Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • นายกฯ หารือทุกภาคส่วนรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง เน้นย้ำไทยยังมีความมั่นคงด้านพลังงาน ตลาดเงินเสถียร พร้อมดูแลคนไทยที่ได้รับผลกระทบอย่างใกล้ชิด เร่งมาตรการลดผลกระทบเศรษฐกิจ การค้า ท่องเที่ยว

    นายกฯ หารือทุกภาคส่วนรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง เน้นย้ำไทยยังมีความมั่นคงด้านพลังงาน ตลาดเงินเสถียร พร้อมดูแลคนไทยที่ได้รับผลกระทบอย่างใกล้ชิด เร่งมาตรการลดผลกระทบเศรษฐกิจ การค้า ท่องเที่ยว

    นายกฯ หารือทุกภาคส่วนรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง เน้นย้ำไทยยังมีความมั่นคงด้านพลังงาน ตลาดเงินเสถียร พร้อมดูแลคนไทยที่ได้รับผลกระทบอย่างใกล้ชิด เร่งมาตรการลดผลกระทบเศรษฐกิจ การค้า ท่องเที่ยว


    วันจันทร์ที่ 2 มีนาคม 2569 เวลา 13.30 น. ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมประเมินสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พลเอกอดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ และนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เข้าร่วมการประชุม รวมทั้งมีนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เข้าร่วมการประชุมทางไกลผ่านระบบออนไลน์ด้วย

    ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุม นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมผู้แทนภาคเอกชน ได้แก่ นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ร่วมแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน โดยสรุปสาระสำคัญดังนี้

    นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า วันนี้ได้ประชุมตั้งแต่ช่วงเช้า โดยหารือประเด็นสำคัญเกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งรัฐบาลได้ติดตามอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง พร้อมมีมติและมาตรการรองรับในด้านต่าง ๆ ออกมาแล้ว รวมทั้งมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสื่อสารข้อมูลต่อสื่อมวลชนและนานาประเทศ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับท่าทีและการดำเนินการของรัฐบาลไทย

    ในช่วงบ่าย ได้มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธานการประชุมร่วมกับกระทรวง หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน เพื่อรับทราบสถานการณ์ ปัญหา และแนวทางการรับมือ ตลอดจนการแก้ไขผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น โดยผลการประชุมพบว่า แม้ความขัดแย้งดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยบ้าง แต่ยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ รัฐบาลจะเร่งดำเนินมาตรการเพื่อลดความรุนแรงของผลกระทบ พร้อมทั้งแสวงหาโอกาสให้กับประเทศไทยในทุกมิติ

    นายกรัฐมนตรีระบุว่า ได้เชิญผู้แทนภาคเอกชนเข้าร่วมรับฟังสถานการณ์และเสนอแนวทางที่ต้องการให้รัฐบาลสนับสนุน ทั้งนี้ ก่อนการประชุม รัฐบาลได้หารือร่วมกับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และกระทรวงการคลัง เพื่อประเมินสถานการณ์ที่ยังมีความไม่แน่นอน และอาจส่งผลต่อต้นทุนการขนส่ง รวมถึงราคาน้ำมันในตลาดโลกที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นในระยะหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ปริมาณการผลิตน้ำมันในตลาดโลกยังอยู่ในระดับสูง และกลุ่มผู้ผลิตได้ปรับเพิ่มกำลังการผลิต จึงคาดว่าผลกระทบต่อราคาจะไม่รุนแรงมากนัก

    สำหรับประเทศไทย ด้านความมั่นคงทางพลังงานยังอยู่ในระดับที่ควบคุมสถานการณ์ได้ มีการสำรองพลังงานและน้ำมันเชื้อเพลิงเพียงพอ ไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อประชาชน และกระทบต่อเศรษฐกิจในวงจำกัด

    ในส่วนของการดูแลคนไทยในต่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศได้ประสานสถานเอกอัครราชทูตในแต่ละประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัยของแรงงานและคนไทยที่พำนักอยู่ในพื้นที่ หากยังไม่มีความประสงค์เดินทางกลับ จะดูแลให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างปลอดภัย แต่หากมีความประสงค์เดินทางกลับประเทศไทย รัฐบาลพร้อมให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ในทุกวิถีทาง โดยได้ประสานกับหน่วยงานด้านคมนาคมและกองทัพ เพื่อเตรียมความพร้อมในการจัดเที่ยวบินหรือภารกิจรับคนไทยกลับประเทศในกรณีฉุกเฉิน โดยเฉพาะในประเทศอิหร่าน ซึ่งได้จัดเตรียมแผนรองรับไว้เรียบร้อยแล้ว

    ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึง 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1) ผลกระทบในทุกมิติ 2) มาตรการรองรับระยะสั้น และ 3) การวางกลยุทธ์ระยะยาว โดยมีผลกระทบผ่าน 5 ช่องทางหลัก ได้แก่

    พลังงาน น้ำมันประมาณร้อยละ 20 ของโลกขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ สถานการณ์ทำให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นในระยะสั้น ก่อนจะอ่อนตัวลงเล็กน้อย โดยภาพรวมเพิ่มขึ้นราวร้อยละ 5 อย่างไรก็ตาม ตลาดน้ำมันยังมีอุปทานส่วนเกินจำนวนมาก กระทรวงพลังงานได้เตรียมกลไกดูแล โดยเฉพาะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งสามารถบรรเทาผลกระทบในระยะสั้นได้ อีกทั้งประเทศไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพอประมาณ 60 วัน จึงมั่นใจว่าสามารถดูแลไม่ให้กระทบต่อประชาชน และมีเวลาเพียงพอในการหาแหล่งนำเข้าเพิ่มเติม

    การค้าสินค้าและบริการ ผลกระทบทางตรงยังไม่มาก เนื่องจากไทยส่งออกไปตะวันออกกลางไม่ถึงร้อยละ 4 และนำเข้าประมาณร้อยละ 8 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นน้ำมัน อย่างไรก็ดี ผลกระทบทางอ้อมด้านการขนส่งอาจเพิ่มขึ้น นายกรัฐมนตรีจึงมอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์หารือกับภาคเอกชนเพื่อเตรียมความพร้อมรองรับ

    การท่องเที่ยว ผลกระทบทางตรงอยู่ในระดับจำกัด เนื่องจากนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางคิดเป็นประมาณร้อยละ 4 ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด อย่างไรก็ตาม อาจเป็นโอกาสในระยะยาว หากศูนย์กลางการบินในตะวันออกกลางได้รับผลกระทบและมีการย้ายฐานมายังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะประเทศไทย

    ตลาดเงินและตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์ไทยปรับตัวดีขึ้น แม้มีการอ่อนตัวเล็กน้อยแต่ยังคงมีเสถียรภาพ ธนาคารแห่งประเทศไทยรายงานว่าทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยมีเกือบ 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สามารถรองรับความเสี่ยงได้ ขณะที่ธนาคารพาณิชย์มีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงในระดับสูง สะท้อนถึงเสถียรภาพที่แข็งแกร่งของระบบการเงินไทย

    แรงงาน นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดูแลคนไทยในตะวันออกกลาง โดยมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงแรงงานติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด

    นอกจากนี้ ได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงานวางกลยุทธ์และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยทำงานร่วมกับภาคเอกชน ภายใต้โจทย์สำคัญว่า ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของการเมืองโลก ไทยจะคว้าโอกาสในทุกมิติได้อย่างไร ทั้งด้านการลงทุนที่อาจย้ายเข้าสู่เอเชียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงด้านการท่องเที่ยว การแพทย์ และอาหาร ตลอดจนการใช้จุดแข็งด้านบทบาทความเป็นกลางของไทย เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม

    ด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ย้ำถึงท่าทีของไทยที่มีความห่วงใยต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และต้องการเห็นการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีผ่านการเจรจาทางการทูต เพื่อให้ความสงบสุขกลับคืนสู่ภูมิภาค โดยนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของคนไทย พร้อมวางแผนอพยพผู้ประสงค์เดินทางกลับให้ถึงประเทศไทยอย่างปลอดภัย โดยเฉพาะคนไทยในอิหร่าน ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรง ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศจะมีการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับคนไทยในพื้นที่ที่มีความประสงค์เดินทางกลับ โดยการเดินทางอาจต้องใช้เส้นทางทางบกผ่านประเทศตุรกี และจะมีการจัดหาเที่ยวบินพาณิชย์เพื่ออำนวยความสะดวกต่อไป สำหรับในพื้นที่อื่น ๆ ได้มีการเตรียมแนวทางรองรับไว้แล้วด้วยเช่นกัน

    ด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าวถึงในมิติด้านการค้าว่า ผลกระทบทางตรงต่อไทยยังจำกัด เนื่องจากการส่งออกไปอิสราเอลคิดเป็นเพียงร้อยละ 0.2 และการค้ากับอิหร่านประมาณร้อยละ 0.02 ของมูลค่าการค้ารวมของประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ไทยยังคงต้องเฝ้าระวังผลกระทบภาพรวมของภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งมีสัดส่วนการค้ากับไทยประมาณร้อยละ 4–5 รวมถึงผลกระทบทางอ้อมด้านโลจิสติกส์ในยุโรปที่อาจกระทบห่วงโซ่อุปทาน  โดยกระทรวงพาณิชย์ได้กำหนดมาตรการหลัก 6 ประการ ได้แก่ 1) กำกับดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคภายในประเทศ ไม่ให้ฉวยโอกาสขึ้นราคา 2) จัดหาแหล่งวัตถุดิบและปัจจัยการผลิตสำรองร่วมกับภาคเอกชน 3) สนับสนุนผู้ส่งออกและบริหารจัดการโลจิสติกส์ 4) จัดตั้งศูนย์ประสานงานและสายด่วน 1169 ตลอด 24 ชั่วโมง 5) ทำงานเชิงรุกกับทูตพาณิชย์ทั่วโลก 6) วิเคราะห์ผลกระทบด้านเงินเฟ้อและค่าครองชีพ ร่วมกับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

    ด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ได้จัดตั้งศูนย์เร่งด่วนเพื่อติดตามสถานการณ์และดูแลแรงงานไทย โดยเฉพาะในอิสราเอล ซึ่งมีแรงงานไทยเกือบ 60,000 คน ขณะนี้มีผู้ประสงค์เดินทางกลับไม่ถึง 10–20 ราย ส่วนแรงงานไทยในอิหร่านมีประมาณ 40–50 ราย รัฐบาลได้มอบหมายให้ประสานงานอย่างใกล้ชิดเพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางและดูแลความปลอดภัย หากสถานการณ์รุนแรงขึ้นจะดำเนินมาตรการเพิ่มเติมทันที

    สำหรับรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม 2569 มีการยกเลิกเที่ยวบิน 135 เที่ยวบิน จากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ดอนเมือง ภูเก็ต และเชียงใหม่บางส่วน โดยสายการบินจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด ทั้งค่าที่พัก ค่าอาหาร และการจัดเที่ยวบินทดแทน ทั้งนี้ แม้ช่วงดังกล่าวตรงกับเดือนถือศีลอดของชาวมุสลิมทำให้นักท่องเที่ยวตะวันออกกลางลดลง แต่กลับเป็นโอกาสให้เที่ยวบินตรงจากยุโรปมายังไทยมีผู้โดยสารเพิ่มมากขึ้น โดยมีผู้โดยสารเต็มเกือบทุกเที่ยวบิน

    โอกาสนี้ ผู้แทนภาคเอกชน โดยประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ระบุว่า ภาคเอกชนกังวลเรื่องการนำเข้าน้ำมัน แต่ภายหลังหารือกับกระทรวงพลังงานแล้วมีความมั่นใจในแผนสำรอง ขณะที่อุตสาหกรรมการส่งออกและการนำเข้าวัตถุดิบ เช่น ปุ๋ยและน้ำมัน ยังได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อย พร้อมมองว่าวิกฤติครั้งนี้อาจเป็นโอกาส โดยเฉพาะด้านความมั่นคงทางอาหารและอาหารฮาลาล รวมถึงโอกาสดึงดูดการลงทุนให้ไทยเป็นศูนย์กลางที่มั่นคงในภูมิภาค

    ในช่วงท้าย ประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรีที่ให้ความสำคัญกับการรับมือสถานการณ์ พร้อมสะท้อนความกังวลด้านการเดินเรือ แต่เห็นว่าการปรับเส้นทางเดินเรือและสถานะความเป็นพื้นที่ปลอดภัยของไทย อาจเป็นโอกาสในการดึงดูดการลงทุนเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม ยังมีความกังวลเรื่องการขาดแคลนแรงงาน จึงเสนอให้รัฐบาลพิจารณาต่ออายุแรงงานต่างด้าวเดิม ควบคู่กับการพัฒนาทักษะแรงงานใหม่ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมของประเทศในระยะต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/481674&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3o0PnwZhGdppItpLLZeLKe

  • SKY แย้ม Q1/69 โตต่อ ตุนแบ็กล็อก 2.4 หมื่นลบ. รับรู้รายได้ยาว 6-7 ปี

    SKY แย้ม Q1/69 โตต่อ ตุนแบ็กล็อก 2.4 หมื่นลบ. รับรู้รายได้ยาว 6-7 ปี

    นายสิทธิเดช มัยลาภ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สกาย ไอซีที จำกัด (มหาชน) หรือ SKY เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานตลอดปี 2568 SKY สามารถสร้างสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ทั้งในแง่รายได้และกำไรสุทธิ (All Time High) โดยมีรายได้รวมทั้งสิ้น 10,248 ล้านบาท เติบโต 52% และมีกำไรสุทธิสะสม 773 ล้านบาท โตขึ้น 61% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ความสำเร็จส่วนหนึ่งมาจากธุรกิจ Aviation Technology as a Service ที่เป็นแหล่งรายได้หลักของ SKY เติบโตอย่างแข็งแกร่งตามทิศทางของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

    โดยเฉพาะช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 ซึ่งเป็น High Season ของการท่องเที่ยว ทำให้จำนวนผู้โดยสารเดินทางเข้า-ออกประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 5-10% (YoY)  ส่งผลบวกโดยตรงต่อรายได้ในกลุ่มธุรกิจให้บริการเกี่ยวข้องกับกิจการการบิน และโครงการที่เกี่ยวเนื่องกับท่าอากาศยานเติบโตตามไปด้วย โดยเฉพาะระบบพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล (Biometric) ระบบเช็คอินและออกบัตรโดยสาร (CUPPS) และโครงการให้บริการระบบตรวจสอบและคัดกรองผู้โดยสารล่วงหน้า (APPS) ที่มีการขยายตัวตามปริมาณผู้ใช้บริการในสนามบิน 13 แห่งทั่วประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

    “สำหรับแนวโน้มในช่วงไตรมาส 1/69 เรามองเห็นโอกาสการเติบโตที่ชัดเจนต่อเนื่องจากโมเมนตัมของการท่องเที่ยวที่ยังมีสัญญาณบวกและคึกคักอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสำคัญอย่างวันหยุดยาวของชาวจีน ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ส่งผลบวกโดยตรงต่อกลุ่มธุรกิจ Aviation Tech ที่ขยายตัวสอดคล้องกับปริมาณผู้โดยสารในสนามบิน เราจึงมั่นใจว่า SKY จะสามารถรักษาแรงส่งที่แข็งแกร่ง เพื่อสร้างการเติบโตได้อย่างยั่งยืน” นายสิทธิเดช กล่าว

    นายสิทธิเดช กล่าวอีกว่า ณ สิ้นไตรมาส 4/2568 สกาย กรุ๊ป ได้เข้าทำสัญญาใหม่และมีงานที่อยู่ระหว่างรอส่งมอบสัญญาในอนาคต (Backlog) ทั้งสิ้นราว 24,399 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้กลับเข้าสู่บริษัทในช่วง 6-7 ปีข้างหน้า รองรับการเติบโตระยะยาว ควบคู่กับการขยายธุรกิจผ่านบริษัทย่อยที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เพื่อสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องและชัดเจนในทุกมิติ อาทิ บริษัท เมทเธียร์ จำกัด (Metthier) ผู้เชี่ยวชาญด้าน Smart Facility Management ที่ยกระดับงานบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์ด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ, บริษัท โปร อินไซด์ จำกัด (มหาชน) (PIS) ดำเนินธุรกิจด้านการจำหน่ายและวางระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารแบบครบวงจร (ICT-SI) รวมถึงลงทุนในบริษัท สกาย ซีซี จำกัด ซึ่งดำเนินธุรกิจ Contact Center ที่นำเทคโนโลยี Large Language Model (LLM) และ AI เข้ามาช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน

    ขณะเดียวกัน SKY ยังให้ความสำคัญกับการสร้างรากฐานองค์กรให้แข็งแกร่งผ่านโครงสร้างรายได้ที่หลากหลาย ครอบคลุมทั้งรูปแบบสัมปทาน (Concession) ซึ่งเป็นฐานรายได้ในระยะยาว, รายได้ประจำจากการให้บริการรายเดือน (Recurring Revenue) และรายได้จากโครงการ (Project Based) เพื่อกระจายความเสี่ยงและสร้างฐานรายได้ที่มั่นคงและเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/816802&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LO3Hk0k4ZfJ0YKBfQKjCu

  • CIMBT เตือนศึกตะวันออกกลางยืดเยื้อ เสี่ยงลากเศรษฐกิจไทยเสี่ยงภาวะถดถอย

    CIMBT เตือนศึกตะวันออกกลางยืดเยื้อ เสี่ยงลากเศรษฐกิจไทยเสี่ยงภาวะถดถอย

    CIMBT เตือนศึกตะวันออกกลางยืดเยื้อ เสี่ยงลากเศรษฐกิจไทยเสี่ยงภาวะถดถอย

    ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย (CIMBT) ออกบทวิเคราะห์ประเมินสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางว่า กำลังกลายเป็นความเสี่ยงเชิงระบบต่อเศรษฐกิจไทย

    โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศเผชิญ “สุญญากาศทางการคลัง” จากการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง ซึ่งจำกัดความสามารถในการออกมาตรการรับมือวิกฤต

    CIMBT แบ่งสถานการณ์ออกเป็น 3 ฉากทัศน์หลัก

    ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย

    • ฉากทัศน์แรก ความตึงเครียดจำกัดวง มีการตอบโต้ทางทหารเป็นระยะ แต่ไม่กระทบเส้นทางขนส่งพลังงาน ราคาน้ำมันดิบขยับขึ้นในกรอบ 70-80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก่อนคลี่คลายภายใน 1 เดือน ตลาดทุนผันผวนระยะสั้นแต่ยังไม่กระทบโครงสร้างเศรษฐกิจ
    • ฉากทัศน์ที่สอง การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันและ LNG ราว 20% ของโลก จะดันราคาน้ำมันพุ่งสู่ระดับ 90-100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ต้นทุนขนส่งและโลจิสติกส์ในเอเชียเพิ่มขึ้นทันที กระทบประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิอย่างไทยโดยตรง
    • ฉากทัศน์ที่สาม สงครามยืดเยื้อและลุกลาม หากความขัดแย้งขยายวงกว้างและทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ราคาน้ำมันอาจทะลุ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล บรรยากาศการลงทุนทั่วโลกเข้าสู่โหมด “Risk-off” เงินทุนไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยง

    ดร.อมรเทพระบุว่า สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่เพียงราคาน้ำมัน แต่คือข้อจำกัดเชิงนโยบายในประเทศ ในช่วงที่ยังไม่มีรัฐบาลใหม่ที่มีอำนาจเต็ม การเบิกจ่ายงบลงทุนอาจล่าช้า รัฐบาลรักษาการไม่สามารถออกมาตรการเยียวยาขนาดใหญ่ได้ทันการณ์ ส่งผลให้ “เครื่องยนต์การคลัง” ทำงานได้จำกัด

    ขณะเดียวกัน กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีภาระหนี้สะสมสูง และหนี้สาธารณะใกล้กรอบวินัยการคลัง ทำให้รัฐไม่สามารถอุดหนุนราคาพลังงานได้มากเหมือนในอดีต ภาระต้นทุนจึงถูกส่งผ่านสู่ผู้บริโภคทันที

    หากสถานการณ์ยืดเยื้อ อาจเสี่ยงเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิค (Technical Recession) และเพิ่มโอกาสถูกทบทวนอันดับความน่าเชื่อถือ ซึ่งจะดันต้นทุนการกู้ยืมของประเทศ (Bond Yield) สูงขึ้น

    ในมุมตลาดการเงิน ราคาทองคำและน้ำมันมีแนวโน้มปรับขึ้น ขณะที่สินทรัพย์เสี่ยงถูกเทขาย ค่าเงินบาทอาจอ่อนค่าจากการนำเข้าน้ำมันที่แพงขึ้น ทำให้ดุลการค้าเผชิญแรงกดดัน

    ด้านเงินเฟ้อ มีความเสี่ยงเกิดภาวะ Cost-push Inflation จากต้นทุนพลังงาน ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเผชิญโจทย์ยากในการปรับดอกเบี้ย เพราะเศรษฐกิจภายในประเทศยังอ่อนแอ

    ภาคธุรกิจโดยเฉพาะขนส่ง โลจิสติกส์ โรงแรม และค้าปลีก จะได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ขณะที่นักท่องเที่ยวบางตลาดอาจชะลอการเดินทาง

