Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • พัฒนาโครงสร้างข้อมูลและยกระดับงานวิจัยเศรษฐกิจการเกษตรไทย | เดลินิวส์

    พัฒนาโครงสร้างข้อมูลและยกระดับงานวิจัยเศรษฐกิจการเกษตรไทย | เดลินิวส์

    นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ระบุถึงแนวทางการดำเนินงานของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ในการยกระดับสู่การเป็นหน่วยงานหลักเพื่อชี้นำเศรษฐกิจการเกษตรโดยมุ่งเน้นการเสริมความเข้มแข็งของทีมเศรษฐกิจและทีมข้อมูล ร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่ายทางวิชาการต่าง ๆ ซึ่งสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) ธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นหนึ่งในพันธมิตรสำคัญในการบูรณาการความร่วมมือทางวิชาการ จึงได้มีการหารือร่วมกันกับ ดร.โสมรัศมิ์ จันทรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ เพื่อกำหนดแนวทางการยกระดับข้อมูลสารสนเทศภาคเกษตร การพัฒนางานวิชาการเชิงเศรษฐศาสตร์ และการสร้างกลไกการเรียนรู้เพื่อพัฒนาบุคลากรร่วมกัน เพื่อวางรากฐานการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลและงานวิจัยภาคเกษตรไทยให้มีความแม่นยำและทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลก

    สำหรับการหารือในครั้งนี้ สศก. มุ่งเน้นการพัฒนาองค์กรในภาพรวม เพื่อก้าวสู่การเป็นสถาบันชี้นำทางเศรษฐกิจการเกษตรชั้นนำ โดยให้ความสำคัญกับการเสริมความเข้มแข็งของทีมเศรษฐกิจและทีมข้อมูล ที่ครอบคลุมทั้งด้านงานจัดการข้อมูล งานวิเคราะห์เศรษฐกิจ และงานวิเคราะห์เชิงนโยบาย ผ่านการสร้างทีมผู้เชี่ยวชาญใน 3 สายงานหลักเพื่อขับเคลื่อนงานวิชาการร่วมกันอย่างไร้รอยต่อระหว่างส่วนกลางและภูมิภาค มุ่งเป้าหมายในการยกระดับมาตรฐานงานวิจัยและบทวิเคราะห์เชิงเศรษฐกิจ ให้มีกรอบวิธีคิดที่ชัดเจน โดยเน้นการสรุปสาระสำคัญสำหรับผู้กำหนดนโยบายควบคู่กับหลักฐานเชิงวิชาการที่เข้มแข็ง โดยเฉพาะความท้าทายในงานวิจัยมุ่งเป้าประเด็นสำคัญที่ครอบคลุมความเสี่ยงในอนาคตของภาคเกษตรไทย ทั้งในมิติความยั่งยืนและวิกฤตการณ์โลก เศรษฐกิจและการค้าโลก เทคโนโลยีและโครงสร้างผลิตภาพ รวมถึงความมั่นคงทางสังคมและเศรษฐกิจฐานราก เพื่อหาทางออกที่เป็นรูปธรรมและทันต่อสถานการณ์

    นอกจากนี้ สศก. ยังมุ่งยกระดับ การคาดการณ์และรายงานภาวะเศรษฐกิจการเกษตรรายปี ให้มีความรอบด้านและแม่นยำยิ่งขึ้น ผ่านการทำ Economic Outlook โดยใช้ชุดแบบจำลองเศรษฐกิจที่หลากหลายมากกว่า 1 โมเดล ควบคู่ไปกับการยกระดับโครงสร้างข้อมูลภาคเกษตร ทั้งการคำนวณ GDP ภาคเกษตรด้วยวิธีรายจ่าย การนำเทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมและร่องรอยทางดิจิทัลมาใช้ประเมินผลผลิต ตลอดจนการจัดเก็บข้อมูลภาวะเศรษฐกิจสังคมครัวเรือนเกษตรในรูปแบบต่อเนื่องหรือ Panel Data เพื่อวัดผลกระทบของนโยบายต่อเกษตรกรรายครัวเรือนได้อย่างแม่นยำ และการออกแบบสถาปัตยกรรมข้อมูลขนาดใหญ่ตลอดห่วงโซ่คุณค่าที่เชื่อมโยงข้อมูลตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำอย่างเป็นระบบ รวมถึงการผลักดันระบบ Single ID เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลเกษตรกรทั้งระบบ ตลอดจนการสร้างระบบนิเวศการกำกับดูแลใหม่สำหรับผู้ให้บริการทางการเกษตร (ASP) และการวิเคราะห์ประสิทธิภาพการใช้งบประมาณของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5627648/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jbuL05XBTPRRP2WxHpm1Z

  • สรุป 5 ประเด็น  ศาลฎีกาสั่งเบรก ‘ภาษีทรัมป์’ จะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้

    สรุป 5 ประเด็น ศาลฎีกาสั่งเบรก ‘ภาษีทรัมป์’ จะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้

    5 ประเด็นสำคัญที่โลกต้องจับตา ศาลฎีกาสั่งเบรก “กำแพงภาษีทรัมป์” จะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้ เพราะทรัมป์ยืนยันว่าจะหาช่องว่างทางกฎหมายอื่นเพื่อดึงดันเก็บภาษี 10% ให้ได้อยู่ดี

    คำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐสั่งยกเลิกภาษีนำเข้าล็อตใหญ่ที่ประธานาธิบดี “ทรัมป์” เคยประกาศไว้ เป็นเรื่องที่หลายคนคาดไว้อยู่แล้ว แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ “จะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้” เพราะทรัมป์ยืนยันว่าจะหาช่องว่างทางกฎหมายอื่น เช่น มาตราในกฎหมายการค้าปี 1974 เพื่อดึงดันเก็บภาษี 10% ให้ได้อยู่ดี 

    ซีเอ็นบีซี รายงานว่า ยังมีประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามคือ ราคาสินค้าจะเปลี่ยนไปอย่างไร? บริษัทที่เคยจ่ายภาษีไปแล้วจะได้เงินคืนหรือไม่? และธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด จะรับมือกับเรื่องนี้อย่างไร?

    1. ผลกระทบทางเศรษฐกิจ จำกัดแต่มีผู้ชนะชัดเจน

    ในภาพรวมระดับประเทศ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจคาดว่าจะมีไม่มากนัก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าทรัมป์จะเดินเกมต่ออย่างไร และเรื่องการคืนเงินภาษีจะจบลงแบบไหน

    โจเซฟ บรูซูเอลาส นักเศรษฐศาสตร์จาก RSM มองว่าแม้ผลกระทบวงกว้างจะจำกัด แต่จะมี “กลุ่มที่ได้ประโยชน์เต็มๆ” คือ กลุ่มค้าปลีก และภาคการผลิตที่ต้องพึ่งพาสินค้านำเข้า ซึ่งก่อนหน้านี้ต้องแบกรับต้นทุนภาษีที่สูงมาก

    แม้ว่าเศรษฐกิจในช่วงปลายปีที่ผ่านมาจะชะลอตัว โดย GDP โตเพียง 1.4% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการปิดหน่วยงานรัฐ แต่คาดว่าในช่วงต้นปี 2569  เศรษฐกิจจะกลับมาเร่งตัวขึ้นอีกครั้ง จากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ และมาตรการทางการเงินที่ผ่อนคลาย

    เจสัน ไพรด์ จาก Glenmede มองว่ากฎหมาย One Big Beautiful Bill Act และนโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย จะช่วยหนุนเศรษฐกิจปี 2569 ให้โตเกินคาด แต่อาจมีการชะงักงันชั่วคราวถ้าบริษัทเร่งนำเข้าสินค้าเพื่อหนีภาษีรอบใหม่ของทรัมป์

