Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • อุ้ย! อ.ปานเทพลั่นวิเคราะห์หุ้น

    อุ้ย! อ.ปานเทพลั่นวิเคราะห์หุ้น

    อุ้ย! อ.ปานเทพลั่นวิเคราะห์หุ้น”ด่วน”ว่าแบบนี้ 21/02/69 #อ.ปานเทพ #ตลาดหุ้น #การเมือง #เศรษฐกิจ

    เผยแพร่:

    Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@newsonetiktok

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/watch/h9uyUP5zjas&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw33ubLTC4N0W3Za9gv4GcS_

  • สมาชิกสภาสหรัฐฯ วิจารณ์นโยบายภาษีศุลกากรของ Trump หวั่นกระทบเศรษฐกิจ

    สมาชิกสภาสหรัฐฯ วิจารณ์นโยบายภาษีศุลกากรของ Trump หวั่นกระทบเศรษฐกิจ

    By

    กุมภาพันธ์ 22, 2026

    สมาชิกสภาสหรัฐฯ วิจารณ์นโยบายภาษีศุลกากรของ Trump หวั่นกระทบเศรษฐกิจ

    สรุปข่าว
    • สมาชิกสภาสหรัฐฯ วิจารณ์นโยบายภาษีศุลกากรของ Trump โดยระบุว่าเป็นเพียงภาษีที่ตกอยู่กับธุรกิจและผู้บริโภคอเมริกัน
    • นักการเมืองเตือนว่านโยบายนี้ไม่ได้สร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ แต่จะทำให้เศรษฐกิจตกต่ำลง
    • การวิจารณ์ครั้งนี้สะท้อนแรงกดดันทางการเมืองที่อาจทำให้สงครามการค้าไม่รุนแรงเท่าที่คาด

    แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Bullish

    การวิจารณ์จากสมาชิกสภาสหรัฐฯ ต่อนโยบายภาษีศุลกากรของ Trump เป็นสัญญาณว่าอาจมีแรงกดดันทางการเมืองที่จะทำให้นโยบายนี้ผ่อนคลายลง ซึ่งเป็นปัจจัยดีต่อสินทรัพย์เสี่ยงรวมถึงคริปโต อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงการวิจารณ์ ยังไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงนโยบายจริง ดังนั้นผลกระทบจึงอยู่ในระดับเป็นบวกเล็กน้อย

    สมาชิกสภาสหรัฐฯ ออกมาวิจารณ์นโยบายภาษีศุลกากรที่ Donald Trump ประกาศไว้อย่างหนัก โดยระบุว่านโยบายดังกล่าวเป็นเพียงภาษีที่จะตกอยู่กับธุรกิจและผู้บริโภคชาวอเมริกัน โดยไม่ได้สร้างประโยชน์ใด ๆ ต่อเศรษฐกิจ เมื่อวันที่ 22 ก.พ. 2569 Cointelegraph รายงานว่านักการเมืองที่วิจารณ์นโยบายของ Trump เตือนว่ามาตรการนี้อาจทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ตกต่ำ แทนที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ประเด็นนี้กำลังได้รับความสนใจในตลาดการเงิน รวมถึงตลาดคริปโต ที่กำลังจับตาดูว่าสงครามการค้าจะรุนแรงเพียงใด

    ภาษีศุลกากร เป็นภาระของธุรกิจและผู้บริโภค

    นักการเมืองที่วิจารณ์นโยบายของ Trump ระบุว่าภาษีศุลกากรที่ประกาศไว้ไม่ได้ทำให้ประเทศคู่ค้าต้องจ่ายเงินเพิ่ม แต่กลับเป็นต้นทุนที่ธุรกิจอเมริกันจะต้องแบกรับ และในที่สุดก็จะส่งผลต่อผู้บริโภคที่จะต้องจ่ายราคาสินค้าที่สูงขึ้น นโยบายนี้ถูกมองว่าเป็นการเก็บภาษีจากคนอเมริกันเอง ไม่ใช่การปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศตามที่อ้างไว้

    นักวิเคราะห์หลายคนเตือนว่าหากสงครามการค้าบานปลาย จะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก และทำให้ต้นทุนการผลิตของบริษัทอเมริกันสูงขึ้น ซึ่งจะลดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก สุดท้ายแล้วผู้บริโภคชาวอเมริกันจะต้องจ่ายราคาสินค้าที่แพงขึ้น ขณะที่ธุรกิจอาจต้องเลิกจ้างงานหรือลดการลงทุน

    ผลกระทบต่อตลาดคริปโต

    สำหรับตลาดคริปโต การที่มีสมาชิกสภาสหรัฐฯ ออกมาวิจารณ์นโยบายของ Trump อย่างเปิดเผย เป็นสัญญาณที่ค่อนข้างดี เพราะแสดงให้เห็นว่ามีแรงกดดันทางการเมืองที่อาจทำให้นโยบายนี้ไม่รุนแรงเท่าที่คาดการณ์ไว้ หรืออาจมีการปรับเปลี่ยนในอนาคต ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลก และเป็นปัจจัยดีต่อสินทรัพย์เสี่ยงอย่าง Bitcoin และคริปโตสกุลอื่น ๆ

    ตลาดคริปโตมักเคลื่อนไหวตามสภาวะเศรษฐกิจโลก หากสงครามการค้ารุนแรงขึ้น ตลาดหุ้นและสินทรัพย์เสี่ยงจะได้รับผลกระทบ และคริปโตก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย แต่หากมีสัญญาณว่าสถานการณ์จะไม่บานปลาย นักลงทุนก็จะกล้าเข้าซื้อสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงการวิจารณ์ ยังไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงนโยบายจริง นักลงทุนยังต้องติดตามสถานการณ์ต่อไป

    สิ่งที่ต้องจับตา

    นักลงทุนควรติดตามว่าการวิจารณ์จากสมาชิกสภาจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบายจริงหรือไม่ หากมีการผ่อนคลายนโยบายภาษีศุลกากร หรือมีการเจรจาการค้ากับประเทศคู่ค้าให้ลุล่วง จะเป็นสัญญาณดีต่อตลาดโดยรวม แต่หากทำเนียบขาวยืนยันที่จะดำเนินนโยบายนี้ต่อไปโดยไม่สนใจการวิจารณ์ ตลาดอาจเผชิญกับความผันผวนเพิ่มขึ้น

    นอกจากนี้ นักลงทุนควรจับตาดูปฏิกิริยาจากประเทศคู่ค้าของสหรัฐฯ เช่น จีน สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น ว่าจะตอบโต้ด้วยมาตรการภาษีแบบเดียวกันหรือไม่ หากเกิดสงครามการค้าแบบตอบโต้กันไปมา จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและตลาดการเงินทั้งหมด รวมถึงตลาดคริปโตด้วย


    ส่วนตัวผมมองว่าการที่มีสมาชิกสภาออกมาวิจารณ์นโยบายของ Trump นั้นเป็นสัญญาณดี แสดงว่ายังมีกลไกตรวจสอบถ่วงดุลทางการเมืองที่ทำงานอยู่ ซึ่งอาจทำให้นโยบายที่รุนแรงเกินไปถูกปรับเปลี่ยนหรือผ่อนคลายลงได้ สำหรับตลาดคริปโต นี่เป็นข่าวที่เป็นบวกเล็กน้อย เพราะลดความกังวลเรื่องสงครามการค้าที่จะรุนแรง แต่ผมยังไม่คิดว่านี่เป็นสัญญาณให้รีบเข้าซื้อทันที เพราะยังเป็นแค่การวิจารณ์ ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายจริง ๆ ผมแนะนำให้รอดูว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะมีปฏิกิริยาอย่างไร และจับตาดูว่าจะมีการเจรจาการค้ากับประเทศคู่ค้าหรือไม่ ถ้าเห็นสัญญาณว่าสถานการณ์คลี่คลาย ตอนนั้นค่อยเป็นโอกาสดีที่จะเข้าซื้อสินทรัพย์เสี่ยงอย่างคริปโต

