Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ปปท.ลุยพังงา! หาทางออก ‘สระว่ายน้ำร้าง 30 ปี’ หลังชาวบ้านร้องอาคารพัง-ไร้คนดูแล

    ปปท.ลุยพังงา! หาทางออก ‘สระว่ายน้ำร้าง 30 ปี’ หลังชาวบ้านร้องอาคารพัง-ไร้คนดูแล

    วันจันทร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.59 น.

    ปปท.เขต 8 ลุยพังงา! หาทางออก ‘สระว่ายน้ำร้าง 30 ปี’ หลังชาวบ้านร้องอาคารพัง-ไร้คนดูแล พบโครงสร้างแตกร้าวเห็นเหล็กเส้น

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสุภาพ ศิริ ผู้อำนวยการ ปปท. เขต 8 นำทีมหน่วยงานภาคีเครือข่าย อาทิ ป.ป.ช., กอ.รมน., สำนักงานคลังจังหวัด, โยธาธิการและผังเมือง และท้องถิ่น ลงพื้นที่สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดพังงา ต.นบปริง เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีอาคารสระว่ายน้ำถูกปล่อยทิ้งร้างและใช้งานไม่ได้ตามที่ประชาชนร้องเรียน

    จากการตรวจสอบเบื้องต้น นางพิศมัย วงศ์แก้ว ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดพังงา ระบุว่า สระว่ายน้ำขนาด 25 x 50 เมตรแห่งนี้ ก่อสร้างโดยกรมพลศึกษาตั้งแต่ปี 2537 และโอนให้สำนักงานฯ ดูแลในปี 2545 แม้ที่ผ่านมาจะมีการซ่อมแซมเล็กน้อยและใช้จัดการแข่งขันถึงปี 2566 แต่ล่าสุดผลสำรวจจากโยธาธิการจังหวัดเมื่อต้นปี 2569 ยืนยันว่า โครงสร้างคอนกรีตแตกร้าวจนเห็นเหล็กเสริมที่เป็นสนิม ซึ่งเสี่ยงต่อการรับน้ำหนักและเป็นอันตรายต่อผู้ใช้งาน จึงสั่งงดใช้พื้นที่ทันที

    เจ้าหน้าที่ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ปัญหาหลักคือการขาดบุคลากรเนื่องจากเจ้าหน้าที่ดูแลสระได้เกษียณอายุราชการทั้งหมด และเมื่อของบประมาณซ่อมแซมไปยังกระทรวงต้นสังกัดกลับไม่ได้รับสนับสนุนเท่าที่ควร ต่างจากการของบจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ได้รับงบประมาณง่ายกว่า ทำให้สถานกีฬาถูกละเลย

    ทั้งนี้ นายสุภาพ ศิริ ผอ.ปปท. เขต 8 ได้สรุปมติที่ประชุมเพื่อหาทางออกไว้ 2 แนวทาง ดังนี้ 1.ให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดแจ้งความประสงค์อย่างเป็นทางการอีกครั้ง เพื่อรับโอนพื้นที่ไปก่อสร้าง “ศูนย์พัฒนากีฬาจังหวัดพังงา” ตามที่เคยเสนอไว้ในปี 2562 และ 2.หากไม่โอนให้ท้องถิ่น กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะต้องจัดสรรงบประมาณซ่อมแซมใหญ่และจัดหาบุคลากรเข้ามาบริหารจัดการ เพื่อให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่าสูงสุด

    ///////////////////-026

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/948667&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2PCHZ26mq9EOOPIiou4FEd

  • CIMBT กระตุ้นคนไทยประคองตัวรอรัฐบาลใหม่พร้อมทำงานครึ่งปีหลัง เชื่อเศรษฐกิจไทยจะโต 3% ได้ ต้องลดทุจริต เจรจาการค้า ผ่อนคลายกฎระเบียบ ส่งเสริมการจ้างงาน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    CIMBT กระตุ้นคนไทยประคองตัวรอรัฐบาลใหม่พร้อมทำงานครึ่งปีหลัง เชื่อเศรษฐกิจไทยจะโต 3% ได้ ต้องลดทุจริต เจรจาการค้า ผ่อนคลายกฎระเบียบ ส่งเสริมการจ้างงาน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – สองนักเศรษฐศาสตร์ ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะเริ่มฟื้นตัวครึ่งหลัง หวังรัฐบาลใหม่ เร่งเบิกจ่าย ออกมาตรการช่วยครัวเรือน SME ปรับโครงสร้างฟื้นเชื่อมั่นลงทุน ดึง FDI เชื่อ GDP จะโต 3% ได้ถ้าลดทุจริต เร่งเจรจาการค้า ผ่อนคลายกฎระเบียบ ส่งเสริมการจ้างงาน

    ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า คาดว่าเศรษฐกิจจะเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวชัดเจนในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 เมื่อรัฐบาลใหม่สามารถฟอร์มทีมบริหารและเดินหน้านโยบายได้เต็มที่ในช่วงครึ่งปีหลัง และเร่งเบิกจ่ายงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศ แม้งบประมาณปี 2570 อาจมีความล่าช้าเล็กน้อยในช่วงเปลี่ยนผ่านก็ตาม

    “อยากเห็นมาตรการลดค่าครองชีพ สนับสนุนการจ้างงาน ผ่อนคลายกฎระเบียบช่วยผู้ประกอบการ SME  สิทธิประโยชน์ทางภาษีแบบเจาะจง จะช่วยเพิ่มกำลังซื้อภาคครัวเรือน รวมถึงการเดินหน้าโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ จะช่วยเสริมบรรยากาศการลงทุน สร้างตัวคูณทางการคลัง (Fiscal Multiplier) ที่สูงขึ้น และกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชนในระยะถัดไป ขณะเดียวกัน การเร่งย้ายฐานการลงทุนจากต่างประเทศ และดึงดูด FDI เข้ามาจะเป็นแรงหนุนต่อการลงทุนในเครื่องจักรและการเพิ่มศักยภาพการผลิต”

    หลังสภาพัฒน์รายงานการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ปี 2568 ที่ 2.4% CIMB THAI ได้ปรับมุมมองการคาดการณ์ GDP ปี 2569 ที่ 2.1% จากเดิมที่ 1.6% โดยมองว่าเศรษฐกิจช่วงครึ่งแรกของปี มีแนวโน้มเติบโตในระดับจำกัด จากการขาดมาตรการกระตุ้นทางการคลัง และภาคการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศยังอยู่ในโหมด “รอดูสถานการณ์” ท่ามกลางความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย จุดเปลี่ยนสำคัญอยู่ช่วงครึ่งปีหลัง จะฟื้นตัวได้มากเพียงใดขึ้นอยู่กับความรวดเร็วและประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลใหม่ เป็นตัวกำหนดจังหวะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป ส่วนการผลักดัน GDP ให้เติบโตแตะระดับ 3% อย่างยั่งยืน จำเป็นต้องบริหารจัดการความเสี่ยงเชิงโครงสร้างควบคู่กัน ทั้งการยกระดับธรรมาภิบาลลดการทุจริต เร่งเจรจาการค้าและภาษีศุลกากรเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ผ่อนคลายกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อธุรกิจ ส่งเสริมการจ้างงานและรายได้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน

