Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ผู้ว่าการเฟดสหรัฐฯ ปรับลดคาดการณ์การลดดอกเบิ้ยปี 2025

    ผู้ว่าการเฟดสหรัฐฯ ปรับลดคาดการณ์การลดดอกเบิ้ยปี 2025

    สตีเฟน มิราน ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ปรับลดคาดการณ์การลดอัตราดอกเบี้ยในปี 2025 หลังข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดแสดงสัญญาณแข็งแกร่งกว่าที่คาดการณ์ไว้

    มิราน กล่าวในการสัมภาษณ์ที่เผยแพร่เมื่อวันพฤหัสบดีผ่านสื่อออนไลน์ The Peg ว่า “ตลาดแรงงานมีสถานการณ์ดีกว่าที่คาดหวังในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา” พร้อมเสริมว่า “เงินเฟ้อสินค้ามีสัญญาณแข็งแกร่งขึ้น”

    การปรับเปลี่ยนท่าทีนโยบายการเงิน

    ด้วยปัจจัยทั้งสองประการดังกล่าว มิราน จึงตัดสินใจ “ยกเลิกสิ่งที่ทำในเดือนธันวาคม” โดยในเดือนธันวาคม 2024 เขาคาดการณ์ว่าอัตราดอกเบิ้ยควรลดลงต่ำกว่า 2.25% ภายในสิ้นปี 2026

    ปัจจุบัน มิราน เปลี่ยนแปลงท่าทีกลับไปสู่จุดยืนในเดือนกันยายน ซึ่งคาดการณ์ให้อัตราดอกเบิ้ยอยู่ต่ำกว่า 2.75%

    บทบาทในระบบธนาคารกลาง

    มิราน เป็นหนึ่งในเจ็ดผู้ว่าการของคณะกรรมการเฟด ซึ่งร่วมกับประธานธนาคารกลางภูมิภาคอีกห้าคน ประกอบเป็นคณะกรรมการที่มีอำนาจลงคะแนนเสียงในการกำหนดอัตราดอกเบิ้ย

    แม้มิราน ยังคงจัดอยู่ในกลุ่มเจ้าหนาที่เฟดที่มีท่าที “นุ่มนวล” หรือสนับสนุนการลดดอกเบิ้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจมากกว่าการขึ้นดอกเบิ้ยเพื่อต่อสู้กับเงินเฟ้อ

    ความเชื่อมโยงกับรัฐบาลทรัมป์

    โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เสนอชื่อมิราน เข้าดำรงตำแหน่งผู้ว่าการเฟดในปีที่แล้ว เพื่อทำหน้าที่แทน อาเดรียนา คูเกลอร์ ซึ่งเป็นผู้ที่ โจ ไบเดน อดีตประธานาธิบดี แต่งตั้งและลาออกก่อนครบวาระ

    การปรับเปลี่ยนท่าทีของมิราน อาจสะท้อนความแตกต่างกับจุดยืนของทรัมป์ ซึ่งเรียกร้องให้ลดอัตราดอกเบิ้ยอย่างมีนัยสำคัญ

    แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงผู้นำเฟด

    แม้วาระของมิราน จะสิ้นสุดลงเมื่อสิ้นเดือนมกราคม เขายังคงสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้จนกว่าวุฒิสภาจะอนุมัติผู้สืบทอดตำแหน่ง คาดการณ์ว่าทรัมป์ จะแต่งตั้ง เควิน วอร์ช ซึ่งเป็นตัวเลือกสำหรับตำแหน่งประธานเฟดคนใหม่ ให้ดำรองตำแหน่งนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/us-fed-governor-miran-scales-back-rate-cut-expectations-2025&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01LE9k-aQ1bOyRhCn6AmnJ

  • บอนด์ยีลด์ดีดตัว หลังสหรัฐเผยตัวเลขเศรษฐกิจสดใส

    บอนด์ยีลด์ดีดตัว หลังสหรัฐเผยตัวเลขเศรษฐกิจสดใส

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (19 ก.พ. 69)

    อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับตัวขึ้นในวันนี้ หลังสหรัฐเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจที่สดใส

    ณ เวลา 21.19 น.ตามเวลาไทย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี อยู่ที่ระดับ 4.096% ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปี อยู่ที่ระดับ 4.723%

    ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาฟิลาเดลเฟีย เปิดเผยดัชนีภาคการผลิตในภูมิภาคมิด-แอตแลนติก ดีดตัวสู่ระดับ 16.3 ในเดือนก.พ. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนก.ย.2568 และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 10.0 จากระดับ 12.6 ในเดือนม.ค.

    ดัชนีภาคการผลิตมีค่าเป็นบวก บ่งชี้ภาวะขยายตัวของภาคการผลิตในภูมิภาคมิด-แอตแลนติก

    กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรก ลดลง 23,000 ราย สู่ระดับ 206,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 225,000 ราย

    ตลาดจับตาดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ที่จะมีการเปิดเผยในวันศุกร์ โดยดัชนี PCE เป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญ เนื่องจากสามารถตรวจจับการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของผู้บริโภค และครอบคลุมราคาสินค้าและบริการในวงกว้างมากกว่าดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI)

    นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ดัชนี PCE ทั่วไป (Headline PCE) ซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น 2.9% ในเดือนธ.ค. เมื่อเทียบรายปี จากระดับ 2.8% ในเดือนพ.ย.

    เมื่อเทียบรายเดือน คาดว่าดัชนี PCE ทั่วไป ปรับตัวขึ้น 0.4% ในเดือนธ.ค. จากระดับ 0.2% ในเดือนพ.ย.

    ส่วนดัชนี PCE พื้นฐาน (Core PCE) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน คาดว่าปรับตัวขึ้น 3.0% ในเดือนธ.ค. เมื่อเทียบรายปี จากระดับ 2.8% ในเดือนพ.ย.

    เมื่อเทียบรายเดือน คาดว่าดัชนี PCE พื้นฐานปรับตัวขึ้น 0.3% ในเดือนธ.ค. จากระดับ 0.2% ในเดือนพ.ย.

    โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IRDI0IQALP5IHFVZBRPB7GL76J0ME0LD&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3mEmS6RwGbrkZiSwdBabYK

  • ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.18 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง”

    ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.18 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง”

    นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.18 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันที่ผ่านมา ณ ระดับ 31.21 บาทต่อดอลลาร์

    โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน ในลักษณะ Sideways (แกว่งตัวในกรอบ 31.14-31.30 บาทต่อดอลลาร์) แม้จะเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าบ้าง ตามจังหวะการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ที่ยังพอได้อานิสงส์จากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ที่ทยอยออกมาดีกว่าคาด รวมถึงถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED ในช่วงนี้ที่ยังคงสนับสนุนการดำเนินนโยบายการเงินอย่างระมัดระวัง ทำให้ FED ยังไม่มีความจำเป็นที่ต้องเร่งรีบลดดอกเบี้ยในระยะสั้นนี้ นอกจากนี้ ภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวมได้ช่วยหนุนเงินดอลลาร์บ้าง ทว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ได้ถูกชะลอลงบ้าง หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ในวันศุกร์นี้ อาทิ อัตราเงินเฟ้อ PCE อัตราการเติบโตเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4 และดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ (S&P Manufacturing & Services PMIs) อนึ่ง เงินบาทยังพอได้แรงหนุนบ้าง ตามการทยอยปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ (XAUUSD) ที่ได้อานิสงส์จากสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ร้อนแรงอยู่

    บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกกลับมาอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยงอีกครั้ง ท่ามกลางความกังวลปัญหาการปล่อยกู้ Private Credit ของทาง Blue Owl Capital ที่สร้างแรงกดดันต่อบรรดาหุ้นในกลุ่มธุรกิจดังกล่าวและยังส่งผลกระทบต่อหุ้นธีม AI ขณะเดียวกัน รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนสหรัฐฯ ได้ออกมาผสมผสาน สร้างแรงกดดันเพิ่มเติมต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทำให้โดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.28% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวลง -0.31%

    ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป พลิกกลับมาปรับตัวลง -0.53% กดดันโดยรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนที่ออกมาผสมผสาน โดยเฉพาะ หุ้นกลุ่มเหมืองแร่ อย่าง Rio Tinto -3.7% ที่รายงานผลประกอบการน่าผิดหวัง สร้างแรงกดดันต่อบรรดาหุ้นกลุ่มเหมืองแร่อื่นๆ ขณะเดียวกัน ผู้เล่นในตลาดยังคงกังวลต่อแนวโน้มของหุ้นธีม AI/Semiconductor และเลือกที่จะลดความเสี่ยงการลงทุนในหุ้นกลุ่มดังกล่าว สอดคล้องกับภาพในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทั้งนี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากการปรับตัวขึ้นของหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมการทหารและการบิน รวมถึงหุ้นกลุ่มพลังงาน ท่ามกลางสถานการณ์ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงร้อนแรงอยู่

    ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวลดลงสู่โซน 4.07% ท่ามกลางภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม ทว่า การปรับตัวลดลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ นั้นเป็นไปอย่างจำกัด หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ในวันศุกร์นี้ ก่อนที่จะปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ยของ FED อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ เรายังคงมองว่า บอนด์ยีลด์ระยะยาวสหรัฐฯ ยังเสี่ยงผันผวนสูงขึ้นได้บ้าง ตามการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED รวมถึง ประเด็นความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล Trump 2.0 ความเสี่ยงด้านฐานะการคลังของสหรัฐฯ ทำให้ เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ โดยไม่เน้นไล่ราคาซื้อ ในช่วงที่บอนด์ยีลด์ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง

    ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง ท่ามกลางภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ที่ออกมาดีกว่าคาด ขณะเดียวกัน บรรดาเจ้าหน้าที่ FED ต่างย้ำจุดยืนไม่เร่งรีบเดินหน้าลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม ทว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์นั้นเป็นไปอย่างจำกัด หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ที่จะทยอยประกาศในวันศุกร์นี้เพิ่มเติม ทำให้โดยรวมดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ทยอยปรับตัวขึ้นสู่โซน 97.9 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 97.6-98.1 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง ได้หนุนให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน เม.ย. 2026) ทยอยปรับตัวสูงขึ้นได้ แม้จะเผชิญแรงกดดันจากทั้งการปรับตัวขึ้นของเงินดอลลาร์ โดยล่าสุด ราคาทองคำสามารถทรงตัวเหนือโซน 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์

    สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อาทิ อัตราเงินเฟ้อ PCE ในเดือนธันวาคม อัตราการเติบโตเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4 ยอดขายบ้านใหม่ (New Home Sales) ในเดือนธันวาคม และดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการ โดย S&P ในเดือนกุมภาพันธ์ พร้อมทั้งรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED

    ส่วนทางฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดค้าปลีก (Retail Sales) ของอังกฤษ ในเดือนมกราคม พร้อมรอลุ้น รายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการจากฝั่งอังกฤษและยูโรโซน ในเดือนกุมภาพันธ์

    และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน พร้อมทั้ง คอยติดตามพัฒนาการของความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทั้ง สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และ พัฒนาการของเจรจาเพื่อยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน

    สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท เราประเมินว่า เงินบาท (USDTHB) อาจยังคงเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways แม้ว่า เงินบาทจะเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่า ในกรณีที่เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้น ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ไม่ยาก หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงออกมาดีกว่าคาด ทำให้ผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED โดยหากประเมินจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจจากฝั่งสหรัฐฯ และยุโรปที่จะทยอยรับรู้ในวันนี้นั้น เราพบว่า มีโอกาสที่เงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าลงทะลุโซนแนวต้าน 31.30 บาทต่อดอลลาร์ ได้ แต่เงินบาทอาจยังไม่สามารถอ่อนค่าลงต่อเนื่องจนทดสอบโซนแนวต้านถัดไปในช่วง 31.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้ง่ายนัก เนื่องจาก แถวโซนแนวต้านดังกล่าว บรรดาผู้เล่นในตลาด อย่างฝั่งผู้ส่งออกต่างรอทยอยขายเงินดอลลาร์อยู่ ขณะเดียวกัน สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ยังร้อนแรง ยังพอช่วยหนุนราคาทองคำ ซึ่งตราบใดที่ราคาทองคำยังสามารถทยอยปรับตัวสูงขึ้นหรือรีบาวด์ขึ้นบ้าง จะช่วยลดทอนแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าต่อเงินบาทได้

    ทั้งนี้ สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง (เราขอแนะนำให้ติดตาม การประเมินสถานการณ์จาก https://www.pizzint.watch/ ที่มีการจัดทำ Pentagon Pizza Index ที่จะช่วยสะท้อนถึงการเตรียมความพร้อมของฝั่ง Pentagon ได้ หากยอดสั่งซื้อ Pizza ในพื้นที่ใกล้ Pentagon พุ่งสูงขึ้นผิดปกติ ติดต่อกัน โดยล่าสุด ระดับ Doughcon นั้นอยู่ในระดับ 4 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดและไม่ได้สะท้อนถึงความเสี่ยงที่จะเกิดปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ในระยะสั้นนี้) แต่เราประเมินว่า โอกาสเกิดการบุกโจมตีขนานใหญ่ เพื่อโค่นล้มรัฐบาลอิหร่านและผู้นำสูงสุดในปัจจุบัน อาจมีโอกาสเกิดต่ำ ขณะที่ ทางการสหรัฐฯ อาจเลือกการโจมตีทางอากาศแบบที่เคยทำในช่วงปีก่อนหน้า เพื่อลดทอนความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นกับทางสหรัฐฯ ทำให้ หากสุดท้ายทั้งสหรัฐฯ กับอิหร่าน สามารถกลับมาเจรจาเพื่อลดความตึงเครียดลงได้ อาจกดดันราคาทองคำ รวมถึงราคาน้ำมันดิบ ที่ปรับตัวขึ้นมาพอควรในช่วงนี้ จากประเด็นความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง

    นอกจากนี้ เรามองว่า บรรดานักลงทุนต่างชาติอาจยังพอทยอยเข้าซื้อสินทรัพย์ไทย โดยเฉพาะหุ้นไทย เพิ่มเติมได้บ้าง ซึ่งอาจช่วยลดทอนแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าที่อาจเกิดขึ้นต่อเงินบาทได้

    เราประเมินว่า ความผันผวนของเงินบาทเสี่ยงที่จะสูงขึ้นและอย่างน้อยก็อยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ผ่านมา ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด รวมถึงบรรดาธนาคารกลางหลักต่างๆ ประเด็นการเมืองสหรัฐฯ ที่ต้องจับตาทั้งสถานการณ์ Government Shutdown (ที่จะกลับมาอีกครั้งในช่วงต้นปี 2026) และการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้าโดยศาลสูงสุด (Supreme Court) ทำให้เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options หรือพิจารณาใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currencies) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน

    มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.05-31.30 บาท/ดอลลาร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/998397&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nGhMJfKAdpN1Gs3aQ84VI

  • บิ๊ก CEO เปิดเกมธุรกิจ รับมือเศรษฐกิจผันผวน ไทยติดกับดัก GDP โตต่ำ

    บิ๊ก CEO เปิดเกมธุรกิจ รับมือเศรษฐกิจผันผวน ไทยติดกับดัก GDP โตต่ำ

    การบินไทย ปักธง Airline Network

    นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การดำเนินธุรกิจของการบินไทยในปีนี้ ต้องมองเรื่องความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ และกระจายความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจไทยที่ GDP โตต่ำ การบินไทยใช้กลยุทธ์ Airline Network หรือการเป็นสายการบินที่มีเครือข่ายเชื่อมต่อครอบคลุมจุดหมายปลายทางต่างๆ

    โดยหากจุดไหนมีปัญหาการบินไทยก็จะโยกย้าย Capacity หรือความถี่ในการให้บริการไปยังจุดที่ไม่มีปัญหาเพื่อรักษารายได้ หรือการเน้นรับผู้โดยสารที่เปลี่ยนเครื่อง (Transit) ไปยังเมืองที่ 3 ไม่ได้พึ่งพาแค่ผู้โดยสารเข้า-ออกประเทศไทยเพียงอย่างเดียว

    รวมทั้งการบินไทย ยังทยอยรับมอบเครื่องบินในปีนี้เพิ่มขึ้น เพื่อเพิ่มรายได้ อาทิ เครื่องบินแอร์บัส A321neo เป็นเครื่องบินใหม่ เน้นใช้บินในตลาดเอเชีย และอาเซียน และเครื่องบินโบอิ้ง 787 เป็นเครื่องบินลำตัวกว้าง ซึ่งคาดว่าจะทำให้การบินไทยมีอัตราการเติบโตของกำลังการผลิต (Capacity) ประมาณ 5.5% และคาดว่าจำนวนผู้โดยสารจะเติบโตประมาณ 7% หรือเพิ่มขึ้นมากกว่า 1 ล้านคน

    ทั้งยังเตรียมแผนการลงทุนในโครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานอู่ตะเภา หรือ (Maintenance, Repair, and Overhaul) หรือ MRO อู่ตะเภา ซึ่งจะช่วยสร้าง “รายได้ที่มั่นคงรูปแบบใหม่” และการกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจ เพื่อขยายฐานรายได้ใหม่

    ชาย เอี่ยมศิริ

    โออิชิ ชู 5 กลยุทธรับมือกำลังซื้อหด

    ขณะที่กลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มสไตล์ญี่ปุ่น  นางสาวศสัย ตังเดชะหิรัญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โออิชิ โฮลดิ้ง จำกัด กล่าวว่า โออิชิได้ปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจเพื่อรับมือกับภาวะเศรษฐกิจผันผวนในปี 2569 ที่กดดันกำลังซื้อของผู้บริโภคในทุกกลุ่ม โดยมีแนวทางสำคัญดังนี้

