Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “อนุสรณ์” ชี้พลังงานเป็นจุดเสี่ยงเศรษฐกิจไทย จี้รัฐบาลตั้งคนมีความสามารถรับมือ

    “อนุสรณ์” ชี้พลังงานเป็นจุดเสี่ยงเศรษฐกิจไทย จี้รัฐบาลตั้งคนมีความสามารถรับมือ

    นายอนุสรณ์ ธรรมใจ สส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน ระบุว่า ขณะนี้ “ความมั่นคงทางพลังงาน” กำลังกลายเป็นหนึ่งในจุดเปราะบางสำคัญของเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งและภาวะสงคราม จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่กลไกรัฐสภาจะต้องเร่งจัดตั้งรัฐบาล และแต่งตั้งผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ และมีความซื่อสัตย์เข้ามาบริหารประเทศ เพื่อรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจที่กำลังทวีความรุนแรง

    นายอนุสรณ์ กล่าวอีกว่า ไม่ว่าบทบาทจะเป็นฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน ต่างสามารถทำประโยชน์ให้ประเทศได้ หากมุ่งแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนและเตรียมรับมือกับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่อาจเกิดขึ้นเป็นระลอก มากกว่าการแข่งขันแย่งชิงอำนาจทางการเมือง

    อนุสรณ์ กล่าต่อว่า ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วกำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของเศรษฐกิจไทย โดยราคาน้ำมันดิบล่วงหน้าในตลาดโลกพุ่งขึ้นกว่า 35% ภายในสัปดาห์เดียว ซึ่งถือเป็นการเพิ่มขึ้นที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 1983 หลังเกิดเหตุโรงกลั่นหลายแห่งในตะวันออกกลางหยุดผลิต รวมถึงการโจมตีคลังน้ำมันในอิหร่าน

    หากราคาน้ำมันทะลุ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อาจทำให้รัฐบาลต้องทบทวนมาตรการอุดหนุนราคา เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อฐานะการคลังและปัญหาการใช้พลังงานอย่างไม่มีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีแนวโน้มกลับมาติดลบอีกครั้ง หลังจากเพิ่งฟื้นตัวจากภาวะติดลบยาวนานกว่า 4 ปี ซึ่งเคยสูงสุดถึงประมาณ 1.3 แสนล้านบาทในช่วงปลายปี 2565 อย่างไรก็ตามประเมิลว่าประเทศไทยและหลายประเทศในเอเชียที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานมีความเสี่ยงเผชิญภาวะ Stagflation หรือภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวพร้อมเงินเฟ้อสูง จากต้นทุนพลังงานและต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะเข้ามาแทนที่ภาวะเงินฝืดที่เกิดจากอุปสงค์ในประเทศอ่อนแอในช่วงที่ผ่านมา

    สำหรับแนวทางรับมือ รัฐบาลควรเดินหน้าพร้อมกัน 4 ด้าน ได้แก่ แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าเพื่อเสริมความมั่นคงพลังงาน แผนอนุรักษ์พลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การเร่งพัฒนาพลังงานหมุนเวียนและพลังงานทางเลือก การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

    การประหยัดพลังงานและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพจะเป็นทางออกสำคัญของวิกฤตครั้งนี้ ขณะเดียวกันไทยต้องเร่งลงทุนพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และระบบผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ (Solar PV) เพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว เนื่องจากประเทศมีพลังงานสำรองต่ำและพึ่งพาการนำเข้าค่อนข้างสูง

    นอกจากนี้ยังเตือนถึงความผันผวนในตลาดการเงินโลก หากญี่ปุ่นต้องเผชิญเงินเฟ้อสูงจนธนาคารกลางต้องขึ้นดอกเบี้ย อาจทำให้นักลงทุนทั่วโลกเร่งปิดสถานะ Yen Carry Trade ซึ่งเป็นการกู้เงินเยนดอกเบี้ยต่ำไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก ส่งผลให้เกิดแรงขายในตลาดหุ้น พันธบัตร และสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลก และทำให้ตลาดการเงินมีแนวโน้มผันผวนต่อเนื่องในระยะต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/133579&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-vBSFzGrrs9Y3VES5-vmr

  • UOB นำทีม 5 แบงก์ ปล่อยสินเชื่อสีเขียว 2.8 หมื่นล้าน สร้างดาต้าเซ็นเตอร์ใหญ่ในไทย

    UOB นำทีม 5 แบงก์ ปล่อยสินเชื่อสีเขียว 2.8 หมื่นล้าน สร้างดาต้าเซ็นเตอร์ใหญ่ในไทย

    ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย ร่วมกับธนาคารพันธมิตร 5 แห่ง มอบสินเชื่อสีเขียวระยะยาววงเงินรวม 28,000 ล้านบาท ให้แก่ DayOne Data Centers เพื่อสนับสนุนการพัฒนาดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ในประเทศไทย ซึ่งเป็นโครงการที่สามารถรองรับการขยายตัวได้มากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ

    สินเชื่อดังกล่าวจะนำไปใช้ในการพัฒนาดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่แบบ Greenfield Data Center ในเฟสแรก ตั้งอยู่ที่ Chonburi Tech Park ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี

    ธนาคารยูโอบี
    นางวีระอนงค์ จิระนคร ภู่ตระกูล กรรมการผู้จัดการ Deputy CEO และ Wholesale Banking ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย

    โดยคาดว่าจะพร้อมเปิดให้บริการภายในปีนี้ ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวถือเป็นดาต้าเซ็นเตอร์แห่งแรกของ DayOne ในประเทศไทย ซึ่งต่อยอดจากประสบการณ์และผลงานของบริษัทในหลายประเทศทั่วภูมิภาค

    สำหรับธุรกรรมครั้งนี้ ธนาคารยูโอบีทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานหลักของโครงการ ที่ปรึกษาโครงสร้างทางการเงิน ผู้จัดการการจัดหาเงินกู้ และธนาคารผู้ดูแลบัญชี โดยร่วมมือกับธนาคารพันธมิตร ได้แก่ CIMB, HSBC, ICBC, KBANK และ OCBC ในฐานะผู้จัดการการจัดหาเงินกู้ร่วม เพื่อสนับสนุนเป้าหมายในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมดิจิทัลของภูมิภาค

    โครงการดังกล่าวยังเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์สำคัญในการพัฒนาดาต้าเซ็นเตอร์ล้ำสมัย เพื่อรองรับความต้องการโครงสร้างพื้นฐานด้านคลาวด์และปัญญาประดิษฐ์ของประเทศไทย พร้อมเสริมสร้างระบบนิเวศดิจิทัลให้มีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น รองรับความต้องการด้านข้อมูลและการประมวลผลที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาค

    นางวีระอนงค์ จิระนคร ภู่ตระกูล กรรมการผู้จัดการ Deputy CEO และ Wholesale Banking ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวว่า ธุรกรรมครั้งนี้สะท้อนศักยภาพของยูโอบีในฐานะสถาบันการเงินชั้นนำของอาเซียน ที่สามารถเชื่อมโยงเงินทุนข้ามพรมแดนเพื่อสนับสนุนวิสัยทัศน์ของประเทศไทยในการก้าวสู่การเป็นฮับดาต้าเซ็นเตอร์ระดับนานาชาติ จากความต้องการด้านคลาวด์และการประมวลผลข้อมูลที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

