Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • EU สั่งแบน! ‘ห้ามเผา-ห้ามทิ้ง’ เสื้อผ้าค้างสต็อก ดันแฟชั่นสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน

    EU สั่งแบน! ‘ห้ามเผา-ห้ามทิ้ง’ เสื้อผ้าค้างสต็อก ดันแฟชั่นสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน

    EU สั่งแบน! 'ห้ามเผา-ห้ามทิ้ง' เสื้อผ้าค้างสต็อก ดันแฟชั่นสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน

    EU (สหภาพยุโรป) เอาจริง สั่ง ‘ห้ามทำลายเสื้อผ้า-รองเท้าค้างสต็อก’ อย่างเป็นทางการ เพราะทนไม่ไหวกับกองขยะแฟชั่นที่สูงเท่าภูเขา

    • สหภาพยุโรป (EU) ออกกฎหมายใหม่ (ESPR) สั่งห้ามเผาทำลายเสื้อผ้าและรองเท้าที่ขายไม่ออกหรือค้างสต็อก เพื่อแก้ปัญหาขยะสิ่งทอ
    • กฎหมายนี้มีเป้าหมายเพื่อผลักดันอุตสาหกรรมแฟชั่นให้เปลี่ยนจาก Fast Fashion ไปสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)
    • แบรนด์ต่างๆ ต้องปรับตัวโดยเน้นผลิตสินค้าที่ทนทาน, สามารถนำกลับมาใช้ใหม่, ซ่อมแซมได้ และใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

    EU (สหภาพยุโรป) เอาจริง สั่ง ‘ห้ามทำลายเสื้อผ้า-รองเท้าค้างสต็อก’ อย่างเป็นทางการ เพราะทนไม่ไหวกับกองขยะแฟชั่นที่สูงเท่าภูเขา

    รู้ไหมว่า EU มีกฎนี้เพื่อลด Fast Fashion

    ที่มา: Reuters

    กฎนี้ชื่อว่า ESPR (Ecodesign for Sustainable Products Regulation) มีผลบังคับใช้มาตั้งแต่กรกฎาคม 2024 หัวใจสำคัญคือ ‘ห้ามเอาเสื้อผ้าหรือรองเท้าที่ยังขายไม่ออกไปเผาหรือทำลายทิ้ง’ สมัยก่อน แบรนด์ดังๆโดยเฉพาะ Fast Fashion มักจะทำลายสินค้าที่เหลือเพื่อรักษาภาพลักษณ์แบรนด์หรือตัดปัญหาเรื่องค่าเก็บโกดัง แต่จากนี้ไปคือทำไม่ได้แล้วนะ

    เหตุผลที่ทำให้ต้องมีกฎนี้

    ในยุโรปมีเสื้อผ้าที่ ‘ยังไม่ทันได้ใส่สักครั้ง’ ถูกทำลายทิ้งถึงปีละ 4-9% ขยะพวกนี้สร้างก๊าซคาร์บอนถึง 5.6 ล้านตันพอๆ กับที่คนทั้งประเทศสวีเดนปล่อยออกมาทั้งปี อีกทั้งทั่วโลกมีขยะสิ่งทอถูกทิ้งลงหลุมฝังกลบ 92 ล้านตันต่อปี เทียบง่ายๆ คือมีรถขยะเทเสื้อผ้าทิ้ง ‘ทุกๆ 1 วินาที’

    หมดยุค Fast Fashion… สู่ยุค Circular Economy

    ที่มา: Reuters

    กฎนี้ไม่ได้ออกมาเพื่อแบนการขายของ แต่เขาอยากให้แบรนด์ปรับตัวใหม่ ให้มีความเป็น Circular Economy (เศรษฐกิจหมุนเวียน) มากขึ้น โดยเน้น 4 หัวใจหลัก 

    • เพิ่มความทนทานของผลิตภัณฑ์ 
    • การนำกลับมาใช้ใหม่ 
    • การซ่อมแซม
    • การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

    กฎนี้มีข้อยกเว้นแค่บางกรณีเท่านั้น 

    เช่น สินค้าไม่ปลอดภัยจริงๆ หรือเสียหายจนเยียวยาไม่ได้ และที่สำคัญบริษัทต้อง ‘เปิดเผยตัวเลข’ ด้วยว่าปีๆ นึงทำลายของไปเท่าไหร่

    แฟชั่นที่ดีต้องมาพร้อมกับการรักษ์โลก

    เจสสิกา รอสวัลล์ (Jessika Roswall) กรรมาธิการด้านสิ่งแวดล้อมของ EU บอกว่า ภาคแฟชั่นต้องเป็นผู้นำในการเปลี่ยนโลก การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่แค่ช่วยโลก แต่ยังช่วยให้ธุรกิจยั่งยืนและแข่งขันได้ในระยะยาวด้วย

    สำหรับพวกเราที่เป็นผู้บริโภคสาย Green การเลือกซื้อแบรนด์ที่ใส่ใจเรื่อง Sustainability ก็ถือเป็น Manifesto อย่างหนึ่งว่าเราแคร์อนาคตมากกว่าแค่เทรนด์ที่มาไวไปไว

    ที่มา: Earth.Org

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/keep-the-world/sustainable/862036&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1IIcZ56oDANtF1lPu-vbG9

  • ‘เอกนิติ’ มองเศรษฐกิจไทยพ้น ICU ปักธงปี 69 จีดีพีโตแตะ 3%

    ‘เอกนิติ’ มองเศรษฐกิจไทยพ้น ICU ปักธงปี 69 จีดีพีโตแตะ 3%

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า จากโมเมนตัมเศรษฐกิจที่ดีเกินคาดในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ประกอบกับผลสัมฤทธิ์ของนโยบาย Quick Big Win ที่รัฐบาลได้ดำเนินการ จะเป็นแรงส่งสำคัญให้เศรษฐกิจไทยในปีนี้ขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2569 กระทรวงการคลังได้คาดการณ์ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) พื้นฐานไว้ที่ 2% ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำที่สามารถทำได้แน่นอน โดยรัฐบาลตั้งเป้าหมายที่จะผลักดันให้จีดีพีเติบโตในระดับ 3% (3 Plus) 

    ทั้งนี้ มองว่าโมเมนตัมจากการลงทุนในช่วงปลายปีที่ผ่านมาจะเป็นแรงส่งสำคัญ ประกอบกับการเตรียมเสนอแก้กฎหมายถาวรเพื่อปลดล็อกอุปสรรคทางการค้าและการลงทุนร่วมกับนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี เพื่อให้เม็ดเงินไหลลงสู่ระบบเศรษฐกิจ

    นายเอกนิติ ยอมรับว่า ยังมีความท้าทายสำคัญที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด จากปัจจัยภายนอกที่มีความผันผวนสูงมาก ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ทั่วโลกกำลังเผชิญร่วมกัน แต่รัฐบาลเชื่อมั่นว่าหากโมเมนตัมการฟื้นตัวภายในประเทศยังแข็งแกร่งเช่นนี้ จะช่วยให้ไทยรับมือกับแรงเสียดทานจากภายนอกได้

    เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

    “เปรียบเทียบเศรษฐกิจไทยวันนี้เหมือนผู้ป่วยที่ออกจากห้อง ICU แล้ว โจทย์ต่อไปของหมอเอกคือ ต้องทำกายภาพบำบัด สร้างกล้ามเนื้อให้ร่างกายกลับมาแข็งแรง เพื่อให้พร้อมกลับมาวิ่งแข่งขันได้เต็มศักยภาพอีกครั้ง”

    ล่าสุด สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 ขยายตัวถึง 2.5% ซึ่งสูงกว่าที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สสค.) เคยคาดการณ์ไว้ที่ 1.8% ส่งผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยตลอดทั้งปี 2568 เติบโตที่ระดับ 2.4% พลิกฟื้นจากต้นปีที่เคยคาดว่าจะขยายตัวเพียง 0.3% ถือเป็นการยืนยันอย่างเป็นทางการว่าเศรษฐกิจไทยได้หลุดพ้นจากหล่มแล้ว โดยภาพรวมเศรษฐกิจปี 2568 มีเม็ดเงินรายได้ประชาชาติ หรือ Nominal GDP มูลค่าเกือบแตะระดับ 19 ล้านล้านบาท (ประมาณ 18.97 ล้านล้านบาท) ซึ่งสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ประมาณ 300,000 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนว่ามีเม็ดเงินหมุนเวียนจริงในมือประชาชนและระบบเศรษฐกิจมากกว่าที่ประเมินไว้เดิม

    สำหรับปัจจัยสนับสนุนสำคัญในไตรมาสสุดท้ายว่า มาจากการขับเคลื่อนของเครื่องยนต์เศรษฐกิจทั้งการบริโภคและการลงทุน โดยเฉพาะการบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวถึง 3.3% ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดเมื่อเทียบกับสามไตรมาสแรก เป็นผลสัมฤทธิ์จากมาตรการ “Quick Big Win” ของรัฐบาล อาทิ โครงการคนละครึ่พลัส และมาตรการเที่ยวดีมีคืน การเติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่ช่วยเติมกำลังซื้อให้ระบบเศรษฐกิจและกระจายรายได้สู่ฐานราก

