Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “ธปท.” ห่วงเศรษฐกิจไตรมาส 1 ชะลอ ภาคการผลิตไม่โต-เจอปัญหาเชิงโครงสร้าง

    “ธปท.” ห่วงเศรษฐกิจไตรมาส 1 ชะลอ ภาคการผลิตไม่โต-เจอปัญหาเชิงโครงสร้าง

    ธปท. คาดเศรษฐกิจไตรมาส 1 ปี 2569 ชะลอตัวจากไตรมาสก่อน จากดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมไม่เติบโต ซ้ำเติมด้วยปัญหาเชิงโครงสร้างเรื้อรัง การแข่งขันทั้งในภาคการท่องเที่ยวและการค้าซึ่งมีความไม่แน่นอนสูงจากนโยบายภาษีสหรัฐและปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์

    นางสาวปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า การเติบโตของเศรษฐกิจในไตรมาส 1 ปี 2569 มีแนวโน้มชะลอตัวจากไตรมาส 4 ปี 2568 ที่ผ่านมา จากปัจจัยในฝั่งซัพพลายเป็นสำคัญ

    โดยสะท้อนผ่านดัชนีการผลิตในภาคอุตสาหกรรม (MPI) ในเดือน ม.ค. ที่เติบโต 0% จากเดือนก่อนหน้า จากการชะลอการผลิตวัสดุก่อสร้างตามดีมานด์ภาคก่อสร้างที่ซบเซา รวมถึงการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าลดลงจากเร่งส่งออก (frontloading) ไปแล้วก่อนหน้านี้

    รายงานดุลบัญชีเดินสะพัดเดือน ม.ค. ปี 2569 อยู่ที่ 2.2 พันล้านดอลลาร์ หรือเกินดุลลดลงเนื่องจากบันทึกขาดดุลการค้าราว 7 ร้อยล้านดอลลาร์ในการนำเข้าสินค้าทุนเพื่อการผลิตเพิ่มขึ้นจากฝั่งธุรกิจการค้าและการขนส่ง 

    โดยสัดส่วนการนำเข้าเป็นสินค้าทุน 40% และสินค้าเพื่อการบริโภคราว 10% จากสัดส่วนดุลการค้าทั้งหมด สะท้อนลักษณะการนำเข้าเป็นไปเพื่อการผลิตและส่งออก

    ทั้งนี้ มองว่าการนำเข้าเพื่อการผลิตส่วนใหญ่ยังกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งแม้จะเป็นแรงส่งให้ภาคการส่งออกเติบโต ตามความต้องการที่เพิ่มขึ้นในตลาดโลก แต่ยังก่อให้เกิดความกังวลว่าในบรรดาสินค้าที่ผลิต ยังมีสัดส่วนการใช้วัตถุดิบชิ้นส่วนที่มาจากผู้ผลิตในประเทศ (local content) ต่ำ ทำให้ดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมไม่ได้ขยายตัว แม้ตัวเลขการส่งออกจะเพิ่มขึ้นมากในระยะที่ผ่านมา

    นอกจากนี้ ประเทศไทยยังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้าง และความไม่แน่นอนในหลายทิศทาง เช่น ผลกระทบของนโยบายภาษีสหรัฐและปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการการแข่งขันทั้งในภาคการท่องเที่ยวและการค้า ประกอบกับความไม่แน่นอนของงบประมาณปี 70 และ มาตรการภาครัฐซึ่งยังต้องจับตามองในระยะต่อไป

    อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยโดยรวมในเดือน ม.ค. 2569 ยังคงขยายตัวจากเดือน ธ.ค. ปี 2568 ตามดีมานด์จากทั้งในและต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น ส่งผลต่อกิจกรรมในภาคบริการ การท่องเที่ยว และภาคการค้าปรับเพิ่มขึ้นตามไปด้วย 

    โดยดีมานด์จากต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นมาจากตัวเลขการส่งออกสินค้าที่ไม่รวมทองคำซึ่งเพิ่มขึ้นมาก โดยเฉพาะในหมวดสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ขยายตัวต่อเนื่อง  ประกอบกับรายได้จากนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น จากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย

    ขณะที่ดีมานด์ในประเทศเพิ่มขึ้นจากการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะการส่งมอบรถยนต์อีวีตามโครงการ EV 3.0 ที่ขยายช่วงเวลาดำเนินโครงการมาในเดือน ม.ค. จากเดิมที่คาดสิ้นสุดในเดือน ธ.ค. 

    สำหรับเงินเฟ้อทั่วไปติดลบมากขึ้นที่ -0.66% จากราคาพลังงานราคาสินค้าเกษตรลดลง หลังผลผลิตกลับมามากขึ้นเมื่อพ้นช่วงน้ำท่วม เงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 0.6% ลดลงเล็กน้อยจากราคารถยนต์ที่เพิ่มขึ้นหลังมีการปรับเพิ่มภาษีสรรพสามิต  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1223118&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2cJm4jRFGdIcGPbp46ZugW

  • Eco Phoenix – Dow – สถาบันพลาสติก ผนึกกำลังปั้นต้นแบบ MRF เปลี่ยนขยะชุมชนเป็นเพิ่มมูลค่า ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนไทย – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    Eco Phoenix – Dow – สถาบันพลาสติก ผนึกกำลังปั้นต้นแบบ MRF เปลี่ยนขยะชุมชนเป็นเพิ่มมูลค่า ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนไทย – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – ท่ามกลางความท้าทายด้านปริมาณขยะที่เพิ่มขึ้นทุกปี ประเทศไทยกำลังก้าวสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ 3 องค์กรชั้นนำจับมือกันผลักดัน “ขยะ” ให้กลายเป็น “ทรัพยากร” และเปลี่ยนรูปแบบโมเดลการจัดการของเสียของชุมชนไทยไปสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างเป็นรูปธรรมและครบวงจร บริษัท อีโค ฟีนิกซ์ จำกัด (Eco Phoenix) ในเครือ บมจ. เอเอ็มอาร์ เอเซีย (AMR) ร่วมกับ กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย (Dow) และ อุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ สถาบันพลาสติก (PITH) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อพัฒนา “ต้นแบบโรงคัดแยกขยะชุมชน (Material Recovery Facility – MRF)” ที่สามารถเพิ่มมูลค่าขยะด้วยกระบวนการคัดแยกอย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างความยั่งยืนทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

