Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เวียตเจ็ทไทยแลนด์ สยายปีกรุกตลาดญี่ปุ่น เปิดให้บริการบินตรง “กรุงเทพฯ – โอซากา”

    เวียตเจ็ทไทยแลนด์ สยายปีกรุกตลาดญี่ปุ่น เปิดให้บริการบินตรง “กรุงเทพฯ – โอซากา”

    นายปิ่นยศ พิบูลสงคราม นายปิ่นยศ พิบูลสงคราม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่ายการพาณิชย์และลูกค้าสัมพันธ์ สายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ ร่วมเป็นประธานในพิธีเปิดเที่ยวบินปฐมฤกษ์ เส้นทาง “กรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) – โอซากา (คันไซ)” ที่ให้บริการด้วยเครื่องบินโบอิ้งรุ่น 737-8 เพื่อส่งเสริมการเชื่อมโยงประเทศไทยสู่แหล่งท่องเที่ยวและเมืองเศรษฐกิจที่สำคัญของภูมิภาค พร้อมนำเสนอตัวเลือกการเดินทางที่คุ้มค่าและสะดวกสบายแก่ผู้โดยสาร

    โดยได้รับเกียรติจาก นางสาวมธุรส วัฒนโกเมร ผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานโอซากา ประเทศญี่ปุ่น นางพักตร์ประไพ คำบรรลือ รองกงสุลใหญ่ ณ นครโอซากา นายเคนอิจิ ไซโต ผู้อำนวยการท่าอากาศยานนานาชาติคันไซ กรมการบินพลเรือนภาคตะวันตก กระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน การขนส่ง และการท่องเที่ยวแห่งญี่ปุ่น และ นายฟาเบียง กูร์ดง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานพาณิชย์ ท่าอากาศยานนานาชาติคันไซ (ที่ 1 จากซ้าย) ร่วมเปิดพิธี ณ ท่าอากาศยานนานาชาติคันไซ ประเทศญี่ปุ่น เมื่อเร็ว ๆ นี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/947299/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Dejj5yubP3ZbobOpW2YkV

  • ‘เอกนิติ’ สานต่อนโยบาย ‘Big Win’ ยัน ‘คนละครึ่งพลัส’ มาแน่ พร้อมตั้งเป้าดึงดูดการลงทุนในปี 2569

    ‘เอกนิติ’ สานต่อนโยบาย ‘Big Win’ ยัน ‘คนละครึ่งพลัส’ มาแน่ พร้อมตั้งเป้าดึงดูดการลงทุนในปี 2569

    ‘เอกนิติ’ ประกาศนโยบาย ‘Big Win’ เศรษฐกิจไทย’ ชี้ ‘Quick’ อาจไม่จำเป็นแล้ว ตั้งเป้ายกระดับการลงทุนช่วยไทยหายเป็น ‘คนป่วยแห่งเอเชีย’ เตรียมขยายผลนโยบายที่วางรากฐานในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา และเตรียมอัปเกรด ‘คนละครึ่งพลัส’ ยืนยันมาแน่ แต่ต้องรอตั้งรัฐบาลใหม่ให้เรียบร้อยก่อน คาดงบประมาณปี 70 ล่าช้าไม่เกิน 2-3 เดือน

    วันนี้ (9 กุมภาพันธ์) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เผยว่า ในการดำเนินงานต่อจากนี้ จะเป็นการขยายผลจากนโยบายเศรษฐกิจที่สำคัญตลอดช่วง 4 เดือนมา โดยชี้ว่า มาตรการ ‘Quick Big Win’ อาจไม่จำเป็นต้อง ‘Quick’ แล้ว เหลือเพียงแต่ต้อง ‘Big Win’ ต่อเศรษฐกิจไทย

    โดยชี้ว่าปี 2569 นี้ การลงทุนจะเป็นหัวใจสำคัญในการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทย ทั้งการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อฟื้นเศรษฐกิจไทยให้แข็งแกร่งได้บนเวทีเศรษฐกิจโลก ไม่ให้เป็นคนป่วยแห่งเอเชีย

    พร้อมระบุว่าไทยมีจุดแข็งในภาคการเกษตร และภาคบริการ หากนำเทคโนโลยีมาช่วยลดต้นทุน ตลอดจนปรับปรุงสินค้าและบริการให้มีความพรีเมียมมากขึ้น ก็จะเป็นที่ต้องการในตลาดโลกได้

    นอกจากนี้ ยังมีโครงการลงทุนในอุตสาหกรรมรถยนต์สมัยใหม่รออยู่กว่า 4.8 แสนล้าน ผ่านการปลดล็อกนโยบาย BOI FastPass โดยระบุว่าได้หารือกับนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) แล้วเมื่อช่วงเช้า ว่าสามารถดำเนินการต่อได้ทันที หลังจากที่ต้องหยุดพักในช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง

    โดยดร.เอกนิติย้ำว่า ตนยังเป็นรองนายกฯ และรมว.คลัง ซึ่งกำกับดูแลบีโอไออยู่ ซึ่งนโยบาย FastPass เป็นนโยบายเดิมที่ต้องดำเนินให้ต่อเนื่อง และที่สำคัญ นโยบายดังกล่าวไม่มีการใช้เงินเพิ่ม จึงไม่ห่วงว่าจะติดข้อจำกัดตามมาตรา 169 ของคณะรัฐมนตรีรักษาการ

    เตรียมอัปเกรด ‘คนละครึ่งพลัส’ ย้ำมาแน่ แต่ต้องรอตั้งรัฐบาลใหม่

    สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ‘คนละครึ่ง พลัส เฟส 2’ ดร.เอกนิติระบุว่า จำเป็นต้องรอให้รัฐบาลใหม่จัดตั้งเรียบร้อยก่อน โดยระหว่างนี้ จะพยายามออกแบบระบบให้มีความพร้อมมากขึ้น ต่างจากรอบก่อนที่มีเวลาออกแบบโครงการไม่ถึงเดือน

    ในส่วนของงบประมาณที่ใช้ดำเนินโครงการ ดร.เอกนิติชี้ว่า ถ้าจัดตั้งรัฐบาลได้เร็ว ก็จะเป็นการนำงบกลาง จากงบประมาณประจำปี 2569 มาใช้ดำเนินโครงการ แต่ถ้าจัดตั้งรัฐบาลได้ช้า ก็จะเป็นการใช้งบกลาง จากงบประมาณประจำปี 2570 แทน แต่จะได้เงินทุกคนหรือไม่นั้น ดร.เอกนิติย้ำว่าต้องรอจัดตั้งรัฐบาลใหม่เสียก่อน

    ทั้งนี้ ดร.เอกนิติระบุว่า ได้เห็นจุดที่จะพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น โดยให้ผู้เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยีและเอไอด้วยนอกจากร้านค้า เพื่อเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพ แต่จะพัฒนาอย่างไรนั้น ดร.เอกนิติระบุว่ากำลังอยู่ระหว่างออกแบบตัวโครงการ เพื่อให้เริ่มได้ทันทีที่จัดตั้งรัฐบาลใหม่

    คาดงบประมาณปี 70 ล่าช้าไม่เกิน 2-3 เดือน

    ดร.เอกนิติยังระบุว่า จะรีบจัดทำ พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570