    'เอกนิติ' มองเศรษฐกิจไทยพ้น ICU ปักธงปี 69 จีดีพีโตแตะ 3%

    “ภาพเศรษฐกิจไตรมาสสี่ที่ขยายตัวได้มากกว่าที่คาดการณ์ ส่วนหนึ่งมาจากความเชื่อมั่นของภาคประชาชนด้วย โดยดัชนีความเชื่อมั่นภาคเอกชนเองสะท้อนความเชื่อมั่นที่ดีขึ้น รวมถึงตลาดหลักทรัพย์ฯ”

    นอกจากนี้ อีกหนึ่งเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่สำคัญคือภาคการลงทุน โดยการลงทุนรวมของประเทศในไตรมาส 4 พุ่งสูงถึง 8.1% ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในรอบปี โดยมีภาครัฐเป็นแกนนำเร่งการเบิกจ่ายจนการลงทุนภาครัฐขยายตัวถึง 13% ส่งผลให้เกิดแรงดึงดูดภาคเอกชนให้ลงทุนตามจนขยายตัวกว่า 6% สะท้อนให้เห็นว่าความเชื่อมั่นของนักลงทุนเริ่มกลับมา และมาตรการดึงดูดการลงทุนอย่าง BOI Fast Pass ที่เริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรม

    ยืนยันว่าการฟื้นตัวครั้งนี้ไม่ได้มาจากการกู้เงินเพิ่มหรือขยายเพดานขาดดุล แต่เป็นการบริหารจัดการภายใต้กรอบงบประมาณเดิมอย่างมีประสิทธิภาพและตรงจุด โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยอุดรูรั่วไหลในโครงการสวัสดิการต่างๆ ขณะที่ดุลบัญชีเดินสะพัดยังคงเกินดุลอยู่ที่ประมาณ 3.1% ของ GDP ซึ่งแสดงถึงเสถียรภาพทางการเงินที่แข็งแกร่งในสายตาต่างชาติ ซึ่งความแข็งแกร่งทางการคลังนี้ได้รับการยืนยันจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถืออย่าง S&P ที่ยังคงเชื่อมั่นในเสถียรภาพของไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378973638&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3aY-BgBt-jSwPSKYKGQyqd

  • เงินเฟ้อขายส่งอินเดียม.ค. ดีดตัว 1.81% แตะไฮรอบ 10 เดือน เหตุราคาอาหาร-โลหะพุ่ง : อินโฟเควสท์

    เงินเฟ้อขายส่งอินเดียม.ค. ดีดตัว 1.81% แตะไฮรอบ 10 เดือน เหตุราคาอาหาร-โลหะพุ่ง : อินโฟเควสท์

    รัฐบาลอินเดียเปิดเผยในวันนี้ (16 ก.พ.) ว่า ดัชนีราคาขายส่ง (WPI) ของอินเดียปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.81% ในเดือนม.ค. เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งเป็นการขยายตัวในอัตราที่รวดเร็วที่สุดในรอบ 10 เดือน โดยมีปัจจัยหนุนจากราคาผักและโลหะพื้นฐานที่เริ่มขยับตัวสูงขึ้น

    ตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ที่ 1.25% และเร่งตัวขึ้นจากระดับ 0.83% ในเดือนธ.ค. ขณะที่ระดับสูงสุดก่อนหน้านี้อยู่ที่ 2.25% ซึ่งทำสถิติไว้เมื่อเดือนมี.ค. 2568

    รายงานระบุว่า ปัจจัยที่ส่งผลให้ราคาขายส่งในเดือนม.ค. ปรับตัวเพิ่มขึ้น มาจากต้นทุนการผลิตโลหะพื้นฐานที่สูงขึ้น รวมถึงราคาอาหารและสิ่งทอ ตลอดจนปัจจัยอื่น ๆ

    นักเศรษฐศาสตร์ให้ความเห็นว่า การพุ่งขึ้นของราคาโลหะทั่วโลกอันเนื่องมาจากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและการเมือง เป็นปัจจัยที่ผลักดันให้ต้นทุนสินค้าอุตสาหกรรมปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ดี ตัวเลขเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นนี้จะยังไม่มีผลต่อนโยบายการเงินในปัจจุบัน

    สำหรับรายละเอียดรายหมวดสินค้า พบว่าราคาอาหารขายส่งปรับตัวขึ้น 1.41% ในเดือนม.ค. เมื่อเทียบเป็นรายปี หลังจากที่ทรงตัวในเดือนธ.ค. โดยเฉพาะราคาผักทะยานขึ้นถึง 6.78% สวนทางกับเดือนธ.ค. ที่ปรับตัวลดลง 3.5%

    ขณะที่ราคาสินค้าอุตสาหกรรมปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.86% ในเดือนม.ค. เทียบกับระดับ 1.82% ในเดือนธ.ค. ส่วนราคาเชื้อเพลิงและพลังงานปรับตัวลดลง 4.01% เมื่อเทียบรายปี เทียบกับเดือนก่อนหน้าที่ลดลง 2.31%

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (16 ก.พ. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/569535&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1y8orFaByWZHS0zTQPJOWK

  • ไทยกำหนดยุทธศาสตร์การค้าใหม่ รับโลกผันผวน บูรณาการ TDR 2025 สร้างขีดแข่งขัน

    ไทยกำหนดยุทธศาสตร์การค้าใหม่ รับโลกผันผวน บูรณาการ TDR 2025 สร้างขีดแข่งขัน

    ITD จับมือกระทรวงพาณิชย์–การต่างประเทศ และ UNCTAD จัดเวทีวิเคราะห์ TDR 2025 วางทิศทางการค้าไทยรับโลกเปลี่ยนผ่าน ชูการทูตเศรษฐกิจ การเงินดิจิทัล และความร่วมมือพหุภาคี เสริมศักยภาพแข่งขันระยะยาว

    วันที่ 16 ก.พ.69 สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) ITD ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ UN Trade and Development (UNCTAD) และสมาคมนักเรียนเก่าฮาร์วาร์ดแห่งประเทศไทย จัดเวทีสัมมนาวิชาการนานาชาติหัวข้อ “Navigating Global Trade Shifts: Insights from the UNCTAD Trade and Development Report and Strategic Implications for Thailand” ณ ห้องวิเทศสโมสร กระทรวงการต่างประเทศ และผ่านระบบ Hybrid โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 150 คน จากภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อร่วมกันวิเคราะห์ทิศทางเศรษฐกิจโลกจากรายงาน Trade and Development Report 2025 (TDR 2025) และกำหนดยุทธศาสตร์การค้าของไทยให้สอดรับกับบริบทโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านอย่างมีนัยสำคัญ

    ภายในงานได้รับเกียรติจาก ดร.ศุภชัย พาณิชยภักดิ์ อดีตเลขาธิการ UNCTAD และอดีตผู้อำนวยการใหญ่องค์การการค้าโลก World Trade Organization กล่าวปาฐกถาพิเศษ ขณะที่นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวเปิดงาน พร้อมด้วยนายสุภกิจ เจริญกุล ผู้อำนวยการ ITD กล่าวต้อนรับ

    ดร.ศุภชัย พาณิชยภักดิ์ ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษ โดยสะท้อนภาพรวมเศรษฐกิจโลกที่กำลังเผชิญความไม่แน่นอนเชิงโครงสร้างจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ การปรับห่วงโซ่อุปทาน และแนวโน้มใหม่ของการค้าโลก อาทิ trade diversion, friendshoring และ re-globalization ซึ่งส่งผลต่อรูปแบบความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศอย่างมีนัยสำคัญ

    ดร.ศุภชัย ชี้ว่า การทูตเศรษฐกิจในปัจจุบันต้องก้าวข้ามมิติทางการเมืองแบบเดิม ไปสู่การพิจารณาประเด็น geo-strategic economic issues อย่างรอบด้าน พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับบทบาทของ digitalization ในกรอบความตกลงการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับผลิตภาพและขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศกำลังพัฒนา หากสามารถปรับตัวด้านเทคโนโลยีและนโยบายได้อย่างทันท่วงที

    ในมิติความเสี่ยงทางเศรษฐกิจโลก ดร.ศุภชัย ได้ย้ำถึงบทเรียนจากวิกฤตการเงินโลกปี 2008 ที่เกิดจากความหละหลวมของการกำกับดูแลสถาบันการเงิน และเตือนว่าเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันยังคงเผชิญความผันผวนจากกระแสเงินทุน การขยายตัวของตลาดทุน และการลงทุนด้านเทคโนโลยีและ AI ที่พึ่งพาการกู้ยืมสูง ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะฟองสบู่ได้หากขาดการบริหารจัดการเชิงนโยบายที่เหมาะสม ดังนั้น ความยืดหยุ่นทั้งด้านการเงินและการค้าจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการรองรับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก

    พร้อมกันนี้ ดร.ศุภชัย เสนอว่า ท่ามกลางความท้าทายระดับโลก ประเทศจำเป็นต้องสร้างเสถียรภาพภายในให้เข้มแข็งเป็นลำดับแรก ควบคู่กับการเพิ่มพื้นที่ทางการคลัง การลดภาระหนี้ครัวเรือน และการลงทุนด้านสังคม เช่น การศึกษาและสังคมผู้สูงอายุ รวมถึงการผลักดันนโยบายอุตสาหกรรมใหม่ที่มุ่งเน้นเทคโนโลยี การเกษตรแห่งอนาคต และการกระจายตลาดและผลิตภัณฑ์ (diversification) เพื่อลดความเปราะบางจากความผันผวนภายนอก

