Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • น้ำมันพุ่ง 12% แตะ $75 ทันทีที่ตลาดสหรัฐฯ เปิด สัญญาณเสี่ยงดึงคริปโตลง

    น้ำมันพุ่ง 12% แตะ $75 ทันทีที่ตลาดสหรัฐฯ เปิด สัญญาณเสี่ยงดึงคริปโตลง

    Siam Blockchain

    By

    มีนาคม 2, 2026

    น้ำมันพุ่ง 12% แตะ $75 ทันทีที่ตลาดสหรัฐฯ เปิด สัญญาณเสี่ยงดึงคริปโตลง

    สรุปข่าว
    • ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นเกือบ 12% แตะระดับ $75 ต่อบาร์เรล ทันทีที่ตลาดฟิวเจอร์หุ้นสหรัฐฯ เปิดทำการในช่วงเช้าวันที่ 2 มี.ค.
    • การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันสะท้อนความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคุกรุ่น โดยเฉพาะจากความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางหลังการเสียชีวิตของผู้นำอิหร่าน
    • นักลงทุนควรจับตาว่าราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจะกดดันตลาดคริปโตให้ร่วงต่อ หรือตลาดจะรับมือกับความเสี่ยงนี้ได้

    แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Bearish

    น้ำมันพุ่ง 12% ในครั้งเดียวเป็นสัญญาณที่ตลาดตีความว่าความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ยังรุนแรง นักลงทุนมักโยกเงินออกจากสินทรัพย์เสี่ยงอย่างคริปโตในช่วงแบบนี้ ยิ่งไปกว่านั้น ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นยังหมายถึงแรงกดดันเงินเฟ้อที่อาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ ลดดอกเบี้ยช้าลง ซึ่งเป็นปัจจัยลบต่อสินทรัพย์เสี่ยงทุกประเภท

    ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นเกือบ 12% แตะระดับ $75 ต่อบาร์เรล เมื่อเวลา 13:08 น. ตามเวลาไทย (06:08 UTC) ของวันที่ 2 มี.ค. 2569 ทันทีที่ตลาดฟิวเจอร์หุ้นสหรัฐฯ เปิดทำการอีกครั้ง ตามรายงานจาก The Kobeissi Letter ซึ่งเป็นสำนักวิเคราะห์เศรษฐกิจมหภาคที่ติดตามตลาดการเงินโลก การเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือว่ารุนแรงผิดปกติ เนื่องจากราคาน้ำมันปรับขึ้น 12% ในครั้งเดียวนั้นหายากมากในสภาวะตลาดปกติ และเป็นสัญญาณชัดเจนว่าตลาดกำลังประเมินความเสี่ยงจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ใหม่ทั้งหมด ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับความวุ่นวายในตะวันออกกลางที่ยังดำเนินอยู่

    ทำไมน้ำมันถึงพุ่งแรงขนาดนี้

    การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันในลักษณะนี้มักเกิดขึ้นเมื่อตลาดได้รับข้อมูลใหม่ที่กระทบต่อการคาดการณ์อุปทานน้ำมันโลกอย่างมีนัยสำคัญ ในกรณีนี้ ความไม่แน่นอนในภูมิภาคตะวันออกกลางหลังจากการเสียชีวิตของอยาตอลเลาะห์ คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดอิหร่าน และการตอบสนองทางทหารที่ตามมา ได้ส่งสัญญาณให้ตลาดเตรียมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจกระทบเส้นทางขนส่งน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางที่น้ำมันราว 20% ของโลกผ่านไป

    นอกจากนี้ การที่ราคาน้ำมันปรับขึ้นแรงในช่วงที่ตลาดฟิวเจอร์เพิ่งเปิดยังสะท้อนว่ามีแรงซื้อสะสมอยู่มากระหว่างที่ตลาดดั้งเดิมปิดทำการ โดยก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า นักเทรดได้แห่ใช้ Hyperliquid เทรดน้ำมันและทองคำตลอด 24 ชั่วโมงในช่วงที่ตลาดดั้งเดิมปิดรับวิกฤตอิหร่าน บ่งชี้ว่าแรงกดดันด้านราคาได้สะสมอยู่ในตลาดอนุพันธ์คริปโตก่อนหน้านี้แล้ว

    ผลกระทบต่อตลาดคริปโต

    น้ำมันพุ่ง 12% ส่งผลกระทบต่อตลาดคริปโตผ่านสองช่องทางหลัก ช่องทางแรกคือ ความรู้สึกเสี่ยงของนักลงทุน เมื่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์พุ่งขึ้นแรงจากเหตุการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ นักลงทุนสถาบันมักลดสัดส่วนสินทรัพย์เสี่ยงทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นหุ้นหรือคริปโต และโยกเงินไปหาสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำหรือพันธบัตรรัฐบาล ช่องทางที่สองคือแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงมีผลโดยตรงต่อต้นทุนในทุกอุตสาหกรรม ทำให้ตัวเลขเงินเฟ้อสูงขึ้น และลดโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะปรับลดดอกเบี้ยในระยะสั้น ซึ่งเป็นปัจจัยลบต่อสินทรัพย์เสี่ยงอย่างคริปโตโดยตรง

    ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า สงครามสหรัฐฯ-อิหร่านลุกลามทั้งตะวันออกกลาง ดูไบ-บาห์เรน-ซาอุฯ โดนถล่ม ซึ่งเป็นฉากหลังที่ทำให้การพุ่งขึ้นของน้ำมันรอบนี้มีน้ำหนักมากกว่าปกติ เพราะตลาดกำลังประเมินสถานการณ์ที่อาจลากยาวออกไปอีก ไม่ใช่แค่เหตุการณ์ระยะสั้น อีกทั้งยังมีรายงานจาก Siam Blockchain ว่า Polymarket มีเงินพนันกว่า $50 ล้านในสถานการณ์สงครามอิหร่าน สะท้อนว่านักลงทุนในตลาดคาดการณ์ยังให้น้ำหนักสถานการณ์ตะวันออกกลางอย่างจริงจัง

    เงินเฟ้อและดอกเบี้ย ความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่

    นอกจากความกลัวระยะสั้นแล้ว การพุ่งของน้ำมันยังส่งผลระยะกลางที่น่าเป็นห่วงไม่แพ้กัน หากราคาน้ำมันทรงตัวสูงในระดับนี้ต่อไป ตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ที่จะประกาศในเดือนหน้าจะสูงขึ้นแน่นอน ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีแรงจูงใจน้อยลงที่จะลดดอกเบี้ย ตลาดคริปโตนั้นไวต่อการคาดการณ์ดอกเบี้ยมากเป็นพิเศษ เนื่องจากดอกเบี้ยต่ำหมายถึงสภาพคล่องล้นตลาดที่มักไหลมาหาสินทรัพย์เสี่ยงอย่าง Bitcoin และ altcoin ต่าง ๆ ในทางกลับกัน ดอกเบี้ยสูงดึงเงินกลับไปอยู่ในพันธบัตรและบัญชีออมทรัพย์แทน

    อย่างไรก็ตาม มีมุมมองตรงข้ามที่น่าพิจารณา Bitcoin และสินทรัพย์ดิจิทัลบางส่วนมีคุณสมบัติในการป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อในระยะยาว หากนักลงทุนเริ่มมองว่าเงินเฟ้อจะอยู่กับเราไปอีกนาน บางส่วนอาจหันมาซื้อ Bitcoin ในฐานะสินทรัพย์ที่มีมูลค่าในตัวเองแบบเดียวกับทองคำ แต่ในระยะสั้น แรงกดดันจากการขายสินทรัพย์เสี่ยงน่าจะเป็นปัจจัยหลักที่ครองตลาด


    ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าการพุ่งของน้ำมัน 12% ในครั้งเดียวนี้หนักมาก และตลาดคริปโตคงรับแรงกดดันต่อในช่วงสั้น ๆ นี้ค่อนข้างแน่ สิ่งที่ผู้เขียนจะจับตาดูเป็นพิเศษคือว่าราคาน้ำมันจะรักษาระดับ $75 ไว้ได้หรือไม่ หรือจะเป็นแค่ Spike ชั่วคราวที่เกิดจากความตื่นตระหนกครั้งแรกหลังตลาดเปิด ถ้าราคาน้ำมันร่วงกลับมาเร็ว ตลาดคริปโตอาจฟื้นตัวได้เร็วเช่นกัน แต่ถ้าน้ำมันทรงตัวสูง ต้องเตรียมใจรับแรงขายที่อาจลากยาวออกไปอีกสักพัก สำหรับนักลงทุนที่ถือคริปโตอยู่ แนะนำให้ติดตามสถานการณ์ตะวันออกกลางควบคู่ไปด้วย เพราะตอนนี้ราคาน้ำมันกับคริปโตเดินไปด้วยกันในทิศทางตรงข้ามอย่างชัดเจน