    นายณัฏฐชัย ศิริโก
     ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอเอ็มอาร์ เอเซีย จำกัด (มหาชน) และประธานกรรมการ บริษัท อีโค ฟีนิกซ์ จำกัด กล่าวว่า เราเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการคัดแยกขยะชุมชนให้ได้คุณภาพสูง ด้วยการออกแบบและบริหารระบบ MRF อย่างแม่นยำตามมาตรฐานสากล เราให้ความสำคัญกับคุณภาพวัสดุปลายทาง ลดการปนเปื้อน และเพิ่มอัตราการนำกลับมาใช้ประโยชน์ เพื่อให้ขยะชุมชนสามารถยกระดับเป็นวัตถุดิบรีไซเคิลที่ภาคอุตสาหกรรมเชื่อมั่นและนำไปใช้ได้จริง สร้างมูลค่าเพิ่มและขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างเป็นรูปธรรมและสร้างระบบนิเวศใหม่ที่ชุมชนและสิ่งแวดล้อมเติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน

    ด้าน นายวิชาญ ตั้งเคียงศิริสิน ประธานบริหาร กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย กล่าวว่า พลาสติกมีคุณค่าเกินกว่าจะกลายเป็นขยะ เพราะยิ่งเราเพิ่มการรีไซเคิลมากเท่าไร ก็ยิ่งลดคาร์บอน ลดการใช้ทรัพยากรและลดผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศได้มากขึ้นเท่านั้น เศรษฐกิจหมุนเวียนจึงไม่ใช่แค่เรื่องการจัดการขยะ แต่คือคำตอบของทั้งวิกฤตสิ่งแวดล้อม และโอกาสทางเศรษฐกิจสีเขียว Dow เชื่อว่าขยะไม่ใช่จุดจบของผลิตภัณฑ์ แต่คือจุดเริ่มต้นของคุณค่าใหม่ จากประสบการณ์ศูนย์ MRF บ้านฉาง เราเห็นแล้วว่าหากมีระบบที่ดีและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ขยะสามารถกลายเป็นทรัพยากรที่สร้างประโยชน์ให้ชุมชนและประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม

    ขณะที่ นางสาวสินีนาฏ เล้าชินทอง รักษาการผู้อำนวยการสถาบันพลาสติก กล่าวว่า สถาบันพลาสติกมุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมไทยให้เติบโตควบคู่ความยั่งยืน ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยยกระดับมาตรฐานวัสดุรีไซเคิล และพัฒนารูปแบบธุรกิจที่สามารถขยายผลได้ทั่วประเทศ สร้างระบบหมุนเวียนของพลาสติกที่แข็งแรงตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เมื่อภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และภาคความรู้ ผนึกกำลังร่วมกัน “ขยะ” จึงไม่ใช่ภาระของสังคมอีกต่อไป หากแต่เป็นทรัพยากรที่มีคุณค่า เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ และเป็นกุญแจสำคัญสู่อนาคตที่ประเทศไทยเติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืน

    ปัจจุบันขยะจำนวนมากยังคงถูกกำจัดด้วยวิธีการฝังกลบ ทั้งที่ขยะเหล่านี้มีศักยภาพในการนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้อีกมาก ความร่วมมือครั้งนี้จึงมุ่งศึกษารูปแบบธุรกิจ MRF ที่สามารถดำเนินงานได้จริงในระดับชุมชน เชื่อมโยงกับโครงสร้างพื้นฐานของโครงการ Smart Recycling Hub ภายใต้ความร่วมมือ PPP Plastics เพื่อสร้างห่วงโซ่คุณค่าพลาสติกหมุนเวียนตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง

    โดยความร่วมมือครั้งนี้ Eco Phoenix จะถ่ายทอดองค์ความรู้เชิงลึกด้านการออกแบบผังโรงงาน เทคโนโลยี และการบริหารจัดการโรงคัดแยกขยะ สถาบันพลาสติกทำหน้าที่ส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นศูนย์กลางองค์ความรู้และประสานเครือข่ายภาครัฐ–เอกชน พร้อมให้คำแนะนำในการกำหนดสนับสนุนมาตรฐานวัสดุรีไซเคิล ขณะที่ Dow สนับสนุนความเชี่ยวชาญด้านวัสดุศาสตร์ เชื่อมโยงสู่ภาคีเครือข่ายผู้ประกอบการเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในภาคอุตสาหกรรม และจัดการสื่อสารเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมในวงกว้าง เป้าหมายสำคัญของโครงการพัฒนาการเพิ่มมูลค่าขยะชุมชนโดยนำกลับมาใช้ประโยชน์ด้วยวิธีการคัดแยก คือ การสร้าง “โมเดลต้นแบบ” เพื่อส่งมอบให้กับกรุงเทพมหานคร ที่สามารถขยายผลได้จริง และสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) ของประเทศไทย

    ประโยชน์ที่ได้จากความร่วมมือนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่การคัดแยกขยะ และการสร้างมูลค่าเชิงเศรษฐกิจเท่านั้น แต่คือการสร้างระบบใหม่ที่ทุกภาคส่วนได้ประโยชน์ร่วมกัน ในระดับชุมชน จะเกิดแหล่งเรียนรู้และต้นแบบธุรกิจที่สร้างรายได้ เพิ่มมูลค่าขยะในพื้นที่ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในระดับประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาวัตถุดิบใหม่ สนับสนุนเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมรีไซเคิลไทย ในระดับสิ่งแวดล้อม จะลดปริมาณขยะฝังกลบ ลดการรั่วไหลของพลาสติก และช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้คนรุ่นต่อไป