    นอกจากนี้ ยังเน้นถึงความเชื่อมโยงระหว่างการค้า การเงิน และการพัฒนา โดยเฉพาะบทบาทของ Trade Finance ที่ต้องได้รับการบริหารจัดการอย่างรอบคอบ เพื่อสนับสนุนการค้าสินค้าและป้องกันความเสี่ยงเชิงระบบในภาคการเงิน ตลอดจนความสำคัญของความร่วมมือทางการเงินระดับภูมิภาค เช่น กลไกความร่วมมือด้านการเงินที่สามารถทำหน้าที่เป็นกันชนต่อวิกฤตเศรษฐกิจในอนาคต

    ดร.ศุภชัย สรุปว่า โลกจะไม่กลับไปสู่รูปแบบเดิมของโลกาภิวัตน์ แม้จะมีการปฏิรูปสถาบันพหุภาคี โดยระบบการค้าโลกจำเป็นต้องได้รับการประคับประคองผ่านความร่วมมือพหุภาคีที่เข้มแข็ง และควรมุ่งสู่ “development-oriented globalization” หรือโลกาภิวัตน์ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ การค้าแม้จะเป็นกลไกสำคัญของการเติบโต แต่ต้องตอบโจทย์การพัฒนา และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมสามารถเชื่อมโยงและยกระดับเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลกได้อย่างเข้มแข็งในระยะยาว

    นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่า TDR 2026 มีความสำคัญอย่างยิ่งและทันต่อสถานการณ์ โดยรายงานได้เน้นย้ำว่า “การค้าและการเงินต้องดำเนินควบคู่กัน” อย่างไรก็ตาม ประเทศกำลังพัฒนาจำนวนมากยังคงเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้างในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเสริมสร้างความร่วมมือพหุภาคี และบูรณาการนโยบายด้านการค้า การเงิน และการพัฒนาเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ ซึ่งประเด็นดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาของประเทศไทย

    สำหรับประเทศไทย จำเป็นต้องปรับตัวทั้งในมิตินโยบายเศรษฐกิจและนโยบายการต่างประเทศ โดยประเทศไทยได้ให้ความสำคัญกับการทูตเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้น เนื่องจากในบริบทปัจจุบัน นโยบายเศรษฐกิจและนโยบายการต่างประเทศไม่สามารถดำเนินแยกส่วนได้อีกต่อไป แต่ต้องเกื้อหนุนซึ่งกันและกันอย่างบูรณาการ นโยบายการต่างประเทศในปัจจุบันจึงต้องมีความรอบด้าน ครอบคลุม และเชื่อมโยงกับผลประโยชน์ของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยการทูตเศรษฐกิจไม่ได้มุ่งเพียงการเปิดตลาดเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสร้างความเชื่อมั่น เสริมสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจที่นำไปสู่ประโยชน์ต่อประชาชนและความสามารถการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

    ในเชิงการดำเนินนโยบาย กระทรวงการต่างประเทศได้กำหนดยุทธศาสตร์การทูตเศรษฐกิจที่มุ่งเน้น 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ การสร้างความเชื่อมั่นในประเทศไทย การเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน และการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยในด้านการสร้างความเชื่อมั่น ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการอำนวยความสะดวกทางการค้า การปรับปรุงกฎระเบียบให้ทันสมัย และการยกระดับมาตรฐานให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล รวมถึงด้านความยั่งยืนและสิทธิมนุษยชน ตลอดจนการสนับสนุนระบบการค้าโลกที่ยึดกติกาเป็นฐาน และการปฏิรูประบบการเงินระหว่างประเทศ

    ในด้านการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน ไทยมุ่งวางตำแหน่งเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจที่มีความน่าเชื่อถือในห่วงโซ่อุปทานโลกที่กำลังปรับเปลี่ยน โดยเครือข่ายสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลทั่วโลกจะมีบทบาทเชิงรุกในการเชื่อมโยงนักลงทุนและพันธมิตรทางเศรษฐกิจ สนับสนุนผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และธุรกิจสตาร์ทอัพ ให้สามารถเข้าถึงโอกาสใหม่ในตลาดโลก ควบคู่กับการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ เศรษฐกิจดิจิทัล การบินและโลจิสติกส์ การแพทย์และสุขภาพ เทคโนโลยีชีวภาพ และหุ่นยนต์ รวมถึงการพัฒนาทักษะแรงงานและทุนมนุษย์

    ในด้านความร่วมมือระหว่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศย้ำว่า ความแตกกระจายของระบบเศรษฐกิจโลกก่อให้เกิดต้นทุนที่แท้จริง และไม่มีประเทศใดสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของการค้าโลกได้โดยลำพัง ประเทศไทยจึงสนับสนุนความร่วมมือพหุภาคีในรูปแบบเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภูมิภาค และการสร้างหุ้นส่วนกับประเทศในภูมิภาคต่าง ๆ อาทิ เอเชียใต้ ตะวันออกกลาง แอฟริกา และลาตินอเมริกา ควบคู่กับการเสริมสร้างความร่วมมือในกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาค

    ทั้งนี้ การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือแบบ “Team Thailand” โดยกระทรวงการต่างประเทศจะทำงานอย่างใกล้ชิดกับกระทรวงพาณิชย์ เพื่อให้การดำเนินนโยบายด้านการค้า การต่างประเทศ และเศรษฐกิจของไทยเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยการทูตจะช่วยเปิดประตูสู่โอกาส ขณะที่นโยบายการค้าจะช่วยต่อยอดให้เกิดผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกล่าวทิ้งท้ายว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่การเติบโตทางเศรษฐกิจถูกกำหนดไม่เพียงโดยกลไกตลาดเท่านั้น แต่ยังได้รับอิทธิพลจากภูมิรัฐศาสตร์และระบบการเงินระหว่างประเทศมากยิ่งขึ้น โดยประเทศกำลังพัฒนามักได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน ดังนั้น ความร่วมมือระหว่างประเทศจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง และ UNCTAD ยังคงมีบทบาทสำคัญในการให้ข้อมูลเชิงวิเคราะห์และข้อเสนอเชิงนโยบายที่อิงหลักฐานสำหรับประเทศกำลังพัฒนา ทั้งนี้ ประเทศไทยพร้อมทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนเพื่อให้การค้าและการพัฒนายังคงเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเจริญเติบโตร่วมกันอย่างมั่นคง ยั่งยืน และครอบคลุมในระยะยาว

    ในส่วนของ กระทรวงพาณิชย์ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกที่เผชิญความแตกแยก ความผันผวน และความไม่แน่นอนในระดับสูง โลกกำลังเผชิญกับภาวะ Extreme Polarization หรือการแบ่งแยกอย่างสุดขั้ว อย่างไรก็ตาม ไทยยังคงยึดมั่นในหลักการเป็นพันธมิตรทางการค้ากับทุกประเทศ บนพื้นฐานของความเปิดกว้าง ความครอบคลุม และการเคารพซึ่งกันและกัน ซึ่งถือเป็นจุดยืนสำคัญที่ไทยยืนหยัดมาอย่างต่อเนื่องในทุกเวทีระหว่างประเทศ

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าวว่า ไทยมีความได้เปรียบเชิงภูมิศาสตร์ในฐานะศูนย์กลางของภูมิภาค แต่ภายใต้สถานการณ์การเบี่ยงเบนทางการค้าของโลก ไทยจำเป็นต้องกำหนดยุทธศาสตร์ใหม่เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น โดยปัจจุบันไทยให้ความสำคัญกับการเปิดรับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) การลงทุนด้านดิจิทัล การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการยกระดับทักษะแรงงาน เพื่อรองรับและต่อยอดสู่อุตสาหกรรมเป้าหมายแห่งอนาคต

    นอกจากนี้ ไทยได้เดินหน้าขยายความร่วมมือทางการค้าผ่านความตกลงการค้าเสรี (FTA) อย่างต่อเนื่อง โดยมี FTA ที่ลงนามและมีผลบังคับใช้แล้ว 14 ฉบับ ครอบคลุม 18 ประเทศ ขณะเดียวกันยังมีความตกลง FTA กับศรีลังกา ภูฐาน และเอฟตา ที่อยู่ระหว่างกระบวนการให้มีผลบังคับใช้ โดยเฉพาะความตกลงกับเอฟตา ซึ่งเป็น FTA มาตรฐานสูง และจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการขยายความร่วมมือทางการค้ากับสหภาพยุโรป (EU) ในอนาคต รวมถึง FTA ไทย–แคนาดา ซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจา ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์มุ่งเน้นการผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้ประโยชน์จาก FTA ที่มีอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทันต่อกระแสการค้าโลก เพื่อส่งเสริมการส่งออก

    สำหรับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัลในภูมิภาคอาเซียน รัฐมนตรีฯ กล่าวว่า กรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA) จะเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างโอกาสทางการค้า ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs สามารถเข้าถึงตลาดอาเซียนที่มีประชากรกว่า 600 ล้านคนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยประเทศสมาชิกตั้งเป้าว่า ภายในปี 2573 มูลค่าการค้าภายในภูมิภาคจะเพิ่มจากประมาณ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งไทยในฐานะประธานการเจรจาพร้อมผลักดันและอำนวยความสะดวกให้ความตกลงดังกล่าวเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

    “การค้าไม่ใช่ภารกิจของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องอาศัยการบูรณาการความร่วมมือของทีมไทยแลนด์ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน โดยความไว้เนื้อเชื่อใจ หรือ Trust ถือเป็นเสมือนสกุลเงินตราใหม่ของการค้าระหว่างประเทศ” นางศุภจี กล่าว