    Siam Blockchain

    คุณเชน

    คุณเชน เป็นระบบรายงานข่าวอัตโนมัติของ Siam Blockchain ที่ทำงานภายใต้การกำกับดูแลของกองบรรณาธิการ ระบบได้รับการออกแบบให้ติดตามและรวบรวมข้อมูลจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือหลายแห่งแบบเรียลไทม์ โดยเน้นความถูกต้อง รวดเร็ว และครบถ้วน เนื้อหาทุกชิ้นผ่านการตรวจสอบข้อเท็จจริงและความถูกต้องโดยทีมบรรณาธิการของ Siam Blockchain ก่อนเผยแพร่ เพื่อให้ผู้อ่านได้รับข่าวสารคริปโตเคอร์เรนซีที่เชื่อถือได้และทันเหตุการณ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2026/03/02/oil-prices-surge-12-percent-75-barrel-us-futures-crypto-impact/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1A3HNYXZsh13R_2qSR3spq

  • สสว.ปั้น ‘SMEs’ ต้นแบบ เพิ่มศักยภาพรับบริบทเศรษฐกิจยุคใหม่

    สสว.ปั้น ‘SMEs’ ต้นแบบ เพิ่มศักยภาพรับบริบทเศรษฐกิจยุคใหม่

    สสว.ปั้น ‘SMEs’ ต้นแบบ เพิ่มศักยภาพรับบริบทเศรษฐกิจยุคใหม่

    นางสาวปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการ รักษาการผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า ได้ดำเนินการยกระดับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) ไทยทั่วประเทศทั้งภาคการผลิต การค้า และบริการ ที่จดทะเบียนนิติบุคคล ดำเนินธุรกิจไม่น้อยกว่า 1 ปี ให้มีศักยภาพแข่งขันได้ในบริบทเศรษฐกิจยุคใหม่ รวมถึงสร้างต้นแบบผู้ประกอบการระดับจังหวัดที่เข้มแข็งและเติบโตอย่างยั่งยืน 

    โดยดำเนินการผ่านโครงการ SME Provincial Champion Awards 2026 ภายใต้แนวคิด Elevate Mindsets, Enhance Capability, Drive the Future ซึ่งจะเป็นการส่งเสริม SMEs ที่ต้องการพัฒนาธุรกิจและการบริหารจัดการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ โดยถือเป็นกลไกสำคัญในการดำเนินธุรกิจ 

    ซึ่งจะรับสมัครและคัดเลือกผู้ประกอบการ SMEs ที่มีศักยภาพจากทุกจังหวัดทั่วประเทศ ผ่านกระบวนการพัฒนาอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การสร้างแรงบันดาลใจและประเมินศักยภาพธุรกิจ การพัฒนาธุรกิจในมิติ 360 องศา ทั้งด้านกลยุทธ์ ลูกค้า บุคลากร การดำเนินงาน การวัดผล 

    สสว.ปั้น ‘SMEs’ ต้นแบบ เพิ่มศักยภาพรับบริบทเศรษฐกิจยุคใหม่

    และภาวะผู้นำ รวมถึงการเรียนรู้จากองค์กรต้นแบบที่ประสบความสำเร็จ ก่อนเข้าสู่กระบวนการประกวดและคัดเลือกผู้ประกอบการ 77 จังหวัด จังหวัดละ 1 ราย เพื่อรับรางวัล SME Provincial Champion Awards และคัดเลือกสุดยอดผู้ประกอบการเพื่อรับรางวัลระดับประเทศและรางวัล Popular Award รวมถึงการจัดทำ E-Catalog เผยแพร่ศักยภาพธุรกิจสู่สาธารณะ   

    ทั้งนี้ สสว. ได้ดำเนินโครงการ SME Provincial Champion Awards ขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 2566 และได้จัดต่อเนื่องมาในปีนี้นับเป็นปีที่ 4 ที่ผ่าน สสว. มีการคัดเลือกธุรกิจเพื่อเข้ารับรางวัลระดับประเทศตามเกณฑ์รางวัลคุณภาพแห่งชาติ (Thailand Quality Award – TQA) มาแล้วมากกว่า 231 ราย ถือว่าเป็นหน้าที่หลักของ สสว. ในการผลักดัน SMEs ให้ปรับตัวสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน เพิ่มโอกาสเข้าถึงตลาด 

    และสร้างความเข้มแข็งในระดับพื้นที่ ซึ่งเป็นฐานรากสำคัญของเศรษฐกิจไทย ตามแนวทางการพัฒนา SMEs เชิงพื้นที่ (Area-Based Development) และการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

    สสว.ปั้น ‘SMEs’ ต้นแบบ เพิ่มศักยภาพรับบริบทเศรษฐกิจยุคใหม่

    “สสว. ต้องการสร้างผู้ประกอบการต้นแบบในทุกจังหวัด ที่มีความพร้อมทั้งด้านกลยุทธ์ การบริหารจัดการ และความสามารถในการแข่งขันในตลาดยุคใหม่” 

    นางสาวปณิตา กล่าวอีกว่า โครงการดังกล่าวจะเป็นเวทีสำคัญในการสร้างแรงบันดาลใจ เชื่อมโยงองค์ความรู้ และเปิดโอกาสใหม่ทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการไทยทั่วประเทศ และยกระดับเศรษฐกิจระดับภูมิภาคสู่การเติบโตที่มีคุณภาพในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/652720&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02Gj9tTJN7uWFJ85UBAc65

  • “กรกานต์พยากรณ์” เปิดดวงแรง 7 วันเกิด 2-8 มี.ค.69 ใคร งานรุ่ง เงินเข้า ความรักปัง โชคลาภมีลุ้นรับทรัพย์ เช็กเลย!

    “กรกานต์พยากรณ์” เปิดดวงแรง 7 วันเกิด 2-8 มี.ค.69 ใคร งานรุ่ง เงินเข้า ความรักปัง โชคลาภมีลุ้นรับทรัพย์ เช็กเลย!

    วันที่ 2 ก.พ.69 กรกานต์พยากรณ์ แม่มดไฮสปีด ดูดวงศาสตร์ไพ่พรหมญาณดวงคนทั้ง 7 วันประจำวันที่ 2-8 มี.ค.69 โชคดีทั้งงาน เงิน  ความรัก และ โชคลาภ

    วันอาทิตย์       

    การงาน :         บางท่านอาจจะได้รับการพิจารณาโครงการใหม่ ๆ และมีทีมงานใหม่ และตามมาด้วยความกดดันและความคาดหวังมาก

    การเงิน ลงทุน: มีเก็บบ้าง การลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวกับการศึกษา หรือที่ปรึกษาด้านกฎหมาย

    ความรัก :         คนโสด กำลังชั่งใจ กับคนที่เข้ามารายล้อมคุณ เพราะคุณเป็นคนที่ไม่ค่อยจะเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ง่าย ๆ คนมีคู่ ระวังเรื่องเอกสารสัญญาต่าง ๆ อาจจะส่งผลกับชีวิตคู่

    สุขภาพ :          ระวัง โรคที่เกี่ยวกับช่องท้อง หรืออาจจะต้องผ่าตัด

    โชคลาภ :        มีโชคมีลาภดี

     วันจันทร์     

    การงาน:          ภาพรวมองค์กรที่ทำงานค่อนข้างมั่นคงกับคุณ แต่ในใจคุณเองกลับรู้สึกโลเลหรือมีบางอย่างส่งผลให้คุณไม่มั่นคง

    การเงิน ลงทุน: ระวังรายจ่ายที่ผันผวนจนต้องนำเงินเก็บออกมาแก้ปัญหา การลงทุนใรธุรกิจการให้เช่า เช่น บ้านเช่า หรือที่ดินให้เช่า

    ความรัก:         คนโสด คุณมีความพร้อมในหลายด้านในการมีคนใหม่ ยกเว้นจิตใจที่อ่อนไหวง่าย และยังยึดติดกับคนเดิม ๆ หรือความรักเดิมๆ คนมีคู่ ช่วงนี้มีความกดดัน ไม่ตัวคุณก็คนรัก ลองใช้เวลาเดินทางท่องเที่ยวชิลๆ กัน

    สุขภาพ :          ระวังโรคเกี่ยวกับหน้ามืด วิงเวียน หมั่นเช็คสุขภาพ

    โชคลาภ:         มีโชคมีลาภจากบ้านที่อยู่

    วันอังคาร    

    การงาน:          ช่วงนี้อาจจะต้องรับมือทั้งงานที่หนักหน่วง และอารมณ์เจ้านายที่แปรปรวน

    การเงิน ลงทุน: ระวังการใจดีจนเกินตัว การลงทุนในธุรกิจยานยนต์

    ความรัก:         คนโสด อาจจะเลิกโสดเพราะคนใจป๋า ขาลุยจะเข้ามาขายขนมจีบ คนมีคู่  เป็นช่วงที่ต้องการกำลังใจให้กัน และการอภัยให้กัน

    สุขภาพ :          ระวังโรคเจ็บป่วยฉับพลัน และอาจจะเป็นเรื้อรัง หมั่นเช็คสุขภาพ

    โชคลาภ:         มีโชคเข้ามาแบบผ่านมือ

    วันพุธ         

    การงาน:          จะได้รับโอกาสใหม่ หรือได้เดินทางไปทำงานต่างที่เพื่อสร้างผลงาน

    การเงิน ลงทุน: ช่วงนี้มีเงินแต่ไม่ค่อยได้ใช้เองส่วนใหญ่ชอบทำบุญ การลงทุนในธุรกิจการขนส่ง

