Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • หั่นดอกเบี้ยเหลือ 1% ปลุกชีพจรเศรษฐกิจไทย

    หั่นดอกเบี้ยเหลือ 1% ปลุกชีพจรเศรษฐกิจไทย

    การประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงสู่ระดับ 1 % ของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา คือการส่งสัญญาณผ่อนคลายทางการเงินที่แรงที่สุดในรอบหลายปี เพื่อสู้กับภาวะเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ

        โดยมุ่งหวังให้ต้นทุนเงินกู้ที่ถูกลงเป็น “แรงอัดฉีด” รีสตาร์ทเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่กำลังติดขัด ท่ามกลางวิกฤติหนี้ครัวเรือนที่ยังคงทรงตัวในระดับสูงเกือบ 90 % ต่อ GDP และความเสี่ยงจากภาวะเงินฝืดที่เริ่มปรากฏชัดจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่วนเวียนอยู่ในระดับต่ำกว่าเป้าหมาย 1- 3 % เป็นการผ่อนปรนภาระดอกเบี้ยจ่ายที่รุมเร้าภาคประชาชนและกลุ่ม SMEs ให้มีสภาพคล่องกลับมาหมุนเวียนได้อีกครั้ง

    ในเชิงบวกการหั่นดอกเบี้ยลงเหลือ 1% จะส่งผลโดยตรงต่อการกระตุ้นการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจที่มีหนี้สินสูง ซึ่งจะได้รับอานิสงส์จากภาระดอกเบี้ยจ่ายที่ลดลงทันที ขณะเดียวกันส่วนต่างดอกเบี้ยที่แคบลงกับตลาดโลกจะช่วยสกัดกั้นการแข็งค่าของเงินบาทที่กดดันภาคการส่งออก ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนหลักของ GDP ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยท่ามกลางสงครามการค้าโลก นอกจากนี้ยังเป็นการดึงเม็ดเงินจากบัญชีเงินฝากที่ให้ผลตอบแทนต่ำ เข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยงที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้มากกว่า เช่น ตลาดทุนและอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่งคั่งและแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจในวงกว้าง

        สิ่งที่ต้องดำเนินการนับจากนี้คือการเร่งประสิทธิภาพในการ “ส่งผ่านนโยบาย” เพื่อให้มั่นใจว่าการลดดอกเบี้ยนโยบายจะสะท้อนไปยังอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์อย่างรวดเร็วและทั่วถึง โดยเฉพาะการกำกับดูแลให้กลุ่มเป้าหมายอย่าง SMEs เข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ได้จริง ไม่ใช่เพียงตัวเลขบนกระดาษ นอกจากนี้ รัฐบาลต้องฉวยจังหวะต้นทุนการกู้เงินที่ต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์นี้ เร่งเบิกจ่ายงบประมาณลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสร้างงานและรายได้ กระตุ้นให้เกิด Multiplier Effect ในระบบเศรษฐกิจอย่างแท้จริง
        อย่างไรก็ตามนโยบาย “ยาแรง” นี้มาพร้อมผลข้างเคียงที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะปัญหาหนี้ครัวเรือนที่มียอดหนี้เสีย (NPLs) ในกลุ่มสินเชื่อรถยนต์และที่อยู่อาศัยพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การลดดอกเบี้ยอาจกลายเป็นดาบสองคมที่กระตุ้นให้เกิดการก่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้เพิ่มเติมหากขาดวินัยทางการเงิน รวมถึงความเสี่ยงในการเกิดภาวะ “กับดักสภาพคล่อง” (Liquidity Trap) ที่ต่อให้ดอกเบี้ยต่ำเพียงใด แต่หากความเชื่อมั่นไม่กลับมา เงินก็จะยังคงนิ่งอยู่ในระบบ ไม่เกิดการใช้จ่ายจริง ซึ่งจะนำไปสู่ภาวะเงินฝืดเรื้อรังที่แก้ยากยิ่งกว่า
        หากจะพูดว่าดอกเบี้ย 1% คือโอกาสทองในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ แต่คงไม่ใช่คำตอบสุดท้าย ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการบูรณาการนโยบายการเงินเข้ากับมาตรการคลังเฉพาะจุดอย่างมีเอกภาพ หากไทยไม่สามารถเปลี่ยน “เงินต้นทุนต่ำ” ให้กลายเป็นการเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) และขีดความสามารถในการแข่งขันได้ นโยบายนี้อาจเป็นเพียงการยื้อเวลาท่ามกลางความเปราะบางของระบบการเงินที่พร้อมจะปะทุขึ้นได้ทุกเมื่อ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/opinion/editorial/1222760&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0yjo0ybuMrRMmDB89x7Zqg

  • ราคาทอง วันนี้ 25/02/69 ประกาศครั้งที่ 17 ปรับลง 100 บาท รูปพรรณขายออก  77,000 บาท

    ราคาทอง วันนี้ 25/02/69 ประกาศครั้งที่ 17 ปรับลง 100 บาท รูปพรรณขายออก 77,000 บาท

    วันที่ 25 ก.พ.69 สมาคมค้าทองคำประกาศราคาทอง วันนี้ (25 ก.พ.2569) เมื่อเวลา 15.53 น. ปรับลง 100 บาท โดยมีรายละเอียดดังนี้

    ประกาศครั้งที่ 17

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 76,000 บาท

    • ขายออก บาทละ 76,200 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 74,481.08 บาท

    • ขายออก บาทละ 77,000 บาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/131391&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hMChUSuCH-zOLOhVDZ3Mo

  • กรมทะเล เฝ้าระวังเข้ม! คราบน้ำมันเรืออับปาง เร่งประสานอุดรอยรั่วสกัดกระทบแหล่งท่องเที่ยวภูเก็ต

    กรมทะเล เฝ้าระวังเข้ม! คราบน้ำมันเรืออับปาง เร่งประสานอุดรอยรั่วสกัดกระทบแหล่งท่องเที่ยวภูเก็ต

    กรมทะเล เฝ้าระวังเข้ม! คราบน้ำมันเรืออับปาง เร่งประสานอุดรอยรั่วสกัดกระทบแหล่งท่องเที่ยวภูเก็ต

