็นที่ระลึกในโอกาสประวัติศาสตร์นี้ ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อสั่งจองได้ที่ ห้องกลุ่มบริหารงานงบประมาณ โรงเรียนกำแพงเพชรพิทยาคม ในวันและเวลาราชการ หรือติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ https://www.kp.ac.th และแฟนเพจเฟซบุ๊กของโรงเรียนได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

    โดยโรงเรียนกำแพงเพชรพิทยาคม ได้กำหนดจัดกิจกรรมในปี 2569 ประกอบไปด้วย กิจกรรมรดน้ำ “15 เมษา แดงขาวชวนมา มุทิตาคุณครู” วันที่ 15 เมษายน 2569 กิจกรรมผ้าป่าเพื่อการศึกษา เริ่มตั้งแต่วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 ถึงวันที่ 5 สิงหาคม 2569 กิจกรรมจัดแสดงนิทรรศการกลุ่มสาระการเรียนรู้ วันที่ 5 สิงหาคม 2569 กิจกรรมการคัดเลือกศิษย์เก่าดีเด่น  ระหว่างเดือนมีนาคม – ตุลาคม 2569 กิจกรรมหนังสือที่ระลึกระหว่างเดือนมีนาคม – ตุลาคม 2569 และกิจกรรมเดินวิ่ง และกิจกรรมงานเลี้ยงสังสรรค์ วันที่ 6 ธันวาคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1479768&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1qQ1YmVONXuDBNoRGPzc7A

  • รัสเซีย ย้ำ ยูเครนต้องไม่เป็นภัยคุกคาม หลังเจรจาสยบศึกยังไม่คืบหน้า

    รัสเซีย ย้ำ ยูเครนต้องไม่เป็นภัยคุกคาม หลังเจรจาสยบศึกยังไม่คืบหน้า

    รัสเซีย ย้ำ ยูเครนต้องไม่เป็นภัยคุกคาม หลังเจรจาสยบศึกยังไม่คืบหน้า

    วันนี้, 18:06น.

              เซอร์เก ลาฟรอฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศรัสเซียระบุว่า ยูเครน จำเป็นต้องดำรงสถานะรัฐที่เป็นกลางและไม่เป็นภัยคุกคาม หากต้องการอยู่ร่วมกับรัสเซีย ในฐานะประเทศเพื่อนบ้านในระยะยาว ลาฟรอฟให้สัมภาษณ์กับสื่อรัสเซียในวันพฤหัสบดี (5 ก.พ.) ว่า “ยูเครนต้องเป็นมิตร อาจไม่จำเป็นต้องเป็นพันธมิตร แต่ต้องเป็นกลางและไม่เป็นภัย”

              นอกจากนี้ ลาฟรอฟยังเรียกร้องให้ยูเครนเคารพสิทธิของประชาชนที่อาศัยอยู่ในดินแดนที่ยังเป็นส่วนหนึ่งของยูเครน ไม่เพียงสิทธิในการเข้าถึงปัจจัยดำรงชีพ เช่น อาหาร น้ำ และความอบอุ่นเท่านั้น แต่รวมถึงสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน เช่น สิทธิด้านภาษา การศึกษา และศาสนาด้วย ลาฟรอฟย้ำว่า การทำข้อตกลงใด ๆ ของยูเครนต้องไม่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงรัฐธรรมนูญของยูเครน ซึ่งรับรองสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ที่เป็นชนกลุ่มน้อยในยูเครน

              รมว.ต่างประเทศรัสเซียยังกล่าวด้วยว่า รัสเซียได้แจ้งต่อสหรัฐอเมริกาอย่างต่อเนื่องและชัดเจนว่า สิ่งที่รัสเซียให้ความสำคัญสูงสุดในการแก้ไขปัญหายูเครนไม่ใช่เรื่องดินแดน หากแต่เป็นประชาชน โดยเฉพาะชาวรัสเซียที่อาศัยอยู่ในพื้นดังกล่าว ซึ่งใช้ภาษารัสเซีย เลี้ยงดูบุตรหลานด้วยภาษารัสเซีย และมีส่วนพัฒนาดินแดนเหล่านี้มายาวนานหลายศตวรรษ

