Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “กปภ. ครบรอบ 47 ปี ขับเคลื่อนสังคมสู่ความยั่งยืนยกระดับคุณภาพการให้บริการอย่างมีประสิทธิภาพ

    “กปภ. ครบรอบ 47 ปี ขับเคลื่อนสังคมสู่ความยั่งยืนยกระดับคุณภาพการให้บริการอย่างมีประสิทธิภาพ

    การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) จัดงานเนื่องในวันสถาปนาครบรอบ 47 ปี ขับเคลื่อนสังคมสู่ความยั่งยืน พร้อมเดินหน้ายกระดับคุณภาพการให้บริการและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ในวันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ณ อาคารประปาวิวัฒน์ การประปาส่วนภูมิภาค สำนักงานใหญ่

    นายจักรพงศ์ คำจันทร์ ผู้ว่าการการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) เปิดเผยว่า กปภ. ในฐานะหน่วยงานรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงมหาดไทย ให้บริการน้ำประปาสะอาด ปลอดภัย แก่ประชาชนในพื้นที่ 74 จังหวัดทั่วประเทศ ตลอดระยะเวลา 47 ปีที่ผ่านมา กปภ. มุ่งมั่นดำเนินภารกิจหลักในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและขับเคลื่อนการดำเนินงานอย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับการรักษามาตรฐานคุณภาพน้ำประปาให้สะอาด ปลอดภัย เพื่อสุขอนามัยที่ดีของประชาชนทุกครัวเรือน และขยายโอกาสในการเข้าถึงน้ำดื่มสะอาดของประชาชนอย่างทั่วถึงผ่านโครงการน้ำดื่มสะอาด Mini Station 83 แห่ง รวมถึงจุดบริการตู้กดน้ำดื่มสะอาดบริการประชาชน ซึ่งเปิดให้บริการฟรี ณ กปภ. 234 สาขาทั่วประเทศ ควบคู่กับการพัฒนางานบริการสู่ระบบดิจิทัล ผ่านช่องทางออนไลน์ PWA Line Official @PWAThailand และแอปพลิเคชัน PWA Plus Life รวมถึงการยกระดับการให้บริการ ณ สำนักงาน กปภ.สาขา ตามมาตรฐานศูนย์ราชการสะดวก (GECC)

    นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมพัฒนาสังคมและชุมชนผ่านโครงการด้านความรับผิดชอบต่อสังคมในการสนับสนุนและตรวจสอบน้ำประปาแก่โรงเรียนและชุมชน การส่งเสริมทักษะอาชีพด้านงานประปาแก่ประชาชน การถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการผลิตน้ำให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานภาคีเครือข่าย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน เพื่อบูรณาการการทำงานด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน

    ขณะเดียวกัน ในสถานการณ์วิกฤตและสาธารณภัย กปภ. ยืนหยัดเคียงข้างประชาชนด้วยการสนับสนุนน้ำสะอาดและออกมาตรการยกเว้นค่าน้ำประปาและค่าบริการทั่วไปอย่างต่อเนื่อง ทั้งในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา และในเหตุอุทกภัยภาคใต้ ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชนได้กว่า 2.4 แสนครัวเรือน

    สำหรับกำหนดจัดงานวันสถาปนาครบรอบ 47 ปี ในวันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 มีกิจกรรมสำคัญประกอบ ด้วยกิจกรรมช่วงเช้า พิธีสักการะพระพุทธรูปประจำสำนักงานใหญ่ กปภ. พิธีพราหมณ์บวงสรวงท่านเวสสุวรรณเทพ ท่านเจ้าแม่คงคาเทวีเทพ และพระแม่ธรณี วิสุทธิสรรพสักขีบารมีธำรงชล พิธีถวายเครื่องไหว้ศาลตา-ยาย พิธีเจริญพระพุทธมนต์ พิธีตักบาตรอาหารแห้ง และร่วมทำบุญตักบาตรอาหารแห้งแด่พระสงฆ์ 9 รูป โดย

    ทั้งนี้ กปภ. งดรับกระเช้าแสดงความยินดีและขอเชิญร่วมบริจาคเงินสมทบทุนมูลนิธิโครงการ Gift to Give โดยเปลี่ยนการรับกระเช้าดอกไม้ แสดงความยินดีเป็นการบริจาคเงินเพื่อสมทบทุนการศึกษาแก่บุตร ธิดา ของพนักงาน กปภ. ที่ถึงแก่กรรม มาตั้งแต่ปี 2539 ซึ่งได้ช่วยเหลือไปแล้วจำนวน 1,702 ทุน เป็น 14,192,250 บาท และปี 2557 ได้เริ่มจ่ายเงินช่วยเหลือเป็นค่าครองชีพให้กับอดีตพนักงาน กปภ.ที่ดำรงชีพด้วยความยากลำบาก ที่ผ่านมาได้ช่วยเหลืออดีตพนักงานไปแล้ว จำนวน 83 ราย เป็นเงิน 6,340,800 บาท และในปี 2567 มูลนิธิได้ให้ความช่วยเหลือไปยังพนักงาน กปภ. ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย จำนวน 34 สาขา (หน่วยงาน) เป็นเงิน 170,000 บาท ตลอดจนดำเนินการเกี่ยวกับสาธารณประโยชน์ต่าง ๆ

    สำหรับช่วงบ่ายได้จัดพิธีมอบรางวัลและประกาศเกียรติคุณแก่หน่วยงานและบุคลากรที่มีผลงานโดดเด่นในด้านต่าง ๆได้แก่รางวัลประกาศเกียรติคุณแก่ผู้สร้างคุณประโยชน์ต่อ กปภ. ประจำปี 2568 รางวัล กปภ.เขตและสาขาดีเด่นประจำปี 2568 รางวัลโครงการส่งเสริมความเป็นเลิศด้านการลดน้ำสูญเสีย รางวัล กปภ.เขตและสาขาด้านการตลาดยอดเยี่ยม ประจำปี 2568 รางวัล The Best of PWA Always-on รางวัลนักบริการมือทองสมองเพรช ประจำปี 2568 เป็นต้น เพื่อยกย่อง และส่งเสริม และสร้างขวัญกำลังใจในการทำงานให้มีประสิทธิผลและประสิทธิภาพต่อไป