    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 จากเหตุการณ์เรือ SEALLOYD ARC อับปางเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ได้รับรายงานจากเจ้าหน้าที่ศูนย์จัดการพื้นที่คุ้มครองหมู่เกาะราชา จังหวัดภูเก็ต และศูนย์อนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล จังหวัดภูเก็ต ในการติดตามผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทางทะเลว่า เบื้องต้นยังปรากฏคราบน้ำมันในบริเวณจุดอัปปางอย่างต่อเนื่อง และพบก้อนน้ำมัน (Tar ball) กระจายในบริเวณหาดกาฮัง เกาะเฮ ระยะทางประมาณ 80-100 เมตร ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวในบริเวณดังกล่าว โดยศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันระดมกำลังเก็บกู้คราบน้ำมันออกจากชายหาด และมีการวางทุ่นกั้นน้ำมัน (Boom) เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำมันไหลเข้าสู่แหล่งท่องเที่ยวสำคัญอื่นๆ เช่น หาดในหาน หาดราไวย์ และหาดกะตะ

    สำหรับแผนการจัดการในขั้นต่อไป ในวันพรุ่งนี้ทีมผู้เชี่ยวชาญเตรียมปฏิบัติการดำน้ำเพื่ออุดรูรั่วของเรือ หลังจากที่ภารกิจต้องล่าช้าไปหลายวัน เนื่องจากติดปัญหาการเจรจาค่าใช้จ่ายระหว่างบริษัทเจ้าของเรือและทีมสำรวจใต้น้ำ นอกจากนี้ ได้ร่วมกับเทศบาล อบต. และผู้ประกอบการท่องเที่ยวในพื้นที่ ในการเก็บคราบน้ำมันออกจากชายหาด พร้อมร่วมเก็บตัวอย่างก้อนน้ำมันเพื่อดำเนินการตรวจสอบ ซึ่งกรมฯ จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อเฝ้าระวังผลกระทบต่อทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งจังหวัดภูเก็ตต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/999724&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Gg1KySO3N9cL8I7qytzl-

  • กรุงศรี เอ็กซ์คลูซีฟ มองเศรษฐกิจโลก 2569 ฟื้นตัวท่ามกลางความผันผวน ชี้จังหวะกระจายพอร์ต ลดน้ำหนักหุ้นเทคสหรัฐฯ-เพิ่มโอกาสตลาดเกิดใหม่

    กรุงศรี เอ็กซ์คลูซีฟ มองเศรษฐกิจโลก 2569 ฟื้นตัวท่ามกลางความผันผวน ชี้จังหวะกระจายพอร์ต ลดน้ำหนักหุ้นเทคสหรัฐฯ-เพิ่มโอกาสตลาดเกิดใหม่

    โดยได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและการลงทุนของกรุงศรี และพันธมิตร อัปเดตมุมมองเศรษฐกิจและเทรนด์การลงทุนปี 2569 ให้กับลูกค้ากรุงศรี เอ็กซ์คลูซีฟ

    สรุปใจความสำคัญว่าปี 2569 แม้เริ่มเห็นสัญญาณเศรษฐกิจเข้าสู่วัฏจักรฟื้นตัว แต่ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์และปัจจัยเชิงโครงสร้างยังเป็นแรงกดดันสำคัญ ขณะที่กลยุทธ์ลงทุนควรให้น้ำหนักหุ้นมากกว่าตราสารหนี้ กระจายความเสี่ยง ลดการกระจุกตัวในหุ้นเทคฯใหญ่สหรัฐฯ ไปยังหุ้นขนาดกลาง-เล็ก หุ้นวัฏจักร และตลาดเกิดใหม่ พร้อมเน้นการบริหารพอร์ตอย่างยืดหยุ่น เพื่อรับโอกาสฟื้นตัวอย่างมีคุณภาพ

    เศรษฐกิจโลก 2569: “โตได้ แต่ไม่ง่าย”

    ดร. พิมพ์นารา หิรัญกสิ หัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจ และผู้บริหารสายงานวิจัย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ฉายภาพเศรษฐกิจโลกปี 2569 ว่าแม้ยังเติบโตได้ใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า แต่ต้องเผชิญบริบท “ระเบียบโลกใหม่” ที่เต็มไปด้วยการแบ่งขั้วทางสังคมและการเมือง

    โดยความเสี่ยงระยะสั้นในช่วง 1–2 ปีนี้มาจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์เป็นหลัก รองลงมาคือปัญหาข้อมูลบิดเบือนและความแตกแยกทางสังคม ขณะที่ความเสี่ยงระยะยาวใน 10 ปีข้างหน้า จะโยงกับปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศสุดขั้ว

    สำหรับเศรษฐกิจสหรัฐฯ แม้ยังเติบโตโดดเด่นจากเม็ดเงินลงทุนใน AI นโยบายการคลังและโอกาสที่ Fed จะลดดอกเบี้ยในช่วงกลางปี แต่สหรัฐฯ กลายเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโลกจากนโยบายกีดกันทางการค้า การขึ้นภาษีนำเข้า และความพยายามควบคุมจุดยุทธศาสตร์ต่างๆ ด้านยุโรปยังคงทรงตัว โดยมีภาคบริการที่ยังคงช่วยประคับประคองเศรษฐกิจ แต่ภาคการผลิต–ส่งออกยังคงอ่อนแรง

    ส่วนญี่ปุ่น แม้จะได้แรงหนุนจากภาคการท่องเที่ยว แต่ก็มีความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์กับประเทศจีน ซึ่งส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานสำคัญอย่างแร่หายาก (Rare Earth) ขณะที่จีนเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งการชะลอตัวของภาคการผลิตและบริการ วิกฤตอสังหาริมทรัพย์ที่ยังซบเซา โครงสร้างประชากรสูงวัย และหนี้สินของรัฐบาลท้องถิ่นที่สะสมจากการลงทุนมากเกินไปในช่วงที่ผ่านมา

    ในส่วนของเศรษฐกิจไทย ปี 2569 มีแนวโน้มเติบโตชะลอลงจากปีก่อน แม้มีแรงหนุนจากภาคการท่องเที่ยวและการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัล-ดาต้าเซ็นเตอร์ที่ยังคงเติบโตโดดเด่น แต่ยังต้องเผชิญแรงกดดันจากการส่งออก ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และการเข้าสู่สังคมสูงวัยขั้นสุดยอด (Super-aged society) ซึ่งล้วนเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องเร่งแก้ไข

    แนะรีวิวพอร์ตทุก 3 เดือน รับเศรษฐกิจฟื้น ชูหุ้นเกิดใหม่เด่นปี 69

    ด้าน Mr. David Chao, Global Market Strategist, Asia Pacific ex Japan, Invesco ได้แนะนำให้นักลงทุนทบทวนพอร์ตทุก 3 เดือนผ่าน 3 ขั้นตอน ได้แก่