    ด้านดอกเบี้ยนโยบาย คาดว่าจะไม่มีการปรับลดดอกเบี้ยในปีนี้ และคงที่ 1.25% เพื่อรักษาพื้นที่เชิงนโยบาย ผลของการลดดอกเบี้ยใช้เวลา 6–12 เดือน ถึงเวลานั้น เศรษฐกิจอาจฟื้นตัวตามความเชื่อมั่นที่ดีขึ้นแล้ว ส่วนค่าเงินบาท คาดค่าเงินบาทอ่อนค่าที่ 32.8 บาท/ดอลลาร์ สิ้นปี 2569 หากค่าเงินบาทแข็งค่ามีความเสี่ยงกระทบความสามารถแข่งขันของภาคส่งออก–ท่องเที่ยว ควรติดตามกระแสเงินทุนอย่างใกล้ชิด

    “จับตาวิกฤตภาษีสหรัฐฯ ปี 2569 เพราะเป็นความไม่แน่นอนใหม่ กระทบส่งออก-ลงทุน-ค่าเงิน แม้ล่าสุดคำวินิจฉัยศาลฎีกาจะทำให้สินค้าไทย เช่น ยานยนต์ ยาง และอิเล็กทรอนิกส์ ยังไม่ถูกเก็บภาษีเพิ่ม 19% แต่สถานการณ์ยังไม่แน่นอน มีความเป็นไปได้ที่ฝ่ายบริหารสหรัฐฯ จะใช้มาตรา Section 122 เป็นมาตรการชั่วคราว 150 วัน และผลักดันให้กลายเป็นกฎหมายถาวร หากเกิดขึ้นจริง อาจเปลี่ยนโฉมระบบการค้าโลกและสร้างแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจไทย ประเมินผลกระทบหลัก 3 ด้าน 1) ส่งออกชะลอ จากความเสี่ยงภาษี 2) FDI ชะลอตัว จากภาวะ “Wait and See” ของนักลงทุน 3) ค่าเงินบาทแข็งค่า หากดอลลาร์อ่อน กดดันกำไรผู้ส่งออก ขณะเดียวกัน มาตรการภาษีต่อจีน (Section 301) อาจทำให้สินค้าจีนทะลักเข้าสู่ไทยและอาเซียน เพิ่มการแข่งขันด้านราคาอย่างรุนแรง ไทยควรเร่งกระจายตลาดส่งออก เสริมมาตรการป้องกันการทุ่มตลาด และดึงดูดการลงทุนคุณภาพสูง เพื่อลดผลกระทบและรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะยาว” ดร.อมรเทพ กล่าว

    ดร.นงนุช ตันติสันติวงศ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารกลุ่มงาน Enterprise Risk and Infrastructure สายงานบริหารความเสี่ยง ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศมีโอกาสเร่งตัวขึ้นได้ในครึ่งหลังของปีนี้หลังมีรัฐบาลใหม่ ด้วยมาตรการส่งเสริมการลงทุนและการค้า รวมถึงช่วยเหลือกลุ่ม SME ผ่านแผน “10 พลัส” การปรับโครงสร้างภาษีและมาตรการเพิ่มรายได้ภาษีอาจทำให้การใช้จ่ายภาคครัวเรือนไม่เติบโตแบบก้าวกระโดดแต่จะช่วยลดการขาดดุลทางการคลัง ส่วนการปรับใช้ AI และเทคโนโลยีเพื่อลดการปล่อยคาร์บอนหากมีการจัดเก็บภาษีคาร์บอน อาจมีส่วนช่วยให้มีการลงทุนภาคเอกชนเพิ่มขึ้นในปีนี้และปีหน้า ทั้งนี้ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การควบคุมคุณภาพการก่อสร้าง และการบังคับใช้กฎหมาย ยังคงมีความสำคัญที่จะช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ

    ภาวะเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลักของไทยมีแนวโน้มชะลอตัวลงอันเป็นผลมาจากความขัดแย้งระหว่างประเทศทั้งทางการค้าและการเมือง ซึ่งส่งผลกระทบทั้งเชิงบวกและเชิงลบต่อไทย โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม ไทยอาจสามารถเป็นแหล่งผลิตและผู้ส่งออกทดแทนประเทศคู่ขัดแย้ง แต่การชะลอตัวของเศรษฐกิจในประเทศคู่ค้าสำคัญของไทย อาทิ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น และยุโรปก็อาจทำให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการส่งออกของไทยเผชิญความท้าทายอยู่บ้าง

    แม้นักลงทุนในตลาดทุนดูเหมือนจะตอบรับผลการเลือกตั้งครั้งนี้ในทิศทางบวก แต่โครงสร้างเศรษฐกิจไทยยังมีความเปราะบางอยู่ อาทิ หนี้ครัวเรือนสูงกว่า 80% มาโดยตลอด แม้ในช่วง 2 ปีนี้จะปรับลดลงซึ่งเป็นผลจากการปล่อยสินเชื่ออย่างมีความรับผิดชอบมากขึ้นเพื่อส่งเสริมให้เศรษฐกิจมีความยั่งยืน ไม่เน้นการสร้างหนี้ที่ไม่จำเป็นและพิจารณาถึงความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ตามนโยบายของธปท. ขณะเดียวกัน หนี้สาธารณะมีสัดส่วนต่อ GDP เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ (ณ ธันวาคม 2558 อยู่ที่66.09%) หากอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยยังคงต่ำ สัดส่วนหนี้สาธารณะก็จะยังคงสูงขึ้นและอาจแตะเพดานหนี้ได้ในปี 2570

    “ขณะที่หนี้ภาคเอกชน สูงขึ้นจากช่วงก่อนมีการระบาดโควิดถึง 2.2 ล้านล้านบาท แม้ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา สินเชื่อธุรกิจอาจไม่เติบโตมากนัก แต่เอกชนมีการระดมทุนผ่านการออกหุ้นกู้แทน โดยมูลค่าตราสารหนี้ที่ออกโดยภาคเอกชนเพิ่มขึ้น 33% ในระยะเวลา 6 ปี ทำให้สัดส่วนหนี้เอกชนต่อ GDP อยู่ในระดับที่สูงกว่า 70% แต่เนื่องจากไทยยังมีสภาพคล่องในตลาดเงินอยู่จึงทำให้ความต้องการซื้อหุ้นกู้สูงส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยหุ้นกู้ยังอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ การตัดสินใจถือครองหุ้นกู้จึงต้องระมัดระวังและพิจารณาความเหมาะสมของอัตราดอกเบี้ยหรืออัตราผลตอบแทนให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงด้วย” ดร.นงนุช