    ผู้แทนจาก UN Trade and Development (UNCTAD) ได้แก่ ดร. Anastasia Nesvetailova หัวหน้าสาขานโยบายเศรษฐกิจมหภาคและการพัฒนา และ ดร. Nicolas Maystre นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส จากกองยุทธศาสตร์โลกาภิวัตน์และการพัฒนา ได้นำเสนอภาพรวมแนวโน้มเศรษฐกิจและการค้าโลก โดยชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญ “ความไม่สมดุลระหว่างการค้าและการเงิน” (Trade-Finance Asymmetry) ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงเชิงระบบอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งจากการกระจุกตัวของเงินทุน การเปลี่ยนแปลงภูมิรัฐเศรษฐกิจ และระดับหนี้สาธารณะของประเทศรายได้น้อยที่เพิ่มสูง โดยกว่า 35 จาก 68 ประเทศอยู่ในภาวะเสี่ยงหนี้หรือภาวะจมอยู่กับหนี้ ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศยิ่งซ้ำเติมต้นทุนทางการเงิน ทำให้ประเทศเปราะบางต้องกู้เงินเพื่อฟื้นฟูจากภัยพิบัติ ส่งผลให้พื้นที่ทางการคลังลดลง และก่อให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่าง “หนี้–การเงิน–สภาพภูมิอากาศ” ซึ่งเป็นแหล่งความไม่เสถียรสำคัญของเศรษฐกิจโลกในอนาคต

    ทั้งนี้ ผู้แทน UNCTAD เน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการปฏิรูประบบการเงินระหว่างประเทศให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยการกำกับดูแลความเสี่ยงเชิงระบบต้องครอบคลุมภาคการเงินทั้งหมด รวมถึงสถาบันการเงินนอกระบบอย่าง “Shadow Banking” พร้อมเสริมประสิทธิภาพกลไกการปรับโครงสร้างหนี้ และเพิ่มบทบาทการเงินเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศฉับพลัน ทั้งในด้านการลดผลกระทบ การปรับตัว และการชดเชยความเสียหาย

    ในมิติของการค้าโลก ชี้ว่าการค้าไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยเศรษฐกิจจริงเพียงอย่างเดียว แต่ยังถูกกำหนดโดยวงจรการเงินโลก (Global Financial Cycle) ผ่านสภาพคล่องทางการเงิน อัตราแลกเปลี่ยน ความเสี่ยงของตลาดการเงิน และนโยบายการเงินของประเทศมหาอำนาจ โดยเฉพาะการแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐที่ส่งผลให้การค้าและการผลิตโลกชะลอตัว และเมื่อความเสี่ยงทางการเงินเพิ่มขึ้น ปริมาณการค้าโลกก็มีแนวโน้มลดลง

    สำหรับแนวโน้มการค้าโลก คาดว่าการค้าโลกจะเติบโตประมาณ 4.4% ในปี 2025 แต่ในปี 2026 มีความเสี่ยงชะลอตัว โดยเฉพาะการค้าสินค้า จากแรงกดดันของมาตรการภาษี ความไม่แน่นอนทางการค้า และความผันผวนทางการเงิน ซึ่งส่งผลกระทบต่อธุรกิจขนาดเล็กและประเทศรายได้น้อยมากที่สุด ขณะที่ภาคบริการมีแนวโน้มเติบโตดีกว่าการค้าสินค้า โดยปัจจัยหนุนระยะสั้นมาจากการเร่งนำเข้าสินค้าล่วงหน้าและการลงทุนด้านเทคโนโลยีและ AI

    นอกจากนี้ UNCTAD ยังชี้ให้เห็น “ช่องว่างสำคัญ” ในการวิเคราะห์การค้าโลก ซึ่งมักละเลยมิติทางการเงิน โดย Trade Finance มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมช่วงเวลาระหว่างการส่งสินค้าและการชำระเงิน รวมถึงเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน ประกันความเสี่ยง และกลไกค้ำประกันทางการเงิน ที่ช่วยลดความไม่แน่นอนจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์และตลาดการเงิน

    ในด้านโครงสร้างเศรษฐกิจโลก แนวโน้มภูมิภาคนิยมใหม่ (New Regionalism) และการกระจายความเสี่ยงกำลังมีความท้าทายมากขึ้น เนื่องจากระบบการเงินมีบทบาทต่อการค้าเพิ่มสูงขึ้น โดยการพัฒนาตลาดทุนระดับภูมิภาค การบูรณาการทางการเงิน และระบบการเงินที่เข้มแข็ง จะช่วยลดต้นทุนการกู้ยืมและกระตุ้นการลงทุนในภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ผู้แทน UNCTAD ยังเสนอให้ประเทศต่าง ๆ ดำเนินนโยบายแบบบูรณาการ (Holistic Policy Framework) เพื่อรับมือความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยต้องเสริมสร้างรายได้ภาครัฐ ระบบการเงินภายในประเทศ ตลาดทุนระดับภูมิภาค และความร่วมมือระหว่างประเทศด้านการเงินและสภาพภูมิอากาศ ควบคู่กับการใช้ข้อมูลเชิงลึกแบบข้ามภาคส่วน เพื่อระบุความเปราะบางของระบบการค้าโลก และเพิ่มการประสานนโยบายด้านการค้า การเงิน และการพัฒนา

    ทั้งนี้ ประเทศกำลังพัฒนายังคงเผชิญความเปราะบางสูงจากความผันผวนทางการเงิน ความเสี่ยงค่าเงิน และความไม่แน่นอนด้านกฎการค้า โดยเฉพาะประเทศที่เปราะบางด้านภูมิอากาศซึ่งต้องแบกรับต้นทุนดอกเบี้ยที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนให้เห็นว่าการค้า การเงิน และการพัฒนาต้องดำเนินควบคู่กัน และการปฏิรูประบบการเงินโลกถือเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาว ภายใต้บริบทความเสี่ยงด้านภูมิรัฐเศรษฐกิจ การเงิน และสภาพภูมิอากาศที่ทวีความซับซ้อนมากขึ้นในเศรษฐกิจโลกปัจจุบัน

    เวทีสัมมนาครั้งนี้ตอกย้ำว่า “การค้า การเงิน ภูมิรัฐศาสตร์ และสภาพภูมิอากาศ” เป็นปัจจัยที่เชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออกในระบบเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ กระทรวงพาณิชย์จะนำข้อเสนอเชิงนโยบายจากรายงาน TDR 2025 และข้อคิดเห็นจากทุกภาคส่วนมาบูรณาการสู่การกำหนดยุทธศาสตร์การค้าระหว่างประเทศของไทย โดยมุ่งเสริมสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และผลักดันบทบาทของไทยในฐานะประเทศที่เปิดกว้าง มีความสมดุล และมีความรับผิดชอบต่อระบบการค้าโลก เพื่อให้ประเทศไทยเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/129592&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2s0yvQW7VkpV7PxGRo7osO

  • ผ่าเครื่องยนต์ประคองเศรษฐกิจปี 69 ฝากความหวังงบประมาณ-งบลงทุนรัฐวิสาหกิจ

    ผ่าเครื่องยนต์ประคองเศรษฐกิจปี 69 ฝากความหวังงบประมาณ-งบลงทุนรัฐวิสาหกิจ

    ผ่าเครื่องยนต์ประคองเศรษฐกิจปี 69 ฝากความหวังงบประมาณ-งบลงทุนรัฐวิสาหกิจ

    สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2569 มีแนวโน้มชะลอตัวลงอย่างช้า ๆ ตามการลดลงของแรงขับเคลื่อนจากการส่งออกตามแนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและอุปสงค์ในประเทศยังมีแนวโน้มที่จะสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะการขยายตัวของอุปสงค์ภาครัฐตามการเพิ่มขึ้นของกรอบวงเงินงบประมาณ

    เช่นเดียวกับการขยายตัวของการลงทุนภาคเอกชนตามการเพิ่มขึ้นของเงินการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศและแนวโน้มการปรับตัวดีขึ้นอย่างช้า ๆ ของการก่อสร้างภาคเอกชน ภายใต้ข้อจำกัดจากภาระหนี้สินภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจที่ยังอยู่ในเกณฑ์สูง รวมทั้งมีความเสี่ยงจากความผันผวนของระบบเศรษฐกิจการเงินโลก ความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ และเงื่อนไขทางการเมืองที่อาจส่งผลกระทบต่อความล่าช้าของกระบวนการงบประมาณปี 2570

    นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ยอมรับว่า ปัจจัยสนับสนุนเศรษฐกิจปี 2569 มี 4 เรื่องหลัก คือ การขยายตัวต่อเนื่องของการอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนจากมาตรการ Thailand Fast Pass ที่ช่วยอำนวยความสะดวก การเพิ่มขึ้นของแรงสนับสนุนจากรายจ่ายภาครัฐที่งบประมาณเพิ่มขึ้นประมาณ 7-8% การฟื้นตัวต่อเนื่องของภาคการท่องเที่ยว และการผลิตภาคการเกษตรจากปริมาณน้ำในเขื่อนที่สูงเกือบ 100%

    อย่างไรก็ตามปัจจัยสำคัญส่วนหนึ่งที่ต้องจับตานั่นคือการเพิ่มขึ้นของกรอบงบประมาณภาครัฐทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุนที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนการใช้จ่ายภาครัฐบาล ดังนี้