    1. การปรับกลยุทธ์ราคาให้เข้าถึงง่าย (Affordability) เนื่องจากผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้นและยอดใช้จ่ายต่อครั้งลดลง โออิชิจึงได้เพิ่มเมนูราคาเริ่มต้นในระดับ “หลักสิบบาท” จากเดิมที่มักเริ่มต้นมากกว่าหนึ่งร้อยบาท เพื่อช่วยลดอุปสรรคในการตัดสินใจสั่งซื้อ

    2. เน้นความคุ้มค่าและโมเดลธุรกิจแบบผสมผสาน (Hybrid Model) ปัจจุบันผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า โดยแพ็กเกจระดับราคาปานกลางได้รับความนิยมสูงสุดถึง 50% ของยอดขาย โออิชิจึงนำกลยุทธ์ Hybrid Model มาใช้ ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างบุฟเฟต์และเซตเมนู เพื่อตอบโจทย์กลุ่มคนทำงานที่ไม่ต้องการจ่ายในราคาสูงสำหรับมื้อกลางวัน นอกจากนี้บริษัทยังเลือกที่จะยังไม่ปรับขึ้นราคาแม้ต้นทุนวัตถุดิบและค่าแรงจะสูงขึ้น เพื่อรักษาฐานลูกค้าเดิมเอาไว้

    3.การเติบโตแบบระมัดระวังและเพิ่มประสิทธิภาพสาขาเดิม โออิชิเปลี่ยนจากการขยายสาขาเชิงรุกในอดีต (ปีละ 30–40 สาขา) มาเป็นการโฟกัสการปรับปรุงและรีโนเวทร้านเดิมให้แข็งแกร่งขึ้น การเปิดสาขาใหม่จะพิจารณาเฉพาะทำเลที่มีศักยภาพสูงเท่านั้น เช่น สาขาสามย่านที่เป็นแฟล็กชิปสโตร์ซึ่งมีการปรับเมนูให้ราคาเข้าถึงง่ายและมียอดเติบโตถึง 20%

    ศสัย ตังเดชะหิรัญ

    4.การปรับภาพลักษณ์แบรนด์และขยายฐานลูกค้า มีการปรับโฉมแบรนด์อย่าง “โออิชิ อีทเทอเรียม” เพื่อขยายฐานลูกค้าจากกลุ่มครอบครัวไปสู่กลุ่มคทำงานและ Gen Z รวมถึงการออกแบบร้านแต่ละสาขาให้สอดคล้องกับพฤติกรรมลูกค้าในแต่ละทำเลที่ไม่เหมือนกัน

    5.การกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจ นอกเหนือจากธุรกิจร้านอาหารที่เป็นรายได้หลัก 80% โออิชิยังมีรายได้อีก 20% จากธุรกิจบรรจุภัณฑ์ ซึ่งช่วยเป็นฐานรายที่ช่วยกระจายความเสี่ยงท่ามกลางความผันผวนของธุรกิจร้านอาหารได้

    เดอะมอลล์ อัดอีเวนท์พยุงทราฟฟิก

    เช่นเดียวกับศูนย์การค้าชั้นนำของไทย  นางสาววรลักษณ์ ตุลาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มการตลาด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวแผนการรับมือกับภาวะเศรษฐกิจผันผวนของเดอะมอลล์ กรุ๊ป จะเน้นกิจกรรมทางการตลาดและอีเวนต์ (Event-driven Strategy) เดอะมอลล์ใช้กลยุทธ์การจัดอีเวนต์มากกว่า 200 งานต่อปี ครอบคลุมทั้งช่วงเทศกาล ไลฟ์สไตล์ และความบันเทิง เพื่อดึงดูดผู้ใช้บริการ (ทราฟฟิก) เข้าสู่ศูนย์การค้า และเพิ่มโอกาสในการใช้จ่าย

    โดยเป็นการปรับบทบาทจากพื้นที่ค้าปลีกแบบเดิมไปสู่ “พื้นที่แห่งประสบการณ์” เพิ่มความยืดหยุ่นของโมเดลธุรกิจ ให้ความสำคัญกับการปรับตัวที่รวดเร็ว ทั้งในด้านโครงสร้างต้นทุน ซัพพลายเชน และการบริหารพื้นที่ขาย เพื่อรับมือกับความผันผวนของต้นทุนพลังงาน โลจิสติกส์ อัตราแลกเปลี่ยน รวมถึงนโยบายเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

    รวมถึงการบริหารความเสี่ยงและการลงทุน เน้นการเล่น “เกมรับ” ผ่านการบริหารพอร์ตธุรกิจและการกระจายความเสี่ยงไปสู่แหล่งรายได้ที่หลากหลาย เพื่อรักษาเสถียรภาพในระยะยาว นอกจากนี้ การตัดสินใจลงทุนใหม่จะถูกพิจารณาเรื่องความคุ้มค่าและความเสี่ยงอย่างรอบด้านมากกว่าที่ผ่านมา และการปรับกลยุทธ์ตามโครงสร้างผู้บริโภค

    วรลักษณ์ ตุลาภรณ์

    เนื่องจากกลุ่มผู้บริโภคระดับกลางลงมามีความอ่อนไหวต่อปัจจัยเศรษฐกิจสูงและระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น เดอะมอลล์จึงต้องปรับกลยุทธ์ด้านสินค้า ราคา และประสบการณ์ลูกค้าให้สอดคล้องกับดีมานด์ที่เปลี่ยนไป รวมถึงปัจจัยระยะยาวอย่างสังคมผู้สูงอายุและความเหลื่อมล้ำด้านรายได้

    YUZU กรุ๊ป เน้นกลยุทธราคา

    นายปรมินทร์ เปรื่องเมธางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง บริษัท ส้มพาสุข จำกัด หรือ YUZU GROUP กล่าวว่า กลยุทธ์การรับมือความผันผวน จะเน้นชะลอการขยายสาขาใหม่ โดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีแรกเพื่อเฝ้าระวังสถานการณ์ และจะประเมินอีกครั้งในช่วงไตรมาส 3 และ 4 รวมถึงเปลี่ยนจากการทุ่มงบขยายสาขามาเป็นการ รีโนเวทสาขาเดิม และมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการทำกำไรต่อพื้นที่ให้สูงสุด การปรับปรุงผลิตภัณฑ์และแบรนด์ ลดความยุ่งยากซับซ้อนของเมนูลงเพื่อให้บริหารจัดการง่ายขึ้น แต่ยังคงรักษาคุณภาพมาตรฐานเดิมไว้   

    การปรับกลยุทธ์ราคาให้เหมาะสมกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เน้นความคุ้มค่าเป็นอันดับหนึ่ง เนื่องจากลูกค้ามีความอ่อนไหวต่อราคาสูง และเริ่มดำเนินการในแบรนด์หลัก เช่น Yuzu Suki ที่เริ่มรีแบรนด์บางสาขา และ Kogoro Katsu ที่อยู่ระหว่างปรับโครงสร้างเมนู รวมถึงมุ่งเน้นการหาแบรนด์ใหม่ที่มี ราคาจับต้องได้ เข้ามาเสริมทัพเพื่อตอบโจทย์กำลังซื้อที่หดตัว

    รวมไปถึงการขยายช่องทางรายได้ใหม่ อาทิ  เพิ่มสัดส่วนรายได้จากช่องทางดีลิเวอรี่ผ่านแบรนด์ “เนื้อหน้าบุญ” ในรูปแบบ Cloud Kitchen ซึ่งปัจจุบันยังมีสัดส่วนเพียง 3–5% ของรายได้รวม เพื่อสร้างการเติบโตในช่องทางที่เข้าถึงลูกค้าได้กว้างขึ้น และการบริหารจัดการต้นทุนและแรงกดดันภายนอก บริษัทต้องเผชิญกับ Supply Chain Disruption และค่าขนส่งที่อาจพุ่งสูงขึ้น 2-3 เท่าจากปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ รวมถึงความผันผวนของค่าเงินบาทที่กระทบต้นทุนวัตถุดิบนำเข้า

    ปรมินทร์ เปรื่องเมธางกูร

    อย่างไรก็ตามแม้ต้นทุนจะสูงขึ้น แต่บริษัทเลือกที่จะ ไม่ปรับราคาขายขึ้นทั้งหมด ตามต้นทุน เพราะต้องรักษาฐานลูกค้าที่มีกำลังซื้อจำกัดในสภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน แม้จะเผชิญความท้าทายอย่างมาก แต่ YUZU GROUP ยังคงตั้งเป้าการ เติบโตที่ 10–15% ในปีนี้ โดยอาศัยการปรับตัวที่รวดเร็วและการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

