Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ส.อ.ท. จี้รัฐบาลใหม่ เร่งแก้ 4 ปมวิกฤต ปัญหาเศรษฐกิจ-ปากท้องประชาชน เป็นวาระแรก

    ส.อ.ท. จี้รัฐบาลใหม่ เร่งแก้ 4 ปมวิกฤต ปัญหาเศรษฐกิจ-ปากท้องประชาชน เป็นวาระแรก

    วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 กรุงเทพฯ — นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย   (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงสถานการณ์ทางการเมืองและผลการเลือกตั้งล่าสุดว่า ภาคเอกชนขอเอาใจช่วยให้ประเทศไทยได้รัฐบาลที่เหมาะสม เป็นคนดี คนเก่ง และมีความรู้ความสามารถ เนื่องจากโฉมหน้าของรัฐบาลและคณะรัฐมนตรีมีผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของประชาชนและนักลงทุน พร้อมกันนี้อยากเห็นการจัดตั้งรัฐบาลใหม่เกิดขึ้นโดยเร็ว เพื่อให้การบริหารประเทศและการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง

    นายเกรียงไกร กล่าวเพิ่มเติมว่า ปี 2569 ถือเป็นปีที่ท้าทายอย่างมากของเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก สิ่งที่ภาคเอกชนอยากฝากถึงรัฐบาลใหม่มากที่สุด คือ การเร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและปากท้องของประชาชน ซึ่งถือเป็นวิกฤตใหญ่ที่สุดในเวลานี้ โดยปัจจุบันหนี้ครัวเรือนของไทยอยู่ในระดับเกือบ 90% ต่อ GDP และหากรวมหนี้นอกระบบ ตัวเลขอาจสูงถึงประมาณ 104% สะท้อนว่ารายได้ของประชาชนจำนวนมากไม่สอดคล้องกับรายจ่าย ส่งผลให้กำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจหายไปอย่างมาก

    นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเร่งด่วนที่รัฐบาลใหม่ต้องเร่งดำเนินการอย่างน้อย 3–4 เรื่อง ได้แก่

    1.  วิกฤติ SME โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่มีวงเงินสินเชื่อต่ำกว่า 500 ล้านบาท ซึ่งตัวเลขหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ปรับตัวสูงขึ้นอย่างน่ากังวล

    2.  ภาคการส่งออก ซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย กำลังเผชิญแรงกดดันจากค่าเงินบาทที่แข็งค่า ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน

    3.  ปัญหาสภาพคล่องของ SME ที่เข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน เนื่องจากสินเชื่อธนาคารหดตัวต่อเนื่อง สถาบันการเงินระมัดระวังการปล่อยกู้จากความเสี่ยง NPL ทำให้ผู้ประกอบการจำนวนมากขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง รัฐบาลจึงจำเป็นต้องออกมาตรการอัดฉีดเม็ดเงินที่ตรงเป้าและแม่นยำ

    4.  สินค้าราคาถูกจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากจีน ที่ทะลักเข้าสู่ตลาดทั้งในรูปแบบถูกกฎหมายและลักลอบ ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยจำนวนมากไม่สามารถแข่งขันได้และต้องปิดกิจการ

    ในมุมมองของภาคธุรกิจ นายเกรียงไกร กล่าวว่า พรรคการเมืองที่ได้รับคะแนนนิยมสูงในขณะนี้ โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทย ได้แสดงให้เห็นถึงการเตรียมความพร้อมด้านเศรษฐกิจในช่วงเวลาสั้น ๆ ผ่านการจัดตั้งทีมเศรษฐกิจที่มีประสบการณ์ มีโปรไฟล์ที่ดี และทำงานร่วมกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด ซึ่งถือเป็นมิติใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจและประชาชน

    สิ่งที่ภาคเอกชนกังวลมาโดยตลอด คือ ความไม่ต่อเนื่องของนโยบาย แต่หากมีสัญญาณว่าทีมเศรษฐกิจชุดเดิมสามารถทำงานต่อเนื่องได้ ก็จะช่วยให้มาตรการต่าง ๆ เดินหน้าได้ทันที โดยเฉพาะการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ที่มีการประชุมหารือในระดับคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจอย่างสม่ำเสมอ และมีการผลักดันมาตรการเร่งด่วนในลักษณะ “Quick Big Win” ซึ่งเริ่มเห็นผลในระยะสั้น

    อย่างไรก็ตาม หากมีการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีเต็มรูปแบบ ภาคเอกชนอยากเห็นการเสริมบุคลากรมืออาชีพในกระทรวงเศรษฐกิจสำคัญ เพื่อให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจเป็นไปอย่างครบถ้วนและมีพลังมากยิ่งขึ้น

    ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนและ กกร. เห็นตรงกันว่า การแก้ปัญหาคอร์รัปชันต้องถูกยกระดับเป็นวาระสำคัญของประเทศ เนื่องจากคอร์รัปชันเปรียบเสมือนมะเร็งร้ายที่กัดกร่อนระบบเศรษฐกิจ และเป็นต้นเหตุของการรั่วไหลของงบประมาณ หากสามารถปราบปรามได้ จะช่วยอุดรูรั่วและเพิ่มประสิทธิภาพของมาตรการเศรษฐกิจในภาพรวม