    1. ประเมินภาพเศรษฐกิจมหภาค: เศรษฐกิจโลกปี 2569 มีความแข็งแกร่งและยืดหยุ่นกว่าที่หลายฝ่ายประเมินไว้มาก ซึ่งความกังวลเรื่องผลกระทบจากภาษีการค้าที่คาดว่าจะเข้ามากดดันให้เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นนั้นไม่ได้เกิดขึ้นจริง ส่งผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจกำลังก้าวออกจากภาวะชะลอตัวเข้าสู่วัฏจักรการฟื้นตัวอย่างชัดเจน

    นอกจากนี้ ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจคือ ทิศทางของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ปัจจุบันมีมูลค่าแพงเกินไปเมื่อเทียบกับสถิติในอดีต และมีแนวโน้มที่จะอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยกดดันหลักมาจากการคาดการณ์ว่า Fed จะยังคงเดินหน้าปรับลดอัตราดอกเบี้ย

    ในขณะที่ธนาคารกลางหลักอื่นๆ ทั่วโลกยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ รวมถึงความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ผ่อนคลายลง โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนที่กลับเข้าสู่ภาวะปกติและชะลอการตอบโต้กัน ถือเป็นแรงหนุนสำคัญต่อภูมิภาคเอเชีย ช่วยเปิดทางให้ประเทศโดยรอบรวมถึงเศรษฐกิจไทยมีโอกาสฟื้นตัวและกลับมาเติบโตได้ชัดเจนขึ้น

    2. กำหนดธีมการลงทุน: เมื่อเศรษฐกิจมหภาคเข้าสู่ภาวะฟื้นตัวและผู้คนในภูมิภาคหลักมีรายได้ที่แท้จริงสูงขึ้น ธีมการลงทุนในปีนี้จึงเปลี่ยนผ่านจากการเติบโตที่กระจุกตัวในหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ไปสู่การกระจายโอกาสในวงกว้างมากขึ้น

    โดยเฉพาะตลาดเกิดใหม่ที่ได้ประโยชน์จากปัจจัยสนับสนุนครบทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯเทียบกับสกุลเงินอื่น ธนาคารกลางในท้องถิ่นเริ่มอัดฉีดสภาพคล่องและลดอัตราดอกเบี้ย และราคาน้ำมันดิบที่ทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ

    3. จัดสรรสินทรัพย์ให้เหมาะสม: แนะว่ากลยุทธ์การจัดพอร์ตในปี 2569 ควรให้น้ำหนักไปที่หุ้นมากกว่าตราสารหนี้ และควรหลีกเลี่ยงการถือครองพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว เนื่องจากหากเกิดภาวะเงินเฟ้อแฝงจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ อัตราดอกเบี้ยที่อาจขยับขึ้นจะทำให้ราคาพันธบัตรปรับตัวลดลง

    สำหรับการเลือกลงทุนในตลาดหุ้น แนะนำให้ทำการปรับสมดุลพอร์ต โดยกระจายความเสี่ยงออกจากหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ ขนาดใหญ่ และโยกเม็ดเงินเข้าสู่หุ้นขนาดกลางและเล็กที่เน้นการเติบโต (Mid-cap & Small-cap Growth) รวมถึงหุ้นกลุ่มวัฏจักร (Cyclicals) ซึ่งจะทำผลงานได้ดีเป็นพิเศษในช่วงต้นของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

    นอกจากนี้ ควรเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นตลาดเกิดใหม่ (รวมถึงหุ้นไทยและเอเชีย) ที่ได้อานิสงส์ตรงจากดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่า และหากต้องการลงทุนในธีมเทคโนโลยีหรือ AI ควรพิจารณากระจายไปที่หุ้นกลุ่ม China AI ของจีน ซึ่งมีความแตกต่างจากสหรัฐฯ อย่างชัดเจน โดยเน้นการประยุกต์ใช้ในเชิงพาณิชย์ ผสานเข้ากับหุ่นยนต์และภาคการผลิตขั้นสูง ซึ่งมี Use Case ในการสร้างรายได้ที่จับต้องได้จริง

    เปิด 5 กองทุน Flagship ตอบโจทย์ทุกสภาวะตลาดปีนี้

    ด้านนายวิรัตน์ วิทยศรีธาดา, CFA ผู้บริหารฝ่ายกลยุทธ์และที่ปรึกษาการลงทุน และหัวหน้าทีม Krungsri Investment Intelligence ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ประเมินภาพรวมตลาดหุ้นปีนี้ว่ายังมีปัจจัยบวกจากเศรษฐกิจที่เติบโตได้ดี ทิศทางดอกเบี้ยขาลง ผลประกอบการที่แข็งแกร่ง และเม็ดเงินลงทุนใน AI ที่ยังคงสูง

    อย่างไรก็ตาม ตลาดยังมีความเสี่ยงเรื่อง Valuation ที่ตึงตัว การหมุนกลุ่มลงทุนจากความกังวลเรื่อง AI นโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์ และท่าทีของ Fed ที่ผ่อนคลายช้ากว่าคาด

    กรุงศรีจึงแนะนำกลยุทธ์จัดพอร์ตโดยมี Global Equity เป็นแกนหลัก (Core Port) และหาจังหวะลงทุนระยะสั้น (Tactical) ในตลาด Non-US พร้อมนำเสนอกองทุน Flagship ประจำปีผ่านธีม A.L.P.H.A ได้แก่

    • Asset Stability ผ่านกองทุนตราสารหนี้ KF-CSINCOME
    • Long-term AI Theme ผ่านกองทุนหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลกอย่าง KFHTECH-A
    • Portfolio Rebalancing ผ่านกองทุน KF-GEI-A เพื่อปรับสมดุล
    • Hands-on Allocation ด้วยกองทุน KFGDB-A ที่มีการปรับพอร์ตอย่างยืดหยุ่น และ
    • Active Selection ผ่านกองทุน KKP GNP-H ที่เน้นคัดเลือกหุ้นที่มีศักยภาพสูงในระยะยาว

    สำหรับการเจาะลึกกองทุนในธีม Portfolio Rebalancing อย่าง KF-GEI-A ถือเป็นทางออกสำคัญสำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนหุ้นโลกแต่กังวลความผันผวนของกลุ่ม AI โดย Mr. Ken Lin, CFA, CAIA, Managing Director, Head of Hong Kong and Southeast Asia Intermediary Business, Invesco ได้เผยกลยุทธ์หลักว่า กองทุน KF-GEI-A จะเน้นเฟ้นหาบริษัทระดับผู้นำที่มีกระแสเงินสดแข็งแกร่ง และไม่ไล่ราคาหุ้นเทคโนโลยีที่ Valuation แพงเกินไป