    INET กางแผนปี 69 บุก 4 ธุรกิจ รับศก.ผันผวน

    ด้านนางมรกต กุลธรรมโยธิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน) หรือ INET ผู้ให้บริการ Local Cloud และ DigitalPlatform สัญชาติไทย เปิดเผยว่า ท่ามกลางปัจจัยความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมือง โดยให้ความสำคัญกับการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลภายในประเทศ ภายใต้กรอบกฎหมายไทยอย่างเคร่งครัด ควบคู่กับการวางกลยุทธ์เชิงรุกเพื่อรองรับความผันผวนของสภาวะเศรษฐกิจในอนาคต

    โดยปีนี้ INET มุ่งเน้นการให้บริการ 4 กลุ่มยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ กลุ่มสาธารณสุข (Health) กลุ่มธุรกิจองค์กร (B2B) กลุ่มการศึกษา (Education) และหน่วยงานภาครัฐ (Government) โดยผนึกกำลังกลุ่มบริษัทในเครือ ขับเคลื่อน Trusted Sovereign Service อย่างเต็มรูปแบบ ครอบคลุมการให้บริการด้านศูนย์ข้อมูล (Data Center) คลาวด์เซอร์วิส (Cloud Service) ดิจิทัลเซอร์วิส (Digital Service)

    มรกต กุลธรรมโยธิน

    รวมถึงโซลูชันเฉพาะทางที่ตอบโจทย์เฉพาะอุตสาหกรรม มั่นใจศักยภาพในการบริหารจัดการและสร้างการเติบโตได้อย่างต่อเนื่องด้วยยอด VMI ปี 68 ที่ 105,080 VMI คาดการณ์ปี 69 เติบโตจำนวน 150,000 VMI

    โดยในปี 2569 บริษัทฯ มุ่งมั่นขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ Trusted Sovereign Service Provider ให้แก่ภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะในยุคที่ข้อมูลกลายเป็นทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ ซึ่งปัจจุบัน กระแส “Digital Sovereignty” หรือการกำกับดูแลข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์กำลังเป็นสิ่งที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ โดยเฉพาะแรงกดดันจากกฎหมาย US Cloud Act ซึ่งมีการอนุญาตให้เข้าถึงข้อมูลข้ามพรมแดน ทำให้หลายประเทศหันมาให้ความสำคัญกับการจัดเก็บและควบคุมข้อมูลภายในประเทศของตนเองมากขึ้น

    INET ในฐานะองค์กรสัญชาติไทย เราได้เตรียมความพร้อมด้าน Sovereign Cloud มามากกว่า 10 ปี เพื่อสร้างอำนาจต่อรองทางเทคโนโลยี และลดการพึ่งพาเทคต่างประเทศ ผ่านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่องโดยคนไทย ในรูปแบบ Open Source ทั้งด้าน Cloud Infrastructure, Cybersecurity

    รวมถึง Digital Platform เพื่อสร้างระบบนิเวศดิจิทัล ภายใต้การกำกับดูแลตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ซึ่งมั่นใจได้ว่าข้อมูลสำคัญจะได้รับการปกป้องโดยไม่ถูกเคลื่อนย้ายออกนอกประเทศ พร้อมระบบการควบคุมการเข้าถึงที่ปลอดภัย โปร่งใส และตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน

    ศุภาลัย ปรับฟกัสตลาดกลาง รับมือกำลังซื้อเปราะบาง

    ฝั่งธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ นายไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา ส่งสัญญาณชัดว่าดีมานด์จากกลุ่มคนไทยมีความชัดเจนมากกว่าตลาดต่างชาติ บริษัทจึงปรับกลยุทธ์มาเน้นตลาด Local เป็นหลัก โดยเลือกพัฒนาโครงการในระดับราคาที่เข้าถึงได้มากขึ้น อยู่ที่ประมาณ 5–6 ล้านบาท แทนการทำตลาดระดับ 10–20 ล้านบาท เพื่อขยายฐานลูกค้าให้กว้างและสอดคล้องกับกำลังซื้อจริง

    ในเชิงโครงสร้างพอร์ต ศุภาลัยปรับสัดส่วนมาเน้นตลาดระดับกลาง 4–8 ล้านบาท เป็นหลัก คิดเป็นสัดส่วนถึง 90% ของการพัฒนาโครงการในปีนี้ ขณะที่ตลาดระดับบนยังมีอยู่ในพอร์ตเพียงพอแล้ว จึงไม่เร่งเปิดเพิ่ม ส่วนตลาดระดับล่างมีการชะลอการเปิดตัวอย่างเห็นได้ชัด จากปัญหาอัตราการกู้ไม่ผ่านที่อยู่ในระดับสูงเกือบ 50%

    ประทีป-ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม

    ขณะเดียวกัน บริษัทเร่งปรับกระบวนการทำงานสู่ระบบดิจิทัล โดยใช้แพลตฟอร์มในการยื่นสินเชื่อแบบยื่นครั้งเดียวถึงหลายธนาคารพร้อมนำข้อมูลจริงมาวิเคราะห์เพื่อบริหารความเสี่ยงด้านการขายอย่างแม่นยำมากขึ้น รวมถึงเริ่มขยายพอร์ตไปสู่รายได้ประจำ (Recurring Income) ผ่านธุรกิจเช่า โรงแรม และคอนโดให้เช่าในทำเลเฉพาะที่มีดีมานด์ชัดเจน เพื่อสร้างสมดุลรายได้ในระยะยาว

    แอสเซทไวส์ เสริมทัพรายได้ประจำ

    ด้าน บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ASW เลือกใช้กลยุทธ์การกระจายความเสี่ยงทั้งในเชิงทำเลและโครงสร้างรายได้ เพื่อรับมือกับความผันผวนของตลาดอสังหาริมทรัพย์ โดยยังคงเดินหน้าตลาดระดับกลางควบคู่ไปกับการขยายธุรกิจในกลุ่ม Leisure Residence โดยเฉพาะโครงการในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งมีดีมานด์จากลูกค้าต่างชาติและตลาดระยะยาวที่แข็งแรง

    นายกรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ASW ระบุว่า กลยุทธ์ดังกล่าวช่วยให้บริษัทลดการพึ่งพารายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์แบบขายขาดเพียงอย่างเดียว และเพิ่มสัดส่วนรายได้ที่มีความสม่ำเสมอมากขึ้นจากธุรกิจในเครือ ซึ่งช่วยเสริมเสถียรภาพทางการเงินในช่วงที่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่

    กรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์

    ทั้งนี้การกระจายพอร์ตเชิงทำเล โดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยวที่มีศักยภาพสูงอย่างภูเก็ต ยังช่วยลดแรงกดดันด้านเงินทุน เนื่องจากสามารถใช้เงินจากลูกค้าบางส่วนเป็นแหล่งเงินทุนหมุนเวียน แทนการพึ่งพาการกู้ยืมในสัดส่วนที่สูงเกินไป สอดรับกับแนวทางการบริหารความเสี่ยงของบริษัทในระยะยาว

    โดยภาพรวมแล้ว ในภาวะที่เศรษฐกิจที่ยังไม่แน่นอนเช่นนี้ ภาคธุรกิจขนาดใหญ่ต่างสะท้อนภาพเดียวกัน คือการ “ลดความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง” ผ่านการกระจายตลาด รายได้ และรูปแบบธุรกิจ จากเดิมที่เน้นการเติบโตเชิงรุก สู่การวางเกมอย่างรอบคอบ เพื่อรักษาความแข็งแกร่งและความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/651951&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0IbRsb4TvNRCXjGKljMPlP

  • ระทึก! ถกปฏิรูปประกันสังคม ฝ่ายนายจ้างส่ง ‘ดร.อานนท์’ ชน ‘ไอซ์-ทีมก้าวหน้า’

    ระทึก! ถกปฏิรูปประกันสังคม ฝ่ายนายจ้างส่ง ‘ดร.อานนท์’ ชน ‘ไอซ์-ทีมก้าวหน้า’

    20 กุมภาพันธ์ 2569 – ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่กระทรวงแรงงาน มีการประชุมคณะทำงานศึกษาโครงสร้างการปฏิรูปสำนักงานประกันสังคม (สปส.) เป็นครั้งที่ 2 โดยมี พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธาน

    ที่ประชุมทบทวนผลการศึกษาเกี่ยวกับแนวทางการออกนอกระบบราชการของ สปส. พร้อมศึกษาตัวอย่างโครงสร้างและการบริหารจัดการหน่วยงานประกันสังคมในต่างประเทศ รวมถึงรับฟังข้อเสนอแนวคิดการปฏิรูปจากคณะทำงานและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน

    นอกจากนี้ ยังมีการหารือกรอบระยะเวลาในการจัดจ้างสถาบันการศึกษาหรือหน่วยงานวิจัย เพื่อศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม รวมถึงพิจารณาร่างขอบเขตของงาน (Terms of Reference : TOR) เพื่อกำหนดกรอบการดำเนินการให้ชัดเจน