    จากก้าวแรกสู่ปีที่ 47 กปภ. ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อส่งมอบน้ำประปาสะอาดที่มีคุณภาพ ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยสู่ความยั่งยืนในทุกมิติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/131915&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1NQOtRrwalzbrUm__goOhR

  • งดงามสู่เวทีโลก! วธ.เทิดพระเกียรติ “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ” ดันชุดไทยพระราชนิยม ขึ้นแท่นมรดกโลกยูเนสโก

    งดงามสู่เวทีโลก! วธ.เทิดพระเกียรติ “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ” ดันชุดไทยพระราชนิยม ขึ้นแท่นมรดกโลกยูเนสโก

    v.prd:0.0.151

    Intro

    ขนาดตัวอักษร

    ความตัดกันของสี

    c

    c

    c

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1005.mcot.net/news1005/-/news/list/140505&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1h1eH-wALJzne3M_AsQnKr

  • เปิดงานห่มผ้าพระธาตุช่อแฮ – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    เปิดงานห่มผ้าพระธาตุช่อแฮ – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bhumjaithai.com/news/113467&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03o4Pg46SGn9is5Z_JGh1f

  • ทายซิใครเอ่ย? สาวน้อยฟันเหล็ก โตมาเป็นนักการเมืองดัง หน้าไม่เปลี่ยนเลย!

    ทายซิใครเอ่ย? สาวน้อยฟันเหล็ก โตมาเป็นนักการเมืองดัง หน้าไม่เปลี่ยนเลย!

    ภาพเด็กหญิงกีฬาสีคนนี้ คือใคร? รอยยิ้มสดใสที่วันนี้ กลายเป็นนักการเมืองดัง ที่ทั้งประเทศพูดถึง

    ภาพเด็กหญิงผมสั้นในชุดกีฬาสีเหลืองสดใส กำลังถูกแชร์ต่ออย่างรวดเร็วในโลกออนไลน์ ด้วยรอยยิ้มกว้างและเหล็กดัดฟันที่ดูน่ารักสมวัย หลายคนเห็นแล้วต่างอดยิ้มตามไม่ได้ แต่สิ่งที่ทำให้ภาพนี้กลายเป็นไวรัล ไม่ใช่แค่ความน่ารัก หากแต่เป็นตัวตนของเด็กหญิงในภาพ ที่ปัจจุบันเติบโตขึ้นมาเป็นบุคคลสำคัญที่สังคมกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด

    ในช่วงแรก หลายคนพยายามเดากันไปต่าง ๆ นานา บ้างคิดว่าเป็นดารา บ้างคิดว่าเป็นคนดังในโลกโซเชียล

    จนเมื่อมีการเปิดเผยความจริง ก็ทำให้ผู้คนจำนวนมากต้องร้องอ๋อทันที เพราะเด็กหญิงในวันนั้น คือ ไอซ์ รักชนก ศรีนอก สส.หญิงที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในเวทีการเมืองปัจจุบัน

    เบื้องหลังบุคลิกที่ดูเข้าถึงง่าย เธอมีพื้นฐานด้านวิชาการที่แข็งแกร่ง โดยจบการศึกษาสาขาสถิติ จากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ซึ่งทำให้เธอมีความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูลตัวเลขที่ซับซ้อน และนำมาใช้ในการอภิปรายประเด็นสำคัญในสภาได้อย่างมีเหตุผลและชัดเจน

    ก่อนก้าวเข้าสู่การเมือง เธอเคยทำงานเคลื่อนไหวเพื่อสังคม และตัดสินใจลงสมัครรับเลือกตั้ง สส. ในปี 2566 ในนามพรรคก้าวไกล ในพื้นที่จอมทอง บางบอน และหนองแขม โดยใช้วิธีหาเสียงอย่างเรียบง่าย ด้วยการปั่นจักรยานเข้าพบประชาชน จนสามารถชนะพรรคการเมืองเจ้าถิ่นในเขตดังกล่าว สร้างการจดจำและได้เข้าสู่สภาในที่สุด

    ปัจจุบัน เธอยังคงเป็นบุคคลที่ถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่อง จากบทบาทการตั้งคำถามเกี่ยวกับการใช้งบประมาณของสำนักงานประกันสังคม ในหลายโครงการ จนทำให้ชื่อของเธอเป็นที่รู้จักในวงกว้าง และกลายเป็นหนึ่งในนักการเมืองรุ่นใหม่ที่ถูกจับตามองมากที่สุดในเวลานี้

    จากเด็กหญิงตัวเล็กในชุดกีฬาสี สู่การเป็น สส.หญิงที่มีบทบาทในระดับประเทศ ภาพในอดีตที่ถูกเปิดเผยครั้งนี้ ไม่เพียงสร้างให้หลายคนอมยิ้ม แต่ยังสะท้อนเส้นทางชีวิตที่เติบโตมาอย่างน่าจับตามองของเธออีกด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9875662/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3FSBsxdrE_oaQBM4l9xjoC

  • เช็กลิสต์ 3 วัดดังมาเก๊า ขอพรความรัก-แก้ปีชง-รับทรัพย์ ครบจบในทริปเดียวต้อนรับปี 2026

    เช็กลิสต์ 3 วัดดังมาเก๊า ขอพรความรัก-แก้ปีชง-รับทรัพย์ ครบจบในทริปเดียวต้อนรับปี 2026

    การท่องเที่ยวมาเก๊าจัดพิธี “วันเปิดคลังสมบัติเจ้าแม่กวนอิม 2569” ระหว่างวันที่ 13-14 มี.ค. นี้ พร้อมวิธีบูชาเสริมดวงการเงินโดยอาจารย์ช้าง ทศพร ศรีตุลา

    เที่ยวสายมูไม่ควรพลาด การท่องเที่ยวมาเก๊าประจำประเทศไทย ประกาศจัดพิธี “วันเปิดคลังสมบัติเจ้าแม่กวนอิม” ประจำปี 2569 โดยในปีนี้ “อาจารย์ช้าง ทศพร ศรีตุลา” จะนำคณะเดินทางไปร่วมพิธีเพื่อเสริมดวงการเงินและรับความมั่งคั่งตลอด 24 ชั่วโมง ณ วัดกวนอิม มาเก๊า วัดเก่าแก่ที่มีอายุกว่าหลายร้อยปี