    ความรัก:         คนโสด โดดเด่น ทั้งงาน และความใจดี งานนี้คุณจะเป็นผู้เลือก คนมีคู่ ช่วงนี้คนรักจะมีของกำนัลมาเซอร์ไพรส์

    สุขภาพ :        ระวังโรคภูมิแพ้ หรือโรคผิวหนังอักเสบ

    โชคลาภ:         มีโชคมีลาภจากรถยนต์

    วันพฤหัสบดี

    การงาน:          ช่วงนี้ต้องใช้สมองหนักมาก ในการแก้ไขปัญหา และยังต้องลุยเอง ลงมือทำเอง

    การเงิน ลงทุน: อาจจะมีเรื่งต้องจ่ายออกเพราะเรื่องรถ การลงทุนในธุรกิจการศึกษา

    ความรัก:         คนโสด จะมีโอกาสพบคนถูกใจ จากการเดินทาง คนมีคู่ ระวังเรื่องความเอาแต่ใจ จะส่งผลให้มีเรื่องทะเลาะกันแบบงอนนาน

    สุขภาพ           ระวังของมีคมต่าง ๆ

    โชคลาภ:         มีโชคมีลาภดี

    วันศุกร์       

    การงาน:          ช่วงนี้ควรทำงานที่ลงรายละเอียดเองจะดีกว่า อย่าปล่อยหรือประมาท

    การเงิน ลงทุน: หมุนเงิน รายจ่ายมาก การลงทุนในธุรกิจเกี่ยวกับการเกษตร

    ความรัก:         คนโสด ขอเครียดเรื่องงานก่อน เรื่องหัวใจตอนนี้ยังไม่พร้อม คนมีคู่ ช่วงนี้คุณควรใส่ใจคนรักให้มากหน่อย เพราะเขาอาจจะมีเรื่องที่แบกไว้อยู่ในใจ

    สุขภาพ :          ระวังโรคเกี่ยวกับอาหารการกิน

    โชคลาภ:         มีโชคมีลาภไม่มาก

     วันเสาร์          

    การงาน:          ช่วงนี้คุณค่อนข้างปล่อยวาง โนสนโนแคร์ แต่ระวังอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเกี่ยวกับเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ

    การเงิน ลงทุน: พอมีพอใช้ ไม่มาก การลงทุนในธุรกิจเกี่ยวกับออนไลน์

    ความรัก:         คนโสด มีคนที่คุณหมายตา และที่เค้าก็สนใจคุณ ต่างคนต่างไม่กล้า คนมีคู่ บางคู่อาจจะต้องเตรียมเรื่องเงินค้อนข้างมากในการมีบุตรครั้งนี้ ซึ่งมากกว่าที่คาดหมาย

    สุขภาพ :         ระวังโรคเกี่ยวกับการรับประทานอาหารไม่ถูกสุขลักษณะ

    โชคลาภ:         มีโชดเข้ามาแบบเข้ามือซ้ายออกมือขวา

    #กรกานต์พยากรณ์ #ดูดวง7วันเกิด #ดวงรายสัปดาห์ #ดวงการงาน #ดวงการเงิน #ดวงความรัก #โชคลาภ #สายมู #สยามรัฐ #siamrathonline

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/variety/horoscope/132202&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0r0oTmGuADKnqqteT1EU4b

  • ‘ยุทธศักดิ์’ ชี้ตะวันออกกลางเดือด ช็อกเศรษฐกิจโลก ฉากทัศน์ที่ไทยต้องเผชิญ

    ‘ยุทธศักดิ์’ ชี้ตะวันออกกลางเดือด ช็อกเศรษฐกิจโลก ฉากทัศน์ที่ไทยต้องเผชิญ

    ‘ยุทธศักดิ์’ ชี้ตะวันออกกลางเดือด ช็อกเศรษฐกิจโลก ฉากทัศน์ที่ไทยต้องเผชิญ

    ‘ยุทธศักดิ์’ ชี้ตะวันออกกลางเดือด ช็อกเศรษฐกิจโลก ฉากทัศน์ที่ไทยต้องเผชิญ

    นายยุทธศักดิ์ สุภสร ประธานกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง หลังจากเปิดฉากสู้รบกันอย่างหนักว่า เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้ปะทุสู่ระดับที่โลกไม่อาจมองข้าม นี่ไม่ใช่เพียงความขัดแย้งในภูมิภาค แต่อาจเป็น Systemic Shock ต่อเศรษฐกิจโลก

    ช่องแคบฮอร์มุซ หรือ Strait of Hormuz คือเส้นเลือดใหญ่ของพลังงานโลก น้ำมันและ LNG กว่า 20 ล้านบาร์เรลต่อวันหรือราว 1 ใน 5 ของการบริโภคโลกต้องผ่านที่นี่ ทันทีที่เส้นทางนี้ถูกคุกคาม โลกเผชิญปัญหาอุปทานขาดแคลนเทียม(Artificial Supply Shortage)

    นักวิเคราะห์จาก Barclays และ SEB ประเมินว่า ราคาน้ำมัน Brent อาจทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากระดับเดิมราว 67 ดอลลาร์ และทุก ๆ 10% ที่ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น เงินเฟ้อโลกมีแนวโน้มเพิ่มอีก 0.35%

    นายยุทธศักดิ์ กล่าว่วา ผลกระทบต่อประเทศไทย ไทยนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางกว่า 50% แม้ไม่ได้นำเข้าจากอิหร่านโดยตรง แต่แหล่งสำคัญอย่าง UAE ซาอุฯ กาตาร์ ล้วนผ่านฮอร์มุซ 

    ทั้งนี้ไทยมีน้ำมันสำรองประมาณ 61 วัน หากสถานการณ์ยืดเยื้อ นี่คือความเสี่ยงที่ต้องบริหารอย่างรอบคอบ เงินทุนทั่วโลกจะไหลกลับสู่สินทรัพย์ปลอดภัย ดอลลาร์แข็งค่า เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่า ทองคำจะกลายเป็นที่หลบภัยและอาจผันผวนในระดับประวัติการณ์

    ส่วนการปิดน่านฟ้าและการหยุดบินของสายการบินหลักในตะวันออกกลาง กระทบเส้นทางยุโรป–ไทยโดยตรง นักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นกลุ่มรายได้สูง อาจชะลอการเดินทางทันที

    นายยุทธศักดิ์ ประเมินว่า สองฉากทัศน์ที่ไทยต้องเตรียมรับมี 2 เรื่อง ที่ต้องจับตาดังนี้

    ฉากทัศน์ที่ 1: จบเร็ว 

    ราคาน้ำมันดีดตัวชั่วคราว ตลาดหุ้นฟื้นแบบ V-shape ไทยรับแรงกระแทกได้

    ฉากทัศน์ที่ 2: ยืดเยื้อ

    น้ำมันยืนเหนือ 100–120 ดอลลาร์ โลกเสี่ยง Recession เงินเฟ้อฝังลึก ไทยเผชิญแรงกดดันพร้อมกันทั้งพลังงาน การคลัง และความเชื่อมั่น

    นายยุทธศักดิ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า โลกกำลังเข้าสู่ยุค Geopolitical Fragmentation ยุคที่ความไม่แน่นอนคือ “ปกติใหม่” ประเทศไทยจะเป็นเพียงผู้รับแรงกระแทก หรือจะใช้วิกฤตนี้เป็นแรงผลักดันให้เราปฏิรูปเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง เพราะในโลกที่ผันผวนสูงประเทศที่อยู่รอด ไม่ใช่ประเทศที่ใหญ่ที่สุด แต่คือประเทศที่ “ปรับตัวได้เร็วที่สุด”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/652722&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29yz3vfwa_CLspV7GqGLCN

  • จีนมุ่งสร้าง “เด็กแข็งแรง-มีความสุข” เน้นพัฒนากายใจเหนือผลสอบ

    จีนมุ่งสร้าง “เด็กแข็งแรง-มีความสุข” เน้นพัฒนากายใจเหนือผลสอบ

    ปักกิ่ง, 28 ก.พ. (ซินหัว) — กระทรวงศึกษาธิการของจีนออกแนวปฏิบัติใหม่เพื่อพัฒนา “โรงเรียนสุขภาพดี” ที่ช่วยให้เด็กชาวจีนใช้เวลานอกห้องเรียน ทำงานอดิเรกเกี่ยวกับศิลปะ และงานฝีมือมากขึ้น โดยแนวปฏิบัติใหม่นี้กำหนดพันธกิจหลัก 8 ประการ ถือเป็นเอกสารนโยบายหลักสำหรับดำเนินการตามปรัชญาการศึกษาที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพเป็นอันดับแรก

    แนวปฏิบัติใหม่นี้มีเป้าหมายจัดการกับความท้าทายหลายประการ เช่น สมรรถภาพทางกาย สายตา การควบคุมน้ำหนัก สุขภาพจิต ความปลอดภัยทางอาหาร และโภชนาการของนักเรียน รวมถึงปรับเปลี่ยนการให้ความสำคัญของการศึกษาจากที่เน้นผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการเพียงอย่างเดียวเป็นส่งเสริมการพัฒนาทางร่างกายและจิตใจของนักเรียนอย่างรอบด้าน