    อีกประเด็นที่ถูกจับตา คือ การเสนอรายชื่อคณะที่ปรึกษา โดยก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่า ทีมประกันสังคมก้าวหน้าเตรียมเสนอชื่อ นางสาวรักชนก ศรีนอก ว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และนายสหัสวัต คุ้มคง ว่าที่ สส.ชลบุรี พรรคประชาชน รวมทั้งผู้แทนจากองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO)

    ขณะที่ฝ่ายนายจ้าง มีรายงานว่าจะเสนอรายชื่อนักวิชาการ ได้แก่ ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ รองศาสตราจารย์สังศิต พิริยะรังสรรค์ และศาสตราจารย์สมคิด เลิศไพฑูรย์ เข้าร่วมเป็นที่ปรึกษาในกระบวนการศึกษาแนวทางปฏิรูปครั้งนี้.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/hi-light/950687/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3SCQJp0ZBN9pDoo4xqXG_T

  • มทร.ธัญบุรี กวาด 5 รางวัลระดับประเทศ

    มทร.ธัญบุรี กวาด 5 รางวัลระดับประเทศ

    สร้างความภาคภูมิใจครั้งยิ่งใหญ่ให้กับคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) เมื่อทีมนักศึกษาวิศวกรรมระบบราง ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล สร้างปรากฏการณ์ด้วยการกวาด  5 รางวัลทรงเกียรติจากการแข่งขันออกแบบและสร้างหัวรถจักรไฟฟ้าจำลองระดับอุดมศึกษา “TRRN Railway Challenge 2026” ซึ่งจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ณ ศูนย์อนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ (อพ.สธ.-มทส.) จังหวัดนครราชสีมา ระหว่างวันที่ 13-15 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา

    ความสำเร็จครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนถึงศักยภาพอันโดดเด่นของนักศึกษาเท่านั้น แต่ยังเป็นการตอกย้ำถึงความเป็นเลิศของ มทร.ธัญบุรี ในฐานะสถาบันการศึกษาชั้นนำด้านวิศวกรรมระบบรางของประเทศไทย โดยการแข่งขัน TRRN Railway Challenge 2026 เป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาจากสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศได้แสดงความสามารถในการประยุกต์ใช้ความรู้ทางวิศวกรรมเพื่อพัฒนานวัตกรรมระบบราง โดยในปีนี้มีสถาบันการศึกษาชั้นนำเข้าร่วมประชันฝีมือถึง 16 ทีม จาก 15 สถาบัน และมีคณาจารย์พร้อมด้วยนักศึกษารวมกว่า 150 คน เข้าร่วมกิจกรรมอย่างคึกคัก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความตื่นตัวและความมุ่งมั่นในการยกระดับอุตสาหกรรมระบบรางของชาติ

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มานพ แย้มแฟง อาจารย์ประจำภาคภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล เล่าว่า นักศึกษาได้นำทักษะจากการเรียนมาใช้ในการออกแบบและสร้างหัวรถจักรจริง ซึ่งในการแข่งขันนักศึกษาที่เข้าร่วมการแข่งขันได้เห็นผลงานที่หลากหลายจากทีมอื่นทำให้เห็นรูปแบบการออกแบบที่แตกต่างและเพิ่มพูนความสามารถ นำประสบการณ์และพื้นฐานจากการแข่งขันนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการทำงานจริงหลังจากจบการศึกษาได้ สำหรับ 5 รางวัลที่ได้รับ รางวัลชนะเลิศอันดับ 1 (Grand Award) – Track-based Challenge ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงสมรรถนะโดยรวมที่ยอดเยี่ยมของหัวรถจักรไฟฟ้าจำลองบนทางวิ่งจริง ทั้งด้านความเร็ว ความแม่นยำ และความเสถียร

    รางวัลชนะเลิศ (Winner) – Punctuality เน้นย้ำถึงความสามารถในการควบคุมการเดินรถให้ตรงต่อเวลาได้อย่างแม่นยำ สะท้อนถึงการออกแบบระบบควบคุมที่มีประสิทธิภาพสูง

    รางวัลชนะเลิศ (Winner) – Maintainability รางวัลที่ยกย่องการออกแบบที่คำนึงถึงการบำรุงรักษาและซ่อมบำรุงที่ง่ายดาย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการลดต้นทุนและเพิ่มความพร้อมใช้งานของระบบรางในระยะยาว

    รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 (1st Runner-up) – Noise รางวัลที่แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในด้านสิ่งแวดล้อม ด้วยการออกแบบหัวรถจักรไฟฟ้าที่มีระดับเสียงรบกวนต่ำ สร้างความเงียบสงบและเป็นมิตรต่อชุมชน

    และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 (1st Runner-up) – Traction รางวัลที่บ่งบอกถึงพลังลากจูงอันทรงประสิทธิภาพของหัวรถจักรไฟฟ้าจำลอง   ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการขนส่งผู้โดยสารและสินค้าได้อย่างราบรื่น 

    ‘นินจา’ นายอภิสิทธิ์ อัปมะโต นักศึกษาชั้นปีที่ 1 (หลักสูตรเทียบโอน) สาขาวิศวกรรมระบบราง ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล เล่าว่า ทีมงานรู้สึกภูมิใจและตื่นเต้นมาก แม้ตอนแรกจะไม่ได้คาดหวังว่าจะได้รับถึง 5 รางวัล แต่เพราะทุกคนทำเต็มที่ ผลจึงออกมาดี การแข่งขันในครั้งนี้ได้ประสบการณ์ที่ดีมาก และได้มีโอกาสพบปะ แลกเปลี่ยนความรู้และความคิดเห็นกับเพื่อน ๆ ต่างสถาบันภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล มทร.ธัญบุรี ตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนานวัตกรรมและบุคลากร ในสาขาวิศวกรรมระบบราง จึงมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมให้นักศึกษาได้เรียนรู้และพัฒนาทักษะผ่านการลงมือปฏิบัติจริง  

    การเข้าร่วมการแข่งขันระดับชาติและนานาชาติเช่นนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์สำคัญในการสร้างบัณฑิต  ที่มีความรู้ความสามารถ ทันสมัย และพร้อมเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป สอบถามข้อมูลเพิ่มได้ที่ ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ ทาง https://engineer.rmutt.ac.th/mechanical-2 โทรศัพท์ 0-2549-3430 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/innovation-technology/Nmf5eZnjJ&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3w6DcejhWCCI0NozkxbEI9

  • สารสันติภาพของอิหร่านในไทย: เน้นย้ำการกระชับมิตรภาพและการท่องเที่ยวระหว่างสองชาติ พร้อมเชิญชวนชาวไทยเดินทางไปเยือนเมืองประวัติศาสตร์ของอิหร่าน

    สารสันติภาพของอิหร่านในไทย: เน้นย้ำการกระชับมิตรภาพและการท่องเที่ยวระหว่างสองชาติ พร้อมเชิญชวนชาวไทยเดินทางไปเยือนเมืองประวัติศาสตร์ของอิหร่าน

    เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2026 สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ณ กรุงเทพมหานคร ได้จัดงานแถลงข่าวพิเศษโดยมีผู้สื่อข่าว สื่อโทรทัศน์ วิทยุ และสื่อสิ่งพิมพ์ของไทยเข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง โดยงานดังกล่าวจัดขึ้นเนื่องในโอกาสการเดินทางถึงประเทศไทยของนางออเรซู เอสกันดารี นักปั่นจักรยานหญิงชาวอิหร่านและทูตการท่องเที่ยวนานาชาติ ซึ่งกำลังปฏิบัติภารกิจด้านวัฒนธรรมและมนุษยธรรมในการปั่นจักรยานระยะทางกว่า 18,000 กิโลเมตรทั่วทวีปเอเชีย จุดประสงค์ของการจัดงานครั้งนี้เพื่อแนะนำมิติทางวัฒนธรรม มนุษยธรรม และสันติภาพของการเดินทางครั้งนี้ รวมถึงใช้ศักยภาพของสื่อมวลชนในการสะท้อนสารแห่งมิตรภาพและการปฏิสัมพันธ์ระหว่างประชาชาติ
    นางเอสกันดารีได้เดินทางเข้าสู่ประเทศไทยผ่านจังหวัดอุดรธานี หลังจากผ่านประเทศจีน เวียดนาม และลาว โดยภายหลังจากพำนักในกรุงเทพฯ แล้ว เธอมีแผนจะเดินทางต่อไปยังภาคใต้ของประเทศไทย จากนั้นมุ่งหน้าสู่มาเลเซีย อินโดนีเซีย อินเดีย และประเทศอื่น ๆ ในเอเชีย
    ในงานดังกล่าว นายมะห์ดี ซาเรอ์ ทูตวัฒนธรรมสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านประจำประเทศไทย ได้กล่าวถึงความสำคัญของกิจกรรมนี้ในบริบทความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของสองประเทศ โดยชี้ให้เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านและไทยมีประวัติยาวนานกว่า 420 ปี และถือเป็นหนึ่งในตัวอย่างความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์ที่ประสบความสำเร็จในภูมิภาค ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเคารพซึ่งกันและกัน การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม ความสัมพันธ์ระดับประชาชน และความไว้วางใจ
    เขาเน้นย้ำว่าความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านกับไทยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงมิติทางการเมืองและเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการเท่านั้น แต่ยังมีรากฐานลึกซึ้งในประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม การค้า การอพยพ และความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน พร้อมทั้งกล่าวถึงการปรากฏตัวของชาวอิหร่านในราชสำนักสยามในอดีต บทบาทของพ่อค้าอิหร่านในการส่งเสริมการค้าทางทะเล ตลอดจนมรดกทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในประเทศไทย ซึ่งทั้งหมดนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นและความเคารพซึ่งกันและกันระหว่างสองประชาชาติ
    ซาเรอ์กล่าวเพิ่มเติมว่า การเดินทางของนางเอสกันดารีเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพระหว่างประชาชน และเป็นตัวอย่างของการทูตภาคประชาชนที่ถ่ายทอดสารแห่งสันติภาพ การอยู่ร่วมกัน และความเข้าใจซึ่งกันและกันผ่านการพบปะผู้คนโดยตรง การที่ประเทศไทยได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในเส้นทางหลักของการเดินทางครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของประเทศไทยในมุมมองด้านวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวของอิหร่าน อีกทั้งภาพนักปั่นจักรยานหญิงชาวอิหร่านที่ติดธงชาติอิหร่านและไทยบนจักรยาน ยังเป็นสัญลักษณ์แห่งความหวังร่วมกันในเรื่องสันติภาพ ความเสมอภาค ความร่วมมือ และอนาคตที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของมิตรภาพ
    เขายังกล่าวถึงคุณค่าทางวัฒนธรรมร่วมกันของทั้งสองชาติ อาทิ ค่านิยมครอบครัว การเคารพประเพณี ความใฝ่ในจิตวิญญาณ และความมีน้ำใจต้อนรับแขก ซึ่งถือเป็นพื้นฐานสำคัญในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระดับประชาชนและวัฒนธรรมให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
    ในช่วงหนึ่งของการกล่าวสุนทรพจน์ เขาได้เชิญชวนประชาชนชาวไทยให้เดินทางไปเยือนอิหร่าน เช่นเดียวกับที่นางเอสกันดารีได้เลือกประเทศไทยเป็นเส้นทางแห่งการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม โดยชี้ให้เห็นว่าอิหร่านมีเมืองสำคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม อาทิ อิสฟาฮาน ชีรอซ ยาซด์ มัชฮัด และเตหะราน ซึ่งล้วนมีศักยภาพสูงด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และจิตวิญญาณ นักท่องเที่ยวไทยจะได้สัมผัสทั้งประวัติศาสตร์อันยาวนาน สถาปัตยกรรมที่งดงาม ธรรมชาติที่หลากหลาย และการต้อนรับอย่างอบอุ่นของชาวอิหร่าน เขาย้ำว่าการพัฒนาการท่องเที่ยวระหว่างกันเป็นหนึ่งในวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการสร้างความเข้าใจที่แท้จริงและมิตรภาพที่ยั่งยืนระหว่างประเทศ
    นอกจากนี้ เขายังกล่าวว่า โลกในปัจจุบันต้องการสารแห่งมนุษยธรรมและสันติภาพมากกว่าที่เคย และการเคลื่อนไหวลักษณะนี้สามารถเป็นแรงบันดาลใจให้เยาวชนในภูมิภาคส่งเสริมการสนทนา มิตรภาพ และการปฏิสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมต่าง ๆ ในตอนท้าย เขาได้ขอบคุณสื่อมวลชนไทยที่เข้าร่วมงานและเผยแพร่สารแห่งสันติภาพและมิตรภาพ พร้อมแสดงความหวังว่ากิจกรรมเช่นนี้จะช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่แท้จริง ด้านมนุษยธรรม และด้านวัฒนธรรมของอิหร่านในสายตาสาธารณชนของภูมิภาค

    ในช่วงต่อมา นางออเรซู เอสกันดารี ได้กล่าวขอบคุณต่อการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากประชาชนและเจ้าหน้าที่ของไทย พร้อมแบ่งปันประสบการณ์จากการเดินทางของเธอ เธอเป็นชาวเมืองอิสฟาฮาน มีพื้นฐานการศึกษาด้านจิตวิทยาและมานุษยวิทยา และมีประสบการณ์ปั่นจักรยานมากกว่าแปดปี ตลอดการเดินทางเธอได้ปั่นจักรยานเป็นระยะทางหลายพันกิโลเมตร พร้อมบรรทุกอุปกรณ์หนักกว่า 60 กิโลกรัม แม้จะต้องเผชิญกับความท้าทายด้านภูมิประเทศและสภาพภูมิอากาศ แต่เธอกล่าวว่าสิ่งที่มีค่าที่สุดจากการเดินทางครั้งนี้คือการได้รู้จักวัฒนธรรมที่หลากหลาย การสร้างมิตรภาพระหว่างประเทศ และการได้รับพลังบวกจากผู้คนในแต่ละประเทศ
    เธอกล่าวเพิ่มเติมว่าความมีน้ำใจและการต้อนรับอย่างจริงใจของประชาชนชาวไทยเป็นหนึ่งในประสบการณ์ที่น่าประทับใจที่สุดของเส้นทางครั้งนี้ และย้ำว่าเป้าหมายหลักของเธอคือการส่งเสริมวิถีชีวิตที่เรียบง่าย การสื่อสารระหว่างผู้คน และการมองโลกด้วยความหวังในอนาคต

  • องคมนตรีติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เขตพื้นที่จังหวัดนราธิวาส

    องคมนตรีติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เขตพื้นที่จังหวัดนราธิวาส

          วันพฤหัสบดีที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 9.40 น. พลเอก เฉลิมชัย สิทธิสาท องคมนตรี รองประธานอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่ภาคใต้ นางสุพร ตรีนรินทร์ เลขาธิการ กปร. และคณะอนุกรรมการฯ เดินทางไปยังโครงการฝายไอร์ยาเด๊ะอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลมาโมง อำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส เพื่อรับฟังรายงานความก้าวหน้าโครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ประกอบด้วย 1) โครงการฝายไอร์ยาเด๊ะฯ 2) โครงการอนุรักษ์ต้นน้ำและส่งเสริมอาชีพในพื้นที่โครงการฝายไอร์ยาเด๊ะ จังหวัดนราธิวาส มีการดำเนินการเพิ่มศักยภาพจัดการน้ำในฝายไอร์ยาเด๊ะ พร้อมกับส่งเสริมการใช้ประโยชน์พื้นที่อย่างเหมาะสม เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้และการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ อาทิ การจัดกิจกรรมล่องแก่ง การพัฒนาโฮมสเตย์ พื้นที่แคมป์ปิ้ง และการจัดกิจกรรมงานวิ่งบาลาเทรล (Bala Trail Running) ในช่วงเดือนสิงหาคมของทุกปี เพื่อสร้างรายได้เสริมและยกระดับคุณภาพชีวิตของราษฎรในพื้นที่ และ 3) โครงการฝายบ้านสันติพร้อมระบบส่งน้ำและอาคารประกอบอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับไว้เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตามที่ราษฎรขอพระราชทานความช่วยเหลือ ปัจจุบันสามารถส่งน้ำสนับสนุนการอุปโภคบริโภคให้ราษฎรบ้านสันติ หมู่ที่ 7 และบ้านราษฎร์ผดุง หมู่ที่ 8 (บางส่วน) ตำบลสุคิริน อำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส จำนวน 220 ครัวเรือน 680 คน ให้ได้มีน้ำใช้อย่างเพียงพอตลอดทั้งปี

          โอกาสนี้ องคมนตรี ได้ให้ข้อเสนอแนะให้ราษฎรรักษาวิถีชีวิตการประกอบอาชีพทำนาขั้นบันไดและปลูกไม้ผลตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง พร้อมส่งเสริมการท่องเที่ยว เพื่อให้โครงการฯ เกิดประโยชน์อย่างยั่งยืนแก่ราษฎร จากนั้น พบปะเยี่ยมเยียนราษฎรที่ได้รับประโยชน์จากโครงการฯ รับชมผลิตภัณฑ์ของชุมชน และตรวจเยี่ยมโรงสีข้าวพระราชทานซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณพื้นที่โครงการฯ