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/02/27/621300/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03wezpbOEedUyE5Fz_kOt6

  • ออมสิน ประกาศลดดอกเบี้ยเงินกู้ทุกประเภท ขานรับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง MLR/MOR/MRR

    ออมสิน ประกาศลดดอกเบี้ยเงินกู้ทุกประเภท ขานรับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง MLR/MOR/MRR

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/131901&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1kDpne6IiKIAlUDhRs0oK9

  • ฐานเศรษฐกิจ คว้ารางวัล ‘ป๋วย อึ๊งภากรณ์’ บทความยุทธศาสตร์รอดสมรภูมิสหรัฐฯ-จีน

    ฐานเศรษฐกิจ คว้ารางวัล ‘ป๋วย อึ๊งภากรณ์’ บทความยุทธศาสตร์รอดสมรภูมิสหรัฐฯ-จีน

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (27 ก.พ.69) สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ จัดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2568 และมอบรางวัลบทความข่าวเชิงวิเคราะห์ ให้กับสมาชิกที่ส่งผลงานเข้าประกวด

    ฐานเศรษฐกิจ คว้ารางวัล 'ป๋วย อึ๊งภากรณ์' บทความยุทธศาสตร์รอดสมรภูมิสหรัฐฯ-จีน

    จากการที่สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ เปิดให้สมาชิกสมาคมฯ ส่งบทความเข้าประกวดในโครงการประกวด “บทความข่าวเชิงวิเคราะห์” (ลับคมความคิด) ประจำปี 2568 ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 19 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะในการนำเสนอข่าวด้านเศรษฐกิจ เพื่อให้คนในสังคมส่วนใหญ่หันมาให้ความสนใจกับข่าวเศรษฐกิจมากขึ้น

    สำหรับโครงการประกวด “บทความข่าวเชิงวิเคราะห์” ได้รับการสนับสนุนจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย และ สถาบันป๋วย อึ๊งภากรณ์ ในการใช้ชื่อรางวัล “ป๋วย อึ๊งภากรณ์” เพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติประวัติของ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ในฐานะที่เป็นปราชญ์ทางเศรษฐกิจ

    โดยในปี 2568 สมาคมฯ เปิดให้สมาชิกส่งบทความเข้าประกวด ตั้งแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน – 22 ธันวาคม 2568 โดยมีสมาชิกจากองค์กรสื่อต่าง ๆ ส่งบทความเข้าประกวด จำนวน 31 บทความ แบ่งเป็น สื่อออนไลน์ 21 บทความ, สื่อสิ่งพิมพ์ 5 บทความ, สื่อโทรทัศน์ 3 บทความ และสื่อวิทยุ 2 บทความ

    นายวสวัตติ์ โอดทวี ผู้ช่วยบรรณาธิการข่าวฐานเศรษฐกิจ

    ซึ่งในรางวัล “ประเภทสื่อสิ่งพิมพ์” ปรากฎว่า นายวสวัตติ์ โอดทวี ผู้ช่วยบรรณาธิการข่าว ในฐานะรับผิดชอบทีมข่าวเศรษฐกิจ-นโยบาย ได้รับรางวัลที่ 2 จากการเขียนบทความเรื่อง อนาคตเศรษฐกิจไทยบนสมรภูมิ “สหรัฐฯ VS จีน” คนละครึ่งหรือเลือกข้าง ทางรอดสุดท้ายเปลี่ยนชะตาประเทศ ได้รับเงินรางวัล 10,000 บาท พร้อมโล่เกียรติคุณ

    นายวสวัตติ์ โอดทวี ผู้ช่วยบรรณาธิการข่าวฐานเศรษฐกิจ เปิดเผยหลังรับรางวัลว่า ขอขอบคุณรางวัลที่มอบให้ในครั้งนี้ ในฐานะคนทำข่าวเศรษฐกิจมาโดยตลอด ก็หวังว่าจะเป็นหนึ่งในผู้ผลิตข่าวเศรษฐกิจที่มีประโยชน์ต่อสาธารณะอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างสังคมที่ขับเคลื่อนด้วยความรู้ความเข้าใจจากข้อมูลที่น่าเชื่อถือ และมีคุณภาพ ภายใต้การแข่งขันกันอย่างรุนแรงของธุรกิจสื่อในปัจจุบัน

    ฐานเศรษฐกิจ คว้ารางวัล 'ป๋วย อึ๊งภากรณ์' บทความยุทธศาสตร์รอดสมรภูมิสหรัฐฯ-จีน

    สำหรับบทความเรื่อง อนาคตเศรษฐกิจไทยบนสมรภูมิ “สหรัฐฯ vs จีน” คนละครึ่งหรือเลือกข้าง ทางรอดสุดท้ายเปลี่ยนชะตาประเทศ มีเนื้อหาแสดงถึงประเด็น สงครามการค้า (Trade War) ระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน ที่เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี 2561 ไม่ได้เป็นเพียงความขัดแย้งทางการทวิภาคีอีกต่อไป 

    แต่สถานการณ์ดังกล่าวได้แปรสภาพเป็นสมรภูมิทางภูมิรัฐศาสตร์โลกที่กำลังบีบให้ประเทศขนาดเล็กอย่างประเทศไทยต้องเผชิญกับทางเลือกที่ยากลำบาก ทั้งการรักษาจุดยืนแบบ “คนละครึ่ง” ด้วยนโยบายเป็นกลางและยืดหยุ่น หรือการถูกลากเข้าสู่สนามแม่เหล็กแห่งการ “เลือกข้าง” ที่อาจกำหนดชะตากรรมทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

