Blog

  • ปังไม่หยุด! นักศึกษา มทร.กรุงเทพ คว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 การประกวดคลิป

    ปังไม่หยุด! นักศึกษา มทร.กรุงเทพ คว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 การประกวดคลิป

    ปังไม่หยุด! นักศึกษา มทร.กรุงเทพ คว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 การประกวดคลิป TikTok

    รศ.ดร.พิชัย จันทร์มณี อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล(มทร.)กรุงเทพ เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้นักศึกษาสาขาวิชาการเงินและนวัตกรรมทางการเงิน คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ ได้เข้าร่วมประกวดจัดทำคลิป TikTok Contest “Campaign On Campus Season 2” ที่จัดขึ้นโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ผลปรากฏว่านักศึกษาสาขาวิชาการเงินและนวัตกรรมทางการเงิน คณะบริหารธุรกิจ มทร.กรุงเทพ สามารถคว้ามาได้หลายรางวัล โดยนายชโนทัย ศรีคร้าม นักศึกษาชั้นปีที่ 3 ได้รองชนะเลิศอันดับ 2 ทุนการศึกษา 5,000 บาท ด้วยผลงาน https://vt.tiktok.com/ZS5cRB1oM/ ส่วนรางวัลชมเชย 1 รางวัล ทุนการศึกษา 1,000 บาท โดยนาย อัครวิทย์ เนินยอด ด้วยผลงาน https://vt.tiktok.com/ZS5Gt2eSq/

    รศ.ดร.พิชัย กล่าวต่อไปว่า สำหรับคลิปวิดีโอเหล่านี้ เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมที่ให้นักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการแคมเปญแคมปัส สร้าง DNA ทุกเรื่องการเงิน จัดโดยสำนักงาน ก.ล.ต. โดยนำเนื้อหาที่ได้จากการเรียนรู้ในด้านการเงินการลงทุน มาออกแบบผลิตเป็นคลิปสั้น ส่งต่อความรู้ในสไตล์คนรุ่นใหม่ ทั้งนี้ตนเชื่อในศักยภาพของนักศึกษาทุกคน เพียงแต่เขาจะได้มีโอกาสได้แสดงศักยภาพที่แท้จริงหรือไม่ และจากผลงานในครั้งนี้แสดงว่า เด็ก มทร.กรุงเทพเก่งไม่แพ้ใคร


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/prg/12787527&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-oi9msX8iY5XychBnDJJ2

  • ‘ไทยหายจน’ ด้วยผู้สมัคร สส.กทม. ประชาธิปัตย์ ทำเป็น

    ‘ไทยหายจน’ ด้วยผู้สมัคร สส.กทม. ประชาธิปัตย์ ทำเป็น

    ไทยหายจน ด้วยผู้สมัครสส.กทม.ประชาธิปัตย์ ทำเป็น

    เขต 1 : พีรวุฒิ พิมพ์สมฤดี (ฟลุ๊ค) – เบอร์ 9

    นักวิจัยนโยบายสาธารณะ

    จุฬาฯ-ธรรมศาสตร์

    อดีตทีมตรวจสอบงบประมาณภาครัฐ

    นโยบายที่ผลักดัน

    ปราบสแกมเมอร์ 360 องศา

    ราชการในมือถือ Digital Government

    บทเรียนจากหาดใหญ่

    ยกระดับหน่วยงาน

    บริหารภัยพิบัติ

    Open Data ข้อมูลภาครัฐ

    ประหารคอร์รัปชันด้วยข้อมูล

    เขต 2 : ดร.เจษฎา เลิศธนสาร (จั๊ม) – เบอร์ 11

    ดร. นักวิจัยการพิมพ์โลหะ 3 มิติ

    และผู้บริหารทีมฟุตบอลไทยลีก 1

    นโยบายที่ผลักดัน

    บุฟเฟต์การศึกษา อยากเรียนอะไร ต้องได้เรียน

    เรียนฟรีต้องฟรีจริง

    แก้ปัญหา PM 2.5 เร่งกฎหมาย 3 ฉบับ

    ราชการในมือถือ Digital Government

    ยกระดับกิจการอวกาศของไทย

    ASEAN Space Agency

    เขต 3 : อภิมุข ฉันทวานิช (ออม) – เบอร์ 3

    อดีตสมาชิกสภา

    ผู้บริหารงานพัฒนาชุมชน

    และนายกสโมสรกีฬาในพื้นที่

    นโยบายที่ผลักดัน

    สลากออมทรัพย์รายจังหวัด

    เบี้ยคนชุราถ้วนหน้า เริ่มต้นที่ 1,000 บาท/เดือน

    ทำฟันสูงวัย Fast Track

    เขต 4 : พงศกร ขวัญเมือง (เอิร์ธ) – เบอร์1

    Oxford MPP โฆษกพรรค อดีตนายตำรวจ

    และผู้เชี่ยวชาญความมั่นคง

    นโยบายที่ผลักดัน

    ปราบสแกมเมอร์ 360 องศา

    บทเรียนจากหาดใหญ่

    ยกระดับหน่วยงาน

    บริหารภัยพิบัติ

    บำบัด ปราบ ป้องกันยาเสพติด

    ทหารอาสา 4 ปี เรียนฟรีอนุปริญญาขึ้นไป ปลดประจำการ มีงานให้

    เขต 5 : นนธนัตถ์ บุนนาค (นัท) – เบอร์ 12

    ผู้บริหารนโยบาย

    จากสำนักนายกรัฐมนตรี

    และผู้กำกับโครงการระดับชาติ

    นโยบายที่ผลักดัน

    พันธบัตรป่าไม้ ปลูกป่าได้เงินเดือน

    สลากออมทรัพย์รายจังหวัด

    บทเรียนจากหาดใหญ่ ยกระดับหน่วยงาน บริหารภัยพิบัติ

    เบี้ยคนชราถ้วนหน้า เริ่มต้นที่ 1,000 บาท/เดือน

    เขต 6 : ศิริภา อินทวิเชียร (แนน) – เบอร์ 5

    นักสิทธิมนุษยชน ปริญญาโทจุฬาฯ – Regent’s London

    นักศึกษาปริญญาเอกอาชญาวิทยา

    นโยบายที่ผลักดัน

    ค่าไฟ 3.50 บาท ไม่ใช้เงินภาษี

    ตัดตอนกฎหมายล้าสมัย

    บำบัด ปราบ ป้องกัน ยาเสพติด

    เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ GDP ไทย โตได้ 5%

    เขต 7 : พงศ์พล เตมีย์ (เกม) – เบอร์ 1

    ผู้ประกอบการรีสอร์ตและ

    โครงการพัฒน อสังหาริมทรัพย์

    นโยบายที่ผลักดัน

    ให้โอกาส STARTUP – SME ไทย Made-in-Thailand First

    เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ GDP ไทย โตได้ 5%

    ดูแลสัตว์เลี้ยง และสัตว์ไร้บ้าน

    เขต 8 : ระพีพัฒน์ สุเมธโชติเมธา (เนย) -เบอร์ 14

    เนติบัณฑิตไทย ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายพลังงานสะอาด และโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวล

     นโยบายที่ผลักดัน

         ค่าไฟ 3.50 บาท ไม่ใช้เงินภาษี

        แก้ปัญหา PM 2.5 เร่งกฎหมาย 3 ฉบับ

        ตัดตอนกฎหมายล้าสมัย

        *ปกป้องสิทธิผู้บริโภคยุคใหม่

    เขต 9 : วิเวียน จุลมนต์ (อีฟ) – เบอร์ 1

     นักวิจัยวิศวกรรมเคมี-พลังงานสะอาด ผู้พัฒนาแพลตฟอร์มคาร์บอนเครดิต

     นโยบายที่ผลักดัน

        ค่าไฟ 3.50 บาท ไม่ใช้เงินภาษี

         แก้ปัญหา PM 2.5 เร่งกฎหมาย 3 ฉบับ

        เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ GDP ไทย โตได้ 5%

    เขต 10 : ดร.ชัยพร แก้ววาดะ (แบงค์เกอร์) – เบอร์ 2

     ดร. พลังงานทดแทน ผู้เชี่ยวชาญระบบบริหารจัดการพลังงาน

     นโยบายที่ผลักดัน

        รถไฟฟ้า + รถเมล์ สูงสุด 30 บาท

        ค่าไฟ 3.50 บาท ไม่ใช้เงินภาษี

        ไม่เสียภาษีคนมีเงินได้ไม่เกิน 40,000 บาท/เดือน

        บุฟเฟต์การศึกษา อยากเรียนอะไรต้องได้เรียน

        ทหารอาสา 4 ปี เรียนฟรี อนุปริญญาขึ้นไป ปลดประจำการ มีงานให้

    เขต 11 : รมิดา อินทะแพทย์ (เก๋) – เบอร์ 14

     กรรมการผู้จัดการบริษัท พัฒนาอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง

    นโยบายที่ผลักดัน

        ประกันรายได้แรงงาน

        มอเตอร์เวย์สี่ทิศ รถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อมไทย เชื่อมโลก

        เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ GDP ไทย โตได้ 5%

       เบี้ยคนชราถ้วนหน้า เริ่มต้นที่ 1,000 บาท/เดือน

    เขต 12 : พิมชนก เก่าเจริญ (พิม) – เบอร์ 6

     ผู้เชี่ยวชาญการเงินการลงทุน บริษัทที่ปรึกษาชั้นนำ และผู้ประกอบการเกษตรส่งออก

    นโยบายที่ผลักดัน

         ประกันรายได้ข้าวทันที สำหรับเกษตรกรชาว 10,000 บาท/คืน

        ไม่เสียภาษีคนมีเงินได้ไม่เกิน 40,000 บาท/เดือน

        มอเตอร์เวย์สี่ทิศ รถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อมไทย เชื่อมโลก

        เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ GDP ไทย โตได้ 5%

        รถไฟฟ้า + รถเมล์ สูงสุด 30 บาท

    เขต 13 : ภาณุพงศ์ ลักษณวิศิษฏ์ (ก๊อด) – เบอร์ 8

     ทนายความ และคณะกรรมการกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์

    นโยบายที่ผลักดัน

        ให้โอกาส STARTUP – SME ไทย Made-in-Thailand First

        ตัดตอนกฎหมายล้าสมัย

        เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ GDP ไทย โตได้ 5%

        ปกป้องสิทธิผู้บริโภคยุคใหม่

    เขต 14 : รอ.ดร.นพ.พิชาญศักดิ์ บุญมาศ (อุ้ย) – เบอร์ 1

     ศัลยแพทย์ตกแต่ง อาจารย์แพทย์ และกรรมการสมาคมวิชาชีพระดับเอเชีย

    นโยบายที่ผลักดัน

         เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ GDP ไทย โตได้ 5%

         เบี้ยคนชราถ้วนหน้า เริ่มต้นที่ 1,000 บาท/เดือน

         เบี้ยคนพิการ x 2 เพิ่มเป็น 1,600 บาท

        ทำฟันสูงวัย Fast Track

    เขต 15 : ฐิติยากร พรโรจนางกูร (ดาว) – เบอร์ 9

     ผู้บริหารองค์กรธุรกิจ และนักวิชาการยุทธศาสตร์การบริหาร

    นโยบายที่ผลักดัน

        เบี้ยคนชราถ้วนหน้า เริ่มต้นที่ 1,000 บาท/เดือน

        เรียนฟรี ต้องฟรีจริง

        รถไฟฟ้า + รถเมล์ สูงสุด 30 บาท

        ไม่เสียภาษีคนมีเงินได้ไม่เกิน 40,000 บาท/เดือน

    เขต 16 : สุนันท์ มีนมณี (นันท์) – เบอร์ 8

     นักบริหารการศึกษา และผู้เชี่ยวชาญการพัฒนาระบบการเรียนรู้

    นโยบายที่ผลักดัน

        บุฟเฟต์การศึกษา อยากเรียนอะไรต้องได้เรียน

        เรียนฟรี ต้องฟรีจริง

    เขต 17 : ฐิติวัชร์ ดีประเสริฐวงศ์ (ตี๊) – เบอร์ 1

     นักการเมืองมากประสบการณ์ ทำงานด้านนิติบัญญัติกว่า 20 ปี

     นโยบายที่ผลักดัน

        ประกันรายได้จ่ายทันที สำหรับเกษตรกรชาว 10,000 บาท/คืน

        เบี้ยคนชราถ้วนหน้า เริ่มต้นที่ 1,000 บาท/เดือน

        ราชการในมือถือ Digital Government

        สตาร์ทอัพออมทรัพย์รายจังหวัด

    เขต 18 : เชิดพันธุ์ เตี่ยไพบูลย์ (พันธุ์) – เบอร์ 7

     ผู้นำชุมชนเขตหนองจอก-ลาดกระบัง ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจชุมชน

    นโยบายที่ผลักดัน

        ประกันรายได้จ่ายทันที สำหรับเกษตรกรชาว 10,000 บาท/คืน

        ประกันรายได้แรงงาน

        ให้โอกาส STARTUP – SME ไทย Made-in-Thailand First

        ช่วยหางานให้หนี้ กยศ.

    เขต 19 : กานต์ วนาดรวรวิศาล (กานต์) – เบอร์ 11

     นักออกแบบองค์กรชั้นนำ เชี่ยวชาญการออกแบบภายใน

    และนักศึกษาปริญญาโท ผู้นำเศรษฐกิจการเมือง

    นโยบายที่ผลักดัน

        เบี้ยคนชราถ้วนหน้า เริ่มต้นที่ 1,000 บาท/เดือน

        แปลงบ้านสูงวัยเป็นเงินใช้เลี้ยงชีพ อยู่ฟรีตลอดชีวิต

        เบี้ยคนพิการ x 2 เพิ่มเป็น 1,600 บาท

    เขต 20 : รัฐศักดิ์ สุขยิ่ง (ศักดิ์) – เบอร์ 13

     ผู้บริหารองค์กรเอกชน ในภาคอุตสาหกรรมการผลิต

    และอาสาสมัครช่วยเหลือชุมชน

    นโยบายที่ผลักดัน

         ให้โอกาส STARTUP – SME ไทย Made-in-Thailand First

         ประกันรายได้แรงงาน

        Talent Economy

    เขต 21 : ดร.กิตพล เชิดชูกิจกุล (กิม) – เบอร์ 14

     อดีตประธานสภากรุงเทพฯ อดีต ส.ก.เขตประเวศ 4 สมัย

     ผู้เชี่ยวชาญงานนิติบัญญัติและการตรวจสอบภาครัฐ

    นโยบายที่ผลักดัน

        ปราบสแกมเมอร์ 360 องศา

        Open Data ข้อมูลภาครัฐ ปราบคอร์รัปชันด้วยข้อมูล

        เน็ต 100 บาท

    เขต 22 : ปรินต์ ทองปุสสะ (ปรินต์) เบอร์ 5

     นักธุรกิจ Modern Trade เชี่ยวชาญ Key Account และ Supply Chain FMCG

    นโยบายที่ผลักดัน

        ให้โอกาส STARTUP – SME ไทย Made-in-Thailand First

        เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ GDP ไทย โตได้ 5%

        เน็ต 100 บาท

        ปกป้องสิทธิผู้บริโภคยุคใหม่

    เขต 23 :  วีร์ ศรีวราธนบูลย์ (วี)  – เบอร์ 17

     ศิลปิน อาจารย์ พิธีกร

    นโยบายที่ผลักดัน

        ประกันรายได้แรงงาน / ช่วยหางาน ใช้หนี้ กยศ.

         English For All / Learn to Earn

        Talent Economy

        แปลงบ้านสูงวัยเป็นเงิน ไว้เลี้ยงชีพ อยู่ฟรีตลอดชีวิต

    เขต 24 : มารีญา ฤกษ์ดี (ดาหวัน) – เบอร์ 7

     อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรี และนักพัฒนานโยบายคุณภาพชีวิต

    นโยบายที่ผลักดัน

        ประกันรายได้แรงงาน

        โอบอุ้มคุณแม่ ดูแลลูกน้อย

        เบี้ยคนชราถ้วนหน้า เริ่มต้นที่ 1,000 บาท/เดือน

        เบี้ยคนพิการ x 2 เพิ่มเป็น 1,600 บาท

    เขต 25 :ชยิน พึ่งสาย (โอ๋) – เบอร์ 2

     อดีตสมาชิกสภาเขตทุ่งครุ และผู้นำงานพัฒนาชุมชน

     นโยบายที่ผลักดัน

        เบี้ยคนชราถ้วนหน้า เริ่มต้นที่ 1,000 บาท/เดือน

        เบี้ยคนพิการ x 2 เพิ่มเป็น 1,600 บาท

        แปลงบ้านสูงวัยเป็นเงิน ไว้เลี้ยงชีพ อยู่ฟรีตลอดชีวิต

    เขต 26 :สาโรจน์ ซึ้งไพศาลกุล (โต้ง) – เบอร์ 6

     นักพัฒนาเครื่องจักรสกลการเกษตร

     เจ้าของนวัตกรรมการเผา 100%

    นโยบายที่ผลักดัน

         ประกันรายได้ทันที สำหรับเกษตรกรข้าว 10,000 บาท/ตัน

        พันธบัตรป่าไม้ ปลูกป่าได้เงินเดือน

        รถไฟฟ้า + รถเมล์ สูงสุด 30 บาท

        ให้โอกาส STARTUP – SME ไทย Made-in-Thailand First

    เขต 27 : มลฑาทิพย์ ทิพยธนาพัฒน์ (เบนซ์) – เบอร์ 2

     MBA นักพัฒนาสวัสดิการสังคม และอดีตผู้ช่วย ส.ส. 2 สมัย

    นโยบายที่ผลักดัน

        โอบอุ้มคุณแม่ ดูแลลูกน้อย

        ปราบแก๊งเมมเมอร์ 360 องศา

        ดูแลสัตว์เลี้ยง และสัตว์ไร้บ้าน

    เขต 28 :พร้อมพล ธรรมจินดา (แก๊งค์) – เบอร์ 10

     นักลงทุนธุรกิจนานาชาติ อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีสาธารณสุข-มหาดไทย