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/02/23/619265/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Yu2CnX-TZ0IxYEt5f4YYG

  • ลุ้น ผลการประชุม กนง. พร้อมทั้งจับตา สถานการณ์ความตึงเครียด สหรัฐฯ-อิหร่าน | Investing.com

    ลุ้น ผลการประชุม กนง. พร้อมทั้งจับตา สถานการณ์ความตึงเครียด สหรัฐฯ-อิหร่าน | Investing.com

    การเปิดเผยความเสี่ยง: การซื้อขายตราสารทางการเงินและ/หรือเงินดิจิตอลจะมีความเสี่ยงสูงที่รวมถึงความเสี่ยงต่อการสูญเสียจำนวนเงินลงทุนของคุณบางส่วนหรือทั้งหมดและอาจไม่เหมาะสมกับนักลงทุนทั้งหมด ราคาของเงินดิจิตอลแปรปรวนอย่างมากและอาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกต่าง ๆ เช่น เหตุการณ์ทางการเงิน กฎหมายกำกับดูแล หรือ เหตุการณ์ทางการเมือง การซื้อขายด้วยมาร์จินทำให้ความเสี่ยงทางการเงินเพิ่มขึ้น
    ก่อนการตัดสินใจซื้อขายตราสารทางการเงินหรือเงินดิจิตอล คุณควรตระหนักดีถึงความเสี่ยงและต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายในตลาดการเงิน ควรพิจารณาศึกษาอย่างรอบคอบในด้านวัตถุประสงค์การลงทุน ระดับประสบการณ์ และ การยอมรับความเสี่ยงและแสวงหาคำแนะนำทางวิชาชีพหากจำเป็น
    Fusion Media อยากเตือนความจำคุณว่าข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้ไม่ใช่แบบเรียลไทม์หรือเที่ยงตรงแม่นยำเสมอไป ข้อมูลและราคาที่แสดงไว้บนเว็บไซต์ไม่ใช่ข้อมูลที่ได้รับจากตลาดหรือตลาดหลักทรัพย์เสมอไปแต่อาจได้รับจากผู้ดูแลสภาพคล่องและดังนั้นราคาจึงอาจไม่เที่ยงตรงแม่นยำและอาจแตกต่างจากราคาจริงในตลาดซึ่งหมายความว่าราคานี้เป็นเพียงราคาชี้นำและไม่เหมาะสมสำหรับวัตถุประสงค์เพื่อการซื้อขาย Fusion Media และผู้ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้จะไม่รับผิดชอบใด ๆ สำหรับความเสียหายหรือการสูญเสียที่เป็นผลมาจากการซื้อขายของคุณหรือการพึ่งพาของคุณในข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้
    ห้ามใช้ จัดเก็บ ทำซ้ำ แสดงผล ดัดแปลง ส่งผ่าน หรือ แจกจ่ายข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้โดยไม่ได้รับการอนุญาตล่วงหน้าอย่างชัดแจ้งแบบเป็นลายลักษณ์อักษรจาก Fusion Media และ/หรือจากผู้ให้ข้อมูล ผู้ให้ข้อมูลขอสงวนสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาและ/หรือการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้
    Fusion Media อาจได้รับผลตอบแทนจากผู้โฆษณาที่ปรากฎบนเว็บไซต์โดยอิงจากปฏิสัมพันธ์ของคุณที่มีกับโฆษณาหรือผู้โฆษณา
    เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษของเอกสารฉบับนี้เป็นเวอร์ชั่นหลักซึ่งจะเป็นเวอร์ชั่นที่เหนือกว่าเมื่อใดก็ตามที่มีข้อขัดแย้งไม่สอดคล้องตรงกันระหว่างเอกสารเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษกับเอกสารเวอร์ชั่นภาษาไทย

    © 2007-2026

    Fusion Media Limited ขอสงวนลิขสิทธิ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://th.investing.com/analysis/article-200456480&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2HKTKZhwf-TPo0KFv1oRZo

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 – InterGold

    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 10.35 น.

    กลยุทธ์ : มีลุ้นทดสอบ All time High
    แนวรับ : $5,100 หรือ 75,000
    แนวต้าน : $5,400 หรือ 78,000

    ข่าว :

    .

    ตลาดโลกกลับเข้าสู่โหมด “เสี่ยงสูง” อีกครั้ง หลังประธานาธิบดี Donald Trump ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าทั่วโลก 15% สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อระบบการค้าโลก แม้จะมีแรงต้านทางกฎหมาย แต่ความไม่แน่นอนเชิงนโยบายทำให้นักลงทุนเร่งโยกเงินเข้าสินทรัพย์ปลอดภัยทันที ทองคำจึงดีดตัวแรงแตะบริเวณ $5,095 ภายในเวลาอันรวดเร็ว ในเวลาเดียวกัน เศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่งสัญญาณอ่อนแรงชัดเจน ตัวเลข GDP ไตรมาส 4/2025 โตเพียง 1.4% ต่ำกว่าคาดมาก หลังเผชิญ Government Shutdown ยาว 43 วัน ขณะที่ Core PCE กลับเร่งขึ้นแตะ 3.0% สะท้อนภาวะ “ชะลอแต่เงินเฟ้อไม่ลง” หรือ Stagflation ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อทองคำ ด้านภูมิรัฐศาสตร์ สหรัฐฯ ส่งสัญญาณกดดันอิหร่านเพิ่ม ความตึงเครียดในตะวันออกกลางดันราคาน้ำมันและเพิ่ม Risk Premium ให้ตลาดการเงิน ขณะที่พันธมิตรอย่างอินเดียชะลอเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ สะท้อนความสั่นคลอนของระเบียบการค้าโลก ปัจจัยทั้งหมดนี้ทำให้ความไม่แน่นอนกลายเป็นธีมหลักของตลาดในช่วงนี้

    .

    วิเคราะห์ทองคำ :

    .