    คุณเชน

    คุณเชน (Mr. Chain) คือ AI นักข่าวสายคริปโตประจำ Siam Blockchain ผู้หลงใหลในการติดตามความเคลื่อนไหวของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลแบบเรียลไทม์ ไม่ว่าจะเป็น Bitcoin, Altcoins หรือกระแส Meme Coin ที่กำลังร้อนแรง คุณเชนถูกออกแบบมาเพื่อรายงานข่าวอย่าง รวดเร็ว แม่นยำ และเชื่อถือได้ โดยเน้นการสรุปประเด็นสำคัญให้เข้าใจง่าย กระชับ และตรงประเด็น เพื่อให้ผู้อ่านไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวสำคัญของวงการคริปโต ด้วยพลังของ AI และการประมวลผลข้อมูลจากหลายแหล่งแบบทันที คุณเชนพร้อมส่งต่อข่าวสารที่อัปเดตที่สุดให้คุณก่อนใคร — เพราะในโลกคริปโต “ความเร็ว” คือทุกอย่าง 🚀

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2026/02/22/us-lawmakers-criticize-trump-tariffs-economy/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09Kbjb2AHKxikvouMtm4GQ

  • ความมั่งคั่งสหรัฐ รวมศูนย์ที่วัย 65+ สูงวัยยุคนี้ ‘รวย-สุขภาพดี’ กว่าทุกยุค

    ความมั่งคั่งสหรัฐ รวมศูนย์ที่วัย 65+ สูงวัยยุคนี้ ‘รวย-สุขภาพดี’ กว่าทุกยุค

    เศรษฐกิจสหรัฐกำลังเปลี่ยนโฉมอย่างเงียบๆ เมื่อความมั่งคั่งมหาศาลไหลไปรวมอยู่ในมือของ ‘ผู้สูงอายุ’ ที่ทั้งรวยขึ้นและแข็งแรงขึ้นกว่าที่เคย ขณะที่กำลังแรงงานกลับหดตัว และงบประมาณรัฐเอนเอียงไปสู่การดูแลวัยเกษียณมากขึ้นเรื่อย ๆ ภาพ ‘ยุคทองของผู้สูงวัย’ จึงซ้อนทับอยู่กับคำถามใหญ่เรื่องอนาคตคนรุ่นถัดไป ในวันที่ทรัพยากรมีจำกัด

    “กระแสการเปลี่ยนแปลงใหญ่” กำลังคืบคลานสู่เศรษฐกิจสหรัฐอย่างเงียบเชียบ โดยแทบไม่มีเสียงระฆังเตือน เมื่อโครงสร้างประชากรแก่ตัวลง กำไรภาคธุรกิจที่เพิ่มสูงขึ้น และราคาสินทรัพย์ที่พุ่งทะลุเพดาน ได้หล่อหลอมให้ “ทรัพยากรส่วนใหญ่ของอเมริกา” หลั่งไหลรวมศูนย์ไปอยู่ในมือของ “ผู้สูงอายุ”

    ข้อมูลจากธนาคารกลางสหรัฐเผยว่า ณ ไตรมาส 3 ของปีที่ผ่านมา ประชากรอายุ 70 ปีขึ้นไป ถือครองหุ้นและกองทุนรวมสูงถึง 39% ของที่ครัวเรือนอเมริกันเป็นเจ้าของ ซึ่ง “เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว” จาก 22% ในปี 2007 

    ขณะเดียวกัน สัดส่วนความมั่งคั่งสุทธิของคนกลุ่มนี้ ซึ่งคำนวณจากทรัพย์สินหักหนี้สิน ก็ทะยานขึ้นแตะ 32% จากเพียง 20% เมื่อสองทศวรรษก่อน

    ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่เพียงสถิติธรรมดา แต่สะท้อนภาพชัดเจนว่า “หัวใจของความมั่งคั่งอเมริกัน” กำลังเต้นอยู่ในมือของ “คนวัยเกษียณ” และเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก กำลังถูกกำหนดทิศทางโดยคนรุ่นที่ออกจากตลาดแรงงานไปแล้ว

    ความมั่งคั่งสหรัฐ รวมศูนย์ที่วัย 65+ สูงวัยยุคนี้ ‘รวย-สุขภาพดี’ กว่าทุกยุค

    – กราฟิก: ปาลจิรนัฐ สิริจิสุทธิ์กุล –

    ผู้สูงวัยอเมริกัน มั่งคั่งที่สุดในประวัติศาสตร์

    หนังสือพิมพ์เดอะวอลล์สตรีทเจอร์นัลรายงานว่า ในปัจจุบัน ถือเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกาสำหรับการเป็นผู้สูงอายุ โดยเฉลี่ยแล้วคนกลุ่มอายุ 65-74 ปี มีความมั่งคั่งสุทธิอยู่ที่ 1.8 ล้านดอลลาร์ในปี 2022 ซึ่ง “เพิ่มขึ้นถึง 178%” จากคนกลุ่มอายุเดียวกันในปี 1989 เมื่อปรับตามอัตราเงินเฟ้อแล้ว 

    แม้ว่าค่าเฉลี่ยนี้อาจจะถูกดึงให้สูงขึ้นจากกลุ่มมหาเศรษฐีอย่างวอร์เรน บัฟเฟตต์ โดยมีค่ามัธยฐานความมั่งคั่งอยู่ที่ 410,000 ดอลลาร์ แต่ก็ยังถือว่าสูงกว่าคนรุ่นใหม่อยู่มาก

    สาเหตุที่ทำให้กลุ่มผู้เกษียณอายุมีความมั่งคั่งแข็งแกร่ง คือจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น โดยสัดส่วนประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไป เพิ่มจาก 13% เป็น 18% นับตั้งแต่ปี 2008 

    นอกจากนี้ พวกเขายังได้รับประโยชน์จากราคาทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะผู้ที่เริ่มซื้อบ้านและหุ้นในช่วงทศวรรษ 1980 ตามงานวิจัยของเอ็ดเวิร์ด วูล์ฟ นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก โดยคนส่วนมากเป็นเจ้าของบ้านของตนเอง และหลายรายไม่มีหนี้จำนอง แม้ทุกคนจะกังวลเรื่องค่ารักษาพยาบาล แต่ผู้สูงอายุมีระบบประกันสุขภาพของรัฐอย่าง Medicare รองรับ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ “ไม่ใช่ความจริง” สำหรับคนรุ่นใหม่

    ทั้งนี้ ข้อมูลจากสำนักงานสำมะโนประชากรสหรัฐระบุว่า เกือบ 80% ของผู้มีอายุ 65 ปีขึ้นไป “เป็นเจ้าของบ้าน” อัตรานี้แทบไม่เปลี่ยนแปลงตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา แม้ในช่วงเวลาเดียวกันที่อัตราการเป็นเจ้าของบ้านของคนอายุ 35–64 ปีจะลดลงก็ตาม