    นโยบายที่ผลักดัน

        พันธบัตรป่าไม้ ปลูกป่าได้เงินเดือน / เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ GDP ไทย โตได้ 5%

        โอบอุ้มคุณแม่ ดูแลลูกน้อย / ทำดีสูงวัย Fast Track

        เบี้ยคนชราถ้วนหน้า เริ่มต้นที่ 1,000 บาท/เดือน / เบี้ยคนพิการ x 2 เพิ่มเป็น 1,600 บาท

    เขต 29 : ศิริขวัญ นิลกรรณ์ (เปิ้ล) – เบอร์ 8

     นิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ อดีตนิติกรกระทรวงการคลัง

    และผู้จดทะเบียนก่อตั้งมูลนิธิองค์กรทำดี

    นโยบายที่ผลักดัน

        ตัดตอนกฎหมายล้าสมัย

        โอบอุ้มคุณแม่ ดูแลลูกน้อย

        ปกป้องสิทธิผู้บริโภคยุคใหม่

    เขต 30 : คณพล พงศ์พิทยา (โทนี่)  – เบอร์ 12

     นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์กว่า 30 ปี และผู้ผลักดันแก้ปัญหาถนนเอกชน-ผังเมือง

    นโยบายที่ผลักดัน

        ปราบสแกมเมอร์ 360 องศา

        แปลงบ้านสูงวัย เป็นเงิน ใช้เลี้ยงชีพอยู่ฟรีตลอดชีวิต

        ปกป้องสิทธิผู้บริโภคยุคใหม่

        บทเรียนจากหาดใหญ่ ยกระดับหน่วยงานบริหารภัยพิบัติ

    เขต 31: พ.ต.อ.ทศพล โชติคุตร์ (หนุ่ย)  -เบอร์ 13

     อดีตข้าราชการตำรวจ 20 ปี และทนายความด้านกฎหมายมหาชน

    นโยบายที่ผลักดัน

        ปราบสแกมเมอร์ 360 องศา

        บำบัด ปราบ ป้องกัน ยาเสพติด

        พัฒนา แอปพลิเคชัน My Police

    เขต 32 : ดร.วิสวัส ทองธีรภาพ (ปาล์ม) – เบอร์ 14

     อดีตอาจารย์ศิลปากร นักวิชาการเมือง และเศรษฐกิจสร้างสรรค์

    นโยบายที่ผลักดัน

        เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ GDP ไทย โตได้ 5%

        บุฟเฟต์การศึกษา อยากเรียนอะไรต้องได้เรียน

        English For All / Learn to Earn

    เขต 33 : เจตน์สฤษฎิ์ เลิศธนสาร (โจ) -เบอร์ 8

     อดีตคณะทำงานรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขในช่วงโควิด

    ผู้บริหารระยอง เอฟซี จบ วิทยาศาสตร์ชีวภาพ และ MBA

    นโยบายที่ผลักดัน

        บุฟเฟต์การศึกษา อยากเรียนอะไรต้องได้เรียน

        เรียนฟรี ต้องฟรีจริง

        บทเรียนจากหาดใหญ่ ยกระดับหน่วยงานบริหารภัยพิบัติ

        บำบัด ปราบ ป้องกัน ยาเสพติด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/public-relations-news/943606/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1veKkFIhVjT_Lmp9akMV0D

  • ครบ 1 ปีคดีพิรงรอง บทเรียนการทำหน้าที่เพื่อผู้บริโภคในสังคมไทย – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ครบ 1 ปีคดีพิรงรอง บทเรียนการทำหน้าที่เพื่อผู้บริโภคในสังคมไทย – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ครบ 1 ปีคำพิพากษาศาลชั้นต้นกรณีพิรงรองบทเรียนของการทำหน้าที่เพื่อผู้บริโภคในสังคมไทย 

    เมื่อวันที่ 6 ก.พ. 2568 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางพิพากษาจำคุก 2 ปี ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต กรรมการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ด้านกิจการโทรทัศน์ ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จากเหตุเริ่มต้นที่มีผู้บริโภคร้องเรียนมายังสำนักงาน กสทช. ว่ามีโฆษณาแทรกระหว่างรับชมช่องทีวีดิจิตอลบนกล่องโทรทัศน์อินเทอร์เน็ตและแอปพลิเคชั่นทรูไอดี  และมีการออกหนังสือเตือนจากสำนักงานกสทช. ไปยังผู้รับใบอนุญาตช่องรายการโทรทัศน์ดิจิตอลให้ตรวจสอบเนื่องจากทรูไอดีไม่ใช่ผู้รับใบอนุญาตจากกสทช. จึงไม่มีสิทธินำเนื้อหาไปออกอากาศตามกฎ must carry ซึ่งการพิจารณามาจากคณะอนุกรรมการพิจารณาอนุญาตด้านกิจการโทรทัศน์ที่ กสทช.พิรงรอง ทำหน้าที่เป็นประธาน ต่อมาบริษัท ทรู ดิจิทัล กรุ๊ป จำกัด ในฐานะผู้ให้บริการแอปพลิเคชันและกล่องโทรทัศน์อินเทอร์เน็ต “ทรูไอดี” ฟ้องว่ากสทช. พิรงรอง จงใจกลั่นแกล้งและทำให้เกิดความเสียหาย 

    หลังมีคำพิพากษา พิรงรองได้รับอนุญาตให้ประกันตัวและทำหน้าที่ กสทช. ต่อไป แต่ถูกห้ามเดินทางออกนอกประเทศ จำเป็นต้องขออนุญาตและได้รับอนุญาตจากศาลก่อนเดินทางทุกครั้ง

    ในช่วงทั้งก่อนและหลังคำพิพากษา มีงานเสวนาและการวิเคราะห์ในกรณีดังกล่าวมากมายหลายครั้ง hashtags #saveพิรงรอง และ #freeกสทช ขึ้นเทรนด์ในสื่อสังคมออนไลน์ หลายสถาบันการศึกษาและองค์กรคุ้มครองผู้บริโภคออกแถลงการณ์ในประเด็นนี้ โดยมองว่า กสทช.พิรงรอง เป็นตัวแทนของผู้ที่ต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิของประชาชนโดยเฉพาะในด้านการสื่อสารและโทรคมนาคม 

    ในขณะเดียวกันก็มีการตั้งข้อสังเกตว่าการยื่นฟ้อง กสทช.พิรงรอง เป็นไปเพื่อตอบโต้การกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมที่ กสทช.พิรงรอง ยืนยันทำหน้าที่อย่างเข้มข้นใช่หรือไม่ (พิรงรองเป็นหนึ่งในสองเสียงที่ไม่อนุญาตการควบรวมกิจการทรู-ดีแทค) 

    เช่น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กับ Watchdog Channel ตั้งข้อสังเกตถึงการฟ้องคดีนั้นเป็นการฟ้อง กสทช.พิรงรอง ซึ่งเป็นบุคคล แทนที่จะเป็นองค์กร และทั้งๆ ที่การออกหนังสือไปยังผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการที่โจทก์กล่าวหาว่าสร้างความเสียหายนั้นเป็นอำนาจและการกระทำของเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสทช. ไม่ใช่อำนาจและการกระทำของพิรงรอง 

    หรือในวงวิชาการที่นักกฏหมายมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประกอบด้วย ผศ.ดร. รณกรณ์ บุญมี อาจารย์ประจำศูนย์กฏหมายอาญา ศ.ดร. ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล ผู้อำนวยการศูนย์นิติศาสตร์ แกะรอยจากเนื้อหาคำพิพากษา เทียบเคียงคำให้การพยานชั้นไต่สวน และกฏหมายอื่น ๆ พบการเลือกบันทึกคำให้การพยานปากเอกของโจทก์ที่ให้การปรักปรำ กสทช. พิรงรอง “คือผู้สั่งการ” และละเว้นการบันทึกคำให้การพยานฝ่ายจำเลยที่โดนอ้างถึงและให้การตรงกันข้าม 