    1) โรงเรียนจะเสริมสร้างวิชาพลศึกษา โดยนักเรียนประถมและมัธยมจะทำกิจกรรมทางกายแบบบูรณาการไม่น้อยกว่า 2 ชั่วโมงต่อวัน และมีการพักระหว่างคาบเรียนเป็นเวลา 15 นาที รวมถึงส่งเสริมโครงการพัฒนาสมรรถภาพทางกายสำหรับนักศึกษามหาวิทยาลัย

    2) โรงเรียนจะจัดหลักสูตรศิลปะอย่างเต็มรูปแบบและปรับปรุงกลไกการจัดการแสดงและนิทรรศการศิลปะเป็นประจำโดยนักเรียนทุกคนเข้าถึงได้เพื่อส่งเสริมวิชาสุนทรียศาสตร์

    3) โรงเรียนจะเสริมสร้างการศึกษาด้านแรงงานผ่านโครงการต่างๆ ที่มุ่งปลูกฝังนิสัยการทำงานที่ดี รวมถึงแสดงทักษะและความสำเร็จด้านแรงงานของนักเรียน

    4) โรงเรียนจะส่งเสริมการศึกษาเกี่ยวกับสุขภาพจิตอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยเสริมสร้างทีมผู้เชี่ยวชาญและผลักดันการสร้างระบบเฝ้าติดตามและแจ้งเตือนล่วงหน้าที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตของนักเรียน

    5) โรงเรียนจะดำเนินมาตรการอันครอบคลุมรอบด้านเพื่อป้องกันและควบคุมปัญหาสายตาสั้น โดยเฉพาะนักเรียนระดับอนุบาลและประถม เพื่อเร่งลดอัตราสายตาสั้นในจีน

    6) โรงเรียนจะเสริมสร้างขีดความสามารถป้องกันโรคอ้วนในนักเรียนประถมและมัธยมผ่านการประสานงานระหว่างโรงเรียน ครอบครัว และสถาบันการแพทย์

    7) โรงเรียนจะยกระดับความปลอดภัยทางอาหารในสถานศึกษา โดยดำเนินการตามระบบกำกับดูแลมื้ออาหารที่เข้มงวดยิ่งขึ้น และกำหนดบุคลากรที่จัดการความปลอดภัยทางอาหารและโภชนาการโดยเฉพาะ

    8) โรงเรียนจะบรรจุการศึกษาเกี่ยวกับความปลอดภัยในชีวิตเข้าสู่หลักสูตรการเรียนการสอน โดยเผยแพร่ความรู้และทักษะการปฐมพยาบาลให้ครอบคลุมวงกว้างยิ่งขึ้น รวมถึงติดตั้งเครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ (AED) และอุปกรณ์ฉุกเฉินอื่นๆ

    อนึ่ง มีการดำเนินโครงการนำร่องตามโรงเรียนมากกว่า 540 แห่งในภูมิภาคระดับมณฑล 7 แห่ง ได้แก่ ปักกิ่ง เหอเป่ย เซี่ยงไฮ้ เจียงซู ซานตง เหอหนาน และกว่างตง (กวางตุ้ง) เพื่อสำรวจหาต้นแบบที่สามารถทำซ้ำได้สำหรับการพัฒนาโรงเรียนสุขภาพดี

    แนวปฏิบัติใหม่นี้แบ่งแผนงานเป็น 3 ระยะ ได้แก่ 1) การดำเนินโครงการนำร่องเสร็จสิ้นภายในปี 2027 ซึ่งสร้างระบบมาตรฐานและประเมินผลที่พัฒนาดีขึ้นเพื่อสั่งสมประสบการณ์ที่ทำซ้ำได้จำนวนมาก 2) การดำเนินการตามปรัชญาการศึกษาที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพเป็นอันดับแรกในวงกว้างภายในปี 2030 ซึ่งยกระดับการศึกษาเกี่ยวกับสุขภาพในโรงเรียนและปัจจัยสนับสนุนอย่างมีนัยสำคัญ และการพัฒนาโรงเรียนสุขภาพดีครอบคลุมโรงเรียนทุกแห่ง 3) การสร้างโรงเรียนสุขภาพดีที่มีคุณภาพสูงขึ้นทั่วประเทศภายในปี 2035

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/chinanews/483/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3DiYgP81rIumZ_oG7abee8

  • มก.คว้ารางวัลชนะเลิศ ‘สถาบันต้นแบบด้านการผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่’

    มก.คว้ารางวัลชนะเลิศ ‘สถาบันต้นแบบด้านการผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่’

    มก.คว้ารางวัลชนะเลิศ ‘สถาบันต้นแบบด้านการผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่’

    วันจันทร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

    มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สร้างความภาคภูมิใจและความเชื่อมั่นให้กับวงวิชาการอุดมศึกษาไทย ได้รับรางวัลชนะเลิศ ลำดับที่ 1 โล่รางวัล “สถาบันต้นแบบด้านการผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่” ด้านนโยบายการผลิตบัณฑิตและระบบบริหารจัดการ ประเภทสถาบันอุดมศึกษา กลุ่มสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ จากการประกวด รางวัลต้นแบบโครงการผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่ฯ  ประจำปี พ.ศ.2568 จัดโดย สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพื่อยกย่องสถาบันอุดมศึกษาที่มีบทบาทโดดเด่นในการพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูง สำหรับอุตสาหกรรม New Growth Engine รองรับทิศทางการพัฒนาประเทศ ภายใต้นโยบาย Thailand 4.0 และการปฏิรูปการอุดมศึกษาไทย

    นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ยังได้รับ รางวัลชนะเลิศประเภทหลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรการผลิตเนื้อโคคุณภาพสูง  ได้รับประกาศเกียรติคุณ “หลักสูตรต้นแบบบัณฑิตพันธุ์ใหม่” ในกลุ่มสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปมูลค่าสูง หลักสูตรดังกล่าวนับว่าเป็นต้นแบบชุดวิชา Non-degree ต้นแบบด้านการเกษตรของประเทศ ความสำเร็จนี้สะท้อนบทบาทของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในฐานะ “มหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาประเทศ” ที่ใช้ศาสตร์ด้านการเกษตรเป็นฐาน เชื่อมโยงกับการศึกษา วิจัย และนวัตกรรม เพื่อสร้างกำลังคนคุณภาพและความเข้มแข็งให้กับภาคเกษตรไทยอย่างยั่งยืน

    ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ความสำเร็จของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในครั้งนี้ เป็นผลจากการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องตามนโยบายการผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่ ที่มหาวิทยาลัยได้วางรากฐานและขับเคลื่อนมาอย่างเป็นระบบ โดยมุ่งเป้าสำคัญคือการเปิดโอกาสให้การอุดมศึกษาไทยสามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของประเทศและโลกได้อย่างแท้จริง มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์จะยังคงสานต่อและพัฒนานโยบายดังกล่าว โดยสนับสนุนการทำงานของทุกหน่วยงานอย่างเต็มศักยภาพ เพื่อร่วมกันสร้างกำลังคนคุณภาพที่พร้อมต่ออนาคต และสร้างความยั่งยืนให้กับประเทศ

    ด้าน ผศ.ดร.นรุณ วรามิตร คณบดีวิทยาลัยบูรณาการศาสตร์ กล่าวว่า ปัจจุบัน เทคโนโลยีและองค์ความรู้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ระบบการศึกษารูปแบบเดิมไม่สามารถตอบสนองต่อโลกที่เปลี่ยนไปได้ทัน ขณะที่การศึกษาในหลักสูตรปกติใช้ระยะเวลานานถึง 4 ปี ทำให้เมื่อผู้เรียนสำเร็จการศึกษา ความรู้หรือเทคโนโลยีบางส่วนอาจไม่สอดคล้องกับบริบทการทำงานจริง ส่งผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมผู้ใช้บัณฑิต นอกจากนี้ โครงสร้างประชากรของประเทศที่กำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ยังทำให้กำลังคนวัยแรงงานลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นความท้าทายที่ทำให้สถาบันอุดมศึกษาจำเป็นต้องปฏิรูประบบการเรียนการสอน เพื่อสร้างกำลังคนทุกช่วงวัยและทุกอาชีพให้มีสมรรถนะสูง ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก

    “ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา วิทยาลัยบูรณาการศาสตร์ได้ร่วมมือกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน พัฒนาระบบนิเวศทางการศึกษาและหลักสูตรใหม่ในลักษณะบูรณาการข้ามศาสตร์ โดยยึดผลลัพธ์ของผู้เรียนเป็นตัวนำ มุ่งพัฒนาทักษะใหม่ที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่นิสิตและบุคคลทั่วไป ทั้งในปัจจุบันและอนาคต” ผศ.ดร.นรุณ ระบุ

    สำหรับรูปแบบการพัฒนาบัณฑิตพันธุ์ใหม่ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ครอบคลุมทั้งหลักสูตรระดับปริญญาในลักษณะ tailor-made ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนออกแบบเส้นทางการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับความต้องการในการประกอบอาชีพของตนเอง และหลักสูตรระยะสั้นแบบ up-skill / re-skill (Non-degree Program) ที่ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรม ให้กำลังคนสามารถเสริมสร้างองค์ความรู้และทักษะไปประยุกต์ใช้ในการทำงานได้ทันที