    เงื่อนไขสำคัญที่ภาคเอกชนมองว่าเป็นหัวใจของเสถียรภาพทางการเมือง คือ การรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลให้ได้มากกว่า 300 เสียง เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจเป็นไปอย่างราบรื่น ลดแรงเสียดทาน และสร้างความมั่นใจต่อการทำงานของรัฐบาลในระยะยาว

    ขณะเดียวกัน พรรคการเมืองที่เข้าร่วมรัฐบาล ควรเป็นพรรคที่เมื่อรวมกันแล้วสามารถเสริมภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นให้กับรัฐบาลได้ ทั้งในสายตาประชาชน และนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

    “หากรัฐบาลใหม่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือการใช้อำนาจนั้นเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างจริงจัง เลือกทีมงานที่เป็นมืออาชีพ สร้างความเชื่อมั่น และทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อให้ประเทศไทยสามารถผ่านช่วงเวลาที่ท้าทายนี้ไปได้อย่างมั่นคง” นายเกรียงไกร กล่าว

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2913111&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3GOOSy_xg5AnCavbhuo17B

  • ‘เอกนิติ’ ยันเศรษฐกิจไทยพ้น ICU เลิกเป็น ‘คนป่วยแห่งเอเชีย’

    ‘เอกนิติ’ ยันเศรษฐกิจไทยพ้น ICU เลิกเป็น ‘คนป่วยแห่งเอเชีย’

    รมว.คลัง โต้ปมต่างชาติมองไทยเป็น “Sick Man of Asia” เปรียบเศรษฐกิจไทยเหมือนรถหลุดพ้นหล่ม-ออกจากห้อง ICU เรียบร้อยแล้ว ย้ำโจทย์ใหญ่ถัดไปคือ การ “ลงสนามแข่ง” พร้อมกางนโยบาย “10 Plus” มุ่งยกระดับทักษะ-โครงสร้างพื้นฐาน-เศรษฐกิจสีเขียว

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงกรณีที่สื่อต่างชาติมองว่าเศรษฐกิจไทยมีสภาวะเป็น “Sick Man of Asia” หรือคนป่วยแห่งเอเชีย โดยระบุว่า หากจะเปรียบเทียบคำดังกล่าวให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นคือ สภาวะที่เศรษฐกิจไทยเหมือน “รถติดหล่ม” หรือผู้ป่วยที่ต้องอยู่ในห้อง ICU

    “แต่วันนี้ ผมมองว่าเราได้พาตัวเองออกจากห้อง ICU ได้แล้ว และรถคันนี้ก็ได้หลุดพ้นจากหล่มมาแล้วเช่นกัน” นายเอกนิติ กล่าว

    นายเอกนิติ ขยายความว่า โจทย์สำคัญของรัฐบาล หลังจากนี้ไม่ใช่เพียงแค่การประคองอาการ แต่คือ การทำอย่างไรให้ร่างกายกลับมาแข็งแรง หรือทำให้รถยนต์เศรษฐกิจไทยที่ขึ้นจากหล่มแล้วสามารถกลับมาขับเคลื่อน และวิ่งแข่งกับนานาชาติได้ เพื่อให้คนไทยมีความแข็งแกร่งในเวทีโลก ซึ่งกลไกสำคัญที่จะขับเคลื่อนเรื่องนี้ได้คือ การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ

    ในการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ รัฐบาลได้วางนโยบาย “10 Plus” เป็นเรือธงหลัก ซึ่งมีความพร้อมที่จะเริ่มดำเนินการทันทีในหลายมิติ ทั้งเรื่องทรัพยากรมนุษย์เน้นการลงทุนเสริมสร้างทักษะ (Skill Bridge) เพื่อให้แรงงานไทยตอบโจทย์อุตสาหกรรมยุคใหม่ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ และดิจิทัลเพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุน และการผลักดันเศรษฐกิจสีเขียว การใช้พลังงานสะอาด และเทคโนโลยีรักษ์โลก เพื่อสร้างจุดเด่นใหม่ให้กับประเทศ

    นายเอกนิติ กล่าวว่า ทุกองคาพยพของกระทรวงการคลัง มีความพร้อมที่จะขับเคลื่อนนโยบายเหล่านี้ทันที เพื่อให้เศรษฐกิจไทยไม่เพียงแค่ฟื้นตัว แต่ต้องเติบโตอย่างมีศักยภาพ และยั่งยืนในระยะยาว

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1220505&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29HnewxTbjmNFIVHcJ1I_7

  • มาร์ค พิตบูล ขออภัยผู้ลงคะแนนให้พรรคเศรษฐกิจ เลือก ‘รังษี’ ได้ ‘เส้นด้าย’

    มาร์ค พิตบูล ขออภัยผู้ลงคะแนนให้พรรคเศรษฐกิจ เลือก ‘รังษี’ ได้ ‘เส้นด้าย’

    พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์

    9 ก.พ.2569-นายณัชพล สุพัฒนะ หรือ “มาร์ค พิตบูล” หัวหน้าทีมยุทธศาสตร์พรรคเศรษฐกิจ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “มาร์ค พิตบูล” เรื่อง “สวัสดีประเทศไทย” เนื้อหาระบุว่า ก่อนอื่นขอแสดงความยินดีกับชัยชนะของพรรคประชาชน และชาวกรุงเทพมหานคร  ที่กล้าจะเลือกอนาคตของตัวเอง โดยสามารถกวาดเก้าอี้ไปทั้งหมด 100%  และทั้ง 33 เก้าอี้ มันคือพลังบริสุทธิ์ของจริง

    ผมดีใจที่เคยพูดไว้ ถ้าไม่เลือกพรรคเศรษฐกิจก็ขอให้เลือกพรรคประชาชนให้ชนะขาดไปเลย เพราะทั้งสองพรรคเราสู้ด้วยอุดมการและนโยบาย โดยไม่มีการซื้อเสียงแน่นอน !!!