    นอกจากนี้ จากประเด็นหลักคือการฝ่าฝืนกฎ must carry ด้วยการแทรกโฆษณาลงในเนื้อหาจากฟรีทีวี การประชุมและออกหนังสือแจ้งเตือนผู้ประกอบการโทรทัศน์ให้ปฏิบัติตามแนวทางของ กสทช. ที่มีอยู่ ณ ขณะนั้น ก็เป็นความพยายามในการกำกับดูแลตามอำนาจหน้าที่เท่าที่มีอยู่ ส่วนในเรื่องรายงานการประชุมที่มีการกล่าวหาว่าเป็นการทำรายงานเท็จนั้น ศาลควรพิจารณาให้รอบคอบว่า การแก้ไขรายงานการประชุมที่บันทึกไม่ครบถ้วนตามที่เกิดขึ้นจริงนั้น ไม่ใช่การปลอมแปลงเอกสาร แต่เป็นการทำให้ข้อมูลสมบูรณ์ขึ้น

    ไม่เพียงเท่านั้น นักกฎหมายยังตั้งข้อสังเกตว่า ในการบันทึกคำพิพากษาที่ยาว 25 หน้า ส่วนใหญ่มีแต่การบันทึกเฉพาะข้อกล่าวหาตามคำฟ้องของโจทก์ และความเห็นของศาล โดยมีการกล่าวถึงข้อแก้ต่างของจำเลยในหน้าสุดท้ายเพียงสั้น ๆ ว่า เป็นข้อแก้ต่างที่ลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักในการโต้แย้งข้อกล่าวหา

    ปัจจุบันคดียังไม่สิ้นสุดและอยู่ในชั้นอุทธรณ์ โดยหลังจากที่ทางโจทก์คือบริษัททรู ดิจิทัลได้รับอนุญาตให้ขยายเวลาแก้อุทธรณ์ออกไปทั้งสิ้น 5 ครั้ง ทางศาลชั้นต้นจึงได้รวบรวมคำอุทธรณ์ของจำเลยและคำแก้อุทธรณ์ของโจทก์ส่งศาลอุทธรณ์ในช่วงสิ้นปี 2568

    แต่ในระหว่าง 1 ปีที่ผ่านมา เกิดผลกระทบอะไรบ้าง

    Chilling Effect 

    กรรมการ กสทช. ที่มีหน้าที่กำกับดูแล​ส่งเสริมการแข่งขัน ป้องกันการผูกขาดหรือการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมในตลาด บางคนมีท่าทีในการทำหน้าที่ที่ดูเหมือนจะหวั่นเกรงการถูกเอกชนรายใหญ่ฟ้องร้อง และละเลยการปกป้องผู้บริโภคและประโยชน์สาธารณะ 

    ยกตัวอย่าง เมื่อครั้งการประมูลคลื่นความถี่สำหรับกิจการโทรคมนาคมเคลื่อนที่สากล ย่าน 850 MHz, 1500 MHz, 2100 MHz และ 2300 MHz ที่เสร็จสิ้นไปเมื่อ 29 มิถุนายน 2568 บอร์ดกสทช. 4 ใน 7 คน

    ลงมติงดออกเสียงการเพิ่มเงื่อนไขในใบอนุญาตค่ายมือถือที่จะกำหนด “ค่าปรับรายวัน” 0.05% ของราคาประมูลสูงสุด หากผู้รับใบอนุญาตไม่สามารถขยายโครงข่ายให้ครอบคลุมประชากรตามเกณฑ์ได้ภายใน 5 ปีตามเงื่อนไขที่มีอยู่แล้ว นั่นคือมีการกำหนดเงื่อนไขแต่ไม่ได้กำหนดบทลงโทษหากทำไม่ได้ เมื่อเสียงอนุมัติมีเพียง 3 เสียง (พิรงรอง รศ.ดร.ศุภัช ศุภชลาศัย และ พล.อ.ท. ดร.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ เป็นสามเสียงนั้น) ข้อเสนอดังกล่าวซึ่งน่าจะเป็นหลักประกันให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงโครงข่ายมือถือได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียมทั่วประเทศจึงต้องตกไปอย่างน่าเสียดาย

    Regulatory Capture

    ปัญหาที่ยังคาอยู่อย่างต่อเนื่องก็คือการที่คนทำงานในองค์กรกำกับดูแลอยู่ภายใต้อิทธิพลของผู้ประกอบการรายใหญ่ ล่าสุดในสำนักงาน กสทช. มีการสั่งการให้หาตัวคนผิดในการทำรายงานการประชุมที่ถูกกล่าวหาและศาลว่าเป็นเท็จทั้งๆ ที่คดีและคำพิพากษาของศาลยังไม่ถึงที่สุด รวมไปจนถึงการตีความกฎหมายให้สนับสนุนโจทก์ในทุกครั้งที่มีการโต้แย้งการปฏิบัติหน้าที่ของพิรงรองในการประชุมกสทช.เ มื่อมีวาระเกี่ยวกับกลุ่มทรู และความล่าช้าอย่างมีนัยสำคัญของวาระการพิจารณาการกำกับดูแล OTT หรือแพลตฟอร์มดิจิตอลที่ให้บริการแพร่ภาพและเสียงที่ทรูไอดี ยืนยันว่าตนเองเป็น 

    ขณะเดียวกัน การแทรกโฆษณาในเนื้อหาของทีวีดิจิตอลบนแพลตฟอร์มทรูไอดีก็ยังดำเนินต่อไป โดยกฎขององค์กรกำกับดูแลอย่าง กสทช. ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ 

    หรือนี่คือ “new normal” ของการทำหน้าที่ regulator ในสังคมไทย?

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/pirongrong-defends-consumer-rights/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1FCUoSKlutYhS1uwB4dU0h

  • รวมตัวตึง พรรคประชาชน บนเวทีปราศรัยครึ่งแรก ชูปฏิรูปทุกมิติ

    รวมตัวตึง พรรคประชาชน บนเวทีปราศรัยครึ่งแรก ชูปฏิรูปทุกมิติ

    วันนี้ (6 กุมภาพันธ์) ที่อาคารกีฬาเวสน์ 1 ศูนย์กีฬาไทย – ญี่ปุ่นดินแดง ในเวทีปราศรัยใหญ่โค้งสุดท้ายของพรรคประชาชน ช่วงที่ 1 แกนนำพรรคและผู้สมัคร สส. สับเปลี่ยนขึ้นปราศรัยบนเวที นำโดย เดชรัต สุขกำเนิด ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน

    พริษฐ์เปิด 5 ไอเทมสะท้อนความเจ็บปวดการศึกษาไทย



    พริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน ได้นำสิ่งของ 5 อย่างขึ้นมาโชว์บนเวทีเพื่อสะท้อนภาระที่นักเรียนไทยต้องแบกรับ โดยชี้ให้เห็นถึงความล้าหลังของ “หนังสือเรียน” ที่ไม่เคยเปลี่ยน ความเหลื่อมล้ำที่ซ่อนอยู่ใน “ผ้าป่าและพัดลม” ซึ่งสะท้อนว่าการเรียนฟรีไม่ใช่ของจริง ความหิวโหยผ่าน “กล่องอาหาร” ของเด็กยากจน และภาระงานเอกสารที่ครูต้องแบกรับผ่าน “ไดอารี่ครู”

    พริษฐ์กล่าวว่า ความเจ็บปวดของการศึกษาไทยไม่สามารถอธิบายได้ด้วยตำราเศรษฐศาสตร์ แต่คือเรื่องจริงของตายายที่ต้องขอให้หลานคนโตออกจากโรงเรียนเพื่อส่งน้องเรียน หรือเด็กที่ต้องอดมื้อกินมื้อ พร้อมประกาศว่าหากพรรคประชาชนเป็นรัฐบาล จะคืนครูให้ห้องเรียนและสร้างสวัสดิการการศึกษาที่ฟรีจริง 100%

    วิโรจน์ชูปฏิรูปกองทัพ-ตำรวจ คืนความยุติธรรมให้ ‘พล.ต.ต.ปวีณ’

    ด้าน วิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรค ปราศรัยถึงความจำเป็นในการปฏิรูปกองทัพ โดยชูนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและลดการสูญเสียกำลังพล พร้อมประกาศนำคดีทหารขึ้นศาลพลเรือน ยกเลิกสิทธิพิเศษดาวบนบ่าที่ใช้ทำร้ายประชาชน

    ในส่วนของตำรวจ วิโรจน์ย้ำจุดยืน “เลิกตั๋ว-เลิกส่วย” คืนความก้าวหน้าให้ตำรวจน้ำดีตามหลักอาวุโส และประกาศลั่นว่าจะพานายตำรวจตงฉินอย่าง พล.ต.ต. ปวีณ พงศ์สิรินทร์ กลับประเทศไทยเพื่อคืนความยุติธรรม รวมถึงป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์อัปยศซ้ำรอยคดี “บอส อยู่วิทยา” หรือการแทรกแซงผู้พิพากษา