    ให้เร็วที่สุด โดยคาดว่า จะมีความล่าช้าไม่เกิน 2-3 เดือน เนื่องจาก ตั้งแต่ก่อนยุบสภา ได้ให้แต่ละหน่วยงานได้มีการจัดทำงบประมาณไว้ก่อนแล้ว แต่กระนั้น รัฐบาลใหม่ก็อาจจะต้องเข้าไปปรับปรุงรายละเอียดในพ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 เล็กน้อย

    ABOUT THE PHOTOGRAPHER
    ฐานิส สุดโต

    บรรณาธิการภาพ ประจำสำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/ekniti-big-win-investment-konlakrueng-plus/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1p46z_q0zlP_KPV8CmegRZ

  • ภาคเอกชนฝากรัฐบาลใหม่เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ-ปากท้องประชาชน

    ภาคเอกชนฝากรัฐบาลใหม่เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ-ปากท้องประชาชน

    ภาคเอกชนฝากรัฐบาลใหม่เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ-ปากท้องประชาชน รวมถึงแก้ปัญหาคอร์รัปชัน เป็นวาระแรก ชี้ทีมเศรษฐกิจมืออาชีพคือกุญแจฟื้นความเชื่อมั่น

    9 ก.พ. 2569- นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย   (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงสถานการณ์ทางการเมืองและผลการเลือกตั้งล่าสุดว่า ภาคเอกชนขอเอาใจช่วยให้ประเทศไทยได้รัฐบาลที่เหมาะสม เป็นคนดี คนเก่ง และมีความรู้ความสามารถ เนื่องจากโฉมหน้าของรัฐบาลและคณะรัฐมนตรีมีผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของประชาชนและนักลงทุน พร้อมกันนี้อยากเห็นการจัดตั้งรัฐบาลใหม่เกิดขึ้นโดยเร็ว เพื่อให้การบริหารประเทศและการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง

    นายเกรียงไกร กล่าวเพิ่มเติมว่า ปี 2569 ถือเป็นปีที่ท้าทายอย่างมากของเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก สิ่งที่ภาคเอกชนอยากฝากถึงรัฐบาลใหม่มากที่สุด คือ การเร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและปากท้องของประชาชน ซึ่งถือเป็นวิกฤตใหญ่ที่สุดในเวลานี้ โดยปัจจุบันหนี้ครัวเรือนของไทยอยู่ในระดับเกือบ 90% ต่อ GDP และหากรวมหนี้นอกระบบ ตัวเลขอาจสูงถึงประมาณ 104% สะท้อนว่ารายได้ของประชาชนจำนวนมากไม่สอดคล้องกับรายจ่าย ส่งผลให้กำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจหายไปอย่างมาก

    นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเร่งด่วนที่รัฐบาลใหม่ต้องเร่งดำเนินการอย่างน้อย 3–4 เรื่อง ได้แก่  1.  วิกฤติ SME โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่มีวงเงินสินเชื่อต่ำกว่า 500 ล้านบาท ซึ่งตัวเลขหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ปรับตัวสูงขึ้นอย่างน่ากังวล ,2.  ภาคการส่งออก ซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย กำลังเผชิญแรงกดดันจากค่าเงินบาทที่แข็งค่า ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน

    3.ปัญหาสภาพคล่องของ SME ที่เข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน เนื่องจากสินเชื่อธนาคารหดตัวต่อเนื่อง สถาบันการเงินระมัดระวังการปล่อยกู้จากความเสี่ยง NPL ทำให้ผู้ประกอบการจำนวนมากขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง รัฐบาลจึงจำเป็นต้องออกมาตรการอัดฉีดเม็ดเงินที่ตรงเป้าและแม่นยำ และ 4.  สินค้าราคาถูกจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากจีน ที่ทะลักเข้าสู่ตลาดทั้งในรูปแบบถูกกฎหมายและลักลอบ ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยจำนวนมากไม่สามารถแข่งขันได้และต้องปิดกิจการ

    ในมุมมองของภาคธุรกิจ นายเกรียงไกร กล่าวว่า พรรคการเมืองที่ได้รับคะแนนนิยมสูงในขณะนี้ โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทย ได้แสดงให้เห็นถึงการเตรียมความพร้อมด้านเศรษฐกิจในช่วงเวลาสั้น ๆ ผ่านการจัดตั้งทีมเศรษฐกิจที่มีประสบการณ์ มีโปรไฟล์ที่ดี และทำงานร่วมกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด ซึ่งถือเป็นมิติใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจและประชาชน

    สิ่งที่ภาคเอกชนกังวลมาโดยตลอด คือ ความไม่ต่อเนื่องของนโยบาย แต่หากมีสัญญาณว่าทีมเศรษฐกิจชุดเดิมสามารถทำงานต่อเนื่องได้ ก็จะช่วยให้มาตรการต่าง ๆ เดินหน้าได้ทันที โดยเฉพาะการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ที่มีการประชุมหารือในระดับคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจอย่างสม่ำเสมอ และมีการผลักดันมาตรการเร่งด่วนในลักษณะ “Quick Big Win” ซึ่งเริ่มเห็นผลในระยะสั้น

    อย่างไรก็ตาม หากมีการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีเต็มรูปแบบ ภาคเอกชนอยากเห็นการเสริมบุคลากรมืออาชีพในกระทรวงเศรษฐกิจสำคัญ เพื่อให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจเป็นไปอย่างครบถ้วนและมีพลังมากยิ่งขึ้น

    ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนและ กกร. เห็นตรงกันว่า การแก้ปัญหาคอร์รัปชันต้องถูกยกระดับเป็นวาระสำคัญของประเทศ เนื่องจากคอร์รัปชันเปรียบเสมือนมะเร็งร้ายที่กัดกร่อนระบบเศรษฐกิจ และเป็นต้นเหตุของการรั่วไหลของงบประมาณ หากสามารถปราบปรามได้ จะช่วยอุดรูรั่วและเพิ่มประสิทธิภาพของมาตรการเศรษฐกิจในภาพรวม

    เงื่อนไขสำคัญที่ภาคเอกชนมองว่าเป็นหัวใจของเสถียรภาพทางการเมือง คือ การรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลให้ได้มากกว่า 300 เสียง เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจเป็นไปอย่างราบรื่น ลดแรงเสียดทาน และสร้างความมั่นใจต่อการทำงานของรัฐบาลในระยะยาว

    ขณะเดียวกัน พรรคการเมืองที่เข้าร่วมรัฐบาล ควรเป็นพรรคที่เมื่อรวมกันแล้วสามารถเสริมภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นให้กับรัฐบาลได้ ทั้งในสายตาประชาชน และนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

    “หากรัฐบาลใหม่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือการใช้อำนาจนั้นเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างจริงจัง เลือกทีมงานที่เป็นมืออาชีพ สร้างความเชื่อมั่น และทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อให้ประเทศไทยสามารถผ่านช่วงเวลาที่ท้าทายนี้ไปได้อย่างมั่นคง” นายเกรียงไกร กล่าว.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/944869/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2O3jwhfDVm18FMt180TVjj

  • คลัง พร้อมลุยต่อโครงการคนละครึ่งพลัส ดันเศรษฐกิจปลายปี

    คลัง พร้อมลุยต่อโครงการคนละครึ่งพลัส ดันเศรษฐกิจปลายปี

    คลัง พร้อมลุยต่อโครงการคนละครึ่งพลัส ดันเศรษฐกิจปลายปี

    ลวรณเผย คลังพร้อมขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจหลังเลือกตั้ง คนละครึ่งพลัสเฟส 2 เดินหน้าแน่ คาดปลายปี 2568 ดันจีดีพีเพิ่มกว่า 0.3% พร้อมเปิดบัตรสวัสดิการรอบใหม่เร็ว ๆ นี้

    นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงทิศทางการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจภายหลังทราบผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งพรรคภูมิใจไทยเตรียมเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลและวางตัว นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อสานต่อภารกิจแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ ว่า กระทรวงการคลังมีความพร้อมในการสนองนโยบายที่เคยติดขัดในช่วงรอยต่อทางการเมืองให้กลับมาเดินหน้าได้ทันที
    สำหรับโครงการคนละครึ่ง พลัส เฟส 2 ถือเป็นนโยบายที่มีความชัดเจนของพรรคภูมิใจไทย และเชื่อว่าจะต้องมีการดำเนินการอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม รูปแบบ รายละเอียด และแนวทางปฏิบัติ ยังต้องรอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนใหม่เข้ามาให้ความชัดเจน อย่างไรก็ตาม ประเมินว่าโครงการคนละครึ่ง จะมีผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม โดยการเดินหน้าโครงการช่วงปลายปี 2568 สามารถกระตุ้นจีดีพีได้กว่า 0.3% 

    ส่วนเรื่องงบประมาณจะเพียงพอต่อการเดินหน้าโครงการคนละครึ่ง พลัส เฟส 2 หรือไม่นั้น เนื่องจากมีวงเงินเพียง 3 หมื่นกว่าล้านบาท แต่มีนโยบายที่จะผลักดันโครงการกว่า 4.4 หมื่นล้านบาท นายลวรณ กล่าวว่า จะต้องดูรายละเอียดอีกครั้ง จากทั้งสำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง และสภาพัฒน์ ทั้งนี้ กลุ่มที่จะเข้าร่วมโครงการ ก็ยังเป็นตัวเล็กระดับฐานราก ทั้งผู้บริโภค และร้านค้า อย่างไรก็ตาม ต้องรอฟังรายละเอียดจากรัฐบาลอีกครั้ง

    ”เชื่อว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เห็นภาพเหล่านี้อยู่แล้ว ว่าสามารถดำเนินการได้มากน้อยเพียงใด และต้องไปขับเคลื่อนเศรษฐกิจเครื่องยนต์ใดบ้าง ยืนยันว่า โครงการคนละครึ่ง พลัส เฟส 2 จะต้องเดินหน้าแน่นอน“

    ขณะที่การเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ กระทรวงการคลังได้เตรียมการไว้หมดแล้ว ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการที่ต้องเดินหน้าโดยเร็ว โดยหากมีรัฐบาลใหม่ที่มีความพร้อม หรือรัฐบาลอยากปรับหลักการก็สามารถดำเนินการได้ หากไม่ผิดหลักเกณฑ์ของคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.)

    สำหรับการเตรียมความพร้อม สำหรับแกนนำการจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดิมนั้น นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะนั่งเก้าอี้ตำแหน่งเดิมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งยังมีเรื่องที่ท่านยังไม่ดำเนินการ และมีเรื่องที่อยากดำเนินการเพิ่มเติม ครั้งนี้ถือเป็นโอกาสดีที่จะเข้ามาขับเคลื่อนบางเรื่องที่เวลาไม่พอ ในช่วงการเข้ามาเป็นรัฐบาล 4 เดือนที่ผ่านมา

    ส่วนเรื่องการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 จะมีผลบังคับใช้ล่าช้าหรือไม่นั้น นายลวรณ กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับกระบวนการ หากกกต. รับรองผลการเลือกตั้งได้เร็วสูงสุดที่ 60 วัน ก็จะมีประโยชน์ต่อการเดินหน้าจัดทำงบประมาณปี 70 แต่ที่ผ่านมา กกต. ใช้เวลาถึง 60 วันเต็ม จึงทำให้หลังจากเลือกตั้งเสร็จต้องรอไปกว่า 2 เดือน

    ขณะที่การเดินหน้าโครงการบัญชีออมเพื่อการลงทุนระยะยาว (TISA)นั้น เหลือเพียง 10% เท่านั้น ที่เป็นส่วนเห็นต่าง แต่ไม่ใช่เรื่องใหญ่ หลักการเป็นเรื่องที่ดี เพราะเป็นการส่งเสริมการออมระยะยาว และเป็นทางเลือกผู้ที่จะออม โดย 10% ที่เหลืออยู่นั้น จะต้องไปปรับหลักเกณฑ์ให้ได้รับการยอมรับสำหรับทุกฝ่าย 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/737749&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2B1CdvZE5bP_5_5QaN-YCs

  • รัฐบาลล็อคสเปค 300เสียง+ ภูมิใจไทยจัดทัพเศรษฐกิจมืออาชีพคุมเกม

    รัฐบาลล็อคสเปค 300เสียง+ ภูมิใจไทยจัดทัพเศรษฐกิจมืออาชีพคุมเกม

    เจาะสูตร ‘รัฐบาลล็อคสเปค’ ภูมิใจไทยผงาดนำ-เพื่อไทยจำยอมพระรอง
    วิเคราะห์รัฐบาลใหม่ภายใต้สูตร ‘หวยล็อค’ 300 เสียง+ เมื่อค่ายน้ำเงินพลิกเกมคุมเบ็ดเสร็จ ดึงมืออาชีพเสียบทีมเศรษฐกิจ สยบแรงต้านขั้วเก่าในร่างใหม่

    • ค่ายน้ำเงินขี่คอค่ายแดง: ภูมิใจไทยก้าวขึ้นเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลแทนเพื่อไทย ด้วยจำนวน ส.ส. ที่ทิ้งห่างและบารมีจาก “รัฐพันลึก” เปลี่ยนบทบาทเพื่อไทยสู่ภาวะจำยอมเป็นพรรคร่วมอันดับ 2
    • รีแรนดอมทีมเศรษฐกิจ: ชูจุดขาย “มืออาชีพ” ดึง ดร.เอกนิติ และ คุณศุภจี คุมกระทรวงหลัก (คลัง-พาณิชย์) หวังสร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน ลบภาพลักษณ์รัฐบาลนักเลือกตั้ง
    • ศึกหนักจากฝ่ายค้าน: แม้รัฐบาลจะมีเสถียรภาพ 300 เสียง แต่ต้องเผชิญฝ่ายค้านที่อันตรายที่สุดจากการแท็กทีมของ “พรรคประชาชน” (สายทำลายล้าง) และ “พรรคประชาธิปัตย์” (สายตรวจสอบ)

    จัดทัพเศรษฐกิจ: ดึง “เทคโนแครต” กู้ศรัทธา
    เพื่อลดข้อครหาเรื่องการเมืองน้ำเน่า ภูมิใจไทยเลือกใช้กลยุทธ์ “คนนอกโปรไฟล์หรู” เข้ามาคุมบังเหียนเศรษฐกิจ เพื่อสยบปัญหาหนี้สินและวิกฤตปากท้อง:

    กระทรวง แคนดิเดตรัฐมนตรี จุดเด่น / โปรไฟล์
    กระทรวงการคลัง ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ มือดีด้านภาษีและวินัยการเงินการคลัง เชี่ยวชาญการแก้ปัญหาหนี้สินระดับประเทศ
    กระทรวงพาณิชย์ คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ นักบริหารมืออาชีพระดับสากล สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนและขับเคลื่อนการค้าโลก
    กระทรวงการต่างประเทศ คุณสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เชี่ยวชาญภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) และการทูตเชิงเศรษฐกิจเพื่อสร้างสมดุลอำนาจ

    ในขณะที่กระทรวงเกรด A อื่นๆ ยังคงเป็นเค้กที่ต้องแบ่งสรรตามโควตาการเมือง โดยมี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า คุมเกษตรฯ ขณะที่เพื่อไทยอาจต้องลุ้นหนักในการรักษาเก้าอี้กระทรวงคมนาคมที่ถูกค่ายน้ำเงินจ้องตาไม่กะพริบ

    ทำไม “เพื่อไทย” ถึงตกที่นั่งลำบาก?

    การเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เพื่อไทยเสียอำนาจต่อรอง เพราะคะแนนเสียงที่เคยเป็น “แลนด์สไลด์” กลับถูกภูมิใจไทยเจาะไข่แดงในพื้นที่ภาคอีสานจนกลายเป็นพรรคอันดับสอง ประกอบกับสถานะ “ถูกมัดมือมัดเท้า” จากดีลการเมืองระดับบน ทำให้เพื่อไทยไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยอมรับบท “พระรอง” เพื่อรักษาโอกาสในการอยู่ในอำนาจบริหารต่อไป

    อย่างไรก็ตาม เสถียรภาพ 300 เสียงนี้อาจไม่ง่ายอย่างที่คิด เมื่อต้องเจอกับฝ่ายค้านพันธุ์ดุที่ประกอบด้วย “พรรคประชาชน” ที่พร้อมรุกไล่ด้วยข้อมูลเชิงโครงสร้าง และ “พรรคประชาธิปัตย์” ที่เชี่ยวชาญเกมสภาฯ กลายเป็นโจทย์หินที่รัฐบาล “อนุทิน 1” ต้องเผชิญหลังจากนี้

    เรียบเรียง : อมรเดช ชูสุวรรณ บรรณาธิการข่าวการเมือง 
    แหล่งที่มา:  Live รายการพิเศษ “เกาะติดเลือกตั้ง 69 วันชี้ชะตา” วันที่ 8 ก.พ. 69

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/columnist/post-analysis/737748&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Qd1SJXUlSXycPc1laSIgZ

  • สื่อนอกวิเคราะห์เศรษฐกิจไทย นโยบายต่อเนื่องมาแน่ สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน

    สื่อนอกวิเคราะห์เศรษฐกิจไทย นโยบายต่อเนื่องมาแน่ สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน

    บลูมเบิร์กเปิดมุมมองนักวิเคราะห์ไทย-ต่างชาติ วิเคราะห์ทิศทางเศรษฐกิจไทยหลังเลือกตั้ง ชัยชนะชัดเจนของขั้ว ‘ภูมิใจไทย’ หนุนความต่อเนื่องนโยบาย สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน

    สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ชัยชนะอย่างเด็ดขาดของ “พรรคภูมิใจไทย” ในการเลือกตั้งเมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ. มีแนวโน้มจะช่วยหนุน “ตลาดหุ้นและค่าเงินบาท” ของไทย ตามมุมมองของนักกลยุทธ์และนักเศรษฐศาสตร์บางราย โดย “ความต่อเนื่องทางนโยบาย” ถือเป็นปัจจัยบวกสำหรับนักลงทุนที่ก่อนหน้านี้กังวลต่อความเสี่ยงเรื่องความไม่แน่นอนทางการเมือง

    ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยแตะระดับ 31.456 บาทต่อดอลลาร์ในการซื้อขายช่วงเช้าที่ตลาดเอเชียวันจันทร์นี้ (9 ก.พ.) หลัง พรรคภูมิใจไทย ซึ่งนำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน มีแนวโน้มคว้าที่นั่งมากที่สุดในสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 500 ที่นั่ง และอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบในการจัดตั้งรัฐบาลผสม ขณะที่ “พรรคประชาชน” คู่แข่งหลัก ทำผลงานออกมาได้ต่ำกว่าที่คาด “สะท้อนแรงกระแทกต่อวาระปฏิรูปเชิงก้าวหน้าที่พรรคตั้งเป้าปรับโครงสร้างเชิงลึก”

    เปิดมุมมองนักกลยุทธ์-นักเศรษฐศาสตร์ ไทยและต่างชาติ

    เบรนแดน แม็คเคนนา – นักกลยุทธ์จากธนาคาร Wells Fargo

    • ความต่อเนื่องทางนโยบายโดยรวมเป็นสถานการณ์ที่อาจนำไปสู่เสถียรภาพในที่สุด ตลาดมักตอบรับเชิงบวกกับความชัดเจน และการที่พรรครัฐบาลชนะเลือกตั้งก็ช่วยเพิ่มความชัดเจนมากขึ้น
    • ในระยะสั้นถือเป็นปัจจัยบวกต่อเงินบาท อย่างไรก็ตาม ในระยะกลางค่าเงินบาทน่าจะยังคงได้รับอิทธิพลจาก “ปัจจัยภายนอก” เช่น ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จีน และอื่นๆ
       

    กษิดิศ จุณณวัตต์ – นักวิเคราะห์จาก Citigroup

    • หุ้นไทยมีแนวโน้มปรับตัวขึ้น เนื่องจากพรรคภูมิใจไทยมีอำนาจต่อรองในการแต่งตั้งตำแหน่งสำคัญอย่าง “รัฐมนตรีพาณิชย์” และ “รัฐมนตรีคลัง”  มากกว่าที่คาด ซึ่งน่าจะช่วยให้เกิดความต่อเนื่องทางนโยบาย และลดความเสี่ยงของการใช้นโยบายกระตุ้นระยะสั้นที่ไม่เสริมขีดความสามารถการแข่งขัน
    • โอกาสเกิดแรงเทขายหลังเลือกตั้งไม่น่าจะเกิดขึ้น เนื่องจากก่อนการเลือกตั้งมีกระแสเรื่องนโยบายและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไม่มากนัก ทำให้ความคาดหวังอยู่ในระดับต่ำ
    • ย้ำมุมมองว่า ดัชนี SET มีโอกาสปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 1,450 จุด ภายในสิ้นปีนี้

    (หมายเหตุ: ดัชนี SET ปิดที่ 1,354.01 จุดเมื่อวันศุกร์)

    วี คูน ชอง – นักกลยุทธ์จากธนาคาร BNY

    • เมื่อพรรคภูมิใจไทยมีแนวโน้มจัดตั้งรัฐบาลใหม่ เสถียรภาพทางการเมืองและนโยบายที่สอดคล้องกันจะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ
    • หากมีมาตรการสนับสนุนเพิ่มเติม “หุ้นไทย” อาจมีแนวโน้มเชิงบวกมากขึ้น ขณะที่ “ตลาดตราสารหนี้” อาจได้รับประโยชน์จากท่าทีผ่อนคลายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
    • อย่างไรก็ตาม “ค่าเงินบาท” ยังคงแข็งค่ามากเกินไปเมื่อพิจารณาจากกระแสการค้าทองคำในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อภาคท่องเที่ยวและการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจโดยรวม
       

    พูน พานิชพิบูลย์ – นักกลยุทธ์ Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย

    • ผลการเลือกตั้งที่พรรคร่วมรัฐบาลนำโดยพรรคภูมิใจไทยยังคงอยู่ในอำนาจ อาจถูกมองว่าเป็นสถานการณ์ที่ “เป็นมิตรต่อตลาดมากที่สุดในระยะสั้น” จากความต่อเนื่องทางนโยบายและการเดินหน้าสนับสนุนทางการคลังต่อการบริโภคและโครงสร้างพื้นฐาน
    • ผลลัพธ์ดังกล่าวจะช่วยตอกย้ำความคาดหวังต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง และการมุ่งฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยว ซึ่งจะช่วยพยุงอุปสงค์ภายในประเทศท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก
    • ในกรณีนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีอาจเคลื่อนไหวในระดับปานกลาง แต่มีแนวโน้มขยับขึ้นเล็กน้อย สะท้อนการใช้จ่ายภาครัฐที่เพิ่มขึ้น แต่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายในวงจำกัด
    • ค่าเงินบาทอาจแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับดอลลาร์ จากแรงหนุนของรายได้ภาคท่องเที่ยวและมุมมองเชิงบวกต่อเสถียรภาพการเมือง
    • “หุ้น” อาจเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่ได้ประโยชน์หลัก โดยกลุ่ม “ค้าปลีก ขนส่ง และท่องเที่ยว” มักปรับตัวดีกว่าตลาดเมื่อมีความชัดเจนด้านการคลัง
       

    บุรินทร์ อดุลวัฒนะ – กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด

    • การที่พรรคภูมิใจไทยชนะด้วยเสียงข้างมากอย่างชัดเจน น่าจะทำให้กระบวนการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ไม่ล่าช้า ซึ่งจะช่วยหนุนความเชื่อมั่นนักลงทุน
    • ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลจะสามารถเดินหน้ากลยุทธ์ที่ได้รับการตอบรับที่ดีก่อนการเลือกตั้งต่อไปได้ รวมถึงโครงการอุดหนุนเพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เช่น อาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐาน
    • คาดว่าตลาดหุ้นจะตอบรับในเชิงบวกสำหรับความต่อเนื่องทางนโยบายเศรษฐกอจและความไม่แน่นอนที่ลดลง
       

    ลวรรณยา เวนกาเตศวรัณ – นักเศรษฐศาสตร์จากธนาคาร OCBC

    • ผลการเลือกตั้งค่อนข้างชัดเจน “และถือเป็นผลลัพธ์เชิงบวก” เพราะตอกย้ำความต่อเนื่องทางนโยบาย พร้อมเปิดทางให้สามารถดำเนินมาตรการเชิงรุกมากขึ้นในระยะใกล้ เพื่อแก้ไขปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจ
    • ผลการเลือกตั้ง “ลดความจำเป็นในการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม” โดยคาดว่า ธปท. จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้เท่าเดิมในปี 2026 สอดคล้องกับกรณีฐานที่เราประเมินไว้

    ที่มา: Bloomberg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1220418&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ZjbSK0meyvjMASi9sYzW8

  • ส.อ.ท. ฝากรัฐบาลใหม่เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ – ปากท้องประชาชน

    ส.อ.ท. ฝากรัฐบาลใหม่เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ – ปากท้องประชาชน

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงสถานการณ์ทางการเมืองและผลการเลือกตั้งล่าสุดว่า ภาคเอกชนขอเอาใจช่วยให้ประเทศไทยได้รัฐบาลที่เหมาะสม เป็นคนดี คนเก่ง และมีความรู้ความสามารถ เนื่องจากโฉมหน้าของรัฐบาลและคณะรัฐมนตรีมีผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของประชาชนและนักลงทุน พร้อมกันนี้อยากเห็นการจัดตั้งรัฐบาลใหม่เกิดขึ้นโดยเร็ว เพื่อให้การบริหารประเทศและการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง

    นายเกรียงไกร กล่าวเพิ่มเติมว่า ปี 2569 ถือเป็นปีที่ท้าทายอย่างมากของเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก สิ่งที่ภาคเอกชนอยากฝากถึงรัฐบาลใหม่มากที่สุด คือ การเร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและปากท้องของประชาชน ซึ่งถือเป็นวิกฤตใหญ่ที่สุดในเวลานี้ โดยปัจจุบันหนี้ครัวเรือนของไทยอยู่ในระดับเกือบ 90% ต่อ GDP และหากรวมหนี้นอกระบบ ตัวเลขอาจสูงถึงประมาณ 104% สะท้อนว่ารายได้ของประชาชนจำนวนมากไม่สอดคล้องกับรายจ่าย ส่งผลให้กำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจหายไปอย่างมาก

    เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

    นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเร่งด่วนที่รัฐบาลใหม่ต้องเร่งดำเนินการอย่างน้อย 3 – 4 เรื่อง ได้แก่

    1.  วิกฤติ SME โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่มีวงเงินสินเชื่อต่ำกว่า 500 ล้านบาท ซึ่งตัวเลขหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ปรับตัวสูงขึ้นอย่างน่ากังวล

    2.  ภาคการส่งออก ซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย กำลังเผชิญแรงกดดันจากค่าเงินบาทที่แข็งค่า ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน

    3.  ปัญหาสภาพคล่องของ SME ที่เข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน เนื่องจากสินเชื่อธนาคารหดตัวต่อเนื่อง สถาบันการเงินระมัดระวังการปล่อยกู้จากความเสี่ยง NPL ทำให้ผู้ประกอบการจำนวนมากขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง รัฐบาลจึงจำเป็นต้องออกมาตรการอัดฉีดเม็ดเงินที่ตรงเป้าและแม่นยำ

    4.  สินค้าราคาถูกจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากจีน ที่ทะลักเข้าสู่ตลาดทั้งในรูปแบบถูกกฎหมายและลักลอบ ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยจำนวนมากไม่สามารถแข่งขันได้และต้องปิดกิจการ

    ในมุมมองของภาคธุรกิจ นายเกรียงไกร กล่าวว่า พรรคการเมืองที่ได้รับคะแนนนิยมสูงในขณะนี้ โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทย ได้แสดงให้เห็นถึงการเตรียมความพร้อมด้านเศรษฐกิจในช่วงเวลาสั้น ๆ ผ่านการจัดตั้งทีมเศรษฐกิจที่มีประสบการณ์ มีโปรไฟล์ที่ดี และทำงานร่วมกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด ซึ่งถือเป็นมิติใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจและประชาชน

    สิ่งที่ภาคเอกชนกังวลมาโดยตลอด คือ ความไม่ต่อเนื่องของนโยบาย แต่หากมีสัญญาณว่าทีมเศรษฐกิจชุดเดิมสามารถทำงานต่อเนื่องได้ ก็จะช่วยให้มาตรการต่าง ๆ เดินหน้าได้ทันที โดยเฉพาะการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ที่มีการประชุมหารือในระดับคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจอย่างสม่ำเสมอ และมีการผลักดันมาตรการเร่งด่วนในลักษณะ “Quick Big Win” ซึ่งเริ่มเห็นผลในระยะสั้น

    อย่างไรก็ตาม หากมีการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีเต็มรูปแบบ ภาคเอกชนอยากเห็นการเสริมบุคลากรมืออาชีพในกระทรวงเศรษฐกิจสำคัญ เพื่อให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจเป็นไปอย่างครบถ้วนและมีพลังมากยิ่งขึ้น

    ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนและ กกร. เห็นตรงกันว่า การแก้ปัญหาคอร์รัปชันต้องถูกยกระดับเป็นวาระสำคัญของประเทศ เนื่องจากคอร์รัปชันเปรียบเสมือนมะเร็งร้ายที่กัดกร่อนระบบเศรษฐกิจ และเป็นต้นเหตุของการรั่วไหลของงบประมาณ หากสามารถปราบปรามได้ จะช่วยอุดรูรั่วและเพิ่มประสิทธิภาพของมาตรการเศรษฐกิจในภาพรวม

    เงื่อนไขสำคัญที่ภาคเอกชนมองว่าเป็นหัวใจของเสถียรภาพทางการเมือง คือ การรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลให้ได้มากกว่า 300 เสียง เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจเป็นไปอย่างราบรื่น ลดแรงเสียดทาน และสร้างความมั่นใจต่อการทำงานของรัฐบาลในระยะยาว

    ขณะเดียวกัน พรรคการเมืองที่เข้าร่วมรัฐบาล ควรเป็นพรรคที่เมื่อรวมกันแล้วสามารถเสริมภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นให้กับรัฐบาลได้ ทั้งในสายตาประชาชน และนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

    “หากรัฐบาลใหม่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือการใช้อำนาจนั้นเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างจริงจัง เลือกทีมงานที่เป็นมืออาชีพ สร้างความเชื่อมั่น และทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อให้ประเทศไทยสามารถผ่านช่วงเวลาที่ท้าทายนี้ไปได้อย่างมั่นคง” นายเกรียงไกร กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378973324&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0He3b15xD5mBkt9IIPcTuq

  • สรุปรวมนโยบายเศรษฐกิจ  ‘ภูมิใจไทย’  พรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลปี 69

    สรุปรวมนโยบายเศรษฐกิจ ‘ภูมิใจไทย’  พรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลปี 69

    จากผลการ “เลือกตั้ง ปี 2569” อย่างไม่เป็นทางการล่าสุด ณ เวลา 8.14 น. วันที่ 9 ก.พ.69 นับคะแนนแล้ว 92.83% พรรคที่มีคะแนนนำมาเป็นอันดับ 1 คือ พรรคภูมิใจไทย ได้จำนวน สส.ทั้งหมด 194 คน เป็น สส.แบบแบ่งเขต 175 คน และ สส.บัญชีรายชื่อ 19 คน

    “กรุงเทพธุรกิจ” สรุปรวม นโยบายเศรษฐกิจพรรคภูมิใจไทย ที่ได้มีการหาเสียงไว้ในการเลือกตั้งครั้งนี้ดังนี้  

    นโยบายเศรษฐกิจของพรรคภูมิใจไทยภายใต้กลยุทธ์ “Thailand 10 Plus” มุ่งเน้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้หลุดพ้นจากภาวะชะลอตัว โดยตั้งเป้าหมายอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ไว้ที่ 3% พลัส ซึ่งแบ่งรายละเอียดออกเป็นด้านต่าง ๆ ดังนี้ครับ

    1. นโยบายเพื่อการเติบโตอย่างทั่วถึง (Inclusive Growth)

    พรรคภูมิใจไทย ให้ความสำคัญมุ่งเน้นการดูแลคนตัวเล็ก และลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ได้แก่ นโยบาย

    – คนตัวเล็ก พลัส: แก้ไขปัญหาปากท้อง และลดภาระค่าครองชีพ เช่น นโยบายค่าไฟฟ้าต่ำกว่า 3 บาทต่อหน่วย สำหรับ 200 ยูนิตแรก ใช้วงเงินประมาณ 6.3 หมื่นล้านบาทต่อปี

    เตรียมเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจน สำหรับผู้มีรายได้น้อยรอบใหม่ โดยเน้นที่ยังเข้าไม่ถึงเป็นจำนวนมาก มีการร้องเรียนผ่านหน่วยงานของรัฐ จึงต้องมีการทบทวนสิทธิ และทำใหม่ทั้งหมด

    โดยการทบทวนสิทธิ จะต้องเป็นคนที่จนจริงๆ  คนที่ “ไม่จน” จริงจะถูกยกเลิกบัตร โดยไม่จำกัดว่าจะมีเท่าไร  แต่ให้สิทธิทุกคน และจากสภาพเศรษฐกิจที่ไม่ดีในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา อาจจะมีคนจนมากขึ้น และเมื่อมีฐานข้อมูลใหม่ ที่ทราบจำนวนที่แน่นอนแล้ว คนจนจะได้สิทธิมากยิ่งขึ้น

    – สูงวัย พลัส เป็นนโยบายเตรียมรับมือสังคมผู้สูงอายุโดยส่งเสริมให้มีงาน และรายได้ เช่น มาตรการจ้างงานผู้สูงอายุที่นำมาลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า (สูงสุด 30,000 บาท) การลดหย่อนภาษีเงินได้ให้ผู้สูงอายุ และการสร้างศูนย์ดูแลผู้สูงอายุครบวงจรทั่วประเทศ

    – ชุมชน พลัส: เสริมสร้างความเข้มแข็งในระดับท้องถิ่น ให้คนสามารถทำงาน และมีรายได้ในถิ่นฐานบ้านเกิดโดยไม่ต้องย้ายถิ่นฐาน

    – SME พลัส (เมดอินไทยแลนด์): สนับสนุน SME ไทยผ่านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เสริมสภาพคล่องด้วยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และมีกลไกค้ำประกันสินเชื่อใหม่

     – ธุรกิจ พลัส ส่งเสริมธุรกิจขนาดใหญ่ให้เติบโตควบคู่ไปกับการสนับสนุนเศรษฐกิจฐานราก

    2. นโยบายเพื่อการเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน (Competitive Growth)

    โดยนโยบายของพรรคมุ่งเน้นการปฏิรูปโครงสร้างเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของประเทศในระยะยาว

    การศึกษาเท่าเทียม พลัส (Skill Bridge) เน้นโครงการเรียนฟรีมีงานทำ และการเพิ่มทักษะ (Upskill/Reskill) ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดงานยุคใหม่

    – เศรษฐกิจสีเขียว พลัส (Green Economy) เร่งเป้าหมาย Net Zero ให้เร็วขึ้นเป็นปี 2050 ส่งเสริมพลังงานสะอาด เช่น โซลาร์เซลล์ชุมชน และโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำ (Floating Solar) เพื่อดึงดูดนักลงทุน โดยนโยบาย”เศรษฐกิจสีเขียว พลัส” พรรคมีแนวคิดว่าจะเป็นเป็นทางรวย ให้คนไทยโตอย่างยั่งยืน เพิ่มมูลค่าสินค้าจากการผลิตที่รักษ์โลก มีเรื่องที่จะทำคือ กฎหมาย และมาตรฐานสีเขียว , การเงินสีเขียว (Green Finance) , ตลาดทุนสีเขียว (ตลาดแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิต) และอุตสาหกรรมสีเขียว เป็นต้น

    – ลงทุน พลัส กระตุ้นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานผ่านกองทุนรวมเพื่อโครงสร้างพื้นฐาน (Thailand Future Fund) เพื่อให้รัฐไม่ต้องกู้เงินเพิ่ม และไม่กระทบหนี้สาธารณะ

    – เทรด พลัส หาตลาดใหม่สำหรับสินค้าสีเขียว และใช้ระบบ บาร์เทอร์เทรด (Barter Trade) หรือการค้าต่างตอบแทน โดยเฉพาะในการสั่งซื้ออาวุธหรืออุปกรณ์จากต่างประเทศที่ต้องมีการเจรจาซื้อสินค้าเกษตรไทยพ่วงไปด้วย