    ฐานเศรษฐกิจ คว้ารางวัล 'ป๋วย อึ๊งภากรณ์' บทความยุทธศาสตร์รอดสมรภูมิสหรัฐฯ-จีน

    การแข่งขันระหว่างสองมหาอำนาจนี้มีแนวโน้มที่จะเข้มข้นและยืดเยื้อต่อไปอีกหลายปี โดยมีนัยสำคัญต่อภาคการผลิต การค้า การลงทุน และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และยังเปิดมุมมองว่า เราจะเปลี่ยนแรงกดดันนี้ให้เป็นโอกาสในการเปลี่ยนชะตาประเทศ ด้วยยุทธศาสตร์เชิงรุกได้อย่างไรด้วย

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับโดยมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน ร่วมตัดสิน ประกอบด้วย

    • รศ.ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)
    • คุณโสมรัศมิ์ จันทรัตน์ จันทร์วิไลศรี ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์
    • รศ.ดร.จินตวีร์ เกษมศุข คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์
    • อาจารย์นฤดม ต่อเทียนชัย อาจารย์ประจำสาขาการตลาดดิจิทัล คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
    • คุณวรรณพร เทพหัสดิน ณ อยุธยา อดีตเลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.)

    รางวัลอื่นๆ

    สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ได้นำส่งบทความทั้ง 31 บทความ ให้กับคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 5 ท่านได้พิจารณา เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2568 ก่อนจะมีการประชุมร่วมกันเพื่อสรุปผลการตัดสิน เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา โดยผู้ชนะในโครงการประกวด “บทความข่าวเชิงวิเคราะห์” (ลับคมความคิด) ประจำปี 2568 ในแต่ละประเภท มีดังต่อไปนี้

    ประเภทสื่อสิ่งพิมพ์

    รางวัลที่ 1 เรื่อง วิกฤติ&โอกาสส่งออกไทย : กรณีศาลสูงสุดสหรัฐฯ ตัดสินคดี “มาตรการภาษีทรัมป์” โดย นางสาวสิริวรรณ พงษ์ไพโรจน์ สังกัด หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เงินรางวัล 20,000 บาท พร้อมโล่เกียรติคุณ

    รางวัลที่ 2 เรื่อง อนาคตเศรษฐกิจไทยบนสมรภูมิ “สหรัฐฯ VS จีน” คนละครึ่งหรือเลือกข้าง ทางรอดสุดท้ายเปลี่ยนชะตาประเทศ โดย นายวสวัตติ์ โอดทวีสังกัด หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ เงินรางวัล 10,000 บาท พร้อมโล่เกียรติคุณ

    รางวัลที่ 3 เรื่อง Regaining a lucrative tourism market โดย นางสาวมลภษร ชูวงษ์ สังกัด หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ เงินรางวัล 7,000 บาท พร้อมโล่เกียรติคุณ

    รางวัลชมเชย เรื่อง ‘ฐานะการคลังไทย’ สัญญาณเตือนจาก ‘เครดิตเรตติ้ง’ สู่ ‘แผนการคลังระยะปานกลาง’ ฉบับปฏิรูป โดย นายนครินทร์ ศรีเลิศ สังกัด หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ เงินรางวัล 5,000 บาท พร้อมโล่เกียรติคุณ

    ฐานเศรษฐกิจ คว้ารางวัล 'ป๋วย อึ๊งภากรณ์' บทความยุทธศาสตร์รอดสมรภูมิสหรัฐฯ-จีน

    ประเภทสื่อโทรทัศน์

    รางวัลที่ 1 เรื่อง คลินิกแก้หนี้ สร้างโอกาสใหม่ให้มนุษย์เงินเดือน โดย นางสาวขนิษฐา อมรเมศวรินทร์ สังกัด สำนักข่าวไทย ช่อง 9 MCOT เงินรางวัล 20,000 บาท พร้อมโล่เกียรติคุณ

    รางวัลที่ 1 เรื่อง “จับตากลุ่มทุนรุกป่าตะวันออก” โดย นางลักขณา  หมานระเด่น สังกัด สถานีโทรทัศน์ ThaiPBS เงินรางวัล 20,000 บาท พร้อมโล่เกียรติคุณ

    รางวัลที่ 2 เรื่อง “ส่งออกไทย” เสี่ยงวิกฤตซ้ำ! เผชิญหน้าภาษีสหรัฐฯ – การเมืองไม่นิ่ง โดย นางสาวธาราภรณ์ ฤกษ์ดี สังกัด สถานีโทรทัศน์ PPTV HD36 เงินรางวัล 10,000 บาท พร้อมโล่เกียรติคุณ

    ประเภทสื่อวิทยุ รางวัลที่ 1 เรื่อง ภาครัฐยกระดับตัดวงจรบัญชีม้า โดย นายเอกวิณ กากะนิก สังกัด สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เงินรางวัล 20,000 บาท พร้อมโล่เกียรติคุณ

    ประเภทสื่อออนไลน์ รางวัลที่ 1 เรื่อง กับดักหนี้คน Gen Z : วิกฤตการณ์หนี้ที่ซ่อนตัวในความสะดวกสบายยุคดิจิทัล โดย นางสาวดาริน วิวัฒน์เจริญพงศ์สังกัด สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย เงินรางวัล 20,000 บาท พร้อมโล่เกียรติคุณ

    รางวัลที่ 2 เรื่อง ผูกขาดค่า GP–กินรวบขนส่ง! สั่นคลอน ‘อีคอมเมิร์ซ’ ไทย จับตาจุดเปลี่ยนค้าปลีกดิจิทัล โดย นางสาวปานฉัตร สินสุข สังกัด หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ เงินรางวัล 10,000 บาท พร้อมโล่เกียรติคุณ