    โรมประกาศสงครามสแกมเมอร์ จี้รัฐบาลต้องรู้ทัน ไม่ใช่เพิ่งรู้

    รังสิมันต์ โรม รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้หยิบยกปัญหาสแกมเมอร์ขึ้นมาเป็นวาระแห่งชาติ โดยตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของรัฐบาลชุดปัจจุบันที่เพิ่งทราบว่า ปปง. อยู่ใต้อำนาจของตนเอง พร้อมพาดพิงถึงนโยบายปราบปรามของพรรคการเมืองอื่นที่ดูเหมือนจะลอกการบ้านพรรคส้ม แต่ขาดเจตจำนงที่แท้จริง

    เขายืนยันว่าหากพรรคประชาชนได้เป็นรัฐบาล จะไม่มีการเจรจาลับหลัง แต่จะ “ลุยแหลก ชนแหลก” เพื่อปราบปรามขบวนการเหล่านี้ให้สิ้นซาก เพื่อเรียกคืนทรัพย์สินคืนสู่ประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อ

    รักชนกสาบานกลางเวที ขอปกป้องความหวังประชาชน

    ปิดท้ายด้วย รักชนก ศรีนอก ที่ขึ้นปราศรัยถึงวงจรชีวิตคนไทยที่ต้องเผชิญกับความเหลื่อมล้ำตั้งแต่เกิดจนตาย พร้อมตั้งคำถามว่าความผิดของพรรคประชาชนคืออะไร ทำไมถึงต้องถูกยุบพรรคและตัดสิทธิ์ทางการเมืองซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพียงเพราะต้องการเห็นประเทศเปลี่ยนแปลง

    รักชนกได้กล่าวคำสาบานว่า “หากยังมีลมหายใจ จะทำทุกอย่างเพื่อปกป้องความฝันและความหวังของประชาชน” พร้อมขอคะแนนเสียงส่ง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อสร้างรัฐบาลที่ไม่โกงกินและอุทิศตนเพื่อความเจริญของแผ่นดินอย่างแท้จริง

    ภาพรวมแกนนำพรรคประชาชนปราศรัยบนเวที ชูการปฏิรูปในหลายมิติ 1ภาพรวมแกนนำพรรคประชาชนปราศรัยบนเวที ชูการปฏิรูปในหลายมิติ 2ภาพรวมแกนนำพรรคประชาชนปราศรัยบนเวที ชูการปฏิรูปในหลายมิติ 3ภาพรวมแกนนำพรรคประชาชนปราศรัยบนเวที ชูการปฏิรูปในหลายมิติ 4ภาพรวมแกนนำพรรคประชาชนปราศรัยบนเวที ชูการปฏิรูปในหลายมิติ 5ภาพรวมแกนนำพรรคประชาชนปราศรัยบนเวที ชูการปฏิรูปในหลายมิติ 6ภาพรวมแกนนำพรรคประชาชนปราศรัยบนเวที ชูการปฏิรูปในหลายมิติ 7ภาพรวมแกนนำพรรคประชาชนปราศรัยบนเวที ชูการปฏิรูปในหลายมิติ 8ภาพรวมแกนนำพรรคประชาชนปราศรัยบนเวที ชูการปฏิรูปในหลายมิติ 9ภาพรวมแกนนำพรรคประชาชนปราศรัยบนเวที ชูการปฏิรูปในหลายมิติ 10ภาพรวมแกนนำพรรคประชาชนปราศรัยบนเวที ชูการปฏิรูปในหลายมิติ 11ภาพรวมแกนนำพรรคประชาชนปราศรัยบนเวที ชูการปฏิรูปในหลายมิติ 12ภาพรวมแกนนำพรรคประชาชนปราศรัยบนเวที ชูการปฏิรูปในหลายมิติ 13
     


    ABOUT THE PHOTOGRAPHER
    ศวิตา พูลเสถียร

    ช่างภาพข่าว ประจำสำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/people-party-leaders-rally-reform/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3FBQGdlGYuvPt2zhPFzdDs

  • “ชนิสราฟาร์ม” ตัวอย่าง “เกษตรกรคู่ชีวิตทางอาชีพ” สร้างความมั่นคงด้วยสองมือ

    “ชนิสราฟาร์ม” ตัวอย่าง “เกษตรกรคู่ชีวิตทางอาชีพ” สร้างความมั่นคงด้วยสองมือ

    “ชนิสราฟาร์ม” ตัวอย่าง “เกษตรกรคู่ชีวิตทางอาชีพ” สร้างความมั่นคงด้วยสองมือ

    จากอาชีพขายข้าวสารและรับจ้างทั่วไป สู่เจ้าของฟาร์มหมูขุน 11 โรงเรือน ในอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ “ชนิสรา ละลา” เลือกเปลี่ยนชีวิตด้วยอาชีพเลี้ยงหมูขุนร่วมกับซีพีเอฟ แม้ไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน แต่ด้วยการศึกษาข้อมูลอย่างรอบคอบ และมีทีมผู้เชี่ยวชาญสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ทำให้สามารถเติบโตได้อย่างมั่นคง

    เริ่มต้นจากโรงเรือนเดียว ปัจจุบันชนิสราฟาร์มขยายเป็นฟาร์มหมูขุน 11 โรงเรือน ความจุกว่า 9,000 ตัว ใช้เทคโนโลยีและระบบอัตโนมัติ มุ่งสู่ Smart Farm สร้างรายได้ที่แน่นอนต่อเนื่อง พร้อมดูแลชุมชนรอบข้างไปพร้อมกัน

    เรื่องราวของชนิสราฟาร์ม สะท้อนให้เห็นความมุ่งมั่นของเกษตรกรและซีพีเอฟ ที่ผลักดันให้ “เกษตรกรคู่ชีวิตทางอาชีพ” กลายเป็นเส้นทางที่สร้างความมั่นคงได้จริง เมื่อเกษตรกรตั้งใจทำหน้าที่ของตนเอง และมีพาร์ตเนอร์ที่พร้อมเดินเคียงข้างกันอย่างยั่งยืน

    คลิกชมคลิป >> https://youtube.com/shorts/XLbWHj_42ag?si=SlPhpamslDorm7ze

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/995085&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rI18IHytyMleKu7QeGQ30

  • SITE 2026 ผนึกกำลังพันธมิตรพลิกฟื้นเศรษฐกิจใต้  | เดลินิวส์

    SITE 2026 ผนึกกำลังพันธมิตรพลิกฟื้นเศรษฐกิจใต้  | เดลินิวส์

    ผศ.ดร.นิวัติ แก้วประดับ อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) เปิดเผยว่า ม.อ. ได้ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (TCEB) และจังหวัดสงขลา จัดงาน SITE 2026 มหกรรมแสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภาคใต้ เพื่อยกระดับเศรษฐกิจและขยายเครือข่ายธุรกิจสู่ระดับสากล ซึ่งจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 5 – 8 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

    โดย ภายในงาน SITE 2026 ครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนด้วยนวัตกรรม โดยเน้น 4 อุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ 1. การแพทย์และสุขภาพ (Health & Wellness) เจาะลึกเทคโนโลยีการแพทย์ดิจิทัลและเทคโนโลยีชีวภาพขั้นสูง เช่น CAR-T Cell Therapy นวัตกรรมการรักษาโรคมะเร็งด้วยภูมิคุ้มกันบำบัด  , แผ่นแปะวัคซีนละลายใต้ผิวหนัง 2.ดิจิทัล (Digital) ที่นำเสนอโซลูชันอัจฉริยะเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล  3. อาหารและการเกษตร (Food & Agriculture) นวัตกรรมยกระดับผลผลิตและสินค้าเกษตรภาคใต้ และ4. พลังงานสะอาด (Energy) เทคโนโลยีพลังงานที่ยั่งยืนเพื่ออนาคต และยังได้จัดเวที Business Matching พื้นที่จับคู่ธุรกิจ เพื่อสร้างความร่วมมือทางการค้าระหว่างผู้ประกอบการไทยและนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศ IMT-GT และสิงคโปร์ ซึ่งคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมชมงานทั้งชาวไทยและต่างประเทศกว่า 11,000 คน มีผู้เข้าร่วมการประชุมกว่า 4,900 คน

    “การจัดงาน SITE 2026 นอกจากจะช่วยยกระดับเศรษฐกิจของภาคใต้ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมแล้ว ยังเป็นส่วนสำคัญในการฟื้นฟูความเชื่อมั่นของจังหวัดสงขลาหลังจากเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ทันทีผ่านการหลั่งไหลเข้ามาของนักลงทุน วิทยากร และผู้เข้าชมงานจำนวนมาก ช่วยกระตุ้นภาคการท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร และการขนส่งในตัวเมืองหาดใหญ่ และสงขลา”

