Blog

  • 8 กพ วันเลือกตั้งจะชี้ชะตาประเทศว่าประชาชนจะเลือกทางใด

    8 กพ วันเลือกตั้งจะชี้ชะตาประเทศว่าประชาชนจะเลือกทางใด


    นายอลงกรณ์ พลบุตร

    นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. และอดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนวันนี้โดยชี้ให้เห็นถึงสถานการณ์ของประเทศในปัจจุบันที่กำลังเผชิญวิกฤติซ้อนวิกฤตครั้งใหญ่ทั้งวิกฤตในประเทศต่างประเทศและโจทย์อนาคตและมองว่า”การเมืองสุจริต“คือแนวทางหลักที่จะนำประเทศฝ่าพ้นวิกฤตต่างๆไปได้

    คำถาม: ในมุมมองของท่านมองสถานการณ์และอนาคตของประเทศอย่างไร ?

    อลงกรณ์ : วันนี้ประเทศของเราเผชิญวิกฤติซ้อนวิกฤติเกิดขึ้นพร้อมกันทั้งวิกฤตในประเทศต่างประเทศและโจทย์อนาคตที่ท้าทายไม่ว่าจะเป็นสังคมสูงวัย เทคโนโลยีดิสรัปชั่น การกีดกันทางการค้า และโลกร้อนโลกรวนวิกฤติที่ประเทศเผชิญเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่บ่อนทำลายขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศโดยในปี 2568 ถดถอยลงอย่างรุนแรงร่วงลง 5 อันดับในปีเดียวมาอยู่อันดับที่ 30 จาก 67 เขตเศรษฐกิจทั่วโลก ซึ่งไอเอ็มดี.ระบุสาเหตุว่าเป็นผลมาจากประสิทธิภาพภาครัฐที่ลดลงอย่างมากโครงสร้างเศรษฐกิจที่อ่อนแอปัญหาสังคมผู้สูงอายุ การขาดแคลนพลังงานและความไม่ต่อเนื่องของนโยบาย ผลที่ตามมาคือเศรษฐกิจไทยโตต่ำโตช้าเติบโตต่ำกว่า 2% ในปีล่าสุดรั้งท้ายในกลุ่มประเทศอาเซียน

    เมื่อรายได้ไม่พอรายจ่ายทั้งภาครัฐและประชาชนทำให้หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วถึง  16 ล้านล้าน หรือ90%ของGDP ขณะที่หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นถึง 12 ล้านล้าน และจะถึง70%ของจีดีพี.ในปีงบประมาณหน้าการที่รายได้ภาครัฐต่ำกว่ารายจ่ายมากทำให้ต้องกู้เพื่อปิดงบประมาณยาวนานต่อเนื่องยาวนาน19 ปีรวมถึงปีงบประมาณหน้าโดยเฉพาะปีงบประมาณนี้วงเงิน 3.78 ล้านบาท ยังเป็นงบประมาณขาดดุลโดยกู้ชดเชยงบขาดดุลสูงถึง 860,000 ล้านบาท

    ขณะเดียวกันการคอรัปชั่นก็เข้าขั้นวิกฤติทุจริตฉ้อราษฎรบังหลวงทั้งระดับท้องถิ่นถึงระดับชาติทั้งในตลาดหลักทรัพย์และบริษัทยักษ์ใหญ่สูงถึง 500,000 ล้านต่อปี ซ้ำเติมประเทศให้วิกฤติยิ่งขึ้นไปอีก นอกจากนี้ยังปล่อยให้สินค้าจากต่างประเทศเข้ามาทำลายเอสเอ็มอีและโรงงานอุตสาหกรรมไทยอีกหลายแสนล้านบาทต่อปีเป็นวิกฤติธุรกิจรากหญ้ารวมทั้งวิกฤติทุนเทาสแกมเมอร์คอลเซนเตอร์และการฟอกเงิน จนทำให้ประเทศไทยถูกตราหน้าว่าเป็นศูนย์กลางการฟอกเงินกระทบภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นที่นานาประเทศมีต่อประเทศไทยอย่างรุนแรง

    ถ้าไม่เริ่มนับหนึ่งในการแก้วิกฤติ เราจะกลายเป็นรัฐที่ล้มเหลว(Failed State)เพราะมี 5 สัญญานเตือน
     

    1. ทุนเทาครอบงำ (State Capture)
    ทุนเทาทุนคอรัปชั่นเข้าแทรกแซงและครอบงำระบบราชการ กระบวนการยุติธรรมและการเมืองซึ่งเป็นศูนย์กลางอำนาจของประเทศอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

    2. กฎหมายสองมาตรฐาน (Erosion of Rule of Law)
    คดีทุจริตรายใหญ่ใช้เวลาตรวจสอบเฉลี่ยกว่า 5-10 ปี และมักหลุดคดีในที่สุดหรือพ้นข้อกล่าวคตั้งแต่ต้นทางด้วยการซื้อคดี ทำลายหลักนิติรัฐนิติธรรม

    3. จำยอมกับการคอรัปชั่น (Normalization of Corruption)
    ผลการสำรวจและวิจัยรายงานว่า 
    เอสเอ็มอี.( SME )กว่า 60% จำยอมต้องจ่ายส่วยจ่ายสินบนจ่าย “ค่าธรรมเนียมสีเทา” เพื่อความอยู่รอด รวมทั้งนักลงทุนและนักธุรกิจต่างชาติ

    4. ความไม่เสมอภาคสุดขั้ว(Extreme Inequality) คอรัปชั่นทำให้งบพัฒนาหายไป 3 แสนล้านบาทต่อปี ทำคนจนพุ่งสูงขึ้นขณะที่กลุ่มอิทธิพลร่ำรวยผิดปกติ

    5. ระบบตรวจสอบไม่ทำงาน(Dysfunctional Oversight)กลไกตรวจสอบเป็นอัมพาต ถูกแทรกแซงโดยอำนาจการเมือง

    คำถาม : แล้วจะแก้ไขได้อย่างไรครับ
    อลงกรณ์ : ระบบเศรษฐกิจ ระบบกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมอ่อนแอประสิทธิภาพภาครัฐต่ำลงจนยากจะเยียวยาหากไม่เร่งแก้ปัญหาวันนี้ด้วยแนวทางการเมืองสุจริตปราบปรามการทุจริตและทุนเทาอย่างเฉียบขาด ไม่ลูบหน้าปะจมูก ใช้เทคโนโลยีเอไอ.และแพลตฟอร์มดิจิตอลมาเป็นเครื่องมือสนับสนุนภาคเอกชนภาคประชาชนมาร่วมทำงานทั้งแจ้งเบาะแสและไม่จ่ายส่วยจ่ายสินบนไม่ซื้อสิทธิ์ขายเสียง

    นอกจากนี้ต้องปฏิรูปยกเครื่องประเทศครั้งใหญ่ให้เศรษฐกิจกลับมาเติบโต 5 % ด้วยระบบเศรษฐกิจใหม่สร้างรายได้ใหม่และตอบโจทย์อนาคต เสมือนเครื่องยนต์ตัวใหม่แทนเครื่องยนต์ตัวเก่าเช่นเศรษฐกิจดิจิตอล (Digital Economy) เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) เศรษฐกิจสูงวัย(Silver Economy และเศรษฐกิจภูมิอากาศ (Climate Economy)ฯลฯพร้อมกับการปลดล็อคยกเลิกกฎหมายกฎระเบียบที่ล้าหลังโดยกิโยตินกฎหมายที่เป็นอุปสรรคของการลงทุน ธุรกิจการค้าและการบริการประชาชนโดยเร็วที่สุด เป็นต้น

    คำถาม : การเลือกตั้งจะช่วยได้อย่างไร?
    อลงกรณ์ : 8 กพ วันเลือกตั้งจะชี้ชะตาประเทศว่าประชาชนจะเลือกทางใด
    ระหว่างอดีตที่มืดมนหรืออนาคตที่ดีกว่า
    อย่าเลือกเพราะอามิสสินจ้าง เลือกผู้แทนเลือกนายกรัฐมนตรีและพรรคที่ซื่อสัตย์สุจริตมีประสบการณ์มีวิสัยทัศน์ก้าวหน้าทันโลกเพื่อให้ได้รัฐบาลที่ดีสภาผู้แทนที่ดีสามารถฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประเทศได้จึงจะพาประเทศออกจากวิกฤติไปได้.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/40048&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1yhURLlj_fqhNj1gGrzkeM

  • คัด 20 หุ้นเด่น “กลุ่มส่งออก-ท่องเที่ยว-โรงพยาบาล” รับบาทอ่อนค่า

    คัด 20 หุ้นเด่น “กลุ่มส่งออก-ท่องเที่ยว-โรงพยาบาล” รับบาทอ่อนค่า

    ผู้สื่อข่าวรายงานกรณี นางสาวณัฐิยา สุจินดา รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า เผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของไทย เดือนมกราคม 2569 เท่ากับ 99.91 เมื่อเทียบกับเดือนมกราคม 2568 ซึ่งเท่ากับ 100.57 ทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดลงร้อยละ 0.66 เมื่อเทียบกับงวดเดียวของปีก่อน

    โดยมีปัจจัยสำคัญจากการปรับลดลงของราคาสินค้าในกลุ่มพลังงาน ทั้งน้ำมันเชื้อเพลิงและค่ากระแสไฟฟ้าที่ปรับลดลง ตามสถานการณ์ราคาพลังงานในตลาดโลก และมาตรการลดภาระค่าครองชีพของภาครัฐ ประกอบกับราคาสินค้าในกลุ่มของใช้ส่วนบุคคลยังคงลดลง จากการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดของผู้ผลิตและผู้ประกอบการ ขณะที่สินค้าในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ปรับตัวสูงขึ้น จากการสูงขึ้นของราคาเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ และอาหารสำเร็จรูป เป็นสำคัญ สำหรับราคาสินค้าและบริการอื่น ๆ ส่งผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อไม่มากนัก

    บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด หรือ ASPS ระบุว่า ตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (CPI) หรือเงินเฟ้อทั่วไป ประจำเดือนม.ค.69 ออกมาอยู่ที่ระดับ -0.66% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน ซึ่งถือเป็นการติดลบที่มากกว่าตลาดคาดไว้ (คาดไว้ที่ -0.40% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน) และนับเป็นการติดลบต่อเนื่องยาวนานเป็นเดือนที่ 10 ซึ่งปัจจัยหลักที่กดดันให้เงินเฟ้อลดต่ำลง มาจากการลดลงของราคาสินค้าใน กลุ่มพลังงาน ทั้งราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและค่ากระแสไฟฟ้า ซึ่งเป็นผลมาจากมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพของภาครัฐฯ

    ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้คาดการณ์ว่าไตรมาส 1/69 เงินเฟ้อจะยังคงติดลบที่ระดับ -0.43% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน และประเมินกรอบเงินเฟ้อตลอดทั้งปีไว้ที่ 0.0 – 1.0%

    อย่างไรก็ตาม หากพิจารณา “เงินเฟ้อพื้นฐาน” (CORE CPI) ที่หักราคาอาหารสดและพลังงานออก ยังคงขยายตัวเป็นบวกอยู่ที่ 0.60% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสะท้อนถึงกำลังซื้อในประเทศที่ยังมีแรงขับเคลื่อนอยู่

    ในขณะที่เงินเฟ้อไทยยังลดต่ำลงเรื่อยๆ บวกกับทิศทาง DOLLAR INDEX ที่แข็งค่าหนุนให้ทิศทางของค่าเงินบาท กลับทิศ เริ่มปรับตัวอ่อนค่าลง ล่าสุดอยู่ระดับ 31.8 บาท/เหรียญฯ ซึ่งส่งผลทางจิตวิทยาและการเคลื่อนย้ายของ FLOW ต่างชาติในระยะสั้น ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนเน้นหุ้นที่ได้ประโยชน์จากค่าเงินบาทอ่อนค่า ได้แก่

    กลุ่มส่งออก (EXPORTS): ได้แก่ กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อาหาร และเกษตรแปรรูป

    หุ้นเด่น บริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส จำกัด (มหาชน) หรือ HANA, บริษัทเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA, บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ KCE, บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU, บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ITC, บริษัท เอเชี่ยน อะไลอันซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ AAI, บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF, บริษัท จีเอฟพีที จำกัด (มหาชน) หรือ GFPT, บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ STA, บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ NER, บริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ STGT, บริษัท สมบูรณ์ แอ๊ดวานซ์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ SAT

    กลุ่มท่องเที่ยว (TOURISM): บาทอ่อนค่าช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ ให้มีกำลังซื้อมากขึ้น

    หุ้นเด่น: บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT, บริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ AAV, บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BA, บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT, บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL, บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW

    กลุ่มโรงพยาบาล (HEALTHCARE): โดยเฉพาะโรงพยาบาลที่เน้นผู้ป่วยชาวต่างชาติ (MEDICAL TOURISM)

    หุ้นเด่น: บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BH, บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/811585&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2vXQH5mlGK66GZZptp6Etf

  • นักท่องเที่ยวทั้งไทย-เทศ แห่เที่ยวชมความสวยงามพระธาตุเจดีย์หลวง ตามรอย “ลิซ่า”

    นักท่องเที่ยวทั้งไทย-เทศ แห่เที่ยวชมความสวยงามพระธาตุเจดีย์หลวง ตามรอย “ลิซ่า”

    นักท่องเที่ยวทั้งไทย เทศ แห่เที่ยวชมความสวยงามพระธาตุเจดีย์หลวง เชียงใหม่ หนึ่งในโลเคชันโปรโมทการท่องเที่ยว ททท.ตามรอย “ลิซ่า” ลลิษา มโนบาล Amazing Thailand Ambassador

    วันที่ 6 ก.พ.69 รายงานข่าวแจ้งว่า บรรยากาศการท่องเที่ยวที่จังหวัดเชียงใหม่ ยังคงเป็นไปอย่างคึกคัก แม้ว่าจะผ่านพ้นช่วงเทศกาลไปแล้วก็ตาม แต่ตามตัวเมืองเชียงใหม่ ยังคงพบมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจำนวนไม่น้อย เดินทางเข้ามาสัมผัสบรรยากาศและความสวยงามของสถานที่สำคัญ และสถานที่ขึ้นชื่อของจังหวัดเชียงใหม่ เช่นเดียวกันกับที่ วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร ซึ่งเป็นวัดชื่อดังตั้งอยู่ใจกลางตัวเมืองเชียงใหม่ใหม่ ที่ในขณะนี้กลายเป็นอีกสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติ ที่พากันแวะเวียนเข้าไปถ่ายภาพ และสัมผัสกับบรรยากาศความสวยงามของเจดีย์โบราณที่ตั้งตระหง่านอยู่ภายในวจกลางวัด และกลายเป็นอีกสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับอานิสงส์จากการที่ถูกเลือกเป็นหนึ่งในโลเคชันสำคัญจากภาพยนตร์โฆษณาชุดล่าสุด “feel all the feelings” ซึ่งถ่ายทอดเรื่องราวการเดินทางผ่าน “ลิซ่า” ลลิษา มโนบาล Amazing Thailand Ambassador กับการนำเสนอเสน่ห์ของประเทศไทยผ่านแลนด์มาร์คทางวัฒนธรรมและธรรมชาติจากหลากหลายภูมิภาค