    ซึ่งกลยุทธ์นี้เองที่คุณวิรัตน์ หัวหน้าทีม Krungsri Investment Intelligence มองว่าเข้ามาช่วยสร้างสมดุลให้กับพอร์ตได้อย่างดีเยี่ยม เพราะนอกจาก 70-100% ของกองทุนจะเน้นลงทุนในหุ้นที่มีลักษณะเป็น “Dividend Compounder” ที่บริษัทสามารถจ่ายปันผลเติบโตได้อย่างสม่ำเสมอ

    การมีสัดส่วนหุ้นเทคน้อยกว่าตลาดยังช่วยลดความผันผวนได้อย่างชัดเจน เห็นได้จากตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาที่ตลาดเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีอย่างหนัก กองทุนนี้กลับแทบไม่ได้รับผลกระทบ ซ้ำยังสามารถทำผลตอบแทนบวกสวนทางตลาดได้อีกด้วย

    ในส่วนของกองทุน KFGDB-A ซึ่งกรุงศรีจัดให้อยู่ในธีม Hands-on Allocation นั้น Mr. Kelvin Lam, CAIA, Managing Director Head of Sales, Southeast Asia Retail and Private Bank Distribution, Allianz Global Investors ได้พาเจาะลึกความน่าสนใจในฐานะกองทุนประเภท Dynamic Asset Allocation ที่มีขอบเขตการลงทุนกว้างขวาง

    ครอบคลุมทั้งหุ้น ตราสารหนี้ ทองคำ และสินทรัพย์ทางเลือก จุดเด่นสำคัญคือการปรับพอร์ตเชิงรุก (Active Rotation) ตัวอย่างเช่น การกล้าถือเงินสดสูงถึง 30% ในยามวิกฤต หรือการสับเปลี่ยนไปลงทุนในหุ้นตลาดเกิดใหม่ (EM) และทองคำเมื่อมีจังหวะที่เหมาะสม

    ซึ่งนอกจากกลยุทธ์ที่ยืดหยุ่นแล้ว คุณวิรัตน์ยังได้เสริมจุดเด่นเพิ่มเติมว่า การที่กองทุนเลือกลงทุนผ่าน Euro Share Class จะช่วยลดต้นทุนการป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน (Hedging Cost) ได้อย่างมีนัยสำคัญอีกด้วย

    ปิดท้ายด้วยกองทุน KKP GNP-H ซึ่งตอบโจทย์ธีม Active Selection ของทางกรุงศรี โดย นางสาวลักษณ์ชนก สงวนรักศักดิ์ ผู้อำนวยการอาวุโส และผู้จัดการกองทุน-การลงทุนต่างประเทศ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนเกียรตินาคินภัทร จำกัดได้เจาะลึกถึงกระบวนการเฟ้นหาหุ้นแบบ Bottom-up ที่มีกระบวนการจัดสรรพอร์ต (Portfolio Allocation) ที่เป็นเอกลักษณ์

    โดยแบ่งสัดส่วนการบริหารพอร์ต 20% แรกให้กับทีม Research เป็นผู้คัดเลือกหุ้นโดยตรง และสัดส่วน 80% ที่เหลือจะกระจายให้ผู้จัดการกองทุนถึง 10 ท่าน เพื่อร่วมกันเฟ้นหาหุ้นบริษัทชั้นนำทั่วโลกให้เหลือเพียง 200 กว่าบริษัทที่เป็นผู้ชนะในธุรกิจนั้นๆ ซึ่งการไม่พึ่งพาผู้จัดการกองทุนเพียงคนเดียวนี้ ช่วยสร้างความต่อเนื่องให้กับการจัดการพอร์ตลงทุนได้อย่างดี

    สำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถรับชมย้อนหลังได้ผ่านช่องทาง YouTube: Krungsri Simple หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ KRUNGSRI EXCLUSIVE โทร 02-296-5566 LINE: @KrungsriExclusive

    ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนรวม มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต  

    KFGDB-A, KF-GEI-A ป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน จึงมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งอาจทำให้ผู้ลงทุนขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน/หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้ – KFHTECH-A ลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรม จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนควรขอคำแนะนำเพิ่มเติมก่อนทำการลงทุน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.onlinenewstime.com/krungsri-exclusive-forecasts-a-global-economic-recovery-in-2026/pr-news/amp/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07GFNzw2Ep6YkJkrvPscw3

  • รู้ก่อนรวยก่อน ส่อง 5 หุ้น น่าสนใจ 25/02/69

    รู้ก่อนรวยก่อน ส่อง 5 หุ้น น่าสนใจ 25/02/69

    วันที่ 25 ก.พ.2569 ส่องกล้องมองตลาดหุ้นไทยตัวไหนน่าลงทุนประจำวันที่ 25กุมภาพันธ์ 2569 โต๊ะเศรษฐกิจสยามรัฐอินไซด์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/131232&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Mq6xwlXKmxVWqPOM-C1gh

  • ที่พักประจวบคีรีขันธ์ ในเมือง ใกล้แหล่งท่องเที่ยว ราคาดี ปี 2026

    ที่พักประจวบคีรีขันธ์ ในเมือง ใกล้แหล่งท่องเที่ยว ราคาดี ปี 2026

    Home / PR NEWS / ที่พักประจวบคีรีขันธ์ ในเมือง ใกล้แหล่งท่องเที่ยว ราคาดี ปี 2026

    ใครกำลังมองหาที่พักประจวบคีรีขันธ์ติดทะเล ที่พักใกล้ถนนคนเดินประจวบห้ามพลาด มัดรวมมาให้เลือกถึง 5 สไตล์ 5 ที่พักประจวบใกล้แหล่งท่องเที่ยว เดินทางสะดวก อัปเดตปี 2569 ตั้งแต่บูติกโฮเทลไปจนถึงที่พักราคาประหยัด บรรยากาศดี จะมากับแฟน ครอบครัว หรือแท็กทีมมากับเพื่อนก็ลงตัว พร้อมให้คุณไปเดินเล่นถนนคนเดินยามเย็นได้แบบใกล้แค่เอื้อม

