Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ครั้งแรกของเชียงของ! เทศกาลว่าวริมโขงดึงผู้เชี่ยวชาญจากเวยฟางร่วมแลกเปลี่ยน ยกระดับท่องเที่ยวด้วยศิลปะพื้นถิ่นไทย-จีน

    ครั้งแรกของเชียงของ! เทศกาลว่าวริมโขงดึงผู้เชี่ยวชาญจากเวยฟางร่วมแลกเปลี่ยน ยกระดับท่องเที่ยวด้วยศิลปะพื้นถิ่นไทย-จีน

    เชียงของเปิดเทศกาลว่าวริมโขงครั้งแรก ดึงเวยฟางร่วมยกระดับท่องเที่ยวสร้างสรรค์ริมแม่น้ำโขง

    เชียงราย, 1 มีนาคม 2569 – ลมปลายฤดูหนาวพัดข้ามสายน้ำโขงในอำเภอเชียงของ กลายเป็นฉากหลังของภาพที่ชวนให้หยุดมอง ว่าวหลากรูปทรงลอยเหนือสวนสาธารณะลานผ้าทอ บ้านหัวเวียง ในวันที่ผู้คนหลายวัยมารวมตัวกันเพื่อเปิด “เทศกาลว่าวริมโขง ครั้งที่ 1” กิจกรรมใหม่ที่จังหวัดเชียงรายหวังใช้วัฒนธรรมพื้นถิ่นเป็นเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวแบบสร้างสรรค์ และวางหมุดหมายให้เชียงของเป็นอีกพื้นที่ที่เล่าเรื่องชายแดนด้วยภาษาที่อ่อนโยนกว่าเดิม ภาษาที่ชื่อว่า “ว่าว”

    ว่าวบนลานผ้าทอ จุดเริ่มต้นของเทศกาลใหม่ริมโขง

    พิธีเปิดงานจัดขึ้นวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 โดยนายรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานเปิดงาน ณ สวนสาธารณะลานผ้าทอ บ้านหัวเวียง อำเภอเชียงของ รายละเอียดการจัดงานในรายงานสื่อท้องถิ่นระบุว่าเทศกาลครั้งแรกนี้ถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่รื้อฟื้นการเล่นว่าวของชุมชน และทำให้กิจกรรมพื้นบ้านที่เคยอยู่ในความทรงจำกลับมามีบทบาทในมิติการท่องเที่ยวอย่างเป็นรูปธรรม

    ความคึกคักของพื้นที่ไม่ใช่เพียงการชมว่าวขึ้นฟ้าเท่านั้น แต่ยังเป็นการวาง “ฉากใหม่” ให้เชียงของในสายตาคนนอก เมืองชายแดนที่คนจำนวนไม่น้อยรู้จักผ่านภาพการเดินทางและการค้าข้ามแดน กำลังทดลองเล่าเรื่องตัวเองผ่านกิจกรรมที่เข้าถึงง่ายและเป็นมิตรต่อครอบครัว ผู้จัดงานสื่อสารชัดว่าอยากเห็นเทศกาลนี้เติบโตเป็นงานประจำปี และขยายเครือข่ายความร่วมมือให้กว้างขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ

    เวยฟางเข้าร่วมแลกเปลี่ยน เติมมิติไทยจีนบนท้องฟ้าเดียวกัน

    จุดเด่นสำคัญของเทศกาลครั้งนี้คือการมีส่วนร่วมของคณะจากเมืองเวยฟาง มณฑลซานตง ประเทศจีน ซึ่งสื่อไทยรายงานว่าถูกเชิญมาเพื่อร่วมสาธิต ถ่ายทอด และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการทำว่าวกับผู้สนใจในพื้นที่ การนำ “ผู้เชี่ยวชาญจากเมืองว่าว” มาปักหมุดร่วมกิจกรรมในเชียงของ สะท้อนการใช้วัฒนธรรมเป็นการทูตระดับประชาชน สร้างวงสนทนาที่ไม่เริ่มต้นด้วยถ้อยคำการเมืองหรือความมั่นคง แต่เริ่มจากงานฝีมือ สีสัน และทักษะช่าง

    ในเชิงภาพรวม เมืองเวยฟางเป็นที่รู้จักในสื่อระหว่างประเทศในฐานะแหล่งอุตสาหกรรมว่าวที่เติบโตจากงานหัตถกรรมสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ รายงานสื่อจีนที่เผยแพร่ผ่านเครือข่ายข่าวเอเชียระบุว่า เมืองนี้มีผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับว่าวมากกว่า 600 แห่ง สร้างการจ้างงานราว 80,000 คน มียอดขายรวมต่อปีเกิน 2,000 ล้านหยวน และส่งออกไปมากกว่า 50 ประเทศและภูมิภาค ตัวเลขดังกล่าวทำให้เวยฟางไม่ได้เป็นเพียง “เมืองแห่งเทศกาล” แต่เป็นตัวอย่างของเมืองที่แปลงทุนวัฒนธรรมให้เป็นห่วงโซ่มูลค่าได้จริง

    จากงานเทศกาลสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ บทเรียนจากเมืองเวยฟาง

    แนวทางของเวยฟางที่ถูกกล่าวถึงในรายงานสื่อจีนอีกประเด็นหนึ่งคือการยกระดับทักษะทำว่าวให้เป็นมรดกภูมิปัญญา โดยทักษะการทำว่าวของเวยฟางถูกบรรจุในบัญชีโครงการมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของจีนตั้งแต่ปี 2006 สิ่งนี้มีนัยสำคัญต่อพื้นที่อย่างเชียงของ เพราะสะท้อนว่าการทำให้ศิลปะพื้นบ้านยืนระยะ ไม่ได้พึ่งเพียงความนิยมชั่วคราว แต่ต้องมีทั้งระบบการถ่ายทอด การรับรองคุณค่า และการสร้างตลาดที่สมดุลระหว่างวัฒนธรรมกับเศรษฐกิจ

    อีกด้านหนึ่ง สื่อไทยบางสำนักรายงานถึงการจัดเทศกาลว่าวนานาชาติของเวยฟางที่ดำเนินต่อเนื่องยาวนาน และมีการเชิญชวนให้คนไทยเข้าร่วมกิจกรรมที่จีนในช่วงเดือนเมษายน ซึ่งถูกมองว่าเป็นการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนสองประเทศผ่านกิจกรรมทางวัฒนธรรม เมื่อยึดกรอบนี้กลับมามองเชียงของ เทศกาลว่าวริมโขงจึงไม่ใช่เพียงงานเปิดตัวครั้งแรก แต่เป็นการทดลอง “โมเดลความร่วมมือ” ที่ใช้วัฒนธรรมเป็นประตูหน้า และค่อยต่อยอดไปสู่ประตูบานอื่นในอนาคต

    เชียงของกับโจทย์การทำเทศกาลให้เป็นของจริง ไม่ใช่เพียงงานครั้งคราว

    การประกาศสนับสนุนให้เทศกาลเป็นงานประจำปีเป็นเป้าหมายที่ฟังดูเรียบง่าย แต่ในทางปฏิบัติกลับมีองค์ประกอบจำนวนมากที่ต้องจัดวางให้ลงตัว ข้อมูลจากสื่อพื้นที่สะท้อนว่า ผู้จัดงานมองการปรับช่วงเวลาจัดงานให้เหมาะกับฤดูลมเป็นปัจจัยสำคัญ เพื่อยกระดับประสบการณ์ของผู้ชมและผู้เล่นว่าวให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