    โดยพระธาตุเจดีย์หลวง ได้เป็นหนึ่งในฉากการโปรโมทการท่องเที่ยว ที่ “ลิซ่า” ลลิษา มโนบาล ได้ใช้ในการถ่ายทำโฆษณา เมื่อช่วงประมาณกลางเดือนพฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา และทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้เผยแพร่ภาพยนตร์โฆษณาชุดล่าสุด “feel all the feelings” ออกมาเมื่อไม่นานมานี้ ส่งผลทำให้สถานที่สำคัญภายในโฆษณาดังกล่าวเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีผู้คนเดินทางมาตามรอย เพื่อสัมผัสความสวยงามด้วยตาตัวเอง ที่ไม่ได้มีเพียงนักท่องเที่ยวชาวไทย แต่ยังรวมไปถึงนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติหลากหลายประเทศด้วย

    แนวคิดที่ ททท. นำมาถ่ายทอดผ่านภาพยนตร์โฆษณาล่าสุด “feel all the feelings” ผ่านมุมมองของ “ลิซ่า” ลลิษา มโนบาล Amazing Thailand Ambassador ที่นำเสนอสถานที่สวยงามทั่วประเทศไทย ถ่ายทอดร้อยเรื่องราวเสมือนโปสการ์ดจากหลายเมืองที่ค่อยๆ เปิดทีละใบ เผยให้เห็นธรรมชาติ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตไทยในมุมที่งดงามร่วมสมัย สัมผัสถึงทุกความรู้สึกที่เมืองไทย สะท้อนเสน่ห์ของ Amazing Thailand ที่พร้อมต้อนรับนักเดินทางจากทั่วทุกพื้นที่

    ส่วนจุดเด่นของวัดเจดีย์หลวง จังหวัดเชียงใหม่ ที่ทางทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้เผยแพร่อแกมา บอกเล่าเรื่องราวแสดงถึง วัดเก่าแก่กลางเมืองล้านนาดื่มด่ำไปกับกลิ่นอายวิถีชีวิตของภาคเหนือ เจดีย์โบราณตั้งตระหง่านท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงบและเปี่ยมด้วยศรัทธา สถานที่แห่งนี้ไม่เพียงสะกดสายตา แต่ยังสะท้อนรากวัฒนธรรมไทยที่แข็งแรงและงดงาม นอกจากนี้ยังมีเสน่ห์ของ “ประเพณียี่เป็ง” หรือประเพณีลอยกระทงทางล้านนา หนึ่งในเทศกาลสำคัญของภาคเหนือ ซึ่งจัดขึ้นในคืนพระจันทร์เต็มดวงในเดือนพฤศจิกายน ถ่ายทอดภาพโคมลอยนับพันดวงลอยขึ้นสู่ท้องฟ้ายามค่ำคืนบริเวณนอกตัวเมืองเชียงใหม่ พร้อมบรรยากาศวัดเจดีย์หลวงที่สว่างไสวจากแสงเทียนและการจุดผางประทีปนับแสนดวง แสงเล็กๆ เหล่านี้เปรียบเสมือนมนต์สะกด เปลี่ยนค่ำคืนให้สว่างไสวเต็มไปด้วยประกายแห่งความงดงามและความประทับใจที่ยากจะลืมและในระหว่างการถ่ายทำ ลิซ่าเองก็ได้มีส่วนร่วมในการจุดเทียน ทำให้ทุกภาพเต็มไปด้วยชีวิตชีวาและความรู้สึกของเทศกาลอย่างแท้จริง

    สำหรับวัดเจดีย์หลวงวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงในจังหวัดเชียงใหม่ มีชื่อเรียกหลายชื่อ ได้แก่ ราชกุฏาคาร วัดโชติการาม สร้างขึ้นในรัชสมัยพญาแสนเมืองมากษัตริย์รัชกาลที่ 7 แห่งราชวงศ์มังราย ไม่ปรากฏปีที่สร้างแน่ชัด สันนิษฐานว่าวัดแห่งนี้น่าจะสร้างราวปีพุทธศักราช 1928 ถึง 1945 และมีการบูรณะมาหลายสมัย เคยเป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตในสมัยพญาแก้ว พระธาตุเจดีย์หลวงมีขนาดความกว้างด้านละ 60 เมตร เป็นองค์พระเจดีย์ที่มีความสำคัญอีกองค์หนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่ วัดเจดีย์หลวงสร้างอยู่กลางใจเมืองเชียงใหม่ ซึ่งแต่เดิมถือว่าเป็นศูนย์กลางทางการปกครองของอาณาจักรล้านนา ตั้งอยู่เลขที่ 103 ถนนพระปกเกล้า ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ มีเนื้อที่ภายในวัดประมาณ 32 ไร่ 1 งาน 27 ตารางวา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3878315/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0g6KrN8Sp59pS8y9fyLRU8

  • ททท. ปักธงตรุษจีนปีม้าทอง! นทท.ทะลัก 3.5 ล้านคน เม็ดเงินสะพัด 4.2 หมื่นลบ. : อินโฟเควสท์

    ททท. ปักธงตรุษจีนปีม้าทอง! นทท.ทะลัก 3.5 ล้านคน เม็ดเงินสะพัด 4.2 หมื่นลบ. : อินโฟเควสท์

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดงานแถลงข่าวเทศกาลตรุษจีนประเทศไทย ประจำปี 69 (Amazing Thailand Happy Chinese New Year 2026) ชวนฉลองปีม้าทองอย่างยิ่งใหญ่ ตอกย้ำมิตรภาพไทย–จีน 51 ปี กับ 2 พื้นที่จัดงานหลัก ได้แก่ กรุงเทพฯ และอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยคาดว่าช่วงตรุษจีน 13-22 ก.พ. 69 จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางทะลุ 3.5 ล้านคน สร้างรายได้กว่า 4.2 หมื่นล้านบาท

    น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ททท. คาดการณ์สถานการณ์การเดินทางช่วงเทศกาลตรุษจีนปี 69 (13-22 ก.พ. 69) จะมีนักท่องเที่ยวต่างประเทศเดินทางเข้ามาในประเทศ ประมาณ 1.25 ล้านคน เพิ่มขึ้น 10% มีนักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางเข้ามา ประมาณ 241,000 คน และผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยเดินทาง 2.30 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 3% ก่อให้เกิดรายได้จากการท่องเที่ยว รวมประมาณ 42,230 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา

    สำหรับปี 69 นับเป็นปีแห่งความพิเศษของเทศกาลตรุษจีนประเทศไทยที่มาพร้อมการเฉลิมฉลองปีม้าทองอย่างยิ่งใหญ่ ควบคู่กับหมุดหมายสำคัญของความสัมพันธ์ไทย-จีน ทั้งการก้าวเข้าสู่ปีที่ 51 แห่งความสัมพันธ์ทางการทูต และโอกาสครบรอบ 22 ปี ของความร่วมมือระหว่าง ททท. กับกระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งได้ร่วมกันสืบสานและแลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรมไทย-จีนมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน ดังคำกล่าวที่ว่า จง ไท่ อี้ เจี่ย ชิน-จีนไทย ครอบครัวเดียวกัน

    โดยปี 69 ททท. จัดงาน ใน 2 พื้นที่หลัก ได้แก่

    1. เทศกาลตรุษจีนประเทศไทย ประจำปี 69 (Amazing Thailand Happy Chinese New Year 2026) ณ กรุงเทพมหานคร ซึ่ง ททท. ได้บูรณาการกับหน่วยงานต่าง ๆ เช่น สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย กรุงเทพมหานคร เขตสัมพันธวงศ์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน บริษัทไทเบฟเวอเรจ จัดกิจกรรมใน 2 พื้นที่ย่อย ประกอบด้วย

    – กิจกรรมการตกแต่งประดับไฟ ร่วมฉลองความสุข ส่งต่อความรุ่งเรือง ภายใต้แนวคิด “Ride the Fortune, Share the Future” ณ ถนนเยาวราช บริเวณวงเวียนโอเดียนถึงแยกเฉลิมบุรี ในวันที่ 7 ก.พ. ถึง 1 มี.ค. 69 ตั้งแต่เวลา 18.00-23.00 น.

    – งานเทศกาลตรุษจีนประเทศไทย ประจำปี 69 ในวันที่ 14-18 ก.พ. 69 ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอน ตั้งแต่เวลา 16.00-22.00 น. เปิดม่านมงคลกับพิธีกล่าวอวยพร ไทย-จีน ในวันที่ 14 ก.พ. 69 พร้อมจัดเต็มไฮไลต์ทั้งการแสดงศิลปวัฒนธรรมจากสาธารณรัฐประชาชนจีน 4 คณะ ได้แก่ กรุงปักกิ่ง นครฉงซิ่ง มณฑลเหอหนาน และมณฑลฝูเจี้ยน และกิจกรรมสาธิตวัฒนธรรมไทย-จีน การประดิษฐ์โคมจีน การพิมพ์ลายอักษรมงคล การเขียนพู่กันจีน วาดหัวโขน การตัดกระดาษจีน การปักผ้าไทย พวงกุญแจดอกไม้ประดิษฐ์ โหราศาสตร์จีน เป็นต้น และการแสดงสุดพิเศษจากศิลปินชั้นนำของไทย ตระการตากับสีสันโคมไฟมงคลขนาดใหญ่ พร้อมเซอร์ไพรส์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ กับศิลปินและนักแสดงจีนสุดฮอต “จู เจิ้งถิง” และการแสดงศิลปินไทยรุ่นใหม่ที่มีชื่อเสียง ได้แก่ ต้าอู๋ พิทยา, Klear, Better Weather, MEAN, HERS, Slapkiss, Sirious Bacon, Wanyai, โอบ นิธิ, 2Ectasy Jeffy Kakagoesbackhome

    2. งาน Amazing Thailand Chinese New Year 2026 @ Hat Yai วันที่ 17-20 ก.พ. 69 ณ บริเวณถนนเสน่หานุสรณ์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา พบกับการแสดงจากมณฑลฝูเจี้ยน สาธารณรัฐประชาชนจีน การเชิดสิงโต การแสดงกายกรรม และการประดับไฟยามค่ำคืน สร้างบรรยากาศแห่งความสุขและความเป็นสิริมงคลให้เมืองหาดใหญ่คึกคักตลอดทั้งงาน

    นอกจาก 2 พื้นที่จัดงานดังกล่าวแล้ว ททท. ยังได้สนับสนุนการจัดงานเทศกาลตรุษจีนในภูมิภาคที่มีเอกลักษณ์ ได้แก่ ประเพณีแห่เจ้าพ่อ-เจ้าแม่ปากน้ำโพ จังหวัดนครสวรรค์ วันที่ 10-21 ก.พ. 69 และงานตรุษจีนสุพรรณบุรี มหัศจรรย์ 18 ปี มังกรสวรรค์ ณ อุทยานมังกรสวรรค์ จังหวัดสุพรรณบุรี วันที่ 17-18 ก.พ. 69 ขณะเดียวกัน ยังมีหน่วยงานพันธมิตรที่ร่วมจัดและส่งเสริมให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลตรุษจีน ประกอบด้วย ศูนย์การค้าสยามพารากอน ศูนย์การค้า ไอคอนสยาม ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์และในเครือเซ็นทรัล ศูนย์การค้าเดอะมอลล์ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน)

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (06 ก.พ. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/567055&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ZKmoq3AQWNGSxHitWfBl-

  • นุ่งผ้าไทยไปถ่ายภาพ ‘ทะเลบัวแดง’ ตามรอย ‘ลิซ่า’ เทรนด์มาแรงท่องเที่ยวอีสานปี 69

    นุ่งผ้าไทยไปถ่ายภาพ ‘ทะเลบัวแดง’ ตามรอย ‘ลิซ่า’ เทรนด์มาแรงท่องเที่ยวอีสานปี 69

    ภาพนักท่องเที่ยวสวมผ้าไทยถ่ายรูปท่ามกลางทะเลบัวแดงที่กำลังบานสะพรั่งบริเวณ “โนนฉำฉา” หรือเนินต้นจามจุรี ที่ทะเลบัวแดง บึงหนองหาน อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี จุดที่ศิลปินระดับโลกอย่าง ‘ลิซ่า’ ลลิษา มโนบาล ในฐานะ Amazing Thailand Ambassador ตัวแทนประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวไทยมาถ่ายภาพเพื่อโปรโมท  กลายเป็นแลนด์มาร์คยอดฮิตที่นักท่องเที่ยวปักหมุดมาตามรอยกันมากที่สุด เป็นที่หมายตาของนักเดินทางที่ต้องการมาเยือนสัมผัสความสวยงามตามรอย ‘ลิซ่า’

    Visiting-the-Red Lotus Sea-A-trending-tourist-destination-in-Northeastern-Thailand-in-2026-SPACEBAR-Photo03.jpg

    Visiting-the-Red Lotus Sea-A-trending-tourist-destination-in-Northeastern-Thailand-in-2026-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ไพรสิทธิ์ สุขรมย์ ประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเรือประมงและนำเที่ยวทะเลบัวแดง ท่าเรือบ้านเดียม อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี กล่าวถึงจุดเด่นของโนนฉำฉานี้ ว่า ในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวจุดนี้จะมีบัวแดงขึ้นหนาแน่นที่สุด  ดอกบัวบานสวยที่สุด เหมาะกับการถ่ายภาพ และดูความสวยงามของทะเลบัวแดง

    หลังจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยปล่อยภาพ ‘ลิซ่า’ ในทะเลบัวแดง นักท่องเที่ยวจากทั่วสารทิศทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ต่างเดินทางมาสัมผัสบรรยากาศท่ามกลางกลิ่นหอมอ่อนๆ ของบัวแดงด้วยตัวเอง 

    “ทะเลบัวแดงเป็นแหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติ มีฤดูดอกบัวแดงบานเต็มท้องน้ำเริ่มตั้งแต่เดือนธันวาคม สิ้นสุดประมาณปลายเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี บัวจะโตและบานเต็มที่ในช่วงฤดูหนาวประมาณ 3 เดือน คลาดเคลื่อนบ้างขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งสภาพอากาศหากปีไหนฤดูหนาวมาเร็วดอกบัวจะบานเร็ว”  

    “นอกจากนี้มีเรื่องระดับน้ำที่เหมาะสมหากปริมาณน้ำสูงเกินไป บัวจะไม่ออกดอก ไม่เจริญเติบโต  สำหรับวงจรของบัวแดงจะเริ่มเกิดช่วงปลายเดือนตุลาคม เจริญเติบโตในเดือนพฤศจิกายน ช่วงที่บัวบานสวยอยู่ในช่วงวันที่ 1 ธันวาคมเป็นต้นไป และจะสวยที่สุดเห็นทะเลบัวแดงที่บานเต็มคุ้งน้ำ คือช่วงปีใหม่ไปตลอดเดือนมกราคม เมื่อเข้าสู่เดือนกุมภาพันธ์จะทยอยโรยรา” ไพรสิทธิ์ กล่าว