    1. กรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 ที่วงเงิน 2.45 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.9% จากปีงบประมาณก่อนหน้า แบ่งเป็นรายจ่ายประจำ 1.80 ล้านล้านบาท (เพิ่มขึ้น 5.6%) และรายจ่ายลงทุน 6.49 แสนล้านบาท (ขยายตัว 14.8%)

    ทั้งนี้เมื่อพิจารณาจากสมมติฐานอัตราเบิกจ่ายที่คาดไว้ในกรณีฐานสำหรับงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ที่ 90.6% แบ่งเป็นงบรายจ่ายประจำ 98% และรายจ่ายลงทุน 70% ตามลำดับ ส่งผลให้คาดว่าจะมีเม็ดเงินงบประมาณที่มีการเบิกจ่ายเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจรวม 2.22 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% แบ่งเป็น รายจ่ายประจำ 1.76 ล้านล้านบาท (เพิ่มขึ้น 3.3%) และรายจ่ายลงทุน 4.54 แสนล้านบาท (ขยายตัว 18.2%)

    2. กรอบงบประมาณรายจ่ายเหลื่อมประจำปีงบประมาณ 2569 รวมทั้งสิ้น 2.09 แสนล้านบาท ลดลง 8% จากปีงบประมาณก่อนหน้า แบ่งเป็น รายจ่ายประจำ 3.03 หมื่นล้านบาท และรายจ่ายลงทุน 1.78 แสนล้านบาท คิดเป็นการขยายตัว 4.2% และลดลง 9.8% ตามลำดับ 

    สำหรับงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ในกรณีฐานคาดว่าจะมีความล่าช้าในกระบวนการจัดทำงบประมาณ 1 ไตรมาสจากการเปลี่ยนผ่านของรัฐบาล ส่งผลให้ในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2570 คาดว่าจะมีการเบิกจ่าย 20.3% แบ่งเป็น รายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุน เบิกจ่าย 25.8% และ 4.5% ตามลำดับ 

    3. งบประมาณภายใต้รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็ง วงเงินรวม 130,955 ล้านบาท ที่คาดว่างบประมาณในส่วนที่เหลือประมาณ 43,482 ล้านบาท จะมีการเบิกจ่ายภายในครึ่งแรกของปี 2569

    นายดนุชา กล่าวว่า งบประมาณอีกส่วนหนึ่งที่คาดว่าจะช่วยประคับประคองเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ได้ นั่นคือ งบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ โดยตามประมาณการลงทุนของรัฐวิสาหกิจ ในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2569 (ตุลาคม-ธันวาคม)ประเมินว่า จะมีวงเงินที่สามารถเบิกจ่ายเข้าสู่ระบบในช่วงไตรมาสที่ 4 ปีนี้ประมาณ 92,000 ล้านบาท ซึ่งเงินจำนวนนี้ก็น่าจะมีส่วนช่วยในการพยุงเศรษฐกิจในช่วงดังกล่าวได้ในกรณีที่งบประมาณแผ่นดินปี 2570 เกิดความล่าช้าออกไป

    ทั้งนี้ สศช.ประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจไทยใหม่ ในปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวในช่วง 1.5 -2.5% (ค่ากลางการประมาณการ 2%) เพิ่มขึ้นจากประมาณการเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 1.2 – 2.2% โดยมีค่ากลางการประมาณการ 1.7% คาดว่าการอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนจะขยายตัว 2.1% และ 1.9% ตามลำดับ มูลค่าการส่งออกในรูปดอลลาร์สหรัฐ จะขยายตัว 2% อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ในช่วง (-0.3%) – 0.7% และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 2.4% ของ GDP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/651702&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0dwrpyySzZYAnGso8uUfW6

  • สภาพัฒน์ ปรับเพิ่ม GDP ปี 69 คาดโต 1.5-2.5% รับแรงส่งบริโภค-ลงทุนเอกชน, ท่องเที่ยว, งบภาครัฐหนุน : อินโฟเควสท์

    สภาพัฒน์ ปรับเพิ่ม GDP ปี 69 คาดโต 1.5-2.5% รับแรงส่งบริโภค-ลงทุนเอกชน, ท่องเที่ยว, งบภาครัฐหนุน : อินโฟเควสท์

    นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เปิดเผยว่า สภาพัฒน์ ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยในปี 2569 เป็นโต 1.5-2.5% จากเดิมคาดโต 1.2-2.2% โดยมีปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญ ได้แก่ (1) การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการอุปโภคบริโภค และการลงทุนภาคเอกชน (2) การเพิ่มขึ้นของกรอบงบประมาณภาครัฐ ทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุน (3) การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และบริการที่เกี่ยวเนื่อง และ (4) ปริมาณน้ำที่เอื้ออำนวยต่อการขยายตัวของการผลิตภาคการเกษตร

    ทั้งนี้ คาดว่าการอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน จะขยายตัวได้ 2.1% และ 1.9% ตามลำดับ ส่วนมูลค่าการส่งออกในรูปดอลลาร์สหรัฐ จะขยายตัวได้ 2.0% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ในช่วง -0.3 ถึง 0.7% และดุลบัญชีเดินสะพัด เกินดุล 2.4% ของ GDP โดยมีรายละเอียด ดังนี้

    1. การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภค ประกอบด้วย (1) การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคภาคเอกชน คาดว่าจะขยายตัว 2.1% โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการฟื้นตัวของการใช้จ่ายในหมวดภาคบริการ ตามการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และเงินเฟ้อที่ยังมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำ ท่ามกลางการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย อย่างไรก็ตาม การบริโภคภาคเอกชน มีแนวโน้มชะลอลงจากฐานการบริโภคในปี 68 ที่ส่วนหนึ่งได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐ และ (2) การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคภาครัฐบาล คาดว่าจะขยายตัว 1.2% ตามการเพิ่มขึ้นของกรอบงบประมาณรายจ่ายประจำ ทั้งในส่วนของงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 และงบประมาณรายจ่ายเหลื่อมปี

    2. การลงทุนรวม คาดว่าจะขยายตัว 1.8% โดย (1) การลงทุนภาคเอกชน คาดว่าจะขยายตัว 1.9% และ (2) การลงทุนภาครัฐ คาดว่าจะขยายตัว 1.7% ชะลอลงจากปี 68 ตามการลดลงของเม็ดเงินเบิกจ่ายงบประมาณที่เหลือภายใต้มาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็ง หลังจากมีการเบิกจ่ายในช่วงไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2569 มากกว่าที่คาดการณ์

    3. มูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐฯ คาดว่าจะขยายตัว 2.0% โดยเป็นการปรับเพิ่มขึ้นจากประมาณการเดิมที่คาดว่าจะอยู่ที่ -0.3% ตามการผ่อนคลายของมาตรการกีดกันทางการค้า ที่ส่งผลให้มูลค่าการส่งออกสินค้ามีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง ขณะที่การส่งออกบริการ มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นตามการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว ที่คาดว่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทย 35 ล้านคน โดยในจำนวนนี้คาดว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวชาวจีนราว 4.7 ล้านคน ประมาณการรายได้รวมจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ อยู่ที่ 1.65 ล้านล้านบาท

    อย่างไรก็ดี ในปี 2569 ยังคงมีปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ ได้แก่

    1. ความผันผวนของระบบเศรษฐกิจและการค้าโลก ท่ามกลางความไม่แน่นอนของมาตรการทางการค้า ความยืดเยื้อของความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ความแตกต่างในการดำเนินนโยบายการเงิน ความเปราะบางในห่วงโซ่อุปทานกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าไฮเทค ความเสี่ยงจากการปรับฐานราคาในตลาดทุน และความเสี่ยงจากหนี้สาธารณะในระดับสูง จนส่งผลให้พื้นที่ทางการคลังมีจำกัด

    2. หนี้สินภาคครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อของธุรกิจ SMEs ยังเป็นข้อจำกัดของการฟื้นตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ

    3. ความผันผวนของสภาพภูมิอากาศที่มีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น ขณะที่หลายประเทศสำคัญเริ่มมีการบังคับใช้กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดมากขึ้น จึงมีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมส่งออกที่มีสัดส่วนในการปล่อยก๊าซคาร์บอนสูง เช่น เหล็ก เหล็กกล้า อะลูมิเนียม ปุ๋ย และซีเมนต์

    4. เงื่อนไขและบรรยากาศทางเศรษฐกิจและการเมืองหลังการเลือกตั้ง ซึ่งอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ และกระทบต่อกระบวนการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 รวมถึงการดำเนินนโยบายต่าง ๆ ที่สำคัญ

    พร้อมกันนี้ สภาพัฒน์ ยังแนะถึงการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในปีนี้ รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับ

    1. การรักษาบรรยากาศทางเศรษฐกิจ และการเมืองหลังการเลือกตั้ง โดยให้ความสำคัญกับการเร่งรัดกระบวนการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ให้สามารถเบิกจ่ายเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้โดยเร็ว เพื่อรักษาพลวัตการขยายตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ โดยเฉพาะในด้านการลงทุน ที่เริ่มปรับตัวดีขึ้นในไตรมาสที่ 4/68 ควบคู่ไปกับการดำเนินการที่สำคัญ ๆ ที่มีผลต่อการสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะการเร่งรัดกระบวนการเจรจาทางการค้ากับประเทศสำคัญ