    CIMBT แนะนำให้ภาคธุรกิจเตรียมบริหารสภาพคล่องรองรับต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ที่อาจเพิ่มขึ้น 20-30% ผู้นำเข้าควรพิจารณาป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน (Hedging) หากเงินบาทอ่อนค่าหนัก และภาคครัวเรือนควรชะลอการก่อหนี้ใหม่เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงิน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/finance/652773&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Jc3aeS9T-YjWKj_xlBURY

  • บ้านใหญ่ขยับ “ภูมิใจไทย” สะเทือน | เดลินิวส์

    บ้านใหญ่ขยับ “ภูมิใจไทย” สะเทือน | เดลินิวส์

    อ่านคำให้สัมภาษณ์ของ “นายอนุชา สะสมทรัพย์” สส.นครปฐม พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ภายหลังการเข้ารายงานตัว ที่สำนักงานเลขาธิการสภา ทำให้นึกถึงปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นกับพรรคแกนนำรัฐบาล โดยเฉพาะเรื่องการต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรี อย่าลืมว่า พรรคภท.ได้ สส.มากถึง 193 ที่นั่ง มีบ้านใหญ่มาร่วมกันกว่า 78 ตระกูล โดย “นายอนุชา” กล่าวว่า กลุ่มของตนได้ที่นั่ง สส. 4 เขต ดังนั้นจะได้ตำแหน่งรัฐมนตรี ที่จากเดิม ตนเคยเป็น รมช.สาธารณสุข แล้วจะขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีว่าการหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ในฐานะหัวหน้าพรรค ภท. จะพิจารณา

    ก่อนหน้านั้น ในระหว่างการประชุมพรรค ภท. เมื่อวันที่ 12 ก.พ. นายอนุทิน กล่าวกับสมาชิกพรรคว่า วันนี้ปวารณาตัวมารับใช้ประชาชนแล้ว เรื่องประโยชน์ต่างๆ ส่วนตัว การทำมาหากิน ใครที่ยังห่วงทำมาหากินอยู่ ก็ไม่ต้องมาเป็น สส. เมื่อมาเป็น สส.แล้วต้องเลิกหวังในสิ่งที่เป็นผลกำไรต่างๆ จะได้ไม่ว่อกแว่ก ก็พูดกันแบบนี้ตรงไปตรงมา ในพรรค ภท.ห้ามมีมุ้ง มุ้งมีมุ้งเดียวคือมุ้งอนุทิน ห้ามตั้งมุ้งตั้งก๊วน รักษาอัตลักษณ์ของพรรค ภท. คือไปไหนไปด้วยกัน มีเอกภาพ มีภราดรภาพ สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่พรรคภูมิใจไทยจะไม่ยอมให้เกิดขึ้น ไม่ว่าในวันที่พรรค ภท.มี สส.เกือบ 200 คน ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีกลุ่มมีมุ้งมีก๊วนได้

    คำถามคือคำพูดของหัวหน้าพรรค ภท. จะสะกดความเคลื่อนไหวของลูกพรรคได้หรือไม่ โดยเฉพาะบรรดาบ้านใหญ่ ที่เข้ามาช่วยสานฝันพรรคสีน้ำเงิน ให้ประสบความสำเร็จในการเลือกตั้ง บางคนหวังมีตำแหน่งทางการเมือง จากนี้ต้องรอดูสูตรจัดตั้งรัฐบาลที่มี “ภท.” เป็นแกนนำจะประกอบด้วยพรรคการเมืองอะไร การคำนวณเก้าอี้รัฐมนตรี จะเป็นอย่างไร ยิ่งพรรคแกนนำรัฐบาล ต้องเสียเก้าอี้รัฐมนตรีให้คนนอกประกอบด้วย นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกฯ เข้ามาทำหน้าที่ดูแลฝ่ายกฎหมาย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ ควบรมว.คลัง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ ควบรมว.การต่างประเทศ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ ควบรมว.พาณิชย์

    ส่วนแกนนำพรรค ภท.คนที่คาดจะได้ตำแหน่งแน่ๆ นอกจาก นายอนุทิน ซึ่งมีข่าวจะนั่งควบ รมว.กลาโหม ยังมี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ ควบรมว.คมนาคม นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ นายไชยนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม หรืออาจมีลุ้นโยกไปเป็นรมว.การท่องเที่ยวฯ โดยมีนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล บ้านใหญ่พระนครศรีอยุธยาเป็นอีกหนึ่งตัวเต็ง นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข นายภราดร ปริศนานันทกุล มีลุ้นเป็นรมต.ประจำสำนักนายกฯ อีกรอบ กระทรวงอุตสาหกรรมมีชื่อ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เป็นตัวเต็งนั่งรมว.อุตสาหกรรม

    ดังนั้นจะมีเก้าอี้ รมต. เหลือให้บรรดาบ้านใหญ่ ที่ยอมย้ายเข้ามาสังกัดพรรค ภท. จำนวนเท่าไหร่ ยิ่งขณะนี้รัฐบาลก็มีเสียงสนับสนุนเกือบ 300 เสียง ถ้าหากไปดึงพรรคกล้าธรรม (กธ.) มาร่วมอีก ซึ่งมี สส. 58 ที่นั่ง นั่นหมายความว่า จำนวน สส. ก็ต้องถูกนำมาหารเฉลี่ยเพิ่มขึ้นอีก แทนที่จะมีความเข้มแข็ง อาจทำให้มีปัญหาขัดแย้งตามมา

    มีมุมมองที่น่าสนใจจาก “นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร” รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวถึงกรณีการจัดตั้งรัฐบาลว่า เป็นระบบโควตา ใช้บริการของ 3 ทหารเสือเป็นฉากหน้า คือนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง นอกนั้นก็เป็นระบบเหมือนเดิม คือขอเรียกว่าเกลี่ยสัดส่วนขี้แมวแล้วกัน มาจัดสรรให้ทั้ง 3 คน แบกภาระหน้าฉากไป ส่วนหลังฉากจัดสรรตามโควตามุ้ง ไม่ได้จัดสรรคนจากความรู้ความสามารถ ซึ่งใครๆ ก็มักบอกว่า พรรค ภท.ไม่มีปัญหา แต่ตนว่า พรรค ภท.ก็มีปัญหา โดย ภท.แท้ๆ มีประมาณ 70 คน อีกร้อยกว่าคน ดูดเอามุ้งการเมืองต่างๆ เข้ามารวม ในใจอาจไม่ได้สีน้ำเงิน แต่ว่าใส่แจ๊กเกตสีน้ำเงินเท่านั้นเอง ภูมิใจใหม่ ก็น่าจะต้องพยายามต่อรองภูมิใจแท้ สุดท้ายหน้าตาครม.หากตัดสัดส่วนขี้แมว 3 คน ออกไป โดยครม. 35 คน แต่มีแค่ 3 คนเป็นความหวัง ถ้าเป็นทีมฟุตบอล ก็เหมือนทั้งทีมมีแค่ 3 คน เป็นตัวชูโรง บาดเจ็บไม่ได้เด็ดขาด

    เมื่อถามว่า ข่าวเรื่อง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรค กธ. มีแนวโน้มได้เป็นฝ่ายค้านกับพรรค ปชน. นายวิโรจน์ กล่าวว่า ต้องอ่านเกม ร.อ.ธรรมนัส ให้ออก เขาไม่ต้องการล้มรัฐบาล เขาเป็นเหมือนกิ๊กที่อยากจะชิงบ้านจากเมียหลวง เขาจะไปทำร้ายตัวผู้ชายทำไม เขาต้องการทิ่มพวกเมียหลวงซะเพื่อให้ผู้ชายพาเขาเข้าบ้าน การจะบอกว่า ร.อ.ธรรมนัส มาเป็นฝ่ายค้านแล้วจะทำให้ทางฝ่ายนายอนุทิน จะอันตรายนั้น ไม่ใช่เลย เพราะอันตรายทั้งสองฝั่ง คือฝ่ายค้านจะเชื่อข้อมูลทั้งหมดไม่ได้ อาจจะเอาข้อมูลจริงบ้าง ไม่จริงบ้างมาให้ฝ่ายค้านโดนนายอนุทิน ฟ้องหรือเปล่าก็ไม่รู้ เพราะเขาต้องการร่วมรัฐบาล จะรบให้สุดไม่ได้ ต้องรบเพื่อเจรจา

    ต้องรอดู จะมีปัญหาเกิดขึ้นกับพรรค ภท. อย่างที่ “นายวิโรจน์” ตั้งข้อสังเกตไว้หรือไม่ รวมทั้งการแสดงว่า ไม่ไว้วางใจ “ร.อ.ธรรมนัส” หากต้องมาทำงานในฐานะพรรคฝ่ายค้านร่วมกับพรรค ปชน. ถือเป็นมุมมองที่น่าสนใจ

    ส่วนการที่กรรมการเลือกตั้ง (กกต.) จัดให้มีการลงคะแนน สส.เขตและบัญชีรายชื่อใหม่ จ.พะเยา กรณีมีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งไม่ตรงกับจำนวนบัตรเลือกตั้ง ที่ใช้ออกเสียงลงคะแนน ในหน่วยเลือกตั้งที่ 6 หมู่ที่ 4 ณ โรงอาหารโรงเรียนบ้านศาลา ต.ท่าวังทอง อ.เมืองพะเยา จ.พะเยา ใหม่ เขตเลือกตั้งที่ 1 โดยสาเหตุที่ต้องมีการลงคะแนนใหม่ มาจากกรณีหญิงสาวซึ่งเป็น กปน. ประจำหน่วยเลือกตั้งที่ 6 แอบฉีกบัตรเลือกตั้ง จำนวน 7 ใบ ทำเครื่องหมายลงคะแนนแล้ว เดินไปหย่อนบัตรเลือกตั้งลงในหีบบัตร โดยประธาน กปน.สังเกตเห็นความผิดปกติ จึงทักท้วงและเข้าระงับเหตุไว้ได้ทันที ส่งผลให้บัตรเลือกตั้งดังกล่าว ยังไม่ได้ถูกหย่อนลงในหีบบัตรเลือกตั้งแต่อย่างใด หลังเกิดเหตุการณ์ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองพะเยา นำตัวนางจุฑาทิพย์ (ขอสงวนนามสกุล) เจ้าหน้าที่ กปน. และเอกสารหลักฐานนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองพะเยา ดำเนินคดีในข้อหากระทำความผิดตาม พ.ร.บ.การเลือกตั้ง มาตรา 23 ซึ่งในเบื้องต้นสาว กปน. ให้การรับสารภาพ อ้างว่าได้รับการว่าจ้างจากบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง ซึ่งประเด็นดังกล่าวอยู่ระหว่างการสืบสวนขยายผลของเจ้าหน้าที่ ต่อมาในชั้นสอบสวนได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาและขอไปให้การในชั้นศาล