    – ไทยแลนด์ พลัส (BOI Fast Pass) ปรับปรุงกฎระเบียบภาครัฐให้อนุมัติไว เพื่ออำนวยความสะดวก และเร่งรัดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติให้ลงสู่เศรษฐกิจจริงโดยเร็ว

    – AI พลัส นำเทคโนโลยี AI มาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล งาน และการเตือนภัยธรรมชาติ และสร้างทักษะด้าน AI ให้ประชาชนมากขึ้น

    3. มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และการจัดการหนี้ (Quick Big Win)

    เป็นมาตรการที่เน้นผลสัมฤทธิ์รวดเร็ว และเห็นผลเป็นรูปธรรมที่รวดเร็ว 

    – โครงการ คนละครึ่งพลัส เฟส2 ต่อยอดโครงการเดิมเพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ และเพิ่มทักษะการค้าออนไลน์ให้กับผู้ประกอบการ โดยมีแผนเดินหน้าเฟส 2 ต่อเนื่อง โดยใช้งบประมาณจากงบกลาง ที่เหลืออยู่ประมาณ 3 หมื่นล้านบาทเพื่อทำเฟสเก็บตก ก่อนจะทำเฟสต่อไป

    – การจัดการหนี้สิน  เดินหน้านโยบาย “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้ Plus” สำหรับผู้ที่มีหนี้เสีย (NPL) วงเงินต่ำกว่า 1 แสนบาท เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ และให้ความรู้ทางการเงิน การเดินหน้าต่อในเรื่องนโยบายการแก้หนี้ โดยแก้ไขหนี้เสียภาคประชาชน โดยนโยบายการจัดการหนี้จะเดินหน้าโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้ Plus” สำหรับคนที่มีหนี้เสีย (NPL) วงเงินต่ำกว่า 1 แสนบาท โดยใช้เงินกองทุน FIDF เข้ามาช่วยปรับโครงสร้างหนี้ควบคู่กับการให้ความรู้ทางการเงินซึ่งเป็นโครงการที่จะเข้ามาทำต่อเนื่อง

    – ตั้งกองทุนภัยพิบัติ จัดทำประกันภัยพิบัติให้ทุกครัวเรือน โดยรัฐจ่ายค่าเบี้ยประกันให้ (1,000 บาทต่อครัวเรือน) หากเกิดภัยพิบัติ และ AI ตรวจพบข้อมูล จะจ่ายเงินเยียวยาทันที 100,000 บาท

    – การส่งเสริมการออม (TiSA) พัฒนาบัญชีออมส่วนบุคคลที่ไม่เก็บภาษีเงินปันผลเพื่อส่งเสริมการออมระยะยาว โดยจะทบทวนมาตรการที่เคยเข้า ครม.ไปก่อนหน้านี้เพื่อสร้างการออมระยะยาวให้ประชาชนมีเงินใช้ในยามเกษียณ

    4. อุตสาหกรรมเป้าหมายสร้างรายได้

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า พรรคให้ความสำคัญกับการดึงดูดการลงทุนใน 6 อุตสาหกรรมหลักเข้ามาลงทุนในไทย ได้แก่ อาหารแห่งอนาคต (เช่น อาหารสัตว์เลี้ยง), Data Center และ Cloud Service, อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ (แผ่นวงจร PCB), และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) พร้อมห่วงโซ่อุปทาน

    รวมทั้งผลักดันนโยบาย Thailand Plus หรือโครงการ BOI Fast Pass ที่ได้มีการริเริ่มกลไกนี้ร่วมกับคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในการปรับปรุงกฎระเบียบเพื่ออำนวยความสะดวกให้นักลงทุนผ่านระบบ Fast Pass เพื่อเร่งรัดให้เม็ดเงินลงทุนที่อนุมัติการส่งเสริมการลงทุนแล้วกว่า 4.8 แสนล้านบาทให้ลงสู่ระบบเศรษฐกิจจริงโดยเร็วที่สุด

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1220417&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3lfEuPFhG2YS21t8NgQ32V

  • เศรษฐกิจหลังเลือกตั้ง จับตาตั้งรัฐบาลได้เร็ว มีโอกาสฟื้นครึ่งปีหลัง | เดลินิวส์

    เศรษฐกิจหลังเลือกตั้ง จับตาตั้งรัฐบาลได้เร็ว มีโอกาสฟื้นครึ่งปีหลัง | เดลินิวส์

    ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยหลังเลือกตั้ง โดยปี 2569 นี้มีแนวโน้ม “ชะลอจริง” ไม่ใช่แค่คำเตือนเหมือนทุกปีที่ผ่านมา

    หลายสำนักปรับลดคาดการณ์ GDP และมองว่าเศรษฐกิจอาจโตต่ำกว่าปี 2568 โดยคาดปี 2568 เศรษฐกิจไทยโตประมาณ 2.1% แต่ปี 2569 อาจโตเพียง 1.7%

    ปัจจัยเสี่ยงหลัก

    • ความไม่แน่นอนหลังการเลือกตั้ง
    • ครึ่งแรกของปี (Q1–Q2) เศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอชัดเจน
    • การจัดตั้งรัฐบาลอาจล่าช้า ถึง มิ.ย. 2569 หรือช้ากว่านั้น หากไม่ชัดเจน

    กรณีพื้นฐาน

    • หากตั้งรัฐบาลได้เร็ว มีเสียงข้างมาก มีความชัดเจน
    • ครึ่งปีหลัง (Q3–Q4) รัฐบาลจะเริ่มใช้งบประมาณบริหารประเทศ
    • มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ การลงทุน การบริโภค การท่องเที่ยว และการเจรจาการค้าต่างประเทศ
    • โอกาสฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยจะอยู่ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569

    บทบาทนโยบายการเงิน

    • ดอกเบี้ยอยู่ที่ 1.25%
    • มีโอกาสลดดอกเบี้ยได้อีก หากเงินเฟ้อต่ำ
    • ช่วยได้แค่ “พยุงเศรษฐกิจ” ไม่สามารถขับเคลื่อนได้แรง ต้องรอนโยบายการคลัง

    ความเชื่อมั่นนักลงทุน & FDI (Foreign Direct Investment)

    • รัฐบาลปัจจุบันและหลังเลือกตั้งต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างชาติ
    • นักลงทุนต่างชาติอยู่ในโหมดการรอสังเกตการณ์
    • หากสื่อสารและบริหารได้ดี FDI จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจ

    คำแนะนำจากนักลงทุน

    รักษากระแสเงินสดและสภาพคล่องให้ดี

    • รอจังหวะซื้อเมื่อสินทรัพย์ย่อตัว
    • ภาคธุรกิจจะช่วยประคองยอดขายและการจ้างงานได้

    ลงทุนได้ในกลุ่มเติบโต (Growth)

    • ดิจิทัล เทคโนโลยี AI ธุรกิจออนไลน์ มีโอกาสเติบโต แม้มีความผันผวน

    กระจายการลงทุนไปต่างประเทศ

    • พิจารณาตลาดสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น จีน และยุโรป เพื่อลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนในไทย

    บทสรุป

    • เศรษฐกิจไทยชะลอ “ชั่วคราว” จากช่วงเปลี่ยนผ่านการเมือง
    • กลยุทธ์คือ รักษาเงินต้น กระจายความเสี่ยง หาโอกาสใหม่ และติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด
    • ครึ่งปีหลังของปี 2569 ยังมีโอกาสเห็นการฟื้นตัว หากการเมืองชัดเจนและนโยบายเดินหน้าได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5585225/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0cWViTJUqIdAzxF9o5Ss1Q