    ททองคำกำลังกลับเข้าสู่บทบาท “Safe Haven เบอร์หนึ่ง” อย่างชัดเจน จาก 3 แรงหนุนหลัก ได้แก่ ความเสี่ยงสงครามการค้า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอแต่เงินเฟ้อดื้อ และความตึงเครียดตะวันออกกลาง เมื่อภาพรวมกลายเป็น Stagflation + Geopolitical Risk สินทรัพย์เสี่ยงเริ่มผันผวน ขณะที่ทองคำได้แรงซื้อเชิงป้องกันความเสี่ยง เชิงเทคนิค การทะลุผ่านบริเวณ $5,095–$5,100 ถือเป็นการผ่านแนวต้านจิตวิทยาสำคัญ และเปิดทางสู่โซนเป้าหมายถัดไปที่ $5,200 ก่อนจะทดสอบ $5,400 หากโมเมนตัมยังแข็งแรง โครงสร้างราคาปัจจุบันยังคงเป็นขาขึ้น (Bullish Structure) และมีโอกาสลุ้นทดสอบ All-Time High รอบใหม่ หากปัจจัยเสี่ยงยังไม่คลี่คลาย

    กลยุทธ์ :

    .

    กลยุทธ์หลักในระยะสั้นยังให้น้ำหนักฝั่ง “ถือและรอทดสอบยอดสูงสุด” โดยใช้โซน $5,100 หรือประมาณ 75,000 บาท เป็นแนวรับสำคัญ หากราคายืนได้ถือเป็นจังหวะสะสมหรือถือต่อเพื่อรอเป้าหมาย $5,400 หรือ 78,000 บาท การบริหารพอร์ตควรเน้นแบ่งไม้เข้าซื้อ และติดตามข่าวภูมิรัฐศาสตร์กับตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เพราะความผันผวนจะยังสูงมากในช่วงนี้ หากสถานการณ์ตึงเครียดยืดเยื้อ ทองคำมีโอกาสเดินหน้าทำสถิติใหม่ แต่หากมีสัญญาณผ่อนคลายเชิงนโยบายหรือดีลการค้าชัดเจน อาจเห็นแรงขายทำกำไรระยะสั้นตามมาได้ ภาพรวมยังให้น้ำหนักเชิงบวกต่อทองคำ และมีลุ้นทดสอบ All-Time High ตามกรอบกลยุทธ์ที่วางไว้

    .

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyze-23-feb-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2zgTqYJMmDmhSkuegBAH5D

  • สัญญาณจาก Insider! เทขายหุ้นเร็วสุดในรอบ 5 ปี ครั้งสุดท้ายที่ทำคือก่อนตลาดหมีปี 2022

    สัญญาณจาก Insider! เทขายหุ้นเร็วสุดในรอบ 5 ปี ครั้งสุดท้ายที่ทำคือก่อนตลาดหมีปี 2022

    By

    กุมภาพันธ์ 22, 2026

    สรุปข่าว
    • อัตราส่วนการขาย/ซื้อของ Corporate Insiders ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 5 ปี โดยครั้งสุดท้ายที่ Insider เทขายระดับนี้คือปี 2021 ซึ่งเป็นช่วง “Crazy valuations” ก่อนที่ตลาดจะเข้าสู่ Bear Market ปี 2022 อย่างรุนแรง
    • ข้อมูลระบุว่าอัตราส่วนการขาย/ซื้อของตลาดรวมสหรัฐฯ ร่วงลงมาอยู่ที่ 0.24 (ณ 1 ก.พ. 2026) ซึ่งต่ำกว่าค่ามัธยฐาน 0.34 อย่างมาก แปลว่าทุก ๆ 1 ดอลลาร์ที่ Insider ซื้อหุ้น มีการขายออกถึง 4 ดอลลาร์
    • สถาบันระดับโลกหลายแห่ง ได้แก่ IMF, Fidelity International และ Northern Trust ต่างออกมาเตือนว่า Valuation ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ อยู่ในระดับ “สูงเกินจริง” โดยเฉพาะหุ้น AI ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมของ Insider ที่กำลังถอยออกจากตลาด

    แนวโน้มส่งผลต่อราคา: Bearish 

    อัตราส่วนการขาย/ซื้อของ Insider ที่พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 5 ปี เป็นสัญญาณเชิงลบต่อตลาดหุ้น ซึ่งในปัจจุบัน Bitcoin มีความสัมพันธ์สูงกับ Nasdaq/S&P 500 หากตลาดหุ้นปรับฐานแรง ตลาดคริปโตก็มีโอกาสถูกลากลงตามไปด้วย


    ผู้บริหารและพนักงานระดับสูงของบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐฯ กำลังเทขายหุ้นในมืออย่างรวดเร็วที่สุดนับตั้งแต่ช่วง “ฟองสบู่” ปี 2021 ตามข้อมูลจาก Maverick Equity Research อัตราส่วนอัตราส่วนการขาย/ซื้อของ Corporate Insiders พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 5 ปี สิ่งที่น่ากังวลคือครั้งสุดท้ายที่ Insider เทขายในระดับนี้คือช่วงปลายปี 2021 ซึ่งตลาดหุ้นมี Valuation สูงลิ่ว และหลังจากนั้นไม่นาน ก็เข้าสู่ Bear Market ปี 2022 ที่ S&P 500 ร่วงกว่า 25% และ Bitcoin ร่วงจาก $69,000 เหลือ $15,500

    Insider ขาย 4 ดอลลาร์ต่อทุก 1 ดอลลาร์ที่ซื้อ

    ข้อมูลจาก GuruFocus แสดงให้เห็นภาพที่ชัดเจนโดยอัตราส่วนการซื้อ/ขายของตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยรวมอยู่ที่ 0.24 ณ ต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ต่ำกว่าค่ามัธยฐานระยะยาวที่ 0.34 อย่างมาก และเข้าใกล้ระดับต่ำสุดในประวัติศาสตร์ที่ 0.12 ตัวเลขนี้หมายความว่าทุก ๆ 1 ดอลลาร์ที่ Insider ซื้อหุ้น จะมีการขายออกถึง 4 ดอลลาร์ เป็นสัดส่วนที่เอียงไปทาง “ขาย” อย่างสุดขั้ว

    Michael Allison จาก Avail Invest วิเคราะห์ว่าแม้ Insider อาจมีเหตุผลหลายประการในการขาย เช่น กระจายพอร์ต หรือวางแผนภาษี แต่การขายในระดับ “5-Year High” พร้อมกันทั่วทั้งตลาดนั้นเป็นสัญญาณที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะเมื่อ S&P 500 วิ่งขึ้น +23.3% ในปี 2024, +16% ในปี 2025 และทะลุ 7,000 จุดเป็นครั้งแรกในต้นปี 2026 ทำให้ Valuation อยู่ในระดับที่สูงเกินปัจจัยพื้นฐาน

    ทำไมเรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อ Bitcoin?