    ภายหลังสำเร็จการศึกษาหลักสูตร Non-degree ผู้เรียนจะได้รับการรับรองสมรรถนะจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รวมถึงการรับรองทักษะจากสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ และยังสามารถสะสมหน่วยกิตไว้ในคลังหน่วยกิต เพื่อเทียบโอนประสบการณ์และต่อยอดสู่การศึกษาระดับปริญญาตรีในอนาคตได้ ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมการศึกษาสำคัญที่พัฒนาขึ้นภายใต้โครงการบัณฑิตพันธุ์ใหม่ โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/949697&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2entU_d4q-yBicWMXAOPem

  • “เซ็นทรัล ทำ” ก้าวสู่ปีที่ 9 พัฒนาชุมชนทั่วไทยแบบองค์รวม

    “เซ็นทรัล ทำ” ก้าวสู่ปีที่ 9 พัฒนาชุมชนทั่วไทยแบบองค์รวม

    “การเติบโตของธุรกิจจะมีความหมายอย่างแท้จริง ก็ต่อเมื่อเดินควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม” คุณพิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล เน้นย้ำถึงแนวทางสำคัญ ที่ “เซ็นทรัล ทำ” ยึดมั่นมาตลอด จนในวันนี้โครงการพัฒนาชุมชนทั่วไทยที่ “เซ็นทรัล ทำ” ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ภายใต้กรอบการขับเคลื่อนเพื่อความยั่งยืน 6 แนวทางหลัก

    โดย คุณพิชัย ได้บอกเล่าและอัปเดตให้ฟังถึงผลงานที่เห็นเป็นรูปธรรมกับการดำเนินโครงการพัฒนาชุมชนของ เซ็นทรัล ทำ ในช่วงเวลาที่ผ่านมา พร้อมแชร์ต้นแบบพื้นที่เกษตรคาร์บอนต่ำ ที่ เซ็นทรัล ทำ ได้ไปร่วมดำเนินการกับ วิสาหกิจชุมชนปลูกพืชเศรษฐกิจบ้านเทพพนา และสวนเทพพนา จนเกิดผลลัพธ์เป็นการยกระดับชีวิต ความเป็นอยู่ ของชุมชนและสร้างเศรษฐกิจชุมชนได้อย่างยั่งยืน

    คุณพิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล

    ก้าวสู่ปีที่ 9 กับการเติบโตอย่างยั่งยืน ตอบโจทย์ ESG ของ เซ็นทรัล ทำ

    ดังที่กล่าวข้างต้นว่า ในช่วงเวลาที่ผ่านมา เซ็นทรัล ทำ ได้ขับเคลื่อนและพัฒนาชุมชนทั่วไทยให้เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ตามแนวทางความยั่งยืน 6 ด้าน โดย คุณพิชัย ได้ยกตัวอย่างผลการดำเนินโครงการในด้านหลักๆ ดังนี้
    “ในมิติ ด้านการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเสมอภาคในการเข้าถึงโอกาสอย่างเท่าเทียม เซ็นทรัล ทำ ได้สนับสนุนและพัฒนาโรงเรียนรวม 203 แห่ง เพื่อยกระดับโอกาสทางการศึกษาและพัฒนาศักยภาพเยาวชนอย่างต่อเนื่อง สามารถสร้างงานและสนับสนุนอาชีพให้แก่คนพิการกว่า 1,395 คน พร้อมส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับประชาชนในชุมชนมากกว่า 150,000 ราย ขณะเดียวกัน มิติ Community & Social Contribution (ส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน สร้างอาชีพ และบรรเทาสาธารณภัย) ได้สร้างรายได้หมุนเวียนกลับสู่ชุมชนรวมกว่า 2,240 ล้านบาท และเสริมความเข้มแข็งให้เครือข่ายท้องถิ่นในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ”
    “ต่อมา ในด้าน Human Capital Development หรือ การพัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ กลุ่มเซ็นทรัลให้ความสำคัญการเพิ่มขีดความสามารถของพนักงานในองค์กร พัฒนาศักยภาพ มีความสมดุลทั้งในด้านการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวันให้มีประสิทธิภาพ

    “ส่วนในด้าน Circular Economy & Waste Management หรือ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน และบริหารจัดการขยะอย่างเป็นระบบ และ Food Loss & Food Waste Reduction (ลดการสูญเสียอาหารในกระบวนการผลิต และลดปริมาณขยะอาหาร) สามารถลดการสูญเสียอาหารและขยะอาหารได้กว่า 27,300 ตัน ลดปริมาณขยะที่เข้าสู่หลุมฝังกลบกว่า 93,490 ตัน พร้อมทั้งเพิ่มพื้นที่สีเขียวและฟื้นฟูป่ากว่า 15,000 ไร่ เพื่อใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม”
    “ในขณะเดียวกัน ด้าน Climate Action เซ็นทรัล ทำ ได้ร่วมฟื้นฟูสภาพอากาศ ลดมลภาวะ และผลักดันการใช้พลังงานหมุนเวียน โดยการติดตั้งจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าจำนวน 1,487 สถานที่ ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคา 259 แห่ง และผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์รวมถึง 252,176 เมกะวัตต์ชั่วโมง สะท้อนความมุ่งมั่นในการลดมลภาวะและผลักดันการใช้พลังงานหมุนเวียนอย่างชัดเจน”
    นอกจากนั้น ในปี 2569 คุณพิชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า “เซ็นทรัล ทำ” จะมุ่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบระดับพื้นที่ ผ่านการพัฒนาชุมชนแบบองค์รวม (Holistic Shared Value Ecosystem) 8 ด้าน คือ ยกระดับการศึกษา พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน สร้างอาชีพ เพิ่มมูลค่าสินค้า พัฒนาแบรนด์สู่สากล สร้างศูนย์เรียนรู้ ส่งเสริมท่องเที่ยวชุมชน สร้างเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และสร้างระบบจัดการขยะ ZERO WASTE

    เปิดโมเดลการพัฒนาชุมชนแบบองค์รวม @ ต้นแบบพื้นที่เกษตรคาร์บอนต่ำ บ้านเทพพนา จังหวัดชัยภูมิ

    และเพื่อให้เห็นภาพโมเดลการพัฒนาชุมชนแบบองค์รวมที่ เซ็นทรัล ทำ ตั้งใจทำให้เกิดขึ้นในหลายชุมชนทั่วไทย “เซ็นทรัล ทำ“ ได้แนะนำให้เราได้รู้จักกับ วิสาหกิจชุมชนปลูกพืชเศรษฐกิจบ้านเทพพนา อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ เป็นพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาแบบองค์รวม ตามแนวทางการทำเกษตรคาร์บอนต่ำ
    โดยวิสาหกิจชุมชนปลูกพืชเศรษฐกิจบ้านเทพพนา เป็นหนึ่งใน 7 กลุ่มผู้ปลูกอะโวคาโดพันธุ์แฮสส์แมกซิโกในประเทศไทย สายพันธุ์คุณภาพระดับโลกที่ได้รับการยอมรับในด้านรสชาติและมาตรฐานการผลิต ที่เริ่มต้นจากความตั้งใจในการเพิ่มรายได้และสร้างมูลค่าให้กับเกษตรกรในพื้นที่ ก่อนพัฒนาต่อยอดสู่ระบบเกษตรกรรมที่ยั่งยืนมากยิ่งขึ้น
    ทั้งนี้ หากจะถอดบทเรียนจากความสำเร็จของ วิสาหกิจชุมชนปลูกพืชเศรษฐกิจบ้านเทพพนา ต้องไปพูดคุยกับ Key person ที่เป็นผู้นำชุมชนและทำงานร่วมกับ โครงการ เซ็นทรัล ทำ อย่างใกล้ชิด คือ คุณวิเชียร พรมทุ่งค้อ เกษตรกรและเจ้าของสวนเทพนา ซึ่งได้บอกเล่าให้ฟังว่า
    คุณวิเชียร พรมทุ่งค้อ เกษตรกรและเจ้าของสวนเทพนา
    “ชุมชนได้ปรับกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับแนวทางการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ผ่านการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ การจัดทำธนาคารน้ำใต้ดินเพื่อบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ และการนำ “เห็ดเรืองแสงสิรินรัศมี” มาใช้ควบคุมโรคพืชในแปลงอะโวคาโด เพื่อลดการใช้สารเคมีและรักษาสมดุลทางธรรมชาติ แนวทางดังกล่าวไม่เพียงยกระดับคุณภาพผลผลิต หากยังเสริมสร้างความมั่นคงทางรายได้ พร้อมวางรากฐานการพัฒนาการเกษตรที่คำนึงถึงทั้งเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมควบคู่กันอย่างสมดุล”
    “นอกจากการพัฒนาด้านคุณภาพผลผลิต ชุมชนยังต่อยอดสู่การทำเกษตรคาร์บอนต่ำ โดยใช้แนวคิด ไบโอชาร์ ควบคู่การจัดการดินและน้ำอย่างยั่งยืน ไบโอชาร์มีโครงสร้างรูพรุนช่วยกักเก็บธาตุอาหารและความชื้น ฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดิน ส่งเสริมจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ ลดการใช้ปุ๋ยเคมี และช่วยกักเก็บคาร์บอนในดินเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ส่งผลให้ผลผลิตมีคุณภาพสูงขึ้น เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ยังมีการจัดการธนาคารน้ำใต้ดินเพื่อสำรองน้ำไว้ใช้ได้ตลอดทั้งปี ควบคู่กับการติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับสูบน้ำบาดาล เพื่อลดการใช้พลังงานไฟฟ้าและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน ยกระดับชุมชนสู่ต้นแบบเกษตรยั่งยืนที่สมดุลทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิต”