  • GBS “โกลเบล็ก” จับตานโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ “ภูมิใจไทย” ขึ้นแท่นแกนนำรัฐบาล – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    GBS “โกลเบล็ก” จับตานโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ “ภูมิใจไทย” ขึ้นแท่นแกนนำรัฐบาล – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – กรุงเทพฯ – บล. โกลเบล็ก (GBS) คาดดัชนี SET เคลื่อนไหว Sideway UP จับตาการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่พรรคภูมิใจไทยขึ้นแท่นแกนนำ พร้อมนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ให้กรอบดัชนีอยู่ที่    1,380-1,430 จุด แนะกลยุทธ์ลงทุน 2 ธีมเด็ด หุ้นรับวาเลนไทน์ ชู TNR-AU-MAGURO-ZEN-M รับอานิสงส์จากการจับจ่ายช่วงเทศกาล และหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ชู STECON-CK-CPALL-CPAXT-CRC-BJC รับแรงหนุนจากมาตรการเศรษฐกิจ

              นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS ประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้ ดัชนีมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในลักษณะ Sideway UP โดยนักลงทุนยังคงจับตาความคืบหน้าในการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่  ซึ่งพรรคภูมิใจไทยได้รับคะแนนเสียงสูงสุดและมีโอกาสเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล พร้อมติดตามนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะถูกนำมาใช้ในระยะถัดไป

    นอกจากนี้ นักลงทุนยังให้ความสนใจกับการประกาศผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อทิศทางการลงทุนในระยะสั้น โดยคาดว่าดัชนี SET จะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 1,380-1,430 จุด

    สำหรับปัจจัยบวกจากต่างประเทศที่ช่วยหนุนบรรยากาศการลงทุน ได้แก่ การเปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกของสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้น 22,000 ราย สู่ระดับ 231,000 ราย ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568 และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 212,000 ราย โดยมีสาเหตุหลักจากสภาพอากาศหนาวเย็นในสหรัฐฯ สะท้อนถึงภาวะตลาดแรงงานที่เริ่มผ่อนคลายลง

    ขณะเดียวกัน คณะกรรมการนโยบายการเงิน (MPC) ของธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) มีมติด้วยคะแนนเสียง 5-4 คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 3.75% ซึ่งสอดคล้องกับการคาดการณ์ของตลาด และล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group ระบุว่านักลงทุนให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นเป็น 22.7% ที่ FED จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 3.25–3.50% ในการประชุมเดือนมีนาคม จากเดิมที่ให้น้ำหนักเพียง 9.4% เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์

    อย่างไรก็ตาม ปัจจัยลบจากต่างประเทศและในประเทศยังคงเป็นแรงกดดันต่อบรรยากาศการลงทุน โดยดัชนี CBOE Volatility Index (VIX) ซึ่งเป็นมาตรวัดความวิตกของนักลงทุนในตลาดหุ้นนิวยอร์ก พุ่งขึ้น 16.8% แตะระดับ 21.77 ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ เปิดเผยผลสำรวจ JOLTS พบว่าตัวเลขการเปิดรับสมัครงานลดลง 386,000 ตำแหน่ง สู่ระดับ 6.54 ล้านตำแหน่ง ในเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2563

    ส่วนปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ การเจรจารอบสองระหว่างรัสเซียและยูเครนที่สหรัฐฯ เป็นคนกลาง แม้จะบรรลุข้อตกลงแลกเปลี่ยนเชลยศึก แต่ยังไม่สามารถสร้างความคืบหน้าในประเด็นหลัก เช่น การจัดการเรื่องดินแดนและการหยุดยิง ขณะที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนได้ย้ำต่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ว่า ประเด็นไต้หวันเป็น “เรื่องสำคัญที่สุด” ในความสัมพันธ์จีน–สหรัฐฯ และจะไม่มีวันยอมให้มีการแยกตัวออกจากจีนโดยเด็ดขาด

    สำหรับปัจจัยในประเทศ สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของไทยเดือนมกราคม 2569 อยู่ที่ 99.91% MoM ลดลง 0.66% ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 10 นับตั้งแต่เมษายน 2568 โดยมีสาเหตุหลักจากการปรับลดลงของราคาสินค้าในกลุ่มพลังงาน ซึ่งสะท้อนแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ

    นอกจากนี้ยังคงต้องเฝ้าระวังปัจจัยในประเทศที่อาจจะส่งผลต่อการลงทุนได้เช่นกัน อาทิ สัปดาห์ที่ 2 สภาธุรกิจตลาดทุนไทย แถลงผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนและอัพเดตสถานการณ์ลงทุน, ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) แถลงสรุปภาพรวมภาวะตลาดหลักทรัพย์, มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย แถลงดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค, ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย, วันที่ 16 ก.พ. สภาพัฒน์ แถลงตัวเลข GDP ไตรมาส 4/68, สัปดาห์ที่ 3 ส.อ.ท. แถลงดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม, วันที่ 25 ก.พ. ประชุม กนง. ครั้งที่ 1/69, วันที่ 27 ก.พ. ธปท. รายงานภาวะเศรษฐกิจและการเงินไทย, สัปดาห์ที่ 4 กระทรวงพาณิชย์ แถลงภาวะการค้าระหว่างประเทศ, ส.อ.ท. แถลงยอดผลิตและส่งออกรถยนต์ รถจักรยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์, สศค. รายงานภาวะเศรษฐกิจการคลัง, ภาวะเศรษฐกิจภูมิภาค, ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาค, วันที่ 2 มี.ค. ส่งงบการเงินงวด 4Q68 และปี 68 วันสุดท้าย

    ส่วนสถานการณ์ต่างประเทศที่น่าจับตา อาทิ วันที่ 9 ก.พ. สหรัฐฯ รายงานการคาดการณ์เงินเฟ้อของผู้บริโภคเดือนม.ค., วันที่ 10 ก.พ. สหรัฐฯ รายงานดัชนีความเชื่อมั่นของธุรกิจขนาดย่อมเดือนม.ค. ตัวเลขการจ้างงานของภาคเอกชนรายสัปดาห์ ยอดค้าปลีกเดือนธ.ค. และราคานำเข้าและราคาส่งออกเดือนธ.ค., วันที่ 11 ก.พ. จีน รายงานดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนม.ค. และดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนม.ค., สหรัฐฯ รายงาน ตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนม.ค. และสต็อกน้ำมันรายสัปดาห์

    นายวัชเรนทร์ จงยรรยง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก แนะนำกลยุทธ์การลงทุนใน 2 ธีม ได้แก่ หุ้นรับเทศกาลวาเลนไทน์ โดยหุ้นที่เกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการเพื่อการบริโภคและไลฟ์สไตล์ เช่น TNR, AU, MAGURO, ZEN, M

    นอกจากนี้ หุ้นที่คาดว่าจะได้ประโยชน์จากการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่และนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ได้แก่ STECON, CK, CPALL, CPAXT, CRC, BJC ซึ่งเป็นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การบริโภค และการค้าปลีก มีโอกาสได้รับแรงหนุนจากมาตรการภาครัฐและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/02/09/615611/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1LUvVJm5skT-2sIKKEgYIL