              ขณะเดียวกัน ลาฟรอฟยังวิจารณ์แผนสันติภาพของยูเครนที่ประธานาธิบดียูเครนกล่าวอ้างถึง ซึ่งรัสเซียได้เห็นเพียงบางส่วน เนื่องจากไม่ปรากฏสาระเกี่ยวกับการฟื้นฟูสิทธิของชาวรัสเซียและชนกลุ่มน้อยอื่น ๆ ในยูเครน รวมถึงการคุ้มครองเสรีภาพทางศาสนา พร้อมย้ำชัดว่า เสรีภาพด้านภาษาและศาสนาเป็นหลักการที่บัญญัติไว้ในกฎบัตรสหประชาชาติ และไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมือง

              ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวนี้มีขึ้นหลังการเจรจารอบที่ 2 ระหว่างผู้แทนจากรัสเซียและยูเครน โดยมีสหรัฐอเมริกาเป็นคนกลาง ได้เสร็จสิ้นลงแล้วในวันพฤหัสบดี ณ กรุงอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

              ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันในการแลกเปลี่ยนเชลยศึกครั้งใหญ่ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรมในประเด็นหลัก ๆ เช่น การจัดการเรื่องดินแดนและการหยุดยิง

    #รัสเซียยูเครน

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/159070&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3pZe4ww8_Nq8VxX0xfgtvp

  • กรมเชื้อเพลิงฯ เปิดยุทธศาสตร์ปิโตรเลียม 2569 ลุยสำรวจแหล่งอันดามันเร่งดึงทุนใหญ่-เดินหน้า CCS ชูธงเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    กรมเชื้อเพลิงฯ เปิดยุทธศาสตร์ปิโตรเลียม 2569 ลุยสำรวจแหล่งอันดามันเร่งดึงทุนใหญ่-เดินหน้า CCS ชูธงเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เผยทิศทางโครงการที่เดินหน้าต่อในปี 2569 เพื่อให้การบริหารจัดการปิโตรเลียม ของไทยสอดรับกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงผันผวนตลอดเวลา โดยดำเนินการต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมาทั้งการเตรียมเปิดสำรวจฯ รอบที่ 26 ในทะเลอันดามัน หวังดึงทุนขนาดใหญ่เข้าลงทุน การนำร่องโครงการ CCS รองรับเป้าหมาย  Net Zero ตลอดจนการเตรียมแก้กฎหมายปิโตรเลียม หวังสร้างความต่อเนื่องทางพลังงาน กระตุ้นเศรษฐกิจการลงทุน  สร้างความมั่นคง เสถียรภาพทางพลังงานของประเทศ

    วันนี้ (6 ก.พ. 2569) นายวรากร พรหโมบล อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ได้แถลงผลการดำเนินงานที่สำคัญในปี 2568 ที่ผ่านมา พร้อมเปิดเผยทิศทางการดำเนินโครงการด้านการบริหารจัดการปิโตรเลียมของประเทศในปี 2569 นี้ จะเน้นยุทธศาสตร์ในการสร้างความต่อเนื่องด้านพลังงานเพื่อเกิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าที่สุด พร้อมกระตุ้นให้เกิด การลงทุน มุ่งสู่การสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพทางพลังงานที่สอดคล้องไปกับแนวโน้มการพัฒนาเศรษฐกิจสู่ยุคคาร์บอนต่ำ โดยการดำเนินงานที่สำคัญในปี 2568 ซึ่งจะต่อเนื่องไปถึงปี 2569 ประกอบด้วย