    นางสาวกนกพร ดำรงกุล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดไมซ์ในประเทศ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ TCEB กล่าวว่า การจัดงาน SITE 2026 ที่จังหวัดสงขลานับได้ว่าเป็น “งานแสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยี” ที่ใหญ่ที่สุดงานหนึ่งของไทย และยังเป็นการยกระดับอุตสาหกรรมไมซ์ ให้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างแท้จริง โดย TCEB ได้มองเห็นถึงศักยภาพของจังหวัดสงขลาที่มีความพิเศษในด้านความหลากหลายทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และภูมิศาสตร์ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญในการพัฒนาจังหวัดสงขลาไปสู่การเป็นเมืองไมซ์ที่สมบูรณ์แบบ และนำพาเศรษฐกิจของภูมิภาคให้เติบโตได้ในอนาคต

    โดย การจัดงาน SITE 2026 เป็นการจัดงานในครั้งที่ 2 ต่อจากครั้งแรกที่ได้จัดงาน SITE 2024 ซึ่งได้พัฒนาไปสู่การเป็นเวทีนานาชาติที่มีประเทศสิงคโปร์และออสเตรเลีย เข้ามาร่วมด้วยผ่านความร่วมมือกับสถานเอกอัครราชทูต เป็นการแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการที่ก้าวจากงานระดับประเทศ ไปสู่งานระดับนานาชาติได้ในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5577540/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_VMzL-nTgsSbvDSEeDI2B

  • เงินเฟ้อไทยต่ำติด Top 10 โลก รั้งอันดับ 2 อาเซียน สะท้อนเศรษฐกิจ ค่าครองชีพพุ่ง

    เงินเฟ้อไทยต่ำติด Top 10 โลก รั้งอันดับ 2 อาเซียน สะท้อนเศรษฐกิจ ค่าครองชีพพุ่ง

    เงินเฟ้อไทยต่ำติด Top 10 โลก รั้งอันดับ 2 อาเซียน สะท้อนเศรษฐกิจ ค่าครองชีพพุ่ง

    วันนี้ (5 กุมภาพันธ์ 2569) นางสาวณัฐิยา สุจินดา รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ได้เปิดเผยข้อมูลวิเคราะห์อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของประเทศไทยเปรียบเทียบกับต่างประเทศ โดยระบุว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยในเดือนธันวาคม 2568 ลดลง 0.28% ซึ่งระดับดังกล่าวทำให้ประเทศไทยมีอัตราเงินเฟ้อต่ำเป็นอันดับที่ 7 จาก 127 เขตเศรษฐกิจที่ประกาศตัวเลขทั่วโลก และยังคงอยู่ในระดับต่ำเป็นอันดับ 2 ของกลุ่มประเทศอาเซียน 

    จากทั้งหมด 10 ประเทศที่ประกาศตัวเลข จากการเปรียบเทียบข้อมูลภายในภูมิภาคอาเซียน พบว่าส่วนใหญ่มีทิศทางเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลง โดยมีรายละเอียดดังนี้

    1.บรูไน มีอัตราเงินเฟ้อต่ำที่สุดในอาเซียนอยู่ที่ -0.7% (อันดับ 4 ของโลก) 

    2.ไทย มีอัตราเงินเฟ้อ -0.28% (อันดับ 7 ของโลก) 

    3.ติมอร์-เลสเต มีอัตราเงินเฟ้อ+1.0%

    4.กัมพูชา มีอัตราเงินเฟ้อ+1.19%

    5.สิงคโปร์ มีอัตราเงินเฟ้อ+1.2%

    6.มาเลเซีย มีอัตราเงินเฟ้อ +1.6%)

    7.ฟิลิปปินส์ มีอัตราเงินเฟ้อ +1.8%

    8.อินโดนีเซีย มีอัตราเงินเฟ้อ +2.92%

    9.เวียดนาม มีอัตราเงินเฟ้อ +3.48% 

    10. สปป.ลาวยังคงเป็นประเทศที่มีอัตราเงินเฟ้อสูงสุดในอาเซียน โดยอยู่ที่ +5.6%(อันดับ 107 ของโลก) 

    นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับประเทศเศรษฐกิจสำคัญทั่วโลก พบว่าประเทศไทยมีระดับเงินเฟ้อที่ต่ำกว่าอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับอิตาลี +1.2% (อันดับ 25 ของโลก),อินเดีย +1.33% (อันดับ 29 ของโลก),เกาหลีใต้ +2.3% (อันดับ 49 ของโลก),สหรัฐอเมริกา +2.7% (อันดับ 59 ของโลก),สหราชอาณาจักร +3.4% (อันดับ 75 ของโลก) 

    ทั้งนี้ ข้อมูลจาก Trading Economics ณ วันที่ 29 ธันวาคม 2568 และ 29 มกราคม 2569 ยืนยันว่า อัตราเงินเฟ้อของไทยในเดือนธันวาคม 2568 ยังคงอยู่ในระดับต่ำมากเมื่อเทียบกับหลายประเทศทั่วโลก โดยสามารถรักษาตำแหน่งในกลุ่มประเทศที่มีเงินเฟ้อต่ำที่สุด (Top 10) ของโลกไว้อย่างต่อเนื่อง 

    อีกทั้งยังเป็นอันดับต้นๆของอาเซียนซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดที่สำคัญถึงสภาวะค่าครองชีพและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศในขณะนี้ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/650791&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw22-rRzAp30V-wLwsSuJ1HG

  • “ธนกฤต” ลงพื้นที่รังสิต ชูแก้เศรษฐกิจฐานราก-ดูแลกลุ่มเปราะบาง

    “ธนกฤต” ลงพื้นที่รังสิต ชูแก้เศรษฐกิจฐานราก-ดูแลกลุ่มเปราะบาง

    นายกองตรี ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ โฆษกพรรคกล้าธรรม (กธ.) ในฐานะผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อพรรคกล้าธรรม ลงพื้นที่ช่วย นายชยุต สินพูนภักดิ์  เบอร์ 7 เขต 4 ปทุมธานี พร้อมด้วยคณะทีมหาเสียงพรรคกล้าธรรม พบปะพูดคุยแบบเป็นกันเองกับชาวบ้าน ชาวชุมชนในพื้นที่

    โดยตัวแทนชาวชุมชน กล่าวว่า รู้สึกดีใจ ที่ได้มาพบ ได้มานั่งพูดคุยแบบล้อมวงเป็นกันเอง ไม่คิดว่าจะมา แบบตัวจริง เสียงจริง ทำให้ปลื้มใจเป็นอย่างมาก และพร้อมจะช่วยเลือกท่านและผู้สมัคร สส.ในพื้นที่ได้เข้ามาช่วยแก้ปัญหา และสิ่งที่ต้องการหลัก ๆ คือ ให้ช่วยแก้ปัญหาเศษฐกิจฐานรากให้พ่อค้าแม่ค้าได้ค้าขายคล่องตัวขึ้น ขอให้กล้าทำอย่างที่พูด ส่วนใครจะบอกว่าพรรคนี้สีเทา พวกเขาไม่ได้สนใจ เพราะเห็นว่าพรรคนี้ทำจริง และเห็นสิ่งที่นายกองตรี ธนกฤต ทำนั้น ทำดีและทำจริงมาตลอด ซึ่งปัญหาของชาวบ้านที่เห็นได้ชัดคือปัญหาเรื่องปากท้อง , ความไม่เท่าเทียมในสังคม , การศึกษาของเด็ก ๆ

    ทั้งนี้ นายกองตรีธนกฤต ได้คำนึงถึงปัญหาเหล่านี้ และต้องการที่จะทำให้ปัญหาเหล่านี้ได้รับการแก้ไข เพื่อที่คนกลุ่มนี้ จะได้รับการดูแล และสามารถเข้าถึงบริการต่าง ๆ ได้อย่างเท่าเทียม รวมทั้งได้พูดถึงเกี่ยวกับกลุ่มเปราะบางโดยได้กล่าวว่า ทางพรรคกล้าธรรมได้เตรียมทำตามนโยบายเรื่องนี้ไว้แล้ว ทั้งเรื่อง เบี้ยคนชรา คนพิการ เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด – อายุ 6 ปี ทั้งยังมีเงินสำหรับซ่อมบ้าน 40,000 อีกด้วย

    จากนั้น นายกองตรีธนกฤต พร้อมผู้สมัคร สส.เบอร์ 7 เขต 4 (เขตเทศบาลนครรังสิต กับ เขตเทศบาลเมืองคลองหลวงปทุมธานี) พรรคกล้าธรรม ได้ขึ้นรถขยายเสียง แห่รอบพื้นที่เพื่อทักทายประชาชนตามริมทางในหมู่บ้านบริเวณชุมชนไทเทยิ่น ชุมชนสะพานฟ้า สะพานแดง เมเจอร์รังสิต ชุมชนคลองหนึ่ง คลองสอง ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี โดยโบกมือทักทายและตะโกนบอกเบอร์ 42 ตลอดทาง

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/811676&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3DZEjVuCU7zcp6qRyzEivW