    ในอดีต Insider Selling อาจไม่เกี่ยวข้องกับคริปโตโดยตรง แต่ในปี 2026 สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว หลังจากที่มี Spot Bitcoin ETF, Bitcoin ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของ “Risk Asset” ในพอร์ตสถาบัน ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่าง Bitcoin กับ Nasdaq สูงขึ้นอย่างมาก

    สิ่งที่ต้องจับตาคือ หากตลาดหุ้นสหรัฐฯ เข้าสู่ช่วงปรับฐานรุนแรง ซึ่ง IMF เตือนว่ามีความเสี่ยงสูง เนื่องจาก Valuation ที่สูงลิ่วโดยเฉพาะหุ้น AI กระแส Risk-Off อาจทำให้สถาบันถอนเงินออกจาก Bitcoin ETF มากกว่าเดิม ซึ่งขณะนี้ กองทุน ETF ก็เผชิญการไหลออกกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์ ในช่วง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมาอยู่แล้ว


    ผู้เขียนมองว่า การเทขายของ Insider ในระดับนี้เป็นสัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้ามอย่างยิ่ง สำหรับทั้งนักลงทุนหุ้นและคริปโต เพราะ Insider เหล่านี้เป็นคนที่มีข้อมูลมากที่สุดเกี่ยวกับสุขภาพทางการเงินของบริษัทตัวเอง และข้อเท็จจริงที่ว่าครั้งสุดท้ายที่มีเทขายระดับนี้ ได้ตามมาด้วย Bear Market ที่ทำลายล้างทั้งหุ้นและคริปโต ก็เพียงพอที่จะทำให้นักลงทุนต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ

    ที่มา: MaxCrypto, Yahoo Finance, GuruFocus, Avail Invest, Benzinga, CryptoSlate

    Tharadon

    วัยรุ่น Crypto ที่ไม่ได้มอง Cryptocurrency เป็นเพียงสิ่งที่เก็บไว้เก็งกำไรหรือสร้างรายได้แต่มองเป็นนวัตกรรมที่จะเปลี่ยนแปลงระบบการเงิน และระบบต่างๆของโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2026/02/22/us-corporate-insiders-selling-stocks-fastest-pace-5-years-bearish-signal-crypto/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0FpwEcPAL3z7WJNYUBYgXn

  • ไทยเสี่ยงโดนแรงกระแทก! เกมภาษี “ทรัมป์” เขย่าเศรษฐกิจโลก

    ไทยเสี่ยงโดนแรงกระแทก! เกมภาษี “ทรัมป์” เขย่าเศรษฐกิจโลก

    ไทยเสี่ยงโดนแรงกระแทก! เกมภาษี “ทรัมป์” เขย่าเศรษฐกิจโลก

    การประกาศปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าทั่วโลกของ โดนัลด์ ทรัมป์ จาก 10% เป็น 15% กลายเป็นประเด็นร้อนทันทีในเวทีการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ โดยเฉพาะหลังเจ้าตัวออกมาโจมตีคำตัดสินของศาลสูงสหรัฐฯ ว่าเป็นการ “ต่อต้านอเมริกา” ซึ่งสะท้อนท่าทีแข็งกร้าวที่อาจจุดชนวนความตึงเครียดทางการค้ารอบใหม่

    มาตรการดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือด้านเศรษฐกิจ แต่ยังถูกมองว่าเป็นยุทธศาสตร์ทางการเมืองที่มุ่งตอบฐานเสียงภายในประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมการผลิตที่ต้องการการปกป้องจากสินค้านำเข้าราคาถูก อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เตือนว่า การขึ้นภาษีแบบครอบคลุมทั่วโลก อาจทำให้พันธมิตรทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ตอบโต้ด้วยมาตรการทางการค้ากลับ ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและราคาสินค้าในระดับโลก

    คำพูดของ “ทรัมป์” ที่โจมตีศาลสูงว่า “ต่อต้านอเมริกา” สะท้อนความตึงเครียดระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายตุลาการ ซึ่งไม่ใช่เพียงข้อพิพาทด้านนโยบาย แต่ยังเกี่ยวข้องกับอำนาจรัฐธรรมนูญและขอบเขตอำนาจของประธานาธิบดี

    การขึ้นภาษีนำเข้าทั่วโลกของสหรัฐฯ อาจสร้างแรงกระแทกต่อประเทศที่พึ่งพาการส่งออกไปยังตลาดอเมริกา รวมถึงไทย ซึ่งมีสินค้าหลายกลุ่มเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานโลก

    ทั้งนี้ “นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยเฝ้าติดตามความผันผวนของค่าเงินบาทและกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายอย่างใกล้ชิด หลังตลาดการเงินโลกมีแนวโน้มผันผวนจากความเสี่ยงสงครามการค้า พร้อมย้ำว่าพร้อมใช้เครื่องมือด้านเสถียรภาพการเงินหากจำเป็น

    ด้านภาคเอกชน “นายเกรียงไกร เธียรนุกุล” ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ระบุว่า ผู้ประกอบการไทยควรเร่งปรับซัพพลายเชนและหาตลาดใหม่ในเอเชีย ตะวันออกกลาง และยุโรปตะวันออก เพื่อลดผลกระทบจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ

    ขณะที่ “นายสนั่น อังอุบลกุล” ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย แนะนำให้ภาครัฐสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำและมาตรการช่วยเหลือ SME เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย

    นอกจากนี้ บางฝ่ายมองว่า นโยบายภาษีแบบแข็งกร้าวของ “ทรัมป์” อาจเป็นการต่อรองเชิงภูมิรัฐศาสตร์ เพื่อกดดันคู่ค้าในประเด็นความมั่นคงและอุตสาหกรรมเทคโนโลยี

    อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นภาษีจาก 10% เป็น 15% ไม่ใช่เพียงมาตรการเศรษฐกิจธรรมดา แต่เป็นสัญญาณของแนวคิด “อเมริกาต้องมาก่อน” ที่กลับมาอีกครั้งในรูปแบบเข้มข้น หากสถานการณ์บานปลาย อาจนำไปสู่สงครามการค้ารอบใหม่ที่ไม่เพียงกระทบสหรัฐฯ แต่สั่นสะเทือนเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง

    #ทรัมป์ #DonaldTrump #ภาษีนำเข้า #สงครามการค้า #เศรษฐกิจโลก #ข่าวเศรษฐกิจ #ข่าวการเมืองโลก #USPolitics #TradeWar #Tariffs #GlobalEconomy #BreakingNews #ข่าวต่างประเทศ #ข่าวโลก #การค้าระหว่างประเทศ #เศรษฐกิจสหรัฐ #AmericaFirst #WorldTrade #ตลาดการเงิน #นโยบายเศรษฐกิจ #ข่าวการเมืองต่างประเทศ #GlobalNews #WorldNews #InternationalPolitics #ข่าววิเคราะห์ #ข่าวเศรษฐกิจโลก #TradePolicy #USNews

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/article/articles-analysis/130796&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0t_RgWFyXbkchndhnPfUDm

  • ทรัมป์ สั่งขึ้นภาษีอีกครั้ง เป็น 15% ให้มีผลทันที

    ทรัมป์ สั่งขึ้นภาษีอีกครั้ง เป็น 15% ให้มีผลทันที

    22 กุมภาพันธ์ 2569, 22:37น.

              ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ โพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์มทรูธ โซเชียล ว่าหลังจากที่ทบทวนคำตัดสินของศาลฎีกา “ซึ่งเป็นการต่อต้านอเมริกาอย่างร้ายแรง” จากการฉุดรั้งมาตรการภาษีดั้งเดิม จึงตัดสินใจขึ้นอัตราภาษีศุลกากรรอบใหม่ที่ระดับ 15% โดยให้มีผลทันที ยืนยันว่า เป็นระดับที่ได้รับความเห็นชอบและผ่านการตรวจสอบทางกฎหมายแล้ว

              ไม่ถึง 24 ชั่วโมงก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ เพิ่งประกาศอัตราภาษีที่ 10% โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 122 ของกฎหมายการค้าฉบับปี 2517 ให้อำนาจผู้นำสหรัฐฯ สามารถจัดการกับวิกฤติเศรษฐกิจ ที่เกิดจากการขาดดุลชำระเงินอย่างรุนแรง หรือเพื่อป้องกันไม่ให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วเกินไป จนกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ โดยสามารถสั่งเก็บภาษีศุลกากรเพิ่มเติม ในอัตราสูงสุดไม่เกิน 15% ของราคาสินค้า แต่มีกรอบเวลาบังคับใช้มาตรการนี้ 150 วัน หรือประมาณ 5 เดือนเท่านั้น หากต้องการขยายเวลาจะต้องขอความเห็นชอบจากสภาคองเกรส หรือออกกฎหมายฉบับใหม่มารองรับ

              สำหรับ อัตราภาษีใหม่ที่ 15% มีข้อยกเว้นคือ กลุ่มสินค้าที่อยู่ในระหว่างการตรวจสอบแยกต่างหาก เช่น ยาและเวชภัณฑ์ สินค้านำเข้าภายใต้ข้อตกลงการค้าไตรภาคีสหรัฐ-เม็กซิโก-แคนาดา (ยูเอสเอ็มซีเอ) และภาษีสินค้าเฉพาะกลุ่มที่ประกาศไปก่อนหน้านี้ เช่น เหล็ก และอะลูมิเนียม

              ทั้งนี้ ศาลสูงสหรัฐฯ มีคำพิพากษายกเลิกมาตรการภาษีเดิม ที่ออกภายใต้กฎหมาย IEEPA โดยระบุว่า เป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขต ทำให้ประธานาธิบดีทรัมป์ ไม่พอใจและยังคงใช้กลยุทธ์ทางการค้าที่แข็งกร้าวต่อไป เพราะเห็นว่า จะเป็นการหารายได้เข้าประเทศ ส่งเสริมการผลิตในประเทศ และตอบโต้ประเทศที่เอาเปรียบสหรัฐฯ มาอย่างยาวนาน แต่ผลจากการใช้อัตราภาษีที่ 15% ทำให้สหราชอาณาจักรและออสเตรเลียต้องเผชิญกับอัตราภาษีที่สูงกว่าเดิม ในขณะที่จีน เวียดนาม อินเดีย และบราซิล กลับเสียภาษีในอัตราที่ลดลง

    ….

    #ภาษีทรัมป์

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/159435&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Kv_tfDYjbuJNu1x2bkp5c

  • ผู้ว่าฯ สมุทรสงคราม เป็นประธานเปิดการประชุมการพัฒนาพื้นที่ท่องเที่ยวชุมชนสร้างสรรค์ อาหารปลอดภัย

    ผู้ว่าฯ สมุทรสงคราม เป็นประธานเปิดการประชุมการพัฒนาพื้นที่ท่องเที่ยวชุมชนสร้างสรรค์ อาหารปลอดภัย

    ผู้ว่าฯ สมุทรสงคราม เป็นประธานเปิดการประชุมการพัฒนาพื้นที่ท่องเที่ยวชุมชนสร้างสรรค์ อาหารปลอดภัย


    23/02/2569 | 52 |

    วันนี้ (23 ก.พ. 2569) เวลา 09.30 น. ที่บ้านสวนทรายทองรีสอร์ท ตำบลกระดังงา อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม นายชยชัย แสงอินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม เป็นประธานเปิดการประชุมการพัฒนาพื้นที่ท่องเที่ยวชุมชนสร้างสรรค์ อาหารปลอดภัย นางสาวอุษา เทียนทอง ประธานสมัชชาสุขภาพจังหวัดสมุทรสงคราม กล่าวรายงานการจัดประชุมครั้งนี้เป็นการสานต่อเวทีคณะกรรมการและภาคีสมัชชาสุขภาพจังหวัด ได้ร่วมกำหนดทิศทางการยกระดับการท่องเที่ยวชุมชนของจังหวัดสมุทรสงคราม บนพื้นฐาน “ความมั่นคงทางอาหาร” และการสร้างสรรค์อาหารจากทุนของชุมมชน ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรธรรมชาติ ภูมิปัญญาท้องถิ่น วิถีชีวิต วัฒนธรรม และเรื่องเล่าของแต่ละพื้นที่ โดยคัดเลือกแกนนำในพื้นที่นำร่อง 14 พื้นที่ ใน 3 อำเภอ ของจังหวัดสมุทรสงคราม กว่า 100 คน ที่มีทุนและศักยภาพที่แตกต่างกัน ล้านมีรากฐานด้านอาหาร วิถีชุมชน และการท่องเที่ยวที่สามารถต่อยอดได้ ร่วมรับรู้แนวทางการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวชุมชน เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจฐานรากที่เข็มแข็ง สร้างสุขภาวะของประชาชน และเปิดพื้นที่ให้ชุมชนเป็นเจ้าของการพัฒนาอย่างแท้จริง มีนายปริพล ทัดแก้ว นายอำเภอบางคนที, นางกัลยา เขียวเปลื้อง ประชาสัมพันธ์จังหวัดสมุทรสงคราม และภาคีเครือข่ายสมัชชาสุขภาพจังหวัดสมุทรสงคราม ร่วมพิธี

    สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสมุทรสงคราม : ภาพ – ข่าว

    https://thainews.prd.go.th/thainews/news/view/1813197/?bid=1


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://samutsongkhram.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/478945&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw24uoU4j90HQZwEkeuIPhYd

  • “

    “นายกฯ อนุทิน พร้อมคู่สมรส” นุ่งโจงห่มสไบ เปิดงาน “พระนครคีรี – เมืองเพชร” ครั้งที่ 39 ประจำปี 2569 พร้อมชื่นชม เป็นมรดกวัฒนธรรมและอัตลักษณ์เมืองเพชรที่น่าภาคภูมิใจ ช่วยขับเคลื่อนและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ สร้างรายได้