          สืบเนื่องมาจากวันที่ 27 กันยายน 2528 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรฝายทดน้ำคลองปารีบริเวณที่จะก่อสร้างฝายทดน้ำคลองไอร์ยาเด๊ะและพื้นที่บริเวณต่าง ๆ ในเขตส่งน้ำของโครงการฝายทดน้ำคลองไอร์ยาเด๊ะ ในนิคมสร้างตนเองภาคใต้ อำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส และมีพระราชดำริ สรุปความว่า  “ตามลำน้ำสาขาต่าง ๆ ของแม่น้ำสายบุรี ทำเลเหมาะที่จะสร้างฝายทดน้ำและอ่างเก็บน้ำสำหรับจัดหาน้ำส่งไปช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูก ที่จะทำนาขั้นบันไดสองฝั่งแม่น้ำสายบุรีได้หลายแห่ง และบางแห่งกรมชลประทาน ได้พิจารณาวางโครงการเบื้องต้นไว้แล้ว ถ้าสมาชิกในเขตนิคมเห็นสมควรเปลี่ยนพื้นที่ ไปทำนาขั้นบันไดทั่วกัน ก็ควรดำเนินการก่อสร้างฝายทดน้ำเหล่านั้นช่วยเหลือต่อไป”

          ในปี 2529 สำนักงาน กปร. ได้สนับสนุนงบประมาณให้กรมชลประทาน ดำเนินการก่อสร้างฝายคอนกรีตล้วน ขนาดสูง 2.50 เมตร สันฝาย ความยาว 20.00 เมตร และบ่อพักน้ำขนาดความจุ 200 ลูกบาศก์เมตร จำนวน 4 แห่ง พร้อมระบบท่อส่งน้ำ จำนวน 3 สาย คูส่งน้ำ จำนวน 7 สาย และถังกรองน้ำและถังเก็บน้ำ ขนาดความจุ 10 ลูกบาศก์เมตร จำนวน 1 แห่ง และได้มีการจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำในชื่อกลุ่ม “โครงการฝายไอร์ยาเด๊ะอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลมาโมง อำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส” โดยโครงการก่อสร้างแล้วเสร็จในปีเดียวกัน สามารถส่งน้ำให้ราษฎรในพื้นที่ หมู่ที่ 2 ตำบลมาโมง อำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส จำนวน 147 ครัวเรือน 585 คน มีน้ำใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคอย่างเพียงพอตลอดปี และช่วยเหลือพื้นที่การเกษตร จำนวน 400 ไร่ นอกจากนี้ยังช่วยส่งเสริมให้ราษฎรปลูกข้าว และทำนาข้าวขั้นบันไดตามพระราชดำริ ทำให้ราษฎรในพื้นที่ มีข้าวไว้บริโภคในครัวเรือนได้เพียงพอ ส่งผลให้ราษฎรมีรายได้ มีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

          ทั้งนี้ ในพื้นที่จังหวัดนราธิวาสมีโครงการอันเนื่องจากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตลอดจนพระบรมวงศ์ รวม 403 โครงการ แยกเป็นด้านการพัฒนาแหล่งน้ำถึง 299 โครงการ ด้านเกษตร ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านส่งเสริมอาชีพ ด้านสาธารณสุข ด้านคมนาคม/สื่อสาร ด้านสวัสดิการสังคม/การศึกษา และด้านบูรณาการ/อื่น ๆ

    #สำนักงานกปร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/post_share/view/159393&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00jzaS0LbK7ISFNga2MK5f

  • ไทยปิดดีล EFM 2026 สวยหรู ดึง 10 กองถ่ายต่างชาติเข้าไทยลงทุนทะลัก

    ไทยปิดดีล EFM 2026 สวยหรู ดึง 10 กองถ่ายต่างชาติเข้าไทยลงทุนทะลัก

    กรมการท่องเที่ยว โดยกองกิจการภาพยนตร์และวีดิทัศน์ต่างประเทศ เข้าร่วมออกคูหานิทรรศการในงาน European Film Market 2026 (EFM 2026) ระหว่างวันที่ 12–17 กุมภาพันธ์ 2569 ณ โรงแรม Berlin Marriott Hotel กรุงเบอร์ลิน สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี เพื่อประชาสัมพันธ์ศักยภาพประเทศไทยในฐานะแหล่งถ่ายทำภาพยนตร์ระดับนานาชาติ พร้อมผลักดันการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในไทยให้สร้างรายได้เข้าสู่ประเทศอย่างต่อเนื่อง

    การเข้าร่วมงานในครั้งนี้ กรมการท่องเที่ยวประสบความสำเร็จในการเจรจาธุรกิจกับผู้ผลิตภาพยนตร์ต่างประเทศ โดยมีบริษัทผู้ผลิตจำนวน 10 ราย จากสหรัฐอเมริกา สกอตแลนด์ สาธารณรัฐเช็ก สาธารณรัฐเฮลเลนิก (กรีซ) สาธารณรัฐโปแลนด์ สาธารณรัฐอิตาลี และสาธารณรัฐอินเดีย แจ้งความประสงค์เข้ามาถ่ายทำในประเทศไทยในช่วงปี 2026–2027 คาดการณ์งบประมาณการลงทุนรวมกว่า 2,400 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่กรมการท่องเที่ยวตั้งไว้

    ภายในคูหานิทรรศการ กรมการท่องเที่ยวได้นำเสนอสื่อประชาสัมพันธ์หลากหลายรูปแบบ มุ่งเน้นมาตรการส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย โดยเฉพาะมาตรการคืนเงิน (Cash Rebate) สูงสุด 30% รวมถึงความพร้อมของสถานที่ถ่ายทำที่มีความหลากหลาย ทีมงานชาวไทยที่มีประสบการณ์ระดับสากล สตูดิโอถ่ายทำมาตรฐาน และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันที่สามารถรองรับกองถ่ายจากทั่วโลก

    นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวว่า “การเข้าร่วมงาน EFM ถือเป็นภารกิจสำคัญในช่วงต้นปี เนื่องจากเป็นตลาดภาพยนตร์แรกของปีที่กรมการท่องเที่ยวใช้เป็นเวทีเชิญชวนและสร้างเครือข่ายกับผู้ผลิตภาพยนตร์นานาชาติ การตอบรับที่ดีและมูลค่าการลงทุนที่คาดว่าจะเกิดขึ้น สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของอุตสาหกรรมภาพยนตร์โลกที่มีต่อประเทศไทย ทั้งด้านมาตรการสนับสนุน คุณภาพทีมงาน และศักยภาพของโลเคชันถ่ายทำ”

    ทั้งนี้ การเข้าร่วมงาน EFM 2026 เป็นส่วนหนึ่งของแผนการทำตลาดเชิงรุกของกรมการท่องเที่ยว เพื่อดึงดูดกองถ่ายต่างประเทศให้เข้ามาถ่ายทำในประเทศไทย สร้างรายได้ กระจายการจ้างงานในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง และเผยแพร่ภาพลักษณ์ประเทศไทยสู่สายตาผู้ชมทั่วโลกผ่านสื่อภาพยนตร์และคอนเทนต์ระดับนานาชาติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2915265&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw160UegptJ7SFftVjaDRBbN

  • ‘สทท.’ ชี้ทางรอดธุรกิจท่องเที่ยวไทย!  ฝ่าเทรนด์ ‘เลือกเยอะ จ่ายยาก’ ยกคุณภาพสู้

    ‘สทท.’ ชี้ทางรอดธุรกิจท่องเที่ยวไทย! ฝ่าเทรนด์ ‘เลือกเยอะ จ่ายยาก’ ยกคุณภาพสู้

    สถานการณ์ภาคท่องเที่ยวปี 2569 จะเปลี่ยนจาก “การฟื้นตัว” ไปสู่ “การปรับตัวและการแข่งขันด้านคุณภาพ” มากขึ้น หลังจากสิ้นสุดภาวะ “เที่ยวล้างแค้น” ในช่วงปี 2566-2567 โดยในปีนี้พฤติกรรมนี้จะหายไป ผู้คนเริ่มกลับสู่ภาวะปกติ การเดินทางจะถูกวางแผนอย่างใจเย็นและรอบคอบมากขึ้น นักท่องเที่ยวจะไม่ยอมจ่ายเงินเพียงเพื่อให้ได้เที่ยว แต่จะจ่ายเพื่อให้ได้ประสบการณ์ที่คุ้มค่า!

    รายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบธุรกิจการท่องเที่ยวในประเทศไทยไตรมาส 4 ปี 2568 ของสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) ระบุว่า “เทรนด์พฤติกรรมการท่องเที่ยวปี 2569” เปลี่ยนไป จากโครงสร้างประชากรนักท่องเที่ยว “กลุ่มผู้สูงอายุ” (Active Seniors อายุ 50-70 ปี) จะมีสัดส่วนสูงขึ้น ทั้งจากยุโรป ญี่ปุ่น และในไทยเอง ธุรกิจที่รองรับการออกแบบสากล (Universal Design) และบริการด้านสุขภาพจะได้เปรียบ

    อีกเทรนด์ที่มาแรงคือ “Quietcation” เทรนด์การท่องเที่ยวที่เน้นความเงียบสงบ ไม่วุ่นวาย และเป็นส่วนตัว ไม่จำเป็นต้องไปเที่ยวสถานที่ยอดนิยม อาจจะไปที่ที่ไม่มีใครรู้จักก็ได้ แต่ขอให้ได้พักผ่อนเต็มที่และได้ใช้เวลากับตัวเองอย่างแท้จริง! อย่างนักท่องเที่ยวกลุ่ม Active Seniors ไม่ต้องการวางแผนท่องเที่ยวด้วยตัวเอง จึงมอบหมายและไว้ใจให้บริษัทท่องเที่ยวจัดการวางแผนให้ทั้งหมดว่าพวกเขาควรจะไปเที่ยวที่ไหนถึงจะสงบ พักผ่อนได้เต็มที่ ภายใต้วันเวลาและงบประมาณที่พวกเขากำหนดไว้

    “Green Tourism” (การท่องเที่ยวสีเขียว) จะได้รับความนิยมมากขึ้นในปี 2569 ไม่ใช่แค่เทรนด์ทางเลือก แต่เป็น “มาตรฐานใหม่” ที่ส่งผลกระทบอย่างเข้มข้นต่อภาคโรงแรมและที่พัก ทั้งในแง่ต้นทุน การตลาด และการดำเนินงานรายวัน กฎระเบียบโลกเริ่มแบนธุรกิจที่ไม่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม แหล่งท่องเที่ยวต้องปรับตัว ลดการสร้างมลพิษและคาร์บอน หากไม่มีคุณภาพด้านสิ่งแวดล้อมชัดเจน จะถูกตัดออกจากตัวเลือกของนักท่องเที่ยวคุณภาพทันที 

    โดยนักท่องเที่ยวยุโรปและคนรุ่นใหม่เริ่มมองหาที่พักที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง แพลตฟอร์มจองที่พักออนไลน์ (OTA) จะเริ่มดัน Ranking ให้ที่พักที่มีมาตรฐานรักษ์โลกติดลำดับแรกๆ ของการค้นหา

    นอกจากนี้เทรนด์ “การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ” (Wellness Tourism) ยกระดับจากการทำสปาไปสู่การกินอาหารเป็นยา (Gastronomy) และการดูแลสุขภาพจิต (Mental Retreat) ยังคงได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเทรนด์ “การท่องเที่ยวแบบมีความหมาย” (Meaningful Travel) นักท่องเที่ยวต้องการสัมผัสวิถีชุมชนท่องเที่ยวที่ลึกซึ้ง มากกว่าแค่ไปถ่ายรูปเช็กอิน และการท่องเที่ยวเมืองรองยังคงเติบโตหากมีการทำการตลาดเล่าเรื่อง (Storytelling) ที่ดี

    ‘สทท.’ ชี้ทางรอดธุรกิจท่องเที่ยวไทย!  ฝ่าเทรนด์ ‘เลือกเยอะ จ่ายยาก' ยกคุณภาพสู้

    ค่าครองชีพ-ดอกเบี้ย ปัจจัยสำคัญท่องเที่ยว

    อย่างไรก็ตาม ปัจจัยด้านเศรษฐกิจ “ค่าครองชีพและดอกเบี้ยทรงตัว” มีผลต่อการเดินทางในปี 2569 แม้อัตราเงินเฟ้อโลกจะชะลอตัว แต่ราคาสินค้าและบริการ เช่น ค่าตั๋วเครื่องบิน และค่าที่พัก ยังคงอยู่ในระดับสูง ทำให้นักท่องเที่ยวทั่วโลกมีแนวโน้ม “เลือกเยอะ จ่ายยาก” (Value for Money is King) พวกเขาจะเปรียบเทียบราคาอย่างหนักก่อนจอง

    นอกจากนี้ “จีน” ยังคงเผชิญปัญหาเศรษฐกิจภายใน ซึ่งอาจทำให้นักท่องเที่ยวจีนกลุ่มกระแสหลัก (Mass) กลับมาได้ไม่เต็มที่ในปีนี้ ไทยจึงต้องพึ่งพากลุ่มใช้จ่ายสูง (High Spending) จากจีน และกระจายความเสี่ยงไปยังตลาดยุโรป อินเดีย เกาหลีใต้ และตะวันออกกลางมากขึ้น ขณะที่ตลาดในประเทศ ปัญหา “หนี้ครัวเรือนสูง” ยังเป็นตัวฉุดกำลังซื้อ คนไทยจะเที่ยวถี่น้อยลงแต่เน้นคุณภาพ หรือเลือกเที่ยวช่วงที่มีโปรโมชันแรงๆ เท่านั้น

    แต่ธุรกิจท่องเที่ยวไม่สามารถแข่งขันด้วย “สงครามราคา” (Price War) ได้อีกต่อไป เพราะจะทำให้ต้นทุนการดำเนินงานสูงขึ้น การหันมาสู้ด้วย “คุณภาพบริการ” เพื่อดึงดูดลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูง จึงเป็นทางรอด!

    ‘สทท.’ ชี้ทางรอดธุรกิจท่องเที่ยวไทย!  ฝ่าเทรนด์ ‘เลือกเยอะ จ่ายยาก' ยกคุณภาพสู้

    แข่งขันเพื่อนบ้าน ไทยต้องเร่งปรับตัว

    ขณะเดียวกัน “การแข่งขันรุนแรง” จากประเทศเพื่อนบ้านอย่างจีน ญี่ปุ่น และเวียดนาม ทำให้ไทยไม่สามารถแข่งแบบเดิม ชูจุดขายแค่ “ทะเลไทยสวยกว่า” ได้อีกต่อไป แต่ต้องแข่งขันด้วย “คุณภาพการบริหารจัดการ” เช่น ความปลอดภัย ความสะดวกสบาย และการสร้างประสบการณ์ที่มีความหมายแก่นักท่องเที่ยว

    ‘สทท.’ ชี้ทางรอดธุรกิจท่องเที่ยวไทย!  ฝ่าเทรนด์ ‘เลือกเยอะ จ่ายยาก' ยกคุณภาพสู้

    เทคโนโลยี “AI” เป็นอีกเทรนด์ที่นักท่องเที่ยวจะใช้ในการวางแผนเที่ยวเองมากขึ้น เข้าถึงข้อมูลเชิงลึกได้ง่ายกว่าที่เคย ทำให้บทบาทของบริษัททัวร์แบบดั้งเดิมลดลง ธุรกิจต้องปรับตัวทำคอนเทนต์ให้ AI หาเจอ นอกจากนี้ลูกค้ายังคาดหวังการบริการที่รู้ใจและไร้รอยต่อ (Seamless Experience) ธุรกิจต้องใช้เทคโนโลยีเพื่อปรับปรุงคุณภาพการบริการรายบุคคล ใครที่ยังทำงานแบบเดิมๆ จะไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการที่ซับซ้อนของลูกค้ายุคใหม่ได้

    สำหรับ “ปัจจัยเสี่ยง” และ “อุปสรรค” ของภาคการท่องเที่ยวในไตรมาส 1 ปี 2569 รายงานระบุว่า “ฝุ่น PM 2.5” ที่มักจะรุนแรงในช่วงฤดูหนาว เป็นปัจจัยลบระยะสั้นที่สำคัญที่สุดในช่วงกลางเดือน ม.ค.-มี.ค. โดยเฉพาะกรุงเทพฯ และภาคเหนือ นักท่องเที่ยวจะหนีฝุ่นลงมาเที่ยวทะเลภาคใต้ หรืออาจจะหันไปเที่ยวประเทศเพื่อนบ้านแทน ทำให้ผู้ประกอบการภาคเหนือต้องเตรียมแผนรับมือล่วงหน้า

    “เลือกตั้ง” จุดเปลี่ยนสำคัญเศรษฐกิจไทย

    ด้าน “การเลือกตั้ง” เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2569 การจัดตั้ง “รัฐบาลใหม่” ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเศรษฐกิจไทย เมื่อประเมินฉากทัศน์หากสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้เร็ว 1-2 เดือน เศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้ตามเป้าหมาย งบประมาณเบิกจ่ายต่อเนื่อง แต่ถ้ารัฐบาลรักษาการลากยาว 3-5 เดือน ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ปี 2569 อาจโตต่ำกว่า 1.5% การลงทุนของภาคเอกชนชะงักงัน และยังมีความเสี่ยงด้านงบประมาณที่อาจมีความล่าช้าของงบประมาณปี 2570 หากการจัดตั้งรัฐบาลใช้เวลานานเกินไป จะส่งผลให้การเบิกจ่ายงบประมาณแผ่นดินปี 2570 ล่าช้า กระทบต่อโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน (Mega Project) ของรัฐ

    และปัจจัย “ภูมิรัฐศาสตร์และสังคม” ความขัดแย้งระหว่างประเทศ สงครามการค้า และปัญหาสงครามในตะวันออกกลางยังคงกดดันราคาน้ำมันและเส้นทางการบิน และจะมีความขัดแย้งระหว่างประเทศและภูมิภาคของโลกเกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ ภาวะ “โลกไม่สงบ” คาดส่งผลโดยตรงต่อนักท่องเที่ยวตลาดระยะไกล (Long-haul)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1221991&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1l75Qash42yChT7LgYR1jJ