    เปิดฤกษ์มงคล 24 ชั่วโมงแห่งการรับทรัพย์

    พิธีเปิดคลังสมบัติเจ้าแม่กวนอิม (Kun Iam Tong Temple) เป็นความเชื่อทางวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน โดยเชื่อว่าเป็นช่วงเวลาที่พระโพธิสัตว์กวนอิมเมตตาเปิดคลังสมบัติเพื่อประทานพรด้านความมั่งคั่งและความราบรื่นให้กับผู้ศรัทธา  สำหรับปี 2569 นี้ ฤกษ์มงคลจะเริ่มต้นตั้งแต่

    • วันที่ 13 มีนาคม 2569 เวลา 23.00 น. 
    • ถึงวันที่ 14 มีนาคม 2569 เวลา 20.00 น. 
    • สถานที่: วัดกวนอิม มาเก๊า (Kun Iam Tong Temple) 

    วิธีเตรียมตัว “ยืมเงินเจ้าแม่กวนอิม” ตามธรรมเนียมมาเก๊า

    การไหว้ขอพรในพิธีเปิดคลังสมบัติมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยผู้ศรัทธามักเตรียมเครื่องสักการะดังนี้

    • ธูป 3 ดอก พร้อมซองมงคลสีแดง 
    • ชุดกระดาษมงคล: ประกอบด้วยกระดาษเงินกระดาษทอง, กระดาษยันต์เทพอุปถัมภ์, เครื่องทรงกระดาษเจ้าแม่กวนอิม 
    • กระดาษแดง: สำหรับเขียนคำอวยพรและสิ่งที่ปรารถนาให้ชัดเจน 
    • เคล็ดลับ: เมื่อตั้งจิตอธิษฐานจนประสบความสำเร็จแล้ว ตามธรรมเนียมควรกลับมาสักการะเพื่อขอบคุณและสานต่อสิริมงคล 

    ปักหมุด 3 วัดดัง เสริมดวงครบทุกมิติ

    นอกจากพิธีเปิดคลังสมบัติแล้ว มาเก๊ายังมีจุดเช็กอินสายมูที่ควรไปให้ครบในทริปเดียว

    • วัดอาม่า (A-Ma Temple): โดดเด่นเรื่องการขอพรความรัก การงาน และการเงิน 
    • วัดซำไกวุยคุน (วัดกวนอู): เสริมบารมี การอุปถัมภ์ค้ำชู และช่วยให้การทำงานราบรื่น 
    • วัดเปากง (Pao Kong Temple): สำหรับผู้ที่ต้องการแก้ปีชง ปัดเป่าสิ่งไม่ดี และขอพรเรื่องสุขภาพ

    พิธีเปิดคลังสมบัติเจ้าแม่กวนอิมที่มาเก๊าในปี 2569 นี้ ถือเป็นโอกาสพิเศษเพียงครั้งเดียวในรอบปีที่สายมูไม่ควรพลาด ไม่เพียงแต่จะได้ร่วมพิธีที่เข้มขลังไปพร้อมกับอาจารย์ช้างเท่านั้น แต่ยังเป็นช่วงเวลาแห่งการเริ่มต้นความมั่งคั่งและสิริมงคลตลอดทั้งปี ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook ของการท่องเที่ยวมาเก๊าประจำประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2916957&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0aOsTcyGRbLhR26FYbDNhv

  • รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าของประเทศชิลี ฉบับที่ 2 ประจำปี 2569 จาก สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงซันติอาโก

    รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าของประเทศชิลี ฉบับที่ 2 ประจำปี 2569 จาก สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงซันติอาโก

    s ภาพรวมเศรษฐกิจ 

    เศรษฐกิจของประเทศชิลีประจำเดือนธันวาคม 2568 ในภาพรวม GDP ขยายตัวเพิ่มขึ้น 1.7เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า การบริโภคภาคเอกชนขยายตัวขึ้น 3.2% โดยได้ปัจจัยสนับสนุนจากช่วงเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ ด้านอัตราเงินเฟ้อภายในประเทศเพิ่มขึ้นเล็กน้อยโดยอยู่ที่ระดับ 3.5% ในขณะที่อัตราว่างงานลดลงมาอยู่ที่ 8.0การนำเข้าและการส่งออกโดยรวมของชิลีเพิ่มขึ้นที่ 10.3% และ 7.9% ตามลำดับ โดยสินแร่และทองแดงซึ่งเป็นสินค้าส่งออกหลักของชิลี ขยายตัวถึง 12.6รวมมูลค่า 6.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ โดยได้ปัจจัยสนับสนุนจากแนวโน้มราคาทองแดงในตลาดโลกที่ยังคงอยู่ในช่วงขาขึ้น ทั้งนี้ ตั้งแต่เดือนมกราคม-ธันวาคม 2568 ชิลีและไทยมีมูลค่าการค้ารวมกว่า 1.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า 1.2% โดยไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้าคิดเป็นมูลค่า 116.9 ล้านเหรียญสหรัฐ ในส่วนของรายละเอียดในแต่ละด้านประจำเดือนธันวาคม 2568 สคต. ณ กรุงซันติอาโก ขอสรุปรายละเอียด ดังนี้1. การบริโภคภาคเอกชน (ข้อมูลจากธนาคารกลางชิลี )

    1. การบริโภคภาคเอกชน (ข้อมูลจากธนาคารกลางชิลี)

      การบริโภคภาคเอกชนของชิลีประจำเดือนธันวาคม 2568 ในภาพรวมขยายตัวขึ้น 3.2% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า สอดคล้องกับดัชนีกิจกรรมทางการค้าที่เพิ่มขึ้นเช่นกันที่ 6.0% โดยได้ปัจจัยสนับสนุนจากแนวโน้มการบริโภคของชาวชิลีที่ขยายตัวในช่วงเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ หมวดสินค้าที่มีการขยายตัวสูงที่สุด 3 อันดับแรกได้ได้แก่ หมวดเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย หมวดเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และหมวดสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเพิ่มขึ้น 6.2%6.1% และ 5.9% ตามลำดับ

      สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคประจำเดือนธันวาคม 2568 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าจากระดับ 41.9 มาอยู่ที่ 49.2 เพิ่มขึ้น 17.5%