    สำหรับบึงหนองหาน อ.กุมภวาปี เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหนองหานกุมภวาปี ในความรับผิดชอบของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จึงมีความหลากหลายตามธรรมชาติ แม้ว่าจะหมดฤดูดอกบัวแดงบาน แต่การท่องเที่ยวที่หนองหานยังคงมีตลอดทั้งปี เพราะยังมีบางพื้นที่ที่ยังมีบัวบานเป็นกลุ่มครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 10-20 ไร่ หลังจากบัวแดงโรยยังสามารถล่องเรือชมความสวยงามของบัวหลวง

    “ที่นี่เป็นบ้านของนกกว่า 217 ชนิด ทั้งนกประจำถิ่นและนกอพยพจากยุโรป จีน ตะวันออกกลาง รวมถึงสัตว์หายากอย่างเป็ดหงส์ นกตะกรุม นกอ้ายงั่ว และเหยี่ยวแดง เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลามากกว่า 70 ชนิดและพืชน้ำ 63 ชนิด ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติที่มีระบบนิเวศน์สมบูรณ์ที่สุดอีกแห่งหนึ่งของภาคอีสาน”

    Visiting-the-Red Lotus Sea-A-trending-tourist-destination-in-Northeastern-Thailand-in-2026-SPACEBAR-Photo04.jpg

    ไพรสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า ชาวบ้านรวมตัวทำเรื่องการท่องเที่ยวทะเลบัวแดงเป็นอาชีพเสริมหลังฤดูทำนาตั้งแต่ปี 2547 ช่วงหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 การท่องเที่ยวที่หนองหานก็เงียบเหงา เรือท่องเที่ยวมีไม่ถึง 100 เที่ยวต่อวัน พ่อค้าแม่ค้าบางตา มาค้าขายเฉพาะช่วงวันหยุด กระทั่งทาง ททท.โปรโมทภาพถ่ายน้องลิซ่า หนองหานที่เงียบเหงาก็คึกคัก เที่ยวเรือเพิ่มขึ้นกว่า 400 เที่ยวต่อวัน ช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์

    ทางท่าเรือได้ขยายเวลาเปิดให้บริการเรือนำเที่ยวจาก 17.00 น.เป็น 17.30 น. พร้อมกับมีเส้นทางดูพระอาทิตย์ตกน้ำที่หนองหานเพิ่ม ชาวบ้านนำผลิตภัณฑ์แปรรูปที่หาได้จากหนองหาน ทั้งปลาตากแห้ง ปลาร้า เสื่อกก ชาบัวแดง ชาเกสรบัวหลวง รากบัวเชื่อม น้ำรากบัว นำมาวางขายให้กับนักท่องเที่ยว เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ

    Visiting-the-Red Lotus Sea-A-trending-tourist-destination-in-Northeastern-Thailand-in-2026-SPACEBAR-Photo01.jpg

    ไม่เพียงแต่ผู้ประกอบการในจังหวัดอุดรธานีเท่านั้น การท่องเที่ยวหลายจังหวัดในอีสานก็คึกคักไม่แพ้กัน 

    ธนวรรณ พันธ์เทศ ผู้จัดการบริษัทไทยดรีมทัวร์ ในฐานะรองประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า วันที่ 12 กุมภาพันธ์นี้ สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดขอนแก่นจะไปตามรอยน้องลิซ่า ที่ทะเลบัวแดง พร้อมทั้งสำรวจเส้นทางเพื่อเตรียมตัวรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่จะเดินทางมาล่องเรือชมความสวยงาม พร้อมเชื่อมเส้นทางการท่องเที่ยวจากทะเลบัวแดงยังจังหวัดอื่นด้วย 

    นักท่องเที่ยวหลายคนยังไม่เคยเดินทางมาต่างคาดหวังว่าเมื่อไปถึงจะได้เห็นทะเลบัวแดงทันที เบื้องต้นทางไกด์จะบอกข้อจำกัดของการท่องเที่ยวตามธรรมชาติว่าทะเลบัวแดงจะเป็นการท่องเที่ยวตามฤดูกาล บัวแดงจะบานสวยงามในช่วงฤดูหนาว ยิ่งสภาพอากาศหนาวเย็นจัดดอกบัวแดงจะแข่งกันเบ่งบานสวยงาม หากนักท่องเที่ยวเข้าใจก็จะเที่ยวได้สนุกยิ่งขึ้น 

    Visiting-the-Red Lotus Sea-A-trending-tourist-destination-in-Northeastern-Thailand-in-2026-SPACEBAR-Photo05-2.jpg

    ธนวรรณ กล่าวอีกว่าปรากฏการณ์ “LISA Effect” ปลุกการท่องเที่ยวอุดรธานี รวมทั้งหลายจังหวัดทางภาคอีสานให้คึกคักทันตาเห็น ตลอดเดือนกุมภาพันธ์ทางเพจโปรโมทโปรแกรมการท่องเที่ยวทะเลบัวแดง รวมทั้งเตรียมความพร้อมบุคลากรต้อนรับนักท่องเที่ยว ความรู้เกี่ยวกับทะเลบัวแดงและภาคอีสาน รถรับส่งที่มีความปลอดภัย ได้มาตรฐานในการเดินทาง ข้อมูลเส้นทางการเดินทางที่สะดวกให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ

    “นอกจากจะเกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ กระตุ้นเศรษฐกิจในชุมชนแล้ว ยังมองว่าเป็นเรื่องที่ดีที่หน่วยงานภาครัฐจะได้มีโครงการพัฒนาศักยภาพชาวบ้านในชุมชนเพื่อรองรับจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจากทั่วโลก เพราะเป็นโอกาสที่ดีที่แขกเดินทางมาถึงบ้านเราแล้ว ให้เราเป็นเจ้าบ้านที่ดี นำเสนอสิ่งดีๆ ทั้งวัฒนธรรม ประเพณี ออกสู่สายตาชาวโลกให้รู้จักในหลากหลายมุมมองของประเทศไทยมากยิ่งขึ้น” 

    Visiting-the-Red Lotus Sea-A-trending-tourist-destination-in-Northeastern-Thailand-in-2026-SPACEBAR-Photo06-1.jpg

    เป็นอีกหนึ่งครั้งที่ดารานักร้องระดับโลก ‘ลิซ่า’ ลลิษา มโนบาล ปลุกกระแสการท่องเที่ยวให้โลกรู้จักเมืองไทย   ก่อนหน้านี้ ‘ลิซ่า’ ให้สัมภาษณ์ว่าคิดถึงลูกชิ้นยืนกิน น้ำจิ้มพริกเผาสูตรเด็ดที่สถานีรถไฟบุรีรัมย์ ตามต่อด้วยข้าวเหนียวมะม่วง จนพ่อค้าแม่ค้ามียอดขายถล่มทลาย

    รวมถึงกระแสนุ่งผ้าไทยใส่ผ้าซิ่นนาข่า ที่ลิซ่าโพสต์ภาพสวมชุดผ้าไทย เสื้อสีขาว กับ ผ้าถุงลายไทย สีน้ำเงินขาว ยืนหน้าโบราณสถาน ลงอินสตาแกรม พร้อมเขียนแคปชัน ชี้พิกัด Ayutthaya ทำเอาเหล่า BLINKS กรี๊ดในความน่ารักน่าเอ็นดู พร้อมกับตามรอยลิซ่า และครั้งนี้ภาพการท่องเที่ยวทะเลบัวแดง ทำให้ประเทศไทยได้เปิดประตูบานใหญ่ต้อนรับนักท่องเที่ยว ที่ต้องการเดินทางมาสัมผัสความสวยงามของธรรมชาติ

    ข้อมูลจากวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเรือประมงและนำเที่ยวทะเลบัวแดง ท่าเรือบ้านเดียม อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568 – 25 มกราคม 2569 มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวชมแล้วกว่า 50,000 คน เป็นนักท่องเที่ยวชาวไทย 26,019 คน คิดเป็นร้อยละ 51.73 และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 24,287 คน คิดเป็นร้อยละ 48.27 เช่น จีน ลาว เยอรมัน และญี่ปุ่น

    ซึ่งโดยปกติแล้วทะเลบัวแดงเป็นแหล่งท่องเที่ยวมีนักท่องเที่ยวชาวไทยเป็นกลุ่มหลัก แต่ในฤดูกาลนี้พบว่าสัดส่วนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเกือบเทียบเท่านักท่องเที่ยวชาวไทย สะท้อนให้เห็นถึงกระแสความนิยมจากตลาดต่างประเทศที่ขยายตัวมากขึ้น

    Visiting-the-Red Lotus Sea-A-trending-tourist-destination-in-Northeastern-Thailand-in-2026-SPACEBAR-Photo07.jpg

    Visiting-the-Red Lotus Sea-A-trending-tourist-destination-in-Northeastern-Thailand-in-2026-SPACEBAR-Photo08.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/visiting-the-red-lotus-sea-a-trending-tourist-destination-in-northeastern-thailand-in-2026&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1fwjAg8Z9C6uzmiQmtN6wF

  • 🌷 สุรินทร์เปิดโครงการ “แสงศรัทธาเชียงสง : เทศกาลโคมซุไฮ 2569 สู่วิถีท่องเที่ยววัฒนธรรมสร้างสรรค์นานาชาติ” 🌷

    🌷 สุรินทร์เปิดโครงการ “แสงศรัทธาเชียงสง : เทศกาลโคมซุไฮ 2569 สู่วิถีท่องเที่ยววัฒนธรรมสร้างสรรค์นานาชาติ” 🌷

    🌷 สุรินทร์เปิดโครงการ “แสงศรัทธาเชียงสง : เทศกาลโคมซุไฮ 2569 สู่วิถีท่องเที่ยววัฒนธรรมสร้างสรรค์นานาชาติ” 🌷


    6/02/2569 | 18 |

    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 18.00 น. นายกิตติ สัตย์ซื่อ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ “แสงศรัทธาเชียงสง : เทศกาลโคมซุไฮ 2569 สู่วิถีท่องเที่ยววัฒนธรรมสร้างสรรค์นานาชาติ” ณ ลานหน้าระเบียงวัฒนธรรม บ้านเชียงสง ตำบลเมืองลีง อำเภอจอมพระ จังหวัดสุรินทร์

    โครงการดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อยกระดับเทศกาลท้องถิ่นให้เป็นเทศกาลระดับนานาชาติ สร้างการรับรู้และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของจังหวัดสุรินทร์และในระดับภูมิภาค พร้อมปลูกจิตสำนึกให้เด็ก เยาวชน ประชาชน และหน่วยงานทุกภาคส่วน เห็นคุณค่าและความสำคัญของประวัติศาสตร์ท้องถิ่น วิถีชีวิต และร่วมกันอนุรักษ์ ฟื้นฟู สืบสานประเพณี ศิลปวัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น ตลอดจนสืบสานตำนานศาลเจ้าพ่อเชียงสงให้คงอยู่สู่คนรุ่นหลัง

    ในพิธีเปิดมีแขกผู้มีเกียรติร่วมงาน อาทิ นายธนันญ์บุณย์ เพชรประไพ นายอำเภอจอมพระ นายหิรัญ ชูทรงเดช รองประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดสุรินทร์ นายประเสริฐ สุขจิต นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเมืองลีง หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนตำบลเมืองลีงเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก

    ภายในงานมีกิจกรรมจัดแสดงและสาธิตอาหาร ขนมหวาน เครื่องดื่มสมุนไพร และผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมจากชุมชนพหุวัฒนธรรมตำบลเมืองลีง ซึ่งประกอบด้วย 5 ชาติพันธุ์ ได้แก่ กูย เขมร ลาว จีน และไทย ที่อาศัยอยู่ร่วมกันอย่างสมัครสมานสามัคคี โดยประธานในพิธีได้กดปุ่มเปิด โคมระย้าซุไฮ อัตลักษณ์สำคัญของชุมชน พร้อมการแสดงแสง สี เสียง อย่างงดงาม

    จากนั้นมีการแสดงเล่าเรื่องความเป็นมาของเชียงสงและการประดิษฐ์โคมซุไฮ โดยนักแสดงแชมป์การประกวด Surin Talent 2568 จากโรงเรียนสินรินทร์วิทยา ทั้งนี้คำว่า “ซุไฮ” เป็นภาษากูย แปลว่า “บ้านของฉัน” หมายถึงโคมไฟของบ้าน อันเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นของชุมชนบ้านเชียงสง

    นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมการแสดงโขนเด็ก โดยเด็กชายเมืองศีล ชาวนา เยาวชนไทยอายุ 7 ปี เจ้าของรางวัลเด็กดีศรีวัฒนธรรมจังหวัดสุรินทร์ การวาดภาพเพื่อสื่อสารทางวัฒนธรรมในหัวข้อ Chiang Song Vibes โดยคณะครูและนักเรียนจากโรงเรียนปราสาทวิทยาคาร และโรงเรียนโคกตะเคียนวิทยา รวมถึงการแสดงดนตรีพื้นบ้าน ฟ้อนรำ และการขับร้องเพลง โดยเครือข่ายเยาวชนสร้างสรรค์จังหวัดสุรินทร์ และเด็กชายปวรุตม์ แรงรอบ เจ้าของฉายา “น้องแชมป์ไมค์ทองคำสามวัย” สร้างบรรยากาศความประทับใจแก่ผู้ร่วมงานเป็นอย่างมาก


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://surin.prd.go.th/th/content/category/detail/id/171/iid/473886&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZE2uK14KexscCmvZOp5Cj

  • SME สู้ศึก 7 สงครามเศรษฐกิจโลก ปีแห่งการเอาตัวรอด ชู 4 เครื่องยนต์กู้วิกฤติ

    SME สู้ศึก 7 สงครามเศรษฐกิจโลก ปีแห่งการเอาตัวรอด ชู 4 เครื่องยนต์กู้วิกฤติ

    ข้อมูลจากธนาคารโลก ระบุว่า เศรษฐกิจไทยปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวได้ 1.8% ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มจากประมาณการเดิมที่ทำไว้เมื่อ มิ.ย. 2568 ถึง 0.1% แม้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยดูดีขึ้น แต่เมื่อเทียบกับประเทศในกลุ่มอาเซียน พบว่า ปี 2569 คาดว่า เวียดนามจะขยายตัว 6.3% ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดของภูมิภาค ตามมาด้วย ฟิลิปปินส์ 5.3% อินโดนีเซีย 5% กัมพูชา4.3% มาเลเซีย 4.1% สปป.ลาว 4.0% เมียนมา 3.0% และไทยลำดับสุดท้าย ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยกำลังมีปัญหาบางอย่างซ่อนอยู่ซึ่งกลไกเศรษฐกิจอย่างกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและย่อม หรือ เอสเอ็มอี มีมุมมองต่อเศรษฐกิจไทยไว้อย่างน่าสนใจ 

    แสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ถึงภาพรวมเศรษฐกิจปี 2569 และผลกระทบต่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยว่า ถือเป็นปีแห่งการ “เอาตัวรอด” ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโตต่ำ และความเสี่ยงรอบด้านถาโถม ซึ่งเอสเอ็มอีจำเป็นต้องรู้เท่าทันทั้ง จุดแข็งและจุดเสี่ยง เพื่อเตรียมแผนรับมืออย่างเป็นระบบ