    และก็ขอบคุณทุกคะแนนเสียงที่มอบให้พรรคเศรษฐกิจครับ ดีใจและภูมิใจ เพราะทุกคะแนนมันคือคะแนนบริสุทธิ์ เป็นคะแนนแห่งความเชื่อมั่นที่เกิดจากนโยบายและตัวผู้นำพรรคของเราล้วนๆ แม้หลายคนจะกระอักกระอ่วนใจ เรื่องการจัดอันดับปาร์ตี้ลิสต์ในพรรค แต่ก็ยังกล้าลงคะแนนให้เรา

    ต้องยอมรับว่าคนลงคะแนนให้เราเป็นล้านก็เพราะพลเอกรังษีล้วนๆ และที่หลายคนไม่กล้าลงคะแนนให้เราก็เพราะ การตัดสินใจของพลเอกรังษีด้วยเช่นกัน !!

    และท้ายที่สุดผมต้องกราบขออภัยต่อผู้ลงคะแนนให้พรรคเศรษฐกิจทุกท่าน … ที่เลือกรังษีได้เส้นด้ายจริงๆ !!!

    และจบเลือกตั้งผมก็ยังเป็นหมาเหมือนเดิม 5555

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/vote69/944691/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0LSu0oUA-Rygv8ysUTxLnf

  • รู้ก่อนรวยก่อน ส่อง 5 หุ้น น่าสนใจ 09/02/69

    รู้ก่อนรวยก่อน ส่อง 5 หุ้น น่าสนใจ 09/02/69

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/128176&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0r1RpDtxy47dt0kFlHKbVv

  • หุ้นไทยเตรียมพุ่ง ดร ณัฐวุฒิ ฟันธง รัฐบาลอนุทิน พลิกโฉมเศรษฐกิจยุคใหม่

    หุ้นไทยเตรียมพุ่ง ดร ณัฐวุฒิ ฟันธง รัฐบาลอนุทิน พลิกโฉมเศรษฐกิจยุคใหม่

    วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.08 น.

    ภายหลังเสร็จสิ้นการเลือกตั้งครั้งใหญ่ของประเทศไทย เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทางการเมือง และเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันเป็นวงกว้างบนโลกออนไลน์เกี่ยวกับการเลือกตั้งในครั้งนี้

    วันนี้ 9 กุมภาพันธ์ 2569 ดร.ณัฐวุฒิ รุ่งวงษ์ ประธานบริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุนชื่อดัง ขานรับชัยชนะของพรรคภูมิใจไทย ชี้เป็นสัญญาณบวกดึงความเชื่อมั่นนักลงทุนทั่วโลกกลับมา ว่า “โอกาสของการเกิดElection Rallyในตลาดหุ้น หลังพรรคน้ำเงินชนะท่วมตั้งรัฐบาล4แพ็ก-อนุทิน ชาญวีรกูล ประกาศชัยชนะที่ท่วมท้นเกินคาดของพรรคภูมิใจไทยว่า จะตั้งรัฐบาล4แพ็ก ที่มีเขาเป็นนายกรัฐมนตรี ศุภจีจะเป็นรองนายกฯควบรัฐมนตรีพาณิชย์ เอกนิติจะเป็นรองนายกฯควบคลัง และสีหศักดิ์จะเป็นรองนายกฯควบต่างประเทศ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่คนไทยและต่างประเทศที่มีรัฐบาลซึ่งมีภาพลักษณ์นักบริหารมืออาชีพเข้าบริหารประเทศ ซึ่งตกอยู่ในสถานะที่สื่อต่างประเทศอย่างFinancial Timesนิยามว่ากำลังเป็นคนป่วยแห่งเอเชียในเวลานี้

    ดีสุดขั้วกับชั่วสุดขีด-ตลาดหุ้นไทยได้รับการคาดหมายว่าจะปรับตัวขึ้นขานรับผลการเลือกตั้งครั้งนี้ ซึ่งเป็นไปด้วยความราบรื่น พรรคภูมิใจไทยชนะท่วมท้นเกินคาด เหนือพรรคการเมืองสายปฏิรูปอย่างพรรคประชาชน ที่ประกาศพร้อมเป็นฝายค้าน ขณะที่คาดว่านายอนุทินจะจัดตั้งรัฐบาลได้อย่างราบรื่น และมีเสถียรภาพ ได้รับการสนับสนุนอย่างเข้มแข็งจากชนชั้นนำไทย และได้แรงหนุนหลังจากฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่พากันเทคะแนนเสียงให้
    การเลือกตั้งในอดีตและผลต่อตลาดหุ้นไทยนั้นแบ่งเป็น2แบบอย่างสุดขั้ว กล่าวคือแบบแรก หากการเลือกตั้งเป็นไปด้วยความราบรื่น พรรคการเมืองที่ชนะเลือกตั้งได้จัดตั้งรัฐบาล มีเสถียรภาพ และมีทีมงานเศรษฐกิจที่สร้างความเชื่อมั่น ได้รับการสนับสนุนจากชนชั้นนำ ตลาดหุ้นจะทะยานขึ้นหลังเลือกตั้งอย่างแข็งแกร่ง และหลายครั้งขึ้นได้ยาว เช่น การเลือกตั้งปี2531 ที่พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ดัชนีหุ้นไทยขึ้นยาวจากเขต300จุดขึ้นไปสูงสุด1200จุด ,การเลือกตั้ง2535/2 หลังพฤษภาทมิฬ นายชวน หลีกภัย เป็นนายกฯ หุ้นไทยขึ้นจากเขต600ไปสูงสุด1793จุด,เลือกตั้งปี2544ที่ทักษิณ ชินวิตร ตั้งรัฐบาล ดัชนีหุ้นขึ้นจาก250จุด ขึ้นไปสูงสุดเขต800จุด และการเลือกตั้งปี2554 ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ชนะเลือกตั้ง ดัชนีตลาดหุ้นขึ้นจากเขต1,000จุด ขึ้นไปสูงสุด1,650จุด