    2. การลงทุน (ข้อมูลจากธนาคารกลางชิลี https://www.bcentral.cl/)

      บรรยากาศการลงทุนในภาครัฐและเอกชนของชิลีประจำเดือนธันวาคม 2568 ในภาพรวมปรับตัวลดลง -68.1เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า สะท้อนจากตัวเลขการขออนุญาตก่อสร้าง (คิดเป็นตารางเมตร) ลดลงจาก 2 ล้านตารางเมตร มาอยู่ที่ 6.4 แสนตารางเมตร โดยภาคที่อยู่อาศัยหดตัวลงมากที่สุด เนื่องจากต้นทุนการก่อสร้างที่เพิ่มขึ้นประกอบกับสถาบันการเงินเข้มงวดมากขึ้นในการปล่อยสินเชื่อให้กับบริษัทก่อสร้าง โดยจำนวนที่อยู่อาศัยในตลาดในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ยังมีอุปทานส่วนเกินอยู่กว่า 70,623 ยูนิต 

      สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจโดยรวมประจำเดือนธันวาคม 2568 ปรับระดับจาก 41.8 มาอยู่ที่ 45.3 เพิ่มขึ้น 8.4จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยภาคธุรกิจที่มีดัชนีความเชื่อมั่นสูงที่สุด 3 อันดับแรกได้แก่ (1) ภาคการค้า (2) ภาคการผลิต และ (3) ภาคธุรกิจเหมืองแร่ โดยอยู่ที่ 53.645.1 และ 42.6 ตามลำดับ 

    3. เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ (ข้อมูลจากธนาคารกลางชิลี https://si3.bcentral.cl และสำนักงานสถิติแห่งชาติของชิลี https://www.ine.gob.cl)

      อัตราการว่างงานของประเทศชิลีในเดือนธันวาคม 2568 ลดลงมาอยู่ที่ 8.0ของจำนวนผู้ใช้แรงงานทั้งหมดในประเทศ หากพิจารณาแยกตามเขตการปกครอง แคว้นที่มีอัตราการว่างงานสูงที่สุดคือ แคว้นบิโอบิโอที่ 9.3% และแคว้นที่มีอัตราการว่างงานต่ำที่สุดคือ แคว้นไอเซน ที่ 2.9%

      อัตราเงินเฟ้อของประเทศชิลีในเดือนธันวาคม 2568 ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยโดยอยู่ที่ 3.5% โดยสินค้า 3 หมวดแรกที่ปรับเพิ่มขึ้นสูงที่สุดในรอบ 12 เดือนได้แก่ (1) หมวดร้านอาหารและโรงแรม (2) หมวดที่อยู่อาศัยและสาธารณูปโภค และ (3) หมวดการศีกษา โดยปรับตัวเพิ่มขึ้นที่ 6.7% 6.5% และ 5.2% ตามลำดับ

    4. การส่งออก-นำเข้า (ข้อมูลจากกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศของชิลี SUBREI – www.subrei.gob.cl)

      การส่งออกสินค้าของชิลีระหว่างเดือนมกราคม-ธันวาคม 2568   มีมูลค่ารวมที่ 107,004 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 7.9% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยสินค้าส่งออกหลัก ได้แก่

      สินค้า

      ม.ค.-ธ.ค. (ล้านเหรียญสหรัฐ)

      ขยายตัว

      (67/68)

      ปี 2567

      ปี 2568

      สินแร่

      56,163

      63,253

      12.6%

      เคมีภัณฑ์

      7,858

      8,035

      2.3%

      ผลไม้

      8,523

      8,630

      1.3%

      ปลาแซลมอน

      6,048

      6,212

      2.7%

      เยื่อกระดาษ

      4,085

      3,740

      -8.4%

      เครื่องจักรและส่วนประกอบ

      2,276

      2,606

      14.5%

      ไม้และเฟอร์นิเจอร์ไม้

      2,354

      2,133

      -9.4%

      การนำเข้าของชิลีระหว่างเดือนมกราคม-ธันวาคม 2568 มีมูลค่ารวมที่ 86,209 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 10.3เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยสินค้านำเข้าหลัก ได้แก่

      สินค้า

      ม.ค.-ธ.ค. (ล้านเหรียญสหรัฐ)

      ขยายตัว

      (67/68)

      ปี 2567

      ปี 2568

      สินค้าหมวดพลังงาน 

      44,710

      46,813

      4.7%

      สินค้าอุปโภคบริโภค

      22,846

      25,169

      10.2%

      สินค้าทุน

      16,706

       20,681

      23.8%

       รถยนต์เชิงพาณิชย์

      2,319

      2,915

      25.7%

       เครื่องจักรสำหรับอุตสาหกรรมเหมืองแร่และอุตสาหกรรมก่อสร้าง

      1,202

      1,880

      56.4%

        จากตัวเลขการส่งออกของชิลีที่สูงกว่าตัวเลขการนำเข้า  ทำให้ชิลีได้ดุลการค้าจำนวน 20,795 ล้านเหรียญสหรัฐ

    5. การค้าของชิลีกับไทย และกลุ่มประเทศอาเซียน (ข้อมูลสถิติทางการค้าจาก Global Trade Atlas)

    ชิลีนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยระหว่างเดือนมกราคม – ธันวาคม 2568 มีมูลค่ารวมอยู่ที่ 712.92 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 16.87เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า) ซึ่งสินค้าที่นำเข้าจากไทยมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 

    • รถยนต์และส่วนประกอบ (314.35 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 22.06%) 

    • เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ (132.02 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 21.69%

    • ปลากระป๋อง (70.43 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 30.85%)

    • เครื่องจักรไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้า (37.54 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง -11.00%)

    • ไข่มุกและอัญมณี (31.18 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง –0.35%)

    สำหรับตัวเลขการนำเข้าของชิลีจากกลุ่มประเทศอาเซียนใน 5 อันดับแรก ได้แก่

    • ชิลีนำเข้าจากเวียดนาม 1,738.55 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 49.64%)

    • ชิลีนำเข้าจากไทย 712.92 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 16.87%)

    • ชิลีนำเข้าจากอินโดนีเซีย 538.17 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 32.98%)