    ทั้งนี้ ธนาคารได้นำจุดแข็งด้านการจัดโครงสร้างทางการเงินและความเข้าใจตลาดมาช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนเทคโนโลยีระดับโลกในการเข้ามาลงทุนในประเทศไทย พร้อมสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพด้านพลังงาน ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลไทยในอนาคต

    การมอบสินเชื่อสีเขียววงเงินสูงครั้งนี้ยังสะท้อนความมุ่งมั่นของกลุ่มธนาคารพันธมิตรในการสนับสนุนระบบนิเวศดิจิทัลที่ยั่งยืน พร้อมทั้งผลักดันการพัฒนาดาต้าเซ็นเตอร์แห่งแรกของ DayOne ในประเทศไทยให้เป็นอีกหนึ่งโครงสร้างพื้นฐานสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลในระยะยาว ทั้งต่อภาคธุรกิจ ชุมชน และเศรษฐกิจโดยรวม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/monetary/270300&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ZlhLvlyBZ7T0lUDB6KN-C

  • “อนุสรณ์” เตือนจุดเปราะบางเศรษฐกิจไทย เรียกร้องแต่งตั้งคนมีความสามารถเข้ามาบริหารประเทศ

    “อนุสรณ์” เตือนจุดเปราะบางเศรษฐกิจไทย เรียกร้องแต่งตั้งคนมีความสามารถเข้ามาบริหารประเทศ

    “อนุสรณ์” เตือนจุดเปราะบางเศรษฐกิจไทย เสี่ยงเจอสถานการณ์เศรษฐกิจชะงักงันถดถอยพร้อมเงินเฟ้อสูง เรียกร้องเร่งจัดตั้งรัฐบาล แต่งตั้งคนมีความสามารถเข้ามาบริหารประเทศ

    เมื่อเวลา 16.30 น. วันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569 นายอนุสรณ์ ธรรมใจ สส. กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน และอดีตประธานกรรมการตรวจสอบและกรรมการ บมจ. บางจากปิโตรเลียม (บมจ. บางจากคอร์เปอร์เรชัน) กล่าวว่า ความมั่นคงทางพลังงาน คือ จุดเปราะบางเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ การดำเนินการให้กลไกของรัฐสภาสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้โดยเร็ว และแต่งตั้งผู้มีความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์และซื่อสัตย์มาทำหน้าที่คณะผู้บริหารประเทศมีความสำคัญอย่างมากสำหรับประเทศไทยภายใต้วิกฤติเศรษฐกิจยุคสงคราม ส่วนพรรคประชาชนสามารถทำหน้าที่ฝ่ายค้านด้วยความเข้มแข็ง ตรวจสอบถ่วงดุลรัฐบาลโดยยึดถือประโยชน์ของประเทศและประชาชนอย่างสร้างสรรค์อยู่แล้ว การเมืองในภาวะวิกฤติของโลกเช่นนี้ ต้องเป็นการเมืองมุ่งไปที่การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน เตรียมรับมือกับผลกระทบต่างๆ ที่จะทยอยเกิดขึ้นเป็นระลอก มุ่งเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้น ไม่ใช่มุ่งไปที่การแย่งชิงอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล หรือฝ่ายค้าน ย่อมสามารถทำประโยชน์ให้ประเทศได้ทั้งสิ้น

    นายอนุสรณ์ กล่าวด้วยว่า ด้วยบทบาทและหน้าที่ต่างกัน ความมั่นคงทางด้านพลังงาน และราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นไปเรื่อยๆ จะเป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาล การขาดแคลนพลังงานอาจเกิดขึ้นได้ในช่วงวิกฤติสงคราม มีความเป็นไปได้สูงที่ประเทศไทยจะเผชิญความเสี่ยง Stagflation (เศรษฐกิจชะงักงันถดถอยพร้อมเงินเฟ้อสูง) พร้อมกับหลายประเทศเอเชียที่ต้องพึ่งพาน้ำมันจากต่างประเทศ เงินเฟ้อจะเพิ่มสูงจากปัจจัยทางด้านอุปทานและต้นทุนการผลิต สิ่งนี้จะมาแทนที่ภาวะเงินเฟ้อติดลบหรือภาวะเงินฝืดจากความอ่อนแอของอุปสงค์มวลรวมภายในประเทศก่อนหน้านี้

    นายอนุสรณ์ ธรรมใจ สส. กรุงเทพฯ พรรคประชาชน กล่าวต่อว่า สัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบในตลาดโลกราคาได้ปรับตัวขึ้นแล้วกว่า 35% ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นการปรับขึ้นภายในหนึ่งสัปดาห์ที่มากที่สุดนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1983 ขณะนี้ โรงกลั่นน้ำมันหลายแห่งในตะวันออกกลางได้หยุดการผลิต และล่าสุดมีการโจมตีคลังน้ำมันในอิหร่าน หากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกทะลุ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอาจต้องปรับมาตรการอุดหนุนราคาใหม่ เลี่ยงความเสี่ยงฐานะทางการคลังและส่งสัญญาณผิดใช้พลังงานไม่มีประสิทธิภาพ รัฐบาลต้องเตรียมงบประมาณสำหรับรองรับวิกฤติเศรษฐกิจสงครามยืดเยื้อทางด้านอื่นๆ ด้วย เห็นด้วยกับการอุดหนุนราคาดีเซลด้วยกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง คาดว่ากองทุนน้ำมันจะกลับไปติดลบอีกในเร็วๆ นี้ จากก่อนหน้านี้สถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นบวกจากติดลบมาอย่างต่อเนื่อง 4 ปี และเคยติดลบสูงถึง 1.3 แสนล้านบาท ช่วงปลายปี พ.ศ. 2565 นโยบายพลังงานต้องเดินหน้า 4 แผนหลักควบคู่กันไป แผนพัฒนากำลังไฟฟ้าและความมั่นคงทางพลังงาน แผนอนุรักษ์พลังงานและใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ แผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก แผนลดก๊าซเรือนกระจก การอนุรักษ์พลังงานด้วยการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและการประหยัดพลังงานเป็นทางรอดสำหรับวิกฤติน้ำมันครั้งนี้ เนื่องจากไทยมีพลังงานสำรองต่ำและพึ่งพาการนำเข้าสูงมาก การลงทุนในโครงการพลังงานหมุนเวียนอย่างพลังงานแสงอาทิตย์ และระบบผลิตไฟฟ้าด้วยเซลล์แสงอาทิตย์ (Solar PV) มีความสำคัญต่อความมั่นคงทางด้านพลังงานของไทย