    ดร.ณัฐวุฒิ

    แต่ในทางตรงกันข้ามหากการเลือกตั้งไม่ราบรื่น หรือได้นายกฯที่ไม่เป็นที่นิยม หรือพรรคการเมืองที่ชนะเลือกตั้งไม่ได้จัดตั้งรัฐบาล เช่น การคว่ำบาตรเลือกตั้งปี2549 กับปี2557 ส่งผลให้หุ้นตกหนัก ,การเลือกตั้งปี2538ที่ได้นายบรรหารเป็นนายกฯ ไม่เป็นที่นิยมส่งผลให้ดัชนีSETตกหนัก เช่นเดียวกับเลือกตั้งปี2539ได้พลเอกชวลิต ที่ไม่เป็นที่นิยม ส่งผลให้ดัชนีSETหลุดระดับ1,000จุด ลงไปต่ำสุดเขต200จุด หรือเลือกตั้งปี2562 กับปี2566 ที่พรรคการเมืองที่ชนะเลือกตั้งอันดับ1ไม่ได้ตั้งรัฐบาล ทำให้ขาดแรงสนับสนุน ส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นตกหนักหลังเลือกตั้ง และการตั้งรัฐบาล

    Election Rallyขานรับรัฐบาล4แพ็ก-ส่วนการชนะเลือกตั้งท่วมท้นของพรรคภูมิใจไทยในเที่ยวนี้ เข้าข่ายผลการเลือกตั้งแบบแรกทุกองค์ประกอบคือ ชนะเลือกตั้งท่วมท้น ปราศจากข้อสงสัย การจัดตั้งรัฐบาลน่าจะราบรื่นมีเสถียรภาพอย่างมาก ได้รับการสนับสนุนอย่างแข็งแกร่งจากชนชั้นนำ และฝ่ายอนุรักษ์นิยม ที่สำคัญมีทีมงานผู้บริหารมืออาชีพ”4แพ็ก”ที่สร้างความเชื่อมั่นให้แก่แวดวงธุรกิจ ส่วนฝ่ายค้านพรรคประชาชนน่าจะใช้วิถีทางรัฐสภาตรวจสอบ มากกว่าการเมืองบนท้องถนนที่จะทำให้เกิดความปั่นป่วนไร้เสถียรภาพ

    ดร.ณัฐวุฒิ

    ผมคาดว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยจะเคลื่อนไหวตามโมเดลแบบแรกคือเกิดบรรยากาศPost Election โดยดัชนีตลาดหุ้นจะปรับตัวขึ้นไปด่านแรกราวๆ1400จุด+/- ด่านถัดไป1500+/- กรณีดีที่สุดไม่น่าเกินกว่าเขต1600จุด+/- หลังจากที่ดัชนีได้ขึ้นมาก่อนแล้วในช่วงนายอนุทินได้รับมติจากพรรคประชาชนให้เป็นรัฐบาลชั่วคราว โดยขึ้นมาจากเขต1,000จุด ล่าสุดปิดอยู่ที่เขต1,350จุด

    ตลาดหุ้นไทยในระยะ10ปีที่ผ่านมาอ่อนแอกว่าตลาดหุ้นโลก และตกต่อเนื่องมา3ปีหลังสุด ผลตอบแทนแย่ที่สุดในโลก เนื่องจากปัญหาเสถียรภาพการเมือง แบบที่Financial Timesชี้ว่าเป็นเหตุสำคัญให้ไทยกลายเป็นคนป่วยแห่งเอเชีย อัตราขยายตัวเศรษฐกิจ หรือGDPอยู่ในกระดับ2.5% หรือต่ำกว่า ซึ่งเป็นเฏณฑ์ที่ต่ำกว่าเพื่อนบ้านอาเซียน ที่เติบโตเฉลี่ย5% ขณะที่ทุนนอกไหลออก

    ดร.ณัฐวุฒิ

    แต่การชนะเลือกตั้งท่วมท้นเกินคาดของพรรคภูมิใจไทย และจะได้รัฐบาล4แพ็ก ได้จุดความหวังว่าจะพลิกเปลี่ยนสถานการณ์คนป่วยแห่งเอเชียไปในทางบวก และดัชนีตลาดหุ้นก็อาจจะสะท้อนต่อความหวังดังกล่าว

    บทความ By ผศ.ดร.ณัฐวุฒิ รุ่งวงษ์ ใบอนุญาตเลขที่ 012888 บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน ต้นธารคอร์ปอเรชั่น (ก่อตั้ง พศ.2540 อยู่ภายใต้การกำกับ ของ กลต. กระทรวงการคลัง ) 9 กุมภาพันธ์ 2569″