    แหล่งท่องเที่ยวประจวบคีรีขันธ์ยอดฮิต

    ประจวบคีรีขันธ์มีแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตที่หลากหลายตั้งแต่หัวหินลงไปถึงบางสะพาน พิกัดที่เที่ยวประจวบแนะนำ ได้แก่
    • อ่าวมะนาว หาดโค้งสวยน้ำใสในกองบิน 5 บรรยากาศเงียบสงบ เหมาะกับการพักผ่อนและแวะให้อาหารค่างแว่นสุดน่ารัก
    • ชายหาดหัวหิน ทะเลสุดคลาสสิกที่ห้ามพลาดกิจกรรมขี่ม้าเลียบหาด พร้อมเช็กอินคาเฟ่สวย ๆ หลากหลายสไตล์
    • สะพานสราญวิถี & ถนนคนเดิน แลนด์มาร์กสะพานแดงจุดชมวิวทะเลที่สวยที่สุด พร้อมเดินชิมของอร่อยที่ถนนคนเดินทุกเย็นวันศุกร์-เสาร์
    • เขาช่องกระจก พิชิตบันได 396 ขั้นสู่ยอดเขาใจกลางเมือง เพื่อสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์และชมวิวเมืองสามอ่าวแบบพาโนรามา
    • หาดเขาตะเกียบ หาดกว้างบรรยากาศดีที่รวมวิถีประมง ร้านอาหารทะเลสด ๆ และจุดไหว้พระชมวิวบนเขาไว้ในที่เดียว

    แนะนำ 5 ที่พักประจวบ ราคาดี บรรยากาศเยี่ยม

    ที่พักประจวบที่เดินทางสะดวกและใกล้แหล่งท่องเที่ยว จะช่วยให้ทริปปี 2569 สมบูรณ์แบบที่สุด ไม่ว่าจะเป็นโรงแรมในเมืองประจวบ ที่พักประจวบติดถนนเพชรเกษม หรือที่พักริมทะเลประจวบคีรีขันธ์ ก็พร้อมให้คุณเอนกายชาร์จพลังได้อย่างเต็มที่

    1. Seapine Beach Golf & Resort Hua Hin (ซีไพน์บีชกอล์ฟแอนด์รีสอร์ทหัวหิน)

    Seapine Beach Golf & Resort Hua Hin (ซีไพน์บีชกอล์ฟแอนด์รีสอร์ทหัวหิน) รีสอร์ทติดทะเลบรรยากาศสุดเอ็กซ์คลูซีฟ มีสนามกอล์ฟระดับมาตรฐานและสระว่ายน้ำกลางแจ้งขนาดใหญ่ให้พักผ่อนได้อย่างเต็มที่ ห้องพักกว้างขวางมองเห็นวิวทะเลพาโนรามา เหมาะสำหรับครอบครัว หรือกลุ่มเพื่อนที่มองหาความสงบและกิจกรรมสันทนาการที่ครบครันในที่เดียว

    2. Baan Kang Mung Hua Hin On The Beach (บ้านกางมุ้ง หัวหิน ออน เดอะ บีช)

    ที่พักประจวบติดทะเลสไตล์บ้านไม้สีขาวสุดอบอุ่นริมหาดเขาตะเกียบ ให้ความรู้สึกเหมือนมาพักบ้านพักตากอากาศส่วนตัว สิ่งอำนวยความสะดวกเน้นความเรียบง่ายแต่คลาสสิก สามารถเดินลงหาดได้ทันที เหมาะมากสำหรับครอบครัวที่ต้องการความเป็นกันเองในราคาที่สบายกระเป๋า

    3. Best Western Plus Carapace Hotel Hua Hin (โรงแรม เบสท์ เวสเทิร์น พลัส คาราเพซ หัวหิน)

    โรงแรม 4 ดาวดีไซน์โมเดิร์นที่มาพร้อมสวนน้ำและเครื่องเล่นสุดสนุกสนาน มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันทั้งฟิตเนสและคิดส์คลับ ห้องพักทันสมัยจัดเต็มด้วยเทคโนโลยีใหม่ ๆ เป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าสำหรับคนที่มองหาโรงแรมประจวบติดชายหาดในบรรยากาศทันสมัยและสนุกสนาน

    4. Addera Residence Hua Hin (แอดเดอร่า เรสซิเด้นซ์ หัวหิน)

    ที่พักสไตล์เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ราคาประหยัดที่สะอาดและปลอดภัย ให้บริการห้องพักขนาดใหญ่พร้อมครัวขนาดเล็กและระเบียงส่วนตัว ตอบโจทย์กลุ่มเพื่อนที่ต้องการความเป็นส่วนตัวและเดินทางไปแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ ได้ง่าย อยู่ใกล้ตลาดและร้านอาหารมากมาย

    5. The Palayana Resort & Villas Hua Hin (เดอะ ปาลายานา รีสอร์ท แอนด์ วิลล่า หัวหิน)

    รีสอร์ทหรูระดับ 5 ดาวที่มอบความเป็นส่วนตัวขั้นสุดด้วยพูลวิลล่าท่ามกลางสวนเขียวขจีริมชายหาดส่วนตัว มีบริการบัตเลอร์ดูแลอย่างใกล้ชิดและกิจกรรมพายคายัคหรือโยคะริมหาด เหมาะสำหรับครอบครัวที่ต้องการพักผ่อนแบบ Luxury

    เดินทางไปประจวบคีรีขันธ์ยังไงดี

    การเดินทางไปประจวบคีรีขันธ์สะดวกสบายและมีทางเลือกที่หลากหลาย ไม่ว่าคุณจะเน้นความรวดเร็วหรืออยากนั่งชมวิวข้างทางชิล ๆ ก็เลือกได้ตามสไตล์การท่องเที่ยว ดังนี้
    • รถยนต์ส่วนตัว ขับสะดวกผ่านถนนพระราม 2 เข้าสู่ถนนเพชรเกษม ใช้เวลาเพียง 3-4 ชั่วโมง แวะเที่ยวได้ตลอดทาง
    • รถไฟรางคู่หรือรถไฟด่วนพิเศษ ประหยัดเวลา พร้อมชมวิวสถานีรถไฟสุดคลาสสิก เลือกลงได้ทั้งสถานีหัวหินและประจวบฯ
    • รถตู้และมินิบัส ขึ้นได้ที่สายใต้ใหม่หรือหมอชิต 2 ออกเดินทางทุกชั่วโมง ส่งถึงตัวเมืองรวดเร็วในราคาสบายกระเป๋า
    • เครื่องบิน บินตรงลงสนามบินหัวหินแล้วต่อรถรับจ้างหรือเช่ารถเข้าเมืองประจวบฯ ได้ทันใจ เหมาะสำหรับคนเน้นความสะดวกและประหยัดเวลา