    โดยปี 2569 เป็นปีที่ประเทศไทยและโลกต้องเผชิญกับ 7 สงครามระทึกเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นตัวเร่งให้เศรษฐกิจไทยร้อนระอุ และกระทบเอสเอ็มอีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แบ่งเป็น 1.สงครามภูมิรัฐศาสตร์ ความขัดแย้งที่พร้อมปะทุและขยายวง เช่นสหรัฐฯ-เวเนซุเอลา, สหรัฐฯ-เดนมาร์ก (กรณีเกรนแลนด์), จีน-ไต้หวัน, รัสเซีย-ยูเครน, อิสราเอล-อิหร่าน, อินเดีย-ปากีสถาน และไทย-กัมพูชาซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะ “แบ่งข้าง” ส่งผลต่อ ต้นทุนพลังงาน สินค้านำเข้า-ส่งออก และห่วงโซ่อุปทาน

    2. สงครามการค้ากับกำแพงภาษี โดยเฉพาะสหรัฐ ที่พร้อมนำกำแพงภาษีกลับมาใช้เชื่อมโยงด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ กระทบขีดความสามารถการแข่งขัน และบีบให้ประเทศต่างๆ ต้องเร่งเจรจาการค้า หาตลาดใหม่ ควบคู่กับการคุมเข้มการใช้ไทยเป็นทางผ่านส่งออก

    3. สงครามโลกเดือดระอุด้านสิ่งแวดล้อม ความท้าทายด้านเทคโนโลยีเพื่อ ลดก๊าซเรือนกระจก มาตรฐานสีเขียว พลังงานสะอาด รวมถึงการรับมือภัยพิบัติที่กระทบชีวิต ทรัพย์สิน และเศรษฐกิจ ซึ่งเอสเอ็มอีต้องเร่งเข้าถึงระบบประเมินและรับรองมาตรฐานสิ่งแวดล้อม 

    4. สงครามหนี้ท่วมโลกทับถมไทย โดยประเทศคู่ค้าใหญ่ เช่น สหรัฐ จีน ญี่ปุ่น เผชิญปัญหาหนี้ ขณะที่ไทยติดอยู่ในวังวนหนี้ครัวเรือน หนี้เสีย และหนี้นอกระบบ ซึ่งเป็น “โซ่ตรวนเศรษฐกิจฐานราก” 

    5. สงครามเทคโนโลยี AI เป็นได้ทั้ง “ประตูแห่งโอกาส” และ “กำแพงความท้าทาย” สำหรับเอสเอ็มอี เกษตรกร แรงงาน ที่ต้องเปลี่ยนผ่านสู่ เศรษฐกิจดิจิทัล–AI เพื่อเพิ่มผลิตภาพอย่างมีคุณภาพ

    6. สงครามทุนเทา โดยเศรษฐกิจนอกระบบเบ่งบาน กระทบระบบเศรษฐกิจปกติ และกลายเป็นอาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่ต้องเร่งปราบปราม และ 7. สงครามสังคมสูงวัย คำถามใหญ่คือไทยจะเดินหน้าไปสู่ “ความเป็นอยู่ที่ดี” หรือ “ภาระที่ต้องแบกรับ” โดยจำเป็นต้องวางยุทธศาสตร์รัฐสวัสดิการ และเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างมีคุณค่า

    “ความท้าทายทั้ง 7 ด้านจะเร่งให้เกิด การจัดระเบียบโลกใหม่ และบังคับให้ประเทศต่างๆ ต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อให้แข่งขันได้”

    SME สู้ศึก 7 สงครามเศรษฐกิจโลก ปีแห่งการเอาตัวรอด ชู 4 เครื่องยนต์กู้วิกฤติ

    จีดีพีไทยรั้งท้ายอาเซียนโจทย์ใหญ่ต้องแก้

    แสงชัย กล่าวว่า การขยายตัวเศรษฐกิจไทยต่ำต่อเนื่องทุกไตรมาส ตั้งแต่ไตรมาส 1/2566 -ไตรมาส 4/2568 ตามหลังเวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์

    ขณะที่ การกระจายรายได้และรายได้ต่อหัวประชากร ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ นำไปสู่ความเหลื่อมล้ำด้านเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา และสาธารณสุข ทั้งนี้ จะต้องบริหารความเสี่ยงและพลิกความเหลื่อมล้ำให้เป็น 4 เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ เพื่อสร้างรายได้ การจ้างงาน และฐานภาษีของประเทศ พลิกเศรษฐกิจไทย แบ่งเป็น

    1. ประเทศผู้นำการท่องเที่ยวคุณภาพสูงของโลก ประเทศไทยมีจุดแข็งด้านบริการ วัฒนธรรม อัตลักษณ์ท้องถิ่น และทรัพยากรธรรมชาติ สามารถพัฒนาเป็น “เขตเศรษฐกิจท่องเที่ยวพิเศษ” เชื่อมเมืองหลัก–เมืองรอง ระบบคมนาคม ความปลอดภัย และที่พักคุณภาพ ควบคู่กับการผลักดัน สินค้าและบริการวัฒนธรรมไทยสร้างสรรค์ เช่น เสื้อผ้าแฟชั่น สิ่งทอ การแสดงรำไทย โขน ลิเก หนังตะลุง รวมถึงอุตสาหกรรมละคร ภาพยนตร์ เกมโชว์ และโฆษณา เพื่อสร้าง Value Supply Chain ใหม่

    2. ประเทศน่าอยู่ของโลก การพัฒนา “เขตเศรษฐกิจนิคมผู้สูงวัยคุณภาพสูง” รองรับคนไทยและต่างชาติ เชื่อม “สังคมสูงวัย” ไปสู่ “สังคมน่าอยู่” ด้วยระบบการแพทย์ สิ่งแวดล้อม อาหารคุณภาพ และกิจกรรมสำหรับผู้สูงวัย ซึ่งไทยมีความพร้อมสูง

    3. ประเทศเสบียงอาหารของโลก ตอกย้ำความหลากหลายด้านชีวภาพ พืชผัก ผลไม้ ประมง ปศุสัตว์ มุ่งสู่เกษตร GI เกษตรปลอดภัย เกษตรอินทรีย์ เกษตรอุตสาหกรรม รวมทั้ง แปรรูปอาหารนวัตกรรม อาหารสัตว์คุณภาพสูง เพื่อเป็น “คลังอาหารโลก” พร้อมผลักดันอุตสาหกรรม สมุนไพรสกัดเพิ่มมูลค่า ลดการส่งออกวัตถุดิบราคาต่ำ และลดการนำเข้าสารสกัดราคาแพง

    4. ประเทศที่มีมนต์เสน่ห์แห่งการลงทุน เดินหน้ากลยุทธ์ “ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษ 5 ภาค” เชื่อม 4 ภูมิภาคเข้ากับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ( EEC )ดึงดูด TDI + FDI พร้อมผนึกมหาวิทยาลัย อุทยานวิทยาศาสตร์ สตาร์ทอัพ และ IDEs สร้าง “สังคมเขตเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ”

    ชู 4 เสาเศรษฐกิจนำไทยสู่อนาคต

    แสงชัย กล่าวสรุปว่า วิกฤติ อุปสรรค และความท้าทาย คือบททดสอบของประเทศ ไทยต้องรวมพลังความคิดและวิสัยทัศน์เพื่อ “เปลี่ยนอ่อนเป็นแข็ง เปลี่ยนเสี่ยงเป็นเสถียร” ผ่าน 4 เสาเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ 1. เศรษฐกิจนวัตกรรม หรือเศรษฐกิจมูลค่าเพิ่ม 2. เศรษฐกิจสีขาว ปราศจากทุนเทาและเศรษฐกิจนอกระบบ 3. เศรษฐกิจตลาดหนึ่งเดียว เชื่อมไทยสู่ตลาดโลก และ 4. เศรษฐกิจพอเพียง พึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน

    “เอสเอ็มอีไทยจะอยู่รอดได้ หาก ‘มองเห็นความเสี่ยงเป็นโอกาส’ และปรับตัวให้ทันการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ของโลกและของไทย”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1220152&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0P-JI4NgakeY8TuGXwn8A-

  • เลือกตั้ง 2569: อะไรคือโจทย์หินรอรับรัฐบาลชุดใหม่ภายใต้ระเบียบโลกเดิมที่กำลังเสื่อมถอย – BBC News ไทย

    เลือกตั้ง 2569: อะไรคือโจทย์หินรอรับรัฐบาลชุดใหม่ภายใต้ระเบียบโลกเดิมที่กำลังเสื่อมถอย – BBC News ไทย

    เมื่อภูมิรัฐศาสตร์โลกป่วนสะเทือนไทย โจทย์หินอะไรบ้างที่รอลับฝีมือรัฐบาลชุดใหม่

    .

    ที่มาของภาพ, Getty Images

      • Author, จิราภรณ์ ศรีแจ่ม
      • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

    “เราทราบดีว่าระเบียบแบบเดิมไม่กลับมาอีกแล้ว” นายกรัฐมนตรีมาร์ก คาร์นีย์ แห่งแคนาดากล่าวในงานประชุมสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อปลายเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา

    ถือได้ว่าสุนทรพจน์ของผู้นำประเทศอำนาจขนาดกลาง (middle power) ในครั้งนี้ ได้เขย่าให้โลกเห็นว่าระเบียบโลกเสรีนิยมที่ร้อยรัดประเทศต่าง ๆ เอาไว้ภายใต้กฎเกณฑ์ที่เคยตกลงกันกำลังแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ ซึ่งดูเหมือนว่าประเทศมหาอำนาจหลัก ๆ จะไม่ถูกจำกัดหรือควบคุมโดยสิ่งใดอีกต่อไป และกลายเป็นผู้ทำลายระเบียบโลกเหล่านี้เสียเอง

    “เหล่ามหาอำนาจเริ่มใช้การบูรณาการทางเศรษฐกิจเป็นอาวุธ ใช้ภาษีนำเข้าในการสร้างความได้เปรียบ ใช้โครงสร้างทางการเงินเป็นเครื่องมือบีบบังคับ ใช้สายการผลิตเป็นจุดอ่อนที่ถูกเอาเปรียบ” เขากล่าว

    ประเทศมหาอำนาจมักหมายถึงสมาชิกถาวรในคณะรัฐมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา จีน ฝรั่งเศส รัสเซีย สหราชอาณาจักร และฝรั่งเศส ขณะที่ประเทศอำนาจกลางนำโดยชาติที่มีอิทธิพลต่อการเมืองโลกอย่างมาก แม้มีขนาดเศรษฐกิจเล็กกว่าประเทศมหาอำนาจ เช่น แคนาดา ออสเตรเลีย อาร์เจนตินา เกาหลีใต้ และบราซิล

    นักวิเคราะห์หลายคนชี้ว่าสหรัฐฯ จีน และรัสเซีย กำลังพยายามสร้างระเบียบโลกใหม่ ซึ่งส่งแรงกระเพื่อมต่อยุโรปและมหาอำนาจระดับภูมิภาคอื่น ๆ อยู่ในขณะนี้

    บีบีซีไทยพูดคุยกับสองผู้เชี่ยวชาญเพื่อวิเคราะห์ว่าประเทศไทยอยู่ตรงไหนท่ามกลางความปั่นป่วนของภูมิรัฐศาสตร์ในระดับโลก และมีโจทย์หินอะไรบ้างที่รัฐบาลใหม่ต้องเจอทันที เมื่อพวกเขาเข้าบริหารประเทศ ไม่ว่าพรรคการเมืองใดจะชนะการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จก็ตาม

    ระเบียบโลกเก่าที่นำโดยสหรัฐฯ กำลังสิ้นสุดลง

    ผศ.ดร.ธีวินท์ สุพุทธิกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นกับบีบีซีไทยว่า หากคิดว่าความปั่นป่วนของภูมิรัฐศาสตร์เป็นเรื่องไกลตัวจากไทย ถือว่านั่นเป็นความเข้าใจที่ผิด

    เขาอธิบายว่านับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 โลกก็อยู่ในระเบียบโลกเสรีนิยมซึ่งมีสหรัฐฯ เป็นแกนนำ และเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้เกิดกติกาสากล ตลอดจนการจัดตั้งองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อใช้เป็นกลไกบริหารจัดการปัญหาและความร่วมมือในระดับโลก

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • .

    • .

    • .

    • .

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    ระเบียบดังกล่าวยังถูกคาดหวังให้ทำหน้าที่ธำรงสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ ลดความเสี่ยงของการเกิดสงครามขนาดใหญ่ และสร้างเสถียรภาพให้กับระบบโลกโดยรวม แต่ปัจจุบันกลับพบว่าระเบียบโลกเสรีนิยมกำลังอยู่ในภาวะสั่นคลอนและอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน เนื่องจากสหรัฐฯ เริ่มมีท่าทีละเมิดกฎเกณฑ์ที่ตนเองเคยมีบทบาทในการสร้างขึ้น และถอนตัวออกจากองค์การระหว่างประเทศหลายแห่ง เนื่องจากยึดถือผลประโยชน์ของชาติตนเองเป็นหลักภายใต้นโยบาย America First (อเมริกาต้องมาก่อน)

    “การเปลี่ยนผ่านของระเบียบโลก มันเกิดขึ้นมาระยะยาวแล้ว จากการที่มีจีนขึ้นมาเป็นมหาอำนาจควบคู่กับสหรัฐฯ” ผศ.ดร.ธีวินท์ กล่าว “ระเบียบโลกเก่าที่นำโดยสหรัฐฯ กำลังสิ้นสุดลงก็จริง แต่จะพูดว่ามันถูกทำลายลงโดยสิ้นเชิงเลยหรือเปล่า มันก็ไม่ถึงขนาดนั้น”

    ผู้เชี่ยวชาญจากจุฬาฯ กล่าวต่อว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับประโยชน์จากระเบียบโลกเสรีนี้อย่างมาก โดยเฉพาะในด้านมิติเศรษฐกิจ การเมือง และความมั่นคงระหว่างประเทศ เนื่องจากระเบียบดังกล่าวสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาและการเชื่อมโยงของไทยกับระบบโลกมาอย่างต่อเนื่องหลายทศวรรษ

    .