    2. ท่าทีของ ‘เฟด’ 

    คำตัดสินของศาลออกมาในจังหวะที่กระทรวงพาณิชย์รายงานว่า อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 3% ในเดือนธ.ค. ซึ่งเป็นตัวเลขที่เฟดให้ความสำคัญมาก

    เจ้าหน้าที่เฟดประเมินว่าภาษีนำเข้าเคยทำให้เงินเฟ้อพุ่งขึ้นประมาณ 0.5% ดังนั้นการยกเลิกภาษีจะช่วยลดอุปสรรคทางเศรษฐกิจ และทำให้เฟดตัดสินใจเรื่องดอกเบี้ยได้ง่ายขึ้น

    ปัจจุบัน ตลาดเริ่มมองว่าเฟดอาจเลื่อนการลดดอกเบี้ยจากเดือนมิถุนายนไปเป็น เดือนก.ค.แทน โดยอ้างอิงข้อมูลจาก CME Group ซึ่งนักลงทุนส่วนใหญ่ยังคาดว่าจะมีการลดดอกเบี้ยอย่างน้อย 2 ครั้งในปีนี้ และมีโอกาส 40% ที่จะมีการลดครั้งที่ 3

    3. ตลาดหุ้นขานรับ ความผันผวนเริ่มนิ่ง

    ที่ผ่านมา ข่าวการเก็บภาษีของทรัมป์มักทำให้ตลาดหุ้นผันผวนอย่างหนัก แต่เมื่อมีคำตัดสินยกเลิก ตลาดหุ้นจึงปรับตัวสูงขึ้นในวันศุกร์ เพราะนักลงทุนคลายกังวลเรื่องต้นทุน และมองเห็นโอกาสที่บริษัทจะมีกำไรมากขึ้น

    แดน ซิลุก ผู้จัดการกองทุนจาก Janus Henderson ให้ความเห็นว่า การตัดสินใจครั้งนี้ส่งสัญญาณว่านโยบายการค้าหลังจากนี้จะ “ช้าลงและเป็นระบบมากขึ้น” ซึ่งจะช่วยลดความตื่นตระหนกในตลาดการเงินได้

    4. มหากาพย์เงินคืนภาษี 

    นี่คือ ประเด็นที่วอลล์สตรีทถกเถียงกันหนักที่สุด คือ รัฐบาลต้องคืนเงินภาษีที่เก็บไปแล้วหรือไม่ ตัวเลขคาดการณ์มีความเหลื่อมล้ำกันสูงมาก

    • Morgan Stanley คาดว่าต้องคืนราว 8.5 หมื่นล้านดอลลาร์
    • RSM  ประเมินไว้ที่ 1 – 1.3 แสนล้านดอลลาร์
    • เรย์มอนด์ เจมส์ & ม.เพนซิลเวเนีย ประเมินสูงถึง 1.75 แสนล้านดอลลาร์

     อย่างไรก็ตาม ไบรอัน การ์ดเนอร์ จาก Stifel เตือนว่าอย่าเพิ่งดีใจไป เพราะกระบวนการศาลชั้นล่างอาจกินเวลานาน และรัฐบาลอาจหาช่องทางที่จะ “ไม่คืนเงินย้อนหลัง” ก็เป็นได้

    5.ทรัมป์เตรียมเร่งเครื่องเต็มสูบ

    อย่าเพิ่งชะล่าใจว่าสงครามการค้าจะจบลง เพราะทรัมป์ย้ำเสมอว่าภาษีนำเข้าคือ “คำที่ไพเราะที่สุด” 

    ปัจจุบันภาษีที่เขาประกาศไว้ยังคงมีผลอยู่ประมาณ 40% ส่วนที่ไม่ได้ใช้กฎหมาย IEEPA และทรัมป์ยังพร้อมจะใช้ช่องทางกฎหมายอื่นๆ หรือขออนุมัติจากรัฐสภาเพื่อโต้กลับ 

    คริส ครูเกอร์ จาก TD Cowen Washington Research Group  คาดการณ์ว่า ในปี 2569 นี้เราจะได้เห็นการ “ขึ้นภาษีครั้งใหญ่” ระลอกใหม่จากทำเนียบขาวอย่างแน่นอน

    “คำตัดสินศาลคือ การชะลอชั่วคราว แต่ไม่ใช่จุดจบ… โปรดติดตามตอนต่อไปของการเร่งเครื่องเต็มสูบในปี 2569” ครูเกอร์ กล่าว

    อ้างอิง CNCB 

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์   ศิลาวงษ์  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1222312&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1DkuiyU7hSQX1_eB_pzozS

  • ‘ทีมเศรษฐกิจรัฐบาล’ ถกรับมือ ‘ภาษีทรัมป์’ ‘สภาพัฒน์’ เตือนความเสี่ยงลากยาวตลอดปี

    ‘ทีมเศรษฐกิจรัฐบาล’ ถกรับมือ ‘ภาษีทรัมป์’ ‘สภาพัฒน์’ เตือนความเสี่ยงลากยาวตลอดปี

    นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 22 ก.พ. ที่ผ่านมา ทีมเศรษฐกิจ ได้มีการหารือกันอย่างไม่เป็นทางการ เพื่อประเมินสถานการณ์และหาแนวทางรับมือกับความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ โดยการหารือครั้งนี้ประกอบด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

    โดยที่ประชุมเห็นพ้องกันว่าข้อมูลในปัจจุบันยังมีจำกัดมาก เนื่องจากสถานการณ์เพิ่งเริ่มต้น จึงยังไม่สามารถออกมาตรการช่วยเหลือออกมาได้ทันที สิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งทำคือการประเมินว่ามีโอกาสเกิดอะไรขึ้นได้บ้าง เพื่อเตรียมการล่วงหน้า และค่อยๆ ทยอยออกมาตรการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง

    'ทีมเศรษฐกิจรัฐบาล' ถกรับมือ ‘ภาษีทรัมป์’ ‘สภาพัฒน์’ เตือนความเสี่ยงลากยาวตลอดปี

    “สถานการณ์การจัดเก็บภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ เพิ่งเริ่มต้นมาได้เพียง 2 วัน ทุกฝ่ายจึงยังอยู่ในช่วงของการเรียนรู้ เพื่อรอดูผลกระทบที่แท้จริง  เบื้องต้นการที่สหรัฐฯ กำหนดอัตราภาษีนำเข้าในอัตราเดียวกันหมดที่ 15%  ถือเป็นเรื่องที่ทำให้สถานการณ์ดูดีขึ้นในช่วงแรก  หากมองในแง่ดี ประเทศไทยได้ผลกำไรจากส่วนต่างภาษีเพิ่มขึ้นถึง 4% จากเดิมที่เคยเผชิญอัตรา 19%ในขณะที่ประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนามได้กำไร 5% เมื่ออัตราภาษีถูกปรับให้เท่ากัน ภาษีจึงไม่ใช่ปัจจัยหลักในการแข่งขันอีกต่อไป แต่ผู้ประกอบการแต่ละประเทศจะต้องกลับไปแข่งขันกันที่พื้นฐานและความสามารถของอุตสาหกรรมการส่งออกของตนเองแทน ซึ่งที่ผ่านมาการส่งออกของไทยในตลาดสหรัฐฯ ก็ปรับตัวดีขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง“