    การต่อระยะเวลาผลิตปิโตรเลียม ของแปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทยหมายเลข B8/38 (แหล่งบัวหลวง) และแปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทยหมายเลข B12/27 (แหล่งไพลิน) ซึ่งเกิดผลประโยชน์ต่อประเทศทั้งในด้านการสร้างรายได้ให้แก่รัฐ เกิดความต่อเนื่องของการผลิตปิโตรเลียม และสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในภาพรวม

    การเปิดให้ยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียม กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ในฐานะหน่วยงานที่มีภารกิจในการสนับสนุน และเร่งรัดการจัดหาพลังงาน โดยการส่งเสริมและเร่งรัดการสำรวจและพัฒนาแหล่งเชื้อเพลิงธรรมชาติในประเทศ ได้ส่งเสริมการดำเนินการเปิดให้สิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมทั้งบนบกและในทะเลอย่างต่อเนื่อง โดยสำหรับการเปิดให้ยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมสำหรับแปลงสำรวจบนบก (ครั้งที่ 25) ซึ่งภายหลังจากการออกประกาศเชิญชวนการเปิด ให้ยื่นขอสิทธิฯ ไปแล้วนั้น ได้มีผู้มายื่นขอสิทธิฯ จำนวน 5 ราย 8 คำขอ คาดว่าสามารถเกิดการลงทุนราว 2,500 ล้านบาท เกิดการจ้างงาน สร้างรายได้ในอุตสาหกรรมและธุรกิจต่อเนื่อง ซึ่งหากพัฒนาได้เชิงพาณิชย์จะมีปริมาณน้ำมันดิบประมาณ 5.76 ล้านบาร์เรล ก๊าซธรรมชาติประมาณ 20.7 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต ขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาผู้ได้รับคัดเลือกเพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรี และคาดว่าจะสามารถให้สัมปทานปิโตรเลียมได้ภายในปี 2569

    นอกจากนี้ ในปี 2569 จะมีแผนในการเปิดให้ยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมสำหรับแปลงสำรวจในทะเล
    อันดามัน (ครั้งที่ 26) ซึ่งคาดว่าจะมีส่วนดึงดูดการลงทุนของผู้ประกอบการรายใหญ่ เนื่องจากพื้นที่บริเวณทะเลอันดามัน เป็นบริเวณที่ติดกับพื้นที่ที่มีการพบปิโตรเลียมมาก่อน จึงนับว่ามีโอกาสที่จะพบทรัพยากรทั้งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ ใต้ทะเลอันดามันได้เช่นกัน คาดว่าจะเกิดการลงทุนเริ่มต้นสำหรับการสำรวจประมาณ 300 – 1,200 ล้านบาท ซึ่งจะมี ส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ เป็นโอกาสดึงดูดทุนขนาดใหญ่เข้ามาร่วมพัฒนาแหล่งปิโตรเลียม ช่วยส่งเสริมความมั่นคง ด้านพลังงาน ซึ่งกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติได้ดำเนินการศึกษาประเมินศักยภาพปริมาณทรัพยากรปิโตรเลียม รวมทั้งกำหนดขอบเขตแปลงสำรวจแล้ว อยู่ระหว่างเสนอคณะกรรมการปิโตรเลียม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และคณะรัฐมนตรีต่อไป

    – การดำเนินงานของพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (MTJDA) โดยมีการจัดทำสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 4 ของสัญญาซื้อขายก๊าซรรมชาติแปลง B-17-01 ทำให้สามารถขยายระยะเวลาการผลิตเพิ่มเติมของแปลงดังกล่าว ในช่วงปี 2571 – 2581 สร้างความมั่นคงทางพลังงานของทั้งสองประเทศ คาดว่าสามารถสร้างรายได้ให้รัฐบาลทั้งสองประเทศ จากค่าภาคหลวงประมาณ 546 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และส่วนแบ่งกำไรของรัฐที่ประมาณ 1,322 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยองค์กรร่วมไทย – มาเลเซีย และผู้ซื้อร่วมได้ร่วมลงนามในสัญญาดังกล่าวแล้วเมื่อเดือนธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา

    นอกจากนั้น ได้มีการจัดทำสัญญาแบ่งปันผลผลิตของแปลง A-18-01 และสัญญาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
    เพื่อสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาแหล่งก๊าซธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง ภายใต้ความท้าทายทั้งด้านเทคนิค ต้นทุนที่สูงขึ้นโดยจะมีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด คาดว่าจะมีการลงทุนรวม 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และจะก่อให้เกิดรายได้โดยตรงแก่องค์กรร่วมไทย – มาเลเซีย ประมาณ 3.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

    – การดำเนินการเกี่ยวกับโครงการพัฒนาเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Storage: CCS) เพื่อสนับสนุนนโยบายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในปี 2050 โดยประกอบด้วย

    1) โครงการศึกษาและพิสูจน์ทราบศักยภาพในการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2)ในชั้นหินทางธรณีวิทยาในพื้นที่อ่าวไทยตอนบน มีเป้าหมายเพื่อนำไปสู่การพัฒนาเป็น Eastern CCS Hub ในการกักเก็บ CO2 โดย กรมเชื้อเพลิงฯ ร่วมกับ หน่วยงานของประเทศญี่ปุ่น (JOGMEG และ INPEX) เพื่อศึกษาและประเมินศักยภาพการกักเก็บ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ซึ่งภายหลังจากคณะรัฐมนตรีเห็นชอบในการเข้าสำรวจและมอบหมายภารกิจหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องเมื่อวันที่ 6 ม.ค. 2569 แล้วนั้น ปัจจุบันได้อยู่ระหว่างขออนุญาตนำเรือเข้าสำรวจ และคาดว่าจะสามารถสำรวจ วัดคลื่นไหวสะเทือนบริเวณอ่าวไทยตอนบนได้ภายในปี 2569

    2) โครงการนำร่องดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ แหล่งก๊าซธรรมชาติอาทิตย์ ผู้ดำเนินการคือ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด หรือ ปตท.สผ. โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษามาตรการสนับสนุนทางด้านภาษีร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งคาดว่าจะได้แนวทางการดำเนินงานเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ภายในปี 2569 และ ปตท.สผ. อยู่ระหว่างการออกแบบทางวิศวกรรม เพื่อก่อสร้างและติดตั้งวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นในการดำเนินงานโดยคาดว่าจะสามารถเริ่มการอัดกลับ
    ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ได้ในปี 2571

    – การปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. …. เพื่อให้เกิดความความต่อเนื่อง กระตุ้นเศรษฐกิจให้เกิดการลงทุน สร้างความมั่นคงและเสถียรภาพทางพลังงานของประเทศโดยรวม เนื่องจากกฎหมายปิโตรเลียมที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเกิดขึ้นตั้งแต่ พ.ศ.2514 ซึ่งนานกว่า 50 ปีมาแล้ว จึงมีความจำเป็นต้องปรับให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

    “กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องเพื่อการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ควบคู่ไปกับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม และในปี 2569 กรมฯ มุ่งเน้นการขับเคลื่อนพลังงานภายใต้แนวคิด ‘ความต่อเนื่อง มั่นคง และเป็นมิตร ต่อสิ่งแวดล้อม’ โดยมีภารกิจหลักใน 3 มิติสำคัญ คือการรักษาฐานเดิม ด้วยการต่ออายุสัมปทานแหล่งปิโตรเลียมเดิม เพื่อให้การผลิตไม่หยุดชะงักและใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้คุ้มค่าที่สุด การเติมโอกาสใหม่ด้านการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม แหล่งใหม่ ๆ เร่งกระตุ้นการลงทุนผ่านการเปิดสัมปทานรอบที่ 26 ในพื้นที่ศักยภาพสูงอย่างทะเลอันดามัน พร้อมปรับปรุงกฎหมายปิโตรเลียมให้ทันสมัย เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ทุนใหญ่เข้ามาขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และมิติก้าวสู่พลังงานสะอาด ยกระดับการบริหารจัดการสู่ยุคคาร์บอนต่ำด้วยโครงการนำร่องเทคโนโลยี CCS เพื่อตอบโจทย์เป้าหมาย Net Zero ของประเทศ” อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติกล่าวในท้ายที่สุด