    ดร.ณัฐวุฒิ

    หลังจากโพสต์ของ ดร.ณัฐวุฒิ รุ่งวงษ์ ลงมาบนโลกออนไลน์ ทำเอาชาวโซเชียลต่างก็พากันเข้ามาคอมเมนต์แสคงคามคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก เช่น

    “กำจัด HFT short sell block trade ด้วย ครับท่าน set จะได้ไป 1860”

    “บาทจะแข็งขึ้นอีกใช่มั้ยครับ”

    “จะตั้งตารอดูGDPปีนี้ว่าจะดีขึ้นอย่างที่โม้ไว้รึป่าวครับ”

    “ดัชนีเป้าหมาย 1,600 โดยรวมถือว่าโอเคร นะครับจารย์”

    “อาจารย์ครับ 1500 จุด แสดงว่าตัวใหญ่ๆ เช่น scg ptt top aotจะกลับไปที่ๆเคยอยู่ นั่นหมายถึงมันจะเดินไปช้าๆ แล้ว อัตราการเติบโตก็จะขยายตัวตามไป ผมยังนึกไม่ออก อะไรที่ทำให้ ศก ไทย ขยายตัวเพิ่มขึ้น ครับ”

    ดร.ณัฐวุฒิ

    ดร.ณัฐวุฒิ

    ดร.ณัฐวุฒิ

    ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก ดร.ณัฐวุฒิ รุ่งวงษ์ บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน ต้นธารคอร์ปอเรชั่น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/946041&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KMijmfRacB1t8wm1FtNSw

  • วปอ. 68 ส่งต่อความห่วงใย มอบทุนการศึกษาและสิ่งของจำเป็น แก่น้องๆเด็กพิเศษ จ.พิษณุโลก

    วปอ. 68 ส่งต่อความห่วงใย มอบทุนการศึกษาและสิ่งของจำเป็น แก่น้องๆเด็กพิเศษ จ.พิษณุโลก

    วปอ. 68 ส่งต่อความห่วงใย มอบทุนการศึกษาและสิ่งของจำเป็น แก่น้องๆ เด็กพิเศษ จ.พิษณุโลก

    9 ก.พ.69 พลตรี กิตติภัค ทองธีรธรรม ผู้อำนวยการสำนักวิทยาการความมั่นคงวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร นำคณะตัวแทนนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 68 (วปอ.68)ร่วมกิจกรรมจิตอาสา มอบทุนการศึกษาและเครื่องใช้ที่จำเป็นสำหรับเด็กพิเศษ ศูนย์การศึกษาพิเศษเขตการศึกษา 7 จ.พิษณุโลก

    การมอบความช่วยเหลือในครั้งนี้ ประกอบด้วยทุนการศึกษาและสิ่งของจำเป็นสำหรับเด็กพิเศษมูลค่ารวมกว่า 213,000 บาท พร้อมสิ่งของอุปโภคบริโภคและเครื่องใช้ที่จำเป็น ได้แก่ ผ้าอ้อม แผ่นรองซับ ชุดช้อนส้อม ผ้าห่ม ข้าวสาร ของเล่นเด็ก นม ขนม และจัดเลี้ยงอาหารกลางวันน้องๆ โดยได้รับความร่วมมือจากตัวแทนนักศึกษา วปอ. รุ่นที่ 68 ได้แก่ พล.ต.วีรยุทธ วุฒิศิริ พล.ต. คมศักดิ์ เจียมวัฒนาเลิศ พล.ร.ต.อภิชาติ แก้วดวงเทียน พ.อ.ศุภฤกษ์ จรรจาวิจักษณ์ พ.อ. สมบัติ พิมพี น.อ.ชยศว์ สวรรค์สรรค์ นายประดิษฐ์ เฟื่องฟู ดร. ฐิตินันท์ เกียรติไพบูลย์ น.ส.นภาดา เพ็ชร์จินดา น.ส.ปุณยนุช มีมั่งคั่ง น.ส.ชญาวดี ชัยอนันต์ นายสุจริต มัยลาภ นายสกล ถาวรกาญจน์ เป็นต้น

    กิจกรรมดังกล่าวสะท้อนถึงพลังความร่วมมือ ความเสียสละ และจิตสาธารณะของนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 68 ในการร่วมกันคืนประโยชน์สู่สังคม ตอกย้ำบทบาทของผู้นำด้านความมั่นคงที่มีหัวใจเพื่อส่วนรวม และยืนหยัดเคียงข้างสังคมไทยอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://fm91bkk.com/newsarticle/66271&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00oVgh0CAV8K7IAcqjdc9n

  • ‘ธนารักษ์’ ศึกษาแนวทางขึ้นค่าเช่าที่ราชพัสดุ ยกเครื่องราคาประเมินรอบใหม่ ดันรายได้พุ่ง

    ‘ธนารักษ์’ ศึกษาแนวทางขึ้นค่าเช่าที่ราชพัสดุ ยกเครื่องราคาประเมินรอบใหม่ ดันรายได้พุ่ง