    อย่างไรก็ดี มีความไม่แน่นอนสูงของมาตรการดังกล่าว โดยระบุว่า อัตราภาษี 15% เป็นเพียงมาตรการชั่วคราวที่มีผลบังคับใช้แค่ 150 วันเท่านั้น  หลังจากพ้นช่วงนี้ไปแล้ว ยังไม่มีใครทราบว่าอัตราภาษีจะเปลี่ยนแปลงไปเป็น 10% 15% หรือ 20% สถานการณ์อาจจะเริ่มมีความท้าทายมากขึ้น หากสหรัฐฯเปลี่ยนวิธีการจากการกำหนดภาษีเป็นรายประเทศ ไปเป็นการพุ่งเป้าเก็บภาษีเป็น รายสินค้า หรือ รายอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมอลูมิเนียม หรือ อุตสาหกรรมเหล็ก ซึ่งประเด็นนี้เป็นเรื่องที่ประเมินผลกระทบได้ยาก และสุดจะคาดเดา และต้องอาศัยวิธีการติดตามสืบหาข่าวอย่างใกล้ชิด 

    สำหรับกลุ่มประเทศที่เคยเจรจาอัตราภาษีที่ 19% ไปก่อนหน้านี้แล้ว หรือประเทศที่ยังอยู่ระหว่างการเจรจา ขณะนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะต้องใช้อัตราใด  แม้จะมีกระแสคำพูดของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ระบุว่า ประเทศที่เจรจาเสร็จแล้วให้ใช้อัตรานั้นได้เลย แต่ในทางปฏิบัติยังคงมีคำสั่งศาลที่อาจทำให้เกิดการโต้แย้งทางกฎหมายจากประเทศอื่นๆ ตามมาได้ ส่วนการจะพิจารณาปรับลดอัตราย้อนหลังให้กับยอดภาษีคงค้างหรือไม่นั้น ถือเป็นเรื่องที่สุดคาดเดา

    ในส่วนของการปรับตัวของผู้ประกอบการภายใต้ภาวะที่ไม่มีความแน่นอนนี้ นายดนุชาแนะนำว่า ควรเน้นไปที่การดูแลเรื่องการทำตลาดเพื่อให้มั่นใจว่าสินค้ายังสามารถจำหน่ายต่อไปได้  สำหรับประเด็นเรื่องการจ่ายภาษีไปก่อนหน้านี้ ประเมินว่ามีโอกาสสูงมากที่จะเกิดการฟ้องร้องในศาลสหรัฐฯ เพื่อขอเคลมภาษีคืน เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาผู้ส่งออกของไทยและผู้นำเข้าปลายทางได้แบ่งปันการรับภาระภาษีส่วนนี้กันอยู่ หากมีคดีแรกที่ศาลตัดสินออกมาอย่างไร คำตัดสินนั้นก็จะกลายเป็นมาตรฐาน  ให้ผู้ประกอบการทุกรายได้รับสิทธิแบบเดียวกัน

    “การบริหารนโยบายภาครัฐในสถานการณ์ปัจจุบันนั้นไม่มีความแน่นอน และความเสี่ยงทางเศรษฐกิจในปีนี้ไม่ได้มีจำกัดแค่เรื่องมาตรการภาษีเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีความเสี่ยงด้านการทหารและภูมิรัฐศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เช่น การเคลื่อนกองเรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐฯ ที่ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าจะเกิดอะไรขึ้นตามมา ดังนั้น หากจะถามว่าเศรษฐกิจช่วงครึ่งปีแรกหรือครึ่งปีหลังเสี่ยงเรื่องอะไร คำตอบคือเสี่ยงทั้งปี เนื่องจากปัจจุบันประเทศขนาดใหญ่ยังคงมีความไม่แน่นอนเชิงนโยบายสูง ทำให้ต้องเตรียมพร้อมรับมือความเสี่ยงอยู่ตลอดเวลา”นายดนุชา กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1222369&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw019GmpisAbkQctQoVU_eJh

  • ดีเอสไอ ร่วมแสดงความยินดีในโอกาสครบรอบ 46 ปี ฐานเศรษฐกิจ

    ดีเอสไอ ร่วมแสดงความยินดีในโอกาสครบรอบ 46 ปี ฐานเศรษฐกิจ

    เผยแพร่: 23 ก.พ. 2569 14:38 น. ปรับปรุง: 23 ก.พ. 2569 14:38 น. เปิดอ่าน 41 ครั้ง  
    Line Facebook Twitter

    วันนี้ (จันทร์ที่ 23 ภุมภาพันธ์ 2569) เวลา 11.30 น. พันตำรวจตรี ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ มอบหมายให้ นายณัฐพล เนตรพุกกณะ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษชำนาญการพิเศษ รักษาการในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคดีพิเศษเป็นผู้แทนร่วมแสดงความยินดี ในโอกาสครบรอบ 46 ปี ฐานเศรษฐกิจ เพื่อแสดงความขอบคุณที่ฐานเศรษฐกิจ ให้ความอนุเคราะห์ในการประชาสัมพันธ์ข่าวของกรมสอบสวนคดีพิเศษด้วยดีตลอดมา โดยมี คุณวิลาสินี แวน ฮาเรน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฐานเศรษฐกิจ มัลติมีเดีย จำกัด เป็นผู้รับมอบ ณ อาคารอินเตอร์ลิ้งค์ ทาวเวอร์ บางนา กรุงเทพมหานคร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dsi.go.th/th/Detail/1b41a15d4191f836b6060a3d7ff39be8&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01k18p1w-y6Loq_zOJGnZl

  • ทีมเศรษฐกิจรัฐบาล ถกด่วนรับมือภาษีสหรัฐฯ เล็งออกมาตรการรองรับ

    ทีมเศรษฐกิจรัฐบาล ถกด่วนรับมือภาษีสหรัฐฯ เล็งออกมาตรการรองรับ

    ทีมเศรษฐกิจรัฐบาล ถกด่วนรับมือภาษีสหรัฐฯ เล็งออกมาตรการรองรับ

    ทีมเศรษฐกิจรัฐบาล ถกด่วนรับมือภาษีสหรัฐฯ เล็งออกมาตรการรองรับ

    นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ ทีมเศรษฐกิจรัฐบาลได้หารือกันอย่างไม่เป็นทางการ เพื่อประเมินสถานการณ์และหาแนวทางรับมือกับความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกา ภายหลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศมาตรการภาษี ภายใต้กฎหมายการค้าใหม่กำหนดอัตรา 15% เป็นเวลา 150 วัน

    ทั้งนี้ที่ประชุมเห็นพ้องกันว่าข้อมูลในปัจจุบันยังมีจำกัดมาก เนื่องจากสถานการณ์เพิ่งเริ่มต้น จึงยังไม่สามารถออกมาตรการช่วยเหลือออกมาได้ทันที สิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งทำคือการประเมินว่ามีโอกาสเกิดอะไรขึ้นได้บ้าง เพื่อเตรียมการล่วงหน้า และค่อยๆ ทยอยออกมาตรการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง

    สำหรับการหารือครั้งนี้ประกอบด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

    นายดนุชา กล่าวว่า สถานการณ์การจัดเก็บภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ เพิ่งเริ่มต้นมาได้เพียง 2 วัน ทุกฝ่ายจึงยังอยู่ในช่วงของการเรียนรู้ เพื่อรอดูผลกระทบที่แท้จริง เบื้องต้นการที่สหรัฐฯ กำหนดอัตราภาษีนำเข้าในอัตราเดียวกันหมดที่ 15%  ถือเป็นเรื่องที่ทำให้สถานการณ์ดูดีขึ้นในช่วงแรก