    • ชิลีนำเข้าจากมาเลเซีย 268.82 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 25.22%)

    • ชิลีนำเข้าจากสิงคโปร์ 103.33 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง 6.58%)

    ชิลีส่งออกสินค้าไปยังประเทศไทยระหว่างเดือนมกราคม – ธันวาคม 2568 มีมูลค่ารวมอยู่ที่ 595.98 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง -12.72เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า)  ซึ่งสินค้าที่ส่งออกไปยังไทยมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่

    • ทองแดง (234.32 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง -34.90%) 

    • แซลมอนและอาหารทะเล (109.06 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 26.46%)

    • เยื่อกระดาษ (105.49 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง8.63%)

    • สินแร่อื่น ๆ (66.38 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 20.29%)

    • ผลไม้และผลิตภัณฑ์ธัญพืช (23.73 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 58.03%)สำหรับตัวเลขการส่งออกของชิลีไปยังกลุ่มประเทศอาเซียนใน 5 อันดับแรก ได้แก่

    • ชิลีส่งออกไปยังไทย 595.98 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง12.72%)

    • ชิลีส่งออกไปยังเวียดนาม 310.24 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 7.42%)

    • ชิลีส่งออกไปยังมาเลเซีย 276.45 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 46.99%)

    • ชิลีส่งออกไปยังสิงคโปร์ 101.37 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง -11.01%)

    • ชิลีส่งออกไปยังฟิลิปินส์ 98.49 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง -68.83%)

      มูลค่าการค้ารวมระหว่างไทย-ชิลี ระหว่างเดือนมกราคม – เดือนธันวาคม 2568 อยู่ที่ 1,308.90 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 1.24%)  โดยชิลีนำเข้าสินค้าจากไทยมากกว่าส่งออกไปยังไทย ทำให้ไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้าที่ 116.94 ล้านเหรียญสหรัฐ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/cmms2t0ci1w8rw3v9b9ayvhv&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2MzKDukOuxkVICHV6R82kv

  • เอไอเอส ร่วมเป็นเจ้าภาพพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ  สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

    เอไอเอส ร่วมเป็นเจ้าภาพพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

    ไอที

    เอไอเอส ร่วมเป็นเจ้าภาพพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

    วันศุกร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.30 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เอไอเอส ร่วมเป็นเจ้าภาพพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ

    สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

    บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส และบริษัทในเครือ ร่วมเป็นเจ้าภาพพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง  ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569

    ในการนี้ นายปรัธนา ลีลพนัง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและพนักงานจากทุกสายงานทั่วประเทศ ต่างตั้งใจบำเพ็ญกุศลถวายพระบรมศพฯ เพื่อแสดงความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการเพื่อความอยู่ดีมีสุขของพสกนิกรชาวไทยตลอดมา

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/467574&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3AuEQCGOtrCP1B6l7eN2gF

  • ฉะเชิงเทราเปิดการสัมมนานำเสนอผลการศึกษาและรับฟังความคิดเห็น | เดลินิวส์

    ฉะเชิงเทราเปิดการสัมมนานำเสนอผลการศึกษาและรับฟังความคิดเห็น | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ที่ห้องประชุมโรงแรมซันธารา เวลเนส รีสอร์ท แอนด์ โฮเทล อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา นางสาวฉัตรประอร นิยม ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นประธานเปิดการสัมมนานำเสนอผลการศึกษาและรับฟังความคิดเห็นต่อร่างรายงานฉบับสมบูรณ์ (Draft Final Report) การศึกษาจัดทำแผนพัฒนาการเชื่อมโยงและเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมทั้งทางรางและทางน้ำ เพื่อรองรับการพัฒนาพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พร้อมด้วย นายสุรพงษ์ เมี้ยนมิตร รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร นายธนกฤต รัตนพันธ์ ท้องถิ่นจังหวัดฉะเชิงเทรา นายทศพร พยูรวงศ์ รองผู้อำนวยการแขวงทางหลวงฉะเชิงเทรา นายวราห์ เขินประติยุทธ ผู้อำนวยการกลุ่มงานยุทธศาสตร์และข้อมูลเพื่อการพัฒนาจังหวัด นายยุทธนา มาตเจือ ประธานหอการค้าจังหวัดฉะเชิงเทรา ผู้แทนส่วนราชการ ภาคเอกชน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าร่วมการสัมมนา

    โดยกระทรวงคมนาคมได้ดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลในการกำหนดเป้าหมายการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการขนส่งที่มีประสิทธิภาพทั้งทางถนน ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศให้มีความครอบคลุมและเชื่อมโยงอย่างไร้รอยต่อ โดยให้ความสำคัญกับการปรับเปลี่ยน รูปแบบการขนส่งสินค้าจากถนนไปสู่การขนส่งทางรางและน้ำมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economics Corridor : EEC) ได้แก่จังหวัดระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทราให้มีความพร้อมทางโครงสร้างพื้นฐานและมีมาตรการเพื่ออำนวยความสะดวกและลดต้นทุนในการเคลื่อนย้ายสินค้าและบริการ อันจะเป็นการ ส่งเสริม สนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางคมนาคม รวมถึงศูนย์กลางอุตสาหกรรมและนวัตกรรมของภูมิภาคต่อไป ทั้งนี้การสัมมนาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อนำเสนอผลการศึกษาโครงการ และ (ร่าง)แผนปฏิบัติการพัฒนาการเชื่อมโยงและเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งสินค้าเกษตรและ อุตสาหกรรมทั้งทางรางและทางน้ำเพื่อรองรับการพัฒนาพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (พ.ศ. 2569-2575) เพื่อรับฟังความคิดเห็น และข้อเสนอแนะต่าง ๆ จากผู้เข้าร่วมการสัมมนาสำหรับนำไปปรับปรุงรายงานฉบับสมบูรณ์ให้มีความครบถ้วน ครอบคลุม ต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5641400/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw24AH9aWSUbia6UWTOAtEOm

  • อินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส เผยแพร่รายงานประเมินแนวโน้มความเสี่ยง ประจำปี 2569 ระบุปัจจัยความไม่แน่นอนผลักดันให้องค์กรต้องเร่งเตรียมพร้อมรับมือ

    อินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส เผยแพร่รายงานประเมินแนวโน้มความเสี่ยง ประจำปี 2569 ระบุปัจจัยความไม่แน่นอนผลักดันให้องค์กรต้องเร่งเตรียมพร้อมรับมือ

    ข่าวประชาสัมพันธ์ โดย ThaiPR.net

    อินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส (International SOS) ผู้นำระดับโลกด้านการจัดการความเสี่ยงด้านสุขภาพและความปลอดภัย เผยแพร่ “รายงานประเมินแนวโน้มความเสี่ยง” (Risk Outlook) [1] ฉบับที่ 10 ประจำปี 2569 นำเสนอข้อมูลเชิงลึกที่มีความสำคัญเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านสุขภาพและความปลอดภัยที่เปลี่ยนแปลงไปและอุบัติขึ้นใหม่ ซึ่งองค์กรต่าง ๆ และบุคลากรทั่วโลกมีแนวโน้มต้องเผชิญในปี 2569 นี้

    ผลการศึกษาวิจัยบ่งชี้ว่า ความเสี่ยงและภัยคุกคามต่าง ๆ ทวีความรุนแรงอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง อีกทั้งยังมีความเชื่อมโยงและทับซ้อนกันมากขึ้น ข้อค้นพบดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันที่ถาโถมเข้าสู่องค์กร ซึ่งส่งผลให้องค์กรจำเป็นต้องเร่งยกระดับการเตรียมความพร้อมในการรับมือกับความเสี่ยงด้านสุขภาพและความปลอดภัย เพื่อปกป้องพนักงานและรักษาความต่อเนื่องทางธุรกิจ ทั้งนี้ ข้อสรุปสำคัญจากการศึกษาวิจัยประกอบด้วย

    • ผู้บริหารองค์กรเกือบ 6 ใน 10 คน (57%) ระบุว่า ความเสี่ยงรูปแบบใหม่ ๆ อุบัติขึ้นอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่จะบริหารจัดการได้ทัน ขณะที่ 74% รู้สึกว่ามีเวลาตัดสินใจในสถานการณ์สำคัญน้อยลง และมีเพียง 35% ที่มั่นใจว่าสามารถระดมทีมงานเพื่อรับมือกับความเสี่ยงได้อย่างทันท่วงที
    • ผู้บริหาร 80% เชื่อว่าการตรวจพบความเสี่ยงอย่างทันท่วงทีทำให้มีความได้เปรียบในการรับมือ แต่มีเพียง 20% ที่มั่นใจว่าสามารถตรวจสอบและยืนยันข้อมูลความเสี่ยงได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
    • เกือบครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสำรวจ (49%) ชี้ว่า ความเสี่ยงต่าง ๆ มีความเชื่อมโยงและทับซ้อนกันมากขึ้น จึงจำเป็นต้องจัดการความเสี่ยงทั้งด้านสุขภาพและความปลอดภัยควบคู่กันไป

    พร้อมกันนี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส ยังได้เผยแพร่ “แผนที่ความเสี่ยง” (Risk Map) [2] ประจำปี 2569 ซึ่งเป็นฉบับที่เปิดเผยสู่สาธารณะ เพื่อแสดงระดับความเสี่ยงด้านสุขภาพและความปลอดภัยในปัจจุบัน โดยในแผนที่ดังกล่าวมีการปรับเพิ่มระดับความเสี่ยงด้านความปลอดภัยในหลายพื้นที่อันเนื่องมาจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น อิหร่าน (จากระดับปานกลางเป็นสูง) เมียนมา (จากระดับสูงเป็นสูงมาก) และไนเจอร์ (จากระดับปานกลางเป็นสูง) ส่วนในบางพื้นที่มีการปรับลดระดับความเสี่ยงด้านความปลอดภัย เช่น มองโกเลีย (จากระดับปานกลางเป็นต่ำ) เนื่องจากสถานการณ์ในเมืองหลวงมีเสถียรภาพมากขึ้น ขณะที่การตอบสนองต่อภัยพิบัติทางธรรมชาติและความปลอดภัยบนท้องถนนก็ดีขึ้น ด้านอินเดียมีการปรับลดระดับความเสี่ยงด้านสุขภาพ (จากระดับผันผวนเป็นปานกลาง) เนื่องจากมีการยกระดับการดูแลรักษาผู้ป่วยตามเมืองใหญ่ให้มีมาตรฐานมากขึ้น

    อาร์โนด์ ส์ซิเย่ (Arnaud Vaissie) ผู้ร่วมก่อตั้ง ประธานกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหารของอินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส กล่าวว่า “เมื่อก้าวเข้าสู่ปี 2569 องค์กรต่าง ๆ ต้องเผชิญกับภูมิทัศน์ที่เต็มไปด้วยความซับซ้อน ทั้งยังมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ ภัยจากธรรมชาติ ค่าครองชีพที่สูงขึ้น หรือการแบ่งขั้วทางการเมือง ล้วนสร้างแรงกดดันต่อการดำเนินธุรกิจและส่งผลกระทบต่อพนักงาน นอกจากนี้ ข้อมูลที่ผิดและข้อมูลที่บิดเบือนยังบ่อนทำลายความเชื่อมั่นภายในองค์กร ในขณะที่องค์กรต้องให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตของพนักงานมากขึ้นในยุคที่ทุนมนุษย์มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ยิ่งไปกว่านั้น ปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ไม่ได้แยกออกจากกันอย่างเป็นเอกเทศอีกต่อไป หากแต่เชื่อมโยงกัน มีพัฒนาการ และท้าทายแม้กระทั่งแผนการที่รัดกุมที่สุด ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ การเตรียมความพร้อมจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นรากฐานสำคัญของความเชื่อมั่น ความต่อเนื่องทางธุรกิจ และการเติบโตต่อไปในอนาคต