    จองที่พักประจวบกับแอป Traveloka ดียังไง

    จองที่พักเมืองประจวบคีรีขันธ์ให้คุ้มค่าและมั่นใจต้องแอป Traveloka ที่รวมดีลและโปรโมชันสมาชิกพร้อมระบบชำระเงินที่ปลอดภัย เพียงค้นหาก็เลือกที่พักได้ทุกสไตล์ตามงบประมาณ พร้อมตัวช่วยตัดสินใจจากรีวิวจริง จองง่ายไม่กี่ขั้นตอนก็ได้ราคาประหยัด แถมอุ่นใจด้วยฟีเจอร์การันตีเช็กอิน หากพบปัญหาพร้อมหาที่พักใหม่หรือคืนเงินทันที สะดวกและคุ้มค่าที่สุด

    จองที่พักประจวบง่าย ๆ ให้แอป Traveloka ดูแล ครบจบในแอปเดียว

    การจองที่พักประจวบคีรีขันธ์จะกลายเป็นเรื่องง่ายเมื่อใช้แอป Traveloka ที่รวบรวมที่พักหลากหลายสไตล์มาไว้ในที่เดียว ทั้งโรงแรมหรู 5 ดาว รีสอร์ทริมทะเล โฮเทลดี ไปจนถึงที่พักราคาประหยัด สะอาดและปลอดภัย ตอบโจทย์ทุกกลุ่มไม่ว่าจะมากับครอบครัว กลุ่มเพื่อน หรือสายเที่ยวคนเดียว

    แอป Traveloka ช่วยให้การวางแผนจองที่พักประจวบได้อย่างราบรื่น เพียงแค่ค้นหา เปรียบเทียบราคา และอ่านรีวิวจริงจากผู้เข้าพัก ก็เลือกที่พักที่โดนใจได้ในราคาที่ดีที่สุด มีดีลพิเศษและส่วนลดเพิ่มเติมอีกมากมาย ขั้นตอนการจองง่ายและรวดเร็ว รองรับการชำระเงินที่หลากหลายและปลอดภัย ให้การเดินทางท่องเที่ยวประจวบคีรีขันธ์เต็มไปด้วยความสะดวกสบาย คุ้มค่า และไร้ความกังวล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mthai.com/news/pr/407506.html&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0WmDxzj2rM959nokF3HR3B

  • เกาะบาหลีป่วน ฝนตกหนักน้ำท่วมฉับพลัน เร่งอพยพนักท่องเที่ยว

    เกาะบาหลีป่วน ฝนตกหนักน้ำท่วมฉับพลัน เร่งอพยพนักท่องเที่ยว

    เกาะบาหลี แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของประเทศอินโดนีเซียน้ำท่วมอ่วม หลังเผชิญฝนตกหนักต่อเนื่องหลายวัน บางพื้นที่ระดับน้ำสูงเกิน 1.5 เมตร เร่งอพยพทั้งชาวบ้านและนักท่องเที่ยวจำนวนมาก

    เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า บริเวณย่านเทวีศรี ในเขตกูตา บนเกาะบาหลีได้รับผลกระทบหนัก หลังระดับน้ำเพิ่มสูงอย่างรวดเร็ว ทำให้ประชาชนจำนวนหนึ่งติดอยู่ภายในบ้านพัก ขณะที่ทีมค้นหาและกู้ภัยบาหลีเร่งลงพื้นที่ช่วยเหลือ โดยใช้ต้องเรือยางอพยพผู้ประสบภัยออกจากพื้นที่เสี่ยง

    รายงานระบุว่า มีผู้ได้รับการอพยพอย่างน้อย 12 คน รวมถึงผู้หญิง เด็ก และผู้ที่ติดอยู่ภายในรถยนต์ซึ่งไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้จากระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้น

    นอกจากกูตาแล้ว พื้นที่ท่องเที่ยวยอดนิยมอื่น ๆ ของบาหลี ต่างได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมเช่นกัน โรงแรม เกสต์เฮาส์ และวิลล่าหลายแห่งมีน้ำไหลเข้าท่วม ทำให้นักท่องเที่ยวจำนวนมากต้องย้ายไปยังที่พักที่ปลอดภัยกว่า

    โดยฝนที่ตกหนักยังเพิ่มความเสี่ยงต่อดินถล่มและน้ำหลากฉับพลันในบางพื้นที่ สร้างความกังวลต่อภาคการท่องเที่ยวของเกาะบาหลี ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัว 

    ล่าสุดทางการท้องถิ่นเตือนประชาชนและนักท่องเที่ยวให้ติดตามประกาศพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด และหลีกเลี่ยงพื้นที่ลุ่มต่ำหรือบริเวณใกล้ลำคลองในช่วงที่ยังมีฝนตกต่อเนื่อง.

    ที่มา : Channelnewsasia

    คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ บาหลี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2916366&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19RPOXSh-Dgr3HI_IFIY-y

  • กรมประมงดัน “ปลาพลวงชมพู” ขึ้นแท่นสินค้า GI ดาวรุ่งตัวใหม่ของจังหวัดยะลา ยกระดับของดีประจำถิ่นสู่สินค้ามูลค่าสูง กระตุ้นเศรษฐกิจจังหวัดชายแดนใต้

    กรมประมงดัน “ปลาพลวงชมพู” ขึ้นแท่นสินค้า GI ดาวรุ่งตัวใหม่ของจังหวัดยะลา ยกระดับของดีประจำถิ่นสู่สินค้ามูลค่าสูง กระตุ้นเศรษฐกิจจังหวัดชายแดนใต้

    กรมประมงเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพประมงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ หนึ่งในนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มุ่งยกระดับรายได้เกษตรกร เสริมสร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจฐานรากและภาคการเกษตรอย่างยั่งยืน พร้อมผลักดันปลาพลวงชมพูสู่สินค้า GI ตัวใหม่ของจังหวัดยะลา ต่อจากความสำเร็จจาก “ปลานิลสายน้ำไหลเบตง” ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ไทยไปก่อนหน้านี้ เพื่อยกระดับอาหารไทยสู่พลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ด้วยเมนูพื้นถิ่นอันโดดเด่น สร้างเสน่ห์ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