    ‘ธนารักษ์’ เดินเครื่องศึกษาแนวทางขึ้นค่าเช่าที่ราชพัสดุสำหรับที่อยู่อาศัย-เกษตร คาดได้ข้อสรุปภายในปีนี้ ก่อนโยนฝ่ายนโยบายตัดสินใจ พร้อมลุยยกเครื่องราคาประเมินที่ดินรอบใหม่ ก่อนประกาศใช้ 1 ม.ค. 70 ชี้ที่ดินตามแนวรถไฟฟ้าราคาขยับไม่เกิน 10-20% เตรียมเปิดประมูลที่ราชพัสดุแปลงสำคัญ 41 แปลง ปั้นจัดเก็บรายได้ปีงบ 69 โตเกินเป้า 20%

    9 ก.พ. 2569 – นายอัครุตม์ สนธยานนท์ อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยถึงภารกิจของกรมธนารักษ์ในช่วงไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2569 ว่า กรมฯ ได้ดำเนินงานภายใต้วิสัยทัศน์ในการเพิ่มมูลค่าและคุณค่าทรัพย์สินของแผ่นดิน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรม เดินหน้าประเทศไทยสู่ความยั่งยืน ผ่านยุทธศาสตร์ VALUE เพื่อให้เกิดการนำทรัพย์สินของแผ่นดินที่กรมธนารักษ์รับผิดชอบทั้งที่ราชพัสดุและเหรียญกษาปณ์มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

    โดยเฉพาะในส่วนของที่ราชพัสดุที่กรมฯ ดูแลอยู่ราว 12 ล้านไร่ แบ่งเป็น ที่ราชพัสดุเพื่อความมั่นคง ราว 2 ล้านไร่ และพื้นที่เพื่อการบริหารจัดการ 10 ล้านไร่ โดยพื้นที่ส่วนใหญ่กว่า 9.6 ล้านไร่ ถูกใช้เพื่อประโยชน์ในราชการ ขณะที่พื้นที่ราชพัสดุที่สามารถสร้างรายได้จริงมีอยู่ราว 1.13 ล้านราย ซึ่งขณะนี้กรมธนารักษ์ อยู่ระหว่างการศึกษาแนวทางการปรับขึ้นค่าเช่าที่ราชพัสดุสำหรับที่อยู่อาศัย และที่ดินเพื่อการเกษตร เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันมากขึ้น ซึ่งคาดว่าจะมีข้อสรุปที่ชัดเจนภายในปีนี้ โดยปัจจุบัน พบว่า ที่ดินราชพัสดุเชิงพาณิชย์ ราว 30-40% ที่ดินราชพัสดุเพื่ออยู่อาศัย 10% และที่ดินราชพัสดุเพื่อการเกษตร ราว 30-40%

    “การปรับขึ้นค่าเช่าที่ราชพัสดุสำหรับที่อยู่อาศัยและที่ดินเพื่อการเกษตรนั้น เคยทำมาแล้ว 1 ครั้งเมื่อปี 2560 แต่เนื่องจากเป็นประเด็นที่ค่อนข้างอ่อนไหว เพราะเป็นเรื่องเชิงสังคม จึงมีการถอยมาเป็นว่าถ้าเป็นผู้เช่ารายเก่าให้ใช้ราคาเดิม ส่วนผู้เช่ารายใหม่ให้ใช้ราคาเช่าในปี 2560 และมาถึงปัจจุบันเห็นควรให้เริ่มมีการศึกษาเรื่องนี้อีกครั้ง แต่ต้องไม่ทำให้ประชาชนตกใจ ยืนยันว่าตรงนี้ยังเป็นแค่การศึกษา โดยแนวทางอาจจะมีการแบ่งเป็นพื้นที่ ไม่ได้ใช้ราคาเดียวกันทั่วประเทศ ขึ้นอยู่กับสภาพเศรษฐกิจ เมืองใหญ่ เมืองเล็ก เมืองรอง ก็จะมีการทำคล้าย ๆ การทำราคาประเมินที่ดิน ต้องมีการเก็บข้อมูลอย่างละเอียด ก็คาดว่าน่าจะได้ข้อสรุปภายในปีนี้ ส่วนการบังคับใช้ต้องขึ้นอยู่กับฝ่ายนโยบาย ส่วนที่เชิงพาณิชย์นั้นปัจจุบันระบบดีอยู่แล้ว” อธิบดีกรมธนารักษ์ ระบุ

    นอกจากนี้ กรมฯ ยังอยู่ระหว่างการเร่งศึกษาแนวทางการปรับราคาประเมินที่ดินและสิ่งปลูกสร้างรอบใหม่ ที่จะเริ่มใช้ในปี 2570-2573 กว่า 37 ล้านแปลง ซึ่งจะมีการประกาศในวันที่ 1 ธ.ค. 2569 เพื่อให้มีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ม.ค. 2570 โดยเบื้องต้นคาดว่าราคาที่ดินตามแนวรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑล จะปรับเพิ่มขึ้นไม่เกิน 10-20% เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังชะลอตัว ซึ่งยืนยันว่าราคาประเมินรอบใหม่จะมีความสอดคล้องทั้งเชิงพื้นที่และราคาตลาดมากยิ่งขึ้น เนื่องจากมีการสำรวจสภาพพื้นที่และใช้ข้อมูลราคาตลาดที่อยู่ในช่วงเวลาปัจจุบัน และย้อนหลังไม่เกิน 3 ปี