    รางวัลที่ 3 เรื่อง เจาะ Open Data เปิด “3 มายากลก๊าซเรือนกระจก” เมื่อทุนใหญ่ฟอกเขียว–ป่าหาย คนไทยเสี่ยงโลกเดือด โดย นางสาวชนิตา งามเหมือน สังกัด Onlinenewstime เงินรางวัล 7,000 บาท พร้อมโล่เกียรติคุณ

    รางวัลชมเชย เรื่อง Wellbeing Economy เมื่อ “สุขภาวะ” กลายเป็นเครื่องมือชี้วัดเศรษฐกิจอันใหม่ ไทยต้องลดความเสี่ยงจากหนี้ครัวเรือนและ Aging Society โดย นายวุฒิกร สินธุวาทิน และ นางสาวกวินทิพย์ สีดามาตร์ สังกัด BrandAge เงินรางวัล 5,000 บาท พร้อมโล่เกียรติคุณ

    รางวัลชมเชย เรื่อง เมื่อธรรมาภิบาล “ตลาดทุนไทย” ถูกท้าทาย ผู้คุ้มกฎ แก้เกมกลโกง ได้ทันหรือไม่ ??? โดย นางจารุวรรณ เอี่ยมยิ่งพานิช สังกัด สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย เงินรางวัล 5,000 บาท พร้อมโล่เกียรติคุณ

    รางวัลชมเชย เรื่อง พ.ร.ก.อาชญากรรมไซเบอร์ ป้องกัน หรือ พันธนาการ โดย นางสาวอัมพวัน  อยู่กระทุ่ม สังกัด หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน 360 เงินรางวัล 5,000 บาท พร้อมโล่เกียรติคุณ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/652551&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0MPAt7pCV-QoofuAOdh9ud

  • ธปท.คาดตั้งรัฐบาลได้เร็ว งบฯ ปี70 เร็วกว่าที่ประเมิน 1 เดือน

    ธปท.คาดตั้งรัฐบาลได้เร็ว งบฯ ปี70 เร็วกว่าที่ประเมิน 1 เดือน

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/finance-84&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qhKXRwqr3lfcAVdRbW98X

  • SCB ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ สนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจควบคู่บรรเทาภาระทางการเงินของลูกค้า – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    SCB ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ สนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจควบคู่บรรเทาภาระทางการเงินของลูกค้า – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – ธนาคารไทยพาณิชย์ ขานรับมติคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ เพื่อช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย และช่วยบรรเทาภาระหนี้ให้กับครัวเรือนและธุรกิจเพิ่มเติม โดยเฉพาะธุรกิจ SMEs ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกที่ปรับเพิ่มขึ้น  โดยอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ใหม่มีผลตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป 

    นายกฤษณ์ จันทโนทก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยยังเติบโตต่ำกว่าศักยภาพและไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs และครัวเรือนที่ยังเผชิญข้อจำกัดด้านต้นทุนทางการเงินและสภาพคล่อง ประกอบกับปัจจัยกดดันจากภายนอก ทั้งประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ และนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่มีความไม่แน่นอนสูงขึ้น ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย และเพื่อช่วยบรรเทาภาระดอกเบี้ยให้แก่ลูกค้าของธนาคาร ธนาคารจึงปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (MLR : Minimum Loan Rate)  เหลือ 6.350% ต่อปี อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (MOR : Minimum Overdraft Rate) เหลือ 6.275% ต่อปี และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR : Minimum Retail Rate) ปรับลดลงเหลือ 6.575% ต่อปี มีผลตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป

    ธนาคารยังคงพร้อมสนับสนุนลูกค้าอย่างต่อเนื่อง โดยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้จะช่วยบรรเทาภาระทางการเงิน ควบคู่ไปกับความช่วยเหลืออื่นๆ ที่ธนาคารได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง สำหรับลูกค้าที่ประสงค์จะขอรับคำปรึกษา สามารถติดต่อได้ที่ SCB Call Center 02-777-7777

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/02/27/621402/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1U8YMA7l2CEQ5uCPSEVhM1

  • ธปท.ยืนยัน แทรกแซงเงินบาทเพื่อลดความผันผวนเท่านั้น

    ธปท.ยืนยัน แทรกแซงเงินบาทเพื่อลดความผันผวนเท่านั้น

    ธปท.ยืนยัน แทรกแซงเงินบาทเพื่อลดความผันผวนเท่านั้น

    27 กุมภาพันธ์ 2569, 17:03น.

              นางปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยภาวะเศรษฐกิจและการเงินเดือนมกราคม 2569 ยืนยันว่า การดูแลค่าเงินบาท มีเป้าหมายเพื่อลดความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนเท่านั้น ไม่ได้ตั้งใจแทรกแซงเพื่อให้ไทยได้เปรียบทางการค้า และขณะนี้ยังไม่เข้าข่ายเป็นประเทศที่บิดเบือนค่าเงิน (Currency manipulation) ตามเกณฑ์ของกระทรวงการคลังสหรัฐ ตามที่มีหลายฝ่ายกังวล

               สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจเดือนกุมภาพันธ์ 2569 คาดว่าจะชะลอลงเล็กน้อย หลังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐ เช่น โครงการคนละครึ่ง พลัส และมาตรการ EV 3.0 สิ้นสุดลง รวมถึงแรงส่งจากงบประมาณภาครัฐที่เริ่มลดลง แต่คาดว่าการส่งออกสินค้าจะขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะสินค้าเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์ สะท้อนจากการนำเข้าสินค้าทุนและวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้นในเดือนมกราคม ซึ่งจะต่อยอดไปสู่การผลิตเพื่อส่งออกในระยะต่อไป อีกทั้งดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจเดือนกุมภาพันธ์ปรับดีขึ้น โดยเฉพาะในภาคการผลิต

              อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจยังเผชิญความท้าทาย ทั้งต้นทุนการผลิตที่สูง การปรับราคาสินค้าได้ยาก และการแข่งขันในประเทศที่รุนแรง ดังนั้น ธปท. มองว่า รัฐบาลควรปรับเงื่อนไขส่งเสริมการใช้วัตถุดิบในประเทศ (Local Content) มากขึ้น เพื่อให้ผู้ผลิตไทยมีส่วนร่วมในห่วงโซ่การผลิตมากขึ้น หลังพบว่าปีที่ผ่านมา การส่งออกขยายตัว 12.7% แต่การผลิตภาคอุตสาหกรรมของไทยไม่เติบโต สะท้อนว่าผลประโยชน์จากการส่งออกยังไม่กระจายสู่ผู้ผลิตในประเทศอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ เศรษฐกิจยังมีแรงสนับสนุนจากการท่องเที่ยว โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนที่เพิ่มขึ้นในช่วงเทศกาลตรุษจีน

              ทั้งนี้ ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามในระยะต่อไป ยังคงเป็น ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าและภาษีของสหรัฐ แม้ในเบื้องต้นประเทศไทยอาจจะได้รับประโยชน์จากการที่ภาษีถูกปรับลดลงมาอยู่ในอัตรา 15% จากเดิมที่ 19% ซึ่งอาจทำให้มีการเร่งส่งออกมากขึ้นในระยะแรก แต่จะทำให้สถานการณ์มีความไม่แน่นอนมากขึ้นในระยะต่อไปเนื่องจากยังไม่ชัดเจน ว่าประธานาธิบดีสหรัฐ จะใช้มาตรการทางภาษีอื่นเพิ่มเติมหรือไม่ เช่น มาตรา 301 และมาตรา 232 เป็นต้น

              รวมถึงปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่ และความต่อเนื่องของการฟื้นตัวในภาคการท่องเที่ยว ซึ่งต้องติดตามดูว่านักท่องเที่ยวจีนจะยังเข้ามาเพิ่มขึ้นหรือไม่หลังจากหมดเทศกาลตรุษจีน และยังต้องติดตามกระบวนการจัดทำงบประมาณปี 2570 ว่าจะล่าช้าเพียงใดรวมถึงมาตรการภาครัฐที่จะออกมาหลังจากมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่

    #เงินบาท

    #เศรษฐกิจผันผวน

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/159601&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hPacqa_HjkTzGWmtW7T3_

  • ม.กรุงเทพ ร่วมกับ กองทุน ดร.สุพงษ์ ลิ้มธนากุล มอบทุนการศึกษาสนับสนุนการพัฒนากำลังพล | เดลินิวส์

    ม.กรุงเทพ ร่วมกับ กองทุน ดร.สุพงษ์ ลิ้มธนากุล มอบทุนการศึกษาสนับสนุนการพัฒนากำลังพล | เดลินิวส์

    มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ร่วมกับกองทุน ดร.สุพงษ์ ลิ้มธนากุล มอบทุนการศึกษาระดับปริญญาโท หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและวิทยาการข้อมูล ให้แก่นายทหารจำนวน 5 นาย จากกองทัพบกและสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม เพื่อส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพกำลังพลด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง

    ทุนการศึกษาดังกล่าว แบ่งเป็นทุนจากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ จำนวน 3 ทุน มอบโดย ผศ.สรรเสริญ มิลินทสูต รองอธิการบดีอาวุโสด้านวิชาการ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ และทุนจากกองทุน ดร.สุพงษ์ ลิ้มธนากุล จำนวน 2 ทุน มอบโดย ดร.สุพงษ์ ลิ้มธนากุล รองอธิการบดีอาวุโสด้านกิจการภายนอก มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

    การมอบทุนครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของมหาวิทยาลัยกรุงเทพในการสนับสนุนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและวิทยาการข้อมูล ซึ่งเป็นองค์ความรู้สำคัญต่อการปฏิบัติงานด้านความมั่นคงในยุคดิจิทัล ผู้ได้รับทุนจะได้เสริมสร้างความเชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ข้อมูล การจัดการระบบสารสนเทศ และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการทำงานในระดับองค์กรและหน่วยงานภาครัฐ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5642518/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1z0tmF-89_w9uNpUUdxlbL

  • ชี้ชะตา “หมอเกศ” ศาลฎีกานัดพิพากษา 4 มี.ค. คดีวุฒิการศึกษาฉาว

    ชี้ชะตา “หมอเกศ” ศาลฎีกานัดพิพากษา 4 มี.ค. คดีวุฒิการศึกษาฉาว

    ศาลฎีกานัดพิพากษาชี้ชะตา “หมอเกษ”  4 มี.ค.  คดีวุฒิการศึกษาฉาว หากผิดพ้นเก้าอี้ สว. ถูกเพิกถอนสิทธิฯ

    วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีคดีความของนางสาวเกศกมล เปลี่ยนสมัย หรือ “หมอเกศ” สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่ถูกคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง เพื่อให้พิจารณาวินิจฉัยตรวจสอบคุณสมบัติ เนื่องจากข้อร้องเรียนเกี่ยวกับวุฒิการศึกษาที่อาจเข้าข่ายเป็นการหลอกลวงให้ผู้อื่นเข้าใจผิดในคุณสมบัติ ความรู้ความสามารถ หรือชื่อเสียงเกียรติคุณ เพื่อจูงใจให้มีการเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา ตาม พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา มาตรา 77 (4)

    สำหรับคดีนี้ กกต. ในฐานะผู้ร้องได้มีมติยื่นคำร้องตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม 2568 เพื่อขอให้ศาลวินิจฉัยเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของ น.ส.เกศกมล ซึ่งศาลฎีการับคำร้องไว้เป็นคดีหมายเลขดำที่ ลต สว 11/2568 โดยที่ผ่านมาได้มีการพิจารณาไต่สวนพยานหลักฐานจากทั้งฝ่ายผู้ร้องและผู้คัดค้าน