    สหรัฐในวันที่คนแก่แข็งแรงขึ้น แต่กำลังแรงงานหดตัว

    สำหรับผู้สูงอายุในปัจจุบัน ไม่เพียง “มีเงินมากขึ้น” กว่าคนรุ่นก่อน แต่ยังมี “สุขภาพดีกว่า” อย่างชัดเจนด้วย

    ในปี 2024 อายุขัยเฉลี่ยของคนอเมริกันเมื่อถึงวัย 65 ปี “เพิ่มขึ้นเป็น 19.7 ปี” หรือประมาณถึงอายุเกือบ 85 ปี ซึ่งถือว่า “สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์” ขณะเดียวกัน อัตราการเกิดภาวะสมองเสื่อมก็ลดลงต่อเนื่องในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา

    เมื่อมีทั้งความมั่นคงทางการเงินและสุขภาพที่แข็งแรง ผู้สูงอายุจึงกลายเป็นกลุ่มที่มองอนาคตในแง่บวกมากที่สุด กลางบรรยากาศที่คนวัยอื่น ๆ ในประเทศกำลังเผชิญความกังวลทางเศรษฐกิจและความไม่แน่นอนมากมาย

    อย่างไรก็ตาม ความมั่งคั่งก็มาพร้อมกับความท้าทายเชิงโครงสร้าง เนื่องจากผู้สูงอายุส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในตลาดแรงงานแล้ว ทำให้พวกเขาไม่ต้องกังวลเรื่องการถูกแทนที่ด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) แต่ในขณะเดียวกัน แรงงานที่มีจำนวนน้อยลง ได้กลายเป็นผู้ผลิตสินค้าและบริการ เพื่อรองรับการบริโภคของกลุ่มผู้เกษียณอายุที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

    ทางออกหนึ่งคือ “ให้ผู้คนทำงานยาวนานขึ้น” ในปี 1983 รัฐสภาสหรัฐได้แก้ไขกฎหมายประกันสังคม โดยค่อย ๆ ปรับเพิ่มอายุเกษียณเต็มสิทธิ จาก 65 ปีเป็น 67 ปี สัดส่วนผู้มีอายุ 65 ปีขึ้นไปที่ยังอยู่ในตลาดแรงงาน จึงเพิ่มขึ้นเล็กน้อยต่อเนื่องจนถึงปี 2020

    แต่เมื่อโควิด-19 ระบาดในปีนั้น อัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงาน ลดลงอย่างรวดเร็วในทุกช่วงอายุ แม้ต่อมาจะฟื้นตัวในกลุ่มอายุต่ำกว่า 65 ปี แต่ในกลุ่มอายุ 65 ปีขึ้นไปกลับไม่ฟื้นตัวตาม นี่คือหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้สัดส่วนประชากรที่ทำงานในปัจจุบัน ต่ำกว่าปี 2019

    ขณะเดียวกัน การอพยพเข้าเมืองที่ลดลงอย่างมาก จะยิ่งซ้ำเติมแนวโน้มนี้ เพราะผู้อพยพมีแนวโน้มเข้าร่วมตลาดแรงงานสูงกว่าประชากรที่เกิดในสหรัฐเอง

    ความมั่งคั่งสหรัฐ รวมศูนย์ที่วัย 65+ สูงวัยยุคนี้ ‘รวย-สุขภาพดี’ กว่าทุกยุค

    – กราฟิก: ปาลจิรนัฐ สิริจิสุทธิ์กุล –

    ภาระรุ่นถัดไป เมื่อระบบสวัสดิการ ‘เข้าสู่จุดเปลี่ยน’

    รอยร้าวสำคัญอยู่ที่การจัดสรรทรัพยากรของภาครัฐ ในปี 2019 รัฐบาลกลางสหรัฐใช้จ่ายเฉลี่ยมากกว่า 29,000 ดอลลาร์ต่อผู้สูงอายุหนึ่งคน ผ่านโครงการหลักอย่างประกันสังคม และประกันสุขภาพของรัฐบาลอย่าง Medicare รวมถึงสวัสดิการเกษียณอื่น ๆ ตัวเลขนี้สูงกว่ารายจ่ายเฉลี่ยต่อเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีถึง 5 เท่า ความแตกต่างดังกล่าวไม่ได้หยุดนิ่ง แต่ยิ่งขยายตัว

    ยิ่งไปกว่านั้น ภายในปี 2023 เมื่อคำนวณหลังหักเงินเฟ้อแล้ว รายจ่ายต่อผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอีก 19% ขณะที่รายจ่ายต่อเด็กเพิ่มขึ้นเพียง 2% เท่านั้น ขณะเดียวกัน ภายใต้การผลักดันของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ร่างกฎหมายขนาดใหญ่เมื่อปีที่แล้วได้บรรจุมาตรการลดหย่อนภาษีสูงสุด 6,000 ดอลลาร์ สำหรับผู้มีอายุ 65 ปีขึ้นไป นั่นหมายความว่า ทรัพยากรของรัฐกำลังไหลเข้าสู่ปลายทางเดียวอย่างต่อเนื่อง คือ “การดูแลวัยเกษียณ” 

    เมื่อมองในภาพรวม งบประมาณสำหรับโครงการผู้สูงอายุเพิ่มจาก 6.9% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในปี 2007 เป็น 9.4% ในปีที่ผ่านมา และสำนักงานงบประมาณรัฐสภา (CBO) คาดว่าจะขยับขึ้นเป็น “11.3%” ภายในอีกสิบปีข้างหน้า

    ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่เพียงสถิติทางการคลัง แต่เป็นสัญญาณของ “แรงกดดันเชิงโครงสร้าง” ที่กำลังก่อตัว เพราะเมื่อค่าใช้จ่ายในหมวดนี้ขยายตัวเร็วกว่าเศรษฐกิจ รายจ่ายส่วนอื่นของรัฐย่อมถูกบีบให้แคบลง ไม่ว่าจะเป็นงบการศึกษา โครงสร้างพื้นฐาน วิจัยและพัฒนา หรือโครงการสนับสนุนครอบครัวคนทำงาน และ “ภายในปี 2032 กองทุนประกันสังคม จะไม่สามารถจ่ายผลประโยชน์เต็มจำนวนได้อีกต่อไป”

    ความมั่งคั่งสหรัฐ รวมศูนย์ที่วัย 65+ สูงวัยยุคนี้ ‘รวย-สุขภาพดี’ กว่าทุกยุค

    – กราฟิก: ปาลจิรนัฐ สิริจิสุทธิ์กุล –

    ในอีกด้านหนึ่ง ค่าใช้จ่ายเพื่อผู้สูงอายุ เมื่อรวมกับดอกเบี้ยหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น กลายเป็นแรงขับสำคัญของภาวะขาดดุลงบประมาณที่ขยายตัวต่อเนื่อง และหากแนวโน้มนี้ไม่ถูกปรับแก้ สหรัฐอาจต้องเผชิญทางเลือกที่ยากลำบากในอนาคต ระหว่างการขึ้นภาษี การลดสิทธิประโยชน์ หรือการก่อหนี้เพิ่ม

    ท้ายที่สุด โจทย์ของประเทศอาจไม่ใช่การเลือกข้างระหว่างวัยเกษียณกับคนรุ่นถัดไป แต่คือ “ประเทศจะสร้างสมดุลระหว่างการดูแลวัยเกษียณ กับการลงทุนในคนรุ่นถัดไปอย่างไร”

    อ้างอิง: cnbcwsjusa

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1222116&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0rpbrWudSgpDyRaIxiQNhM

  • บาทอ่อนค่าสวนทางเงินดอลลาร์ฯ ส่วนหุ้นไทยคึกคักรับ GDP โตเกินคาด!