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/02/06/615161/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29GPZnEBXnpPk7VYovm81p

  • ศธจ.พังงา ระดมทุกภาคส่วน ปฏิรูปการศึกษาเชิงพื้นที่ ดันบริหารบูรณาการสู่ความยั่งยืน

    ศธจ.พังงา ระดมทุกภาคส่วน ปฏิรูปการศึกษาเชิงพื้นที่ ดันบริหารบูรณาการสู่ความยั่งยืน

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/127693&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34rn_n4b9SubwdYbVpZAl7

  • บาดแผลสังคม 1 ปีคดี “พิรงรอง” ลงโทษผู้ปกป้องผู้บริโภค – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    บาดแผลสังคม 1 ปีคดี “พิรงรอง” ลงโทษผู้ปกป้องผู้บริโภค – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ครบรอบ 1 ปี คดีพิรงรอง ย้ำจุดเริ่มต้นจากข้อร้องเรียนผู้บริโภคและกระบวนการพิจารณาตามหน้าที่ของหน่วยงานกำกับดูแล เสนอให้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่พิจารณากลไกตรวจสอบองค์กรอิสระและการคุ้มครองการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์ผู้บริโภค

    6 ก.พ. 2569 ครบรอบ 1 ปี ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง มีคำพิพากษา ให้จำคุก ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เป็นเวลา 2 ปี ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จากการทำหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภค ปัจจุบันคดียังไม่สิ้นสุด สภาผู้บริโภคยังติดตามคดีอย่างใกล้ชิด พร้อมเสนอทบทวนกลไกตรวจสอบองค์กรอิสระและการคุ้มครองผู้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์สาธารณะ

    จุดเริ่มต้นการตัดสินใจลงโทษ กสทช.พิรงรอง มาจากผู้บริโภคได้ร้องเรียนการรับชมช่องโทรทัศน์ดิจิทัลผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีโฆษณาแทรก ซึ่งรบกวนการรับชม เรื่องร้องเรียนดังกล่าวถูกนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะอนุกรรมการพิจารณาอนุญาตด้านกิจการโทรทัศน์ของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) หลังจากนั้นคณะอนุกรรมการฯ มีมติพิจารณาแนวทางแก้ไขและให้สำนักงาน กสทช. มีหนังสือแจ้งผู้ประกอบการให้ปฏิบัติตามกฎหมายและเงื่อนไขใบอนุญาต ซึ่งสภาผู้บริโภคเห็นว่าเป็นการดำเนินการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของประชาชน  

    แต่การดำเนินการของ กสทช.พิรงรอง กลับถูกเอกชนฟ้องร้อง และศาลมีคำพิพากษาจำคุก กสทช.พิรงรอง เป็นเวลา 2 ปี สร้างความผิดหวังให้ผู้บริโภคอย่างมาก เพราะการทำหน้าที่ของ กสทช.พิรงรอง มุ่งกำกับดูแลเพื่อประโยชน์ของผู้บริโภคเป็นสำคัญ สภาผู้บริโภคกังวลว่ากรณีที่เกิดขึ้นจะส่งผลกระทบต่อระบบคุ้มครองผู้บริโภคในอนาคต โดยเฉพาะในกรณีที่เจ้าหน้าที่รัฐหรือหน่วยงานกำกับดูแลต้องเผชิญความเสี่ยงจากการถูกดำเนินคดีในการปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต

    บทเรียนจากคดีของ กสทช.พิรงรอง ในครั้งนี้ สภาผู้บริโภคเสนอให้มีการทบทวนกลไกการตรวจสอบและคุ้มครองการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระและหน่วยงานกำกับดูแลให้มีความชัดเจนมากขึ้น เพื่อให้การดำเนินการตามหน้าที่ในการคุ้มครองผู้บริโภคสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งจากกรณีดังกล่าวควรถูกนำไปพิจารณาในกระบวนการจัดทำหรือแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้าง อำนาจหน้าที่ และกลไกตรวจสอบองค์กรอิสระ เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐและการคุ้มครองการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์สาธารณะ

    แม้เวลาจะผ่านไปหนึ่งปี และคดียังคงอยู่ในกระบวนการทางกฎหมายในชั้นอุทธรณ์ แต่คดีกสทช.พิรงรอง เป็นประเด็นที่ภาคประชาชน นักวิชาการ และองค์กรผู้บริโภคติดตามอย่างต่อเนื่อง เพราะถือเป็นคดีตัวอย่างที่สะท้อนถึงความไม่เป็นธรรม กับผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค แต่กลับถูกเอกชนฟ้องร้องให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่ แล้วผู้บริโภคจะคาดหวังความยุติธรรมจากที่ใด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/pirongrong-silence-consumer-protection/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Qxh6DAjDoKDqtKmhYor7f

  • ท่องเที่ยวบูม!! ต่างชาติเที่ยวไทยเดือนแรกกว่า 3.4 ล้านคน จีน-มาเลย์มาแรง : อินโฟเควสท์

    ท่องเที่ยวบูม!! ต่างชาติเที่ยวไทยเดือนแรกกว่า 3.4 ล้านคน จีน-มาเลย์มาแรง : อินโฟเควสท์

    น.ส.นัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวถึงสถานการณ์การท่องเที่ยวในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (26 ม.ค.-1 ก.พ. 69) ว่า นักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะใกล้ (Short haul) ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องจากการสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย และการมีมาตรการกระตุ้นการเดินทางของนักท่องเที่ยวของรัฐบาล โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวตลาดจีนที่ยังคงเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวครองอันดับ 1 และเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวแตะระดับ 1 แสนคนเป็นสัปดาห์ที่ 2 รวมถึงนักท่องเที่ยวตลาดมาเลเซียที่เดินทางเข้ามาเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน โดยเดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้น 28.17% จากสัปดาห์ก่อน

    ทั้งนี้ ส่งผลให้ภาพรวมในสัปดาห์นี้มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 762,392 คน เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 7,745 คน หรือ 1.03% คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยเฉลี่ยวันละ 108,913 คน โดย 5 อันดับแรกของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้แก่ จีน 116,515 คน มาเลเซีย 79,335 คน รัสเซีย 58,191 คน อินเดีย 47,585 คน และเกาหลีใต้ 36,607 คน

    “นักท่องเที่ยวมาเลเซีย จีน และรัสเซีย มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 28.17% 15.45% และ 6.67% ตามลำดับ ขณะที่นักท่องเที่ยวชาวอินเดีย และเกาหลีใต้ มีการปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 19.75% และ 9.81% ตามลำดับ” น.ส.นัทรียา ระบุ

    สำหรับสถานการณ์ท่องเที่ยวในสัปดาห์นี้ (2-8 ก.พ.)คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาลดลง แต่ยังคงมีปัจจัยส่งเสริมการเดินทาง ได้แก่ การมีมาตรการกระตุ้นนักท่องเที่ยวชาวจีน การมีมาตรการส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัย Trusted Thailand การมีมาตรการ Ease of traveling ของรัฐบาลที่ช่วยเพิ่มการอำนวยความสะดวกในการเดินทางสู่ไทย การยกเว้นบัตรตม.6 รวมถึงการกระตุ้น และส่งเสริมให้สายการบินเพิ่มจำนวนเที่ยวบินมากยิ่งขึ้น