    ทั้งนี้หากมองในแง่ดี ประเทศไทยได้ผลกำไรจากส่วนต่างภาษีเพิ่มขึ้นถึง 4% จากเดิมที่เคยเผชิญอัตรา 19% ในขณะที่ประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนามได้กำไร 5% เมื่ออัตราภาษีถูกปรับให้เท่ากัน ภาษีจึงไม่ใช่ปัจจัยหลักในการแข่งขันอีกต่อไป แต่ผู้ประกอบการแต่ละประเทศจะต้องกลับไปแข่งขันกันที่พื้นฐานและความสามารถของอุตสาหกรรมการส่งออกของตนเองแทน ซึ่งที่ผ่านมาการส่งออกของไทยในตลาดสหรัฐฯ ก็ปรับตัวดีขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง

    อย่างไรก็ตามภายใต้ความไม่แน่นอนสูงของมาตรการที่สหรัฐฯ ประกาศออกมาครั้งนี้ นายดนุชา ยอมรับว่า อัตราภาษี 15% เป็นเพียงมาตรการชั่วคราวที่มีผลบังคับใช้แค่ 150 วันเท่านั้น แต่หลังจากพ้นช่วงนี้ไปแล้ว ยังไม่มีใครทราบว่าอัตราภาษีจะเปลี่ยนแปลงไปเป็น 10%, 15% หรือ 20% สถานการณ์อาจจะเริ่มมีความท้าทายมากขึ้น

    ทั้งนี้ หากสหรัฐฯ เปลี่ยนวิธีการจากการกำหนดภาษีเป็นรายประเทศ ไปเป็นการพุ่งเป้าเก็บภาษีเป็น รายสินค้า หรือ รายอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมอลูมิเนียม หรือ อุตสาหกรรมเหล็ก ซึ่งประเด็นนี้เป็นเรื่องที่ประเมินผลกระทบได้ยาก สุดจะคาดเดา และต้องอาศัยวิธีการหาข่าวอย่างใกล้ชิด 

    ส่วนกลุ่มประเทศที่เคยเจรจาอัตราภาษีที่ 19% ไปก่อนหน้านี้แล้ว หรือประเทศที่ยังอยู่ระหว่างการเจรจา ขณะนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะต้องใช้อัตราใด แม้จะมีกระแสคำพูดของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ระบุว่าประเทศที่เจรจาเสร็จแล้วให้ใช้อัตรานั้นได้ แต่ในทางปฏิบัติยังคงมีคำสั่งศาลที่อาจทำให้เกิดการโต้แย้งทางกฎหมายจากประเทศอื่นๆ ตามมา ส่วนการจะพิจารณาปรับลดอัตราย้อนหลังให้กับยอดภาษีคงค้างหรือไม่นั้น ถือเป็นเรื่องที่สุดคาดเดา

    ขณะที่การปรับตัวของผู้ประกอบการภายใต้ภาวะที่ไม่มีความแน่นอนนี้ นายดนุชา เสนอว่า ควรเน้นไปที่การดูแลเรื่องการทำตลาดเพื่อให้มั่นใจว่าสินค้ายังสามารถจำหน่ายต่อไปได้ 
    สำหรับประเด็นเรื่องการจ่ายภาษีไปก่อนหน้านี้ ประเมินว่ามีโอกาสสูงมากที่จะเกิดการฟ้องร้องในศาลสหรัฐฯ เพื่อขอเคลมภาษีคืน

    ทั้งนี้เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาผู้ส่งออกของไทยและผู้นำเข้าปลายทางได้แบ่งปันการรับภาระภาษีส่วนนี้กันอยู่ หากมีคดีแรกที่ศาลตัดสินออกมาอย่างไร คำตัดสินนั้นก็จะกลายเป็นมาตรฐานให้ผู้ประกอบการทุกรายได้รับสิทธิแบบเดียวกัน

    “การบริหารนโยบายภาครัฐในสถานการณ์ปัจจุบัน อาจทำได้ยาก เพราะไม่มีความแน่นอน อีกทั้งความเสี่ยงทางเศรษฐกิจในปีนี้ไม่ได้มีจำกัดแค่เรื่องมาตรการภาษีเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีความเสี่ยงด้านการทหารและภูมิรัฐศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ดังนั้น หากจะถามว่าเศรษฐกิจช่วงครึ่งปีแรกหรือครึ่งปีหลังเสี่ยงเรื่องอะไร คำตอบคือเสี่ยงทั้งปี เนื่องจากปัจจุบันประเทศขนาดใหญ่ยังคงมีความไม่แน่นอนเชิงนโยบายสูง ทำให้ต้องเตรียมพร้อมรับมือความเสี่ยงอยู่ตลอดเวลา” นายดนุชา กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/652193&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2XuiFU4MevaXNb12N8BC19

  • ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 23 ก.พ.69  ‘แข็งค่า‘ หลังลดคาดหวังดบ.เฟด

    ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 23 ก.พ.69 ‘แข็งค่า‘ หลังลดคาดหวังดบ.เฟด

    นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า “ค่าเงินบาทวันนี้“เปิดเช้านี้ ที่ระดับ  31.00 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นมาก” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ  31.20 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 30.75- 31.40 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 30.90-31.15 บาทต่อดอลลาร์ 

    โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง และมีจังหวะทดสอบโซนแนวรับสำคัญ 31.00 บาทต่อดอลลาร์ ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย (แกว่งตัวในกรอบ 30.99-31.22 บาทต่อดอลลาร์) แม้ผู้เล่นในตลาดจะทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED เพิ่มเติม

     ทว่า ความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายการค้าของสหรัฐฯ หลังศาลสูงสุดสหรัฐฯ (SCOTUS) ได้ยกเลิกมาตรการภาษีนำเข้า IEEPA ได้กดดันให้ เงินดอลลาร์ทยอยอ่อนค่าลงต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน กอปรกับความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าสหรัฐฯ ได้หนุนให้ ราคาทองคำ (XAUUSD) ปรับตัวสูงขึ้น เข้าใกล้โซน 5,150 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และยิ่งหนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินบาท 

    ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 23 ก.พ.69  ‘แข็งค่า‘ หลังลดคาดหวังดบ.เฟด

    แนวโน้มค่าเงินบาท 

    แนวโน้มค่าเงินบาท แม้โมเมนตัมการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทจะมีกำลังมากขึ้น แต่เราประเมินว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาท (USDTHB) อาจมีลักษณะค่อยเป็นค่อยไป และเงินบาทเสี่ยงเผชิญความผันผวนที่สูงขึ้น โดยต้องจับตาพัฒนาการของสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่จะส่งผลกระทบต่อทั้ง ทิศทางราคาน้ำมันดิบ ราคาทองคำ และเงินดอลลาร์ ในระยะสั้น ได้อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ เรามองว่า บรรดาผู้เล่นในตลาดอาจมีความระมัดระวังมากขึ้น ทำให้แรงซื้อสินทรัพย์ไทยจากบรรดานักลงทุนต่างชาติอาจชะลอลงบ้างและอาจเริ่มเห็นแรงขายทำกำไรเพิ่มเติม อีกทั้ง เรามองว่า ควรระวังการรีบาวด์ขึ้นของเงินดอลลาร์ หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าคาด หรือในกรณีที่ตลาดปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) 

    ทั้งนี้ หากเงินบาทแข็งค่าขึ้น หลุดโซนแนวรับสำคัญ 31.00 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งแม้จะเปิดทางให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นต่อได้ไม่ยาก แต่เราขอย้ำมุมมองเดิมว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทสู่โซน 30.50-30.75 บาทต่อดอลลาร์ จะเป็นการแข็งค่าขึ้นเกินปัจจัยพื้นฐานไปมาก (Overvalued) จากการประเมิน Fair Value ของเงินบาทที่เรามองแถวโซน 33-34 บาทต่อดอลลาร์ ทำให้การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทดังกล่าว หากเกิดขึ้นจริง เป็นจังหวะที่น่าสนใจในการทยอยซื้อเงินดอลลาร์และบรรดาสกุลเงินต่างประเทศ (xTHB pairs) 

    ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทอาจแกว่งตัว Sideways หรือทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง ส่วนในแนวโน้มระยะกลางนั้น (ประเมินด้วย Time Frame Weekly) เงินบาทยังอยู่ในแนวโน้มแข็งค่าขึ้น จนกว่าจะสามารถอ่อนค่าทะลุโซน 31.80 บาทต่อดอลลาร์ และเราจะปรับมุมมองต่อแนวโน้มเงินบาทใหม่ หากสามารถอ่อนค่าทะลุเส้นค่าเฉลี่ย 30 สัปดาห์ แถวโซน 32.00 บาทต่อดอลลาร์

    เราขอย้ำว่ามองว่า เงินบาทจะกลับมาอ่อนค่าลงได้อย่างต่อเนื่องนั้น จะต้องเห็น 1. การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดที่ชัดเจน ซึ่งต้องอาศัยข้อมูลการจ้างงานที่แข็งแกร่งและดีกว่าคาดมาก 2. การปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาทองคำ หรือ ราคาทองคำเข้าสู่ช่วงการพักฐานใหม่ นอกจากนี้ หากราคาทองคำเร่งตัวสูงขึ้น ก็สามารถกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้เช่นกัน ผ่านโฟลว์ธุรกรรมไล่ราคาซื้อทองคำ หรือ Fear of Missing Out Buying Flows (FOMO Buy) และ 3. ปัจจัยภายในประเทศ ซึ่งควรจะต้องเห็นความเสี่ยงที่รุนแรงต่อปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจ เช่น การท่องเที่ยว การส่งออก อาทิ มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ต่อสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และSemiconductor หรือปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ นักลงทุนต่างชาติแห่เทขายสินทรัพย์ไทย เช่น วิกฤตการเมือง

    ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์อาจรีบาวด์ขึ้นบ้าง หากผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED เพิ่มเติม นอกจากนี้ ภาวะปิดรับความเสี่ยงในกรณีที่สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่าน อาจช่วยหนุนเงินดอลลาร์บ้าง ทว่า ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าสหรัฐฯ ได้กลับมาเป็นปัจจัยกดดันเงินดอลลาร์ อีกครั้ง

    สัปดาห์ที่ผ่านมา แม้เงินดอลลาร์จะได้อานิสงส์จากการทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED ทว่า ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ได้กลับมากดดันเงินดอลลาร์อีกครั้ง

    สำหรับสัปดาห์นี้รวมถึงในช่วงระยะสั้น เราประเมินว่า ควรจับตารายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ และรอลุ้นผลการประชุม กนง. ของไทย พร้อมติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่าน อย่างใกล้ชิด

    มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก

    ▪ ฝั่งสหรัฐฯ – บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อาทิ ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ในเดือนมกราคม ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Conference Board Consumer Confidence) เดือนกุมภาพันธ์ ยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) ยอดการจ้างงานภาคเอกชนรายสัปดาห์โดย ADP และรายงานดัชนีภาคธุรกิจจากบรรดา FED สาขาต่างๆ นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของ FED โดยล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า FED มีโอกาสราว 21% ที่จะลดดอกเบี้ยได้ 3 ครั้ง ครั้งละ 25bps ในปีนี้ และนอกเหนือจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าว ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะรายงานผลประกอบการของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor อย่าง Nvidia พร้อมคอยติดตามความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ อาทิ สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง

    ▪ ฝั่งยุโรป – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจยูโรโซน และแนวโน้มการปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ผ่านรายงาน ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจของเยอรมนีและยูโรโซน (IFO Business Climate) ในเดือนกุมภาพันธ์ รวมถึง อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ ระยะสั้นและระยะกลาง (Inflation Expectations) ที่รวบรวมโดยทาง ECB นอกจากนี้ บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ECB เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงิน โดยล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า ECB มีโอกาสราว 30% ที่จะลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง 25bps ในปีนี้ 

    ▪ ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจญี่ปุ่นและทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ผ่านรายงานข้อมูลเศรษฐกิจ อาทิ ยอดค้าปลีก (Retail Sales) และยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) เดือนมกราคม รวมถึง อัตราเงินเฟ้อ CPI ของพื้นที่กรุงโตเกียว ในเดือนกุมภาพันธ์ ในส่วนนโยบายการเงิน ผู้เล่นในตลาดและบรรดานักวิเคราะห์ ต่างประเมินว่า ธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) อาจเลือก “คงดอกเบี้ยนโยบาย” ที่ระดับ 2.50% หลังเศรษฐกิจเกาหลีใต้ยังคงได้อานิสงส์จากกระแสการลงทุนในธีม AI ซึ่งหนุนความต้องการ Semiconductor ทั้งในส่วนของ Chip และ Memory จากเกาหลีใต้ ขณะเดียวกัน ทาง BOK ได้ให้น้ำหนักกับเสถียรภาพเศรษฐกิจและค่าเงินวอน (KRW) มากขึ้น ทำให้ทาง BOK ได้ส่งสัญญาณจบรอบการลดดอกเบี้ย ตั้งแต่ในการประชุมครั้งก่อน 

    ▪ ฝั่งไทย – ไฮไลท์สำคัญอยู่ที่ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) โดยเราคาดว่า กนง. จะมีมติไม่เป็นเอกฉันท์ “คงดอกเบี้ยนโยบาย” ที่ระดับ 1.25% เพื่อรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจและรักษาขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงิน (Policy Space) ที่มีอย่างจำกัด เพื่อใช้รับมือกับความเสี่ยงที่ไม่คาดคิดต่อเศรษฐกิจไทย นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามความชัดเจนของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ล่าสุด พร้อมรอล้นรายงานข้อมูล ยอดการส่งออกและนำเข้า (Exports & Imports) รวมถึงข้อมูลดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (Manufacturing Production Index) และอัตราการใช้กำลังการผลิต (Capacity Utilization) ในเดือนมกราคม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/investment/1222303&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3lnghiEEKd1m7yms-UFP1E

  • โรงแรม-ห้าง ในตำนาน “อินทรา ประตูน้ำ” จ่อปรับโฉมใหญ่ หลัง DTP เช่ายาว 20 ปี

    โรงแรม-ห้าง ในตำนาน “อินทรา ประตูน้ำ” จ่อปรับโฉมใหญ่ หลัง DTP เช่ายาว 20 ปี

    DTP ในเครือ DTGO ขยับเกมลงทุนครั้งใหญ่ เช่าสิทธิ์บริหาร โรงแรมอินทรา รีเจนท์ และ ศูนย์การค้าอินทรา สแควร์ ใจกลางประตูน้ำ ระยะเวลา 20 ปี เริ่ม 1 มกราคม 2569 ปั้นสินทรัพย์ระดับตำนานให้สร้าง “รายได้ประจำ” (Recurring Income) ระยะยาว

    มั่นใจท่องเที่ยวไทยโตต่อ

    หรรสา สุสายัณห์ ประธานกรรมการ บริษัท ดีทีจีโอ พรอสเพอร์รัส จำกัด (DTP) ประเมินว่า ภาพรวมตลาดท่องเที่ยวไทยยังเป็นขาขึ้น คาดนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2569 อยู่ที่ 35.5 ล้านคน และจะเพิ่มเป็น 37.5 ล้านคนในปี 2570 และ 39.0 ล้านคนในปี 2571