    ด้าน นายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการ กกต. ให้สัมภาษณ์ว่า ได้เดินทางมาให้กำลังใจ กปน.ประจำหน่วยลงคะแนนใหม่ที่จ.พะเยา ซึ่งดูจากสถานการณ์รวมถึงการนับคะแนน น่าจะเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและจบได้เร็ว สำหรับการรับรอง สส.ในส่วนของสส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งนั้นเหลืออยู่ 4 เขต ก็น่าจะเรียบร้อยเช่นเดียวกัน ถ้าการลงคะแนนใหม่และการนับคะแนนใหม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ก็ใช้เวลาไม่นานในการรับรอง เมื่อมีการรายงานผลไปที่ส่วนกลางก็จะสามารถรับรองได้เลย ส่วน สส.แบบบัญชีรายชื่ออีก 100 คนยังอยู่ระหว่างการพิจารณา

    ส่วนบรรยากาศจากสำนักงานเขตดินแดง บริเวณลานหน้าศูนย์บริหารราชการ ซึ่งเปิดนับคะแนนเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ (บัตรสีชมพู) ใหม่ ของหน่วยเลือกตั้งที่ 74 เขตเลือกตั้งที่ 6 แขวงดินแดง เขตดินแดง หลังจาก กกต. มีคำวินิจฉัยให้ดำเนินการนับคะแนนใหม่ เนื่องจากเหตุการณ์เมื่อวันเลือกตั้ง 8 ก.พ. 69 ที่ผ่านมา ปรากฏภาพคลิปวิดีโอใบคะแนนวางซ้อนทับกัน ในขณะขานและขีดคะแนน จนทำให้เจ้าหน้าที่ กปน. ต้องมุดลงไปใต้กระดาษเพื่อขีดคะแนน ส่งผลให้ประชาชนมองไม่เห็นการปฏิบัติงาน และนำไปสู่การร้องเรียนในที่สุด ภายหลังใช้เวลาในการนับคะแนนใหม่นานกว่า 2 ชั่วโมง ผลปรากฏว่าพรรค ปชน.ยังคงมีคะแนนนำมาเป็นอันดับหนึ่ง ได้ 198 คะแนน ตามมาด้วยพรรค ภท. 56 คะแนน และพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) 54 คะแนน ซึ่งผลคะแนนในรอบนี้ มีจำนวนตรงกับ สถิติการนับคะแนนเดิมเมื่อวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา ภาพรวมการตรวจสอบข้อมูลทั้งสองรอบ จึงถือว่าถูกต้องตรงกัน

    ด้าน “ว่าที่ ร.ต.สัมพันธ์ แสงคำเลิศ” ผอ.การเลือกตั้งประจำ กทม. กล่าวถึงภาพรวมการนับคะแนนใหม่ หน่วยเลือกตั้งที่ 74 เขตเลือกตั้งที่ 6 แขวงดินแดง เขตดินแดง ว่า บรรยากาศเป็นไปด้วยความเรียบร้อย อยู่ระหว่างการรวบรวมเอกสารต่างๆ รวมถึง เอกสาร 5/18 บช. เพื่อรายงานไปยัง กกต.ส่วนกลาง ไม่มีปัญหาอะไร

    จากนี้ไปคงต้อรอขั้นตอนการรับรอง สส. ทั้งระบบเขตและบัญชีรายชื่อ หลังก่อนหน้านั้น กกต.รับรอง สส.ระบบเขตไป 396 คน ซึ่งตามรัฐธรรมนูญระบุว่า กกต.จะต้องรับรอง สส.ได้เกินกว่า 95% หรือ 475 คน จากทั้งหมด 500 คน จากนั้นภายใน 15 วัน สภาจะต้องประสานไปยังสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้นายกฯ นำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อขอเปิดประชุมสภานัดแรกเพื่อเลือกประธานและรองประธานสภา หรือภายในเดือนมีนาคม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5647394/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Jr2XUAZKs6IC0KAIVE9Hp

  • CIMBT เตือนเศรษฐกิจไทยเสี่ยง “วิกฤตซ้อนวิกฤต” จากสงครามตะวันออกกลาง น้ำมันอาจทะลุ 120 ดอลลาร์

    CIMBT เตือนเศรษฐกิจไทยเสี่ยง “วิกฤตซ้อนวิกฤต” จากสงครามตะวันออกกลาง น้ำมันอาจทะลุ 120 ดอลลาร์

    วันจันทร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.48 น.

    ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ และผู้บริหารสำนักวิจัยของ ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้น อาจกลายเป็นความเสี่ยงครั้งใหม่ต่อเศรษฐกิจไทยในปีนี้ โดยเฉพาะในช่วงที่กลไกการบริหารประเทศยังอยู่ในภาวะเปลี่ยนผ่านด้านงบประมาณ ซึ่งทำให้ศักยภาพในการรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจลดลงกว่าปกติ พร้อมเตือนว่าไทยกำลังเผชิญ “ความเสี่ยงซ้อนความเสี่ยง” จากทั้งวิกฤตพลังงานโลกและข้อจำกัดด้านการคลังภายในประเทศ

    ทั้งนี้ บทวิเคราะห์ของสำนักวิจัยธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ระบุว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางมีหลายระดับความรุนแรง ซึ่งจะส่งผลต่อราคาพลังงานและเศรษฐกิจโลกแตกต่างกัน หากสถานการณ์ยังจำกัดวงอยู่เพียงการตอบโต้ทางทหารเป็นระยะและไม่กระทบเส้นทางขนส่งพลังงาน ราคาน้ำมันดิบอาจปรับขึ้นมาอยู่ในช่วงประมาณ 70–80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก่อนจะคลี่คลายภายในราวหนึ่งเดือน ส่งผลให้ตลาดทุนผันผวนเพียงระยะสั้น แต่หากความขัดแย้งลุกลามไปกระทบเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก เช่น การปิดช่องทางการเดินเรือสำคัญ ราคาน้ำมันมีโอกาสพุ่งขึ้นสู่ระดับ 90–100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เนื่องจากเส้นทางดังกล่าวเป็นทางผ่านของน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ราวหนึ่งในห้าของการค้าพลังงานโลก ซึ่งจะทำให้ต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งในเอเชียเพิ่มสูงขึ้นทันที

    ในกรณีเลวร้ายที่สุด หากสถานการณ์บานปลายเป็นสงครามยืดเยื้อที่เกี่ยวข้องกับหลายประเทศ ราคาน้ำมันมีโอกาสทะลุระดับ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และจะทำให้บรรยากาศการลงทุนทั่วโลกเข้าสู่โหมดหลีกเลี่ยงความเสี่ยงอย่างเต็มรูปแบบ นักลงทุนจะโยกเงินไปยังสินทรัพย์ปลอดภัย ขณะที่ตลาดการเงินทั่วโลกมีแนวโน้มผันผวนอย่างรุนแรง

    สำหรับประเทศไทย ความน่ากังวลไม่ได้อยู่ที่ราคาพลังงานเพียงอย่างเดียว แต่เกิดขึ้นในช่วงที่ประเทศกำลังเผชิญข้อจำกัดด้านการคลังจากการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง ซึ่งทำให้การออกมาตรการรับมือวิกฤตทำได้ยากขึ้น ในช่วงที่รัฐบาลยังไม่มีอำนาจเต็ม การเบิกจ่ายงบประมาณลงทุนจำนวนมากอาจหยุดชะงัก และรัฐบาลรักษาการไม่สามารถอนุมัติโครงการใหม่หรือออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ได้เหมือนในภาวะปกติ

    ขณะเดียวกัน กลไกสำคัญที่เคยใช้บรรเทาผลกระทบจากราคาพลังงานอย่างกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงก็มีข้อจำกัดมากขึ้น เนื่องจากภาระหนี้สะสมที่สูงเกินเพดาน ขณะที่ระดับหนี้สาธารณะของประเทศก็ใกล้กรอบวินัยการคลัง ทำให้รัฐบาลมีพื้นที่จำกัดในการอุดหนุนราคาพลังงานเหมือนในอดีต หากราคาน้ำมันโลกปรับตัวขึ้นแรง ภาระค่าครองชีพมีแนวโน้มถูกส่งผ่านไปยังผู้บริโภคโดยตรง
    ในมิติของตลาดการเงิน ความผันผวนของราคาพลังงานมีแนวโน้มทำให้ทองคำและน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่สินทรัพย์เสี่ยงมีโอกาสถูกเทขาย โดยเฉพาะในตลาดเกิดใหม่ ค่าเงินบาทอาจเผชิญแรงกดดันให้อ่อนค่าจากการนำเข้าน้ำมันที่มีราคาสูงขึ้น ซึ่งจะทำให้ดุลการค้าเผชิญแรงกดดันมากขึ้น

    ผลกระทบดังกล่าวยังอาจลุกลามไปสู่แรงกดดันด้านเงินเฟ้อในลักษณะต้นทุนผลักดัน เมื่อราคาพลังงานและค่าขนส่งเพิ่มขึ้น ขณะที่การดำเนินนโยบายการเงินจะยิ่งมีความซับซ้อนมากขึ้น เนื่องจากธนาคารกลางอาจเผชิญทางเลือกที่ยากลำบากระหว่างการปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อพยุงค่าเงินบาทกับการรักษากำลังซื้อของประชาชนที่ยังอ่อนแอ

    ภาคธุรกิจจำนวนมากจะได้รับผลกระทบโดยตรงจากต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจขนส่ง การผลิต และค้าปลีก ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวก็มีความเสี่ยงจากการหดตัวของนักท่องเที่ยวในบางภูมิภาค โดยเฉพาะตลาดตะวันออกกลาง ซึ่งอาจกระทบต่อธุรกิจโรงแรมและบริการที่เกี่ยวข้อง

    ท่ามกลางความไม่แน่นอนดังกล่าว สำนักวิจัยธนาคารซีไอเอ็มบี ไทยมองว่า ในช่วงที่ภาครัฐยังมีข้อจำกัดในการออกมาตรการช่วยเหลือ ภาคเอกชนจำเป็นต้องเร่งปรับตัวและบริหารความเสี่ยงด้วยตนเองมากขึ้น ทั้งการรักษาสภาพคล่องทางการเงิน การสำรองเงินสดเพื่อรองรับต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ที่อาจเพิ่มขึ้น 20–30% รวมถึงการทำธุรกรรมป้องกันความเสี่ยงค่าเงินสำหรับผู้นำเข้า เนื่องจากค่าเงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าทะลุระดับ 34 บาทต่อดอลลาร์ หากราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว

    ขณะเดียวกัน ภาคครัวเรือนและผู้ประกอบการ SMEs จำเป็นต้องเพิ่มความระมัดระวังในการก่อหนี้ใหม่ และบริหารภาระทางการเงินอย่างรอบคอบ เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงินในช่วงที่เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยยังมีความเปราะบางจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจยืดเยื้อกว่าที่คาด.