    23/02/2569 | 63 |

    “นายกฯ อนุทิน พร้อมคู่สมรส” นุ่งโจงห่มสไบ เปิดงาน “พระนครคีรี – เมืองเพชร” ครั้งที่ 39 ประจำปี 2569 พร้อมชื่นชม เป็นมรดกวัฒนธรรมและอัตลักษณ์เมืองเพชรที่น่าภาคภูมิใจ ช่วยขับเคลื่อนและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ สร้างรายได้

    “นายกฯ อนุทิน พร้อมคู่สมรส” นุ่งโจงห่มสไบ เปิดงาน “พระนครคีรี – เมืองเพชร” ครั้งที่ 39 ประจำปี 2569 พร้อมชื่นชม เป็นมรดกวัฒนธรรมและอัตลักษณ์เมืองเพชรที่น่าภาคภูมิใจ ช่วยขับเคลื่อนและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้กับประชาชน

    วันที่ 21 ก.พ. 69 เวลา 17.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานพิธีเปิดงาน “พระนครคีรี – เมืองเพชร” ครั้งที่ 39 ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิด “วิมานฟ้าพระนครคีรี อัญมณีแห่งสยาม” ณ บริเวณอุทยานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระนครคีรี และเวทีกลาง อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี โดยมี น.ส.ธนนนท์ นิรามิษ ประธานกรรมการคู่สมรสคณะรัฐมนตรีและที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมแม่บ้านมหาดไทย นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ร้อยตำรวจโท ภพชนก ชลานุเคราะห์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี คณะรัฐมนตรี คณะผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย หัวหน้าส่วนราชการจังหวัดเพชรบุรี ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คณะกรรมการผู้จัดงานฯ ประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศจำนวนมากร่วมในงานอย่างคึกคัก

    โอกาสนี้ นายอนุทิน พร้อมด้วย น.ส.ธนนนท์ นำคณะสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จากนั้น รับชมการแสดงพิธีเปิดชุด “ตามรอยเสด็จเพชรบุรี สมเด็จพระพันปี ชาวเพชรบุรีน้อมรำลึก” โดย มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี และรับชมการจุดพลุเฉลิมฉลอง 1,350 นัด ก่อนเดินเยี่ยมชมนิทรรศการโครงการพระราชดำริฯ และเยี่ยมชมผลิตภัณฑ์ OTOP

    นายอนุทิน กล่าวว่า วันนี้ได้มาพบพี่น้องชาวเพชรบุรีด้วยความตื่นเต้นและดีใจ และเชื่อว่าทุกท่านก็คงไม่ผิดหวังที่ได้มาเห็นความสวยงามของจังหวัดเพชรบุรีมองไปด้านซ้ายมือเห็น “เขาวัง” ที่มีความสวยงามมากเลย ยิ่งมีการประดับไฟยิ่งมีคงามสวยงามอลังการ ทั้งยังได้มีความใกล้ชิดกับชาวเพชรบุรี ได้เห็นรอยยิ้มการทักทายได้รับการต้อนรับเราสามารถรู้สึกได้ งานวันนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เทศกาลประจำปีที่ยิ่งใหญ่เท่านั้น แต่เป็นการสะท้อนถึงประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่า วัฒนธรรมและอัตลักษณ์ที่งดงามของเมืองเพชรบุรี ถือเป็นวัฒนธรรมที่สืบสานมาจากรุ่นสู่รุ่น

    จังหวัดเพชรบุรีเป็นจังหวัดสู่ภาคใต้ที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ มีความรุ่งเรืองมายาวนาน มีชื่อเสียงด้านอาหารถิ่นรสเลิศ มาแล้วต้องลืมคำว่าเบาหวาน โดยเฉพาะ “ขนมเมืองเพชร” ซึ่งขณะนี้ผู้ประกอบการอาหารในประเทศไทยให้ความสำคัญและห่วงใยกับสุขภาพของประชาชน ได้มีมาตรการลดความหวานลดน้ำตาลลงไป แต่ก็ยังคงความหอมความอร่อยอยู่ ตนจึงเชื่อว่าเพชรบุรีจะยังเป็นจังหวัดที่มีชื่อเสียงในเรื่องของอาหารถิ่นรสเลิศ UNESCO และองค์การที่เกี่ยวข้องในระดับสหประชาชาติ ได้ยกให้จังหวัดเพชรบุรีเป็นเมืองสร้างสรรค์ด้านอาหาร ถือได้ว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีครบ ไม่ว่าจะเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติที่ล้ำค่าอย่าง “ผืนป่าแก่งกระจาน” แหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมประวัติศาสตร์และวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่นที่มีความงดงามเป็นอย่างยิ่ง” นายอนุทิน กล่าว

    นายอนุทิน กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดงานนี้จึงมีคุณค่าอย่างยิ่ง ไม่เพียงแค่พวกเราชาวเพชรบุรี แต่พี่น้องชาวไทยทั่วประเทศและนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศนะให้ความสนใจในการมาเที่ยวเพชรบุรีในช่วงนี้ซึ่งก็จะมีการเสริมสร้างรายได้ยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน และยังเป็นเวทีแห่งการอนุรักษ์และสืบสานมรดกท้องถิ่นด้วยความภาคภูมิใจ ตลอดจนเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดีที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างพร้อมเพรียง ในโอกาสนี้ ขอขอบพระคุณทุกภาคส่วนในจังหวัดเพชรบุรีที่ได้ร่วมกันจัดงานครั้งนี้อย่างยิ่งใหญ่สมพระเกียรติและเป็นที่ภาคภูมิใจของพี่น้องประชาชน ขอบคุณชาวเมืองเพชร ที่ร่วมกันสร้างบรรยากาศโดยการแต่งกายด้วยชุดไทยอย่างงดงามเป็นที่น่าชื่นชม ขอให้การจัดงานครั้งนี้พบแต่ความสำเร็จเป็นอย่างดี เป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับจังหวัดและเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับพื้นที่อื่น ๆ ในการพัฒนากิจกรรมเพื่อการท่องเที่ยวต่อไป