    แรงหนุนมาจาก

    • การท่องเที่ยวโลกขยายตัว
    • จำนวนเที่ยวบินเข้าไทยเพิ่มขึ้น
    • มาตรการรัฐกระตุ้นท่องเที่ยว
    • จุดแข็งด้าน “ความคุ้มค่า” และทรัพยากรท่องเที่ยว

    ขณะเดียวกัน กรุงเทพฯ ยังครองอันดับ 1 เมืองน่าท่องเที่ยวของโลก จากรายงาน Top 100 City Destinations Index ของ Euromonitor International เมื่อเดือนธันวาคม 2568

    สำหรับ DTP นี่คือจังหวะเข้าถือ “สินทรัพย์ทำเลทอง” ที่มีทั้งประวัติศาสตร์ ฐานลูกค้าต่างชาติ (อเมริกา ยุโรป เอเชีย) และศักยภาพต่อยอดเชิงมูลค่าในอนาคต

    โรงแรมอินทรา รีเจนท์
    โรงแรมอินทรา รีเจนท์

    อินทรา รีเจนท์ จากตำนาน 50 ปี สู่เกมรีแบรนด์เชิงกลยุทธ์

    สำหรับการเข้าลงทุนใน โรงแรมอินทรา รีเจนท์ ซึ่งถือเป็นแลนด์มาร์กยุคบุกเบิกประตูน้ำ (เปิดครั้งแรกปี 2514) DTP เตรียม “ยกเครื่องเชิงกลยุทธ์” อาทิ

    • ปรับภาพลักษณ์
    • เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน
    • บริหารกระแสเงินสดอย่างรอบคอบ
    • ใช้ Customer Insight และทดสอบแพ็กเกจตลาดก่อนขยาย

    ปัจจุบันโรงแรมมีห้องพักราว 200 ห้อง อัตราเช่า (Occupancy Rate) เฉลี่ย 70–80% “เตรียมขยายเพิ่มอีกเท่าตัวเป็น 400 ห้อง“ บนทำเลบนถนนราชปรารภ ใกล้ Airport Rail Link สถานีราชปรารภ และย่านค้าส่งประตูน้ำ

    DPT ตั้งเป้าให้ โรงแรมอินทราฯ เป็นผู้นำโรงแรมระดับ 4 ดาวในโซนนี้

    ทั้งหมดคือ กลไกเพิ่ม Asset Utilization และเสริมความต่อเนื่องของกระแสเงินสดในอนาคต

    โรงแรมอินทรา รีเจนท์

    ยกเครื่อง “อินทรา สแควร์”

    อีกขาในสมการนี้ คือ ศูนย์การค้าอินทรา สแควร์ พื้นที่รวม 26,900 ตารางเมตร มีร้านค้ากว่า 300 ร้าน

    เบื้องต้น DTP เตรียมอัปเกรดพื้นที่รีเทลและศูนย์อาหาร พร้อมจับมือพันธมิตรใหม่ เพื่อให้สอดรับพฤติกรรม  ผู้บริโภคยุคใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติสายช้อป อาทิ อินเดีย เอเชียใต้ ตะวันออกกลาง อาเซียน

    สำหรับ โครงสร้างรายได้หลักเป็นค่าเช่ารายเดือนจากร้านค้ากว่า 300 ร้าน ทั้งแฟชั่นค้าส่ง ร้านอาหารอินเดียและฮาลาล Modern Trade และบริการต่าง ๆ

    โมเดลนี้ทำให้โครงการมีรายได้ประจำที่มั่นคง และช่วยบาลานซ์ความเสี่ยงร่วมกับรายได้จากโรงแรม

    อินทรา สแควร์

    อย่างไรก็ดี ความแข็งแรงของอินทรา คือ “การมีโครงสร้างรายได้สองขา” ได้แก่ โรงแรม + รีเทล ในพื้นที่เดียวกัน

    โมเดลดังกล่าวช่วยหลายด้าน เช่น

    • กระจายความเสี่ยง
    • เสริมเสถียรภาพกระแสเงินสด
    • สร้าง Long-Term Yield

    ขณะที่ ดีลครั้งนี้ยังต่อยอดพอร์ตฯ โรงแรมของ DTP ที่ปัจจุบันถือครองโรงแรมในอังกฤษ 17 แห่ง รวม 3,383 ห้อง Occupancy 80.7% และมีรายได้ครึ่งปีแรก 2568 รวม 3,146 ล้านบาท

    ดังนั้น การเข้าบริหารอินทราครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่การเช่าสิทธิ์ 20 ปี แต่คือการยกระดับแลนด์มาร์กยุค 70s สินทรัพย์ Prime Area กรุงเทพฯ ให้กลายเป็นเครื่องจักรสร้างรายได้ระยะยาวอย่างมีโครงสร้าง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1560783&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zO5QHAtY17RaKKNYo5emS

  • เม็กซิโกเดือด! สั่งล็อกดาวน์ “เปอร์โต วัลลาร์ตา” ด่วน! หลังกองทัพปลิดชีพเจ้าพ่อ

    เม็กซิโกเดือด! สั่งล็อกดาวน์ “เปอร์โต วัลลาร์ตา” ด่วน! หลังกองทัพปลิดชีพเจ้าพ่อ

    เม็กซิโกเดือด! สั่งล็อกดาวน์

    เม็กซิโกเดือด! สั่งล็อกดาวน์ “เปอร์โต วัลลาร์ตา” ด่วน! หลังกองทัพปลิดชีพเจ้าพ่อ

    คมจบให้เกิดอะไรขึ้นที่เม็กซิโก! ล่าสุด สหรัฐฯ และแคนาดาประกาศคำสั่ง “Shelter in Place” สั่งนักท่องเที่ยวใน “เปอร์โต วัลลาร์ตา” และรัฐฮาลิสโก หลบในที่พักด่วน หลังเกิดเหตุจลาจลทั่วเมืองจากการที่กองทัพเม็กซิโกวิสามัญ “เอล เมนโช” ผู้นำกลุ่มคาร์เทล CJNG ผู้ทรงอิทธิพลที่สุด ขณะที่กลุ่มติดอาวุธตอบโต้ด้วยการเผารถ-ปิดถนน-กราดยิงสนามบิน ทำการบินเป็นอัมพาต!

    เม็กซิโกเดือด! สั่งล็อกดาวน์

    สถานการณ์ในประเทศเม็กซิโกทวีความรุนแรงขึ้นทันทีในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากกองทัพเม็กซิโกเปิดปฏิบัติการสายฟ้าแลบในเมืองทาพัลพา (Tapalpa) รัฐฮาลิสโก (Jalisco) จนนำไปสู่การปะทะกันอย่างรุนแรง ผลที่ตามมาคือการเสียชีวิตของ “เนเมสิโอ รูเบน โอเซเกรา เซอร์วันเทส” หรือที่รู้จักกันในนาม “เอล เมนโช” (El Mencho) หัวหน้ากลุ่มคาร์เทลรุ่นใหม่ฮาลิสโก (CJNG) ซึ่งเป็นกลุ่มอาชญากรที่โหดเหี้ยมและมีอิทธิพลที่สุดกลุ่มหนึ่งของโลก

    เม็กซิโกเดือด! สั่งล็อกดาวน์

    หลังข่าวการเสียชีวิตของ “เอล เมนโช” แพร่สะพัด สมาชิกกลุ่มคาร์เทลได้ออกมาตอบโต้อย่างบ้าคลั่งด้วยการทำ “Narco-blockades” หรือการนำรถบัสและรถยนต์มาเผากลางถนนเพื่อปิดกั้นเส้นทางจราจรในหลายรัฐ รวมถึงเมืองท่องเที่ยวชื่อดังอย่าง “เปอร์โต วัลลาร์ตา” (Puerto Vallarta) มีรายงานเสียงปืนดังสนั่นในหลายจุด รวมถึงความพยายามบุกยึดสนามบินในกวาดาลาฮารา (Guadalajara) จนสร้างความตื่นตระหนกแก่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติอย่างหนัก