    นายอนุสรณ์ ธรรมใจ สส. กรุงเทพฯ พรรคประชาชน และอดีตประธานกรรมการตรวจสอบและกรรมการ บมจ. บางจากปิโตรเลียม (บมจ. บางจากคอร์เปอร์เรชัน) กล่าวต่อว่า เศรษฐกิจของประเทศเอเชียตะวันออกที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศจะกระทบหนักโดยเฉพาะญี่ปุ่น อัตราเงินเฟ้อจะปรับตัวสูงขึ้นมาก โดยญี่ปุ่นใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำมาเป็นเวลานานเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและต่อสู้กับภาวะเงินฝืดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การที่อัตราดอกเบี้ยเงินเยนต่ำมากๆ ทำให้กองทุนขนาดใหญ่ทั้งหลายทั่วโลกกู้ยืมเงินเยนของญี่ปุ่นที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำมากๆ (หรือติดลบในบางช่วง) เพื่อแปลงเป็นเงินสกุลหลักอื่นๆ โดยเฉพาะดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ Yen Carry Trade เพื่อนำไปลงทุนในตลาดการเงินทั่วโลก ทั้งหุ้น ตราสารหนี้ ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ เพื่อทำกำไรจากส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยและผลตอบแทนที่สูงกว่าทั่วโลก เมื่อเกิดปัญหาเงินเฟ้อในญี่ปุ่น จะกดดันให้ธนาคารกลางญี่ปุ่นปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบาย สิ่งที่เราจะได้เห็นในช่วงต่อไป คือการปิดสถานะ (Unwind) Yen Carry Trade ปัญหาวิกฤติพลังงาน สร้างแรงกดดันเงินเฟ้อ นำไปสู่การปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ย แล้วนักลงทุนและกองทุนใหญ่ๆ ที่ทำ Yen Carry Trade จะรีบขายสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกเพื่อคืนเงินกู้ยืมในรูปเงินเยน ทำให้ตลาดการเงินโลกจะยังผันผวนปั่นป่วนและยังคงปรับฐานลดลงต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2918667&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3yX90BGT-vFsppRREhhBmH

  • เป้าหมายการเติบโต

    เป้าหมายการเติบโต

    ปักกิ่ง, 8 มี.ค. ซินหัว รายงานว่า — เมื่อวันเสาร์ (7 มี.ค.) เจิ้งเป้ย รองหัวหน้าคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติจีน (NDRC) เปิดเผยในการแถลงข่าวว่าเป้าหมายการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศหรือจีดีพี (GDP) ที่กำหนดไว้ในร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 (2026-2030) สะท้อนทิศทางที่ชัดเจนในการมุ่งสู่การพัฒนาคุณภาพสูง โดยผสานข้อกำหนดเชิงปริมาณไว้ภายใต้กรอบเชิงคุณภาพ

    ร่างแผนพัฒนาฯ เสนอให้รักษาอัตราการเติบโตของจีดีพีของจีนอยู่ในระดับที่เหมาะสมในช่วงระยะ 5 ปี และกำหนดอัตราการเติบโตรายปีตามสภาพความเป็นจริง ซึ่งจะวางรากฐานอันแข็งแกร่งสำหรับการบรรลุเป้าหมายเพิ่มจีดีพีต่อหัวขึ้นสองเท่าจากปี 2020 ภายในปี 2035 ทำให้จีนเป็นประเทศพัฒนาแล้วระดับปานกลาง

    เจิ้งระบุว่าเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นแนวทางให้ทุกฝ่ายมุ่งแสวงหาการเติบโตที่เป็นรูปธรรม เปิดพื้นที่สำหรับการปรับเปลี่ยนรูปแบบการพัฒนา ปรับเปลี่ยนโครงสร้าง และผลักดันการปฏิรูป รวมทั้งสนับสนุนการจ้างงานและการเติบโตของรายได้ในหมู่ประชาชน

    เจิ้งกล่าวเพิ่มเติมว่าเป้าหมายนี้สะท้อนความคาดหวังการเติบโตของจีดีพีเฉลี่ยต่อปีในอีกสิบปีข้างหน้า และสอดคล้องกับแนวโน้มเชิงบวกในระยะยาวของการพัฒนาเศรษฐกิจจีน นอกจากนี้ เป้าหมายนี้ยังแสดงให้เห็นว่าจีนมุ่งหวังจะสร้างผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้นจากการดำเนินงานจริงในช่วงแผนพัฒนาฯ เพื่อวางรากฐานที่มั่นคงยิ่งขึ้นสำหรับในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 16 (2031-2035)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/67825&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0rnFlPfG31lA4ggDxC3Opv

  • สืบ “สารหนู” ในคนลุ่มน้ำกก  นักวิชาการเสนอแผนความเสี่ยง สุขภาพ-สิ่งแวดล้อม-เศรษฐกิจ

    สืบ “สารหนู” ในคนลุ่มน้ำกก นักวิชาการเสนอแผนความเสี่ยง สุขภาพ-สิ่งแวดล้อม-เศรษฐกิจ

    หลังการเผยแพร่งานวิจัย มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) ผลการเก็บตัวอย่างเล็บของชาวบ้านพบค่าสารหนูเกินค่ามาตรฐาน จำนวน 16 คน บริเวณหมู่บ้านที่อาศัยริมแม่น้ำกก บริเวณต้นน้ำ ใน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ และ 3 ตำบล กลางน้ำและปลายน้ำก่อนไหลลงสู่แม่น้ำโขง จ.เชียงราย สร้างความกังวลให้กับหลายฝ่าย และจังหวัดเชียงรายเรียกประชุมด่วนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มาให้ข้อมูลพร้อมกับนำเสนอข้อมูลเพื่อหาทางออกในเรื่องนี้  ซึ่งในงานวิจัยชิ้นนี้ยังไม่ระบุชัดว่า สารหนูมาจากแหล่งกำเนิดไหน

    อ่านเพิ่มเติม : นักวิชาการพบ “สารหนู” ในกลุ่มตัวอย่างคนริมน้ำกก หลังตรวจเล็บ-เส้นผม www.thaipbs.or.th/news/content/502579

    ทีมข่าวไทยพีบีเอสภาคเหนือได้ลงพื้นที่จังหวัดเชียงราย เพื่อพูดคุยกับชาวบ้านที่พบสารหนูเกินค่ามาตรฐาน พบปัจจัยเสี่ยงที่อาจเป็นสาเหตุของการพบสารหนูในเล็บในกลุ่มตัวอย่าง 90 คนชาวบ้านริมแม่น้ำกก