    ล่าสุด ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งได้ออกประกาศแจ้งกำหนดการ นัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 4 มีนาคม 2569 เวลา 14.00 น. ณ ห้องพิจารณาคดีที่ 5 ศาลฎีกา ซึ่งผลการวินิจฉัยในครั้งนี้จะถือเป็นที่สุด หากศาลเห็นว่ามีความผิดจริง จะส่งผลให้ น.ส.เกศกมล ต้องพ้นจากตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาทันที และอาจถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามที่ กกต. ร้องขอ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2916845&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3QtDDFM3u01YcEDcGoRCSU

  • ส่องเส้นทาง เจี๊ยบ พิสุทธิ์ ขุนพลเพลง RS สลัดลุคร็อกเกอร์ 90 สวมสูทเข้าสภาหินอ่อน

    ส่องเส้นทาง เจี๊ยบ พิสุทธิ์ ขุนพลเพลง RS สลัดลุคร็อกเกอร์ 90 สวมสูทเข้าสภาหินอ่อน

    วันศุกร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 07.35 น.

    หลังจากที่ชื่อของ นายวิเชียร ชัยสถาพร สมาชิกวุฒิสภา หรือ สว. กลุ่มที่ 16 ต้องพ้นจากตำแหน่งไปตามคำพิพากษาของศาลฎีกา จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์และถูกจับตามองอย่างหนักถึงผู้ที่จะก้าวมาทำหน้าที่แทน ท่ามกลางสายตาของสื่อมวลชนและใครหลายคน นาย พิสุทธิ์ ทรัพย์วิจิตร ได้ก้าวขึ้นกล่าวปฏิญาณตนต่อที่ประชุมวุฒิสภาอย่างเป็นทางการท่ามกลางสายตาของทุกคน เริ่มต้นปฏิบัติหน้าที่ในฐานะ สว. กลุ่มที่ 16 (ศิลปะ วัฒนธรรม ดนตรี การแสดงและบันเทิง นักกีฬา) ซึ่งหลายคนอาจจะรู้สึกคุ้นหูเป็นอย่างมากเมื่อได้ยินชื่อ แต่ก็ยังจำไม่ได้ว่าเขาคือใคร กระทั่งผู้คนบนโลกออนไลน์เริ่มสวมวิญญาณนักสืบขุดคุ้ยค้นหาประวัติความเป็นมาของเขา และนั่นทำให้ทุกคนถึงกับร้อง อ้อ ออกมาดัง ๆ ว่า พิสุทธิ์ ทรัพย์วิจิตร ก็คือ เจี๊ยบ พิสุทธิ์ อดีตร็อกเกอร์ระดับตำนานยุค 90 ชื่อดัง ผู้เคยสร้างปรากฏการณ์ให้วงการเพลงไทยมาแล้วมากมาย

    สำหรับประวัติและเส้นทางชีวิตของ เจี๊ยบ พิสุทธิ์ หรือ นาย พิสุทธิ์ ทรัพย์วิจิตร สว. ร็อกเกอร์ ท่านนี้ เกิดเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2508 ปัจจุบันอายุ 60 ปี จบการศึกษามาจาก ม.ศ.5 โรงเรียนอำนวยศิลป์ พระนคร ต่อมาเจ้าตัวก็สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาโท สาขาบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต (MBA) จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และที่สำคัญที่สุดคือการเข้าศึกษาในหลักสูตร วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 63 ซึ่งเป็นสถาบันชั้นสูงที่ข้าราชการระดับสูงและนักธุรกิจแถวหน้าของประเทศเข้าร่วม การเข้าไปอยู่ในสังคมของนักยุทธศาสตร์ระดับประเทศนี่เองที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เขาสนใจงานในเชิงโครงสร้างและการเมืองอย่างจริงจัง

    เจี๊ยบ พิสุทธิ์

    ย้อนกลับไปในจุดเริ่มต้น นายพิสุทธิ์ ไม่ได้เริ่มต้นจากการเป็นนักร้องทันที แต่เขาคือ คนดนตรี ขนานแท้ เขาเริ่มต้นจากการเป็นลูกศิษย์ของ จิรพรรณ อังศวานนท์ แห่งวงบัตเตอร์ฟลาย ซึ่งเป็นเบื้องหลังของวงการดนตรีไทยที่เข้มข้นที่สุดในยุคนั้น ที่นั่นคือโรงเรียนชีวิตที่ทำให้พิสุทธิ์เรียนรู้ตั้งแต่การวางโครงสร้างเพลง การประสานเสียง ไปจนถึงงานโปรดิวซ์ระดับมืออาชีพ เขาเคยตั้งวงดนตรีชื่อ Jonathan Hemps เล่นแนวโปรเกรสซีฟร็อกตามคลับชื่อดัง ซึ่งเป็นแนวเพลงที่ยากและซับซ้อนมากในยุคนั้น 

    เจี๊ยบ พิสุทธิ์

    ก่อนที่เวลาต่อมาจะมาเขาจะแจ้งเกิดเต็มตัวในวงการเพลงในปี 2533 กับอัลบั้มเพลงพิสุทธิ์ ที่มีเพลงอมตะอย่าง รักไปช้ำไป และ พร้อมจะยอมแพ้ ความสำเร็จของเขาพุ่งทะยานถึงขีดสุดในชุดที่ 2 อาบลมห่มฟ้า ที่ส่งเพลง แจ๋วจริง และ ไม่ต่างกัน กลายเป็นเพลงชาติของวัยรุ่นยุคนั้น รวมถึงการร้องเพลงประกอบละครระดับตำนานอย่าง อรุณสวัสดิ์ ที่ยังคงถูกเปิดฟังจนถึงทุกวันนี้ ภาพลักษณ์ของเขาในยามนั้นเป็นภาพของนักดนตรีร็อก ผมยาวผ้าคาดหัว กางเกงขาเดฟ ที่มีเพลงขาวสะอาด ฟังแล้วรื่นหู ด้วยเนื้อหาและดนตรีที่เป็นตัวของตัวเอง