    เม็กซิโกเดือด! สั่งล็อกดาวน์

    กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ และแคนาดา ได้ออกประกาศเตือนระดับสูงสุด สั่งให้พลเมืองของตนที่อยู่ในพื้นที่รัฐฮาลิสโกและเปอร์โต วัลลาร์ตา “Shelter in Place” หรือกักตัวอยู่แต่ภายในที่พักและโรงแรม ห้ามออกไปภายนอกโดยเด็ดขาด เนื่องจากสถานการณ์ยังไม่นิ่งและเสี่ยงต่อการถูกลูกหลงจากการปะทะ ขณะที่สนามบินนานาชาติเปอร์โต วัลลาร์ตา (PVR) ต้องระงับการให้บริการชั่วคราว สายการบินยักษ์ใหญ่อย่าง Air Canada และ WestJet ประกาศยกเลิกเที่ยวบินทั้งหมด ทำให้นักท่องเที่ยวจำนวนมากติดค้างอยู่ภายในรีสอร์ทโดยมีกำลังทหารและตำรวจติดอาวุธหนักเข้าควบคุมสถานการณ์รอบเมือง

    เม็กซิโกเดือด! สั่งล็อกดาวน์

    ผู้ว่าการรัฐฮาลิสโกได้ประกาศยกระดับความมั่นคงเป็น “ระดับสีแดง” (Code Red) พร้อมสั่งระงับการให้บริการรถสาธารณะและแอปพลิเคชันเรียกรถทั้งหมด เพื่อความปลอดภัยและเปิดทางให้เจ้าหน้าที่รัฐเข้าควบคุมพื้นที่ ยืนยันจะปราบปรามกลุ่มอิทธิพลมืดให้สิ้นซากแม้จะมีการโต้ตอบด้วยความรุนแรงก็ตาม

    เม็กซิโกเดือด! สั่งล็อกดาวน์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/foreign/613766&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2GW_9y7k34zUZVef4ggUNJ

  • “พิพัฒน์” เผยเดินหน้าสร้างดิสนีย์แลนด์ในไทย ดึงท่องเที่ยว

    “พิพัฒน์” เผยเดินหน้าสร้างดิสนีย์แลนด์ในไทย ดึงท่องเที่ยว

    อย่างไรก็ดี นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ยืนยันว่าไม่มีกาสิโน ในส่วนของ entertainment เราไม่จำเป็นต้องมีกาสิโน เราก็สามารถดึงนักท่องเที่ยวมาได้ ผมให้สัมภาษณ์มาโดยตลอดว่า ตรงนี้ไม่มีคำว่ากาสิโนเด็ดขาด

    “ขอตอกกลับไปสู่อาจารย์บางท่านที่ไม่ทันได้ฟัง ก็มามั่วใส่ผม กล่าวหาว่าผมจะเอาเรื่องกาสิโนมา ขอฝากไปที่อาจารย์นะครับ ท่านสอนนิสิตนักศึกษาไปแล้ว ก็ควรจะมีจิตสำนึกที่ดี อันนี้ขอตอบโต้แบบแรงๆ”

    แผนการพัฒนาพื้นที่ใน EEC

    นายพิพัฒน์ กล่าวอีกว่า การจัดสรรพื้นที่ทีมงานของ EEC มาหารือ ปรากฏว่าเขาได้สำรองที่ไว้ทั้งหมดประมาณ 15,000 ไร่ จึงไปว่าขอใช้พื้นที่สำหรับในส่วนของกีฬาและของสวนสนุกประมาณ 5,000 ไร่ พื้นที่สีเขียว (Green Area) ใน 15,000 ไร่ ถือเป็นพื้นที่กรีนแอเรีย จะไม่มีส่วนของโรงงานอุตสาหกรรมมาอยู่ในบริเวณตรงนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของโรงพยาบาล ในเรื่องของ medical มาเป็นศูนย์รวมเป็นองค์ประกอบใน  EEC ที่จะเป็นการดึงนักท่องเที่ยวเข้ามา

    มูลค่าการลงทุน

    นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า ในเรื่องของกีฬา เรื่องของสวนสนุก มูลค่าการลงทุน คาดการณ์ว่าโครงการกีฬาและสวนสนุกจะใช้เงินลงทุนประมาณ 300,000 – 350,000 ล้านบาท และเมื่อรวมกับโครงการพื้นฐานเดิมอาจสูงถึง 600,000 – 700,000 ล้านบาท จะช่วยสร้างงานมหาศาล

    การเมืองและการจัดตั้งรัฐบาล

    นายพิพัฒน์ ระบุว่า วันนี้พรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล เรามีการแถลงข่าวร่วมกับพรรคเพื่อไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และมีการแถลงข่าวร่วมกับพรรคเล็กๆ ต่างๆ

    “จะมีการเสนอ นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป ต้องรอให้ กกต. รับรองผลของการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ.69 ที่ผ่านมา ขณะที่เรารวบรวมได้ 300 เสียง ถือว่ามีเสถียรภาพ เพราะเราเกินกว่าครึ่งหนึ่งไปถึง 50 เสียง

    เมื่อถามว่า ปิดรับพรรคกล้าธรรมแล้วหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า อยู่ที่กรรมการบริหารพรรคและหัวหน้าพรรคเป็นผู้ตอบคำถามนี้

    เมื่อถามถึงมีการร้องเรียนให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า เรื่องการเลือกตั้งจะเป็นโมฆะหรือไม่โมฆะ เป็นหน้าที่ของส่วนต่างๆ ไม่ว่าผู้ตรวจการแผ่นดิน ศาลปกครอง หรือศาลรัฐธรรมนูญ เป็นเรื่องของ กกต. ตนไม่สามารถที่จะไปวิเคราะห์หรือวิจารณ์ได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/politics/378973913&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01I20Vxu8DBcR7Gqz6RKB2

  • เอกชน “ภูเก็ต” เสนอ “รัฐบาลใหม่” ปลดล็อค 3 ข้อให้ภูเก็ตไปต่ออีกไกล!

    เอกชน “ภูเก็ต” เสนอ “รัฐบาลใหม่” ปลดล็อค 3 ข้อให้ภูเก็ตไปต่ออีกไกล!