    ภาพ : บ้านสบกก อ.เชียงแสน จ.เชียงราย แม่น้ำกก ไหลลงสู่แม่น้ำโขงบริเวณนี้

    ภาพ : บ้านสบกก อ.เชียงแสน จ.เชียงราย แม่น้ำกก ไหลลงสู่แม่น้ำโขงบริเวณนี้

    บ้านสบกก ต.บ้านแซว อ.เชียงแสน จ.เชียงราย เป็นหมู่บ้านปลายแม่น้ำกกที่ไหลลงสู่แม่น้ำโขง ชาวบ้านมีอาชีพเกษตรกรรมและหาปลาเป็นอาชีพหลัก ชาวบ้านที่ถูกเก็บตัวอย่างเล็บ เปิดเผยกับไทยพีบีเอสว่า ตัวเองหาปลาบริเวณปากแม่น้ำกกและแม่น้ำโขง ตอนนี้ปลาลดลงตั้งแต่สร้างท่าเรือเชียงแสนก่อนหน้าที่จะข่าวตรวจพบหาสารพิษในแม่น้ำกก (เม.ย.68)  ในอดีตหมู่บ้านเป็นแหล่งปลาชุกชุมเพราะเป็นบ้านปากแม่น้ำกก (สบกก) ไหลลงสู่แม่น้ำโขง เป็นแหล่งปลาอุดมสมบูรณ์ แหล่งปลูกยาสูบและน้ำท่วมถึงพื้นที่ชุ่มน้ำ นับตั้งแต่สำรวจและการก่อสร้างท่าเรือเชียงแสน (ปี 2550) บริเวณปากแม่น้ำกก เกือบ 400 กว่าไร่ ปลาก็ลดลง

    ชาวบ้านเล่าย้อนอีกว่าในอดีตหมู่บ้านสบกก เป็นแหล่งปลูกและทำยาสูบสำคัญ เคยมีการใช้สารเคมีจำนวนมากในการปลูกและใช้ถ่านหินลิกไนต์บ่มยาสูบโดยโรงงานตั้งอยู่กลางหมู่บ้าน และเลิกกิจการเมื่อปี 2549 ช่วงที่มีการสำรวจทำท่าเรือเชียงแสน

    ปัจจุบันชาวบ้านสบกกส่วนใหญ่และตัวเองเปลี่ยนมาปลูกข้าวโพด และพืชสวนครัวริมแม่น้ำกก และใช้สารเคมีทางการเกษตรเช่น พ่นยาคลุมหญ้า  เดือนละประมาณ 1 -2 ครั้ง ส่วนชาวบ้านคนอื่นที่ทำการเกษตรโดยเฉพาะการปลูกข้าวโพด รอบๆหมู่บ้าน มีการใช้สารเคมี 3-4 ครั้งต่อการปลูกหนึ่งรอบเก็บเกี่ยว

    เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงแหล่งน้ำในการเกษตร และใช้ในชีวิตประจำวัน ชาวบ้านบอกว่าน้ำที่ใช้น้ำอุปโภค เช่น การอาบ ล้างจะใช้น้ำประปาหมู่บ้าน ส่วนน้ำที่ใช้ดื่ม บริโภคคือน้ำบรรจุขวด ที่ซื้อมากว่า 20 ปีแล้ว  ขณะที่ภาคการเกษตรจะใช้น้ำจากแม่น้ำกกเป็นแหล่งน้ำหลัก ขณะที่ชาวประมงที่หาปลา จะต้องลงน้ำเป็นปกติและกินปลาเป็นประจำเช่นเดียวกัน

    ภาพ : น้ำประปาของหมู่บ้านที่เคยสูบน้ำจากแม่น้ำโขง-กก ผลิตน้ำประปา

    ภาพ : น้ำประปาของหมู่บ้านที่เคยสูบน้ำจากแม่น้ำโขง-กก ผลิตน้ำประปา

    ชาวบ้านสบกก ยังกล่าวว่าหลังมีข่าวตรวจพบสารพิษในแม่น้ำกก หน่วยงานด้านนสาธารณสุขลงมาตรวจสุขภาพ ชาวบ้านอย่างน้อย 2 ครั้ง โดยครั้งแรกตรวจปัสสาวะ ซึ่งผลตรวจยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ และครั้งที่สองมาตรวจเล็บ โดยนักวิจัยได้ขอให้ตัดเล็บผ่านทางประธานอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) ในหมู่บ้านเข้ามาเก็บตัวอย่างเล็บ ซึ่งผลการตรวจของตัวเองพบสารหนูเกือบเกินค่ามาตรฐาน ขณะที่คนในหมูบ้าน จำนวน 6 คนพบสารหนูเกินค่ามาตรฐาน

    การตรวจพบสารหนู ตัวเองลงแม่น้ำหาปลา กินปลา และใช้สารเคมีทางเกษตร ตอนนี้จึงไม่รู้ว่ารับสารพิษจากไหน

    ด้านนายมนัสชัย ใจแดง ผู้ใหญ่บ้านสบกก ต.บ้านแซว อ.เชียงแสน จ.เชียงราย กล่าวว่าปกติน้ำที่ชาวบ้านบริโภคจะซื้อน้ำจากโรงงานน้ำดื่ม  ส่วนน้ำอุปโภคเป็นน้ำบาดาลใต้ดินขุดลึกประมาณ 50 เมตร ช่วงน้ำไม่พอใช้จะสูบน้ำจากแม่น้ำโขง บริเวณปากแม่น้ำกกมาใช้ ชาวบ้านเลิกใช้น้ำจากแม่น้ำโขงเมื่อมีข่าวตรวจพบสารหนูในแม่น้ำกกเมื่อเดือน เม.ย.68 ที่ผ่านมา หน่วยงานด้านสาธารณสุขจะมาตรวจน้ำประปาและแม่น้ำโขง หน่วยงานบอกว่า แม่น้ำโขงมีสารพิษบางครั้งเกินและบางครั้งไม่เกิน น้ำบาดาลหมู่บ้านที่ตรวจเกินค่ามาตรฐานอาจเพราะเครื่องกรองไม่ค่อยจะดี และพบสารตะกั่วในน้ำ

    ภาพ : นายมนัสชัย ใจแดง ผู้ใหญ่บ้านสบกก ต.บ้านแซว อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ให้ข้อมูลกับไทยพีบีเอส ถึงน้ำประปาหมู่บ้านที่ปนเปื้อนสารพิษชาวบ้าน

    ภาพ : นายมนัสชัย ใจแดง ผู้ใหญ่บ้านสบกก ต.บ้านแซว อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ให้ข้อมูลกับไทยพีบีเอส ถึงน้ำประปาหมู่บ้านที่ปนเปื้อนสารพิษชาวบ้าน

    ส่วนการตรวจเล็บที่พบสารหนูเกินค่ามาตรฐานจำนวน 6 คนในหมู่บ้าน ตัวเองจึงไม่แน่ใจว่าเกิดจากน้ำประปาหรือไม่ ขณะเดียวกันชาวบ้านก็ไม่ได้ดื่มหรือกินน้ำประปาหมู่บ้าน

    ชาวบ้านหาปลา ทำการเกษตร โดยทำเป็นอาชีพทั้งสองอย่าง จึงไม่รู้ว่าสารพิษมาจากแม่น้ำหรือสารเคมีทางการเกษตร หรือประปา