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, นักวิเคราะห์หลายคนเห็นตรงกันว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นผู้สั่นคลอนระเบียบโลกมากกว่าผู้นำสหรัฐฯ คนอื่น ๆ นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2

    เขาชี้ว่าประโยชน์หลัก ๆ ที่ไทยได้รับ คือ ระบบเศรษฐกิจแบบเปิดซึ่งเป็นหัวใจของโลกเสรี โดยไทยพึ่งพาการนำเข้าและส่งออกสินค้า รวมถึงเปิดรับการลงทุนจากต่างชาติมาเป็นกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ดังนั้นหากระเบียบเดิมพังทลายลงและสถานการณ์โลกเข้าสู่ภาวะตึงเครียดจนประเทศต่าง ๆ เกิดการเผชิญหน้าทางการทหาร ไทยย่อมถูกกดดันให้ต้องเลือกข้าง ซึ่งย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสามารถของไทยในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจและรักษาความเชื่อมโยงกับตลาดโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    โลกที่แบ่งออกเป็นหลายขั้วส่งผลต่อการค้าและห่วงโซ่อุปทานโลกที่ไทยเข้าไปเกี่ยวข้องอย่างไร

    รศ.ดร.จุฑาทิพย์ จงวนิชย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศจากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) บอกกับบีบีซีไทยว่าท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังเกิดขึ้น ทำให้ห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) เข้าไปเกี่ยวข้องในลักษณะพวกพ้องของตัวเองมากขึ้น (friend-shoring) ส่งผลให้เกิดทั้งข้อเสียเปรียบและความท้าทายต่อประเทศไทย

    เธอกล่าวต่อว่า ปัจจุบันมาตรการกำแพงภาษีของสหรัฐอเมริกาซึ่งเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยในอัตรา 19% แม้จะมีข้อยกเว้นด้านภาษีในสินค้าบางรายการ แต่ก็ทำให้สินค้าไทยมีราคาแพงและทำให้ความต้องการจากตลาดในสหรัฐฯ ลดลง โดยเฉพาะสินค้าเกษตร เช่น ข้าว อาหารทะเลแช่แข็ง ไปจนถึงสินค้าอุตสาหกรรม เช่น ชุดชั้นใน และผลิตภัณฑ์จากยางพารา

    ขณะเดียวกัน สินค้าที่ยังส่งออกไปสหรัฐฯ ได้ดี คือพวกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจากมีหลายตัวที่ได้รับการยกเว้นภาษี และสินค้าประเภทนี้ที่ส่งออกจากไทยก็อยู่คนละตำแหน่งกับสหรัฐฯ ซึ่งสินค้าของสหรัฐฯ อยู่ในห่วงโซ่อุปทานที่มีความล้ำสมัยหรือใช้วิทยาการทางเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามากกว่า

    เมื่อมองไปยังจีน ไทยก็ส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมไปยังประเทศนี้ยากขึ้น เนื่องจากจีนเองมีกำลังผลิตล้นเหลือภายในประเทศ และพยายามเร่งระบายสินค้ายังตลาดใหม่ ๆ ขณะเดียวกัน แม้ว่าสินค้าเกษตรของไทยหลายชนิดยังส่งออกไปจีนได้ แต่ก็ส่งออกได้น้อยลงกว่าเดิม เนื่องจากมีปัญหาเรื่องสุขอนามัย และกำลังเผชิญกับคู่แข่งที่เข้ามาแย่งตลาดมากขึ้น

    .

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    ผู้เชี่ยวชาญจาก มธ. กล่าวต่อว่าในช่วง 2-3 เดือนล่าสุด ไทยนำเข้าสินค้าจากทั้งจีนและไต้หวันเพิ่มขึ้นอย่างมากจนส่งผลให้ประเทศอยู่ในสภาวะขาดดุลทางการค้า โดยสินค้าหลัก ๆ ที่นำเข้ามา ได้แก่ สินค้าสำเร็จรูปที่จีนผลิตเสร็จแล้ว แต่ไม่สามารถส่งออกไปยังสหรัฐฯ ได้เหมือนเคย จึงผลักออกมายังตลาดอื่นรวมถึงไทย เพื่อกระจายความเสี่ยง (diversify) นอกจากนี้ ผู้ประกอบการในจีนและไต้หวันยังย้ายฐานการผลิตมายังไทยเพื่อหลบเลี่ยงผลกระทบจากภูมิรัฐศาสตร์ จึงเกิดการนำเข้าสินค้าขั้นกลาง (intermediate product) เพื่อนำมาผลิตต่อ เช่น การผลิตแผ่นวงจรพิมพ์ (PCB) หรือสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ซึ่งนำไปสู่ข้อกังวลเรื่องการใช้ไทยเป็นทางผ่านสินค้า (transshipment) ในขณะนี้

    ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นกับภูมิรัฐศาสตร์ยังส่งผลให้ราคาโภคภัณฑ์ผันผวน โดยเฉพาะโลหะมีค่า เช่น ทอง เงิน ทองแดง ฯลฯ ประกอบกับแนวโน้มค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนลงก็ส่งผลกระทบต่อค่าเงินบาท ทำให้ผู้ประกอบการไทยบริหารจัดการต้นทุนและราคายากขึ้น

    ความปั่นป่วนที่เกิดขึ้นในเวทีโลก ยังทำให้การเดินหน้าความตกลงพหุภาคี (multilateral) และ การเปิดเสรีทางการค้าระหว่างกลุ่มประเทศที่มีแนวคิดที่สอดคล้องกันเพียงบางกลุ่ม (plurilateral liberalization) ใหม่ ๆ เกิดได้ยากขึ้น นั่นหมายถึงเป้าหมายของไทยในการขยายหาตลาดใหม่ในวงกว้างเพื่อกระจายความเสี่ยงก็จะช้าลงตามไปด้วย

    “มันเป็นข้อเสียเปรียบจากการที่เกิดสงครามการค้าขึ้น เกิดภูมิรัฐศาสตร์แบบนี้ขึ้น แล้วก็เกิดการเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทานที่พยายามเข้าไปเกี่ยวเนื่องกับคนที่อยู่ในฝ่ายของตนเองมากขึ้น” รศ.ดร.จุฑาทิพย์ กล่าว

    .

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    แม้ฟังดูแล้วประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาและความท้าทายที่ใหญ่มากจากผลกระทบด้านภูมิรัฐศาสตร์ในระดับโลก แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์รายนี้ชี้ให้เห็นว่ายังมีโอกาสสำหรับประเทศอยู่ด้วย หากรัฐบาลใหม่สามารถปรับตัวเชิงยุทธศาสตร์และเตรียมพร้อมรับมือได้ทัน

    รศ.ดร.จุฑาทิพย์ กล่าวว่าท่ามกลางความปั่นป่วน ไทยกำลังได้รับอานิสงส์จากการย้ายฐานผลิตของผู้ประกอบการที่อยู่ในจีน ไต้หวัน สหรัฐฯ สิงคโปร์ และญี่ปุ่น มายังไทย เนื่องจากต้องการลดความเสี่ยงจากความขัดแย้งระหว่างขั้วอำนาจ

    เมื่อมองสถานการณ์ปัจจุบัน เห็นได้ว่าจากเดิมประเทศไทยเป็นเพียงฐานประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่มีความซับซ้อน แต่ตอนนี้ได้ขยับเข้าสู่การผลิตในระดับลึกขึ้น คือ อยู่ในระดับต้นน้ำและกลางน้ำ ยกตัวอย่างเช่นการผลิต PCB อุปกรณ์ที่ใช้ชิปเป็นส่วนประกอบ (IC Base) เครื่องแปลงไฟฟ้า เครื่องรับสัญญาณ ทรานซิสเตอร์ (transistor) และเซ็นเซอร์ (censor)

    “เราเห็นโอกาสแน่ ๆ ว่าเรามีโอกาสเป็นฮับ (hub) ในการผลิตสินค้าตัวสำคัญในห่วงโซ่ แต่คนไทยจะเข้าไปได้แค่ไหน ?” รศ.ดร.จุฑาทิพย์ ตั้งคำถาม

    ผู้เชี่ยวชาญจาก มธ. กล่าวต่อว่าท่ามกลางความไม่แน่นอนในเศรษฐกิจโลก ทำให้ความมั่นคงทางอาหารกลายเป็นเรื่องที่หลายประเทศให้ความสำคัญในอันดับต้น ๆ ดังนั้นนี่จึงเป็นโอกาสของไทยในฐานะผู้ส่งออกอาหารรายสำคัญที่ควรฉวยไว้ หากต้องการกระจายสินค้าไปยังตลาดอื่น ๆ โดยเฉพาะสินค้าเกษตรอุตสาหกรรม

    3 โจทย์หินด้านเศรษฐกิจ-การค้า ที่รัฐบาลใหม่ต้องเผชิญ

    ท่ามกลางโลกที่แบ่งออกเป็นหลายขั้ว รศ.ดร.จุฑาทิพย์ ชี้ว่ามี 3 โจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลใหม่ต้องเผชิญทันทีเมื่อเริ่มบริหารประเทศ ได้แก่ การผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจ การจัดการกับปัญหาเงินเฟ้อที่ยังหลุดกรอบ และการจัดการความไม่แน่นอนที่เกิดจากปัจจัยภายนอก

    เมื่อต้นเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา ศูนย์วิจัยกรุงไทยคอมพาส (Krungthai Compass) ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะขยายตัวที่ 1.8% ชะลอตัวจากปีก่อนหน้า ทำให้อาจเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปีที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศหรือจีดีพี (GDP) ต่ำกว่า 2.0% ช้ากว่าในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านอาเซียน-6 (ASEAN-6)

    ASEAN-6 หมายถึง บรูไน, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์, และไทย

    “จีดีพีเป็นงานหินของรัฐบาลที่ต้องแก้ไขให้เร็วที่สุด แต่รัฐบาลไม่ควรมองแค่การกระตุ้นระยะสั้น แต่ต้องสร้างนโยบายที่สนับสนุนการเติบโตของจีดีพีในระยะกลางและระยะยาวด้วย” รศ.ดร.จุฑาทิพย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ กล่าว

    เมื่อดูเงินเฟ้อของไทยก็จะเห็นว่าหลุดกรอบเป้าหมายมาตั้งแต่ปี 2022 ซึ่งมีสาเหตุปัจจัยภายนอกจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ดันราคาน้ำมันให้สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลัง เงินเฟ้อไทยกลับมาติดลบที่ 0.23-0.28% ซึ่งสะท้อนการขาดอุปสงค์ (demand) ภายในประเทศ ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องเร่งทำให้เงินเฟ้อกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายที่เหมาะสม

    ทั้งนี้ ในเดือน ธ.ค. ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีอนุมัติเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อทั่วไปสำหรับปี 2569 อยู่ที่ประมาณ 1-3% ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ

    นอกจากนี้รัฐบาลยังต้องรับมือกับความผันผวนที่เกิดจากปัจจัยภายนอกซึ่งเห็นได้ว่าภูมิรัฐศาสตร์โลกกำลังปั่นป่วน และส่งผลกระทบโดยตรงต่อการค้า การลงทุน และค่าเงินบาท ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลย้อนกลับมาที่การเติบโตของเศรษฐกิจไทย

    “จริง ๆ แล้วไม่ใช่ว่ารัฐบาลใหม่ต้องเหนื่อยแค่ใน 3 ด้านนี้เท่านั้น แต่ยังมีเรื่องหนี้สาธารณะที่ใกล้ 70% มีปัญหาเรื่องหนี้ภาคครัวเรือนที่แม้ดีขึ้นแล้วจริง แต่ยังคงสูงกว่าประเทศอื่นอีก ไหนจะเรื่องทุนเทาอีก ที่รัฐบาลใหม่ต้องเร่งมือทำ” รศ.ดร.จุฑาทิพย์ กล่าว

    โจทย์ยากต่อรัฐบาลใหม่ ไทยจะยืนอยู่อยู่จุดไหน หากเกิดสงครามในภูมิภาคที่นำโดยจีน ?

    .

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    ผศ.ดร.ธีวินท์ สุพุทธิกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากจุฬาฯ กล่าวว่าไทยต้องพึ่งพิงทั้งจีนและสหรัฐฯ เพื่อความมั่นคงและผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจ แต่ในปัจจุบันเห็นได้ว่าสหรัฐฯ มีความไม่แน่ไม่นอน และมักใช้กำแพงภาษี รวมถึงเงื่อนไขต่าง ๆ มาบีบบังคับชาติอื่น ๆ เพื่อผลประโยชน์ของตนเอง ทำให้ไทยไม่สามารถพึ่งพิงสหรัฐฯ ได้อย่างสนิทชิดเชื้อได้อย่างแต่ก่อน

    เมื่อหันกลับมามองที่จีนซึ่งไทยพึ่งพิงทางเศรษฐกิจอย่างมาก แต่ “เราก็ยังมีความหวาดระแวงหลายอย่างกับจีนเช่นเดียวกัน” และหลาย ๆ ครั้ง จีนเองก็ใช้เงื่อนไขทางเศรษฐกิจมาบีบบังคับไทย เช่น กดดันว่าไทยต้องไม่มีท่าทีที่เอื้อให้กับไต้หวันและยึดถือนโยบายจีนเดียว ทั้งที่ไทยเองก็มีความสัมพันธ์ที่ดีกับไต้หวัน

    “ผมคิดว่าแนวโน้มที่ชาติมหาอำนาจทั้งสองจะเข้ามากดดันหรือพยายามกดดันประเทศเล็ก ๆ มันจะมีมากขึ้น” ผศ.ดร.ธีวินท์ กล่าว

    นักวิชาการจากจุฬาฯ มองว่าไม่ใช่เพียงเรื่องการค้าเท่านั้นที่รัฐบาลใหม่ต้องรับมือกับโจทย์หิน แต่เมื่อบทบาทของสหรัฐฯ ลดลงในภูมิภาคนี้และกำลังละเมิดระเบียบที่ตนเองเป็นผู้นำ เนื่องจากมุ่งเน้นผลประโยชน์ภายในประเทศแบบ ‘อเมริกันเฟิสต์’ (American First) เป็นหลัก สิ่งที่น่ากังวลคืออาจไม่มีฝ่ายที่เข้ามาถ่วงดุลอำนาจของจีนในภูมิภาคนี้

    ผศ.ดร.ธีวินท์ กล่าวว่าฉากทัศน์เลวร้ายที่สุดที่อาจเกิดขึ้น คือ ภายใต้สภาวะเช่นนี้ จีนอาจมีความฮึกเหิมและกล้าใช้กำลังทหารเพื่อเผด็จศึกไต้หวันหรือทะเลจีนใต้ อันนำมาสู่การสั่นคลอนความมั่นคงของภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างหนัก

    แม้ไทยจะเป็นประเทศขนาดเล็ก แต่ในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ไทยตั้งอยู่ในจุดที่เป็นฮับ (hub) หรือศูนย์กลางของภูมิภาค หากสงครามปะทุขึ้นในภูมิภาคนี้ มหาอำนาจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งย่อมต้องการเข้ามาเพิ่มกำลังหรือยึดพื้นที่นี้เพื่อเป็นเส้นทางส่งกำลังบำรุง หรือสกัดกั้นไม่ให้อีกฝ่ายเข้ามายึดพื้นที่ไปก่อน ดังนั้นรัฐบาลใหม่จึงไม่สามารถนิ่งเฉยต่อฉากทัศน์นี้ได้ เพราะไทยมีโอกาสสูงที่จะถูกดึงเข้าไปสู่สมรภูมิโดยตรง

    ไต้หวันนำเรือฟริเกตยามชายฝั่งลำใหม่พร้อมระบบขีปนาวุธเข้าประจำการ ท่ามกลางความตึงเครียดกับปักกิ่ง

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, ปลายปี 2568 ไต้หวันนำเรือฟริเกตยามชายฝั่งลำใหม่พร้อมระบบขีปนาวุธเข้าประจำการ ท่ามกลางความตึงเครียดกับปักกิ่ง