    -032

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/950164&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2jgcAv10d8rHbZnFcsqn27

  • สงครามตะวันออกกลางไฟลามทุ่งถึงประเทศไทยเศรษฐกิจกำลังระเนระนาด : ข่าวลึกปมลับ 02/03/69

    สงครามตะวันออกกลางไฟลามทุ่งถึงประเทศไทยเศรษฐกิจกำลังระเนระนาด : ข่าวลึกปมลับ 02/03/69

    เผยแพร่:

    สงครามตะวันออกกลางไฟลามทุ่งถึงประเทศไทยเศรษฐกิจกำลังระเนระนาด : ข่าวลึกปมลับ 02/03/69 Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@newsonetiktok

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/watch/VgbgOOZkfzw&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0PYrZRxlIMgSgMCrZzBJsZ

  • นายกฯ หารือทุกภาคส่วนรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง เร่งมาตรการลดผลกระทบเศรษฐกิจ การค้า ท่องเที่ยว

    นายกฯ หารือทุกภาคส่วนรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง เร่งมาตรการลดผลกระทบเศรษฐกิจ การค้า ท่องเที่ยว

    นายกฯ หารือทุกภาคส่วนรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง เร่งมาตรการลดผลกระทบเศรษฐกิจ การค้า ท่องเที่ยว

    02 มีนาคม 2569, 20:00น.

              เวลา 13.30 น.วันนี้ ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมประเมินสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุม นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมผู้แทนภาคเอกชน ได้แก่ นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ร่วมแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน

               โดยกล่าวว่า แม้ความขัดแย้งดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยบ้าง แต่ยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ รัฐบาลจะเร่งดำเนินมาตรการเพื่อลดความรุนแรงของผลกระทบ พร้อมทั้งแสวงหาโอกาสให้กับประเทศไทยในทุกมิติ

               วันนี้ได้เชิญผู้แทนภาคเอกชนเข้าร่วมรับฟังสถานการณ์และเสนอแนวทางที่ต้องการให้รัฐบาลสนับสนุน ทั้งนี้ ก่อนการประชุม รัฐบาลได้หารือร่วมกับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และกระทรวงการคลัง เพื่อประเมินสถานการณ์ที่ยังมีความไม่แน่นอน และอาจส่งผลต่อต้นทุนการขนส่ง รวมถึงราคาน้ำมันในตลาดโลกที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นในระยะหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ปริมาณการผลิตน้ำมันในตลาดโลกยังอยู่ในระดับสูง และกลุ่มผู้ผลิตได้ปรับเพิ่มกำลังการผลิต จึงคาดว่าผลกระทบต่อราคาจะไม่รุนแรงมากนัก

               สำหรับประเทศไทย ด้านความมั่นคงทางพลังงานยังอยู่ในระดับที่ควบคุมสถานการณ์ได้ มีการสำรองพลังงานและน้ำมันเชื้อเพลิงเพียงพอ ไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อประชาชน และกระทบต่อเศรษฐกิจในวงจำกัด

              ในส่วนของการดูแลคนไทยในต่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศได้ประสานสถานเอกอัครราชทูตในแต่ละประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัยของแรงงานและคนไทยที่พำนักอยู่ในพื้นที่ หากยังไม่มีความประสงค์เดินทางกลับ จะดูแลให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างปลอดภัย แต่หากมีความประสงค์เดินทางกลับประเทศไทย รัฐบาลพร้อมให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ในทุกวิถีทาง โดยได้ประสานกับหน่วยงานด้านคมนาคมและกองทัพ เพื่อเตรียมความพร้อมในการจัดเที่ยวบินหรือภารกิจรับคนไทยกลับประเทศในกรณีฉุกเฉิน โดยเฉพาะในประเทศอิหร่าน ซึ่งได้จัดเตรียมแผนรองรับไว้เรียบร้อยแล้ว

             ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึง 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1) ผลกระทบในทุกมิติ 2) มาตรการรองรับระยะสั้น และ 3) การวางกลยุทธ์ระยะยาว โดยมีผลกระทบผ่าน 5 ช่องทางหลัก ได้แก่

              พลังงาน น้ำมันประมาณร้อยละ 20 ของโลกขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ สถานการณ์ทำให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นในระยะสั้น ก่อนจะอ่อนตัวลงเล็กน้อย โดยภาพรวมเพิ่มขึ้นราวร้อยละ 5 อย่างไรก็ตาม ตลาดน้ำมันยังมีอุปทานส่วนเกินจำนวนมาก กระทรวงพลังงานได้เตรียมกลไกดูแล โดยเฉพาะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งสามารถบรรเทาผลกระทบในระยะสั้นได้ อีกทั้งประเทศไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพอประมาณ 60 วัน จึงมั่นใจว่าสามารถดูแลไม่ให้กระทบต่อประชาชน และมีเวลาเพียงพอในการหาแหล่งนำเข้าเพิ่มเติม

              การค้าสินค้าและบริการ ผลกระทบทางตรงยังไม่มาก เนื่องจากไทยส่งออกไปตะวันออกกลางไม่ถึงร้อยละ 4 และนำเข้าประมาณร้อยละ 8 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นน้ำมัน อย่างไรก็ดี ผลกระทบทางอ้อมด้านการขนส่งอาจเพิ่มขึ้น นายกรัฐมนตรีจึงมอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์หารือกับภาคเอกชนเพื่อเตรียมความพร้อมรองรับ

              การท่องเที่ยว ผลกระทบทางตรงอยู่ในระดับจำกัด เนื่องจากนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางคิดเป็นประมาณร้อยละ 4 ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด อย่างไรก็ตาม อาจเป็นโอกาสในระยะยาว หากศูนย์กลางการบินในตะวันออกกลางได้รับผลกระทบและมีการย้ายฐานมายังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะประเทศไทย

              ตลาดเงินและตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์ไทยปรับตัวดีขึ้น แม้มีการอ่อนตัวเล็กน้อยแต่ยังคงมีเสถียรภาพ ธนาคารแห่งประเทศไทยรายงานว่าทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยมีเกือบ 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สามารถรองรับความเสี่ยงได้ ขณะที่ธนาคารพาณิชย์มีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงในระดับสูง สะท้อนถึงเสถียรภาพที่แข็งแกร่งของระบบการเงินไทย

               แรงงาน นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดูแลคนไทยในตะวันออกกลาง โดยมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงแรงงานติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด

              นอกจากนี้ ได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงานวางกลยุทธ์และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยทำงานร่วมกับภาคเอกชน ภายใต้โจทย์สำคัญว่า ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของการเมืองโลก ไทยจะคว้าโอกาสในทุกมิติได้อย่างไร ทั้งด้านการลงทุนที่อาจย้ายเข้าสู่เอเชียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงด้านการท่องเที่ยว การแพทย์ และอาหาร ตลอดจนการใช้จุดแข็งด้านบทบาทความเป็นกลางของไทย เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม

             ด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าวถึงในมิติด้านการค้าว่า ผลกระทบทางตรงต่อไทยยังจำกัด เนื่องจากการส่งออกไปอิสราเอลคิดเป็นเพียงร้อยละ 0.2 และการค้ากับอิหร่านประมาณร้อยละ 0.02 ของมูลค่าการค้ารวมของประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ไทยยังคงต้องเฝ้าระวังผลกระทบภาพรวมของภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งมีสัดส่วนการค้ากับไทยประมาณร้อยละ 4–5 รวมถึงผลกระทบทางอ้อมด้านโลจิสติกส์ในยุโรปที่อาจกระทบห่วงโซ่อุปทาน  โดยกระทรวงพาณิชย์ได้กำหนดมาตรการหลัก 6 ประการ ได้แก่ 1) กำกับดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคภายในประเทศ ไม่ให้ฉวยโอกาสขึ้นราคา 2) จัดหาแหล่งวัตถุดิบและปัจจัยการผลิตสำรองร่วมกับภาคเอกชน 3) สนับสนุนผู้ส่งออกและบริหารจัดการโลจิสติกส์ 4) จัดตั้งศูนย์ประสานงานและสายด่วน 1169 ตลอด 24 ชั่วโมง 5) ทำงานเชิงรุกกับทูตพาณิชย์ทั่วโลก 6) วิเคราะห์ผลกระทบด้านเงินเฟ้อและค่าครองชีพ ร่วมกับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

              ด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ได้จัดตั้งศูนย์เร่งด่วนเพื่อติดตามสถานการณ์และดูแลแรงงานไทย โดยเฉพาะในอิสราเอล ซึ่งมีแรงงานไทยเกือบ 60,000 คน ขณะนี้มีผู้ประสงค์เดินทางกลับไม่ถึง 10–20 ราย ส่วนแรงงานไทยในอิหร่านมีประมาณ 40–50 ราย รัฐบาลได้มอบหมายให้ประสานงานอย่างใกล้ชิดเพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางและดูแลความปลอดภัย หากสถานการณ์รุนแรงขึ้นจะดำเนินมาตรการเพิ่มเติมทันที

              โอกาสนี้ ผู้แทนภาคเอกชน โดยประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ระบุว่า ภาคเอกชนกังวลเรื่องการนำเข้าน้ำมัน แต่ภายหลังหารือกับกระทรวงพลังงานแล้วมีความมั่นใจในแผนสำรอง ขณะที่อุตสาหกรรมการส่งออกและการนำเข้าวัตถุดิบ เช่น ปุ๋ยและน้ำมัน ยังได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อย พร้อมมองว่าวิกฤติครั้งนี้อาจเป็นโอกาส โดยเฉพาะด้านความมั่นคงทางอาหารและอาหารฮาลาล รวมถึงโอกาสดึงดูดการลงทุนให้ไทยเป็นศูนย์กลางที่มั่นคงในภูมิภาค

               ในช่วงท้าย ประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรีที่ให้ความสำคัญกับการรับมือสถานการณ์ พร้อมสะท้อนความกังวลด้านการเดินเรือ แต่เห็นว่าการปรับเส้นทางเดินเรือและสถานะความเป็นพื้นที่ปลอดภัยของไทย อาจเป็นโอกาสในการดึงดูดการลงทุนเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม ยังมีความกังวลเรื่องการขาดแคลนแรงงาน จึงเสนอให้รัฐบาลพิจารณาต่ออายุแรงงานต่างด้าวเดิม ควบคู่กับการพัฒนาทักษะแรงงานใหม่ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมของประเทศในระยะต่อไป

    #นายกหารือภาคเอกชน

    #สหรัฐอิหร่าน 

    Cr:เพจรัฐบาลไทย 

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/159657&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02M60WgAbodiBkdHZzAjsl

  • ปลัดกระทรวงท่องเที่ยว สั่งทุกส่วนเข้มติดตามสถานการณ์ตะวันออกกลาง พร้อมผนึกกำลังดูแลนักท่องเที่ยว และปรับแผนการท่องเที่ยว