    โดยพิจารณาจากข้อมูลราคาตลาด ได้แก่ ข้อมูลราคาซื้อขายจดทะเบียน ข้อมูลเสนอขาย ข้อมูลค่าเช่า ตลอดจนสภาพการพัฒนาของที่ดินในแต่ละพื้นที่ แต่ละถนน เช่น ถนนตัดใหม่ การก่อสร้างรถไฟฟ้า การก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง ตลอดจนการพัฒนาเมือง หรือการพัฒนาด้านอสังหาริมทรัพย์โครงการต่าง ๆ ซึ่งขณะนี้กระบวนการจัดทำราคาประเมินในระดับจังหวัดผ่านคณะกรรมการประเมินราคาทรัพย์สินประจำจังหวัด มีความคืบหน้าไปกว่า 90% แล้ว และกำลังส่งข้อมูลให้ส่วนกลางตรวจสอบความเหมาะสม ก่อนสรุปและประกาศใช้ตามกำหนดต่อไป

    นายอัครุตม์ กล่าวอีกว่า กรมฯ ยังได้เร่งผลักดันให้มีการเปิดประมูลที่ดินราชพัสดุแปลงสำคัญ รวม 41 แปลง อาทิ แปลงที่โรงพยาบาลของโรงงานยาสูบเก่า, การประมูลสิทธิการเช่าอาคารราชพัสดุบ้านพายัพ เขตพระนคร, การเปิดประมูลพัฒนาที่ดินราชพัสดุแปลงริมแม่น้ำเจ้าพระยา เขตคลองสาน (ที่ดินติดกับไอคอนสยาม), แปลงสนามกอล์ฟบางพระพร้อมโรงเรียน เนื้อทืี่ 633 ไร่ 3 งาน 34 ตารางวา, แปลงที่ดิน อ.เมือง จ.ภูเก็ต 40 ไร่ เป็นต้น ส่วนความคืบหน้าที่ดินราชพัสดุหมอชิตนั้น ขณะนี้ได้ข้อยุติแล้วว่าจะไม่มีการสร้างหรือย้ายหมอชิตแต่อย่างใด ส่วนรายละเอียดที่เกี่ยวกับกรมฯ ดำเนินการเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างการเจรจากับฝ่ายที่เกี่ยวข้อง คาดว่าจะเจรจาแล้วเสร็จในเดือน ก.ย. นี้

    อย่างไรก็ดี เชื่อว่า แนวทางการดำเนินงานทั้งหมดจะมีส่วนสำคัญให้กรมธนารักษ์ สามารถเดินหน้าจัดเก็บรายได้จากที่ราชพัสดุและเหรียญกษาปณ์ในปีงบประมาณ 2569 ได้สูงกว่าเป้าหมาย 1,500 ล้านบาท หรือราว 20% จากเป้าหมายที่ 11,900 ล้านบาท โดยผลการจัดเก็บรายได้ ณ วันที่ 31 ม.ค. 2569 กรมฯ จัดเก็บรายได้แล้ว 8,229 ล้านบาท

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/944647/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ipVIagq4V0mHJ36yiX76t

  • จุฬาฯ จัดประชุมวิชาการเครือข่ายผู้บริหารระดับกลาง ครั้งที่ 3

    จุฬาฯ จัดประชุมวิชาการเครือข่ายผู้บริหารระดับกลาง ครั้งที่ 3

    Skip to content

    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับคณะกรรมการเครือข่ายผู้บริหารระดับกลาง ที่ประชุมสภาข้าราชการ พนักงาน และลูกจ้างมหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย (ปขมท.) จัดการประชุมวิชาการเครือข่ายผู้บริหารระดับกลาง ครั้งที่ 3 ประจำปี 2569 ภายใต้หัวข้อ“มหาวิทยาลัยไทยก้าวสู่อนาคต: ขับเคลื่อนความยั่งยืน นวัตกรรม และยกระดับบทบาทสายสนับสนุนเชิงกลยุทธ์” (Thai Universities into the Future: Driving Sustainability, Innovation and Elevating the Strategic Role of Support Staff) เมื่อวันศุกร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ห้องพูนทรัพย์ นพวงศ์ ณ อยุธยา คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ โดยมี ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวเปิดงานและแสดงปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “The Future-Ready University : ผู้นำยุคใหม่กับการบริหารมหาวิทยาลัยในโลกที่เปลี่ยนไป” นายเรวัต รัตนกาญจน์ ประธานเครือข่ายผู้บริหารระดับกลาง ปขมท. กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงาน และ รศ.ดร.ศิริเดช สุชีวะ รองอธิการบดี จุฬาฯ กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของการจัดประชุม

    .ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ กล่าวเน้นย้ำบทบาทสำคัญของผู้บริหารระดับกลางในฐานะกลไกเชิงยุทธศาสตร์ที่เชื่อมโยงนโยบายสู่การปฏิบัติ และเป็นพลังขับเคลื่อนการพัฒนามหาวิทยาลัยให้มีความคล่องตัว มีประสิทธิภาพ และสามารถแข่งขันได้ในระยะยาว พร้อมชี้ให้เห็นว่าบุคลากรสายสนับสนุนในปัจจุบันต้องมีทั้งความรู้เชิงวิชาชีพ วิสัยทัศน์เชิงระบบ และความสามารถในการปรับตัวให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีและสังคม สามารถทำงานร่วมกันในรูปแบบเครือข่ายอย่างเข้มแข็ง