    ฉากทัศน์ที่ ผศ.ดร.ธีวินท์กล่าวไว้นี้ไม่ได้เกินจริง ปลายเดือน ธ.ค. ที่ผ่านมา จอห์น ซิมป์สัน บรรณาธิการข่าวการเมืองโลกจากบีบีซีนิวส์ ซึ่งผ่านการทำข่าวสงครามมา 40 ครั้ง จากประสบการณ์การทำงาน 60 ปี เขียนบทวิเคราะห์ไว้ว่าไฟสงครามที่ปะทุในปีที่ผ่านมานั้น “น่ากังวลอย่างยิ่ง” และทำให้ปี 2569 เป็นปีสำคัญที่ต้องจับตามอง

    เขาบอกว่าจีนจะเติบโตและทรงอิทธิพลมากขึ้น และแผนการบุกยึดไต้หวันของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จะเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง ท่ามกลางการแตกแยกกันระหว่างชาติยุโรปกับมหาอำนาจสหรัฐฯ และข้อตกลงหยุดยิงระหว่างรัสเซีย-ยูเครนที่เอื้อประโยชน์ให้กับชาติมหาอำนาจรัสเซียมากกว่า

    “หากคุณคิดว่าสงครามโลกครั้งที่ 3 จะเป็นการระดมยิงอาวุธนิวเคลียร์ใส่กัน คุณอาจคิดผิดถนัด เพราะมีความเป็นไปได้สูงว่ามันจะเป็นการทำสงครามที่ใช้ทั้งกลยุทธ์การทูตและการทหารผสมผสานกัน ในสถานการณ์เช่นนี้ระบอบการปกครองแบบอัตตาธิปไตย ที่ผู้นำคนเดียวมีอำนาจตัดสินใจในทุกเรื่อง จะรุ่งเรืองเฟื่องฟูและอาจมีชัยชนะเหนือพันธมิตรชาติตะวันตก ซึ่งดูเหมือนว่าจะต้องถูกบีบให้แตกสลายไปในที่สุด และกระบวนการที่ว่านี้ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว” จอห์น ซิมป์สัน วิเคราะห์

    ด้วยฉากทัศน์เช่นนี้ ผศ.ดร.ธีวินท์ ผู้เชี่ยวชาญจากจุฬาฯ กล่าวว่า “ยุทธศาสตร์ของไทย คือ จะทำอย่างไรให้ตัวเองเป็นส่วนหนึ่งในการยับยั้งไม่ให้เกิดสงคราม ไม่ให้จีนกล้าเผด็จศึกหรือใช้กำลังเพื่อเปลี่ยนแปลงระเบียบในภูมิภาค”

    เขาบอกว่าไทยจะอยู่เฉย ๆ โดยไม่ทำอะไรก็ได้ แต่นั่นจะยิ่งทำให้จุดยืนไทยบนเวทีโลกดูแย่มากขึ้นในสายตานานาชาติ และไม่ส่งผลดีต่อบทบาทของไทยเมื่อจำเป็นต้องเข้าไปต่อรองกับชาติต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ ความมั่นคง หรือแม้กระทั่งการอธิบายนานาชาติเกี่ยวกับปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ที่ในตอนนี้เห็นได้ชัดว่า “ไม่ค่อยมีใครเข้าข้างไทยมากนัก”

    ข้อเสนอยุทธศาสตร์รับมือโจทย์หินด้านภูมิรัฐศาสตร์-เศรษฐกิจ-การค้า ภายใต้โลกป่วน

    แม้หน้าตาของรัฐบาลชุดใหม่ยังไม่ปรากฏจนกว่าจะทราบผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ ต่อไปนี้คือข้อเสนอแนะจากผู้เชี่ยวชาญทั้งสองต่อรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งต้องพร้อมปฏิบัติงานทันทีจากโจทย์ยากทั้งหมดที่จ่ออยู่หน้าประตูบ้าน

    ผศ.ดร.ธีวินท์บอกว่าไทยต้องกระจายความเสี่ยง สร้างความหลากหลายของชาติที่ไทยจะต้องพึ่งพิงได้ทั้งทางเศรษฐกิจและความมั่นคง และหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะใช้การทูตเชิงรุก

    เขาเสนอว่าประเทศไทยควรรวมตัวกับฝ่ายที่สามซึ่งเป็นประเทศอำนาจกลางเหมือนกัน และเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการปกป้องระเบียบระหว่างประเทศ

    “เราไม่ได้ทำเดี่ยว ๆ แต่ต้องไปรวมกลุ่มกับประเทศต่าง ๆ ที่เขาพยายามวางตัวให้เห็นว่าเราไม่พอใจสหรัฐฯ เราไม่พอใจจีน ถ้าเกิดว่าคุณจะทำลายระเบียบ” เขากล่าว ” พยายามแสดงท่าทีที่เป็นเอกภาพกับชาติเหล่านี้ว่าเราตื่นตัวที่จะปกป้องระเบียบที่กำลังถูกทำลายลง เพราะเราเองก็มีผลประโยชน์ยึดโยงกับระบบโลกเสรีนี้อยู่”

    ผู้เชี่ยวชาญจากจุฬาฯ เห็นว่าการแสดงจุดยืนในฐานะประเทศอำนาจกลางที่ขึ้นมาคานอำนาจมหาอำนาจ จะช่วยให้ไทยโดดเด่นบนเวทีโลกมากขึ้น ชาติต่าง ๆ จะเห็นความสำคัญของไทยมากขึ้น และต้องการเข้ามาติดต่อใกล้ชิดทั้งในทางเศรษฐกิจและความมั่นคง ตอบโจทย์ประเทศที่ต้องกระจายความเสี่ยงภายใต้ความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์เช่นนี้

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, “ประเทศอำนาจขนาดกลาง (middle powers) ต้องร่วมมือกัน เพราะหากเราไม่อยู่บนโต๊ะอาหาร เราก็จะกลายเป็นเมนูอาหาร” นายกรัฐมนตรีมาร์ก คาร์นีย์ แห่งแคนาดา กล่าวในงานสภาเศรษฐกิจโลกครั้งล่าสุด ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองดาวอส

    ด้าน รศ.ดร.จุฑาทิพย์ นักเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศจาก มธ. กล่าวว่าหากมองในผลกระทบด้านเศรษฐกิจและการค้าตามที่อธิบายมาข้างต้น รัฐบาลใหม่จำเป็นต้องเร่งมือวางยุทธศาสตร์ด้านนโยบายการค้า การผลิต รวมถึงการเงินและอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อกระตุ้นการเติบโตของจีดีพีอย่างยั่งยืน ภายใต้โลกที่กำลังแบ่งออกเป็นหลายขั้ว

    เธอชี้แนะว่ารัฐบาลควรเดินหน้าปรับทิศทางนโยบายการผลิตเพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน โดยการมุ่งนโยบายที่เอื้อให้เกิดการผลิตที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น มุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและกำลังคนให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ประเทศมีความได้เปรียบ และที่สำคัญตอบโจทย์ความต้องการในอนาคต ผ่านความร่วมมือกับภาคเอกชน ควบคู่กับการบริหารจัดการด้านโครงสร้างพื้นฐานซึ่งพลังงานถูกมองว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สุดของอุตสาหกรรมใหม่

    ขณะเดียวกัน รัฐบาลต้องเตรียมปรับแนวคิดจากการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติเพียงอย่างเดียว มาเริ่มเป็นการสนับสนุนให้คนไทยเข้าซื้อเทคโนโลยีหรือสิทธิบัตรในอุตสาหกรรมที่ประเทศเริ่มมีความเชี่ยวชาญอย่างจริงจัง เพื่อเพิ่มบทบาทของผู้ประกอบการไทยในห่วงโซ่อุปทาน มากกว่าการเป็นเพียงฐานการประกอบสินค้า

    รศ.ดร.จุฑาทิพย์ กล่าวต่อว่า รัฐบาลอาจพิจารณาให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการร่วมทุนกับต่างประเทศมากขึ้นในอุตสาหกรรมที่มีความซับซ้อนสูง เช่น แผ่นวงจรพิมพ์ระดับต้นน้ำ (front-end PCB) เซมิคอนดักเตอร์ (semiconductor) บางประเภท รวมถึงอุตสาหกรรมดิจิทัล ผ่านมาตรการจูงใจของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ (BOI) ควบคู่กับการดึงคนไทยให้เข้าไปอยู่ในห่วงโซ่เพิ่มมากขึ้น

    นอกจากนั้น เธอเห็นว่าการบูรณาการภาคบริการเข้ากับภาคการผลิตเป็นเรื่องสำคัญ ยกตัวอย่างการอาศัยจุดแข็งด้านการท่องเที่ยวมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมอื่น อาทิ การพัฒนาแบรนด์อาหารไทยเพื่อขยายแฟรนไชส์ไปต่างประเทศ ไปจนถึงการต่อยอดสู่บริการที่เป็นบริการเชิงพาณิชย์ เช่น การให้บริการดิจิทัลอย่างคลาวด์ (Cloud) เพื่อลดปัญหาการขาดดุลในภาคบริการในหลายรายการ และให้ภาคบริการเป็นอีกเสาหลักอย่างยั่งยืนของการเติบโตในระยะยาว

    .

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    ในด้านการค้าระหว่างประเทศ นักวิชาการเศรษฐศาสตร์จากธรรมศาสตร์มองว่ารัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการความเสี่ยงจากตลาดสหรัฐฯ โดยติดตามสถานะภาษีนำเข้าในอัตรา 19% อย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมทบทวนและปรับยุทธศาสตร์ใหม่ภายหลังทราบคำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐฯ

    เธอกล่าวต่อว่า หากในที่สุดแล้วศาลฯ วินิจฉัยว่าประธานาธิบดีทรัมป์ไม่สามารถใช้มาตรการภาษีดังกล่าวได้ ผู้นำสหรัฐฯ ก็ยังมีบทบัญญัติอื่น ๆ ทางภาษีศุลกากรมาใช้กดดันประเทศต่าง ๆ ได้อยู่ ดังนั้นรัฐบาลต้องเตรียมแผนสำรองสำหรับเรื่องนี้ไว้ด้วย

    อย่างไรก็ตาม แม้สหรัฐฯ เก็บภาษีนำเข้าไทยที่ 19% แต่ไทยก็ยังเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ ดังนั้นรัฐบาลชุดใหม่จึงเสี่ยงถูกกดดันให้นำเข้าสินค้าจากอีกฝ่ายมากขึ้น เพื่อลดช่องว่างการขาดดุลของสหรัฐฯ ด้วยเหตุนี้ ผู้เชี่ยวชาญจาก มธ. จึงแนะนำว่าไทยต้องเดินหน้ากระจายตลาดส่งออกผ่านบทบาทของทูตพาณิชย์และใช้กรอบความร่วมมือเขตการค้าเสรี หรือ เอฟทีเอ (FTA) ควบคู่กันไปด้วย เพื่อกระจายความเสี่ยงและลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป

    รศ.ดร.จุฑาทิพย์ กล่าวต่อว่า ในเวลาเดียวกัน รัฐบาลใหม่ควรมุ่งใช้กรอบเอฟทีเอที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เช่น ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน–จีน ฉบับปรับปรุง หรือ ACFTA 3.0 ในการเจรจากับจีนเกี่ยวกับปัญหาสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน และป้องกันไม่ให้ประเทศไทยถูกใช้เป็นเพียงทางผ่านของสินค้าไปยังประเทศที่สาม นอกจากนี้ยังต้องเร่งทบทวนและแก้ไขกฎระเบียบภายในประเทศ โดยเฉพาะนโยบายด้านภาษีและกฎหมายที่อาจบิดเบือนความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อผู้ประกอบการไทยในระยะยาว

    .

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    ในด้านนโยบายการเงินและอัตราแลกเปลี่ยน เธอชี้ว่ารัฐบาลควรดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อควบคุมเงินเฟ้อและลดความผันผวนของระบบเศรษฐกิจ โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ควรพิจารณาเข้าแทรกแซงตลาดเงินในกรณีที่ค่าเงินบาทผันผวนรุนแรงหรือเคลื่อนไหวผิดปกติมากกว่าประเทศเพื่อนบ้านและคู่แข่งทางการค้า

    รศ.ดร.จุฑาทิพย์อธิบายต่อว่าปัจจุบันกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ ไอเอ็มเอฟ (IMF) ระบุว่าพื้นที่หรือขอบเขตที่ธนาคารของประเทศสามารถเข้าไปแทรกแซงตลาดเงินตราระหว่างประเทศได้ไม่เกิน 2% ของจีดีพี โดยไม่เสี่ยงต่อการถูกจัดกลุ่มอยู่ในประเทศที่จับตามอง (Monitoring List) และขณะนี้ไทยยังมีที่ว่างพอสมควร เนื่องจากอยู่ที่ 0.9% ของจีดีพีเท่านั้น

    “แต่ตรงนี้ก็เป็นเรื่องที่ต้องระวัง เพราะใช้คำว่า ‘ผันผวน’ ดังนั้นเราก็คงต้องเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศคู่แข่งว่าของเรามันผันผวนมากจริง ๆ ก่อนที่เราจะเข้าแทรกแซง” เธอกล่าว

    ขณะเดียวกัน อาจารย์จาก มธ. ชี้ว่า ธปท. ควรร่วมมือกับธนาคารพาณิชย์เร่งสนับสนุนเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) ผ่านการผ่อนคลายกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดเกินไปในการเปิดบัญชีหรือวางหลักประกัน รวมถึงการนำเทคโนโลยีใหม่อย่างบล็อกเชนมาใช้สร้างระบบการป้องกันความเสี่ยงโดยธรรมชาติ (Natural Hedging) เพื่อให้ผู้ส่งออกและผู้นำเข้าสามารถจับคู่แลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์กันได้โดยตรง ช่วยลดต้นทุนและความเสี่ยงจากค่าเงิน

    ในส่วนของการบริหารสินเชื่อและเงินเฟ้อ รศ.ดร.จุฑาทิพย์กล่าวว่ารัฐบาลชุดใหม่ควรตรวจสอบส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (spread) ของธนาคารพาณิชย์อย่างใกล้ชิดมากขึ้น ร่วมกับการใช้เครื่องมือทางการเงินที่หลากหลาย นอกเหนือจากอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและผลักดันเงินเฟ้อให้กลับสู่กรอบเป้าหมาย

    ปัญหาข้อพิพาทระหว่างไทย-กัมพูชา ระเบิดเวลารอรัฐบาลชุดใหม่

    สำหรับรัฐบาลชุดใหม่ ปัญหาเขตแดนไทย-กัมพูชา เป็นบททดสอบความสามารถในการบริหารความสัมพันธ์ระหว่างประเทศควบคู่ไปกับการรักษาผลประโยชน์ของชาติ และแน่นอนว่าภายใต้สันติภาพอันเปราะบาง ความตึงเครียดแนวชายแดนที่ยุติลงในช่วงนี้จึงยังสามารถปะทุขึ้นได้ทุกเมื่อ

    รศ.ดร.จุฑาทิพย์ บอกว่าไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้าต่อกัมพูชาอย่างมาก โดยมีมูลค่าเกินดุลอยู่ที่ประมาณ 200,000-300,000 ล้านบาทต่อปี คิดเป็นราว 1.5-1.6% ของจีดีพี สินค้าหลัก ๆ ที่ไทยส่งออกไปยังกัมพูชา คือ สินค้าอุปโภคบริโภค อาหารแปรรูปต่าง ๆ สินค้าอุตสาหกรรม เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ พลาสติก หรือผลิตภัณฑ์จากยาง ไปจนถึงอัญมณี