     ผู้ใหญ่บ้านสบกก กล่าวว่าตอนนี้อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาตรวจหาแหล่งที่มาของสารพิษให้แน่ชัดอย่างน้อยเดือนละ 1-2 ครั้ง เพราะตอนนี้ชาวบ้านมีความกังวล โดยอยากให้มาแก้ให้เร็วที่สุดคือน้ำประปาของหมู่บ้านเพราะชาวบ้านจะต้องใช้น้ำทุกวัน  เพราะศักยภาพของชุมชนไม่สามารถแก้ปัญหาได้ อย่างน้อยก็ต้องมีการกรองสารพิษก่อนแจกจ่ายไปใช้ในครัวเรือน

    หมู่บ้านริมแม่น้ำกกในตำบลดงมหาวัน อ.เวียงรุ้ง จ.เชียงราย เป็นอีกหนึ่งพื้นที่มีการเก็บตัวอย่างเล็บ ชาวบ้าน ต.ดงมหาวัน เปิดเผยว่า ทีมวิจัยมาเก็บตัวอย่างเล็บเมื่อ 1 เดือนที่ผ่านมาของคนในหมู่บ้าน 10 คน แต่ตัวเองเป็น 1 ใน 2 คนที่ตรวจพบสารหนูเกินค่ามาตรฐาน ต่อมาทางสาธารสุขจังหวัดเชียงรายได้มาสอบสวนโรคและบอกว่าสารหนูไม่เกินค่ามาตรฐาน

    ผู้สื่อข่าวสอบถามว่า สารหนูมาจากไหน? ชาวบ้าน ต.ดงมหาวัน ตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อนำน้ำประปาและปลาไปตรวจทุกเดือน ซึ่งผลก็อยู่ในเกณฑ์ปกติไม่เกินค่ามาตรฐาน ตัวเองไม่ได้ลงแม่น้ำกกมาเป็นปีนับตั้งแต่ตรวจพบเพราะกลัวสารพิษ และปลาก็ไม่ได้กิน ตัวเองมีอาชีพเกษตรกรรมปลูกข้าวโพด กว่า 40 ไร่ มานานกว่า 15 ปีใกล้กับแม่น้ำกกและสัมผัสสารเคมีทางการเกษตรเป็นบางครั้ง แม้ปัจจุบันมีการใช้โดรนฉีดพ่นสารเคมีแทน แต่ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้จะต้องลงแปลงเกษตรหลังพ่นยา บางครั้งก็ต้องผสมสารเคมีกำจัดศัตรูพืชเอง ส่วนน้ำที่ใช้ในการเกษตรปัจจุบันได้ใช้น้ำบาดาลแทน แต่บ่อน้ำก็อยู่ใกล้แม่น้ำกก รัศมีไม่เกิน 20-30 เมตร

    ภาพ : แปลงข้าวโพดกว่า 5,000 ไร่ริมแม่น้ำกก  ใน ต.เวียงเชียงรุ้ง อ.เวียงเชียงรุ้ง จ.เชียงราย

    ภาพ : แปลงข้าวโพดกว่า 5,000 ไร่ริมแม่น้ำกก ใน ต.เวียงเชียงรุ้ง อ.เวียงเชียงรุ้ง จ.เชียงราย

    เมื่อถามว่า มีการป้องกันตัวเองจากสารเคมีอย่างไรบ้าง? เช่น การสวมถุงถือ หรือหน้ากากหรือไม่ ระหว่างพ่นสารเคมี  ชาวบ้านได้ยกมือและเล็บที่ได้เก็บตัวอย่างเล็บไปตรวจให้ทีมข่าวดู

    เล็บที่นำไปตรวจ ไม่ได้สวมถุงมือระหว่างผสมสารเคมีกำจัดศัตรูพืช และนิ้วมือที่เป็นแผลก็มาจากการซ่อมรถ เพราะตัวเองเปิดร้านซ่อมรถด้วย

    เมื่อสอบถามว่า คาดว่าตัวเองอาจได้รับสารหนูจากไหน? ชาวบ้าน กล่าวว่าตั้งข้อสังเกตว่าตัวเองอาจได้รับจากการใช้สารเคมีจากการปลูกข้าวโพด  หรือ จากแหล่งน้ำอาจมาจากประปาหมู่บ้าน แต่ก็ไม่ได้ใช้ดื่มกิน  ส่วนแม่น้ำกกไม่ได้สัมผัสมานานนับปี จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งมาสำรวจหาแหล่งที่มาของสารพิษทางการเกษตร

    ภาพ : มือและเล็บของชาวบ้าน อ.เวียงเชียงรุ้ง จ.เชียงราย ที่นักวิจัยนำไปตรวจพบสารหนูในเล็บ

    ภาพ : มือและเล็บของชาวบ้าน อ.เวียงเชียงรุ้ง จ.เชียงราย ที่นักวิจัยนำไปตรวจพบสารหนูในเล็บ

    ทีมข่าวยังสำรวจรอบบ้านและร้านซ่อมรถของชาวบ้านที่พบค่าสารหนูเกินค่ามาตรฐาน  ยังพบภาชนะบรรจุสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ขณะเดียวกันรอบหมู่บ้านเป็นแหล่งปลูกข้าวโพดขนาดใหญ่ริมแม่น้ำกก มากกว่า 5,000 ไร่  

    ภาพ : บรรจุภัณฑ์สารเคมีทางการเกษตร พบเห็นของชาวบ้านที่ตรวจพบสารหนูในเล็บ ต.ดงมหาวัน อ.เวียงเชียงรุ้ง จ.เชียงราย

    ภาพ : บรรจุภัณฑ์สารเคมีทางการเกษตร พบเห็นของชาวบ้านที่ตรวจพบสารหนูในเล็บ ต.ดงมหาวัน อ.เวียงเชียงรุ้ง จ.เชียงราย

    ด้าน ดร.ศิริวรรณ กันติสินธุ์ หัวหน้าอาชีวอนามัยและความปลอดภัย สำนักวอชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ ม.แม่ฟ้าหลวง ทีมคณวิจัย เคยเปิดเผยว่างานวิจัยชิ้นนี้เป็นการศึกษาผลกระทบเบื้องต้นของประชาชนริมแม่น้ำกก มีการเก็บตัวอย่างเส้นผมของเด็กระหว่างอายุ 8 -12 ปี และเก็บตัวอย่างเล็บ อายุ 18 ปีขึ้นไป

    ผลการศึกษาพบว่าการตรวจพบสารหนูในตัวอย่างเล็บบ่งบอกว่ามีการสัมผัสกับสารพิษเป็นเวลานานระยะหนึ่ง ซึ่งจะคืนข้อมูลให้ชุมชน เพื่อเป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย

    ด้านนายแพทย์เอกชัย คำลือ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า หลังทราบคำสั่งผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย สั่งการให้เจ้าหน้าที่ ร่วมกับศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1/1 เชียงราย ลงพื้นสอบสวนเบื้องต้นใน 3 ตำบลในเชียงราย พร้อมลงเก็บตัวอย่างปัสสาวะชาวบ้านที่ตรวจเล็บพบสารหนูเกินค่ามาตรฐาน เพื่อเฝ้าระวังและหาแหล่งที่มาให้ชัดเจนถึงต้นกำเนิดของการพบสารหนูครั้งนี้