    หากเทศกาลต้องเติบโตเป็นกิจกรรมประจำปี โจทย์ที่ตามมาคือการจัดการความต่อเนื่องของคอนเทนต์และกิจกรรม ปีแรกอาจตื่นตาเพราะความใหม่ แต่ปีถัดไปผู้คนจะถามหาสิ่งที่ “มากกว่าเดิม” เช่น เวิร์กช็อปที่เจาะลึกขึ้น การประกวดที่มีมาตรฐานชัด การเชื่อมกับสินค้าชุมชน หรือการจัดพื้นที่เรียนรู้ให้เด็กและเยาวชน การเติบโตแบบนี้ต้องใช้ทั้งงบประมาณ การจัดการ และการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างแท้จริง

    ในเวลาเดียวกัน ความสำเร็จของเทศกาลในเมืองชายแดนย่อมผูกกับการเดินทาง ที่พัก ความปลอดภัย และการบริการที่เป็นมิตรต่อผู้มาเยือน งานว่าวอาจเริ่มจากลานผ้าทอ แต่ผลกระทบจะขยายไปถึงร้านอาหาร ที่พัก ผู้ประกอบการท้องถิ่น และแรงงานบริการ หากกลไกเหล่านี้ไม่ถูกยกระดับไปพร้อมกัน งานเทศกาลก็เสี่ยงจะกลายเป็นเพียงภาพสวยในวันเปิดงาน

    ว่าวเป็นสื่อกลางความสัมพันธ์ และเป็นพื้นที่สร้างความไว้ใจ

    ความน่าสนใจของเทศกาลว่าวริมโขงอยู่ที่การเลือกใช้ “กิจกรรมที่ไม่ขัดแย้ง” เป็นพื้นที่กลางของผู้คน ว่าวไม่มีฝ่าย ไม่มีขั้ว และไม่ตั้งเงื่อนไขว่าผู้ชมต้องมีต้นทุนความรู้มาก่อน นี่คือคุณสมบัติสำคัญของการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ในยุคที่ผู้คนต้องการประสบการณ์ร่วม และต้องการพื้นที่ปลอดภัยในการพักใจ

    ในมิติความสัมพันธ์ไทยจีน การที่เชียงของดึงเมืองเวยฟางเข้ามาร่วมกิจกรรม ทำให้ความสัมพันธ์ไม่ได้อยู่เพียงในระดับพิธีการ แต่ขยับไปสู่ระดับช่างฝีมือ ครูผู้สอน และเยาวชนที่เรียนรู้ร่วมกัน ผลลัพธ์ระยะสั้นคือความคึกคักของงาน แต่ผลลัพธ์ระยะยาวที่สำคัญกว่าคือเครือข่ายคนทำงานวัฒนธรรมที่รู้จักกันจริง และอาจต่อยอดเป็นโครงการแลกเปลี่ยนอื่น ๆ ในอนาคต

    ประชาชนทำอะไรได้ทันที เพื่อให้เทศกาลเติบโตอย่างยั่งยืน

    สำหรับประชาชนในพื้นที่และนักท่องเที่ยว สิ่งที่ทำได้ทันทีมีอย่างน้อยสามด้าน

    ด้านแรกคือการร่วมใช้พื้นที่อย่างรับผิดชอบ งานกลางแจ้งริมโขงต้องพึ่งพาความร่วมมือเรื่องความสะอาด ความปลอดภัย และการเคารพพื้นที่สาธารณะ

    ด้านที่สองคือการสนับสนุนเศรษฐกิจชุมชน ไม่ว่าจะเป็นการเลือกซื้อสินค้า การใช้บริการในพื้นที่ หรือการบอกต่อข้อมูลการเดินทางอย่างสร้างสรรค์ การกระจายรายได้คือเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้คนในชุมชนอยากเป็นเจ้าของเทศกาลร่วมกัน

    ด้านที่สามคือการช่วยกันรักษา “เรื่องเล่า” ของงาน เทศกาลจะกลายเป็นประจำปีได้ก็ต่อเมื่อมีความทรงจำร่วม ผู้คนจดจำว่าเคยมาที่นี่เพื่ออะไร และอยากกลับมาเพราะอะไร เรื่องเล่าเหล่านี้เกิดจากประสบการณ์จริงที่ผู้จัดงานและชุมชนต้องสร้างร่วมกัน

    สถิติและข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้อง

    • เมืองเวยฟางมีผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับว่าวมากกว่า 600 แห่ง สร้างงานราว 80,000 ตำแหน่ง ยอดขายรวมต่อปีเกิน 2,000 ล้านหยวน และส่งออกไปมากกว่า 50 ประเทศและภูมิภาค
    • เทศกาลว่าวริมโขง ครั้งที่ 1 จัดที่สวนสาธารณะลานผ้าทอ บ้านหัวเวียง อำเภอเชียงของ และเปิดงานวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 โดยรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเป็นประธาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/mekong-kite-festival-chiang-khong-chiang-rai/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2szd3zcIq2eSQCsDAjd_5Y

  • กูรูอสังหาฯมองสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านสะเทือนเศรษฐกิจไทย  

    กูรูอสังหาฯมองสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านสะเทือนเศรษฐกิจไทย  

    กูรูอสังหาฯมองสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านสะเทือนเศรษฐกิจไทย  

    กูรูอสังหาฯมองสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านสะเทือนเศรษฐกิจไทย  

    ผลกระทบความตึงเครียดอิสราเอล / สหรัฐฯ-อิหร่าน ต่อเศรษฐกิจโลก ไทย และภาค อสังหาริมทรัพย์ ที่ยกระดับล่าสุด มีการสังหารผู้นำ และระดับผู้นำกองทัพอิหร่านแล้วนั้น ยังไม่สามารถประเมินสถานการณ์ได้ว่าในประเทศอิหร่านซึ่งแบ่งเป็น2ฝ่ายจะลุกลามจนเกิดสงครามกลางเมืองหรือไม่

    นายสุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร เปิดเผย”ฐานเศรษฐกิจ”ว่า ความเสี่ยงส่งผลกระทบผ่าน “ราคาพลังงาน” คือเรื่องหลัก หากความขัดแย้งยืดเยื้อและกระทบเส้นทางขนส่งในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันมีแนวโน้มทรงตัวสูง หรือปรับขึ้น ซึ่งจะผลักดันเงินเฟ้อทั่วโลก และเพิ่มความผันผวนในตลาดการเงิน

    1) ผลต่อเศรษฐกิจโลก

    ราคาพลังงานที่สูงขึ้นจะดันต้นทุนการผลิตและค่าขนส่ง ทำให้เงินเฟ้อเร่งตัวในหลายประเทศ ขณะเดียวกันความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ทำให้นักลงทุนย้ายเงินไปสินทรัพย์ปลอดภัย ส่งผลให้ตลาดหุ้นผันผวนและการลงทุนชะลอ ความเสี่ยงที่ต้องจับตาคือภาวะ โตช้าแต่เงินเฟ้อสูง หากสงครามยืดเยื้อ

    2) ผลต่อเศรษฐกิจไทย

    ไทยเป็นผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ ต้นทุนนำเข้าที่สูงขึ้นจะกระทบเงินเฟ้อในประเทศและดุลการค้า อีกทั้งแรงซื้อดอลลาร์เพื่อชำระค่าน้ำมันอาจกดดันค่าเงินบาทให้อ่อนค่า หากเงินเฟ้อเร่งและบาทผันผวน จะเพิ่มแรงกดดันต่อนโยบายการเงินและความเชื่อมั่นผู้บริโภค ส่งผลให้การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนชะลอ

    3) ธปท. เพิ่งจะประกาศลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจาก 1.25% เป็น 1% เมื่อวันที่25กพ‘69 ที่ผ่านมา สัญญาณฟื้นเศรษฐกิจกำลังจะมาดีพอมีการปะทุของสงคราม ตะวันออกกลางครั้งนี้ หากส่งผลให้เงินเฟ้อไทยขยับเกินกรอบเป้าหมายและทรงตัวสูง ค่าเงินบาทจะมีแรงกดดันอ่อนค่า เศรษฐกิจยังเติบโตต่ำแต่ไม่ถึงถดถอย

    แนวโน้มการตัดสินใจ กนง ครั้งต่อไป มีโอกาสชะลอการลดดอกเบี้ย  และอาจปรับขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป (เช่น 0.25%) เพื่อป้องกันเงินเฟ้อ และพยุงเสถียรภาพค่าเงิน แม้จะตระหนักถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจในประเทศ ธปท คงต้องรักษาสมดุลระหว่างเงินเฟ้อกับการเติบโต

    4) ผลต่อภาคอสังหาริมทรัพย์และบ้านจัดสรร

    หากดอกเบี้ย เปลี่ยนทิศทางเป็นขาขึ้น และสูงนาน ความสามารถผ่อนชำระ (DSR) ของผู้ซื้อบ้านกลุ่มกลาง–ล่างจะตึงตัว ผู้บริโภคชะลอการตัดสินใจซื้อ ผู้ประกอบการระมัดระวังการเปิดโครงการใหม่

    อย่างไรก็ตาม ตลาดบ้านจัดสรรยังมีดีมานด์เพื่ออยู่อาศัยจริง (real demand) เป็นฐานสำคัญ และซัพพลายใหม่ไม่ได้ล้นตลาดเหมือนในอดีต จึงไม่น่าจะเกิดภาวะถดถอยรุนแรง แต่การฟื้นตัวอาจช้ากว่าที่คาด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/real-estate/652708&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34yf8Nj_SuuGQZYaIOyE4L

  • “เซ็นทรัล ทำ” ก้าวสู่ปีที่ 9 พัฒนาชุมชนทั่วไทยแบบองค์รวม

    “เซ็นทรัล ทำ” ก้าวสู่ปีที่ 9 พัฒนาชุมชนทั่วไทยแบบองค์รวม

    “การเติบโตของธุรกิจจะมีความหมายอย่างแท้จริง ก็ต่อเมื่อเดินควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม” คุณพิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล เน้นย้ำถึงแนวทางสำคัญ ที่ “เซ็นทรัล ทำ” ยึดมั่นมาตลอด จนในวันนี้โครงการพัฒนาชุมชนทั่วไทยที่ “เซ็นทรัล ทำ” ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ภายใต้กรอบการขับเคลื่อนเพื่อความยั่งยืน 6 แนวทางหลัก

    โดย คุณพิชัย ได้บอกเล่าและอัปเดตให้ฟังถึงผลงานที่เห็นเป็นรูปธรรมกับการดำเนินโครงการพัฒนาชุมชนของ เซ็นทรัล ทำ ในช่วงเวลาที่ผ่านมา พร้อมแชร์ต้นแบบพื้นที่เกษตรคาร์บอนต่ำ ที่ เซ็นทรัล ทำ ได้ไปร่วมดำเนินการกับ วิสาหกิจชุมชนปลูกพืชเศรษฐกิจบ้านเทพพนา และสวนเทพพนา จนเกิดผลลัพธ์เป็นการยกระดับชีวิต ความเป็นอยู่ ของชุมชนและสร้างเศรษฐกิจชุมชนได้อย่างยั่งยืน

    คุณพิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล

    ก้าวสู่ปีที่ 9 กับการเติบโตอย่างยั่งยืน ตอบโจทย์ ESG ของ เซ็นทรัล ทำ

    ดังที่กล่าวข้างต้นว่า ในช่วงเวลาที่ผ่านมา เซ็นทรัล ทำ ได้ขับเคลื่อนและพัฒนาชุมชนทั่วไทยให้เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ตามแนวทางความยั่งยืน 6 ด้าน โดย คุณพิชัย ได้ยกตัวอย่างผลการดำเนินโครงการในด้านหลักๆ ดังนี้
    “ในมิติ ด้านการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเสมอภาคในการเข้าถึงโอกาสอย่างเท่าเทียม เซ็นทรัล ทำ ได้สนับสนุนและพัฒนาโรงเรียนรวม 203 แห่ง เพื่อยกระดับโอกาสทางการศึกษาและพัฒนาศักยภาพเยาวชนอย่างต่อเนื่อง สามารถสร้างงานและสนับสนุนอาชีพให้แก่คนพิการกว่า 1,395 คน พร้อมส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับประชาชนในชุมชนมากกว่า 150,000 ราย ขณะเดียวกัน มิติ Community & Social Contribution (ส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน สร้างอาชีพ และบรรเทาสาธารณภัย) ได้สร้างรายได้หมุนเวียนกลับสู่ชุมชนรวมกว่า 2,240 ล้านบาท และเสริมความเข้มแข็งให้เครือข่ายท้องถิ่นในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ”
    “ต่อมา ในด้าน Human Capital Development หรือ การพัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ กลุ่มเซ็นทรัลให้ความสำคัญการเพิ่มขีดความสามารถของพนักงานในองค์กร พัฒนาศักยภาพ มีความสมดุลทั้งในด้านการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวันให้มีประสิทธิภาพ

    “ส่วนในด้าน Circular Economy & Waste Management หรือ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน และบริหารจัดการขยะอย่างเป็นระบบ และ Food Loss & Food Waste Reduction (ลดการสูญเสียอาหารในกระบวนการผลิต และลดปริมาณขยะอาหาร) สามารถลดการสูญเสียอาหารและขยะอาหารได้กว่า 27,300 ตัน ลดปริมาณขยะที่เข้าสู่หลุมฝังกลบกว่า 93,490 ตัน พร้อมทั้งเพิ่มพื้นที่สีเขียวและฟื้นฟูป่ากว่า 15,000 ไร่ เพื่อใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม”
    “ในขณะเดียวกัน ด้าน Climate Action เซ็นทรัล ทำ ได้ร่วมฟื้นฟูสภาพอากาศ ลดมลภาวะ และผลักดันการใช้พลังงานหมุนเวียน โดยการติดตั้งจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าจำนวน 1,487 สถานที่ ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคา 259 แห่ง และผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์รวมถึง 252,176 เมกะวัตต์ชั่วโมง สะท้อนความมุ่งมั่นในการลดมลภาวะและผลักดันการใช้พลังงานหมุนเวียนอย่างชัดเจน”
    นอกจากนั้น ในปี 2569 คุณพิชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า “เซ็นทรัล ทำ” จะมุ่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบระดับพื้นที่ ผ่านการพัฒนาชุมชนแบบองค์รวม (Holistic Shared Value Ecosystem) 8 ด้าน คือ ยกระดับการศึกษา พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน สร้างอาชีพ เพิ่มมูลค่าสินค้า พัฒนาแบรนด์สู่สากล สร้างศูนย์เรียนรู้ ส่งเสริมท่องเที่ยวชุมชน สร้างเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และสร้างระบบจัดการขยะ ZERO WASTE

    เปิดโมเดลการพัฒนาชุมชนแบบองค์รวม @ ต้นแบบพื้นที่เกษตรคาร์บอนต่ำ บ้านเทพพนา จังหวัดชัยภูมิ