  • ภารกิจนายกฯเฟ้นหา ‘ขุนคลัง’ร่วม ครม.  เดิมพัน ‘เศรษฐกิจประเทศไทย’ ฝ่าวิกฤต  

    ภารกิจนายกฯเฟ้นหา ‘ขุนคลัง’ร่วม ครม. เดิมพัน ‘เศรษฐกิจประเทศไทย’ ฝ่าวิกฤต  

    การเลือกตั้งทั่วไป ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 8 ก.พ.นี้ไม่เพียงแต่มีความหมายในทางการเมือง แต่ถือว่ามีส่วนสำคัญในการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจของประเทศ บนความท้าทายทางเศรษฐกิจหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นระดับหนี้สาธารณะสูง การเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำ และการขาดดุลงบประมาณที่ยังอยู่ในระดับสูงต่อไปอีกหลายปี รวมทั้งมีความเสี่ยงที่สถานบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก (Rating Agency) จะปรับลดอันดับเครดิตเรตติ้งของไทยลงได้หลังจากที่ปีก่อนมูดี้ส์ และฟิตช์เรตติ้ง ได้หั่นมุมมอง (Outlook) ไทยลงเป็นเชิงลบเพื่อสะท้อนความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นมาแล้ว

    ดังนั้นหากมองข้ามช็อตหลังจากการเลือกตั้งไปยังการจัดตั้งรัฐบาลและฟอร์มทีมคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ตำแหน่งที่สำคัญที่จะมาคุมทิศทางเศรษฐกิจ บริหารนโยบายการคลังของประเทศคือตำแหน่ง “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง” ซึ่งถือเป็นหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหารที่ต้องดึงคนที่สังคมเชื่อมือ เชื่อถือ ได้รับการยอมรับจากภาคธุรกิจ ราชการ นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ 

    จากสมมุติฐานการจัดตั้งรัฐบาลในขณะนี้ที่พรรคการเมืองที่ได้มีโอกาสเป็นพรรคอันดับ 1 ที่ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล 3 พรรค ได้แก่ พรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทย

    ในส่วนของ “พรรคประชาชน” ก่อนหน้านี้ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคประชาชน ได้เคยเปิดเผยว่าแม้พรรคจะมีการเปิดตัวทีมบริหารมืออาชีพไปแล้วหลายคนแต่ในส่วนของบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่ง “ขุนคลัง” พรรคขอปิดชื่อไว้ก่อน ให้เป็นเหมือนตัว “ซีเคร็ท”

    ดังนั้นจากการวิเคราะห์มีโอกาสเป็นไปได้ที่หากได้จัดตั้งรัฐบาลพรรคประชาชนจะต้องทาบทาม “คนนอก” พรรคให้เข้ามานั่งในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โดยพรรคมีเป้าหมายในการผลักดันให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ปีละประมาณ 4%

    พรรคภูมิใจไทย เป็นพรรคที่มีการประกาศชัดเจนที่สุดว่า หากได้รับเลือกตั้งมาเป็นอันดับจะให้ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” นั่งในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เหมือนเดิมเพื่อสานต่องานที่ได้ทำไว้ ทั้งเรื่องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจระยะสั้น โดยใช้การกระตุ้นโดยโครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 การผลักดันการลงทุนที่ค้างท่อหลายแสนล้าน การดึงการลงทุนในอุตสาหกรรมที่เป็นเป้าหมายในการเพิ่มรายได้ของประเทศ ควบคู่กับการรักษาวินัยการเงินการคลังตามแผนการคลังระยะปานกลาง พ.ศ. 2569 – 2572 โดยพรรคมีการวางเป้าหมายให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ปีละ 3% พลัส

    ในส่วนของพรรคเพื่อไทย แม้ไม่ได้มีการพูดถึงตัวบุคคลที่วางไว้ว่าจะให้มาดำรงตำแหน่ง รมว.คลัง หากได้เป็นแกนนำการจัดตั้งรัฐบาล แต่ในส่วนของตัวบุคคลที่มีการวางไว้ให้เป็นคีย์แมนของพรรคในการหาเสียงเลือกตั้งปี 2569 ที่ชื่อของจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ได้รับการโปรโมทขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย

    ทำให้มีโอกาสเช่นกันหากพรรคเพื่อไทยได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล จุลพันธ์ จะขยับจากการเป็น รมช.คลังในครั้งก่อนขึ้นมานั่งในตำแหน่ง รมว.คลัง อย่างไรก็ตามพรรคเพื่อไทยยังมีเครือข่ายในกลุ่มนักเศรษฐศาสตร์ นายธนาคาร และนักวิชาการ ที่สามารถนั่งในเก้าอี้นี้ได้อีกหลายคน

    ทั้งนี้พรรคเพื่อไทยมีเป้าหมายในเรื่องการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ขยายตัวเฉลี่ยปีละ 5% ผ่านนโยบายหลายด้านทั้ง การสร้างเศรษฐีวันละ 9 คน ผ่านการทำหวยใบเสร็จ เพื่อขยายฐานรายได้ของภาครัฐด้วยการดึงร้านค้ารายย่อยเข้าระบบ การผลักดันโครงการคนไทยหายจน รวมทั้งจะมีการหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการแก้ปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่า และเงินเฟ้อหลุดกรอบเป้าหมาย โดยการปรับเปลี่ยนเป้าหมายนโยบายการเงินจากเป้าหมายเงินเฟ้อ เป็น ป้าหมายอัตราแลกเปลี่ยน เป็นต้น

    งานยากเศรษฐกิจรอ รมว.คลังคนใหม่ 

    ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยถึงสถานการณ์ทางการคลังของประเทศไทยว่าปัจจุบันเสถียรภาพทางการคลังของไทยอ่อนแอลงอย่างเห็นได้ชัด จากที่ระดับหนี้สาธารณะที่ต่ำจะเคยเป็นจุดแข็งของประเทศเพราะมีหนี้สาธารณะต่ำมาก วันนี้กลายเป็นจุดอ่อน และความเสี่ยงเพราะหนี้สาธารณะของไทยขยับขึ้นมาสูงใกล้เพดาน 70%

    ในสถานการณ์ขณะนี้ ไม่ว่าใครจะเข้ามาเป็นรัฐบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะต้องเผชิญกับโจทย์ที่ยากลำบากในการอธิบายให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ เข้าใจถึงแผนการจัดการรายรับ-รายจ่ายของรัฐบาล เนื่องจากปัจจุบันหนี้สาธารณะของไทยพุ่งสูงใกล้ถึง 70% ของจีดีพี ซึ่งส่งผลให้ความยืดหยุ่นในการใช้จ่ายงบประมาณลดน้อยลงอย่างมาก

    ขณะนี้ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดในขณะนี้คือ สัดส่วนของดอกเบี้ยจ่ายต่อรายได้ของรัฐบาลที่ขยับขึ้นมาแตะระดับ 11% ซึ่งใกล้กับเกณฑ์มาตรฐาน (Benchmark) ที่กำหนดไว้ไม่ควรเกิน 12% เพื่อคงสถานะความน่าเชื่อถือในระดับที่น่าลงทุน (Investment Grade) โดยคาดว่าในปีหน้าสัดส่วนนี้จะแตะระดับเพดานดังกล่าว ซึ่งจะเป็นแรงกดดันมหาศาลต่อฐานะการคลังและมีโอกาสที่ระยะต่อไปจะโดนปรับลดเครดิตเรตติ้งลงไปได้หลังจากที่มีการปรับมุมมอง (Outlook) เศรษฐกิจของประเทศไทยลงมาสู่ระดับ Negative แล้วเมื่อปีที่ผ่านมา

    โจทย์ใหญ่ของรัฐบาลใหม่ คือการหาคนที่เป็น รมว.คลังที่เหมาะสมมานั่งเก้าอี้สำคัญใน ครม.ใหม่ ต้องได้คนที่มีทั้งฝีมือ และบารมี รวมทั้งสร้างความหวัง และสร้างความเชื่อมั่นให้เศรษฐกิจไทย ให้มีโอกาสออกจากวิกฤติที่ซับซ้อนได้ ไม่เช่นนั้นเศรษฐกิจไทยอาจจะติดหล่มมากกว่าเดิม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1219893&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1IJyLX03khm5yst77AFX7V