    “ในปัจจุบัน สวนเทพพนาได้รับการรับรองมาตรฐาน Organic Thailand : ซึ่งเป็นตราสัญลักษณ์ที่รับรองโดยกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อยืนยันว่าเป็นผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ที่ปลอดภัย ปลอดสารเคมีสังเคราะห์ 100% ไม่ใช้พืช GMO และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยต้องผ่านการตรวจสอบมาตรฐาน ตั้งแต่แหล่งผลิต การจัดการแปลง ไปจนถึงการแปรรูป สะท้อนความเข้มงวดด้านคุณภาพ ความโปร่งใสของระบบการผลิต และความรับผิดชอบต่อทั้งผู้บริโภคและระบบนิเวศ”
    อย่างไรก็ดี การพัฒนาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนและการสร้างอาชีพผ่านมิติสินค้าการเกษตรเท่านั้น หากยังขยายผลสู่การ ยกระดับการท่องเที่ยวและการเรียนรู้ อย่างเป็นระบบ โดย “เซ็นทรัล ทำ” ร่วมกับสำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด พัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชิงเกษตรอินทรีย์รองรับจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง พร้อมก่อสร้างศูนย์การเรียนรู้ 2 อาคาร รองรับผู้เข้าอบรมและนักท่องเที่ยวในปี 2568 ได้รวมกว่า 330,000 คน
    พร้อมกันนี้ ยังมีการพัฒนากิจกรรมดูดาวซึ่งถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับพื้นที่สู่แหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศและแหล่งเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อม เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสความงดงามของท้องฟ้ายามค่ำคืนท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ปราศจากมลภาวะทางแสง ควบคู่กับการรณรงค์ลดการใช้แสงสว่างที่ไม่จำเป็น เพื่อลดผลกระทบต่อระบบนิเวศ สัตว์ป่า และคุณภาพชีวิตของชุมชนโดยรอบ อันเป็นการส่งเสริมความสมดุลระหว่างการท่องเที่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โดยพื้นที่ท้องฟ้าสวนเทพพนา อยู่ระหว่างการขอขึ้นทะเบียนเป็นเขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืด หรือ Dark Sky Park ปี 2569 โดย สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT)

    ด้าน คุณพิชัย กล่าวเพิ่มว่า “ในมิติสิ่งแวดล้อม ปัจจุบัน “เซ็นทรัล ทำ” ขับเคลื่อนการทำงานในพื้นที่ภายใต้โมเดล Green Restoration & Low-carbon Model ตามกรอบแนวคิด “ป่าต้นน้ำ สู่ท้องทะเล” ที่มุ่งฟื้นฟูธรรมชาติควบคู่กับการสร้างเศรษฐกิจชุมชนอย่างสมดุล”
    “ตั้งแต่ปี 2566 ถึงปัจจุบัน มีการฟื้นฟูพื้นที่สีเขียวในจังหวัดชัยภูมิรวมประมาณ 6,500 ไร่ ครอบคลุมทั้งเกษตรเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม วนเกษตร และการอนุรักษ์ป่าชุมชน เพื่อแก้โจทย์เชิงโครงสร้างของพื้นที่ ได้แก่ ดินเสื่อมโทรม รายได้ไม่มั่นคง และปัญหา PM2.5 จากการเผาชีวมวล โดยดำเนินการอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นน้ำของห่วงโซ่การผลิต”
    “แนวทางสำคัญคือการส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจมูลค่าสูง อาทิ อะโวคาโด แมคคาเดเมีย ทุเรียน และกาแฟโรบัสต้า ควบคู่กับการพัฒนา “ห่วงโซ่คุณค่าไม่เผา” เปลี่ยนเศษวัสดุทางการเกษตรให้กลับมาเป็นทรัพยากร ผ่านกระบวนการผลิตและใช้ไบโอชาร์และปุ๋ยหมักภายในชุมชน เพื่อลดการเผา ลดต้นทุนปุ๋ย ฟื้นฟูดิน เพิ่มความชุ่มชื้น และสนับสนุนการกักเก็บคาร์บอนในระยะยาว ตามแนวทางโซนต้นน้ำที่มุ่งลดการเผา จัดการชีวมวล และแปรรูปเป็นปุ๋ย–ไบโอชาร์อย่างครบวงจร”

    “พร้อมกันนี้ วิสาหกิจชุมชนในพื้นที่ได้ต่อยอดเป็น “ศูนย์เรียนรู้พัฒนาผลผลิตการเกษตร และผลิตภัณฑ์ชุมชน สวนเทพพนา” บูรณาการโรงผลิตไบโอชาร์และปุ๋ยหมักเป็นฐานการเรียนรู้ ถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เกษตรกรและเครือข่ายในภูมิภาค อีกทั้งยกระดับ “เส้นทางเรียนรู้และท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ” ให้เป็นกลไกสร้างรายได้ต่อเนื่อง ควบคู่กับการดูแลและฟื้นฟูป่าชุมชน”
    “ไม่เพียงเท่านั้น เราได้พัฒนาการศึกษา เด็กและเยาวชน และการดูแลคนพิการ โดยโรงเรียนบ้านไร่พัฒนาได้รับการยกระดับเป็นศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์ตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงมัธยมต้น ร่วมกับวิสาหกิจชุมชน ส่งเสริมการปลูกอะโวคาโดในพื้นที่ พร้อมจ้างงานเชิงสังคมสำหรับคนพิการในสวน เพื่อพัฒนาทักษะและสร้างรายได้อย่างยั่งยืน โดยในปีที่ผ่านมาได้พัฒนานักเรียนจำนวน 1,326 คน และครูบุคลากร 113 คน พร้อมขยายผลสู่เครือข่ายโรงเรียนอีก 10 แห่ง เน้นการพัฒนาครูด้านภาษาอังกฤษ STEM และการสร้างนักเรียนที่มีคุณธรรมด้วย”

    โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา วิสาหกิจชุมชนสามารถสร้างรายได้ให้สมาชิกกว่า 60 ล้านบาท และขยายผลเครือข่ายผู้ปลูกอะโวคาโดได้ถึง 1,500 ราย สะท้อนศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม
    “หัวใจของความสำเร็จอยู่ที่การมองการพัฒนาในภาพรวม ไม่แยกส่วน ไม่ทำเฉพาะด้าน แต่เชื่อมโยงทุกมิติให้เดินหน้าไปพร้อมกัน การพัฒนาชุมชนในวันนี้จึงไม่ใช่การดำเนินโครงการเฉพาะส่วน หากแต่คือการออกแบบระบบเศรษฐกิจระดับพื้นที่ใหม่ ที่ผสานรายได้ การศึกษา โครงสร้างพื้นฐาน สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตเข้าไว้ในกรอบเดียวกัน”
    “โดย Holistic Shared Value Ecosystem คือกลไกที่ทำให้การเติบโตของธุรกิจและความเข้มแข็งของชุมชนเกื้อหนุนกันอย่างยั่งยืน และที่สำคัญ โมเดลนี้สามารถขยายผลได้ทั้งในระดับจังหวัด ระดับภูมิภาค และระดับประเทศ เพื่อยกระดับขีดความสามารถของชุมชนไทยในระยะยาว แนวคิดดังกล่าวจะช่วยให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างมั่นคง พร้อมสร้างระบบเศรษฐกิจฐานรากที่แข็งแรงและปรับตัวได้ต่อความเปลี่ยนแปลงในอนาคต” คุณพิชัยกล่าวในที่สุด

    เรียนรู้จากการพัฒนาอย่างยั่งยืนและเป็นรูปธรรมในทุกพื้นที่ทั่วไทย

    72 ปี องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย จากพระราชอุทยาน สู่ความมุ่งมั่นด้าน ESG ระดับโลก

    เปิดตัว 6 + 1 โชว์เคส ‘Appropriate Technology’ ภาคใต้ เสริมแกร่ง ‘เศรษฐกิจฐานราก’ แก้จน ลดหนี้ เพิ่มรายได้ให้ชาวปักษ์ใต้อย่างได้ผล

    เรียนรู้จาก 7 ตัวแทนผู้นำชุมชนหญิงแกร่ง ร่วมแชร์ประสบการณ์ ส่งต่อแรงบันดาลใจบนเวที ประโยชน์สุขเดย์ by SCG

    Post Views: 206

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/03/01/central-tham-holistic-shared-value-ecosystem/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0uecwsHQ09dMAbgAikm_4x

  • S

    S

    SPU Beer Game Contest เดือดจริง! จำลองซัพพลายเชนแบบ Real-Time

    วิทยาลัยโลจิสติกส์และซัพพลายเชน แห่ง มหาวิทยาลัยศรีปทุม จัดแข่งขัน Beer Game ภายใต้รายวิชา LSM11167 การจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2569 ณ ห้องบัวหลวงแกรนด์รูม อาคาร 1 ชั้น 5

    นักศึกษาได้ลงมือจำลองสถานการณ์ห่วงโซ่อุปทานจริง ฝึกบริหารคำสั่งซื้อ รับมือความผันผวนของดีมานด์ และเรียนรู้ปัญหา Bullwhip Effect แบบเข้มข้น ผ่านเกมเชิงกลยุทธ์ที่ต้องใช้การวางแผน การตัดสินใจ และการทำงานเป็นทีมอย่างแม่นยำ

    งานนี้ทั้งสนุก ทั้งลุ้น และได้ทักษะจริงที่ใช้ได้ในโลกธุรกิจ!