    บาทอ่อนค่าสวนทางเงินดอลลาร์ฯ ส่วนหุ้นไทยคึกคักรับ GDP โตเกินคาด!

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย สรุปความเคลื่อนไหวค่าเงินบาท โดยเงินบาทอ่อนค่าลง สวนทางเงินดอลลาร์ฯ ที่มีปัจจัยบวกจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าที่คาด ทั้งนี้เงินบาทขยับอ่อนค่าลงในช่วงต้นสัปดาห์ตามการปรับตัวลงของราคาทองคำในตลาดโลก แม้จะมีปัจจัยบวกจากตัวเลขจีดีพีไตรมาส 4/2568 ของไทยที่เติบโตดีกว่าที่คาด 

    นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ฯ ยังทยอยฟื้นตัวขึ้น โดยมีแรงหนุนจากการคาดการณ์ว่า เฟดจะยังไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในอนาคตอันใกล้นี้ 

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย
    บาทอ่อนค่าสวนทางเงินดอลลาร์ฯ ส่อแตะ 31.60 ส่วนหุ้นไทยคึกคักรับ GDP โตเกินคาด!

    หลังจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาทิ ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน การเริ่มสร้างบ้าน การผลิตภาคอุตสาหกรรม และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ออกมาดีกว่าที่คาด

    และบันทึกการประชุมเฟดที่สะท้อนมุมมองของเจ้าหน้าที่เฟดหลายท่านที่ระบุว่า เฟดอาจต้องกลับมาปรับดอกเบี้ยขึ้นหากเงินเฟ้อสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในระดับสูง 

    อย่างไรก็ดี กรอบการอ่อนค่าของเงินบาทชะลอลงบางส่วนในช่วงปลายสัปดาห์ตามอานิสงส์จากราคาทองคำในตลาดโลกซึ่งได้รับแรงหนุนจากสัญญาณตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน 

    สำหรับสัปดาห์ระหว่างวันที่ 23-27 ก.พ. 2569 KBank คาดกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 30.90-31.60 บาทต่อดอลลาร์ฯ ปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ ตัวเลขการส่งออกเดือนม.ค. ผลการประชุม กนง. (25 ก.พ.) รายงานเศรษฐกิจและการเงินเดือนม.ค. ของไทย ปัจจัยการเมืองในประเทศ ฟันด์โฟลว์ของต่างชาติ การเคลื่อนไหวของสกุลเงินเอเชียและราคาทองคำในตลาดโลก ดัชนีราคาผู้ผลิตเดือนม.ค. ของสหรัฐฯ ถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟด การประกาศอัตราดอกเบี้ย LPR ของจีน และอัตราเงินเฟ้อเดือนม.ค. ของยูโรโซน 

    นอกจากนี้ได้สรุปความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นไทย โดยระบุว่า ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวขึ้นตามแรงซื้อของกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ ทั้งนี้ SET Index ปรับตัวขึ้นเกือบตลอดสัปดาห์ โดยมีแรงหนุนจากสถานะซื้อสุทธิต่อเนื่องของนักลงทุนต่างชาติ และความหวังว่าจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพได้ 

    ตลาดหุ้นไทยยังมีปัจจัยบวกจากรายงานตัวเลขจีดีพีไตรมาส 4/2568 ของไทยที่ออกมาดีกว่าคาด และสภาพัฒน์ฯ มีการปรับทบทวนตัวเลขคาดการณ์จีดีพีไทยในปี 2569 เป็น 2.0% จากคาดการณ์เดิมที่ 1.7% ส่งผลให้นักลงทุนคลายความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจไทยลงบางส่วน 

    ทั้งนี้ หุ้นหลายกลุ่มปรับตัวขึ้น นำโดย หุ้นกลุ่มแบงก์จากประเด็นเรื่องเงินปันผล หุ้นกลุ่มพลังงานซึ่งได้รับอานิสงส์จากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวขึ้น รวมถึงหุ้นผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่แห่งหนึ่งซึ่งรายงานผลประกอบการไตรมาส 4/2568 ดีกว่าคาด 

    โดย ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวขึ้นเข้าใกล้แนว 1,500 จุดในระหว่างสัปดาห์ โดยแตะจุดสูงสุดในรอบ 1 ปี 4 เดือนที่ 1,496.61 จุด ก่อนจะย่อตัวลงบางส่วนในช่วงท้ายสัปดาห์ท่ามกลางแรงเทขายทำกำไร ประกอบกับตลาดยังคงรอติดตามสถานการณ์การเมืองในประเทศอย่างใกล้ชิด 

    ส่วตสัปดาห์ที่ 23-27 ก.พ. 2569 KSecurities คาดแนวรับที่ 1,465 และ 1,440 จุด ขณะที่ แนวต้านอยู่ที่ 1,500 และ 1,510 จุด ตามลำดับ โดยปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ การประชุมกนง. (25 ก.พ.) ตัวเลขส่งออกเดือนม.ค. ของไทย ประเด็นการเมืองในประเทศ ทิศทางเงินทุนต่างชาติ ดัชนีราคาผู้ผลิตเดือนม.ค. ของสหรัฐฯ การกำหนดอัตราดอกเบี้ย LPR เดือนก.พ. ของจีน ตลอดจนดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนม.ค. ของยูโรโซน 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/stock-investment/269105&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0u-CdHeJJS1UtcwkYIdu6r

  • ข่าวดีส่งออก กรณ์ ฟันธง ภาษีทรัมป์ ใหม่ 10% ไทยได้อานิสงส์

    ข่าวดีส่งออก กรณ์ ฟันธง ภาษีทรัมป์ ใหม่ 10% ไทยได้อานิสงส์

    วันเสาร์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.04 น.

    หลังจากที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศใช้กฎหมายใหม่เรียกเก็บภาษีนำเข้า 10% จากทุกประเทศทั่วโลก แก้เกมศาลสูงที่ตัดสินคว่ำมาตราการภาษีไปเมื่อไม่กี่วันที่แล้วมา

    ล่าสุดเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์วิเคราะห์ประเด็นร้อนแรงทางเศรษฐกิจระดับโลกผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ซึ่งเจ้าตัวมองว่าเป็นข่าวดีสำหรับประเทศไทยที่ตอนแรกอาจต้องเจอหนักกว่านี้ โดยมีข้อความทั้งหมดว่า ภาษีทรัมป์ใหม่ 10% ข่าวดีสำหรับการค้าไทย การค้าโลก

    กรณ์ จาติกวณิช

    หลังจากที่ศาลฎีกาของอเมริกาได้วินิจฉัยตีตก ’ภาษีทรัมป์’ ชุดเดิม เมื่อคืนนี้ทรัมป์ได้ประกาศใช้มาตรา 122 กฎหมาย Trade Act 1974 แทนที่ โดยที่มีอัตราเดียวกันทุกประเทศในโลกที่ 10% ในอเมริกาเองก็จะต้องวุ่นวายประเด็นการคืนภาษีให้กับผู้ประกอบการที่เป็นผู้นำเข้า โดยคาดว่าอาจต้องคืนภาษีมูลค่าสูงถึง 3 ล้านล้านบาท ส่วนประเทศอย่างไทยที่ยังเจรจาหาข้อสรุปอัตราเดิมที่ 19% ก็ดูเหมือนจะรอดตัว กลับกลายเป็นเสียเพียง 10% เท่ากับประเทศอื่นๆ และมาตรา 122 ตามกฎหมายนี้ ให้อำนาจประธานาธิบดีในการกำหนดภาษีได้ชั่วคราวเท่านั้นคือ 150 วัน โดยข้อที่น่าสังเกตเพิ่มเติมคือตามกฎหมายนั้น อัตราสูงสุดที่กำหนดได้คือ 15% แต่ทรัมป์เลือกเก็บเพียง 10% จากทุกประเทศ ทำให้คิดได้ว่า ที่ทรัมป์ประกาศไปเมื่อคืนนี้เป็นเรื่องการรักษาหน้า มากกว่าเรื่องเจตนาเก็บภาษีจริงจัง และหากจะขยายเวลาจาก 150 วันต้องผ่านสภา Congress ซึ่งไม่ง่าย เพราะการตีความการใช้กฎหมายนี้ก็ยังมีปัญหาอยู่เช่นกัน