    ปลัดกระทรวงท่องเที่ยว สั่งทุกส่วนเข้มติดตามสถานการณ์ตะวันออกกลาง พร้อมผนึกกำลังดูแลนักท่องเที่ยว และปรับแผนการท่องเที่ยว

    ปลัดกระทรวงท่องเที่ยว สั่งทุกส่วนเข้มติดตามสถานการณ์ตะวันออกกลาง พร้อมผนึกกำลังดูแลนักท่องเที่ยว และปรับแผนการท่องเที่ยว


    2/03/2569 | 82 |

    ปลัดกระทรวงท่องเที่ยว สั่งทุกส่วนเข้มติดตามสถานการณ์ตะวันออกกลาง พร้อมผนึกกำลังดูแลนักท่องเที่ยว และปรับแผนการท่องเที่ยว

    วันที่ 1 มีนาคม น.ส.นัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวถึงสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางจากกรณีความขัดแย้งระหว่าง อิสราเอล และอิหร่าน ซึ่งส่งผลกระทบต่อการบินในบางเส้นทาง โดยเฉพาะเที่ยวบินที่เชื่อมต่อผ่านภูมิภาคดังกล่าว ว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และได้ประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อเตรียมความพร้อมรองรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น แม้ขณะนี้สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังไม่ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวไทย แต่กระทรวงก็ต้องมีความพร้อมในการดูแลนักท่องเที่ยวที่อาจตกค้างจากเที่ยวบินยกเลิก เบื้องต้น ตนได้กำชับให้ 1.หน่วยงานในสังกัดบูรณาการความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย อาทิ กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว และ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) เพื่อดูแลนักท่องเที่ยวที่อาจตกค้างจากเหตุเที่ยวบินยกเลิก โดยจัดพื้นที่พักคอย สิ่งอำนวยความสะดวก และประสานเที่ยวบินใหม่ตามมาตรฐานสากล 2.ให้กรมการท่องเที่ยว, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว (TAC) ร่วมกันบริหารจัดการและอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวในพื้นที่ต่าง ๆ ที่อาจมีข้อกังวล โดยกระจายกำลังเจ้าหน้าที่ประจำท่าอากาศยานและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ 3.ให้มีการติดตามสถานการณ์และตรวจสอบข้อมูลเที่ยวบินแบบเรียลไทม์ ทั้งกรณียกเลิกเที่ยวบินและการเพิ่มเที่ยวบินพิเศษ (Extra Flight) เพื่อแจ้งข้อมูลที่ถูกต้องและทันเวลาแก่นักท่องเที่ยว ลดความสับสนและป้องกันการตกค้างเพิ่มเติม 4.จัดกำลังเจ้าหน้าที่ TAC ประจำท่าอากาศยานหลัก โดยเฉพาะสนามบินสุวรรณภูมิ ให้สอดรับกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็วมีประสิทธิภาพ 5.ให้ ททท.เตรียมดูแลจัด packages สำหรับนักท่องเที่ยวที่ตกค้างยังกลับไม่ได้ กับผู้ที่จะมาพำนักในไทยเพื่อหนีภัยสงคราม และ 6.ต้องมีสายด่วนที่พร้อมจะช่วยเหลือ และประสานงานกับนักท่องเที่ยวตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งนี้  สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากตำรวจท่องเที่ยว 1155 ,การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย  1672 , ศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว (TAC) ประจำสนามบินสุวรรณภูมิ โทร : 02 1344077 ได้

    “ความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวคือหัวใจของเรา ซึ่งต้องเตรียมมาตรการรองรับอย่างเป็นระบบ เราติดตามสถานการณ์แบบวันต่อวัน ประเมินความเสี่ยงเชิงลึก และบูรณาการทุกหน่วยงานเพื่อยกระดับมาตรการดูแลอย่างเข้มข้น รอบคอบ และเป็นรูปธรรม เราต้องไม่ให้ความไม่แน่นอนของสถานการณ์กระทบความเชื่อมั่นของผู้มาเยือน ประเทศไทยจะยังคงเป็นพื้นที่แห่งความปลอดภัย ที่ดูแลทุกคนด้วยความรับผิดชอบ” น.ส.นัทรียา กล่าว

    ข้อมูลจาก https://www.thaigov.go.th/th/news/161986


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/481387&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw052_jI4zwmct5ZZH6pHBwD

  • สงครามอิหร่าน: น้ำมันจะหมดไทยใน 60 วันจริงไหม ราคาจะพุ่งขึ้นไปเท่าไหร่ ? – BBC News ไทย

    สงครามอิหร่าน: น้ำมันจะหมดไทยใน 60 วันจริงไหม ราคาจะพุ่งขึ้นไปเท่าไหร่ ? – BBC News ไทย

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, “ถ้าน้ำมัน ประเทศไทยเรานำเข้าประมาณ 85% ของความต้องการใช้ทั้งหมดของประเทศ ตรงนี้ต้องบอกว่าเกือบทั้งหมดมาจากตะวันออกกลาง”
      • Author, ปณิศา เอมโอชา
      • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
    • เวลาอ่าน: 13 นาที

    ไม่เพียงข่าวการสังหาร อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ณ ใจกลางกรุงเตหะราน เมื่อช่วงเช้าของวันเสาร์ที่ 28 ก.พ. 2569 จะส่งแรงสั่นสะเทือนไปยังแวดวงภูมิรัฐศาสตร์ การทหาร และความมั่นคงทั่วโลก แต่เหตุการณ์นี้ยังสร้างความหวั่นไหวต่อแวดวงธุรกิจ เศรษฐกิจ และชีวิตประจำของผู้คนทั่วโลกที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงขับเคลื่อนด้วย

    สื่อด้านเศรษฐกิจของไทยรายงานข่าวในวันเดียวกันว่า กระทรวงพลังงานของไทยสั่งจับตาสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเสี่ยงต่อการปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Hormuz) ซึ่งถูกใช้เป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสูงถึงราว 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นสัดส่วนราว 20% ของปริมาณการใช้น้ำมันและของเหลวปิโตรเลียมอื่น ๆ ทั่วโลก ตามข้อมูลจากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐอเมริกาในปี 2024

    บีบีซีไทยยังพบด้วยว่า ภูมิภาคตะวันออกกลางมีความสำคัญกับผู้ซื้อน้ำมันในเอเชียอย่างมาก ข้อมูลจากเว็บไซต์ทางการของรัฐสภาสหรัฐฯ ชี้ว่าน้ำมันส่งออกส่วนใหญ่จากภูมิภาคนี้ถูกบรรทุกจากบริเวณอ่าวเปอร์เซีย และต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อส่งมอบให้ผู้ซื้อในเอเชีย

    “ถ้าน้ำมัน ประเทศไทยเรานำเข้าประมาณ 85% ของความต้องการใช้ทั้งหมดของประเทศ ตรงนี้ต้องบอกว่าเกือบทั้งหมดมาจากตะวันออกกลาง” ดร.อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการประจำ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวกับบีบีซีไทย

    ตามข้อมูลในปี 2568 จากกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน เมื่อดูแหล่งการจัดหาน้ำมันดิบเพื่อเข้ากลั่นต่อวัน พบว่าราว 57% มาจากตะวันออกกลาง โดยในภูมิภาคนี้ ไทยจัดหาน้ำมันจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์สูงสุดถึง 39.4% ของปริมาณน้ำมันดิบเข้ากลั่นทั้งหมด ขณะที่ซาอุดิอาระเบีย รั้งอันดับที่สองในสัดส่วน 11.3%

    แม้ประเทศไทยจะไม่ได้ซื้อน้ำมันดิบจากอิหร่านโดยตรง แต่เพราะเส้นทางการขนส่งน้ำมันดิบที่ผลิตจากภูมิภาคตะวันออกกลางนั้นต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งมีพื้นที่ติดกับอิหร่านและโอมาน ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในดินแดนนี้จึงส่งผลต่อเส้นทางการขนส่งน้ำมันอย่างมีนัยสำคัญ

    เพียงหนึ่งวันหลังเหตุสังหารผู้นำอิหร่าน นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้สั่งระงับการส่งออกน้ำมัน พร้อมเปิดศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงานโดยทันที รวมทั้งเตรียมใช้มาตรการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าชดเชยราคาน้ำมันเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อราคาสินค้าและค่าครองชีพของประชาชนจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น

    กระทรวงพลังงานของไทยยังเปิดเผยด้วยว่า ปริมาณสำรองน้ำมันของไทย ณ วันที่ 1 มี.ค. 2569 มีน้ำมันคงเหลือ (น้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป) 4,877 ล้านลิตร เพียงพอต่อความต้องการใช้ 38 วัน

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    อีกทั้งยังมีน้ำมันดิบที่อยู่ระหว่างขนส่ง (ผ่านช่องแคบฮอร์มุซแล้ว) 1,666 ล้านลิตร และจากแหล่งอื่น 1,117 ล้านลิตร เพียงพอต่อความต้องการใช้ 22 วัน รวมปริมาณน้ำมันคงเหลือ 7,660 ล้านลิตร สามารถใช้ได้ 60 วัน

    บีบีซีไทยสนทนากับผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน 3 ราย เพื่อตอบคำถามว่า ราคาน้ำมันกำลังจะพุ่งสูงขึ้นแค่ไหนและยาวนานเท่าไหร่ มีโอกาสที่น้ำมันจะหมดประเทศไทยหรือไม่หากสถานการณ์ยืดเยื้อ และกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะเป็นกลไกที่เข้ามาช่วยผู้บริโภคได้แค่ไหน

    ราคาน้ำมันจะเป็นอย่างไร ?