    นายภูมิกิตต์ รักแต่งาม ประธานมูลนิธิพัฒนาการท่องเที่ยวยั่งยืนและตัวแทนภาคเอกชนจังหวัดภูเก็ต สะท้อนมุมมองต่อรัฐบาลใหม่ที่กำลังอยู่ในระหว่างการจัดตั้ง เน้นย้ำถึงการเร่ง 4 ประเด็นที่รัฐบาลต้องปลดล็อค ซึ่งจะช่วยให้ “ภูเก็ต” สามารถไปต่อได้ไกลกว่าเดิม

    การก่อสร้างศูนย์ประชุมนานาชาติ

    นายภูมิกิตต์ระบุว่า คือ เรื่องที่สำคัญเป็นอันดับแรก ที่จะทำให้ภูเก็ตไปต่อได้ ภูเก็ตจำเป็นต้องมีสถานที่จัดงานระดับโลกเพื่อรองรับกลุ่ม MICE และงานสัมนาระดับโลกต่างๆ เพื่อดึงดูดเม็ดเงินที่มีอยู่มหาศาล

    อย่างไรก็ตาม เมื่อสอบถามถึงความคืบหน้าในปัจจุบัน นายภูมิกิตต์กล่าวว่า “ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ เลย” ซึ่งถือเป็นประเด็นที่น่ากังวลสำหรับภาคเอกชน

    ทั้งนี้ สมาคมผู้ประกอบการนำเที่ยวภูเก็ต เคยระบุไว้ในคราวรัฐบาลของอดีตนายกเศรษฐา ทวีสินว่า ภูเก็ตเผชิญสภาวะขาดแคลนสถานที่จัดงานในระดับศูนย์ประชุมนานาชาติ ซึ่งแยกตัวเป็นเอกเทศจากส่วนของโรงแรมมานานกว่า 20 ปี โดยมีความต้องการศูนย์ประชุมขนาดอย่างน้อย 10,000 ตารางเมตร ที่รองรับคนได้กว่า 5,000 คน เพื่อดึงดูดงานแสดงสินค้าและงานประชุมวิชาการระดับโลก

    จากการที่ โพสต์ทูเดย์ รวบรวมข้อมูล พบว่าโครงการศูนย์ประชุมนานาชาติใน “ภูเก็ต” เป็นโครงการที่เคยเกิดขึ้นและต้องล้มพับไปแล้วหลายครั้ง

    ครั้งแรกเกิดขึ้นในปี 2553 ยุครัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งเคยอนุมัติให้จัดตั้งศูนย์ประชุมและนิทรรศการนานาชาติภูเก็ต บนที่ดินราชพัสดุ 150 ไร่ ณ หาดไม้ขาว อำเภอถลาง โดยจัดสรรงบประมาณ 2,600 ล้านบาท ภายใต้แผน “ไทยเข้มแข็ง (Thai Khem Khaeng)” เพื่อออกแบบและก่อสร้างศูนย์ประชุมฯ ขนาดใหญ่ เพื่อรองรับกิจกรรมระดับนานาชาติ

    อย่างไรก็ตามพบข้อท้วงติงจากหลายหน่วยงานและยุติโครงการไปในยุคของรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

    ต่อมาโครงการก่อสร้างศูนย์ประชุมฯ ถูกรื้ออีกครั้งในสมัยของ รัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่มีการเปลี่ยนสถานที่ และมีความคิดจะเปลี่ยนจากศูนย์ประชุมนานาชาติ เป็น ศูนย์สุขภาพนานาชาติ

    ในยุคของรัฐบาลเศรษฐา ต่อเนื่องถึงนางสาวแพทองธาร โครงการได้ถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ และมีการอนุมัติงบประมาณวงเงินกว่า 5,000 ล้านบาท เพื่อเดินหน้าก่อสร้างศูนย์สุขภาพนานาชาติอย่างเต็มรูปแบบแทนจากที่เป็นศูนย์ประชุมนานาชาติอย่างเดียว

    ทั้งนี้ นายภูมิกิตต์ยืนยันว่า อยากให้โครงการมีความคืบหน้ารวดเร็ว เนื่องจากภูเก็ตพยายามที่จะเสนอตัวจัดงาน Specialized Expo 2028 ในธีม “Longevity” ซึ่งเท่ากับว่าต้องก่อสร้างให้เสร็จทันการจัดงาน

    นายภูมิกิตต์ รักแต่งาม

    การเร่งรัดโครงสร้างพื้นฐานที่ค้างท่อ

    นายภูมิกิตต์ ระบุว่าปัญหาโครงสร้างพื้นฐานก็เป็นสิ่งที่ค้างคามานานและต้องได้รับการลงมือทำทันที โดยเน้นย้ำว่า “รอไม่ได้แล้ว” ซึ่งมีประเด็นหลักที่ต้องจัดการคือ ปัญหาการจราจร ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อคุณภาพชีวิตและการเดินทางท่องเที่ยว รวมไปถึงโครงการอุโมงค์ต่างๆ ที่ยังค้างท่ออยู่ ควรจะต้องได้รับการอนุมัติและดำเนินการให้เสร็จสิ้นทั้งหมด

    การผลักดันให้ภูเก็ตเป็น เขตเศรษฐกิจพิเศษ

    โดยเป็นข้อเสนอเพื่อการเติบโตในระยะยาว ทั้งนี้ นายภูมิกิตต์มองว่า เขตเศรษฐกิจพิเศษจะสามารถทำให้เกิดการปลดล็อกข้อจำกัดด้านงบประมาณ

    หากเปรียบเทียบเป็น “นักวิ่งมาราธอน” ภูเก็ตเหมือนลูกที่วิ่งมาราธอนเก่ง แต่การจะวิ่งระยะ 42 กิโลเมตรให้ไหว ต้องได้รับ “อาหาร” ซึ่งก็คืองบประมาณและทรัพยากรที่แตกต่างและมากกว่า นักวิ่งระยะ 10 หรือ 21 กิโลเมตร หากอาหารไม่ถึง นักวิ่งก็จะหมดแรงและไปต่อไม่ได้

    เพราะฉะนั้นการเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษจะช่วยให้ภูเก็ตได้รับการจัดสรรงบประมาณที่เหมาะสมกับศักยภาพในการสร้างรายได้ให้กับประเทศ

    …..

    เอกชน “ภูเก็ต” เสนอ “รัฐบาลใหม่” ปลดล็อค 3 ข้อให้ภูเก็ตไปต่ออีกไกล!

    นอกจากนี้ นายภูมิกิตต์ ยังสะท้อนว่ารัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวเท่ากับภาคการส่งออก อุตสาหกรรม หรือเกษตรกรรม

    “ผมมองว่า การท่องเที่ยวเป็นเครื่องยนต์หลักของประเทศ แต่ไม่ค่อยมีใครมาดูเรื่องนี้จริงจังเท่าไหร่”

    โดยมองว่าปัจจุบันรัฐบาลมักจะหวังผลจากการท่องเที่ยวมาก แต่กลับดูแลและจัดการอุปสรรคน้อยเกินไป อีกทั้งไม่สามารถอาศัย “ของเดิม” แล้วหวังผลมากขึ้นได้  จึงต้องการให้รัฐบาลใหม่เข้ามาดูแลการพัฒนาการท่องเที่ยวในแต่ละส่วนอย่างจริงจังเพิ่มขึ้น  คำว่าลงไปดูแต่ละส่วน เช่น ส่วนการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน การท่องเที่ยวแบบ Wellness ว่าแต่ละส่วนนั้นเจอกับปัญหาอะไร เป็นต้น

    ทั้งนี้ นายภูมิกิตต์กล่าวว่า สำหรับไตรมาส 1 ปี 2569 ภูเก็ตมีรายได้จากการท่องเที่ยวในระดับ “ดีมาก” แต่ภาพรวมในช่วงที่เหลือของปียังไม่สามารถรับปากได้ว่าตัวเลขจะดีต่อเนื่องหรือไม่ และค่อนข้างมีความกังวล เนื่องจากปัจจัยเรื่องค่าเงินยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ

    โดยเฉพาะในไตรมาส 2 และ 3 ที่จะเป็นฤดูของนักท่องเที่ยวจาก “ออสเตรเลีย” เนื่องจากค่าเงินบาทแข็งค่าเมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่างอินโดนีเซีย (บาหลี)

    นอกจากนี้ยังมีอุปสรรคเรื่องเที่ยวบินตรง ที่ปัจจุบันสายการบินไทย (TG) ไม่ได้บินตรงจากออสเตรเลียเข้าภูเก็ต แต่เปลี่ยนไปบินเข้ากรุงเทพฯ ทั้งหมด.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-life/738402&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2z7ApN-VazXOQmUoIX_jvc