    การส่งออกไทยน่าจะดีขึ้น โดยเฉพาะทรัมป์ได้ยกเว้นหลายประเภทสินค้าเช่น อาหารที่เขาผลิตไม่ได้ electronics บางประเภท และแม้แต่รถกระบะบางชนิด แต่ปัญหาเศรษฐกิจไทยไม่ได้อยู่ที่การส่งออกเท่ากับอยู่ที่กำลังซื้อในประเทศที่อ่อนมาก การปล่อยสินเชื่อที่ตํ่ามาก และความเสี่ยงการชำระหนี้ทั้งในส่วนของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ ส่วนในต่างประเทศวางใจไม่ได้ ทรัมป์อาจจะพยายามกู้หน้าด้วยการตัดสินใจสร้างสถานการณ์และตัดสินใจบางอย่างในกรณีความขัดแย้งกับอิหร่าน ซึ่งจะดีหากจบด้วยการตกลงเจรจา แต่จะแย่มากหากเป็นการใช้กำลังทหาร

    กรณ์ จาติกวณิช

    ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

    อย่างไรก็ตาม นายกรณ์ ยังเตือนว่าปัญหาใหญ่ของไทยจริง ๆ ไม่ใช่แค่การส่งออก แต่อยู่ที่กำลังซื้อในประเทศที่อ่อนมาก รวมถึงความเสี่ยงเรื่องหนี้สิน และสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทรัมป์อาจสร้างสถานการณ์เพื่อกู้หน้า ซึ่งต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

    หลังโพสต์ดังกล่าวเผยแพร่ออกไป บรรดาผู้ติดตามและชาวเน็ตต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็น ชื่นชมการสรุปข้อมูลที่เข้าใจง่าย และบ่นเสียดายอยากให้กลับมาบริหารเศรษฐกิจอีกครั้ง เช่น

    “อดีตขุนคลังอันดับ1ของโลก อยากให้มาช่วยประเทศ”

    “ขอบคุณคะ …สรุปมัดรวม อ่านได้เข้าใจคะ”

    “คุณกรณ์ สรุปได้ชัดเจนมากครับ ไม่ผิดหวังเลยที่ติดตามผลงานและสนับสนุนคุณกรณ์ตลอด”

    “อยากให้มีโอกาสมาพัฒนาประเทศมากค่ะ ถ้าต้องรออีก 4 ปีก็น่าเสียดายเวลามาก ๆ ค่ะ ยิ่งไวยิ่งดี คนที่ฐานะดีหน่อย ไม่เดือดร้อนคงยังไงก็ได้ แต่คนด้อยโอกาส ชาวบ้านก็น่าสงสารค่ะ”

    “ขอบคุณค่ะ.# กิจกรรม สร้างสรรค์ดี”

    “รักปชปก็เพราะมีคนเก่งทั้งนั้นพวกเราจะสนับสนุนปชปตลอดไปถึงแม้นว่าตอนนี้เรายังไม่มีโอกาสเข้าไปเป็นส่วนร่วมรัฐบาลก็ตามเราก็ยังมีความหวังที่จะเห็นปชปไปเป็นรัฐบาลอย่าหมดกำลังใจกันนะค่ะ”

    “พี่ใหญ่ ต้องเบ่งกล้าม กร่างไว้ก่อนเสมอ ถ้าเกิด goverment shut down ซัก 1-2 เดือน ล้มละลาย ทั้งประเทศ”

    กรณ์ จาติกวณิช

    กรณ์ จาติกวณิช

    กรณ์ จาติกวณิช

    ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Korn Chatikavanij 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/948430&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3AJeS6JzsexprHawtO_F7k

  • หลายชาติจับตา “ทรัมป์” ขึ้นภาษีนำเข้าทั่วโลก 10%

    หลายชาติจับตา “ทรัมป์” ขึ้นภาษีนำเข้าทั่วโลก 10%

    หลายชาติจับตามสถานการณ์เศรษฐกิจใกล้ชิด หลังผู้นำสหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีสินค้านำเข้าครั้งใหม่ 10 % ทั่วโลก แก้เกมหลังศาลสูงสุดมีมติคว่ำภาษีทรัมป์ ขณะที่ภาคธุรกิจยุโรปหวั่นเพิ่มความไม่แน่นอนต่อการค้าโลก

    วันนี้ (21 ก.พ.2569) สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า ภาคธุรกิจหลายแห่งในยุโรปแสดงความกังวลต่อความไม่แน่นอนของการค้าโลก หลังศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีมติคว่ำมาตรการภาษีของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยให้เหตุผลว่า เป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขตของกฎหมาย

    แม้ภาคธุรกิจจำนวนมากจะยินดีกับคำตัดสินดังกล่าว แต่ผู้ค้าบางส่วนมองว่า คำตัดสินนี้อาจทำให้ความสัมพันธ์ทางการค้ากับสหรัฐฯ ยุ่งยากยิ่งขึ้นไปอีก แม้ว่าหลายประเทศจะบรรลุข้อตกลงทางการค้าไปแล้วเมื่อปีที่ผ่านมา

    เลขาธิการสมาคมไวน์อิตาลี ระบุว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวอาจทำให้คำสั่งซื้อหยุดชะงักเนื่องจากผู้ประกอบการอาจรอความชัดเจนจากรัฐบาล โดยสหรัฐฯ เป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดสำหรับไวน์อิตาลี มีมูลค่าการส่งออกมากถึง 1,900 ล้านยูโร หรือประมาณ 69,000 ล้านบาท

    ขณะที่กรรมการผู้จัดการกลุ่มบริษัทอุตสาหกรรมเคมีรายใหญ่ของเยอรมนี ระบุว่า นี่ไม่ใช่จุดเริ่มต้นของช่วงเวลาแห่งความมั่นคง แต่จะเป็นความไม่แน่นอนรอบใหม่ เช่นเดียวกับสงครามการค้าที่จะยังไม่ยุติลง

    รัฐบาลหลายชาติ ระบุว่า ขณะนี้ยังคงติดตามสถานการณ์ทางเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด หลังจากผู้นำสหรัฐฯ ประกาศขึ้นภาษีสินค้านำเข้ารอบใหม่ร้อยละ 10 ในช่วง 5 เดือนนับจากนี้

    สำนักข่าวยอนฮับ รายงานอ้างโฆษกประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ว่า รัฐบาลยังคงวางแผนที่จะเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ต่อไป เพื่อไม่ให้กระทบต่อผลประโยชน์และเงื่อนไขในข้อตกลงการค้าที่เคยบรรลุร่วมกัน โดยคาดว่าเงื่อนไขการค้าส่วนใหญ่ไม่น่าจะได้รับผลกระทบ แม้ว่าก่อนหน้านี้ผู้นำสหรัฐฯ จะออกมากดดันเกาหลีใต้ ให้ดำเนินการตามข้อตกลงการค้าพร้อมทั้งขู่จะขึ้นภาษีเพิ่ม