    เจี๊ยบ พิสุทธิ์

    พิสุทธิ์ ทรัพย์วิจิตร ยังเป็นผู้สร้างปรากฏการณ์ ร็อกอำพัน ร่วมกับ เป้ ไฮ ร็อก ที่นำเพลงลูกทุ่งและเพลงเก่ามาทำเป็นร็อก จนมียอดขายถล่มทลายและสร้างกระแสไปทั่วบ้านทั่วเมือง นอกจากงานเบื้องหน้า เจี๊ยบ ยังเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของศิลปินแม่เหล็กอย่าง เต๋า สมชาย, เจมส์ เรืองศักดิ์ และ ลิฟท์ ออย โดยมีส่วนสำคัญในการปั้นเพลงดังอย่าง ข้าวมันไก่ และ ไซเรนเลิฟ อีกทั้งตัว เจี๊ยบ เองเคยเป็นเจ้าของค่ายเพลง มอนสเตอร์มิวสิก ในเครืออาร์เอสรวมทั้งเป็นที่ปรึกษาและกรรมการในรายการทรู อะคาเดมี แฟนเทเชีย และเป็นกรรมการบริหารของบริษัท ธิงค์ แอนด์ ดู จำกัด และได้แต่งเพลงเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช 

    เจี๊ยบ พิสุทธิ์

    แม้จะห่างหายจากเบื้องหน้าไปนาน แต่ในวันที่ 29 มกราคม 2565 เขาได้ปล่อยอัลบั้มเดี่ยวชุดที่ 5 ในรอบ 22 ปี ชื่อชุด SHOT CHARGE SHOCK ร็อกวิจิตร ซึ่งยังคงความเป็นร็อกร่วมสมัยในสไตล์ของตัวเอง

    เจี๊ยบ พิสุทธิ์

    ในแง่ของชีวิตส่วนตัว เจี๊ยบ พิสุทธิ์ แต่งงานมาแล้ว 2 ครั้ง โดยครั้งแรกสมรสกับ แจ๊คกี้ ณัฐรดา อภิธนานนท์ มีบุตรชายด้วยกันคือ จี๋ สุทธิรักษ์ (อายุ 33 ปี) นักแสดงหนุ่มสุดฮอตในยุคปัจจุบัน ก่อนที่ทั้งคู่จะแยกทางกัน และเขาก็เข้าพิธีสมรสครั้งที่ 2 กับ แนน ชัญญากานต์ คุ้มดี ในปี พ.ศ. 2552

    เจี๊ยบ พิสุทธิ์

    จี๋ สุทธิรักษ์ บุตรชายของ เจี๊ยบ พิสุทธิ์

    เจี๊ยบ พิสุทธิ์ ไม่ใช่หน้าใหม่ที่จู่ ๆ ก็เดินเข้าสภา เขาค่อย ๆ สะสมประสบการณ์จากการทำงานเบื้องหลังพรรคการเมืองหลายแห่ง ตั้งแต่เป็นโฆษก พรรคมาตุภูมิ ของพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน, ร่วมงานกับ พรรคพลังประชารัฐ และต่อมาที่ พรรคสร้างอนาคตไทย เขาทำหน้าที่คณะทำงานลงพื้นที่กรุงเทพฯ และมีส่วนร่วมในสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) มาก่อนแล้ว

    เจี๊ยบ พิสุทธิ์

    จนกระทั่งในการเลือกตั้ง สว. ปี 2567 เขาได้ลงสมัครในกลุ่มที่ 16 (กลุ่มศิลปะ วัฒนธรรม ดนตรี การแสดงและบันเทิง นักกีฬา) ซึ่งเป็นวิชาชีพที่เขาคลุกคลีมาค่อนชีวิต แม้ในตอนแรกจะถูกประกาศรายชื่อให้อยู่ในบัญชีสำรอง แต่ด้วยความพลิกผันทางการเมือง เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาเพิกถอนสิทธิของ นาย วิเชียร ชัยสถาพร (สว. ตัวจริงในกลุ่มเดียวกัน) เนื่องจากพบว่ามีการให้ข้อมูลประวัติการทำงานที่ไม่ตรงตามความเป็นจริงในใบแนะนำตัว เพื่อจูงใจให้ผู้สมัครคนอื่นลงคะแนนให้

    เจี๊ยบ พิสุทธิ์

    เหตุการณ์นี้ส่งผลให้ชื่อของ พิสุทธิ์ ทรัพย์วิจิตร ถูกเลื่อนขึ้นมาแทนที่ในวันที่ 16 มกราคม 2569 กลายเป็นสมาชิกวุฒิสภาป้ายแดงที่ก้าวเข้าสู่สภาในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ การก้าวเข้าสู่ตำแหน่ง สว. ของอดีตร็อกเกอร์คนนี้ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของความโชคดีจากบัญชีสำรอง แต่เป็นการเดินทางที่ยาวนานจากเบื้องหน้าวงการบันเทิง สู่การเรียนรู้งานด้านบริหารและยุทธศาสตร์ชาติ วันนี้เขาไม่ได้มีเพียงกีตาร์เป็นอาวุธ แต่มีอำนาจหน้าที่ในฐานะตัวแทนกลุ่มวิชาชีพศิลปะและบันเทิง ที่จะต้องเข้าไปขับเคลื่อนนโยบายเพื่อคนในวงการที่เขาเติบโตมาอย่างยาวนานนั่นเอง

    เจี๊ยบ พิสุทธิ์

    เจี๊ยบ พิสุทธิ์

    เจี๊ยบ พิสุทธิ์

    เจี๊ยบ พิสุทธิ์

    ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก พิสุทธิ์ ทรัพย์วิจิตร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/949581&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw35Lf2X2dkGVu-JZ6BWllXp