    รวมทั้งการรักษาวินัยทางการคลัง โดยการดำเนินการตามกรอบแผนการคลังระยะปานกลาง เพื่อลดแรงกดดันจากภาระหนี้สาธารณะ และลดความเสี่ยงต่อการปรับอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ โดยจัดลำดับความสำคัญของการใช้จ่ายภาครัฐที่จะช่วยสนับสนุนการลงทุน และวางรากฐานการพัฒนาประเทศ เพื่อเพิ่มศักยภาพการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะยาว และกำหนดแนวทางในการปรับลดรายจ่ายประจำโดยเฉพาะการตัดงบประมาณที่ไม่จำเป็น

    ตลอดจนการปฏิรูปโครงสร้างหน่วยงานภาครัฐ เพื่อมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ และลดต้นทุนดำเนินงาน อันเป็นภาระงบประมาณ อาทิ การพิจารณายุบหน่วยงานที่มีภารกิจซ้ำซ้อน การควบคุมการเพิ่มอัตราตำแหน่งใหม่ การเกษียณก่อนกำหนด เป็นต้น ควบคู่ไปกับการปฏิรูประบบภาษี และปรับลดรายการลดหย่อนภาษีที่ไม่จำเป็น

    2. การขับเคลื่อนการลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะโครงการลงทุนที่ได้รับการออกบัตรส่งเสริมการลงทุนไปแล้วในช่วงก่อนหน้า ให้เกิดการลงทุนจริง โดยให้ความสำคัญกับ

    • การเร่งดำเนินการระบบ Thailand FastPass เพื่ออำนวยความสะดวก และเร่งรัดการดำเนินโครงการ โดยกำหนดข้อตกลงระดับการให้บริการ (Service Level Agreement: SLA) ในแต่ละขั้นตอนที่ชัดเจน พร้อมทั้งกำหนดเงื่อนไขการส่งเสริมการลงทุนและการดำเนินงานในเชิงรุก เพื่อให้นักลงทุนที่ได้รับการออกบัตรส่งเสริมการลงทุนแล้วมีการลงทุนจริงโดยเร็ว
    • การปรับปรุงระบบการขออนุญาตแบบรวมศูนย์ ผ่านช่องทางดิจิทัลแพลตฟอร์ม อาทิ การขอใบอนุญาตก่อสร้าง โรงงาน และผังเมือง รวมทั้งพัฒนาแนวทางในการเร่งรัดข้อพิจารณาด้านสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ลงทุนเพื่อร่นระยะเวลาในการเริ่มก่อสร้างให้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น
    • การยกระดับความพร้อมทางด้านโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคที่จำเป็นต่อการลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะการจัดหาพลังงานให้เพียงพอสำหรับการลงทุนที่รับการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนไปแล้ว และเร่งรัดกระบวนการซื้อขายไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบการทำสัญญาซื้อขายพลังงานไฟฟ้าโดยตรง (Direct Power Purchase Agreement: Direct PPA) ควบคู่ไปกับการพัฒนากลไกการส่งเสริมพลังงานทางเลือก/พลังงานสะอาด
    • การปรับแนวทางการให้สิทธิประโยชน์จากมูลค่าเงินลงทุน ไปสู่การให้สิทธิประโยชน์ตามผลลัพธ์ที่มุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ (Local value added) อาทิ การเพิ่มสัดส่วนการใช้สินค้าวัตถุดิบ/สินค้าขั้นกลางจากผู้ประกอบการไทย การถ่ายทอดทางเทคโนโลยี การฝึกอบรมแรงงาน และการตั้งศูนย์วิจัยหรือทดสอบในประเทศ
    • การส่งเสริมการลงทุนในรูปแบบของกิจการร่วมทุน (Joint venture) และการเชื่อมโยงธุรกิจ เพื่อส่งเสริมการสร้างธุรกิจเกี่ยวเนื่องของไทยในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการค้า และห่วงโซ่การผลิตโลก รวมทั้งการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการที่มีฐานการผลิต ให้ขยายการผลิตภายในประเทศ
    • การใช้ประโยชน์จากการเบี่ยงเบนทางการค้าและการลงทุนที่เกิดจากมาตรการกีดกันทางการค้า โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงและไทยเป็นฐานการผลิตสำคัญในการส่งออกไปยังสหรัฐฯ

    3. การขับเคลื่อนภาคการส่งออก โดยให้ความสำคัญกับการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและตลาดใหม่ เพื่อกระจายความเสี่ยงและลดการพึ่งพาการส่งออกไปยังสหรัฐฯ โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่มีแนวโน้มสูญเสียส่วนแบ่งตลาด ควบคู่ไปกับการเร่งเจรจาความตกลงการค้าเสรีที่กำลังอยู่ในขั้นตอนการเจรจา โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อตกลงการค้าเสรีกับสหภาพยุโรปและเกาหลีใต้ ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว และเตรียมศึกษาเพื่อเจรจากับประเทศคู่ค้าสำคัญใหม่ที่มีศักยภาพ

    นอกจากนี้ ต้องให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ โดยเร่งกระบวนการเจรจาที่จะนำไปสู่ข้อตกลงกับสหรัฐฯ ภายหลังการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ขณะเดียวกัน จะต้องสร้างความรับรู้ให้กับผู้ประกอบการไทยที่ส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ ให้สามารถปฏิบัติตามกฎระเบียบและบริหารจัดการภาระต้นทุนภาษีนำเข้า และค่าธรรมเนียมได้อย่างถูกต้อง

    ตลอดจนยกระดับการตรวจสอบ และเพิ่มความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิด (Rule of origin) เพื่อป้องกันการสวมสิทธิ์สินค้าที่มาจากแหล่งกำเนิดอื่น รวมทั้งเร่งการส่งเสริมการใช้สินค้าและวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลางในประเทศ เพื่อเพิ่มสัดส่วนการใช้ปัจจัยการผลิตภายในประเทศ (Local content) ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการ SMEs และการส่งเสริมให้ภาคธุรกิจบริหารจัดการความเสี่ยงจากความผันผวนจากอัตราแลกเปลี่ยนในภาคธุรกิจด้วย

    4. การเร่งรัดการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว โดย (1) การส่งเสริมการท่องเที่ยวมูลค่าสูง ผ่านการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว และจัดกิจกรรมการท่องเที่ยว เพื่อดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพและมีกำลังซื้อสูง อาทิ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) การท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การท่องเที่ยวเชิงกีฬา การประชุมและการจัดงานสัมมนา (MICE) (2) การยกระดับมาตรฐานและความปลอดภัยนักท่องเที่ยว (3) การปราบปรามอาชญากรรมและเครือข่ายธุรกิจผิดกฎหมายข้ามชาติ เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยว และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศ (4) การดูแลและบริหารจัดการความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและภัยธรรมชาติ โดยเฉพาะการจัดทำแผนรองรับปัญหาฝุ่น PM2.5 และปัญหาอุทกภัยอย่างเป็นรูปธรรม และ (5) การเร่งแก้ปัญหาความแออัดในการเดินทาง และส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง

    5. การแก้ไขปัญหาด้านการเข้าถึงสินเชื่อของภาคธุรกิจและภาคครัวเรือน โดยให้ความสำคัญกับ (1) การลดแรงกดดันจากสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในภาคครัวเรือน โดยสร้างแรงจูงใจให้ลูกหนี้รายย่อยที่เป็น NPL เข้ารับการปรับโครงสร้างหนี้ และปิดจบหนี้ตามมาตรการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” (2) การให้ความช่วยเหลือทางการเงินให้แก่ภาคธุรกิจ SMEs ที่มีศักยภาพ แต่ประสบปัญหาด้านการเข้าถึงสภาพคล่อง เช่น มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ สินเชื่อเพื่อการปรับตัว (Transformation loan) ตลอดจนการดำเนินมาตรการเพื่อลดความเสี่ยงด้านเครดิตในการให้สินเชื่อแก่ผู้ประกอบการ SMEs ของสถาบันการเงิน ผ่านกลไกการค้ำประกันสินเชื่อ รวมทั้งการเร่งดำเนินการตามแนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนในระยะต่อไป

    เลขาธิการสภาพัฒน์ กล่าวด้วยว่า การที่เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4/68 เติบโตเกินคาดที่ 2.5% นั้น ถือเป็นสัญญาณที่ดีมายังเศรษฐกิจไทยในปีนี้ แต่อย่างไรก็ดี ยังมีความเสี่ยงจากหลายปัจจัยที่ยังมีความไม่แน่นอน ซึ่งต้องขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการของรัฐบาลชุดใหม่ และมาตรการของภาครัฐที่จะออกมาใช้ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

    ส่วนกรณีที่มีการตั้งข้อสมมติฐานว่าการเลือกตั้ง สส.เมื่อวันที่ 8 ก.พ.69 จะเป็นโมฆะนั้น นายดนุชา กล่าวว่า คงทำให้การดำเนินการต่าง ๆ ต้องชะลอออกไปจากแผน แต่มองว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันก็ยังสามารถรักษาการได้ต่อ แต่ก็คงต้องขึ้นกับผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการด้วยว่าจะออกมาเป็นอย่างไร ทั้งนี้ เห็นว่าหากจัดตั้งรัฐบาลได้เร็ว ก็จะไม่ส่งผลให้การจัดทำงบประมาณรายจ่ายของปี 2570 ต้องล่าช้าออกไป