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, “ราคาจะส่งกันมาเป็นทอด ๆ ซึ่งในที่สุดแล้ว จะกระทบทั้งราคาน้ำมันดิบและราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่จำหน่าย เพราะฉะนั้นเต็มที่คือสามเท่า ไม่เกินนี้แน่นอน” รศ.ดร.คมสัน ชี้

    รศ.ดร.คมสัน สุริยะ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์โทรคมนาคมและพลังงาน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า น้ำมันดิบที่ไทยนำเข้านั้นจะผ่านช่องแคบฮอร์มุซซึ่งติดกับประเทศอิหร่านราว 40% ขณะที่อีก 60% จะมาจากช่องทางอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้อง

    ตามข้อมูลของกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน เส้นทางการขนส่งน้ำมันดิบมายังไทยนอกจากที่เริ่มต้นในตะวันออกกลางและต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ยังประกอบไปด้วย :

    • เส้นทางการผลิตที่เริ่มต้นจากกลุ่มประเทศตะวันออกไกล (Far East) ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ซึ่งจะตรงเข้ามายังอ่าวไทย
    • เส้นทางที่เริ่มต้นจากกลุ่มประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา บราซิล หรือไนจีเรีย ผ่านเข้ามาทางแหลมกู้ดโฮป ก่อนจะเข้ามาที่ช่องแคบมะละกา แล้วจึงเข้าอ่าวไทย
    • เส้นทางที่เริ่มต้นผลิตในลิเบียและซูดาน ก่อนจะผ่านคลองสุเอซ ทะเลแดง แล้วจึงเข้าช่องแคบมะละกา และเข้าอ่าวไทย

    รศ.ดร.คมสัน อธิบายต่อไปว่า จากสถานการณ์ข้างต้นนี้ เมื่อใช้แบบจำลองสถานการณ์วิกฤตราคาน้ำมัน (Oil Shock Simulator) ที่ทีมศูนย์วิจัยฯ พัฒนาขึ้นมา ในกรณีที่เลวร้ายที่สุดคือ ไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองเหลือเพียง 38 วัน และไม่สามารถได้รับน้ำมันจากฝั่งตะวันออกกลางเข้ามาเติมได้ หรือหมายความว่า ไทยจะมีน้ำมันดิบเข้ามาเติมแค่เพียง 60% ของความต้องการทั้งหมดต่อวัน นั่นจะส่งผลให้ผู้บริโภคเกิดความตระหนกและส่งให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นสูงสุด 3 เท่าจากราคาปกติได้

    อย่างไรก็ดี เขาย้ำว่า “ในประวัติศาสตร์ มันไม่ขึ้นถึงขนาดนั้น ขึ้นประมาณสองเท่าก็ว่าแย่แล้ว”

    “ราคาจะส่งกันมาเป็นทอด ๆ ซึ่งในที่สุดแล้ว จะกระทบทั้งราคาน้ำมันดิบและราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่จำหน่าย เพราะฉะนั้นเต็มที่คือสามเท่า ไม่เกินนี้แน่นอน” รศ.ดร.คมสัน ชี้

    สำหรับกรณีที่ดีขึ้นมา คือไทยมีปริมาณน้ำมันสำรอง 60 วัน รศ.ดร.คมสัน อธิบายว่าเมื่อใช้ฐานคิดเดิมว่าจะไม่มีน้ำมันจากฝั่งตะวันออกกลางเข้ามายังไทยได้เลย แต่ยังมีน้ำมันจากแหล่งอื่น ๆ เข้ามาได้อยู่ ราคาน้ำมันอาจปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นราว 76% จากราคาก่อนเกิดวิกฤตเท่านั้น

    “เราคงจะคาดหวังไม่ได้ว่าราคาน้ำมันจะคงที่ มันคงจะขยับสูงขึ้นไป แต่ถ้ามีการลดการบริโภค ราคาน้ำมันก็จะไม่ได้สูงขึ้นเป็นสามเท่าอย่างที่เราคิดในตอนแรก มันจะแค่ประมาณ 76%”

    ด้าน ผศ.ดร.ปิติ เอี่ยมจำรูญลาภ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายพลังงาน อธิบายเพิ่มว่า ต้นทนุการนำเข้าน้ำมันกับราคาขายหน้าปั๊มไม่ได้เป็นตัวเลขเดียวกันอย่างที่หลายคนเข้าใจ

    เขาชี้ว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งหรือสถานการณ์ที่ทำให้อุปทานน้ำมันถูกขัดขวาง น้ำมันดิบซึ่งเป็นสินค้าโภคภัณฑ์โลกก็จะมีราคาแกว่งขึ้นลงได้ตามกลไกตลาด แต่สำหรับราคาน้ำมันที่ขายให้กับประชาชนนั้น นอกจากต้นทุนเนื้อน้ำมันนำเข้าที่กล่าวไปแล้ว ยังมีส่วนประกอบอย่างภาษี เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และค่าการตลาด เพิ่มอีก

    “ส่วนที่เรากังวลคือ ต้นทุนเนื้อน้ำมัน มันผันผวนไปตามราคาตลาดโลก แล้วเราเป็นประเทศนำเข้า ดังนั้นมันไม่มีทางเลือกเลยเพราะเราไม่ได้เป็นคนกำหนดราคาเอง” ผศ.ดร.ปิติ ชี้

    น้ำมันจะหมดประเทศไทยไหม ?

    เมื่อใช้แบบจำลองสถานการณ์วิกฤตราคาน้ำมัน (Oil Shock Simulator) ตัวเดิม ที่ทีมศูนย์วิจัยฯ แห่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พัฒนาขึ้นมา รศ.ดร.คมสัน ชี้ว่า ในกรณีที่เลวร้ายที่สุด หรือกรณีที่ไทยมีน้ำมันสำรองเพียง 38 วัน และไม่ได้รับน้ำมันเข้ามาเติมจากฝั่งตะวันออกกลางเลย แต่ยังมีน้ำมันจากแหล่งอื่น ที่เหลืออยู่อีก 60% ของความต้องการทั้งหมดของประเทศต่อวัน ไทยจะยังมีน้ำมันเชื้อเพลิงให้ใช้ได้ต่อเนื่องอีก 130 วัน ส่วนกรณีที่เรามีน้ำมันสำรอง 60 วันนั้น จะสามารถยืดออกได้เป็น 190 วัน

    “ในกรณีที่เลวร้ายจริง ๆ น้ำมันจะหมดใน 130 วัน ซึ่งนานมาก นานมากพอที่สถานการณ์การสู้รบจะคลี่คลาย ไม่มีการรบไหนหรอกที่เกินหนึ่งเดือนขึ้นไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรบใหญ่ ๆ ขนาดนี้ ฉะนั้นท่านเชื่อมั่นได้เลยว่าประเทศไทยยังมีความมั่นคงเรื่องพลังงาน ท่านไม่มีความจำเป็นต้องตื่นตระหนกหรือว่ากักตุนน้ำมัน” อาจารย์เศรษฐศาสตร์พลังงาน จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ย้ำ

    เขายังเสริมอีกว่า หากประชาชนมีการปรับตัวใช้พลังงานลดลง “ภายใน 365 วัน น้ำมันของเราจะยังคงมีใช้ตามปกติอยู่ แต่ขึ้นอยู่กับการลดการบริโภคของประชาชนด้วย”

    “เรายังมีน้ำมันเข้ามาเติม วันนึง 60% ของปริมาณในอดีต เพราะฉะนั้น คิดง่าย ๆ ว่าถ้าทุกคนลดปริมาณการใช้ลงคนละนิดคนละหน่อย มันก็ยังจะสามารถใช้ 60% ได้ เพราะฉะนั้น เกินกว่า 365 วัน แน่นอน” รศ.ดร.คมสัน แสดงความเห็น

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, “ในกรณีที่เลวร้ายจริง ๆ น้ำมันจะหมดใน 130 วัน ซึ่งนานมาก นานมากพอที่สถานการณ์การสู้รบจะคลี่คลาย ไม่มีการรบไหนหรอกที่เกินหนึ่งเดือนขึ้นไป” อาจารย์เศรษฐศาสตร์พลังงาน จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ย้ำ

    น้ำมันจะราคาแพงไปนานแค่ไหน ?

    รศ.ดร.คมสัน ชี้ว่า โดยมากแล้วภาวะช็อคที่เกิดขึ้นจะส่งผลสูงสุดในช่วง 2-3 วันแรก และภายในสัปดาห์แรกราคาน้ำมันจะพุ่งขึ้นแบบ “สะดุ้ง เป็นการพุ่งขึ้นตามธรรมชาติของทุกวิกฤตใหญ่ คนจะแห่กันหาสต็อกน้ำมัน ราคาจึงเด้งแรงช่วงต้น ก่อนจะค่อย ๆ ปรับตัวลงหลังผ่านไปราวสองสัปดาห์”

    เขาเสริมว่า ถ้าสถานการณ์คลี่คลาย ราคาก็จะทยอยลด และโดยมากภายใน 6 เดือนระดับราคาจะกลับมาใกล้ภาวะปกติ

    ด้าน ผศ.ดร.ปิติ เสริมว่า นอกจากมิติเรื่องราคาน้ำมันหน้าปั๊มที่ผู้บริโภคอาจรู้สึกได้ทันทีเมื่อราคาขึ้นหรือลง เขาเสริมด้วยว่า เพราะราคาพลังงานเป็นปัจจัยพื้นฐานของธุรกิจแทบทั้งหมด ผลกระทบอาจไปอยู่ในรูปของราคาสินค้าหรือบริการที่ทยอยปรับตัวสูงขึ้นเช่นเดียวกัน

    “ต้นทุนค่าขนส่งคือต้นทุนของสินค้าบริการทั้งหมด มันอาจจะยังไม่ใช่ตอนนี้เพราะว่าของที่มาถึงคุณ อาจจะเติมน้ำมันจากวันก่อนแล้ว แต่เดี๋ยวมันจะทยอยมา” เขากล่าวเสริม

    กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงคืออะไร จะช่วยผู้บริโภคได้จริงไหม ?

    ตอนนั้นเป็นช่วงที่ราคาน้ำมันดิบทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้น จนกลายเป็นวิกฤตราคาน้ำมันโลก โดยมีต้นกำเนิดมาจากความขัดแย้งระหว่างองค์การประเทศผู้ส่งออกปิโตรเลียมอาหรับ (OAPEC) กับสหรัฐอเมริกา จนทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นเกือบ 4 เท่า จากระดับ 2.90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เป็น 11.65 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

    จากนั้นจึงมีวิวัฒนาการมาเรื่อย ๆ อาทิ ถูกตั้งเป็นกองทุนรักษาระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ตามคำสั่งนายกที่ 178/2520 ลงวันที่ 19 ก.ย. 2520 ก่อนที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในปัจจุบันนั้นจะจัดตั้งขึ้นมาตามพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาเสถียรภาพระดับราคาน้้ามันเชื้อเพลิงในประเทศให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมในกรณีที่เกิดวิกฤตการณ์ด้านน้้ามันเชื้อเพลิง

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, “นอกจากลดแล้ว อาจจะต้องสนับสนุนด้วย คือเอาเงินในกองทุนเข้ามาช่วย ไม่ให้ราคาน้ำมันมันพุ่งสูงเกินไป” ดร.อารีพร เสนอแนะ

    ตาม พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 มาตราที่ 28 กำหนดให้ ผู้ที่ต้องส่งเงินเข้ากองทุนฯ ประกอบไปด้วย 3 ฝ่าย ได้แก่ :

    • ผู้ผลิตหรือผู้จำหน่ายน้ำมันที่เป็นโรงกลั่นในประเทศ ต้องส่งเงินเข้ากองทุนฯ ผ่านกรมสรรพสามิต ตามปริมาณเชื้อเพลิงที่ผลิตและจำหน่าย
    • ผู้นำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ ต้องส่งเงินเข้ากองทุนฯ ผ่านกรมศุลกากร ตามปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงที่นำเข้า
    • ผู้ซื้อหรือผู้ได้มาซึ่งก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) จากการแยกก๊าซธรรมชาติ ส่งเงินเข้ากองทุนฯ ผ่านกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ตามปริมาณ LPG ที่ซื้อหรือได้รับมา

    สำหรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่นั้น ดร.อารีพร แห่งทีดีอาร์ไอ เสริมว่า เมื่อราคาน้ำมันดิบที่ไทยต้องนำเข้าอาจได้รับผลกระทบและสูงขึ้น สิ่งที่รัฐบาลทำได้คือการลดการเรียกเก็บเงินกองทุนตรงนี้ลงเพื่อลดภาระต้นทุน

    “นอกจากลดแล้ว อาจจะต้องสนับสนุนด้วย คือเอาเงินในกองทุนเข้ามาช่วย ไม่ให้ราคาน้ำมันมันพุ่งสูงเกินไป” ดร.อารีพร เสนอแนะ

    ผศ.ดร.ปิติ มีความเห็นคล้ายคลึงกันว่าสถานการณ์เช่นนี้รัฐบาลสามารถใช้ศักยภาพของเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งปัจจุบันมีตัวเลข ณ วันที่ 1 มี.ค. 2569 เป็นบวก ที่ 2,459 ล้านบาท เมื่ออ้างอิงข้อมูลจากสำนักการเงินและบัญชีส้านักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

    “กองทุนฯ มีคีย์เวิร์ดสำคัญคือคำว่า ‘stability’ [เสถียรภาพ] เวลาที่ราคาน้ำมันมันผันผวน ประชาชนไม่ควรจะรับแรงสะบัดมาก เลยมีกองทุนฯ เข้ามาช่วย คืออย่าให้ราคาสะบัดจนหัวฟาด แต่ถ้ารถมันเขย่า ยังไงคุณก็ต้องรับแรงสั่นบ้าง” อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายพลังงานเสริม

    บีบีซีไทยพบว่า ในรายงานจากสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ประจำปี 2567 ระบุว่า กองทุนฯ จะใช้เงินกองทุนฯ เพื่อรักษาเสถียรภาพระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในสถานการณ์ดังนี้

    • ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงมีการปรับขึ้นเกินระดับที่มีผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน (ระดับวิกฤต) คือ น้ำมันดีเซลสูงกว่า 30 บาท/ลิตร และราคาขายปลีก LPG เกิน 363 บาท/ ถัง 15 กิโลกรัม
    • ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงปรับตัวสูงขึ้นมาอย่างรุนแรง คือ ราคาน้ำมันดิบปรับขึ้นใน 1 สัปดาห์ มากกว่า 5 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ราคาน้ำมันดีเซลขายปลีกปรับขึ้นมากกว่า 1 บาท/ลิตร และ ราคา LPG ตลาดโลกเปลี่ยนแปลงในสองสัปดาห์ เฉลี่ยมากกว่า 35 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน และราคา LPG ขายปลีก เปลี่ยนแปลงในสองสัปดาห์ รวมกัน มากกว่า 1 บาท/กิโลกรัม
    • สถานการณ์ที่ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงอาจจจะขาดแคลนและไม่เพียงพอต่อการใช้ภายในประเทศ

    นอกจากนี้ยังเคยมีกรณีตัวอย่างที่ กองทุนฯ นำเงินไปตรึงราคาน้ำมันดีเซลเป็นเวลา 3 เดือน ระหว่างเดือน ม.ค.-มี.ค. 2567 โดยตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ 30 บาท/ลิตร ก่อนจะขยายต่อไปอีก 19 วัน เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชน โดยใช้วิธีการลดภาษีสรรพสามิตรและลดเงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงช่วยอุดหนุน จนทำให้สถานะกองทุนติดลบเกือบแสนล้านบาทไปช่วงหนึ่งเช่นเดียวกัน

    ตอนนี้ประชาชนทำอะไรได้ รัฐต้องวางแผนอย่างไร ?

    ดร.อารีพร ชี้ว่า สำหรับประชาชน ในระยะสั้นเธอแนะนำให้หันไปใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะอยู่ในภาวะวิกฤตหรือไม่

    “ทั้งน้ำมัน ทั้งแก๊ส ทั้งไฟฟ้า ประหยัดให้ได้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ ไม่ใช่ว่าต้องรอให้เกิดวิกฤต คนไทยเราควรที่จะมีการสนับสนุนเรื่องนี้” นักวิจัยจากทีดีอาร์ไอ กล่าว

    ในส่วนของภาครัฐนั้น เธอชี้ว่า ต้องกลับมาทบทวนเรื่องการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศให้มากขึ้น เพราะเหตุการณ์ภายนอกเช่นนี้อาจกระทบต่อราคาพลังงานได้ตลอดเวลา และส่งผลสะท้อนมาถึงภาระค่าครองชีพของประชาชน

    “สิ่งที่ภาครัฐควรจะต้องทำก็คือมองว่าเราควรที่จะมีเครื่องมืออะไรในการที่จะลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศได้บ้าง”

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    ด้าน ผศ.ดร.ปิติ เสริมว่า นอกจากจะมองจากฝั่งการอุดหนุนราคาต้นทุนพลังงานจากภาครัฐแล้ว เขายังอยากมองไปที่ผู้เล่นที่ต้องไปลงสนามจริงเพื่อค้นหาพลังงานเชื้อเพลิงอย่า บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ด้วย

    ผศ.ดร.ปิติ ตั้งข้อสังเกตว่า เดิมที ปตท. ถูกตั้งขึ้นมาเมื่อปี 2521 ในช่วงเวลาเดียวกับวิกฤตการณ์ขาดแคลนน้ำมันโลกครั้งที่สอง ด้วยเหตุนี้ ภารกิจหลักของ ปตท. ในตอนนั้นจึงคือการเร่งจัดหาน้ำมันให้เพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศ ซึ่งเขาชี้ว่ามีลักษณะคล้ายคลึงกับสถานการณ์ในตอนนี้

    ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายพลังงานชี้ว่า แม้ ปตท. ในปัจจุบันจะมีสถานะเป็นบริษัทมหาชน แต่ก็ยังมีกระทรวงการคลังถือหุ้นเกินครึ่งหนึ่งอยู่ ดังนั้น เขาจึงอยากเห็นบทบาทของ ปตท.ในการช่วยหาแหล่งพลังงานที่ราคาเข้าถึงได้ และเป็นประโยชน์กับประเทศไทย

    “เรามีคนเก่ง เรามีคนเก่งที่เคยทำสำเร็จแล้วในอดีต” เขาจึงอยากให้ ปตท. เข้ามามีบทบาทในการช่วยแก้วิกฤตครั้งนี้ในฝั่งการหาอุปทานด้วยเช่นเดียวกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/cvg35krz0xqo.amp&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw39GmphF7dwhegwXCGE6y06

  • นายกฯ ถกหน่วยงานด้านเศรษฐกิจ ประเมินสถานการณ์-จำกัดความเสียหาย

    นายกฯ ถกหน่วยงานด้านเศรษฐกิจ ประเมินสถานการณ์-จำกัดความเสียหาย

    วันนี้ (2 มีนาคม) ในการประชุมประเมินผลกระทบสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยมี อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วย พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เอกนิติ นิติทัณประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พร้อมด้วยปลัดกระทรวงและข้าราชการที่เกี่ยวข้อง

    นอกจากนี้ อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้วิดีโอคอนเฟอเรนซ์เข้าร่วมประชุมด้วย เนื่องจากอยู่ระหว่างปฏิบัติภารกิจเดินทางไปต่างประเทศ

    จากนั้น อนุทิน กล่าวเปิดการประชุมว่า เนื่องจากสถานการณ์การสู้รบอย่างรุนแรงในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งมีการปฏิบัติการทางทหารตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เป้าหมายการโจมตีในขณะนี้ยังคงเป็นเป้าหมายทางการทหาร และมีการตอบโต้กัน โดยประเทศอิหร่านได้ตอบโต้ไปยังหลายประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง และเริ่มโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซด้วย ในส่วนของประเทศไทยย่อมได้รับผลกระทบไม่มากก็น้อย การเรียกประชุมในวันนี้ (2 มี.ค. 69) เพื่อเตรียมความพร้อมและจำกัดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยให้มากที่สุด

    อนุทิน กล่าวด้วยว่า เมื่อช่วงเช้าได้มีการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งมีหลายประเด็นที่จะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพให้กับประเทศไทยต่อสถานการณ์นี้ และในช่วงบ่ายจะมีการต่อยอดในด้านเศรษฐกิจและภาคเอกชน ว่าจะมีมาตรการอย่างไรในการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

    อนุทิน กล่าวด้วยว่า ในด้านการช่วยเหลือพลเมืองไทยที่อยู่ในประเทศที่ได้รับผลกระทบ ขณะนี้ได้มีการดำเนินการแล้ว โดยจะให้ความช่วยเหลือในทุกด้าน สำหรับประชาชนที่อยู่ในประเทศอิหร่าน จะเร่งดำเนินการช่วยเหลือนำตัวกลับประเทศไทยโดยเร็วเป็นลำดับแรก ส่วนประเทศอื่น ๆ จะมีการประสานงาน หากมีความประสงค์จะเดินทางกลับ ก็จะมีมาตรการช่วยเหลือต่อไป

    ทั้งนี้ ในการประชุมวันนี้ ขอให้ทุกฝ่ายร่วมกันประเมินสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นต่อจากนี้ โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อคนไทยและธุรกิจไทยในต่างประเทศ โดยเฉพาะด้านความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน รวมถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม ในด้านราคาพลังงาน การค้า การลงทุน การส่งออก การท่องเที่ยว และค่าครองชีพของประชาชน พร้อมเปิดรับข้อเสนอแนะและแนวทางการรับมือที่ชัดเจน สามารถดำเนินการได้ทันที เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อภาคเอกชนและประชาชน ให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างปกติสุข

    นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธานการประชุมหารือผลกระทบสถานการณ์สู้รบตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจไทย 1นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธานการประชุมหารือผลกระทบสถานการณ์สู้รบตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจไทย 2นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธานการประชุมหารือผลกระทบสถานการณ์สู้รบตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจไทย 3นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธานการประชุมหารือผลกระทบสถานการณ์สู้รบตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจไทย 4นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธานการประชุมหารือผลกระทบสถานการณ์สู้รบตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจไทย 5นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธานการประชุมหารือผลกระทบสถานการณ์สู้รบตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจไทย 6นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธานการประชุมหารือผลกระทบสถานการณ์สู้รบตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจไทย 7นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธานการประชุมหารือผลกระทบสถานการณ์สู้รบตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจไทย 8

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/pm-discusses-mideast-conflict-impact/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2WOkDmCeKJ-mCHNrplnhYI