    นายแพทย์เอกชัย ยังกล่าวถึงการเฝ้าระวังสารหนูในช่วงที่ผ่านมาของจังหวัดเชียงราย เมื่อเดือน ก.ค.68 เคยมีการคัดกรองกลุ่มเสี่ยงราว 2 พันคน มีกลุ่มเสี่ยงราว 300 คน พบ 7 คนสารหนูเกินค่ามาตรฐาน  พบ 1 คน มีสารหนูอนินทรีย์ที่อันตราย  หลังจากนั้นตรวจซ้ำยังพบ 1 คนที่ยังเกินค่า เมื่อสำรวจพื้นที่รอบบ้านและกิจกรรมการเกษตรมีการใช้สารเคมีจำนวนมาก ส่วนการตรวจพบในเล็บล่าสุด (24 ก.พ.69) งานวิจัย ม.แม่ฟ้าหลวงจำนวน 16 คนที่มีค่าสารหนูเกินค่าจากงานวิจัย ถ้ายึดตามตัวเลของค์การอนามัยโลกจะมีผู้ตรวจพบเกินค่าเพียง 1 คน

     รศ.ดร.ธนพล เพ็ญรัตน์ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เสนอว่า หลังการตรวจพบควรทำแผนที่ความเสี่ยง โดยนำผู้ตรวจพบลงในแผนที่เพื่อกำหนดพื้นที่เสี่ยง และระบุให้ชัดเจนว่า สารหนูที่ตรวจพบมีค่าเป็นพิษ หรือไม่เป็นพิษ เพื่อเฝ้าระวังในชุมชน

    สอดคล้องกับ ผศ.ว่าน วิริยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระบุว่า สารหนูมีในทั้งธรรมชาติ หรือมาจากเหมืองแร่  อาจมาจากหลายแหล่งด้วย ที่ผ่านมามีการเก็บตัวอย่าง น้ำ พืช ปลาในแม่น้ำโขง อ.เชียงของ เห็นด้วยกับการทำแผนที่ความเสี่ยงเฝ้าระวัง

    ภาพ : ผศ.ดร.เสถียร ฉันทะ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มรภ.เชียงราย ทีมคณะวิจัยฯ

    ภาพ : ผศ.ดร.เสถียร ฉันทะ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มรภ.เชียงราย ทีมคณะวิจัยฯ

    ด้าน ผศ.ดร.เสถียร ฉันทะ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ข้อเสนอเชิงนโยบายจากงานวิจัยเรื่อง”การพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายสาธารณะโดยชุมชน กรณีศึกษาผลกระทบจากสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำกก จังหวัดเชียงราย ด้วย

    กระบวนการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ (Health Impact Assessment) (จากกรณีมีการตรวจพบสารหนูสะสมในเล็บและผมของกลุ่มตัวอย่าง งานวิจัยของทีม มฟล.+มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย) มีดังนี้

    1.ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายด้านสุขภาพ

      1) รัฐโดยหน่วยงานทางด้านสาธารณสุข องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องควรมีการจัดทำแผนบริหารจัดการความเสี่ยงทางสุขภาพ (Arsenic contaminate and health risk management) และการจัดทำแผนที่ความเสี่ยงทางสุขภาพของชุมชน (Health risk mapping of community) โดย

     1.1 การนำเอาข้อมูลกลุ่มเสี่ยงที่มีการตรวจพบสารหนูในร่างกายมาจัดทำแผนการบริหารจัดการเพื่อลดความเสี่ยงทางสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำที่มีการรายงานการปนเปื้อนสารหนู

     1.2 ควรจัดให้มีการตรวจสุขภาพประจำปีสำหรับประชาชนในพื้นที่เสี่ยง โดยคำนึงถึงปัจจัยเสี่ยงต่างๆที่มี (หรืออาจมี) ผลกระทบต่อสุขภาพและระบบจัดเก็บข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งให้ข้อเสนอแนะที่เป็น  ประโยชน์ในการรักษาและสร้างเสริมสุขภาพสำหรับประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย

    2.รัฐควรมีการสื่อสารความเสี่ยงทางสุขภาพที่จำเป็น (Health risk communication) และเหมาะสมดังนี้

     2.1 การจัดทำสื่อและช่องการสื่อสารความเสี่ยงทางสุขภาพที่เหมาะสมแก่ประชาชนทุกช่องทาง

     2.2 การจัดทำระบบศูนย์บริหารจัดการข้อมูลเพื่อใช้ประโยชน์ในการบริหารจัดการด้านต่างๆ โดยเฉพาะศูนย์ข้อมูลที่สามารถนำเอาไปใช้ประโยชน์ในการสื่อสาร การบริหารจัดการแก้ไขปัญหาในด้านต่างๆ ที่เกิดขึ้น ได้อย่างเหมาะสม

     2.3 การพัฒนาศักยภาพของชุมชน “ชุมชนจัดการตนเอง” ในการจัดการความเสี่ยงทางสุขภาพ เป็นการส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงได้เรียนรู้ โดยการส่งเสริมสนับสนุนจากภาครัฐ อปท. ภาคีเครือข่ายในการเรียนรู้ รับมือ ปรับตัวต่อสถานการณ์ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นและอยู่ร่วมกับปัญหาได้อย่างปลอดภัย

    3. การจัดทำมาตรการทางด้านการแพทย์และสุขภาพ

     3.1 ควรมีการจัดทำเกณฑ์มาตรฐานค่าสารหนูสะสมในร่างกายในการเฝ้าระวังทางสุขภาพของประเทศ เพื่อให้เป็นแนวทางในการนำไปใช้ในการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาเพื่อลดผลกระทบด้านต่างๆที่เกิดขึ้น

     3.2 การประกาศโรคพิษสารหนูเป็นโรคที่ต้องเฝ้าระวังโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่เสี่ยง และหลักการทางระบาดวิทยาจำเป็นอย่างยิ่งที่หน่วยงานทางด้านการแพทย์และสาธารณสุข ต้องนำมาใช้ในการสอบสวน ติดตาม เฝ้าระวังโรคพิษสารหนูในพื้นที่เสี่ยง

    4.การสร้างและพัฒนากลไกการบูรณาการการทำงานของหน่วยงานกระทรวงสาธารณสุข องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคีเครือข่ายในการแก้ไขปัญหาสารหนูที่มีผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงดังนี้

     4.1 รัฐควรสนับสนุนในการเพิ่มขีดความสามารถ และบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และองค์กรชุมชนในการป้องกันปัญหาคุกคามสุขภาพ โดยการจัดทำระบบและแผนปฏิบัติการเฝ้าระวังผลกระทบทาง สุขภาพและสิ่งแวดล้อม การจัดทำแผนพัฒนาชุมชนพื้นที่เสี่ยงและการสนับสนุนให้มีกิจกรรมทางสังคมต่างๆ ภายในชุมชนและระหว่างชุมชนลุ่มน้ำ