    #SPULSC #BeerGame2026 #LogisticsSPU #SupplyChainSimulation #DekLogistics #เรียนกับตัวจริงประสบการณ์จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spu.ac.th/fac/logistics/2026/03/01/spu-beer-game-contest-2026/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2O7FrEnAwIPjdO5Q4rkwxI

  • รายงานพิเศษ :  ภาคตะวันออก…เศรษฐกิจดีที่สุด

    รายงานพิเศษ : ภาคตะวันออก…เศรษฐกิจดีที่สุด

    รายงานพิเศษ : ภาคตะวันออก…เศรษฐกิจดีที่สุด

    วันจันทร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

    ** นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาคประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2569 จากการประมวลผลข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจรายจังหวัดจากสำนักงานคลังจังหวัด 76 จังหวัดทั่วประเทศ และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเพื่อจัดทำดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาคพบว่า “ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาคประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2569 สะท้อนแนวโน้มเศรษฐกิจภูมิภาคในระยะ 6 เดือนข้างหน้าที่ขยายตัวได้โดยเฉพาะในภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จากปัจจัยสนับสนุนในภาคบริการเป็นสำคัญ ทั้งนี้ควรติดตามภาวะเศรษฐกิจไทยและโลก โดยเฉพาะในภาคการค้า อัตราแลกเปลี่ยน ทิศทางนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ และสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาต่อไป”

    สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคตะวันออก อยู่ที่ระดับ 76.9 สะท้อนถึงความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ โดยเฉพาะในภาคบริการและภาคเกษตร จากการเข้าสู่ฤดูผลไม้หลัก อุปสงค์สินค้าเกษตรที่เพิ่มขึ้นและจำนวนนักท่องเที่ยวที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นตามมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวที่มีต่อเนื่อง สอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ยังคงส่งสัญญาณบวกอย่างต่อเนื่องที่ระดับ 80.6 ขณะเดียวกัน

    ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ที่ระดับ 73.5 โดยได้รับแรงสนับสนุน จากภาคบริการและการลงทุน ตามกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวและเทศกาลสำคัญที่ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายและการจ้างงาน ขณะเดียวกัน แนวโน้มการลงทุนในระยะต่อไปมีทิศทางขยายตัวจากมาตรการภาครัฐและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

    ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคเหนือ อยู่ที่ระดับ 71.9 สะท้อนความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ โดยภาคอุตสาหกรรมได้รับแรงสนับสนุนจากการอยู่ในช่วงฤดูการเก็บเกี่ยวพืชเศรษฐกิจสำคัญทำให้มีวัตถุดิบเข้าสู่กระบวนการแปรรูปเพิ่มขึ้น ประกอบกับการเตรียมขยายพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมและมีการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ในจังหวัดลำพูน ขณะเดียวกันภาคบริการมีปัจจัยบวกจากการจัดกิจกรรมกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดและมาตรการสนับสนุนของภาครัฐ

    ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคใต้ อยู่ที่ระดับ 70.7 โดยมีแรงขับเคลื่อนจากภาคบริการและภาคอุตสาหกรรมเป็นสำคัญ จากการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวและงานเทศกาลสำคัญที่ช่วยหนุนจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมมีปัจจัยหนุนจากคำสั่งซื้อและการส่งออกสินค้าเกษตรแปรรูปที่ขยายตัว อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามประเด็นความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ค่าเงินบาท และความต่อเนื่องของนโยบายภาครัฐภายหลังการจัดตั้งรัฐบาลใหม่

    ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคกลาง อยู่ที่ระดับ 69.1 สะท้อนถึงความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ โดยเฉพาะในภาคเกษตรและภาคบริการ ภาคเกษตรมีแนวโน้มปรับดีขึ้นจากช่วงเก็บเกี่ยวข้าวนาปรัง และนโยบายปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต ขณะที่ภาคบริการขยายตัวต่อเนื่องจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวของภาครัฐและจังหวัด อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมบางส่วนยังมีความกังวลต่อความผันผวนของอุปสงค์ในตลาด ต้นทุนการผลิตที่อยู่ในระดับสูง และปัจจัยความไม่แน่นอนทางการเมือง ส่งผลให้แนวโน้มการลงทุนในระยะ 6 เดือนข้างหน้ามุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพกิจการเดิมเป็นหลัก มากกว่าการขยายการลงทุนใหม่

    ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจ กทม. และปริมณฑล อยู่ที่ระดับ 67.0 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากแนวโน้มความเชื่อมั่นในภาคบริการและการจ้างงานที่ดีเป็นสำคัญ ทั้งนี้ ผู้ประกอบการบางส่วนยังมีความกังวลต่อราคาต้นทุนการผลิตที่อยู่ในระดับสูงและยังรอติดตามทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด

    ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคตะวันตก อยู่ที่ระดับ 66.3 สะท้อนความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจที่ปรับตัวได้ดี โดยมีแรงสนับสนุนจากภาคบริการและการลงทุน จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริมการท่องเที่ยวของภาครัฐ ซึ่งคาดว่าจะมีเพิ่มเติม

    ทั้งนี้ผู้ประกอบการบางส่วนยังรอติดตามพัฒนาการของเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกอย่างใกล้ชิด พร้อมประเมินว่า ความเสี่ยงจากมาตรการกีดกันการค้าของสหรัฐฯ สถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ต้นทุนการผลิตที่ยังอยู่ในระดับสูง ความผันผวนของสภาพอากาศ รวมถึงความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนจะเป็นปัจจัยสำคัญ ที่อาจส่งผลกระทบต่อมุมมองความเชื่อมั่นในระยะถัดไป

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/949928&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1U7KWPzGhwyOD23SU_ahLk

  • ‘ไทย ’เสี่ยงต้นทุนพุ่ง-บาทอ่อน เผชิญแรงกระแทกเศรษฐกิจ

    ‘ไทย ’เสี่ยงต้นทุนพุ่ง-บาทอ่อน เผชิญแรงกระแทกเศรษฐกิจ

    สถานการณ์ “ตะวันออกกลาง” มาอยู่ในเรดาร์นักลงทุนอีกครั้งหลังความตึงเครียดระหว่าง “อิหร่าน” และฝ่ายตรงข้ามยกระดับเป็นระยะ “นักเศรษฐศาสตร์” เตือนแม้ยังไม่ใช่ “สงครามเต็มรูปแบบ” แต่ “ช่องแคบฮอร์มุซ” คือ จุดเปราะบางที่อาจเขย่าตลาดพลังงานโลก ขณะที่ไทยถูกมองว่าอ่อนไหวสูงต่อ “ราคาพลังงานและค่าเงินบาท” และมีความเสี่ยงสูงที่ตลาดเงินตลาดทุนจะผันผวนหลังจากนี้

    ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า ประเมินสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ว่า ปัจจุบันยังอยู่ระดับความตึงเครียดของสงครามมากกว่าเป็นสงครามเต็มรูปแบบ

    แม้มีเหตุการณ์โจมตีตอบโต้กันระหว่างอิหร่านและฝ่ายตรงข้ามเกิดขึ้นเป็นระยะ เช่น การใช้โดรนโจมตีฐานที่มั่นสหรัฐ

    แต่ลักษณะการปะทะที่เกิดขึ้นยังไม่ใช่การทำสงครามทำลายล้างขนาดใหญ่ที่มุ่งโจมตีชีวิต และทรัพย์สินในวงกว้าง โครงสร้างพื้นฐานสำคัญของภูมิภาคยังไม่ได้รับความเสียหาย และยังไม่เห็นการส่งกำลังทหารภาคพื้นดินรุกคืบอย่างจริงจัง

    ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ผลกระทบเชิงเศรษฐกิจโดยรวมยังไม่ถึงขั้นวิกฤติ แม้ว่าภาคการเดินทางและการบินจะเริ่มได้รับผลกระทบให้เห็นแล้วก็ตาม
    อย่างไรก็ตาม จุดเปราะบางที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดที่สุดไม่ใช่การปะทะทางทหารโดยตรง

    แต่คือความเป็นไปได้ที่อิหร่านอาจใช้มาตรการตอบโต้ทางเศรษฐกิจด้วยการ “ปิดช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ของระบบพลังงานโลก ช่องแคบดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงเส้นทางส่งออกน้ำมันของอิหร่านเท่านั้น แต่ยังเป็นทางผ่านหลักของน้ำมันจากอิรักและซาอุดีอาระเบีย รวมถึงเป็นเส้นทางขนส่งก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากกาตาร์