    และเพื่อให้เห็นภาพโมเดลการพัฒนาชุมชนแบบองค์รวมที่ เซ็นทรัล ทำ ตั้งใจทำให้เกิดขึ้นในหลายชุมชนทั่วไทย “เซ็นทรัล ทำ“ ได้แนะนำให้เราได้รู้จักกับ วิสาหกิจชุมชนปลูกพืชเศรษฐกิจบ้านเทพพนา อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ เป็นพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาแบบองค์รวม ตามแนวทางการทำเกษตรคาร์บอนต่ำ
    โดยวิสาหกิจชุมชนปลูกพืชเศรษฐกิจบ้านเทพพนา เป็นหนึ่งใน 7 กลุ่มผู้ปลูกอะโวคาโดพันธุ์แฮสส์แมกซิโกในประเทศไทย สายพันธุ์คุณภาพระดับโลกที่ได้รับการยอมรับในด้านรสชาติและมาตรฐานการผลิต ที่เริ่มต้นจากความตั้งใจในการเพิ่มรายได้และสร้างมูลค่าให้กับเกษตรกรในพื้นที่ ก่อนพัฒนาต่อยอดสู่ระบบเกษตรกรรมที่ยั่งยืนมากยิ่งขึ้น
    ทั้งนี้ หากจะถอดบทเรียนจากความสำเร็จของ วิสาหกิจชุมชนปลูกพืชเศรษฐกิจบ้านเทพพนา ต้องไปพูดคุยกับ Key person ที่เป็นผู้นำชุมชนและทำงานร่วมกับ โครงการ เซ็นทรัล ทำ อย่างใกล้ชิด คือ คุณวิเชียร พรมทุ่งค้อ เกษตรกรและเจ้าของสวนเทพนา ซึ่งได้บอกเล่าให้ฟังว่า
    คุณวิเชียร พรมทุ่งค้อ เกษตรกรและเจ้าของสวนเทพนา
    “ชุมชนได้ปรับกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับแนวทางการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ผ่านการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ การจัดทำธนาคารน้ำใต้ดินเพื่อบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ และการนำ “เห็ดเรืองแสงสิรินรัศมี” มาใช้ควบคุมโรคพืชในแปลงอะโวคาโด เพื่อลดการใช้สารเคมีและรักษาสมดุลทางธรรมชาติ แนวทางดังกล่าวไม่เพียงยกระดับคุณภาพผลผลิต หากยังเสริมสร้างความมั่นคงทางรายได้ พร้อมวางรากฐานการพัฒนาการเกษตรที่คำนึงถึงทั้งเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมควบคู่กันอย่างสมดุล”
    “นอกจากการพัฒนาด้านคุณภาพผลผลิต ชุมชนยังต่อยอดสู่การทำเกษตรคาร์บอนต่ำ โดยใช้แนวคิด ไบโอชาร์ ควบคู่การจัดการดินและน้ำอย่างยั่งยืน ไบโอชาร์มีโครงสร้างรูพรุนช่วยกักเก็บธาตุอาหารและความชื้น ฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดิน ส่งเสริมจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ ลดการใช้ปุ๋ยเคมี และช่วยกักเก็บคาร์บอนในดินเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ส่งผลให้ผลผลิตมีคุณภาพสูงขึ้น เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ยังมีการจัดการธนาคารน้ำใต้ดินเพื่อสำรองน้ำไว้ใช้ได้ตลอดทั้งปี ควบคู่กับการติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับสูบน้ำบาดาล เพื่อลดการใช้พลังงานไฟฟ้าและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน ยกระดับชุมชนสู่ต้นแบบเกษตรยั่งยืนที่สมดุลทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิต”

    “ในปัจจุบัน สวนเทพพนาได้รับการรับรองมาตรฐาน Organic Thailand : ซึ่งเป็นตราสัญลักษณ์ที่รับรองโดยกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อยืนยันว่าเป็นผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ที่ปลอดภัย ปลอดสารเคมีสังเคราะห์ 100% ไม่ใช้พืช GMO และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยต้องผ่านการตรวจสอบมาตรฐาน ตั้งแต่แหล่งผลิต การจัดการแปลง ไปจนถึงการแปรรูป สะท้อนความเข้มงวดด้านคุณภาพ ความโปร่งใสของระบบการผลิต และความรับผิดชอบต่อทั้งผู้บริโภคและระบบนิเวศ”
    อย่างไรก็ดี การพัฒนาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนและการสร้างอาชีพผ่านมิติสินค้าการเกษตรเท่านั้น หากยังขยายผลสู่การ ยกระดับการท่องเที่ยวและการเรียนรู้ อย่างเป็นระบบ โดย “เซ็นทรัล ทำ” ร่วมกับสำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด พัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชิงเกษตรอินทรีย์รองรับจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง พร้อมก่อสร้างศูนย์การเรียนรู้ 2 อาคาร รองรับผู้เข้าอบรมและนักท่องเที่ยวในปี 2568 ได้รวมกว่า 330,000 คน
    พร้อมกันนี้ ยังมีการพัฒนากิจกรรมดูดาวซึ่งถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับพื้นที่สู่แหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศและแหล่งเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อม เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสความงดงามของท้องฟ้ายามค่ำคืนท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ปราศจากมลภาวะทางแสง ควบคู่กับการรณรงค์ลดการใช้แสงสว่างที่ไม่จำเป็น เพื่อลดผลกระทบต่อระบบนิเวศ สัตว์ป่า และคุณภาพชีวิตของชุมชนโดยรอบ อันเป็นการส่งเสริมความสมดุลระหว่างการท่องเที่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โดยพื้นที่ท้องฟ้าสวนเทพพนา อยู่ระหว่างการขอขึ้นทะเบียนเป็นเขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืด หรือ Dark Sky Park ปี 2569 โดย สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT)

    ด้าน คุณพิชัย กล่าวเพิ่มว่า “ในมิติสิ่งแวดล้อม ปัจจุบัน “เซ็นทรัล ทำ” ขับเคลื่อนการทำงานในพื้นที่ภายใต้โมเดล Green Restoration & Low-carbon Model ตามกรอบแนวคิด “ป่าต้นน้ำ สู่ท้องทะเล” ที่มุ่งฟื้นฟูธรรมชาติควบคู่กับการสร้างเศรษฐกิจชุมชนอย่างสมดุล”
    “ตั้งแต่ปี 2566 ถึงปัจจุบัน มีการฟื้นฟูพื้นที่สีเขียวในจังหวัดชัยภูมิรวมประมาณ 6,500 ไร่ ครอบคลุมทั้งเกษตรเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม วนเกษตร และการอนุรักษ์ป่าชุมชน เพื่อแก้โจทย์เชิงโครงสร้างของพื้นที่ ได้แก่ ดินเสื่อมโทรม รายได้ไม่มั่นคง และปัญหา PM2.5 จากการเผาชีวมวล โดยดำเนินการอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นน้ำของห่วงโซ่การผลิต”
    “แนวทางสำคัญคือการส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจมูลค่าสูง อาทิ อะโวคาโด แมคคาเดเมีย ทุเรียน และกาแฟโรบัสต้า ควบคู่กับการพัฒนา “ห่วงโซ่คุณค่าไม่เผา” เปลี่ยนเศษวัสดุทางการเกษตรให้กลับมาเป็นทรัพยากร ผ่านกระบวนการผลิตและใช้ไบโอชาร์และปุ๋ยหมักภายในชุมชน เพื่อลดการเผา ลดต้นทุนปุ๋ย ฟื้นฟูดิน เพิ่มความชุ่มชื้น และสนับสนุนการกักเก็บคาร์บอนในระยะยาว ตามแนวทางโซนต้นน้ำที่มุ่งลดการเผา จัดการชีวมวล และแปรรูปเป็นปุ๋ย–ไบโอชาร์อย่างครบวงจร”