     4.2 รัฐควรส่งเสริม สนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและองค์กรชุมชนเพื่อศึกษาหารูปแบบในการจัดตั้งและการดำเนินการของคณะกรรมการกลางที่เหมาะสม โดยมีอำนาจหน้าที่ในการจัดระบบเฝ้าระวัง ตรวจสอบ แก้ไขและฟื้นฟู และชดเชยผลกระทบทางสุขภาพและสิ่งแวดล้อม รวมถึงการหารูปแบบและแนวทางในการจัดตั้งและการบริหารกองทุนคุ้มครองและฟื้นฟูสุขภาพสำหรับประชาชนในพื้นที่ และการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาในรูปแบบต่างๆ ที่เหมาะสมแต่ละพื้นที่ เช่น การสนับสนุนงบจากกองทุนหลักประกันสุขภาพท้องถิ่น การนำเสนอการทำงานในคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับตำบลระดับอำเภอ (พชต./พชอ.) เป็นต้น

    5.มาตรการลดความเสี่ยงสำหรับประชาชนที่ตรวจพบสารหนูในร่างกายควรมีมาตรการและแนวทางในการดูแลจากหน่วยงานรัฐ โดยกระทรวงสาธารณสุขควรมีมาตรการดำเนินการดังนี้

     5.1 ระบบการตรวจคัดกรองซ้ำ การตรวจยืนยันผลและส่งต่อผู้สัมผัสสารหนูที่ตรวจพบ (Referral system) เข้าสู่ระบบการดูแลรักษาพยาบาล โดยผลการตรวจจากงานวิจัยเป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้นเพื่อคัดกรอง ประชาชนกลุ่มเสี่ยงซึ่งรัฐโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องทำการตรวจยืนยันโดยวิธีการตามมาตรฐานทางการแพทย์เพื่อการดูแลรักษาตามกระบวนการที่เหมาะสมต่อไป

     5.2 ดำเนินการจัดตั้งระบบการเฝ้าระวังและสอบสวนโรคพิษสารหนู หรือดำเนินการทางระบาดวิทยาและประกาศให้พื้นที่เสี่ยงจากพิษสารหนูเป็นพื้นที่ต้องเฝ้าระวังและรายงานโรคตามหลักเกณฑ์โรคจากการ ประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม ตามพระราชบัญญัติโรคจากการประกอบอาชีพและโรคจากสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2562 เพื่อให้เกิดการติดตาม เฝ้าระวังผลกระทบทางสุขภาพของประชาชนในพื้นที่เสี่ยง จากการปนเปื้อนสารโลหะหนักเป็นพื้นที่ต้องเฝ้าระวังเป็นกรณีพิเศษ จนกว่าแหล่งกำเนิดมลพิษจะได้รับการแก้ไขระบบนิเวศแม่น้ำ ที่ปนเปื้อนได้รับการฟื้นฟูกลับสู่สภาวะปกติ

    2.ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายด้านสังคมและเศรษฐกิจ

      1) รัฐ สถาบันวิจัย และสถาบันการศึกษาที่เข้าไปศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบทางสุขภาพและสภาวะสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ ควรมีการเปิดเผยข้อมูลและผลการศึกษาให้กับประชาชนในพื้นที่และสาธารณชนได้รับทราบและควรเปิดโอกาสให้ประชาชน และภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วม ในการศึกษาวิจัยมากกว่าการให้ข้อมูลแต่เพียงอย่างเดียว

      2) รัฐควรมีมาตรการรองรับและเยียวยาผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจของประชาชน และผู้ประกอบการในพื้นที่เสี่ยงที่ได้รับผลกระทบจากการปนเปื้อนสารโลหะหนักในแม่น้ำ เช่น มีแผนรับมือผลกระทบและแนวทางการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบทางด้านการเกษตร การประมง การท่องเที่ยว เป็นต้น

      3) รัฐควรมีมาตรการลดผลกระทบทางเศรษฐกิจของประชาชน และผู้ประกอบการในพื้นที่เสี่ยงโดยมีแผนงาน มาตรการที่ยืดหยุ่น เหมาะสมทั้งในระยะเร่งด่วน และระยาว โดยมีการประกันความมั่นใจในความปลอดภัยแก่ประชาชน ผู้ประกอบการ และนักท่องเที่ยว เช่น การตรวจวัดความเข้มข้นของสารหนูในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยว โดยการมีหน่วยตรวจวัดชั่วคราวตรวจประจำวัน เพื่อสร้างความมั่นใจของประชาชน ผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยวเป็นต้น

    ภาพ : พื้นที่เกษตรกรรมริมน้ำ เกษตรกรยังใช้แม่น้ำกก เป็นแหล่งน้ำหลักในการเกษตร แม้จะตรวจพบสารพิษในแม่น้ำ

    ภาพ : พื้นที่เกษตรกรรมริมน้ำ เกษตรกรยังใช้แม่น้ำกก เป็นแหล่งน้ำหลักในการเกษตร แม้จะตรวจพบสารพิษในแม่น้ำ

    3.ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม

      1) รัฐควรเร่งแก้ปัญหาสารโหะหนัก (สารหนู) ปนเปื้อนในแหล่งน้ำอุปโภคบริโภคของประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำโดยเร่งด่วน ทั้งในแง่ของการช่วยเหลือด้านการจัดการจัดหาน้ำสะอาด การพัฒนาระบบการผลิตน้ำประปาในชุมชนหรือประปาหมู่บ้านที่ได้มาตรฐาน มีความปลอดภัย

      2) รัฐควรเร่งแก้ปัญหาสารโลหะหนักปนเปื้อนในแม่น้ำ โดยเร่งหาสาเหตุของการปนเปื้อน การจัดทำระบบเฝ้าระวังและควบคุม กำจัดมลพิษที่แหล่งกำเนิด และการป้องกันแหล่งน้ำมิให้ได้รับการปนเปื้อนจากมลพิษโดยผลักดันให้เป็นวาระแห่งชาติในการแก้ไขปัญหามลพิษข้ามพรมแดน

      3)รัฐควรให้ความสำคัญกับปัญหาการปนเปื้อนสารโลหะหนัก (สารหนู) ในแม่น้ำและสิ่งแวดล้อมและกำหนดหลักเกณฑ์บนฐานการเก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์และสังเคราะห์เพื่อประกาศเป็นเขตภัยพิบัติที่มีผลกระทบต่อสุขภาพอนามัย สังคม เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมต่อประชาชน เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้ความสำคัญ กับการปฏิบัติตามแผนป้องกันภัยฉุกเฉินร่วมกับชุมชนในพื้นที่เสี่ยง เพื่อให้เกิดความเข้าใจและลดผลกระทบทางสุขภาพจากการสารโลหะหนัก (สารหนู) ที่ปนเปื้อน

     4) เนื่องจากผลกระทบทางสุขภาพจากข้อมูลการวิจัยเป็นการสะท้อนจากชุมชน เจ้าหน้าที่สาธารณสุข องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้นำชุมชนในพื้นที่ศึกษา พบประเด็นความกังวลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแหล่งกำเนิดมลพิษภายในพื้นที่เอง โดยเฉพาะการใช้สารเคมีทางการเกษตร การจัดการขยะอันตรายและของเสียมีพิษในชุมชนร่วมด้วย มิใช่เฉพาะปัญหาการปนเปื้อนสารหนูจากแม่น้ำเท่านั้น