    นายอนุทิน กล่าวในช่วงท้ายว่า ช่วงนี้ประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศพากันหลั่งไหลเข้ามาในประเทศไทย เพราะเขามีความมั่นใจในประเทศของเรา เขาเชื่อว่ามาที่นี่มีความปลอดภัย ได้รับการต้อนรับที่ดีจากประชาชนคนไทย ได้พบกับสิ่งที่เขาต้องการ บ้านเรามีทั้งน้ำแม่น้ำ ทะเล ภูเขา อาหารที่อร่อย และมีคนท้องถิ่นที่มีจิตใจงดงาม สิ่งเหล่านี้คือการที่ทำให้นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกพากันหลั่งไหลเข้ามาเที่ยวในประเทศไทย ดังนั้นในฐานะรัฐบาลขอให้คำมั่นสัญญากับพี่น้องประชาชนว่าพวกเราจะทำอย่างสุดความสามารถที่จะนำความผาสุก ความอยู่ดีกินดี ความมั่นคงความปลอดภัย มอบให้กับพี่น้องประชาชนชาวไทยที่เคารพรักทุกคน

    ด้าน ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี กล่าวว่า พระนครคีรี (เขาวัง) เป็นวังที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2402 ซึ่งเป็นวังแห่งแรกที่สร้างขึ้นบนภูเขา จึงเป็นพระบรมราชานุสรณ์ที่ทรงคุณค่าในพระราชวงศ์จักรีและเป็นมรดกทางศิลปวัฒนธรรมที่สำคัญของประเทศ จังหวัดเพชรบุรีจึงได้ร่วมกันจัดงานเฉลิมฉลององพระนครทีวีอย่างต่อเนื่อง สำหรับในปีนี้เป็นครั้งที่ 39 กำหนดจัดในระหว่างวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 1 มีนาคม 2569 จำนวน 10 วัน 10 คืน มีวัตถุประสงค์เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและพระราชกรณียกิจของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่มีต่อปวงชนชาวไทยและชาวเพชรบุรีอีกทั้งยังเป็นการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดเพชรบุรีให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้นและส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดเพชรบุรี

    ข้อมูลจาก https://www.thaigov.go.th/th/news/161767


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/478933&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1qr5_rzhzACKRijeclM3JI

  • เปิดเหตุสลด รถนักท่องเที่ยวตกทะเลสาบที่ลึกที่สุดในโลก สังเวย 8 ชีวิต ทริปมรณะ

    เปิดเหตุสลด รถนักท่องเที่ยวตกทะเลสาบที่ลึกที่สุดในโลก สังเวย 8 ชีวิต ทริปมรณะ

     
              เปิดเหตุสลด รถนักท่องเที่ยวชาวจีนทะลุน้ำแข็ง ตกทะเลสาบที่ลึกที่สุดในโลก สังเวย 8 ชีวิต โศกนาฏกรรมทริปมรณะ

    รถตกทะเลสาบ

              วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักข่าวเอพี รายงานเหตุโศกนาฏกรรมสลด รถบัสของนักท่องเที่ยวชาวจีนประสบอุบัติเหตุตกลงไปในรอยแยกน้ำแข็ง บริเวณทะเลสาบไบคาล ประเทศรัสเซีย ซึ่งเป็นทะเลสาบที่ลึกที่สุดในโลก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 8 ราย 

              เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา รถบัสคันหนึ่งซึ่งบรรทุกนักท่องเที่ยวสัญชาติจีน ได้ขับข้ามทะเลสาบที่แข็งตัว กระทั่งเมื่อมาถึงจุดเกิดเหตุ รถได้ตกลงไปในรอยแยกน้ำแข็งที่มีความกว้าง 3 เมตร ก่อนที่รถจะจมลงสู่ก้นทะเลสาบ ซึ่งในบริเวณดังกล่าวมีความลึกราว 18 เมตร 

              ทางเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยเข้าปฏิบัติการดำน้ำเพื่อค้นหาและช่วยเหลือ โดยใช้อุปกรณ์กล้องใต้น้ำ ทั้งนี้พบว่า มีชาวจีนรายหนึ่งสามารถหลบหนีออกมาจากรถบัสคันที่ประสบเหตุได้ จากนั้นในเวลาต่อมา เจ้าหน้าที่ได้กู้ร่างผู้เสียชีวิตขึ้นมาจากใต้น้ำ 8 ราย ระบุว่าเป็นนักท่องเที่ยวชาวจีน 7 ราย และคนขับรถชาวรัสเซีย 1 ราย โดยหนึ่งในนั้นเป็นเด็กอายุ 14 ปี  

              สำนักงานอัยการประจำภูมิภาคอีร์คุตสค์ได้ดำเนินการสอบสวนเหตุการณ์ดังกล่าว โดยเบื้องต้นทาง สำนักงานการท่องเที่ยวท้องถิ่น ระบุว่า รถบัสนักท่องเที่ยวคันดังกล่าวดำเนินการโดยผู้ประกอบการที่ไม่ได้จดทะเบียน 

              อิกอร์ โคบเซฟ ผู้ว่าราชการภูมิภาคอีร์คุตสค์ ได้กล่าวแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้สูญเสีย พร้อมทั้งเรียกร้องให้นักท่องเที่ยวใช้บริการเฉพาะบริษัททัวร์ที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น “ผมขอเตือนอีกครั้งว่า การออกไปบนผิวน้ำแข็งของทะเลสาบไบคาลนั้น ไม่เพียงแค่ถูกห้ามในขณะนี้ แต่ยังเป็นอันตรายถึงชีวิต” 

              ด้านเซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย ได้ส่งข้อความแสดงความเสียใจไปยังประเทศจีน ผ่านแถลงการณ์ออนไลน์ ระบุว่า “ทางการรัสเซียกำลังดำเนินการสอบสวนอย่างเต็มที่” พร้อมทั้งเชื่อมั่นว่า อุบัติเหตุครั้งนี้ จะไม่ส่งผลกระทบในทางลบต่อการท่องเที่ยวระหว่างสองประเทศ

              ทะเลสาบไบคาล (Lake Baikal) อยู่บริเวณตอนใต้ของไซบีเรีย ประเทศรัสเซีย เป็นทะเลสาบน้ำจืดที่ลึกที่สุดในโลก จุดที่มีความลึกที่สุดลึกถึง 1,640 เมตร ถือเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของรัสเซีย โดยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา  มีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางไปเที่ยวรัสเซียเพิ่มขึ้นมาก หลังจากเริ่มใช้มาตรการยกเว้นวีซ่าระหว่างสองประเทศ  

              อย่างไรก็ดี ทะเลสาบดังกล่าวมักจะกลายเป็นน้ำแข็งในช่วงฤดูหนาวจัด และเคยเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงหลายครั้งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เมื่อช่วงปลายเดือนมกราคม มีนักท่องเที่ยวชาวจีน 1 ราย เสียชีวิต หลังจากรถที่เขานั่งมาพลิกคว่ำบนผิวน้ำแข็งของทะเลสาบ 

    ขอบคุณข้อมูลจาก AP, BBC, The Straits Times

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://hilight.kapook.com/view/252160&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01IKi7tRhx-tUZwTBpchHU