    ศักยภาพในการคาดการณ์และตัดสินใจอย่างเด็ดขาดคือสิ่งที่ช่วยให้องค์กรสามารถปกป้องบุคลากรและรักษาความต่อเนื่องทางธุรกิจได้ ไม่ว่าจะดำเนินการที่ใดและภายใต้สถานการณ์ใดก็ตาม อย่างไรก็ดี การเตรียมความพร้อมไม่อาจยึดติดอยู่กับการตั้งรับเฉย ๆ ได้อีกต่อไป แต่ต้องมีการวางกลยุทธ์อย่างชาญฉลาด มีความยืดหยุ่น และดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการขยายขีดความสามารถ โดยช่วยตรวจจับความเสี่ยงแบบเรียลไทม์และช่วยให้ตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม การพึ่งพาเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวไม่สามารถทดแทนการใช้วิจารณญาณของมนุษย์ได้ การผสมผสานระหว่างการวิเคราะห์ขั้นสูงของระบบกับความเชี่ยวชาญของมนุษย์จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยเปลี่ยนความซับซ้อนให้เป็นความชัดเจน และเปลี่ยนความไม่แน่นอนให้กลายเป็นการคาดการณ์ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง”

    ผลการศึกษาวิจัยยังบ่งชี้ว่า ความไม่แน่นอนกำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยองค์กร 66% ระบุว่า ความไม่แน่นอนได้ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างเด่นชัดในช่วงปีที่ผ่านมา ปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญมาจากความไร้เสถียรภาพทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งผู้ตอบแบบสำรวจ 47% ยกให้เป็นปัจจัยหลัก รองลงมาคืออาชญากรรมไซเบอร์ อย่างไรก็ตาม ภัยคุกคามทางดิจิทัลในรูปแบบอื่นกลับถูกประเมินต่ำกว่าความเป็นจริง โดยมีผู้ตอบแบบสำรวจเพียง 14% ที่มองว่า การเผยแพร่ข้อมูลที่ผิด (misinformation) และข้อมูลที่บิดเบือน (disinformation) เป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักที่ก่อให้เกิดความไม่แน่นอน ทั้งที่ภัยคุกคามดังกล่าวมีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้นและมีศักยภาพสูงในการรบกวนการดำเนินงาน ตลอดจนบั่นทอนความเชื่อมั่นภายในองค์กรอย่างมีนัยสำคัญ

    ขณะเดียวกัน การนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ยังคงอยู่ในระดับต่ำอย่างชัดเจน โดยแม้ว่าเทคโนโลยี AI จะได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง แต่มีองค์กรเพียง 6% เท่านั้นที่มองว่า AI มีความจำเป็นต่อการจัดการความเสี่ยง สะท้อนให้เห็นว่าองค์กรจำนวนมากพลาดโอกาสในการใช้ประโยชน์จากศักยภาพของเทคโนโลยีดังกล่าว

    สเวเต โคเนสกา (Cvete Koneska) ผู้อำนวยการฝ่ายความปลอดภัยระดับโลกของอินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส กล่าวว่า “องค์กรสามารถยกระดับศักยภาพในการคาดการณ์และปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงได้ โดยความคล่องตัวและการเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกที่ทันท่วงทีเป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมสร้างความยืดหยุ่นเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนในปัจจุบัน”

    อย่างไรก็ตาม ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบด้านสุขภาพและความปลอดภัยของบุคลากรภายในองค์กรจำนวนเกือบ 80% คาดการณ์ว่างบประมาณขององค์กรในด้านสุขภาพและความปลอดภัยมีแนวโน้มทรงตัวหรือลดลง ซึ่งอาจจำกัดขีดความสามารถขององค์กรในการจัดการความเสี่ยงได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ

    ขณะเดียวกัน แม้มีข้อมูลบ่งชี้ว่าภาระจากปัญหาสุขภาพจิตยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีการประเมินว่าประชากรกว่า 1,000 ล้านคนทั่วโลกกำลังเผชิญกับปัญหาสุขภาพจิต [3] แต่มีผู้ตอบแบบสำรวจเพียง 17% เท่านั้นที่จัดให้ประเด็นนี้เป็นหนึ่งในความกังวลสูงสุดสามอันดับแรกขององค์กร

    ดร.ไอรีน ไล (Dr. Irene Lai) ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ระดับโลกของอินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส กล่าวว่า “การมองข้ามเรื่องสุขภาพ ย่อมเท่ากับมองข้ามคุณค่าของความเป็นมนุษย์ ข้อมูลจากการให้บริการแก่ลูกค้าของอินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส แสดงให้เห็นว่า ภาวะวิตกกังวลและความเครียดเป็นปัญหาสุขภาพจิตที่ลูกค้าต้องการความช่วยเหลือจากเรามากที่สุด นอกจากนั้นยังมีปัญหาเกี่ยวกับการใช้ยารักษา ซึ่งมักทำให้การเดินทางของพนักงานยุ่งยากมากขึ้น ปัจจุบัน ความเสี่ยงด้านสุขภาพแทบไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเป็นเอกเทศอีกต่อไป โดยภัยจากสภาพอากาศสุดขั้ว ความท้าทายด้านสุขภาพจิต และอันตรายจากโรคติดเชื้อ มักทับซ้อนและเชื่อมโยงกับวิกฤตด้านความปลอดภัย ด้วยเหตุนี้ องค์กรจำเป็นต้องบูรณาการการวางแผนด้านสุขภาพและความปลอดภัยเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ เพื่อให้สามารถปกป้องบุคลากรได้อย่างครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ”

    About the International SOS Group of Companies; 40 Years of Saving Lives

    The International SOS Group of Companies is in the business of protecting and saving lives. Wherever you are, we deliver customized security risk management, health and wellbeing solutions to fuel your growth and productivity. In the event of a security incident, epidemic, extreme weather or any other business-disrupting event, we provide an immediate response, giving you and your workforce peace of mind. We uniquely combine industry-leading technology with expertise in security, medical and logistics to deliver prevention programs that offer real-time, actionable insights and on-the-ground support.

    Founded in 1985, the International SOS Group has been saving lives for 40 years. Headquartered in London and Singapore, we are trusted by over 9,000 organizations. This includes the majority of the Fortune Global 500, as well as mid-size enterprises, governments, educational institutions, and NGOs. Nearly 13,000 global experts stand with you to provide support and assistance from over 1,200 locations in 90 countries, over 110 languages, 24/7, 365 days a year.

    We help protect your people and your organization, as well as support your compliance reporting needs. By partnering with us, your organization can fulfil its Duty of Care responsibilities and fortify its business continuity.

    To strengthen your resilience, we are at your fingertips; internationalsos.com.