  • งบประมาณ 2026 ปรับสมดุลใหม่การค้าอินเดีย หนุนผู้ส่งออก ลดพึ่งพาการนำเข้า

    งบประมาณ 2026 ปรับสมดุลใหม่การค้าอินเดีย หนุนผู้ส่งออก ลดพึ่งพาการนำเข้า

     
                   การเพิ่มขึ้นของงบประมาณสหภาพอินเดียประจำปี 2026 นำเสนอโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้เน้นย้ำยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจที่ให้ความสำคัญกับการเติบโตเป็นลำดับแรก ควบคู่กับการรักษาวินัยทางการคลังอย่างเคร่งครัด งบประมาณฉบับนี้สามารถสานต่อการมุ่งเน้นเชิงนโยบายอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมาทั้งด้านการลงทุนภาครัฐ (capital expenditure) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การเพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ และการยกระดับความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออก
    แม้ว่าการปรับโครงสร้างอัตราภาษีศุลกากรบางรายการและการปรับมาตรการอุดหนุนอาจส่งผลให้ต้นทุนในระยะสั้นของภาคอุตสาหกรรมที่พึ่งพาการนำเข้าเพิ่มขึ้น แต่ในภาพรวมระยะกลางถึงระยะยาว แนวโน้มยังคงเป็นบวกอย่างชัดเจนสำหรับภาคการส่งออก การผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มสูง และห่วงโซ่อุปทานแบบบูรณาการ ซึ่งจะเป็นฐานสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนของอินเดียต่อไป

    union budget 2026-2.jpg

                 งบประมาณปี 2026 โดยสังเขป 
                    •    การลงทุนภาครัฐ (Capital Expenditure): รักษาระดับสูงอย่างต่อเนื่อง (มากกว่า 119 พันล้านดอลลาร์สหรัฐหรือประมาณ 11 ล้านล้านรูปี) สะท้อนถึงแรงขับเคลื่อนการลงทุนที่ยังคงแข็งแกร่ง
                 •    การมุ่งเน้นโครงสร้างพื้นฐาน: ถนน รถไฟ ท่าเรือ ศูนย์โลจิสติกส์ และเขตเศรษฐกิจเมือง
                 •    ทิศทางเชิงนโยบาย: การปรับโครงสร้างภาษีและอัตราภาษีศุลกากรให้เรียบง่ายขึ้น เน้นการอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ
                 •    แนวโน้มการค้า: เสริมสร้างมาตรการสนับสนุนการส่งออก และคาดว่าจะมีแรงกดดันด้านต้นทุนนำเข้าในบางรายการ

        ประเด็นที่งบประมาณปี  2026  ปรับดีขึ้นจากปี 2025

    ประเด็นที่อาจ “มีต้นทุนสูงขึ้น” เมื่อเทียบกับปี 2025

    1.การคงระดับการลงทุนภาครัฐเพื่อดึงดูดการลงทุนภาคเอกชน (crowd-in)

    งบประมาณยังคงรักษาการใช้จ่ายเพื่อการลงทุนในระดับสูงสะท้อนความต่อเนื่องของการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานหลัก เช่น ถนน รถไฟ ท่าเรือ และ “เขตเศรษฐกิจ” ความต่อเนื่องเชิงนโยบายนี้ช่วยให้ภาคการก่อสร้าง วิศวกรรม และอุตสาหกรรมสินค้าเงินทุน สามารถวางแผนและดำเนินโครงการได้อย่างมีเสถียรภาพมากขึ้น

    1.การปรับโครงสร้างเงินอุดหนุนและการลดเฉพาะจุด

    – หากมีการปรับลดเงินอุดหนุนบางรายการ อาจส่งผลให้ต้นทุนปัจจัยการผลิตในระยะสั้นของบางภาคส่วน โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรมหรืออุตสาหกรรมที่พึ่งพาพลังงาน เพิ่มสูงขึ้น ทั้งนี้ สถาบันวิเคราะห์งบประมาณ  ได้ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงการจัดสรรงบประมาณในบางโครงการ ซึ่งภาคธุรกิจที่พึ่งพาเงินอุดหนุนควรติดตามอย่างใกล้ชิด

    2.การให้ความสำคัญต่อการยกระดับความสามารถทางการแข่งขันด้านการส่งออกและห่วงโซ่อุปทาน

    – เน้นมาตรการด้านโลจิสติกส์ ประสิทธิภาพท่าเรือ ระบบห้องเย็น (cold chain) และการอำนวยความสะดวกด้านการค้าดิจิทัล โดยมีเป้าหมายเพื่อลดต้นทุนธุรกรรมและระยะเวลาการขนส่งสำหรับผู้ส่งออก

    2.การปรับอัตราภาษีศุลกากรและมาตรการภาษีแบบเลือกสรร

    ในระยะยาวเอื้อต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตภายในประเทศ แต่ในระยะสั้นอาจทำให้ต้นทุนของอุตสาหกรรมที่พึ่งพาการนำเข้าสูงเพิ่มขึ้น

    3.ความชัดเจนเชิงนโยบายและการปรับปรุงการบริหารจัดเก็บภาษี

    – คำแถลงงบประมาณเสนอการจัดทำพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ฉบับใหม่ และทำให้อัตราภาษีศุลกากรมีโครงสร้างที่เรียบง่ายขึ้น เพื่อลดความคลุมเครือด้านการปฏิบัติตามกฎหมาย ซึ่งในระยะยาวถือเป็นผลบวกต่อผู้ส่งออกในระบบและนักลงทุน

    ผลกระทบทางเศรษฐกิจและความท้าทาย
                 1.การส่งออก 
                    •    การเพิ่มค่าใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ จะช่วยลดระยะเวลาและต้นทุนในการส่งออกอย่างมีนัยสำคัญ
                    •    ประสิทธิภาพของท่าเรือและระบบขนส่งที่รวดเร็วขึ้น เอื้อประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมอาหาร เกษตรกรรม อาหารทะเล สิ่งทอ และสินค้าที่เน่าเสียง่าย 
                    •    การมุ่งเน้นการผลิตที่มีมูลค่าเพิ่ม (value-added manufacturing) สนับสนุนการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องหนัง ผลิตภัณฑ์ทางทะเล และอาหารแปรรูป
        ทั้งนี้ งบประมาณปี 2026 ช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันด้านการส่งออกของอินเดียในระยะกลางถึงระยะยาวอย่างชัดเจน
                  2.การนำเข้า (แรงกดดันในระยะสั้น)
                    •    ความเป็นไปได้ของการปรับอัตราภาษีศุลกากรและข้อกำหนดด้านการปฏิบัติตามกฎหมายที่เข้มงวดขึ้น อาจเพิ่มต้นทุนให้กับอุตสาหกรรมที่พึ่งพาวัตถุดิบนำเข้า
                    •    ภาคอุตสาหกรรม เช่น อิเล็กทรอนิกส์ เคมีภัณฑ์ การแปรรูปอาหาร และสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) อาจเผชิญต้นทุนปัจจัยการผลิตที่สูงขึ้น
                     •    ปัจจัยภายนอก เช่น ราคาสินค้าโภคภัณฑ์และความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน อาจทำให้มูลค่าการนำเข้าของอินเดียยังคงอยู่ในระดับสูง
    ทั้งนี้ การนำเข้าอาจมีต้นทุนสูงขึ้นในระยะสั้น ขณะที่อินเดียผลักดันนโยบายส่งเสริมการผลิตภายในประเทศอย่างจริงจัง
    ข้อคิดเห็น
                   งบประมาณสหภาพอินเดีย 2026–27 ชี้ให้เห็นการรักษาจังหวะการลงทุนภาครัฐและการขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากข้อมูลดังกล่าวสะท้อนด้านงบลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสูงถึงระดับ 120,560 ล้านเหรียญสหรัฐ และงบประมาณรายจ่ายรวม 586,066 ล้านเหรียญสหรัฐ ตัวเลขเหล่านี้บ่งชี้ถึงกำลังซื้อภายในประเทศที่เพิ่มขึ้น สำหรับผู้ส่งออกและภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะสั้นควรเฝ้าระวังผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานจากการปรับเปลี่ยนโครงสร้างภาษีและระเบียบปฏิบัติ โดยการรักษาเสถียรภาพของส่วนต่างกำไรและตรวจสอบเงื่อนไขสัญญาอย่างรัดกุม สำหรับระยะกลาง การขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานและมาตรการสนับสนุนการส่งออกเป็นโอกาสสำคัญแก่ผู้ประกอบการที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะการร่วมทุนหรือจัดตั้งฐานการผลิตในอินเดียเพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายอุปทานระดับภูมิภาค ทั้งนี้ ควรเร่งสำรวจความต้องการตลาดในกลุ่มสินค้าเป้าหมาย อาทิ อาหารและอิเล็กทรอนิกส์ ควบคู่ไปกับการทดลองระบบตัวแทนจำหน่ายในเมืองหลักทางเศรษฐกิจ และศึกษาความเป็นไปได้ในการจ้างผลิตเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันและการส่งออกต่อไป

    ChatGPT-Image-Feb-3-2026-09_23_24-AM.png

    ที่มา: 1.  https://prsindia.org/files/budget/budget_parliament/2026/Union_Budget_Analysis-2026-27.pdf 
    https://economictimes.indiatimes.com/news/economy/policy/budget-2026-a-slow-cooked-recipe-for-wholesome-consumption/articleshow/127847538.cms
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/gqyumo8obvvsy18vfrvihb3r&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1exs_V1dqNFC1qn_fV7wex