    “พร้อมกันนี้ วิสาหกิจชุมชนในพื้นที่ได้ต่อยอดเป็น “ศูนย์เรียนรู้พัฒนาผลผลิตการเกษตร และผลิตภัณฑ์ชุมชน สวนเทพพนา” บูรณาการโรงผลิตไบโอชาร์และปุ๋ยหมักเป็นฐานการเรียนรู้ ถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เกษตรกรและเครือข่ายในภูมิภาค อีกทั้งยกระดับ “เส้นทางเรียนรู้และท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ” ให้เป็นกลไกสร้างรายได้ต่อเนื่อง ควบคู่กับการดูแลและฟื้นฟูป่าชุมชน”
    “ไม่เพียงเท่านั้น เราได้พัฒนาการศึกษา เด็กและเยาวชน และการดูแลคนพิการ โดยโรงเรียนบ้านไร่พัฒนาได้รับการยกระดับเป็นศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์ตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงมัธยมต้น ร่วมกับวิสาหกิจชุมชน ส่งเสริมการปลูกอะโวคาโดในพื้นที่ พร้อมจ้างงานเชิงสังคมสำหรับคนพิการในสวน เพื่อพัฒนาทักษะและสร้างรายได้อย่างยั่งยืน โดยในปีที่ผ่านมาได้พัฒนานักเรียนจำนวน 1,326 คน และครูบุคลากร 113 คน พร้อมขยายผลสู่เครือข่ายโรงเรียนอีก 10 แห่ง เน้นการพัฒนาครูด้านภาษาอังกฤษ STEM และการสร้างนักเรียนที่มีคุณธรรมด้วย”

    โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา วิสาหกิจชุมชนสามารถสร้างรายได้ให้สมาชิกกว่า 60 ล้านบาท และขยายผลเครือข่ายผู้ปลูกอะโวคาโดได้ถึง 1,500 ราย สะท้อนศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม
    “หัวใจของความสำเร็จอยู่ที่การมองการพัฒนาในภาพรวม ไม่แยกส่วน ไม่ทำเฉพาะด้าน แต่เชื่อมโยงทุกมิติให้เดินหน้าไปพร้อมกัน การพัฒนาชุมชนในวันนี้จึงไม่ใช่การดำเนินโครงการเฉพาะส่วน หากแต่คือการออกแบบระบบเศรษฐกิจระดับพื้นที่ใหม่ ที่ผสานรายได้ การศึกษา โครงสร้างพื้นฐาน สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตเข้าไว้ในกรอบเดียวกัน”
    “โดย Holistic Shared Value Ecosystem คือกลไกที่ทำให้การเติบโตของธุรกิจและความเข้มแข็งของชุมชนเกื้อหนุนกันอย่างยั่งยืน และที่สำคัญ โมเดลนี้สามารถขยายผลได้ทั้งในระดับจังหวัด ระดับภูมิภาค และระดับประเทศ เพื่อยกระดับขีดความสามารถของชุมชนไทยในระยะยาว แนวคิดดังกล่าวจะช่วยให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างมั่นคง พร้อมสร้างระบบเศรษฐกิจฐานรากที่แข็งแรงและปรับตัวได้ต่อความเปลี่ยนแปลงในอนาคต” คุณพิชัยกล่าวในที่สุด

    เรียนรู้จากการพัฒนาอย่างยั่งยืนและเป็นรูปธรรมในทุกพื้นที่ทั่วไทย

    72 ปี องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย จากพระราชอุทยาน สู่ความมุ่งมั่นด้าน ESG ระดับโลก

    เปิดตัว 6 + 1 โชว์เคส ‘Appropriate Technology’ ภาคใต้ เสริมแกร่ง ‘เศรษฐกิจฐานราก’ แก้จน ลดหนี้ เพิ่มรายได้ให้ชาวปักษ์ใต้อย่างได้ผล

    เรียนรู้จาก 7 ตัวแทนผู้นำชุมชนหญิงแกร่ง ร่วมแชร์ประสบการณ์ ส่งต่อแรงบันดาลใจบนเวที ประโยชน์สุขเดย์ by SCG

    Post Views: 144

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/03/01/central-tham-holistic-shared-value-ecosystem/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0uecwsHQ09dMAbgAikm_4x

  • “เอกนิติ” ตั้งวอร์รูมรับมือสู้รบตะวันออกกลาง คาดกระทบเศรษฐกิจ 6 ด้าน

    “เอกนิติ” ตั้งวอร์รูมรับมือสู้รบตะวันออกกลาง คาดกระทบเศรษฐกิจ 6 ด้าน

    วันนี้ (1 มี.ค.2569) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง สั่งการให้จัดตั้งศูนย์ติดตามและประเมินสถานการณ์ทางเศรษฐกิจจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, สำนักงบประมาณ, ธนาคารแห่งประเทศไทย, สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์, ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยมีสำนักงานเศรษฐกิจการคลังเป็นหน่วยงานประสานงานหลัก

    ทั้งนี้ ให้วิเคราะห์และประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศไทย จากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งกระทรวงการคลังสรุปผลเบื้องต้น ดังนี้

    1. ผลกระทบด้านพลังงานและต้นทุนการผลิต (Energy & Cost Channel) กระทรวงการคลังคาดว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอาจมีความผันผวนและปรับเพิ่มสูงขึ้น ภายใต้ความเสี่ยงของการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางการขนส่งน้ำมันที่สำคัญของโลก

    รวมถึงราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ไทยนำเข้าเพื่อผลิตไฟฟ้า ซึ่งราคา LNG จะเคลื่อนไหวตามราคาน้ำมันและจะส่งผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจได้ แต่อย่างไรก็ตามไทยมีกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่งในปัจจุบัน สามารถรองรับความผันผวนของราคาน้ำมันภายในประเทศได้

    2. ผลกระทบด้านการค้าโลกและห่วงโซ่อุปทาน (Trade & Supply Chain Channel) หากความเสี่ยงในเส้นทางเดินเรือบริเวณภูมิภาคในตะวันออกกลางเพิ่มขึ้น อาจส่งผลให้ค่าเบี้ยประกันภัยการเดินเรือและค่าระวางเรือปรับสูงขึ้น ซึ่งหากมีการเปลี่ยนเส้นทางการเดินเรืออาจทำให้ระยะเวลาขนส่งเพิ่มขึ้น ผลกระทบดังกล่าวอาจเพิ่มต้นทุนการนำเข้า-ส่งออก และอาจสร้างแรงกดดันต่อผู้ประกอบการที่พึ่งพาการส่งออกและวัตถุดิบนำเข้า

    กระทรวงการคลังได้ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่เกี่ยวข้อง เตรียมความพร้อมดำเนินมาตรการดูแลและสนับสนุนสภาพคล่องของผู้ประกอบการนำเข้าและส่งออกอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อภาคธุรกิจ

    3. ผลกระทบด้านภาคการท่องเที่ยว (Tourism Channel) ความตึงเครียดในตะวันออกกลางและการปิดน่านฟ้าบางประเทศ ส่งผลให้สายการบินยกเลิกหรือปรับเส้นทางการบิน ทำให้มีผู้โดยสารตกค้างบางส่วน ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์อาจกระทบความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะเส้นทางบินระยะไกล โดยต้นทุนตั๋วโดยสารที่สูงขึ้นและระยะเวลาเดินทางที่ยาวขึ้น

    4. ผลกระทบด้านอัตราเงินเฟ้อ (Inflation Channel) ราคาพลังงานโลกที่ผันผวน อาจกดดันต้นทุนการนำเข้า-ส่งออก อย่างไรก็ตามหากสถานการณ์ไม่ยืดเยื้อ ผลกระทบต่อระดับราคาสินค้าและบริการภายในประเทศคาดว่าจะอยู่ในวงจำกัด ทั้งนี้อัตราเงินเฟ้อของไทยอยู่ในระดับต่ำ โดยเดือน ม.ค.2569 อยู่ที่ร้อยละ -0.7 (YoY) และกระทรวงการคลังคาดว่าอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปี 2569 จะอยู่ที่ร้อยละ 0.3