    นายมานพ หนูสอน รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า…ภายใต้การดำเนินโครงการดังกล่าว กรมประมงได้ส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงสัตว์น้ำเศรษฐกิจชนิดต่าง ๆ โดยเฉพาะ “การเลี้ยงปลาพลวงชมพู” โดยการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีในการเลี้ยง ควบคู่กับการสนับสนุนลูกพันธุ์ปลาพลวงชมพูและปัจจัยการผลิต เพื่อเป็นทุนเริ่มต้นในการประกอบอาชีพ ปัจจุบันมีเกษตรกรในพื้นที่หันมาเลี้ยงปลาพลวงชมพูเพิ่มขึ้น สะท้อนถึงความสำเร็จของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผ่านการส่งเสริมอาชีพด้านประมง สร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกร พร้อมพัฒนาต่อยอดสู่สินค้า GI ภายใต้นโยบายของ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมสอดคล้องกับแนวคิด “FISHERIES CONNECT FOR SUSTAINABILITY” ของนางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง ในการประสานความเชื่อมโยงภาคการประมงสู่ความยั่งยืน พร้อมผลักดันสินค้าประมงที่มาจากสัตว์น้ำอัตลักษณ์พื้นถิ่น มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน ตอบโจทย์ตลาด ควบคู่การสร้างตราสินค้าเพื่อเพิ่มมูลค่าของสินค้า เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคงและเติบโตได้อย่างเข้มแข็ง

    โดยล่าสุด กรมประมงได้เสนอทางจังหวัดยะลา เพื่อขอขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ไทย (Geographical Indication : GI) รายสินค้า “ปลาพลวงชมพูฮาลาบาลา” การขึ้นทะเบียนดังกล่าวถือเป็นการรับรองว่าสินค้ามีคุณลักษณะเฉพาะที่เชื่อมโยงกับแหล่งกำเนิดทางภูมิศาสตร์ เนื่องจาก “ปลาพลวงชมพู” หรือ “ปลากือเลาะห์” เป็นปลาน้ำจืดพื้นถิ่นหายากที่มีแหล่งกำเนิดและอาศัยอยู่ในลำธารของเทือกเขาสันกาลาคีรี โดยเฉพาะบริเวณป่าฮาลา-บาลา และเป็นปลาประจำจังหวัดยะลา ที่มีความโดดเด่น ทั้งรูปลักษณ์ สีสัน เนื้อสัมผัส และรสชาติ ที่เกิดจากความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งน้ำและสภาพภูมิประเทศ จนได้รับการยอมรับให้เป็นหนึ่งใน “ของดีจังหวัดยะลา” ทั้งนี้ การผลักดันปลาพลวงชมพูสู่การเป็นสินค้า GI ถือเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ สามารถต่อยอดสู่เมนูเด่นด้านอาหารของไทย เป็นแรงดึงดูดต่อนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวจังหวัดยะลา สร้างเศรษฐกิจชุมชนให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

    รองอธิบดีกรมประมง กล่าวเพิ่มเติมว่า…เพื่อติดตามความก้าวหน้าโครงการอย่างต่อเนื่อง จึงได้ลงพื้นที่จังหวัดยะลา เข้าเยี่ยมชมการเพาะเลี้ยงของเกษตรกร และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นถึงแนวทางพัฒนาโครงการให้เกิดประโยชน์กับชุมชนมากยิ่งขึ้น โดยได้เข้าเยี่ยมชมฟาร์มของนายทศพล รุ่งเรืองใบหยก ตำบลตาเนาะแมเราะ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ซึ่งเป็นเกษตรกรต้นแบบภายใต้โครงการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพประมงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และเป็นหนึ่งใน 11 ฟาร์ม ที่มีความพร้อมในการยื่นขออนุญาตใช้ตราสัญลักษณ์สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) “ปลานิลสายน้ำไหล” สินค้าอัตลักษณ์พื้นถิ่นของจังหวัดยะลา อีกทั้ง ฟาร์มดังกล่าวได้รับการรับรองมาตรฐานการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดีสำหรับฟาร์มเลี้ยงสัตว์น้ำเพื่อการบริโภค (มกษ. 7436-2563) และมีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำหลากหลายชนิด อาทิ ปลาพลวงชมพู ปลานิลสายน้ำไหล ปลาจีน และปลาดุก ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพการบริหารจัดการฟาร์มอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

    นอกจากนี้ ยังได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมฟาร์มเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงปลาพลวงชมพูแบบระบบปิด ของนายณัฐรัฐ เดือนจำรูญ ตำบลสะเตงนอก อำเภอเมือง จังหวัดยะลา ซึ่งเป็นรูปแบบการเลี้ยงในระบบปิดน้ำหมุนเวียนและมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นต้นแบบการผลิตปลาพลวงชมพูคุณภาพ อย่างไรก็ตาม ยังพบปัญหาปลามีอัตราการเจริญเติบโตช้า จึงได้มอบหมายให้สำนักงานประมงจังหวัดยะลา ร่วมกับศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดยะลา เข้าตรวจสอบ วิเคราะห์หาสาเหตุ และให้คำแนะนำทางวิชาการเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการเลี้ยงและคุณภาพผลผลิต ก่อนขยายผลสู่การส่งเสริมเป็นอาชีพทางเลือกให้แก่เกษตรกรในพื้นที่

    สำหรับในปีงบประมาณ 2569 กรมประมง มีแนวทางส่งเสริมและพัฒนาการเลี้ยง “ปลาพลวงชมพู”เชิงพาณิชย์อย่างครบวงจร เพื่อยกระดับมาตรฐานการเพาะเลี้ยงให้มีคุณภาพ ตั้งแต่การผลิตลูกพันธุ์ การอนุบาล ระบบการเลี้ยง ไปจนถึงการผลิตตามมาตรฐาน GAP อันเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า เพิ่มรายได้และความมั่นคงทางอาชีพให้แก่เกษตรกร ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรอย่างยั่งยืน ภายใต้หลักการ “คืน คง เพิ่ม เติมสัตว์น้ำบริเวณแหล่งก่อเกิดทรัพยากรประมง” เพื่อการพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างเข้มแข็งต่อไป ทั้งนี้ เกษตรกรและผู้ที่สนใจต้องการข้อมูลด้านการเพาะเลี้ยงปลาพลวงชมพูเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียด ได้ที่สำนักงานประมงจังหวัดยะลา โทร 0 7321 3971 หรือ ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดยะลา โทร 0 7329 7042 …รองอธิบดีฯ กล่าวในตอนท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/999598&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2alJ7PqmjLX6nEdo4BnBzB

  • ด่วน! “พายุฤดูร้อน” จ่อถล่ม 50 จังหวัด เตือนระวังฝนตกหนัก-ลมกระโชกแรง | เดลินิวส์