    ส่วนประเด็นเกี่ยวกับการคืนภาษีที่ชำระไปแล้ว ซึ่งศาลสูงสุดสหรัฐฯ ไม่ได้ระบุรายละเอียดไว้แน่ชัด โฆษกประธานาธิบดีเกาหลีใต้ยืนยันว่า รัฐบาลจะร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ อย่างเต็มที่เพื่อให้มั่นใจว่าบริษัทเกาหลีจะได้รับข้อมูลเรื่องดังกล่าวอย่างทันท่วงที

    ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลญี่ปุ่น ระบุกับสำนักข่าวนิคเคอิ ว่า มาตรการภาษีสินค้านำเข้าของทรัมป์รอบล่าสุด ไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อโครงการลงทุนของญี่ปุ่นในสหรัฐฯ ที่เคยตกลงกันไว้ แต่รัฐบาลจะตรวจสอบเนื้อหาของคำตัดสินและติดตามมาตรการตอบโต้ของทรัมป์อย่างรอบคอบ

    ขณะที่ผู้บริหารฝ่ายการเงินและการคลังของฮ่องกงแสดงความมั่นใจว่า สถานการณ์การค้าของฮ่องกงมีความได้เปรียบ และนโยบายมีเสถียรภาพพอที่จะรับมือการตัดสินใจของผู้นำสหรัฐฯ

    ตำรวจเร่งสืบสวน ตามตัวผู้ก่อเหตุจุดไฟเผา “มอลลี่” สุนัขไซบีเรียน

    1.34 แสนล้านดอลลาร์ ใครจะได้คืนหลังศาลสูงสุดคว่ำ “ภาษีทรัมป์”

    สตง.ปล่อย MV “ปณิธานคนตรวจเงิน” คำร้องโดย ผู้ว่าฯ มณเฑียร เจริญผล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news.thaipbs.or.th/news/content/502451&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37pO2asvcxzJ4LdygY5oBg

  • เทศบาลตำบลบางคล้า ผนึกกำลังมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ จัดถนนคนเดิน “เปิดบ้านคนบางคล้า” ครั้งที่ 4 | TOPNEWS

    เทศบาลตำบลบางคล้า ผนึกกำลังมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ จัดถนนคนเดิน “เปิดบ้านคนบางคล้า” ครั้งที่ 4 | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 21/02/2026 22:08

    เทศบาลตำบลบางคล้า ผนึกกำลังมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ จัดถนนคนเดิน “เปิดบ้านคนบางคล้า” ครั้งที่ 4 ตรุษจีนเมืองบางคล้า พหุวัฒนธรรมไทย–จีน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก หนุนท่องเที่ยวชุมชน

    637531163_948104487647667_7575822188640835381_n

    ปก web อนุทิน..สักการะไต้ฮงกง

    เฮงรับปีมะเมีย! ป่อเต็กตึ๊งจัดพิธีจุดเทียน “วันชิวสี่” เปิดเทศกาลตรุษจีน 2569

    พิธีมอบใบแต่งตั้งและเปิดตัวทูตวัฒนธรรมไทย-นานาชาติ อย่างเป็นทางการ

    สำนักงานตำรวจแห่งชาติย้ำชัด “เมาแล้วขับ” ไม่มีเตือนก่อนปรับ “ไม่ยอมเป่าเท่ากับเมาแล้วขับ” ดำเนินคดีทันที

    เทศบาลตำบลบางคล้า ผนึกกำลังมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ จัดถนนคนเดิน “เปิดบ้านคนบางคล้า” ครั้งที่ 4

    ห้างแตก! ชัยภูมิเปิดศึกปิงปอง Liberal Arts Open 2026 สปป.ลาว ขนทัพนักตบลูกเด้งประชันฝีมือ

    ตร.เมืองคอน ไล่จับเด็กแว้นกลางดึก รวบ 3 ราย ยึดรถดำเนินคดี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1495153&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2GLiYTev0vITM9lKyYv5ez

  • “ผบ.ทบ.” ตรวจเยี่ยมการฝึก “หลักสูตรจู่โจม” นายร้อย จปร.

    “ผบ.ทบ.” ตรวจเยี่ยมการฝึก “หลักสูตรจู่โจม” นายร้อย จปร.

    ผบ.ทบ. ลงพื้นที่ ตรวจเยี่ยมการฝึกนักเรียนนายสิบิทบ. และ หลักสูตรจู่โจม นักเรียนนายร้อย จปร.ที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ย้ำพัฒนาผู้นำหน่วยให้พร้อมปฏิบัติภารกิจทุกมิติ เป็นทหารนักรบที่กล้าหาญ และอุทิศตน เพื่อชาติ

    วันนี้ ( 21 ก.พ.2569) พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ลงพื้นนที่ตรวจเยี่ยมการฝึกของนักเรียนนายสิบทหารบก ที่โรงเรียนนายสิบทหารบก จ.ประจวบคีรีขันธ์ พร้อมฟังบรรยายสรุปการฝึกความชำนาญของทหารราบ การเพิ่มคุณวุฒิทางการศึกษา และการฝึกอบรมการใช้งานอากาศยานไร้คนขับ หรือ โดรน ให้แก่นักเรียนนายสิบ รวมทั้งรับฟังข้อหารือและข้อเสนอแนะจากหน่วยฝึก

    พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก

    พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก

    ผบ.ทบ. ย้ำว่า โรงเรียนนายสิบทหารบกเป็นสถาบันหลัก ซึ่งเป็นหน่วยต้นน้ำและกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการปฏิบัติงานของกองทัพบกในทุกระดับ ขอให้นำประสบการณ์จากการปฏิบัติภารกิจที่ผ่านมา มาพัฒนาความรู้ เทคโนโลยี การปรับปรุงและประยุกต์หลักสูตรนักเรียนนายสิบให้ทันสมัย เสริมสร้างวินัย อุดมการณ์ แนวคิด และวุฒิการศึกษา เพื่อให้การฝึกอบรมเกิดประสิทธิผลสูงสุด

    การฝึกความชำนาญการทหารราบของนักเรียนนายสิบทหารบก รุ่นที่ 29

    การฝึกความชำนาญการทหารราบของนักเรียนนายสิบทหารบก รุ่นที่ 29

    จากนั้นได้ตรวจเยี่ยมการฝึกความชำนาญการทหารราบของนักเรียนนายสิบทหารบก รุ่นที่ 29 ที่สนามฝึกโรงเรียนนายสิบทหารบก โดยติดตามการฝึกในสถานีสำคัญ ได้แก่ สถานีอาวุธ การใช้อาวุธประจำหน่วยระดับหมวดทหารราบและการจัดทำแผ่นจดระยะยิง สถานีปฐมพยาบาล การกู้การหายใจและชีพจร รวมถึงการเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บ สถานีอากาศยานไร้คนขับ การใช้งานโดรนทางทหารทั้งแบบตรวจการณ์ โดรนโจมตี และโดรนทิ้งระเบิด

    การฝึกความชำนาญการทหารราบของนักเรียนนายสิบทหารบก รุ่นที่ 29

    การฝึกความชำนาญการทหารราบของนักเรียนนายสิบทหารบก รุ่นที่ 29

    จากนั้นเดินทางไปยัง วนอุทยานปราณบุรี ต.ปากน้ำปราณ อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์​ เพื่อติดตามการฝึกภาคสนาม ของนักเรียนนายร้อย ที่อยู่ระหว่างการฝึกหลักสูตรการรบแบบจู่โจม รุ่นที่ 143 ซึ่งมุ่งเพิ่มทักษะ ประสบการณ์ และความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจการรบในฐานะผู้นำหน่วยขนาดเล็ก

    หลักสูตรจู่โจม นักเรียนนายร้อย จปร.