    5. ผลกระทบด้านตลาดเงิน ตลาดทุน และอัตราแลกเปลี่ยน (Financial Market Channel) ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ตลาดอาจเข้าสู่ภาวะปิดรับความเสี่ยง อาจเพิ่มการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น สินทรัพย์ที่เป็นดอลลาร์สหรัฐ ทองคำ เป็นต้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนย้ายกระแสเงินทุนไหลออกจากกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอาจมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น ส่งผลกระทบต่อค่าเงินในภูมิภาค รวมถึงค่าเงินบาทอาจจะมีความผันผวนและอ่อนค่าลงในระยะสั้น

    กระทรวงการคลังได้ประสานงานให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ใช้เครื่องมือและมาตรการรองรับความผันผวนของตลาดที่เหมาะสม สามารถปรับใช้ได้ตามระดับความรุนแรงของสถานการณ์ เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนและเสถียรภาพให้ตลาดการเงินไทย

    6. ผลกระทบด้านแรงงาน (Labour Channel) สถานการณ์ความขัดแย้งส่งผลกระทบต่อแรงงานไทยในตะวันออกกลางประมาณ 110,000 คน ทั้งในด้านความปลอดภัยและการจ้างงาน อย่างไรก็ตามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะกระทรวงการต่างประเทศ เตรียมความพร้อมด้านการคุ้มครองคนไทยในต่างประเทศ และติดต่อประสานงานกับแรงงานไทยในต่างประเทศอย่างใกล้ชิด

    รมว.คลัง ย้ำว่า พื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังมีเสถียรภาพและความแข็งแกร่งเพียงพอ ประกอบกับภาคการคลังยังมีความยืดหยุ่นและมีขีดความสามารถรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนภายนอก โดยไทยมีเงินสำรองระหว่างประเทศในระดับสูง ดุลบัญชีเดินสะพัดอยู่ในเกณฑ์บริหารได้ สัดส่วนหนี้สาธารณะยังต่ำกว่ากรอบวินัยการคลัง และระบบธนาคารพาณิชย์มีความมั่นคง โดยมีระดับเงินกองทุนและเงินสำรองรองรับความเสี่ยงอยู่ในเกณฑ์ที่เข้มแข็ง

    แต่อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและจะพิจารณาใช้เครื่องมือเชิงนโยบายในการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจและการเงินอย่างเหมาะสม เพื่อดำเนินมาตรการที่จำเป็นได้ทันท่วงที

    อ่านข่าว

    “อรรถพล” สั่งด่วน ระงับการส่งออกน้ำมัน

    “อนุทิน” ย้ำไทยวางตัวเป็นกลาง จ่อถก สมช.ช่วยคนไทยในตะวันออกกลาง

    “พาณิชย์” เกาะติดตะวันออกกลาง ประเมินส่งออก-วางแผนกระจายตลาด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/502800&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Rtr61XgUc7z-bonfCSkVb

  • “พลังงาน” สั่งระงับส่งออกน้ำมันด่วน! รับมือศึกอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ

    “พลังงาน” สั่งระงับส่งออกน้ำมันด่วน! รับมือศึกอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ

    วันนี้ (1 มีนาคม 2569) นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ที่อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุช  จึงได้สั่งการด่วนในการเริ่มมาตรการระงับการส่งออกน้ำมัน พร้อมสั่งเปิดศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงานเพื่อติดตามเหตุการณ์และให้ทุกหน่วยงานประเมินผลกระทบและเตรียมแผนและมาตรการรองรับทั้งในส่วนของปริมาณสำรองและด้านราคา รวมทั้งเตรียมใช้มาตรการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าชดเชยราคาน้ำมันเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อราคาสินค้าและค่าครองชีพของประชาชนจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น

    สำหรับปริมาณสำรองน้ำมันของไทย ณ วันที่ 1 มีนาคม 2569 มีน้ำมันคงเหลือ (น้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป) 4,877 ล้านลิตร เพียงพอต่อความต้องการใช้ 38 วัน น้ำมันดิบที่อยู่ระหว่างขนส่ง (ผ่านช่องแคบฮอร์มุซแล้ว) 1,666 ล้านลิตร และจากแหล่งอื่น 1,117 ล้านลิตร เพียงพอต่อความต้องการใช้ 22 วัน รวมปริมาณน้ำมันคงเหลือ 7,660 ล้านลิตร สามารถใช้ได้ 60 วัน นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานได้ออกตรวจวัดปริมาณน้ำมันสำรอง ณ สถานที่เก็บทั่วประเทศเป็นระยะๆ โดยเมื่อวันที่ 13 และ 25 กุมภาพันธ์ 2569 มีการตรวจวัดปริมาณน้ำมันสำเร็จรูปและน้ำมันดิบ ตามลำดับ ซึ่งพบว่า ประเทศไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพอตามที่กำหนด

    นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ยังได้สั่งการให้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ จัดทำแผนเพิ่มการผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย รวมทั้งเลื่อนแผนการซ่อมบำรุงแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติออกไปก่อนเพื่อลดผลกระทบในช่วงนี้ และในส่วนของไฟฟ้า ได้สั่งการให้เดินเครื่องโรงไฟฟ้าถ่านหินเต็มกำลังการผลิต รวมถึงโรงไฟฟ้าพลังน้ำ

    “กระทรวงพลังงาน ขอยืนยันว่า จากเหตุการณ์ความไม่สงบที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ยังไม่ส่งผลกระทบกับประเทศไทยทั้งด้านปริมาณสำรองและด้านราคาน้ำมัน แต่ได้สั่งการด่วนในการเริ่มมาตรการระงับการส่งออกน้ำมัน รวมทั้งได้สั่งให้เปิดศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงาน เพื่อให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมจัดทำแผนและมาตรการต่างๆ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาวหากสถานการณ์ยืดเยื้อ รวมถึงเตรียมใช้มาตรการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าชดเชยราคาน้ำมันหากราคาในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น และในส่วนของก๊าซธรรมชาติได้สั่งการให้เพิ่มการผลิตจากแหล่งในอ่าวไทยและเลื่อนแผนการซ่อมบำรุงในช่วงนี้ กระทรวงพลังงาน ขอยืนยันว่า มีปริมาณน้ำมันสำรองเพียงพอต่อความต้องการใช้ภายในประเทศ ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนก และขอความร่วมมือให้ใช้พลังงานอย่างประหยัด ซึ่งจะช่วยลดการนำเข้าและทำให้ต้นทุนราคาพลังงานในภาพรวมต่ำลงด้วย” นายอรรถพล กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/132191&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0t5mV0M_hsRiKSGFLN2_kQ

  • รมว.ทส.สุชาติ มอบนโยบายขยายผลการน้อมนำแนวพระราชดำริ ‘คนอยู่ร่วมกับป่าอย่างยั่งยืน’ สู่พื้นที่ป่าอนุรักษ์ทั่วประเทศ

    รมว.ทส.สุชาติ มอบนโยบายขยายผลการน้อมนำแนวพระราชดำริ ‘คนอยู่ร่วมกับป่าอย่างยั่งยืน’ สู่พื้นที่ป่าอนุรักษ์ทั่วประเทศ