    ส่วนภาพรวมจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสะสมตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-1 ก.พ. 69 ที่ผ่านมาทั้งสิ้น 3,388,313 คน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 167,256 ล้านบาท โดยจำนวนนักท่องเที่ยวสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน 417,999 คน มาเลเซีย 315,115 คน รัสเซีย 281,673 คน อินเดีย 237,371 คน และเกาหลีใต้ 173,546 คน

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (06 ก.พ. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IRD50IQ8FVFV4B10J7NPYWW9BLE6LXPG&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1e5QJ1jGSAn5SE4V90p24G

  • กำแพงเพชรจัดใหญ่! “มหกรรมของดีเมืองกำแพง” ยกทัพควายงาม-พระเครื่อง-ไก่พื้นเมือง โชว์ศักยภาพจังหวัด | TOPNEWS

    กำแพงเพชรจัดใหญ่! “มหกรรมของดีเมืองกำแพง” ยกทัพควายงาม-พระเครื่อง-ไก่พื้นเมือง โชว์ศักยภาพจังหวัด | TOPNEWS

    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 เวลท 17.00 น. ที่วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีกำแพงเพชร นายชาธิป รุจนเสรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร เป็นประธานการแถลงข่าวการจัดงาน “มหกรรมของดีเมืองกำแพง”ประจำปีงบประมาณ 2569 เพื่อเพื่อส่งเสริมอาชีพเพิ่มรายได้ให้แก่ประชาชนในจังหวัดกำแพงเพชร เชื่อมโยงการท่องเที่ยวระดับจังหวัด โดยมีนายสวนิต สุริยกุล ณ อยุธยา รองผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร, นายสดุดี พุทธัง ปลัดจังหวัดกำแพงเพชร, นายอภินันท์ มุสิกะพงษ์ วัฒนธรรมจังหวัดกำแพงเพชร, นางสาวเกษร กันสุ่ม ผู้อำนวยการกลุ่มงานส่งเสริมการพัฒนาชุมชน สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัด กำแพงเพชร และผู้แทนท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดฯ, ร่วมขึ้นเวทีแถลงข่าวการตัดกิจกรรม มหกรรมของดีเมืองกำแพง ประจำปีงบประมาณ 2569 มีหัวหน้าส่วนราชการพร้อมด้วยผู้แทนส่วนราชการ, คณะกรรมการจัดงานฯ, เจ้าหน้าที่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนสื่อมวลชน เข้าร่วมรับฟังกิจกรรมแถลงข่าวการจัดกิจกรรมฯ ในวันเวลาและสถานที่ดังกล่าว

    นายชาธิป รุจนเสรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร กล่าวในภาพรวมขของการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ว่า จังหวัดกำแพงเพชร ร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชร จัดกิจกรรมดังกล่าวขึ้น เพื่อให้ทุกภาคส่วนมีโอกาศได้ประชาสัมพันธ์ในด้านต่างๆ โดยเฉพาะในส่วนของวัฒนธรรมประเพณี การส่งเสริมและประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์พื้นถิ่น และของดีเมืองกำแพง รวมถึงเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในจังหวัดกำแพงเพชรให้เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในทุกๆช่องทางอีกด้วย

    สำหรับกิจกรรม มหกรรมของดีเมืองกำแพง ประจำปี 2569 มีกิจกรรมการประกวดควายระดับประเทศ, ตลาดพระเครื่องเมืองกำแพงเพชร, โชว์ไก่พันธุ์พื้นเมือง และกิจกรรมของดีเมืองกำแพงเพชร โดยมีกำหนดจัดกิจกรรมขึ้นในวันที่ 14-15 กุมภาพันธ์ 2569 ที่วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีกำแพงเพชร ต.นิคมทุ่งโพธิ์ทะเล อ.เมือง จ.กำแพงเพชร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1479746&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Ick0_2QgKUyrGA1m9DdZd