    การประชุมวิชาการเครือข่ายผู้บริหารระดับกลาง ปขมท. ครั้งที่ 3 จัดขึ้นเพื่อเสริมสร้างความรู้และมุมมองใหม่ให้ผู้บริหารระดับกลาง สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการงาน รวมทั้งส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างผู้บริหารระดับกลางและบุคลากรจากมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ การประชุมครั้งนี้มีการบรรยายพิเศษในหัวข้อการบริหารทรัพยากรบุคคล การพัฒนากำลังคนในยุคดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ รวมถึงทักษะการสื่อสารในองค์กรสมัยใหม่ ซึ่งนับเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สร้างเครือข่ายความร่วมมือ และยกระดับบทบาทของผู้บริหารระดับกลางและบุคลากรสายสนับสนุนให้เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยไทยสู่อนาคตอย่างยั่งยืน

    จุฬาฯ มีลักษณะของความเป็นพี่น้อง ความอบอุ่น เป็นสังคมที่อยากอนุรักษ์ไว้

    ศาสตราจารย์ เภสัชกรหญิง ดร.พรอนงค์ อร่ามวิทย์ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/286717/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1vyH_7-c7k-un6s9rmFAAg

  • ตลาดหลักทรัพย์ฯ “สานพลัง แบ่งปันโอกาสทางการศึกษา” มอบคอมพิวเตอร์-อุปกรณ์การเรียน แก่โรงเรียนบ้านวังข่อย จ.ประจวบคีรีขันธ์

    ตลาดหลักทรัพย์ฯ “สานพลัง แบ่งปันโอกาสทางการศึกษา” มอบคอมพิวเตอร์-อุปกรณ์การเรียน แก่โรงเรียนบ้านวังข่อย จ.ประจวบคีรีขันธ์

    นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ พร้อมด้วยผู้บริหาร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และคณะสื่อมวลชน ร่วมมอบอุปกรณ์การศึกษาให้แก่โรงเรียนบ้านวังข่อย ต.ทับใต้ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ในกิจกรรม Press Trip 2569 เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 ประกอบด้วย Notebook ที่บันทึกชุดความรู้ทางการเงิน จำนวน 20 เครื่อง ภายใต้ “โครงการคอมพิวเตอร์เพื่อเด็กไทย ใส่ใจเรื่องการเงิน” โต๊ะและเก้าอี้สำหรับห้องคอมพิวเตอร์ 12 ชุด และสนับสนุนงบประมาณในการปรับปรุงลานกิจกรรม จัดซื้อหนังสือสำหรับห้องสมุด มิกเซอร์เครื่องเสียงเพื่อใช้ในหอประชุม และเครื่องกรองน้ำ RO สำหรับศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่อยู่ในพื้นที่เดียวกับโรงเรียน ภายใต้กิจกรรม “สานพลัง แบ่งปันโอกาสทางการศึกษา” ซึ่งเป็นความร่วมมือกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) โดยมี พาสกร พรหมวิหาร ผู้อำนวยการโรงเรียนฯ รับมอบ

    พร้อมนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ขอเชิญชวนบริจาคคอมพิวเตอร์สนับสนุน “โครงการคอมพิวเตอร์เพื่อเด็กไทย ใส่ใจเรื่องการเงิน”  โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ จะบันทึกชุดความรู้ทางการเงินและส่งมอบให้โรงเรียนที่ขาดแคลนต่อไป

    สามารถติดต่อบริจาคได้ที่ อีเมล์ : srm@set.or.th / โทร : 02 009 9959

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/40133&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2m_oiKEEFKen7a5hsJWNb8

  • ศธจ.แพร่ จัดการประชุมคณะกรรมการสมัชชาการศึกษาจังหวัดแพร่ ครั้งที่ 1/2569

    ศธจ.แพร่ จัดการประชุมคณะกรรมการสมัชชาการศึกษาจังหวัดแพร่ ครั้งที่ 1/2569

    เพาะปลูกแล้วกว่า 97% พื้นที่เกษตรเขื่อนแม่กวงฯ “ผอ.เฉลิมเกียรติ” จัดเจ้าหน้าที่ร่วมกับกลุ่มผู้ใช้น้ำ ติดตามการส่งน้ำต่อเนื่อง น้ำเพียงพอ เป็นไปตามแผน วันที่ 9 ก.พ. 2569 นายเฉลิมเกียรติ อินทกนก ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่กวงอุดมธารา เปิดเผยว่า โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่กวงอุดมธารา ลงพื้นที่ร่วมกับกลุ่มผู้ใช้น้ำ อาสาสมัครชลประทาน และเกษตรกรในการติดตามผลการปลูกพืชฤดูแล้ง ปี 2568/69 วันที่ 2 – 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 โดยมอบหมายให้เจ้าหน้าที่โครงการฯ ลงพื้นที่ร่วมกับกลุ่มผู้ใช้น้ำ อาสาสมัครชลประทานและเกษตรกรในการติดตามผลการส่งน้ำการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ปี 2568/69 ในเขตพื้นที่รับผิดชอบของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่กวงอุดมธารา จำนวน 91,852 ไร่ ทั้งนี้ในส่วนของผลการเพาะปลูก ได้ดำเนินการเพาะปลูกไปแล้วจำนวน 53,000 ไร่ (รายงานการเพาะปลูกเฉพาะแผนการปลูกข้าวนาปรัง 54,120 ไร่ พืชไร่ จำนวน 2,160 ไร่พืชผัก 750 ไร่ รวมทั้งสิ้น 57,030 ไร่ ยกเว้น […]

    ร่วมแสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/prae/3879574/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3VvVJUS2LIg7qXjDa5a6XW