    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชปณิธานในการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของราษฎรที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมั่นคงและถูกต้องตามกฎหมาย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมรับ โครงการพัฒนาชุมชนในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและอุทยานแห่งชาติ จังหวัดกาญจนบุรี ไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อเป็นต้นแบบการพัฒนาที่มุ่งสร้างความสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้และการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน โดยส่งเสริมการจัดระเบียบที่ดินทำกิน การพัฒนาอาชีพ และการเข้าถึงบริการพื้นฐานของรัฐ อันนำไปสู่การอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับป่าอย่างเกื้อกูลและยั่งยืน โดยเริ่มดำเนินโครงการฯ มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563

    เมื่อวันที่ 26 – 27 กุมภาพันธ์ 2569 พลเอกไพบูลย์ คุ้มฉายา องคมนตรี ได้ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานโครงการฯ ณ บ้านไล่โว่ บ้านสาละวะ และพื้นที่ใกล้เคียง อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ภายหลังจากที่ได้ตรวจติดตามผลการดำเนินโครงการมาโดยตลอดเพื่อตรวจเยี่ยมการพัฒนาด้านคุณภาพชีวิต สาธารณูปโภคพื้นฐาน การศึกษา การสาธารณสุข ตลอดจนการส่งเสริมอาชีพของประชาชน พร้อมรับฟังปัญหาและความต้องการของชุมชน โดยท่านได้เน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำข้อมูลสังคมและเศรษฐกิจของครัวเรือนมาใช้เป็นฐานในการพัฒนาอย่างบูรณาการ รวมทั้งผลักดันการจัดสรรที่ดินทำกินให้ประชาชนมีสิทธิอยู่อาศัยและประกอบอาชีพอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ควบคู่กับการรักษาทรัพยากรธรรมชาติและวิถีชีวิตของชุมชนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 

    ภายหลังการติดตามผลการดำเนินงาน นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มีข้อสั่งการให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช น้อมนำผลสำเร็จจากพื้นที่ต้นแบบจังหวัดกาญจนบุรี ไปขยายผลสู่ชุมชนที่อาศัยอยู่ในเขตป่าอนุรักษ์ทั่วประเทศ จำนวน 4,042 หมู่บ้าน  เนื้อที่ 4.3 ล้านไร่ ซึ่งจะดำเนินการโดยหน่วยงานโครงการพระราชดำริ จำนวน  178 หน่วย และหน่วยจัดการต้นน้ำและพัฒนาชุมชนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ จำนวน 223 หน่วย โดยมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎรควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การจัดระเบียบการใช้ประโยชน์ที่ดินทำกินตามกรอบกฎหมาย การส่งเสริมอาชีพที่เหมาะสมกับศักยภาพพื้นที่ และการบูรณาการความร่วมมือของทุกภาคส่วน เพื่อให้เกิดรูปแบบการพัฒนาที่สามารถหยุดยั้งการบุกรุกพื้นที่ป่า สร้างรายได้ที่มั่นคงแก่ประชาชน และนำไปสู่เป้าหมาย “ป่าคงอยู่ คนมีอาชีพ ชุมชนเข้มแข็ง และประเทศชาติมั่นคงอย่างยั่งยืน”.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/public-relations-news/955775/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1JITrM6Fy9v_nbeMPmDnik

  • โกยเงินเข้าไทย 5,000 ล้าน!  สร้างงาน – บูม ศก. – ท่องเที่ยว – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    โกยเงินเข้าไทย 5,000 ล้าน! สร้างงาน – บูม ศก. – ท่องเที่ยว – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bhumjaithai.com/news/113482&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw371O_jeDpwpb4sF44rE4cY

  • กกท. เผยความพร้อมการจัดแข่งขัน F1 ในประเทศไทย รวมถึงความแน่ชัดในการเป็นสนามแรกของรายการ MotoGP

    กกท. เผยความพร้อมการจัดแข่งขัน F1 ในประเทศไทย รวมถึงความแน่ชัดในการเป็นสนามแรกของรายการ MotoGP

    Sustainability

    ความยั่งยืน

    #interviewไทยรัฐสปอร์ต กกท. เผยความพร้อมการจัดแข่งขัน F1 ในประเทศไทย รวมถึงความแน่ชัดในการเป็นสนามแรกของรายการ MotoGP ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการ กกท. เผย MotoGP สนามแรก สร้างมูลค่าเศรษฐกิจพุ่ง ส่วนฤดูกาลหน้าจะได้เป็นสนามเปิดฤดูกาลหรือไม่ ยังไม่ชัดเจน ขณะที่โปรเจกต์ F1 ที่แฟนความเร็วรอคอย ยังอยู่ในขั้นตอนเจรจาเงื่อนไขเข้มข้น แฟนความเร็วรอติดตาม! #TikTokการกีฬา #MotoGP2026 #MotorSport#MotoGP2026 #ThaiGP #กกท #ก้องศักดยอดมณี #โมโตจีพี2026 #PTGrandPrixofThailand2026 #ThaiGP #Motorsport #MotoGP #ไทยรัฐสปอร์ต #ไทยรัฐออนไลน์ —————————————————– กด Subscribe ติดตาม & กดกระดิ่งได้ที่ : https://www.youtube.com/@ThairathSport/?sub_confirmation=1 . ไทยรัฐ สำนักข่าวอันดับ 1 ของไทย #Thairathsports #ไทยรัฐสปอร์ต #เพื่อนกีฬามหาชน #ไทยรัฐ #ไทยรัฐทีวี #Thairath #THAIRATHTV . ติดต่อโฆษณา โทร. 02-126-1644 โทร. 02-127-1111 ต่อ 2144

    พี่น้องมาร์เกซ ตัวเต็งแชมป์โลก กอดคอ DNF ปิดฉาก MotoThaiGP 2026 แบบไร้แต้ม

    01:13

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/futureperfect/video/1181529&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2sh1JL6dWP2eWBi6meyGiq

  • พิธีมอบวุฒิบัตรและงานประจำปี “ดรุณนิมิตส่งดาวก้าวไกล ประสานใจครอบครัวสัมพันธ์ 68”

    พิธีมอบวุฒิบัตรและงานประจำปี “ดรุณนิมิตส่งดาวก้าวไกล ประสานใจครอบครัวสัมพันธ์ 68”

    โรงเรียนอนุบาลดรุณนิมิต จัดพิธีมอบวุฒิบัตรและงานประจำปี การศึกษา 2568 “ดรุณนิมิตส่งดาวก้าวไกล ประสานใจครอบครัวสัมพันธ์ 68”สุดยิ่งใหญ่ ภายใต้บรรยากาศแห่งความรัก ความอบอุ่น และความภาคภูมิใจของทุกครอบครัว

    วันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569 เวลา 9.00 น.โรงเรียนอนุบาลดรุณนิมิต จัดพิธีมอบวุฒิบัตรและงานประจำปี การศึกษา 2568 และ งานประจำปี“ดรุณนิมิตส่งดาวก้าวไกล ประสานใจครอบครัวสัมพันธ์ 68”โดยมีคุณครูพรรณี บุญประเสริฐ ผู้รับใบอนุญาต ผู้อำนวยการ โรงเรียนอนุบาลดรุณนิมิต ให้เกียรติเป็นประธานในพิธี คุณครูวรินธาร ผาคำ กล่าวรายงาน พร้อมด้วยผู้มีเกียรติ คณะครู ผู้ปกครอง นักเรียน ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความรักและความอบอุ่น ณ โรงเรียนอนุบาลดรุณนิมิต