    ด่วน! “พายุฤดูร้อน” จ่อถล่ม 50 จังหวัด เตือนระวังฝนตกหนัก-ลมกระโชกแรง | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 25 ก.พ. พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้าว่า ประเทศไทยตอนบนมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น โดยมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ลูกเห็บตก และฝนตกหนักบางแห่ง รวมถึงฟ้าผ่าที่อาจเกิดขึ้นได้บางพื้นที่ เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนปกคลุมด้านตะวันออกของภาคตะวันออกเฉียงเหนือและทะเลจีนใต้แล้ว ส่งผลทำให้มีลมใต้และลมตะวันออกเฉียงใต้พัดนำความชื้นเข้ามาปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และอ่าวไทย ประกอบกับจะมีคลื่นกระแสลมฝ่ายตะวันตกจากประเทศเมียนมาเคลื่อนเข้าปกคลุมภาคเหนือ ในขณะที่ประเทศไทยตอนบนมีอากาศร้อน ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากพายุฤดูร้อน โดยหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ สิ่งปลูกสร้าง และป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง

    สำหรับเกษตรกรควรเสริมความแข็งแรงให้ไม้ผล และเตรียมการป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับผลผลิตทางการเกษตรและสัตว์เลี้ยง รวมทั้งดูแลรักษาสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนไว้ด้วย

    สำหรับภาคใต้มีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง เนื่องจากลมตะวันออกและลมตะวันออกเฉียงใต้พัดปกคลุมอ่าวไทย ภาคใต้ และทะเลอันดามัน ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทย มีกำลังปานกลาง โดยมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ขอให้ชาวเรือบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันเดินเรือด้วยความระมัดระวัง

    ฝุ่นละอองในระยะนี้ ประเทศไทยตอนบนมีการสะสมของฝุ่นละอองหรือหมอกควันอยู่ในเกณฑ์ปานกลางถึงค่อนข้างมาก โดยมีแนวโน้มทรงตัวหรือลดลง เนื่องจากมีการระบายอากาศอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง และมีโอกาสเกิดฝนตกในบางพื้นที่

    พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทย 06.00 น. วันนี้ ถึง 06.00 น. วันพรุ่งนี้

    ภาคเหนือ มีพายุฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรง และลูกเห็บตกบางแห่ง ส่วนมากบริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ ตาก กำแพงเพชร พิจิตร พิษณุโลก และเพชรบูรณ์ อุณหภูมิต่ำสุด 19-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 26-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-15 กม./ชม.

    ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีพายุฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรง ลูกเห็บตก และฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนมากบริเวณจังหวัดเลย หนองคาย บึงกาฬ หนองบัวลำภู อุดรธานี สกลนคร นครพนม ชัยภูมิ ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด นครราชสีมา และบุรีรัมย์ อุณหภูมิต่ำสุด 21-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-20 กม./ชม.

    ภาคกลาง อากาศร้อนในตอนกลางวัน โดยมีพายุฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรง และลูกเห็บตกบางแห่ง ส่วนมากบริเวณจังหวัด นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง ลพบุรี สระบุรี พระนครศรีอยุธยา กาญจนบุรี และราชบุรี อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส ลมใต้ ความเร็ว 10-20 กม./ชม.

    ภาคตะวันออก มีพายุฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรงบางแห่ง ส่วนมากบริเวณจังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นต่ำกว่า 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

    ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และสุราษฎร์ธานี อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-36 องศาเซลเซียส ตั้งแต่จังหวัดชุมพรขึ้นมา : ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ตั้งแต่จังหวัดสุราษฎร์ธานีลงไป : ลมตะวันออก ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

    ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต และกระบี่ อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ห่างฝั่งและบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 1 เมตร

    กรุงเทพฯ และปริมณฑล อากาศร้อนในตอนกลางวัน โดยมีพายุฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรงบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส ลมใต้ ความเร็ว 10-20 กม./ชม.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5632730/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3UmB3FPumfwB4Oc2uytNIJ

  • “ธนกร”ยกระดับวิสาหกิจชุมชนสู่สากล ดันมาตรฐานฮาลาลสร้างเศรษฐกิจฐานราก

    “ธนกร”ยกระดับวิสาหกิจชุมชนสู่สากล ดันมาตรฐานฮาลาลสร้างเศรษฐกิจฐานราก

    รมว.อุตสาหกรรมเยี่ยมชม 10 กลุ่มวิสาหกิจชุมชนต้นแบบ ย้ำต้องยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ เพื่อส่งออกสู่ตลาดโลก

    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ที่โรงเรียนเทศบาลสามัคคีวิทยา จ.มหาสารคาม นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมด้วยนางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม และคณะผู้บริหาร ลงพื้นที่ตรวจราชการเพื่อพบปะผู้ประกอบการและเยี่ยมชมการดำเนินงานของวิสาหกิจชุมชน โดยมี นายชุมพิชญ์ เดชะรัฐ ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม ให้การต้อนรับ

    ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ นายธนกรและคณะได้เยี่ยมชมผลิตภัณฑ์จาก 10 กลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่โดดเด่น ครอบคลุมหลายประเภท ได้แก่ กลุ่มเกษตรและแปรรูปอาหาร เช่น สหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนมโคกก่อ, บจก. เซ็น แอนด์ โกสุม อินเตอร์ฟู้ดส์ (ZKC), และกลุ่มเกษตรวิถีเชิงท่องเที่ยวทุ่งนาทอง กลุ่มสมุนไพรและเครื่องดื่ม ไร่พารวย และไวน์ SKY กลุ่มผ้าและงานฝีมือ กลุ่มทอเสื่อกกบ้านป่าเป้า, กลุ่มแปรรูปผ้าฝ้ายบ้านดอนโมง และกลุ่มตัดเย็บเสื้อผ้าบ้านท่าตูม

    นายธนกร เปิดเผยว่า วิสาหกิจชุมชนคือกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก กระทรวงอุตสาหกรรมจึงมุ่งเน้นการสร้างความเข้มแข็งผ่านการ ยกระดับมาตรฐานการผลิต ทั้งมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.), มาตรฐาน อย. และมาตรฐานฮาลาล เพื่อการันตีคุณภาพและความปลอดภัย รวมถึงการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้ทันสมัยควบคู่ไปกับการรักษาอัตลักษณ์ท้องถิ่น จนสามารถคว้าเงินรางวัล OTOP 5 ดาวมาครอง

    “การยกระดับสู่มาตรฐานสากลจะช่วยสร้างรายได้ที่ยั่งยืนกลับคืนสู่ชุมชน ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลกอุตสาหกรรม รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาจากฐานรากตามนโยบาย “ฝ่า ฟัน ดึง ดัน” เพื่อให้วิสาหกิจชุมชนเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน” นายธนกร กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2916488&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw169v9w8ZSU-PPuPM6qvHHt