    ผู้เชี่ยวชาญจาก มธ. กล่าวต่อว่าโดยส่วนตัวเข้าใจความละเอียดอ่อนของสถานการณ์ที่มีแนวโน้มว่ายังไม่สามารถเปิดด่านในเร็ว ๆ นี้ได้ แต่โจทย์สำคัญสำหรับรัฐบาลชุดใหม่ คือ หากต้องการปิดด่านต่อเนื่องต่อไป รัฐบาลจะมีมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการแนวชายแดนให้รอดจากวิกฤตได้อย่างไร

    เธอเสนอว่ารัฐบาลต้องเตรียมงบประมาณเยียวยาผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบให้ครอบคลุมทุกจังหวัดชายแดน และเปิดเผยอย่างโปร่งใสว่าเงินกองทุนต่าง ๆ ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบนั้นกระจายไปยังกลุ่มผู้ประกอบการใดหรือจังหวัดใดแล้วบ้าง เพื่อให้เกิดความมั่นใจได้ว่าทุกกลุ่มจะได้รับการเยียวยาอย่างทั่วถึง

    ที่สำคัญคือการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำอย่างเดียวไม่เพียงพอ รัฐบาลต้องช่วยหาอุปสงค์ (demand) ใหม่เพื่อมารองรับสินค้าที่ผลิตออกมาแล้วส่งไปยังกัมพูชาไม่ได้ โดยอาจกระจายหาตลาดในประเทศมาทดแทนกัน หรือผลักดันส่งออกไปยังประเทศอื่น

    รศ.ดร.จุฑาทิพย์เน้นย้ำว่ารัฐบาลไม่ควรใช้การปิดด่านมาเป็นเครื่องมือเดียวเพื่อกดดันประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากยังมีกลไกอาเซียน กลไกทวิภาคีต่าง ๆ ระหว่างสองประเทศ ไปจนถึงกลไกกฎหมายระหว่างประเทศที่ใช้ร่วมกันได้ เพื่อให้ปัญหาข้อพิพาทเขตแดนคลี่คลายอย่างเป็นระบบ

    “โดยส่วนตัวยังชอบการทูตเชิงรุกในการแก้ปัญหามากกว่าการใช้การปิดด่านหรือการสู้รบ คิดว่าตรงนั้นแก้ปัญหาในระยะยาวได้มากกว่า อาจารย์คิดว่าเราไม่สามารถปิดด่านได้ยาวต่อเนื่องตลอดไป” รศ.ดร.จุฑาทิพย์ กล่าวกับบีบีซีไทย

    .

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่าการกลับมาเปิดด่านชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชา ไม่น่าเกิดขึ้นในระยะเวลาอันสั้น

    ด้าน ผศ.ดร.ธีวินท์เห็นด้วยว่าแนวการทูตเชิงรุกเป็นสิ่งจำเป็น แต่สิ่งสำคัญมากกว่านั้นคือต้องลงมือปฏิบัติอย่างมียุทธศาสตร์และทำความเข้าใจว่าการคลี่คลายข้อพิพาทกับกัมพูชานั้นเป็นเกมยาวที่ไม่สามารถปิดจบด้วยการใช้กำลังเข้าห้ำหั่นเท่านั้น

    เขามองว่าในตอนนี้ประเทศเพื่อนบ้านกำลังเล่มเกมจิตวิทยา “สร้างความปั่นป่วนในลักษณะที่แสดงตัวเองว่าเป็นเหยื่อ ถูกไทยรุกรานหรือว่าถูกไทยโจมตีก่อน” ดังนั้นหากไทยมีจุดยืนที่ทุกประเทศให้ความสำคัญในตอนนี้ นั่นคือการก้าวขึ้นมาร่วมกับฝ่ายที่สามซึ่งเป็นประเทศอำนาจกลางช่วยกันยับยั้งไม่ให้ประเทศมหาอำนาจลุแก่อำนาจ และรักษาระเบียบโลกเดิมที่กำลังเสื่อมถอย ก็จะทำให้ประเทศต่าง ๆ เข้าข้างไทยมากขึ้น และไม่หลงเชื่อกัมพูชาที่ยังพยายาม “โฆษณาชวนเชื่อ” ผ่านสงครามจิตวิทยาดังกล่าว

    ในขณะเดียวกัน เขาเตือนว่าไทยระมัดระวังไม่ให้เกิด “ชาตินิยมล้นเกิน” เพราะจะทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศไม่ดีในสายตาโลก และกลายเป็นว่าประเทศกำลังใช้เทคนิคเดียวกันกับผู้นำกัมพูชาที่กำลังฉวยใช้ความตึงเครียดระหว่างสองประเทศ เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองภายในประเทศของตนเอง

    “ท้ายที่สุดแล้วผมคิดว่าการเจรจาและความพยายามเข้าหากันมันเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะต้องทำควบคู่กันไป เพราะยังไงก็เป็นประเทศเพื่อนบ้าน ย้ายหนีจากกันไม่ได้” ผศ.ดร.ธีวินท์ เสนอแนะ

    อีกสิ่งหนึ่งที่รัฐบาลชุดใหม่ควรจัดการอย่างมียุทธศาสตร์ คือ การจัดการความสัมพันธ์ระหว่างเครือข่ายผู้นำไทยกับกัมพูชา

    “ผมคิดว่าส่วนหนึ่งของปัญหากัมพูชามันมาจากความใกล้ชิดกันเกินไประหว่างเครือข่ายผู้นำไทยกับกัมพูชา มันเลยกลายเป็นช่องว่างที่ฝ่ายกัมพูชาเอามาเล่นงานเราได้ในลักษณะแบล็กเมล์ (blackmail) เช่นในสมัยนายกรัฐมนตรีอุ๊งอิ๊ง” ผศ.ดร.ธีวินท์ กล่าวถึงอดีตนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร

    นักวิชาการจากจุฬาฯ เห็นว่าหากรัฐบาลชุดใหม่จัดการเครือข่ายความสัมพันธ์ที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนเหล่านี้ได้ ก็จะทำให้เกิดความโปร่งใส และสามารถกำหนดยุทธศาสตร์จัดการข้อพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชาได้อย่างเป็นกลางมากขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/c801800g2xzo&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2TVv77iCnWBR9T9VYhksjA

  • ‘ไทยก้าวใหม่’ ปราศรัยใหญ่ชูยกระดับการศึกษายาแก้จน – พาไทยยืนหนึ่งอาเซียน

    ‘ไทยก้าวใหม่’ ปราศรัยใหญ่ชูยกระดับการศึกษายาแก้จน – พาไทยยืนหนึ่งอาเซียน

    ‘ไทยก้าวใหม่’ ปราศรัยใหญ่เวทีสุดท้าย ชี้นโยบายการศึกษาคือยาแก้จน ยกระดับปากท้อง – เศรษฐกิจ อาสาดูแลการศึกษาไทย พาประเทศกลับมายืนหนึ่งในอาเซียน

    พรรคไทยก้าวใหม่ จัดเวทีปราศรัยใหญ่โค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ณ ลานเต้นแอโรบิค สวนจตุจักร โดยมีประชาชนจากทั่วทุกสารทิศและสื่อมวลชนทุกแขนงเข้าร่วมรับฟังอย่างคึกคัก ท่ามกลางบรรยากาศการเมืองที่กำลังเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง

    นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ นำทัพผู้สมัคร พรรคไทยก้าวใหม่ ปราศรัยใหญ่โค้งสุดท้าย พร้อมชูการศึกษาแก้จน-แก้น้ำท่วมซ้ำซาก-คนไทยต้องไม่ตายฟรี  วอนเลือกคนทำงานจริงเปลี่ยนอนาคตไทย ยืนยันพรรคไทยก้าวใหม่ทำการเมืองสร้างสรรค์ 

    โดยก่อนหน้านี้ ประเทศไทยกำลังจะเป็นเสือตัวที่ห้าของเอเชีย แต่เวลาผ่านไปหลายสิบปี วันนี้เราอาจเป็นได้แค่หัวหน้าเต่าของประเทศที่อยู่ข้างๆ กันในอาเซียน นักการเมืองยังคงสาดโคลนใส่กันไปมา ต่างประเทศมองประเทศไทยว่ากลายเป็นคนป่วยของเอเชียด้วยภาระหนี้สิน สัดส่วนผู้สูงอายุที่มีมากกว่าอัตราการเกิดของเด็กยุคใหม่ สื่อระดับโลกมองว่าเป็นเพราะบ้านเราไม่เคยเปลี่ยนโครงสร้างทั้งการพัฒนาคนและการศึกษา นั่นคือเหตุผลที่ประเทศไทยต้องมี พรรคไทยก้าวใหม่
     

    นายสุชัชวีร์ กล่าวต่อว่า เราตั้งใจจะเป็นพรรคที่ยึดถืออุดมการณ์ความรู้และความกล้าหาญ เราจะทำการเมืองสร้างสรรค์ จะไม่ชี้นิ้วไปว่าใคร จะไม่ดูถูกใคร และจะไม่ทำการเมืองแบบใส่ร้ายป้ายสี จะไม่มีการซื้อเสียง ซึ่งตนเข้าใจดีว่าคนไทยเบื่อการเมืองที่ไม่สร้างสรรค์ พลังอำนาจอยู่ในมือของประชาชน ในวันที่ 8 กพ. 69 อยากเชิญชวนทุกคนไปใช้เสียงของตนเองให้เต็มที่ ประเทศไทยจะ ”ก้าวใหม่“ ไปได้ ด้วยคนที่มีความเป็นมืออาชีพเท่านั้น

    “พรรคไทยก้าวใหม่จะไม่ทำการเมืองแบบใส่ร้ายป้ายสี ทำการเมืองบริสุทธิ์ไม่มีการซื้อเสียง ผมว่าคนไทยทุกคนต้องการการเมืองสร้างสรรค์ ท่านเบื่อไหมครับที่นักการเมืองซาดโคลนกันไปมา เราทำการเมืองบริสุทธิ์ เราเกลียดการทุจริตคอร์รัปชั่น พร้อมถามย้ำว่าเบื่อหรือไม่ที่จัดสรรโคว้ต้าที่มีแต่บ้านใหญ่ นายทุนพรรค กลัดกระดุมเม็ดแรกก็ผิดแรก ดังนั้นต้องได้คนมีความรู้ คนมืออาชีพเข้ามาทำงาน มาดูแลลูกหลานของท่าน” พร้อมย้ำว่าการศึกษาคือยาแก้จน ยกระดับปากท้อง–เศรษฐกิจ อาสาดูแลการศึกษาไทย พาประเทศกลับมายืนหนึ่งอาเซียน“ ดร.เอ้ สุชัชวีร์กล่าว 
     

    คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ประธานที่ปรึกษาพรรคไทยก้าวใหม่ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เล่าย้อนให้ฟังว่าที่เติบโตมาจากครอบครัวในต่างจังหวัดภาคอีสาน แต่สามารถเข้าถึงการศึกษาจนมีโอกาสทำงานในระดับประเทศ และอาจมีเด็กไทยอีกจำนวนมากที่สามารถเติบโตขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีได้หากได้รับโอกาสที่เท่าเทียม เพราะมนุษย์ไม่สามารถเลือกเกิดได้ แต่สามารถเลือกที่จะเป็นได้ผ่านการศึกษา ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญที่สุดในการเปลี่ยนชีวิต และศึกษาเป็นพื้นฐานของปากท้อง หากไม่ได้รับการศึกษาก็จะไม่มีงานที่ดี ไม่มีรายได้ที่มั่นคง 

    ”พร้อมย้ำว่านโยบายของพรรคไทยก้าวใหม่ จะสนับสนุนการด้านการศึกษาให้กับคนทุกชนชั้น ขอให้พรรคไทยก้าวใหม่ได้เข้าไปเปลี่ยนประเทศเรื่องการศึกษาให้เป็นที่ 1 ของอาเซียน และเพิ่มศักยภาพในการสร้างทุนมนุษย์ เพื่อให้รากฐานที่มั่นคงกับประเทศชาติ“ ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าว

    พร้อมเชิญชวนประชาชนให้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้
    เลือกพรรคไทยก้าวใหม่ เบอร์ 49 เพื่อร่วมกันหยุดระบบการศึกษาที่สร้างหนี้ และเริ่มสร้างอนาคตประเทศบนรากฐานของคนคุณภาพ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/politics/1220129&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3fzveCB8-ae87EqSagAN1I

  • ‘ศุภจี’ ขอโอกาสทีมเศรษฐกิจภูมิใจไทย พาเรือประเทศไทยฝ่ามรสุมหาแหล่งน้ำใหม่

    ‘ศุภจี’ ขอโอกาสทีมเศรษฐกิจภูมิใจไทย พาเรือประเทศไทยฝ่ามรสุมหาแหล่งน้ำใหม่

    “ศุภจี” ขอโอกาสต่ออายุงานทีมเศรษฐกิจภูมิใจไทย พาเรือประเทศไทยฝ่ามรสุมไปหาแหล่งน้ำใหม่ ชี้ไทยโตต่ำ พึ่งสหรัฐ-จีนหนัก ถ้ายังบอกว่าส่งออกไม่มีปัญหา ประเทศก็ไม่ไปไหน ประกาศต้องหาตลาดใหม่ ใช้เงินรัฐให้ถูกจุด วัดใจประชาชนก่อนตัดสิน 8 ก.พ.