    หลักสูตรจู่โจม นักเรียนนายร้อย จปร.

    ผบ.ทบ.ได้รับฟังการบรรยายสรุปภาพรวมการฝึกภาคสนามของนักเรียนนายร้อยทุกชั้นปี ก่อนตรวจเยี่ยมการฝึกในสถานการณ์การตีโฉบฉวย บริเวณศาลเจ้าแม่ทับทิมทอง และได้มอบของบำรุงขวัญ โดยกล่าวให้โอวาทว่า ขอให้ทุกคนนำประสบการณ์และความรู้จากหลักสูตรไปพัฒนาตนเองสู่การเป็นผู้นำหน่วยของกองทัพบก เป็นทหารนักรบที่มีไหวพริบ ความอดทนทั้งกายและใจ ความกล้าหาญ ความเข้มแข็ง และการอุทิศตน เพื่อนำไปใช้ในการปฏิบัติภารกิจในอนาคต

    หลักสูตรจู่โจม นักเรียนนายร้อย จปร.

    หลักสูตรจู่โจม นักเรียนนายร้อย จปร.

    การตรวจเยี่ยมครั้งนี้สะท้อนถึงความสำคัญของกำลังพลทุกระดับ ทั้งนักเรียนนายสิบทหารบกและนักเรียนนายร้อย​ ซึ่งเป็นกำลังหลักของกองทัพบก ทำหน้าที่เชื่อมโยงนโยบายสู่การปฏิบัติ และเป็นกลไกขับเคลื่อนภารกิจของกองทัพบกให้สำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพ

    อ่านข่าว

    ทภ.2 ชี้แจงเหตุเสียงปืนบริเวณพื้นที่ “ช่องอานม้า” ตรวจพบฝ่ายกัมพูชาเพิ่มกำลัง

    ส่องสมการรัฐบาลอนุทิน “กล้าธรรม” เสริมแกร่งหรือส่วนเกิน ?

    อธิบดีกรมอุทยานฯ สั่งยุติการย้ายช้างป่าทั่วประเทศ พร้อมชี้แจงศาลปกครอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/502456&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0OXDj154dXSlMQKp_jbJXK

  • เอกชนชี้ ‘เศรษฐกิจไทย’ ต้องรีเซ็ตโครงสร้าง ยกระดับขีดแข่งขัน

    เอกชนชี้ ‘เศรษฐกิจไทย’ ต้องรีเซ็ตโครงสร้าง ยกระดับขีดแข่งขัน

    คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดงานเสวนาวิชาการ หัวข้อ “รีเซ็ตเศรษฐกิจไทย: โอกาสสุดท้ายหรือแค่รอบใหม่ของวงจรเดิม?” (Reset Thailand’s Economy: Last Real Chance or Another Turn of the Same Cycle?) เปิดเวทีวิเคราะห์ทิศทางเศรษฐกิจไทยท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ปัญหาเชิงโครงสร้าง และข้อจำกัดด้านขีดความสามารถการแข่งขัน 

    โดยได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้เกียรติกล่าวเปิดงาน และได้รับเกียรติจากดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย คุณเกรียงไกร  เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย คุณธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) ร่วมเสวนา ดำเนินรายการโดยรองศาสตราจารย์ ดร.ธารทัศน์ โมกขมรรคกุล คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    “รีเซ็ต” ต้องลึกกว่ามาตรการกระตุ้นระยะสั้น ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่บนจุดหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ การ “รีเซ็ต” ไม่ใช่เพียงมาตรการกระตุ้นระยะสั้น แต่คือการปรับโครงสร้างเชิงลึก ทั้งด้านผลิตภาพ การพัฒนาทุนมนุษย์ และการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน

    จุฬาฯ ในฐานะสถาบันการศึกษาชั้นนำ มีบทบาทเป็น “เวทีแลกเปลี่ยนทางความคิด” (intellectual platform) เพื่อเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิชาการกับภาคปฏิบัติ และเปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนแลกเปลี่ยนอย่างตรงไปตรงมา บนฐานข้อมูล งานวิจัย และบริบทสังคมที่รอบด้าน เพื่อร่วมออกแบบโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ที่มั่นคง แข่งขันได้ และยั่งยืนในระยะยาว

    เอกชนชี้ 'เศรษฐกิจไทย' ต้องรีเซ็ตโครงสร้าง ยกระดับขีดแข่งขัน

    เอกชนชี้ 'เศรษฐกิจไทย' ต้องรีเซ็ตโครงสร้าง ยกระดับขีดแข่งขัน

    ภาคธุรกิจชี้ ต้องลดต้นทุนเชิงโครงสร้าง–สร้างเสถียรภาพ 

    ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ระบุว่า ภาคธุรกิจต้องการความชัดเจนเชิงนโยบายและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการลงทุน ควรมุ่งลดต้นทุนเชิงโครงสร้าง ปรับปรุงกฎระเบียบให้มีประสิทธิภาพ เพื่อให้เครื่องยนต์เศรษฐกิจเดินหน้าได้เต็มศักยภาพ

    ภาคอุตสาหกรรมเร่งเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยี 

    คุณเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันระดับภูมิภาคและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนเร็ว การรีเซ็ตต้องมุ่งยกระดับอุตสาหกรรมสู่เทคโนโลยีขั้นสูง สนับสนุนการลงทุนในระบบอัตโนมัติ ดิจิทัล พร้อมทั้งเร่งพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดรับกับอุตสาหกรรมอนาคตอุตสาหกรรมไทยต้องเร่งเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจฐานเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อเพิ่มผลิตภาพและลดข้อจำกัดด้านต้นทุน ประเทศต้องมีทิศทางชัดเจนในการพัฒนาอุตสาหกรรมอนาคตและพลังงานที่ยั่งยืน เพื่อรองรับการแข่งขันในภูมิภาคและตลาดโลก

    ภาคส่งออกชี้ ต้องกระจายตลาด–เพิ่มมูลค่าสินค้า 

    คุณธนากร เกษตรสุวรรณ ประธาน สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวเสริมว่าการส่งออกยังเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย แต่ต้องเผชิญความผันผวนจากเศรษฐกิจโลกและมาตรการการค้าที่เข้มข้นขึ้น ไทยจำเป็นต้องกระจายตลาด เพิ่มมูลค่าสินค้า และยกระดับมาตรฐานให้สอดคล้องกับกติกาการค้าใหม่ เพื่อรักษาความสามารถด้านการแข่งขันในระยะยาว

    เอกชนชี้ 'เศรษฐกิจไทย' ต้องรีเซ็ตโครงสร้าง ยกระดับขีดแข่งขัน เอกชนชี้ 'เศรษฐกิจไทย' ต้องรีเซ็ตโครงสร้าง ยกระดับขีดแข่งขัน เอกชนชี้ 'เศรษฐกิจไทย' ต้องรีเซ็ตโครงสร้าง ยกระดับขีดแข่งขัน  