    “หากมีรัฐบาลอย่างเป็นทางการเข้ามาบริหารประเทศได้เต็มรูปแบบก็อาจจะต้องใช้เวลา แต่ถ้าทำได้เร็ว คืออย่างช้าไม่เกินเม.ย. ก็จะทำให้การจัดทำงบปี 70 ไม่ช้าไปมาก อาจจะช้าแค่ 2 เดือน แต่หากตั้งรัฐบาลช้าไปกว่านั้น ก็จะส่งผลต่อการจัดทำงบประมาณปี 70 ที่ต้องล่าช้าออกไป และกระทบต่อเม็ดเงินลงทุนที่จะไปกระตุ้นเศรษฐกิจ” เลขาธิการสภาพัฒน์ ระบุ

    นายดนุชา ยังให้ความเห็นต่อการดำเนินนโยบายการเงินและนโยบายการคลังของไทยด้วยว่า ควรจะต้องมีการประสานสอดคล้องกัน แต่ทั้งนี้การทำนโยบายการเงินก็ต้องมีความเป็นอิสระในการตัดสินใจ และต้องพิจารณาความเหมาะสมของสถานการณ์ในขณะนั้นด้วย เพราะเมื่อเศรษฐกิจเกิดปัญหา มาตรการทางการเงินจะเป็นสิ่งแรกที่ต้องนำมาใช้ก่อน เพราะจะเห็นผลต่อเศรษฐกิจได้เร็วกว่ามาตรการทางการคลัง ซึ่งหากในปีนี้ทั้งมาตรการทางการเงิน และมาตรการทางการคลังสามารถไปด้วยกันได้ดี ก็จะส่งผลดีต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทย

    “หากมีการประสานงานกันได้ก็ดี แต่ไม่ใช่หมายความว่า จะไปลดทอนความเป็นอิสระของนโยบายการเงิน” นายดนุชา ระบุ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (16 ก.พ. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/569354&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01mgGFOKR6l7a8630skY7S

  • โจ มณฑานี ดับมั่น บอย ธีระวัฒน์ กางผลคะแนนตอกหน้า จะเรียกร้องมหาวิทยาลัยเพื่อ

    โจ มณฑานี ดับมั่น บอย ธีระวัฒน์ กางผลคะแนนตอกหน้า จะเรียกร้องมหาวิทยาลัยเพื่อ

    โจ มณฑานี ดับมั่น บอย ธีระวัฒน์ กางผลคะแนนตอกหน้า จะเรียกร้องมหาวิทยาลัยเพื่อ

    วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.04 น.

    กลายเป็นประเด็นร้อนแรงกลางเมืองตักศิลา เมื่อวานนี้ (15 ก.พ. 2569) บอย ธีระวัฒน์ พรรณะ อดีตผู้สมัคร สส.มหาสารคาม เขต 1 จากพรรคประชาชน ได้ออกมาเคลื่อนไหวผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เรียกร้องให้สถาบันการศึกษาในพื้นที่ออกมามีบทบาทต่อสถานการณ์การเลือกตั้ง โดย บอย โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กส่วนตัวระบุ ว่า “เรียกร้อง! ให้สถาบันการศึกษาของมหาสารคาม แสดงจุดยืนในการเลือกตั้งครั้งนี้ เพื่อคงไว้ซึ่งความศรัทธาของปวงชน”

    บอย ธีระวัฒน์ พรรณะ

    และในเวลาต่อมาเจ้าตัวยังได้คอมเมนต์ภาพกราฟิกที่มีรายชื่อสถาบันการศึกษาต่าง ๆ พร้อมข้อความ “ยืนหยัดข้างความโปร่งใส” และระบุเพิ่มเติม ว่า “มองหามหาสารคามบ้านเราไม่เจอ”

    บอย ธีระวัฒน์ พรรณะ

    ก่อนที่ในเวลาต่อมา โจ มณฑานี อดีตดีเจและนักเขียนชื่อดัง จะเข้าไปคอมเมนต์ตอกกลับแบบเจ็บแสบพร้อมแนบภาพผลคะแนนว่า “จะเรียกร้องมหาวิทยาลัยเพื่อ? คุณแพ้เขาเกือบ 9 พันคะแนนเน่อ”

    Jo Montanee

    โพสต์ดังกล่าวกลายเป็นสมรภูมิขนาดย่อม เมื่อชาวมหาสารคามและผู้ติดตามของทั้งสองฝ่าย ไม่ว่าจะเป็น  บอย ธีระวัฒน์ พรรณะ หรือ โจ มณฑานี เข้าไปแสดงความเห็นอย่างเผ็ดร้อน เช่น

    “ผู้มีปัญญาพึงเป็นอยู่เพื่อมหาชน อัตลักษณ์ มหาลัยชื่อดังจ.มหาสารคาม แต่เงียบกริบดีครับ 555”

    “อีก7เสียงเบอร์1ขอร่วมด้วยครับ(เหตุไม่ชอบความอยุติธรรมครับ)อย่ายอมครับ”

    “ฝากท่านอธิการ MSU Prayook Srivilai ด้วยครับ”

    “สารคามมีคนคุม ที่ไม่บอกก็รู้ว่าใคร”

    “อย่าดึงสถาบันอันทรงเกียรต์มาสนับสนุนคนแพ้แล้วพาล”

    “เนี่ย พอคนไม่เลือกก็หาว่าเค้าไม่พัฒนา”

    “ทุกเทือคือบ่หาตะดั่ยบอก แสดงว่ามีหยังผิดปกติสำหรับเรื่องนี่ #จากคนขามเรียง”

    บอย ธีระวัฒน์ พรรณะ

    Jo Montanee

    บอย ธีระวัฒน์ พรรณะ

    โจ มณฑานี

    ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก บอย ธีระวัฒน์ พรรณะ มหาสารคาม, เฟซบุ๊ก Jo Montanee

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/947467&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3TuR1YQQVmzXZjlKmJugSb

  • สสส. จับมือภาคีสุขภาพปากน้ำ โชว์ผลสำเร็จ “โนแอลคัพ 2026” เร่งขยายผล MOU โรงเรียนปลอดภัยจากปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพ

    สสส. จับมือภาคีสุขภาพปากน้ำ โชว์ผลสำเร็จ “โนแอลคัพ 2026” เร่งขยายผล MOU โรงเรียนปลอดภัยจากปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพ

    ภูมิภาค

    สสส. จับมือภาคีสุขภาพปากน้ำ โชว์ผลสำเร็จ “โนแอลคัพ 2026” เร่งขยายผล MOU โรงเรียนปลอดภัยจากปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพ

    วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 16.07 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่สำหรับการแข่งขันฟุตซอลเยาวชน “SDN FUTSAL NO – L CUP 2026” รุ่นอายุไม่เกิน 15 ปี ชิงถ้วยเกียรติยศผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ ณ ศูนย์การค้าอิมพีเรียล เวิลด์ สำโรง ภายใต้แนวคิด “เพื่อนกัน มันส์โนแอล ไม่ดื่ม ไม่สูบ ไม่เสพ ไม่พนัน” เพื่อค้นหายอดทีมเป็นตัวแทนจังหวัดชิงแชมป์ประเทศไทย
        
    นางสาวชนกนันท์ รักษาสนธ์ นักวิเคราะห์และบริหารโครงการอาวุโส จากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวเปิดงานโดยเน้นย้ำถึงการสร้าง “ระบบนิเวศสุขภาวะ” ว่า กิจกรรมนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการขับเคลื่อนงานผ่านความร่วมมือของทุกภาคส่วน เพื่อให้เด็กและเยาวชนมีพื้นที่ปลอดภัย มีต้นแบบเชิงบวก และมีทางเลือกในการใช้ชีวิตห่างไกลปัจจัยเสี่ยง สสส. เชื่อมั่นว่าการสร้างเสริมสุขภาพที่ยั่งยืนต้องเริ่มจาก สร้างนำซ่อม ซึ่งเวทีนี้เป็นมากกว่างานกีฬา
        
    นางนรินทร์รัชต์ สีแก้วน้าใส ผู้อำนวยการสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดสมุทรปราการ กล่าวถึงการขยายผลสู่สถานศึกษาว่า ทางสำนักงานฯ ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) เพื่อบูรณาการการป้องกันนักดื่มและนักสูบหน้าใหม่ โดยมุ่งเน้นให้สถานศึกษาเป็น “พื้นที่สร้างสรรค์ที่ปลอดภัย” จากปัจจัยเสี่ยงทุกรูปแบบ ทั้งบุหรี่ไฟฟ้าและยาเสพติด เพื่อเสริมสร้างสุขภาวะและทักษะชีวิตผ่านกิจกรรมกีฬาและศิลปวัฒนธรรมให้แก่เยาวชนอย่างยั่งยืน 
        

    ขณะที่ นางสาวสุพิชญา เลิศประภานนท์ ผู้บริหารศูนย์การค้าอิมพีเรียล เวิลด์ สำโรง ในฐานะหน่วยงานที่ให้การสนับสนุนหลัก มีความยินดีที่ได้สนับสนุนพื้นที่กิจกรรมสร้างสรรค์ร่วมกับ สสส.มาอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านศิลปะ ดนตรี และกีฬา โดยปรารถนาให้เยาวชนในจังหวัดสมุทรปราการมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีระเบียบวินัย และเรียนรู้การอยู่ร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพในอนาคต บริษัท อิมพีเรียล พลาซ่า จำกัด  ขอขอบคุณ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสมุทรปราการ สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดสมุทรปราการ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต1 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต2  สำนักงานการกีฬาแห่งประเทศไทยจังหวัดสมุทรปราการ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) บริษัท กิตตินคร กรุ๊ป จำกัด และสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าจังหวัดสมุทรปราการ (สคล.สมุทรปราการ) ที่ได้ร่วมส่งเสริมเยาวชนให้มีสุขภาพที่ดี
        