    7 กุมภาพันธ์ 2569 – ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เมื่อ 6กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พรรคภูมิใจไทย (ภท.) จัดเวทีปราศรัยปิด ก่อนการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ.69 นำโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี,นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว แคนดิเดตนายกฯ, นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคฯ

    เวลา 18.50 น. นางศุภจี ขึ้นปราศรัย โดยช่วงต้นกล่าวว่า วันนี้การที่แต๋มได้มายืนพูดตรงนี้อีกครั้งนึง แต๋มไม่ใช่นักการเมืองแต่มาอยู่ตรงนี้เพื่อพี่น้องทุกคนและคนไทยทุกคนในประเทศนี้ ตนไม่ต่างจากนายเอกนิติ ที่มีเพื่อนๆครูบาอาจารย์ไม่ให้มาทำตรงนี้ แต่ตนไปขอทุกคนว่าต้องมาเพราะห่วงพวกเราทุกคน

    การที่ประเทศเรากำลังเผชิญมรสุมมากมายที่มาจากปัจจัยควบคุมไม่ได้ นี่คือสิ่งที่ตนเป็นห่วง ซึ่งนายสีหศักดิ์ พูดแล้วในเรื่องภูมิรัฐศาสตร์เพราะโลกเราขัดแย้งกันถูกบังคับให้ต้องเลือกยืนอยู่ข้างใดข้างหนึ่ง แต่ในความเป็นจริงเราไม่ได้ใหญ่พอที่จะเลือก ฉะนั้นเราจึงต้องพยามทำตัวให้เข้าได้กับทุกคน แต่ต้องเข้าได้อย่างมีศักดิ์ศรี เพราะภูมิรัฐศาสตร์ล้อมเรา เพราะในเรื่องความมั่นคงและเศรษฐกิจการต่างประเทศมันแยกกันไม่ออกมัน ซึ่งเราเห็นแล้วว่าโลกบีบเรา และการค้าก็เหมือนกัน

    ฉะนั้นทำไมที่มนุษย์สามคนที่ไม่ควรมายืนอยู่ตรงนี้ (สีหศักดิ์ เอกนิติ ศุภจี) ถึงต้องมา ก็เพราะว่าการตลาด เศรษฐกิจการค้า ความมั่นคงถูกโยงด้วยกัน เพราะเรากำลังอยู่ในมรสุมที่น่ากลัว ฉะนั้นเรือของเรากำลังแล่นไปด้วยความยากลำบากและท้าทาย นี่คือประเทศไทยในวันนี้ พวกเราสามคนถึงอาสาเข้ามาพยุงให้เรือลำนี้ ผ่านพ้นและไปหาทะเลใหม่ที่มีความสดใสและมีความหวัง

    นางศุภจี กล่าวอีกว่า ชั่วโมงนี้ไม่ใช่เวลาที่เราจะมาทะเลาะกันเองข้างในเพราะความขัดแย้งไม่ช่วยเลย แต่เราต้องสามัคคีกันทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงผู้คนทั่วไป ก่อนยกตัวอย่างว่าเมื่อก่อนเราเคยเป็นเสือตัวที่ 5 ของเอเชีย แต่วันนี้จีดีพีไทยโตต่ำมาก เราเป็นคนป่วยของเอเชียไม่ใช่เสือตัวที่ 5 แล้ว

    และปีนี้มีคนมาบอกว่าไอเอ็มเอฟบอกสถานการณ์ประเทศไทยจะโตขึ้นแค่ 1.6% ฉะนั้นเราจะยอมได้หรือให้ประเทศไทยโตแค่ 1.6%  ยอมไม่ได้ แต่เราก็ต้องรับรู้ว่าสภาพเราเป็นอย่างไร นายเอกนิติถึงพูดในเรื่องประชานิยมว่าเราไม่ได้มีเงินเยอะ แต่เราตั้งใจในสิ่งที่เป็นประโยชน์และให้ทุกคนต่อยอดได้อย่างกระจายตัว ฉะนั้นเราต้องใช้เงินอย่างแม่นยำ ซึ่งการที่จะทำให้เราเติบโตได้มากกว่านี้ คือต้องประสานวามร่วมมือกันมาช่วยทำให้ยกระดับ ซึ่งนายเอกนิติทำให้เราเห็นแล้วว่าทำงาน 73 วัน นำรถยนต์เก่าๆขึ้นมาจากหล่ม ทำให้ไตรมาส 4 ประเทศไทยโตถึง 1.8% และตอนนี้เมื่อเขาบอกว่าเราจะโต 1.6% ฉะนั้นทุกคนเชื่อมือนายเอกนิติ หรือไม่ แต่จะมีนายเอกนิติ คนเดียวไม่ได้ ต้องมีแต๋มด้วย ซึ่งเราต้องมาคุยกันในเรื่องการหารายได้ ซึ่งสิ่งที่จะเป็นทางรอดของเราคือ ต้องหารายได้ให้ได้

    จากนั้น นางศุภจี กล่าวถึงรายได้ของประเทศมาจาก 4 เรื่องใหญ่ 1.มาจากกำลังซื้อ รายได้มวลรวมของประเทศ ถ้าเราเข้ามาจะต้องกระตุ้นให้กระจายไปถึงทุกกลุ่ม 2.การลงทุน เราตั้งเป้าว่าจะให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนเกือบ 500,000 ล้านบาท ไปพร้อมกับการพัฒนาเรื่องทักษะที่เป็นความหวัง และเราต้องทำรองรับอุตสาหกรรมใหม่ๆ เช่น AI ยานยนต์ใหม่ การท่องเที่ยวที่มีมูลค่าสูง เป็นต้น เราต้องเน้นมาเรื่องอุตสาหกรรมการลงทุนและทำให้เกิดการจ้างงาน หากทำได้คิดว่าเราก็จะเติบโตได้มากกว่าที่เขาประเมินไว้

    3.การใช้จ่ายเงินของรัฐ ประเทศไทยมีไม่เยอะรายได้เรามี 3 ล้านบ้านบาท แต่รายจ่ายมี 4 ล้านบ้านบาท ซึ่งในนี้มีงบรายจ่ายประจำอยู่ 3.1 ล้านล้านบาท รายจ่ายผูกพันประมาณ 4-5 แสนล้าน เหลือเงินใช้จ่ายจริงอยู่ประมาณ 5 แสนล้านถือว่าต่ำ ฉะนั้นการใช้เราต้องใช้อย่างแม่นยำและเกิดประโยชน์ จึงทำโครงการให้ปลาพ่วงเบ็ด ไม่ใช่ประชานิยมที่จะสักแต่ว่าแจก โดยต้องดูด้วยว่าจะหาเงินจากไหนเพราะขนาดนี้เพดานหนี้สาธารณะประเทศไทยแทบจะติดแล้ว 66-67% และที่คุณบอกจะใช้เงินปีละ 6-7 แสนล้าน เอามาจากไหนเพราะนโยบายขายมีเยอะแยะมากมายทำไม่ได้ประโยชน์ ฉะนั้นพรรคภูมิใจไทยถึงทำนโยบายที่เจาะตรงเป้า และจะมาบอกว่าไม่มีนโยบายอีกหรือ ฉะนั้นที่บอกว่าการบริหารประเทศต้องอยู่บนข้อเท็จจริง ตั้งใจจริง พุ่งตรงแม่นยำไปที่เป้านั้นจริง

    ส่วนเครื่องยนต์ตัวที่สี่ นางศุภจี กล่าวว่า ต้องทำให้การส่งออกนำเข้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ที่ผ่านมาเรามีปัญหาคือไทยกระจุกอยู่ในแค่สหรัฐและจีน มีการส่งออกไปสองประเทศนี้เทียบเท่าการส่งออก 1 ใน 3 ของประเทศ ฉะนั้นหากเราฝากการส่งออกไปไทยอยู่ในประเทศที่ขัดแย้งกันถือเป็นความเสี่ยง จึงต้องหาตลาดใหม่

    ส่วนที่วันนี้มีคนวิจารณ์ว่าตนดูหมิ่นดูแคลนการส่งออก ตนไม่เคยดูหมิ่นและเหยียดหยามแต่คิดว่าเราสามารถทำได้กว่านี้อีก แต่ถ้าคุณมองไม่เห็นว่าปัญหามันอยู่ตรงไหนเราคิดว่าสิ่งที่ดีอยู่มันดีแล้วประเทศจะเป็นอย่างนี้หรือ ที่ผ่านมาประเทศไทยมีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ นี่เพียงแค่ 3 เดือนเราทำได้ขนาดนี้ และคนที่ทำมาไม่รู้กี่รอบกี่ปีเรื่องเศรษฐกิจแล้วบอกว่าปัญหาไม่มีเรื่องการส่งออก ท่านว่าเค้าเห็นหรือไม่เห็นปัญหา ฉะนั้นตนไม่เถียงว่าภูมิภาคอื่นมีการเจริญเติบโตด้วย แต่ประเด็นของตนมองว่าเราควรจะโตในการสุ่มเสี่ยงเหมือนเดิมหรือไม่ ฉะนั้นสิ่งที่เราต้องทำคือหาตลาดใหม่เพิ่มเติม และทำให้ฐานใหญ่มากขึ้นคือขายให้มากขึ้นซึ่งผิดด้วยหรือ

    เพราะฉะนั้นจะบอกว่ายุโรปโต ตะวันออกกลางโต แต่มันโตพอหรือไม่ ดังนั้นสิ่งที่เราต้องเดินหน้าต่อคือทำอย่างไรว่าจะเข้าไปตลาดใหม่ให้มันโตกว่าเดิม เพื่อที่เราจะได้ลดการพึ่งพาของประเทศที่เราพึ่งพาเขาอยู่ 1 ใน 3 ฉะนั้นกลยุทธ์การส่งออกตลาดเดิมต้องรักษาและทำอย่างมีกลยุทธ์ คือการประสานกันระหว่างความมั่นคง การต่างประเทศและการค้า และตอนนี้มีพรรคไหนพร้อมที่ทำเรื่องนี้มากกว่าพรรคภูมิใจไทยหรือ ฉะนั้นตลาดเดิมก็ต้องรักษา ตลาดใหม่ก็ควรจะทำให้มันโตขึ้น พร้อย้ำว่าในเมื่อมีการกระจุกตัวอยู่ในประเทศที่ขัดแย้งกัน เรามีความเสี่ยงสูง จึงต้องไปโตในตลาดอื่นให้มากขึ้น

    ส่วนที่มีคนบอกว่าการส่งออกมีปัญหา ฉะนั้นการแก้การกระจุกที่หนึ่ง นางศุภจี กล่าวว่า ผู้ส่งออกในประเทศไทยที่ขึ้นทะเบียนมีอยู่ประมาณ 3 หมื่นราย เป็นผู้กับใหญ่ประมาณ 7-8 พันราย แต่กินส่วนแบ่งถึง 74% ที่เหลือเป็นเอสเอ็มอี ฉะนั้นเราต้องช่วยในกลุ่มนี้คือ 1.เสริมทักษะเพื่อเสริมแกร่งให้เอาเอ็มอี โดยมีโครงการให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน หาตลาดและการปกป้องเอสเอ็มอี จากนอมีนีซึ่งทำแล้ว ส่วนคนที่ทำเศรษฐกิจมาหลายปีทำไมไม่แก้จุดนี้ ทำมากี่ปีกี่สมัยทำได้แค่นี้ ฉะนั้นเราต้องทำให้เอสเอ็มอีโตต่อเนื่องและมากกว่านี้

    ส่วนการแก้กระจุกตัวต่อไปคือเรื่องสินค้า นางศุภจี กล่าวว่า ปี 68 เราส่งออก 11.1 ล้าน และนำเข้า 11.4 ล้านมากกว่าส่งออก แต่มันกระจุกเพราะสินค้าที่เราส่งออกกับนำเข้าเป็นสินค้ากลุ่มเดียวกัน เช่น เครื่องจักร อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ชิ้นส่วนรถยนต์ ถือว่าประเทศไทยอยู่ในห่วงโซ่ตรงกลาง การแก้เราต้องทำให้การส่งออกสินค้ากระจายตัวมากขึ้น ไม่ใช่กระจุกอยู่กลุ่มเดียวกับสินค้าที่นำเข้า

    และคนที่บอกว่าตนด้อยค่าการส่งออกนั้นมันใช่หรือ สิ่งที่ดูเราต้องส่งเสริมในเรื่องสินค้าที่ทำในประเทศไทย หรือเมคอินไทยแลนด์ หากทำได้จะเป็นเรื่องดี ไปพร้อมกับการแก้สินค้าสวมสิทธิ์ และแก้การส่งออกสินค้าเกษตรแปรรูป ดังนั้นหน้าที่ของทีมเศรษฐกิจนี้คือทำอย่างไรจะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้

    ส่วนเรื่องการเกษตร จากที่ตนทำ 3 เรื่องคือ เกษตรแม่นยำ เกษตรมั่นคง เกษตรยั่งยืน และจากการทำงานมา 73 วัน ตนงัดเรื่องราคาข้าวให้ขึ้นมาได้ โดยใช้กลไกการตลาดไม่ได้ใช้เงิน โดยดูดอุปทานขึ้นมาและนำมาขายให้กับพวกเรากันเองในกลุ่มรัฐ ประกอบกับหาตลาดให้ รวมถึงขณะนี้เรากำลังแก้ปัญหาเรื่องมะพร้าวน้ำหอมในเรื่องล้งจีนหากทำให้ถูกกฎหมายก็ต้องจัดการพร้อมกับการเปิดตลาดใหม่ และขณะนี้ก็กำลังทำตลาดเรื่องทุเรียนส่งออก ฉะนั้นเราต้องช่วงชิงในเรื่องเกษตรแม่นยำ

    ส่วนเกษตรมั่นคง เราต้องหาตลาดส่งออกให้เขาได้และใช้วิธีการแลกเปลี่ยน ไม่ใช่ซื้อขายอย่างเดียวเพื่อทำให้เกษตรกรลืมตาอ้าปากได้ รวมถึงกับการทำเกษตรฟาร์มมิ่ง ด้วยการทำขายล่วงหน้าหากทำได้เกษตรกรก็จะไม่ต้องกังวลในเรื่องหาตลาด

    ส่วนการทำเกษตรยั่งยืนต้องเน้นในเรื่องสิ่งแวดล้อม เกษตรอินทรีย์ การทำเกษตรคาร์บอนต่ำ ฉะนั้นหากเราทำให้เกษตรกรมีรายได้มั่นคงก็จะทำให้คนจำนวนมากของประเทศมีรายได้ดีขึ้น เพราะประเทศไทยขายความมั่นคงเรื่องการเกษตร โลกวันนี้หากเกิดปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้สิ่งที่คนต้องใช้ต้องกินคืออาหาร ฉะนั้นถ้าเราขายความมั่นคงอาหารให้คนอื่นได้ก็ทำให้ชาวนาเกษตรกรมีความมั่นคงสูงขึ้น และทำให้พยุงเศรษฐกิจปากท้องขึ้นจาหล่มได้

    นางศุภจี ย้ำว่า อย่ามาว่าสิ่งที่อยู่มันดีแล้ว แต่เพราะมองไม่เห็นปัญหาถึงแก้ไม่ได้ ฉะนั้นเราต้องยอมรับความจริงว่า อะไรควรแก้อะไรควรเก็บ ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่คณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจชุดหากได้ทำต่อ ก็จะทำต่อในเรื่องความมั่นคง เศรษฐกิจการค้า

    ซึ่งอนาคตอยู่ในมือทุกคนเรายังจะเดินเรือในทะเลที่มีคลื่นมรสุม หรือเราจะเอาเรือลำนี้ออกไปตะลุยแหล่งน้ำแหล่งน้ำใหม่ และจากที่ตนเล่ามาทั้งหมดแล้วมีความหวังขึ้นบ้างหรือไม่ อนาคตอยู่ในมือของทุกท่านว่าจะเลือกความหวังหรือจะเลือกความขัดแย้ง จะเลือกคนที่เข้ามาแก้ปัญหาหรือคนที่เข้ามาแก้ระบบโดยที่ไม่รู้ในเรื่องของปัญหา และไม่รู้จริงในเรื่องของปัญหา

    นางศุภจี กล่าวทิ้งท้ายว่า แต๋มขอโอกาส อย่าทำให้สิ่งที่แต๋มตั้งใจมาทำเพื่อพวกท่านไม่มีโอกาสได้ทำ ตนทำเต็มที่ ทำเต็ม 100 พร้อมยืนยันว่าไม่ได้มาทำงานให้พรรคการเมืองไหน เพราะไม่ได้เป็นนักการเมืองเลยและไม่เคยมาอยู่ตรงนี้เลย แต่ตนมีความตั้งใจจริง ตั้งใจอย่างมากที่จะทำให้กับทุกท่านที่อยู่ในประเทศนี้ ทำให้คนไทยสามารถรอดพ้นจากความน่าเป็นห่วงและความอันตราย ตนมาอาสาทำให้เรามีความหวังขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/hi-light/943681/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06CKD6lWO6sYaoEqN5lCtg