    [1] รายงานประเมินแนวโน้มความเสี่ยง ประจำปี 2569 (Risk Outlook 2026) ผสานข้อมูลเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญและฐานข้อมูลที่เป็นกรรมสิทธิ์ของอินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส เข้ากับผลการสำรวจแนวโน้มความยืดหยุ่นทางธุรกิจ (Business Resilience Trends) ซึ่งเก็บข้อมูลจากผู้บริหารระดับสูงจำนวน 830 คน ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบด้านสุขภาพ สุขภาวะ และ/หรือความปลอดภัยของบุคลากรภายในองค์กร ทั้งนี้ การเก็บข้อมูลภาคสนามและการวิเคราะห์ข้อมูลดำเนินการโดยบริษัท เอคโค รีเสิร์ช (Echo Research) ในเดือนสิงหาคมและกันยายน 2568

    [2] แผนที่ความเสี่ยง ประจำปี 2569 (Risk Map 2026) เป็นฉบับที่เผยแพร่สู่สาธารณะ และได้รับการอัปเดตทุกปี โดยอ้างอิงข้อมูลจากแผนที่ความเสี่ยงฉบับเต็มที่เป็นกรรมสิทธิ์ของอินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส ซึ่งเผยแพร่เฉพาะสำหรับลูกค้าเท่านั้น และได้รับการอัปเดตอย่างต่อเนื่องตามข้อมูลเชิงลึกด้านความเสี่ยงล่าสุด พร้อมนำเสนอรายละเอียดเจาะลึก รวมถึงการจัดระดับความเสี่ยงในระดับเมือง

    [3] ประชากรกว่าหนึ่งพันล้านคนทั่วโลกกำลังเผชิญกับปัญหาสุขภาพจิต จึงจำเป็นต้องขยายบริการเพื่อรับมือกับปัญหานี้อย่างเร่งด่วน

    ข่าวประชาสัมพันธ์ โดย ThaiPR.net

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IRDQ0PR74N1S8JFNW3F3LF3WS9Q1AM8B&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1a_iwepwgyfEyvGxJGTaAw

  • ไวรัล “ไอเดียร์ สุชาดา” สส.ชัยภูมิ แห่แชร์ความสวยเซ็กซี่ เช็กประวัติไม่แปลกใจเลย

    ไวรัล “ไอเดียร์ สุชาดา” สส.ชัยภูมิ แห่แชร์ความสวยเซ็กซี่ เช็กประวัติไม่แปลกใจเลย

    ทำความรู้จัก “ไอเดียร์ สุชาดา” สส.ชัยภูมิ ป้ายแดงที่มารายงานตัวคนแรก พร้อมความสวยระดับไวรัล

    กลายเป็นกระแสไวรัลในโลกออนไลน์ทันที เมื่อ ไอเดียร์ สุชาดา หรือ นางสาวสุชาดา แทนทรัพย์ สส.ชัยภูมิ เขต 4 จากพรรคภูมิใจไทย เดินทางมารายงานตัวที่รัฐสภาเป็นคนแรกเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 จากการรายงานของสื่อมวลชนสำนักข่าวแนวหน้า ระบุว่านอกจากความมุ่งมั่นในการทำงานแล้ว เธอยังถูกพูดถึงอย่างมากในเรื่องความสวยและเสน่ห์ที่โดดเด่นสะดุดตา จนหลายคนอดไม่ได้ที่จะไปค้นหาประวัติของเธอ

    ความตั้งใจในการทำหน้าที่ สส.ชัยภูมิ

    นางสาวสุชาดาได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า สาเหตุที่เดินทางมารายงานตัวตั้งแต่ช่วงเช้า เป็นเพราะมีภารกิจต้องเดินทางไปปฏิบัติงานที่ต่างประเทศ และต้องพาลูกวัย 2 เดือนไปรับวัคซีนในช่วงบ่าย นอกจากนี้ เธอยังเน้นย้ำถึงความตั้งใจที่จะผลักดันการแก้ปัญหาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิที่ขาดการพัฒนามานานกว่า 30 ปี รวมถึงปัญหาปากท้องและราคาผลผลิตทางการเกษตร เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

    เปิดประวัติ “ไอเดียร์ สุชาดา” จากดาวรุ่งสู่นักการเมือง

    สำหรับประวัติของ ไอเดียร์ สุชาดา นั้นไม่ธรรมดา เพราะก่อนที่จะก้าวเข้าสู่เส้นทางการเมือง เธอเคยเป็นที่รู้จักในวงการบันเทิง ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ในอดีตระบุว่าเธอคือ อดีตเด็กปั้นของ พี่เอ ศุภชัย ศรีวิจิตร ผู้จัดการดาราชื่อดัง ซึ่งด้วยรูปร่างหน้าตาที่สะสวยทำให้เธอได้รับการจับตามองตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย

    ในด้านการศึกษา เธอจบการศึกษาระดับมัธยมจากโรงเรียนสุรนารีวิทยา ระดับปริญญาตรีจากสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร (SIIT) ปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และกำลังศึกษาต่อระดับปริญญาเอกที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    เส้นทางการเมืองที่น่าจับตามอง

    ก่อนจะประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งจนได้เป็น สส.ชัยภูมิ เธอเคยผ่านประสบการณ์ทำงานด้านการเมืองมาแล้วหลายตำแหน่ง ซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้

    • เคยเป็นผู้ช่วยหาเสียงให้กับพรรคประชาธิปัตย์ในกลุ่ม New Dem เมื่อปี 2562
    • ทำหน้าที่เป็นโฆษกกระทรวงอุตสาหกรรม และผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
    • ดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

    สรุป

    การปรากฏตัวของ ไอเดียร์ สุชาดา ไม่ได้มีเพียงแค่ภาพลักษณ์ความสวยงามหรือเสน่ห์ที่ดึงดูดใจเท่านั้น แต่เธอยังพกพาความรู้ ประสบการณ์ และความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาพื้นที่จังหวัดชัยภูมิอย่างเต็มเปี่ยม จึงถือเป็นอีกหนึ่งนักการเมืองหญิงรุ่นใหม่ที่น่าจับตามองอย่างยิ่งในสภาผู้แทนราษฎรชุดปัจจุบัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9875742/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29G1sPrWgKa1q9eAHvDeth