    ดังนั้น กรณีปิดช่องแคบจะมีกระทบขยายวงกว้างทันที เนื่องจากทรัพยากรพลังงานที่ไหลผ่านเส้นทางนี้คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 20% ของตลาดโลก ซึ่งสร้างความปั่นป่วนอย่างมีนัยสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจโลก และเป็นตัวเร่งราคาพลังงานพุ่งขึ้นเร็ว

    ในมุมมองผลกระทบเชิงภูมิภาค ประเทศในเอเชียจะได้รับแรงกระแทกมากที่สุด หากการขนส่งพลังงานจากตะวันออกกลางสะดุด โดยเฉพาะประเทศผู้นำเข้าพลังงานรายใหญ่ เช่น อินเดีย จีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ที่พึ่งพาพลังงานจากภูมิภาคนี้ในสัดส่วนสูง

    • กระทบ “ต้นทุนไทย” พุ่ง

    สำหรับ ประเทศไทยผลกระทบจะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงราคาน้ำมันดิบที่อาจปรับขึ้น แต่จะลุกลามไปถึงค่าไฟฟ้าและต้นทุนพลังงานโดยรวม เนื่องจากโครงสร้างพลังงานของไทยมีความเชื่อมโยงกับก๊าซธรรมชาติและ LNG ในระดับสูง

    นอกจากนี้ ต้นทุนการขนส่งและค่าระวางเรือที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจะยิ่งกดดันต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพในประเทศ

    ด้านปฏิกิริยาของตลาดการเงิน ในระยะสั้นตลาดจะตอบสนองด้วยความตื่นตระหนก โดยราคาทองคำมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ราคาน้ำมันดิบอาจถูกทดสอบระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากเกิดเหตุปิดช่องแคบฮอร์มุซจริง นักลงทุนทั่วโลกมีแนวโน้มโยกเงินเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ทองคำและพันธบัตร

    “แต่ไม่ควรเร่งเก็งกำไรจากสถานการณ์ระยะสั้นมากเกินไป เพราะจากสถิติในอดีต ความขัดแย้งลักษณะนี้มักหาทางคลี่คลายได้ค่อนข้างเร็ว และราคาสินทรัพย์สามารถปรับฐานลงได้เมื่อความตึงเครียดผ่อนคลาย”

    • เงินบาทจ่ออ่อนค่า” เงินทุนไหลออก

    อีกประเด็นที่น่ากังวลสำหรับไทยคือค่าเงินบาท ซึ่งมีแนวโน้มอ่อนค่ามากกว่าสกุลเงินอื่นในภูมิภาค หากราคาพลังงานโลกพุ่งขึ้นแรง เนื่องจากเศรษฐกิจไทยอ่อนไหวต่อราคาน้ำมันสูง เมื่อภาระนำเข้าพลังงานเพิ่มขึ้น เงินทุนมีโอกาสไหลออกไปยังดอลลาร์สหรัฐที่มองเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยช่วงความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์สูง

    อีกทั้งตลาดเกิดใหม่ในเอเชียทั้งหมดมีแนวโน้มเผชิญแรงเงินทุนไหลออกในช่วงที่ความเสี่ยงโลกเพิ่มขึ้น เพราะนักลงทุนต้องการลดความเสี่ยงและถือสินทรัพย์ที่มั่นคงมากขึ้น

    “หากพิจารณามุมมองของมหาอำนาจอย่างสหรัฐ เป้าหมายอาจไม่ได้มุ่งสู่สงครามภาคพื้นดินเพื่อยึดครองพื้นที่แบบเดิม แต่เป็นความพยายามผลักดัน “การเปลี่ยนระบอบ” หรือการเปลี่ยนผู้นำผ่านแรงกดดันภายในประเทศอิหร่าน ตราบใดความขัดแย้งจำกัดผลกระทบเศรษฐกิจโลกยังควบคุมได้ แต่ถ้าเป็นสงครามภาคพื้นดินยืดเยื้อจะกระทบรุนแรง และราคาน้ำมันมีโอกาสทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล”

    อีกปัจจัยที่ต้องจับตาคือศักยภาพด้านนิวเคลียร์ของอิหร่าน ซึ่งแตกต่างจากกรณียูเครน ซึ่งปัจจัยนี้เป็นตัวยับยั้งสำคัญที่ทำให้ทุกฝ่ายต้องระมัดระวังไม่ให้ความขัดแย้งลุกลามเกินจุดควบคุม ปัจจุบันยังไม่เห็นสัญญาณของสงครามภาคพื้นดินขนาดใหญ่ และยังมีความหวังว่าจะไม่มีการใช้อาวุธร้ายแรง

    • เตือนรับมือตลาดเงินป่วน

    นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ให้มุมมองเพิ่มเติมต่อผลกระทบตลาดน้ำมันโลก โดยชี้ว่า หากพิจารณาเฉพาะกำลังการผลิตของอิหร่านเพียงประเทศเดียว จะพบว่ามีสัดส่วนไม่ถึง 3% ของซัพพลายน้ำมันโลก

    ดังนั้น หากไม่มีการหยุดชะงักของระบบขนส่ง การหายไปของน้ำมันอิหร่านเพียงลำพังจะไม่ทำให้ตลาดโลกปั่นป่วนมากนัก

    อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงสำคัญยังคงเป็นประเด็นการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง จะกระทบตลาดอย่างรุนแรงในระยะสั้น และอาจผลักดันราคาน้ำมันขึ้นไปแตะระดับ 90-100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้ทันที
    ทั้งนี้มองว่า ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นมีแนวโน้มเป็นเพียงชั่วคราว เนื่องจากตลาดน้ำมันโลกปัจจุบันอยู่ในภาวะอุปทานส่วนเกิน และมีปริมาณน้ำมันสำรองจำนวนมากทั่วโลก

    แม้การปิดช่องแคบจะสร้างแรงกระแทกช่วงแรก แต่กลุ่มประเทศผู้ผลิตยังสามารถเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อชดเชยได้ โดยแหล่งผลิตอื่น เช่น อาร์เจนตินา สามารถเข้ามาเติมอุปทานในตลาดได้ และห่วงโซ่อุปทานโลกมีศักยภาพในการปรับตัวค่อนข้างเร็ว ทำให้ราคาน้ำมันในระยะยาวไม่น่าจะยืนสูงมาก หากกลไกตลาดทำงานตามปกติ

    สำหรับประเทศไทย สิ่งสำคัญคือการเตรียมรับมือความผันผวนระยะสั้น รัฐบาลควรบริหารจัดการผ่านน้ำมันสำรองที่มีอยู่ และควรมองหาเส้นทางนำเข้าทางเลือกเพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาเส้นทางเดิม นอกจากนี้ ไทยอาจยังต้องเผชิญความเสี่ยงด้านการส่งออกไปตะวันออกกลางที่อาจล่าช้าจากการเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือ รวมถึงแรงกดดันต่อค่าเงินบาท หากราคาน้ำมันโลกพุ่งขึ้นเร็ว

    ในตลาดเงิน จากภาวะตื่นตระหนกจะทำให้เงินดอลลาร์แข็งค่า ขณะที่เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่า อย่างไรก็ตามความผันผวนลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นแล้วในอดีต และผลกระทบระยะยาวมักไม่รุนแรง เพราะพื้นฐานเศรษฐกิจไม่ได้เปลี่ยนอย่างมีนัยสำคัญ

    • เสี่ยงสงครามบานปลาย

    ดร.กอบศักดิ์ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า เริ่มวันที่ 2 สงครามอิสราเอล-สหรัฐ กับอิหร่าน เริ่มด้วยการข่มขู่จากทั้ง 2 ฝั่ง อิหร่านประกาศจะตอบโต้อย่างรุนแรง ขณะที่President Trump ตอบถ้าอิหร่านตอบโต้อย่างรุนแรง สหรัฐก็จะถล่มจุดต่างๆ ด้วยพลังอำนาจที่ยิ่งกว่าเดิม

    ดังนั้นต้องติดตามดูกันว่าจะเกิดอะไรต่อไป จะลุกลาม บานปลายเพียงใดโดยเฉพาะในตะวันออกกลาง จะมีความเสียหายต่อโครงสร้างการผลิตจะเป็นอุปสรรคต่อการขนส่งน้ำมัน

    จะกลายเป็นสงครามยืดเยื้อหรือไม่
    ทั้งหมด จะกำหนดผลต่อไปว่าช่วงต้นสัปดาห์นี้ “ตลาดทุนโลก” จะปรับตัวอย่างไรราคาน้ำมัน ราคาทอง ราคาหลักทรัพย์ ราคาสินทรัพย์ต่าง ๆ ค่าเงินและหลังจากนั้น การต่อสู้ที่อาจจะตามมา ถ้ายืดเยื้อ ยาวนาน จะส่งผลต่อ “เศรษฐกิจจริง” ของเศรษฐกิจแต่ละประเทศต่าง ๆ ต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1223329&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2bUcnNOhJuMgRtygjAZo7X