    ด้านข้อมูลเชิงวิชาการ ผศ.ดร.จักรพันธ์ พรมฉลวย ประธานหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการพัฒนาสังคมและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี สมุทรปราการ เปิดเผยผลการศึกษาวิจัยสถานการณ์ปัจจัยเสี่ยงในกลุ่มนักกีฬาเยาวชน พบว่า พฤติกรรมเสี่ยงลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเปรียบเทียบปี 2567 และ 2568 พบว่าพฤติกรรมการสูบบุหรี่ลดลงจากร้อยละ 5.0 เหลือเพียงร้อยละ 1.5 และพฤติกรรมการดื่มสุราลดลงจากร้อยละ 11.0 เหลือร้อยละ 3.5 ซึ่งสะท้อนถึงประสิทธิภาพของการรณรงค์ผ่านกิจกรรมกีฬา 
        

    ปิดท้ายด้วย นายธิติ ภัทรสิทธิกฤษ ฝ่ายประเมินผลของสำนักงานเครือข่ายงดเหล้า (สคล.ส่วนกลาง) ผู้ร่วมดำเนินงานวิจัยประเมินผล กล่าวเสริมว่า ภาคประชาชนทำงานอย่างใกลิชิดกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสมุทรปราการ ในการรณรงค์ ลด ละ เลิก เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และในกลุ่มเป้าหมายที่เป็นเยาวชนมีการดำเนินงานร่วมกับนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรีสมุทรปราการ ซึ่งการสำรวจครั้งนี้ใช้รูปแบบ “ไฮบริด” (Hybrid Evaluation) เพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างใกล้ชิด ข้อมูลที่ได้จะนำมาวิเคราะห์และสังเคราะห์เพื่อออกแบบกิจกรรมการส่งเสริมสุขภาวะให้สอดคล้องกับความต้องการและช่วงวัยของเยาวชน เพื่อลดช่องว่างในการทำงานและสร้างความต่อเนื่องในการสร้างเสริมสุขภาพเยาวชนในพื้นที่เป้าหมายของจังหวัดสมุทรปราการต่อไป
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/466240&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0B9kWCmcLWN1RBy5hsgATi

  • “กรกานต์พยากรณ์” เปิดดวงคนทั้ง 7 วัน ใครมีเกณฑ์รับทรัพย์ 16-22 ก.พ.นี้

    “กรกานต์พยากรณ์” เปิดดวงคนทั้ง 7 วัน ใครมีเกณฑ์รับทรัพย์ 16-22 ก.พ.นี้

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/variety/horoscope/129556&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38SDaHA3-L5DsnerbVJU1y

  • “ไทยฮอนด้า” ร่วม “สพฐ.” จุดพลังสามัคคี “วิ่ง 31 ขา สามัคคี ปีที่ 21” ชิงถ้วยพระราชทานฯ

    “ไทยฮอนด้า” ร่วม “สพฐ.” จุดพลังสามัคคี “วิ่ง 31 ขา สามัคคี ปีที่ 21” ชิงถ้วยพระราชทานฯ

    ไทยฮอนด้า ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์และเครื่องยนต์อเนกประสงค์ฮอนด้าในประเทศไทย ร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จัดการแข่งขัน “สพฐ.–ไทยฮอนด้า วิ่ง 31 ขา สามัคคี ปีที่ 21” เพื่อส่งเสริมพัฒนาการด้านร่างกาย จิตใจ และปลูกฝังคุณธรรมแก่เด็กและเยาวชนไทย โดยรอบชิงชนะเลิศระดับประเทศ ประจำปีการศึกษา 2568 ได้จัดขึ้น ณ สนามฟุตบอล การกีฬาแห่งประเทศไทย 1 (หัวหมาก)

    runnn28

    ดร.อารักษ์ พรประภา ประธานบริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด กล่าวว่า “กีฬาวิ่ง 31 ขา ไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันด้านความเร็วเท่านั้น แต่เป็นกิจกรรมที่ช่วยหล่อหลอมให้เยาวชนได้เรียนรู้เรื่องความสามัคคี ความมีวินัย ความรับผิดชอบ การทำงานเป็นทีม และการรู้แพ้ รู้ชนะ ควบคู่กับการเสริมสร้างสุขภาพร่างกายและจิตใจให้แข็งแรง ซึ่งล้วนเป็นพื้นฐานสำคัญในการเติบโตเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต ไทยฮอนด้ารู้สึกยินดีที่ได้สนับสนุนกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ได้พัฒนาศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่ และขอชื่นชมทุกทีมที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความพร้อมเพรียงเป็นหนึ่งเดียว”

    runnn228

    “การแข่งขันในปีที่ 21 นี้ ยังคงจัดขึ้นภายใต้โครงการไทยฮอนด้าเพื่อสังคมไทย โดยมุ่งส่งเสริมการพัฒนาเยาวชนผ่านกิจกรรมกีฬาอย่างรอบด้าน ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ ความคิด และทักษะการทำงานร่วมกัน ในปีนี้มีทีมเข้าร่วมการแข่งขันกว่า 200 ทีม จากทั่วประเทศ โดยคณะกรรมการได้จัดการแข่งขันในระดับจังหวัด และคัดเลือกทีมที่ทำเวลาดีที่สุดจำนวน 20 ทีม ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศระดับประเทศ นับตั้งแต่เริ่มโครงการจนถึงปัจจุบัน มีเยาวชนเข้าร่วมแล้วกว่า 510,000 คน และยังคงได้รับความสนใจจากสถานศึกษาทั่วประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สำหรับรอบชิงชนะเลิศในวันนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของเยาวชนที่ได้เข้าชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งนับเป็นเกียรติอันสูงสุดของการแข่งขันครั้งนี้”

    runnn26

    สำหรับกติกาการแข่งขันวิ่ง 31 ขา กำหนดให้แต่ละทีมประกอบด้วยนักกีฬา 30 คน โดยมีหัวหน้าทีม 1 คน พร้อมนักกีฬาสำรอง 4 คน และครูผู้ฝึกสอน 1-3 คน โดยนักกีฬาทั้ง 30 คนจะต้องผูกขาเข้าด้วยกัน และวิ่งระยะทาง 50 เมตร ให้เข้าเส้นชัยพร้อมกันให้เร็วที่สุด ซึ่งต้องอาศัยความสามัคคี การประสานงาน และการฝึกซ้อมอย่างต่อเนื่อง

    runnn223

    การแข่งขันรอบชิงแชมป์ประเทศไทยปีนี้ เต็มไปด้วยความเข้มข้นและพลังทีมเวิร์กที่เปี่ยมด้วยความมุ่งมั่น โดยผลการแข่งขันมีดังนี้

    • ชนะเลิศอันดับ 1 โรงเรียนอามานะศักดิ์ (ทีม A) จังหวัดปัตตานี สนับสนุนโดย บริษัท อริยะมอเตอร์ (ปัตตานี) จำกัด ทำเวลาเร็วที่สุด 8.822 วินาที
    • รองชนะเลิศอันดับ 2 โรงเรียนบ้านริมใต้ จังหวัดเชียงใหม่ สนับสนุนโดย บริษัท นัติมอเตอร์ จำกัด ทำเวลา 8.998 วินาที
    • รองชนะเลิศอันดับ 3 โรงเรียนบ้านละหานทราย (คุรุราษฎร์บำรุงวิทยา) จังหวัดบุรีรัมย์สนับสนุนโดย บริษัท บุรีรัมย์ยนตรการ จำกัด ทำเวลา 9.153 วินาที

    runnn288

    ทั้งนี้ กีฬาวิ่ง 31 ขา สามัคคี เริ่มต้นขึ้นในประเทศญี่ปุ่นเมื่อปี 2538 เพื่อส่งเสริมความสามัคคีและฝึกทักษะการทำงานเป็นทีมให้กับนักเรียนระดับประถมศึกษา ก่อนจะได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายทั่วประเทศ ต่อมาในปี 2548 กีฬานี้ได้ถูกนำมาจัดขึ้นในประเทศไทยเป็นครั้งแรก โดยกลุ่มบริษัทฮอนด้าในประเทศไทย ในฐานะผู้สนับสนุนหลัก และภายหลัง บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด ได้ร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ขยายการแข่งขันสู่โรงเรียนทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เยาวชนไทยได้พัฒนาทักษะการทำงานเป็นทีม ฝึกความอดทน ความมุ่งมั่น และการมีน้ำใจนักกีฬา ซึ่งเป็นคุณลักษณะสำคัญในการเติบโตเป็นบุคลากรและผู้นำที่มีคุณภาพในอนาคต

    ติดตามความเคลื่อนไหว และผลการแข่งขัน “สพฐ.-ไทยฮอนด้า วิ่ง 31 ขา สามัคคี” ได้ที่ www.facebook.com/honda31legs 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/sport/1633006&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ESDgFyR5Bi0JK8nyG4D9z