    CBS กับภารกิจตัวกลาง “รีเซ็ตเศรษฐกิจไทย”: รองศาสตราจารย์ ดร.ธารทัศน์ โมกขมรรคกุล คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในฐานะผู้ริเริ่มและดำเนินรายการเสวนาครั้งนี้ว่า “โจทย์สำคัญของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันไม่ได้มีเพียงการฟื้นตัวระยะสั้น แต่คือการเร่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึก ทั้งภาวะการผลิตชะลอตัว หนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูง และขีดความสามารถทางการแข่งขันที่ลดลง เวทีสัมมนาในครั้งนี้จึงถูกจัดขึ้นเพื่อเป็นสะพานเชื่อมเสียงสะท้อนจากภาคเศรษฐกิจสู่แวดวงวิชาการ มุ่งผลักดันข้อเสนอให้กลายเป็นนโยบายที่นำไปปฏิบัติได้จริง”

    “มหาวิทยาลัยมีบทบาทสำคัญยิ่งในการสร้างสรรค์องค์ความรู้และพัฒนาทุนมนุษย์ ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของการรีเซ็ตเศรษฐกิจประเทศอย่างเป็นระบบ หากประเทศไทยมุ่งหวังการเติบโตที่ยั่งยืน จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านบุคลากร เทคโนโลยี และนวัตกรรมอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจเพื่อส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่ม แทนการมุ่งเน้นเพียงการแข่งขันด้านต้นทุนอย่างในอดีต”

    ทั้งนี้ งานเสวนาวิชาการ “รีเซ็ตเศรษฐกิจไทย: โอกาสสุดท้ายหรือแค่รอบใหม่ของวงจรเดิม?” (Reset Thailand’s Economy: Last Real Chance or Another Turn of the Same Cycle?)  เป็นการผนึกกำลังเพื่อสะท้อนภาพลักษณ์และสถานการณ์จริงของเศรษฐกิจไทยผ่านมิติที่หลากหลาย ประกอบด้วย ภาคการค้า อุตสาหกรรมการผลิต และการส่งออก โดยมุ่งผลักดันแนวทางเชิงยุทธศาสตร์ที่มิใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปสู่ความยั่งยืนในระยะยาว

    เอกชนชี้ 'เศรษฐกิจไทย' ต้องรีเซ็ตโครงสร้าง ยกระดับขีดแข่งขัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378973855&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3UxypjdaBqZQg0nW56Yeh7

  • “ลิณธิภรณ์” ชี้เหตุคนคลั่งหลายเคส จนต้องปิดเรียน สะท้อนวิกฤตสุขภาพจิตคนไทย เสนอ 3 มาตรการเร่งแก้

    “ลิณธิภรณ์” ชี้เหตุคนคลั่งหลายเคส จนต้องปิดเรียน สะท้อนวิกฤตสุขภาพจิตคนไทย เสนอ 3 มาตรการเร่งแก้

    “ลิณธิภรณ์” อดีต รมช.ศึกษาฯ ชี้ ความรุนแรงในสังคม สะท้อนวิกฤตสุขภาพจิตคนไทย หลังเกิดเหตุคนคลั่งหลายเคส จนต้องปิดเรียน เสนอ 3 มาตรการ เร่งแก้ต้นเหตุ ลดความรุนแรงในสังคมและโรงเรียน

    วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ โพสต์ข้อความในเพจส่วนตัว กล่าวถึงกรณี นายแอลปืนคลั่ง จ.ปทุมธานี และบุคคลใช้อาวุธ อ.คุระบุรี จ.พังงา ทำให้สถานศึกษาหลายแห่งต้องปิดการเรียนการสอนชั่วคราวเพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น

    นางสาวลิณธิภรณ์ กล่าวว่า ช่วง 2 วันที่ผ่าน เราพบเห็น ข่าวความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสังคม หลายครั้งแม้ไม่ได้เกิดขึ้นในโรงเรียนโดยตรง แต่มีแรงสะเทือนมาถึงห้องเรียนเสมอ ทั้งเด็ก ครู และครอบครัวต้องเผชิญความกังวลและความรู้สึกไม่ปลอดภัย ยิ่งเมื่อเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดซ้ำในช่วงเวลาไม่นานที่ผ่านมา โรงเรียนมักกลายเป็นพื้นที่รับแรงกระแทกก่อนเสมอ ทั้งต้องตัดสินใจอย่างรวดเร็ว สื่อสารกับผู้ปกครองทันที และประคองบรรยากาศการเรียนรู้ในช่วงเวลาที่เปราะบาง

    นางสาวลิณธิภรณ์ กล่าวต่ออีกว่า จากที่ดิฉันได้มีโอกาสสัมผัส หลายโรงเรียนมีแผนรับมือวิกฤตอยู่แล้ว และบางแห่งทำได้ดีมาก ทั้งการซ้อม การสื่อสาร และการดูแลเด็กในสถานการณ์จริง ขณะเดียวกันก็ยังเห็นว่าความพร้อมแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ จึงเรียกร้องให้กระทรวงศึกษาธิการ

    1. ให้มีแผนการจัดทำเรื่องนี้อย่างเป็นระบบ มีแผนการฝึกซ้อมชัดเจนในทุกเดือน ในทุกโรงเรียน เข้าถึงได้ในทุกโรงเรียน ทุกพื้นที่ เพื่อให้เด็กและครูทุกแห่งได้รับความคุ้มครองในมาตรฐานเดียวกัน

    2. การเสริมความเข้าใจในครูและนักเรียน มุ่งเน้นการลงโทษ ทางวินัยเด็กในเชิงบวก เน้น “ความเห็นอกเห็นใจ” (empathy) “การพูดความรู้สึก” แทนการลงโทษ และไม่มองข้ามการบูลลี่ที่เกิดในนักเรียน ดูแลทั้งคนโดนกระทำ และคนกระทำ เพื่อลดความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นในโรงเรียนทุกรูปแบบ

    3. ปัญหาสุขภาพจิตของคนไทย เห็นชัดคือเรื่องสุขภาพจิต และการเข้าถึงบริการด้านจิตวิทยายังแตกต่างกันตามพื้นที่และทรัพยากร การเพิ่มระบบคู่สายเพื่อรับฟังปัญหา คลายความกังวล รวมถึงแยกแยะและติดตามกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงในชุมชนเพื่อบรรเทาหรือบำบัดรักษาทางจิตใจ ยิ่งในสถานการณ์เช่นนี้ ความปลอดภัยทางใจควรเป็นพื้นฐานของการศึกษาของเด็กไทยและคนในชุมชน

    ท้ายที่สุด คำถามนี้ไม่ได้อยู่แค่ในระบบการศึกษา แต่ขยายไปถึงสังคมที่เราอยากเห็นร่วมกัน สังคมที่เด็กควรเติบโตได้โดยไม่ต้องคุ้นชินกับความรุนแรงและโรงเรียนควรเป็นพื้นที่ที่วางใจได้จริง การสร้างสังคมที่ปลอดภัยและไร้ความรุนแรง จึงไม่ใช่ภาระของโรงเรียนเพียงลำพัง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของเราทุกคน

    “เพราะการศึกษาที่มีความหมาย ควรเริ่มต้นจากการที่เด็กต้องรู้สึกปลอดภัย เข้าใจและเห็นใจผู้อื่น เพื่อให้พร้อมจะเติบโต ทั้งในห้องเรียน และในสังคมที่เขาต้องอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างเข้าใจ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2915623&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1uAWIQArIviSFD3vW8hNY3