  • 25 โครงการ 1.5 หมื่นล้าน ! สรุปมหากาพย์ ‘ประกันสังคม’ รอฟังคำชี้แจง

    25 โครงการ 1.5 หมื่นล้าน ! สรุปมหากาพย์ ‘ประกันสังคม’ รอฟังคำชี้แจง

    อดีตอนุฯ ไอที บอร์ดประกันสังคม สรุปปมมหากาพย์ สปส. โดนคุ้ยอย่างน้อย 25 โครงการ วงเงินกว่า 15,858 ล้านบาท รอฟังคำชี้แจง

    เมื่อวันที่ 6 ก.พ.2569 นายธีระชาติ ก่อตระกูล อดีตอนุกรรมการฯ ด้านไอที บอร์ดประกันสังคม ปัจจุบันเป็นผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ภาพและข้อความผ่านเฟซบุ๊ก สรุปมหากาพย์ประกันสังคม ระบุว่า รวมความว้าว ที่เปิดมาครับ จริงๆ ยังมีอีกหลายอันแต่รูปมันเล็กใส่ไม่พอแล้ว หลายอย่างออกมาชี้แจงแล้ว ว่าถูกต้องตามระเบียบทุกประการ แต่ดันไม่ถูกต้องตามสามัญสำนึก ไม่อย่างนั้นสังคมคงไม่ตั้งคำถามขนาดนี้

    “ยังไงยังยืนยันนะครับ อยากให้สำนักงานประกันสังคมออกมาเปิดข้อมูลจริงๆ ครับ ตรงนี้คือ ทางแยก ที่จะเปลี่ยนระบบให้มันดี แล้วเอื้อให้ทุกคนทำดีได้ง่ายยิ่งขึ้น ฝากทุกคนช่วยกันแชร์ ช่วยกันส่งเสียงเพื่อการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ครับ” นายธีระชาติ ระบุ

    โดยโครงการที่ถูกขุดคุ้ยอย่างน้อย 25 โครงการ รวมวงเงินกว่า 15,858 ล้านบาท เช่น

    1. บริการข้อมูลประกันสังคม contact center และ social media
    2. โครงการบริหารสื่อออนไลน์ และการสื่อสารเพื่อการส่งเสริมภาพลักษณ์สำนักงานประกันสังคม มูลค่า 42.80 ล้านบาท
    3. เปิดพอร์ตประกันสังคม ถือหุ้นอะไรบ้าง
    4. SSO MARKET
    5. สตง. ถล่ม ถึงแอปประกันสังคมล่ม มีอะไรที่เหมือนกัน
    6. สูทที่เขาใส่ใช้ตังเรามั้ย
    7. สรุปรายงานการประชุมของบอร์ด
    8. รถตู้บริจาควัด
    9. ขุมทรัพย์ประกันสังคม
    10. บิลบอร์ด
    11. หุ้น EA เราก็เป็นเจ้าของนะ
    12. ผ่านมากี่ปีเก้าอี้ยังเป็นของคนเดิม
    13. Line Official Account 3 ปี 70 ล้าน
    14. ThaiFirst
    15. OPEN by default ว่าระบบที่ดีมันควรจะเปิดเผยเป็นหลัก ปกปิดเป็นข้อยกเว้น
    16. ตั้งแต่เล็กจนโต เราท่องกันมาตลอดว่าไทยคือ “ประเทศกำลังพัฒนา”

    25 โครงการ 1.5 หมื่นล้าน ! สรุปมหากาพย์ 'ประกันสังคม' รอฟังคำชี้แจง

    ที่มา Max ธีระชาติ ก่อตระกูล – Max Kortrakul

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/politics/1220075&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3D3ZT6S6djOZi85JUTX-qz