    คุณครูพรรณี บุญประเสริฐ ผู้รับใบอนุญาต ผู้อำนวยการ โรงเรียนอนุบาลดรุณนิมิต กล่าวให้โอวาท และ แสดงความยินดี กับนักเรียนที่สำเร็จการศึกษาระดับชั้นสูงสุดของโรงเรียน รู้สึกมีความยินดีและภาคภูมิใจอย่างยิ่ง ที่ได้รับความไว้วางใจให้ดูแลแก้วตาดวงใจของท่าน และวันนี้ก็มีความสุขใจที่ได้มามอบวุฒิบัตรนักเรียนที่สำเร็จการศึกษาระดับชั้นสูงสุดโรงเรียนอนุบาลดรุณนิมิต ได้ก้าวเดินเคียงข้างการพัฒนาเยาวชนของจังหวัดเชียงใหม่มายาวนานกว่า 66 ปี ด้วยความมุ่งมั่นที่จะสร้างอนาคตที่สดใสให้แก่เด็กๆ เสมือนคำขวัญที่ว่า

    “การเริ่มต้นศึกษาที่ดี ย่อมมีอนาคตที่สดใส” รวมถึงนโยบายสำคัญของเรา “ปลูกฝังประสบการณ์ เสริมสร้างจริยธรรม ชี้นำทางปัญญา ร่วมพัฒนาสังคม” ช่วงวัยอนุบาล และการบรรลุความสำเร็จในระดับนี้ นับเป็นช่วงเวลาสำคัญที่สุดในชีวิตเพราะเป็นพื้นฐานที่วางรากฐานให้เด็กเติบโตในทุกมิติ ทั้งด้าน ร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญาเพื่อนำไปสู่วิถีชีวิตแห่งการเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพในวันข้างหน้า ด้วยความรัก ความเข้าใจจากโรงเรียน คณะครู รวมถึงท่านผู้ปกครองทุกท่าน สิ่งดีๆ นี้เองสะท้อน ผ่านผลลัพธ์ของ นักเรียนโรงเรียนอนุบาลดรุณนิมิต ที่มีความพร้อมรอบด้าน และงดงาม ทั้งในด้านพัฒนาการและทักษะชีวิต งานในวันนี้ไม่ได้เป็นเพียงโอกาสฉลองความสำเร็จของบุตรหลานของเราเท่านั้นแต่ยังเปิดเวทีให้ลูกๆ ได้แสดงความสามารถในด้านต่างๆ ตามวัยและพัฒนาการ ถือเป็นการแสดงออกถึงผลลัพธ์ จากการปลูกฝังที่โรงเรียนตั้งใจ บ่มเพาะ เพื่อให้พวกเขาเติบโตเป็น บุคลากรที่มีคุณค่า และพร้อมเผชิญหน้ากับบทบาทในอนาคตด้วยความมั่นคงและมั่นใจในโอกาสเดียวกันนี้ ขอมอบกำลังใจแด่คุณครูและบุคลากรทุกท่าน ที่ได้ทำหน้าที่ด้วยความ ทุ่มเทมาอย่างยาวนาน เสมือนครอบครัวเดียวกัน โดยรวมถึงครูดีเด่นประจำปีการศึกษา 2568 ซึ่งถือเป็นแบบอย่างอันทรงคุณค่าในด้านความตั้งใจ ขอให้ทุกท่านรักษาความดีนี้ไว้ และดำเนิน ต่อไปด้วยหัวใจที่มุ่งมั่น

    ขอขอบพระคุณ คณะครูบุคลากรทุกท่าน ที่ได้มุ่งมั่น ตั้งใจ ดูแลการพัฒนา ความสามารถของลูกๆ ให้ก้าวไปสู่เป้าหมายที่สูงขึ้น ขอขอบคุณท่านผู้ปกครองทุกคน ที่ไว้วางใจส่งบุตรหลานอันเป็นดวงใจมาอยู่ภายใต้การดูแลของครอบครัวดรุณนิมิต ขอขอบคุณคณะกรรมการโรงเรียน ผู้ใหญ่ใจดี และแขกผู้มีเกียรติทุกท่าน ที่สนับสนุนกิจกรรมของเราอย่าง ต่อเนื่อง

    นางสาววรินธาร ผาคำ ในนามผู้แทนคณะครู และนักเรียน โรงเรียนอนุบาลดรุณนิมิต กล่าวว่า พิธีมอบวุฒิบัตร แก่นักเรียน ชั้นอนุบาลปีที่ 3 ที่สำเร็จการศึกษาสูงสุดในระดับชั้นอนุบาล”ดรุณนิมิตส่งดาวก้าวไกล ประสานใจครอบครัวสัมพันธ์ 68″ กิจกรรมในวันนี้ประกอบไปด้วยการมอบวุฒิบัตรแก่นักเรียนระดับชั้นอนุบาล 3 การแสดงความยินดีต่อ บุคลากรที่ปฏิบัติงานเป็นระยะเวลานาน และการแสดงความสามารถบนเวทีของนักเรียน สำหรับพิธีมอบวุฒิบัตรในวันนี้มีนักเรียนสำเร็จการศึกษาจากชั้นอนุบาลปีที่ 3 จำนวนทั้งสิ้น 51 คน ซึ่งกำลังจะก้าวเข้าสู่ระดับประถมศึกษาปีที่ 1 ตามความตั้งใจของผู้ปกครองทุกท่าน

    นอกจากนี้ งานวันนี้ไม่ได้มีเพียงพิธีมอบ วุฒิบัตร แต่ยังเป็นโอกาสในการแสดงความสามารถ ความมั่นใจ และความกล้าแสดงออก ของ นักเรียนจาก ทุกระดับชั้น โดยหวังให้ผู้ปกครองทุกท่านได้เห็นถึงพัฒนาการในหลากหลายด้านทั้ง ร่างกาย อารมณ์ สังคม จิตใจ และสติปัญญาของเด็ก ๆ พร้อมกันนี้ เป็นการประเมินพัฒนาการของเด็กๆ ในทุกๆ ด้าน ที่จะสร้างความสุข ความภาคภูมิใจให้กับ คุณพ่อ คุณแม่

    และพร้อมกันนี้ทางโรงเรียนได้มอบขวัญ กำลังใจ ให้กับ คณะครู และบุคลากร ที่ทำงานหนัก และทุ่มเทแรงกายแรงใจให้กับโรงเรียนมาเป็นเวลายาวนานถึงกว่า 20 ปี และแสดงความชื่นชมยินดีกับครูที่ได้รับรางวัลครูดีเด่นประจำปีการศึกษา 2568 จากฝ่ายปฐมวัย สมาคมสถานศึกษาเอกชนจังหวัดเชียงใหม่ซึ่งสะท้อนถึงการอุทิศตนของบุคลากรทางการศึกษา รวมถึงกิจกรรมต่าง ๆ ในงานนี้

    การจัดงานในครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการเฉลิมฉลองความสำเร็จของนักเรียน แต่ยังเป็นโอกาสให้เด็ก ๆ ได้แสดงศักยภาพ ความมั่นใจ และพัฒนาการรอบด้าน สร้างความสุขและความประทับใจแก่ทุกครอบครัว บรรยากาศตลอดงานเต็มไปด้วยรอยยิ้ม เสียงปรบมือ และความปลาบปลื้มใจ นับเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์แห่งความทรงจำที่งดงามของครอบครัวดรุณนิมิต ในการร่วมกันส่งต่อ “ดวงดาวดวงน้อย” ให้ก้าวไกลสู่เส้นทางการเรียนรู้ในระดับที่สูงขึ้นอย่างมั่นคงและมั่นใจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3891515/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0y-cZHE_Cjx5HkuPmAiE7-

  • โกยเงินเข้าไทย 5,000 ล้าน!  สร้างงาน – บูม ศก. – ท่องเที่ยว – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    โกยเงินเข้าไทย 5,000 ล้าน! สร้างงาน – บูม ศก. – ท่องเที่ยว – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/113482&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2PMA6mbIJcWFmwqKhHvboF