    การดำเนินการหามาตรการในการควบคุม กำกับ และจัดการมลพิษในชุมชนจึงเป็นประเด็นที่สำคัญอีกประเด็นหนึ่ง ที่รัฐจะต้องดำเนินการสนับสนุนการแก้ไขปัญหาต้นเหตุของแหล่งกำเนิดมลพิษในชุมชน รวมถึงมาตรการแนวทางการดำเนินการแบบมีส่วนร่วมและการสนับสนุนทรัพยากรทั้งงบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ องค์ความรู้อย่างเพียงพอในการจัดปัญหาที่เกิดขึ้นเพื่อลดผลกระทบทางสุขภาพของประชาชนในพื้นที่เสี่ยง

    ภาพ : แม่น้ำรวก-แม่น้ำโขง สีขุ่นเข้มในช่วงฤดูแล้ง สะท้อนพื้นที่ต้นน้ำยังปล่อยตะกอนดิน ที่อาจเกิดจากการทำเหมืองไหลลงสู่แม่น้ำโขงต่อเนื่อง

    ภาพ : แม่น้ำรวก-แม่น้ำโขง สีขุ่นเข้มในช่วงฤดูแล้ง สะท้อนพื้นที่ต้นน้ำยังปล่อยตะกอนดิน ที่อาจเกิดจากการทำเหมืองไหลลงสู่แม่น้ำโขงต่อเนื่อง

    ปัญหาสารพิษในจังหวัดเชียงราย เป็นปัญหามลพิษข้ามพรมแดน ล่าสุดภาคประชาชนได้ยื่นหนังสือกับผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เพื่อเสนอให้รัฐบาลไทยเร่งเจรจาแก้ปัญหาเหมืองแร่ในต้นน้ำประเทศเมียนมาที่คาดว่าเป็นสาเหตุหนึ่งของสารพิษในแม่น้ำ การตรวจพบสารหนูในร่างกายคนไม่ว่าจะมาจากแหล่งใด  กลายเป็นปัญหาภัยเงียบที่คุกคามสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อมของคนลุ่มแม่น้ำกกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  หากภาครัฐไม่เร่งแก้ปัญหา

    โกวิทย์  บุญธรรม ผู้สื่อข่าวไทยพีบีเอสภาคเหนือ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/503075&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2la_ailmQDaj3hVSA0pk0V

  • “ศศิกานต์” จี้รัฐ เร่งแก้ปมสนามบินตรัง 4.4 พันล้าน หลังสะพานเทียบเครื่องบินยังใช้ไม่ได้ ชี้ปล่อยยืดเยื้อ ใต้ฝั่งอันดามันเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ

    “ศศิกานต์” จี้รัฐ เร่งแก้ปมสนามบินตรัง 4.4 พันล้าน หลังสะพานเทียบเครื่องบินยังใช้ไม่ได้ ชี้ปล่อยยืดเยื้อ ใต้ฝั่งอันดามันเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ

    กรุงเทพฯ, วันที่ 8 มี.ค. – นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) เรียกร้องให้รัฐบาล กระทรวงคมนาคม และหน่วยงานด้านการบินที่เกี่ยวข้อง เร่งแก้ไขปัญหาการเปิดใช้งานสะพานเทียบเครื่องบินของท่าอากาศยานตรังโดยเร็ว หลังพบว่ายังไม่สามารถใช้งานได้จริง 100% ทั้งนี้ โครงการพัฒนาสนามบินตรังได้รับวงเงินกว่า 4,400 ล้านบาท ซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2562 เดิมตั้งเป้าเปิดใช้งานเต็มรูปแบบในปี 2567 แต่จนถึงขณะนี้หลายส่วนยังไม่สามารถใช้งานได้ครบ โดยเฉพาะสะพานเทียบเครื่องบิน ซึ่งกลายเป็นคอขวดสำคัญของสนามบิน

    นางสาวศศิกานต์ กล่าวว่า โครงการพัฒนาท่าอากาศยานตรังถือเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานด้านการบินสำคัญของภาคใต้ โดยอาคารผู้โดยสารหลังใหม่ได้เปิดให้บริการแบบ Soft Opening เมื่อเดือนกันยายน 2568 หลังจากโครงการล่าช้ามานานกว่า 4 ปี เนื่องจากผู้รับเหมาทิ้งงานและต้องดำเนินการจัดหาผู้รับเหมารายใหม่เข้ามาก่อสร้างต่อจนแล้วเสร็จ

    ปัจจุบันอาคารผู้โดยสารหลังใหม่มูลค่า 1,070 ล้านบาทได้เปิดใช้งานแล้ว แต่สะพานเทียบเครื่องบินซึ่งเป็นโครงสร้างสำคัญของสนามบินสมัยใหม่กลับยังไม่สามารถใช้งานได้ ส่งผลให้ผู้โดยสารยังต้องใช้การขึ้น–ลงเครื่องบินแบบภาคพื้น ส่งผลต่อความสะดวกสบาย และภาพลักษณ์ของสนามบินที่รัฐบาลตั้งใจยกระดับ ทั้งที่อาคารผู้โดยสารดังกล่าวถูกออกแบบให้รองรับผู้โดยสารได้ประมาณ 1.7 ล้านคนต่อปี เพื่อยกระดับศักยภาพท่าอากาศยานตรังให้เป็นประตูการเดินทางของฝั่งอันดามัน ซึ่งสะท้อนถึงการบริหารจัดการโครงการภาครัฐยังมีช่องว่างที่ต้องเร่งแก้ไข

    ทั้งนี้ มีรายงานจากพื้นที่ว่า ผู้อำนวยการท่าอากาศยานตรังได้ชี้แจงว่า การเปิดใช้งานสะพานเทียบเครื่องบินยังต้องรอขั้นตอนการอนุญาตจากหน่วยงานด้านการบินและหน่วยงานมาตรฐานความปลอดภัยก่อน จึงยังไม่สามารถเปิดใช้ได้ทันที โดยอาจต้องรอให้มีการประกาศอนุญาตอย่างเป็นทางการและคาดว่าอาจเปิดใช้งานได้ในช่วงปลายปี 2569

    อย่างไรก็ตาม รองโฆษก รทสช. มองว่า เหตุผลดังกล่าวยังไม่สามารถอธิบายความล่าช้าที่เกิดขึ้นได้อย่างเพียงพอ เนื่องจากโครงการพัฒนาสนามบินตรังใช้เวลายืดเยื้อมาหลายปีและใช้งบประมาณจำนวนมากจากภาษีของประชาชน “เมื่อรัฐลงทุนหลายพันล้านบาท โครงสร้างพื้นฐานควรถูกวางแผนให้สามารถใช้งานได้ทันทีหลังการก่อสร้างเสร็จสิ้น ไม่ใช่ปล่อยให้โครงการติดขัดอยู่ที่ขั้นตอนการขออนุญาตเป็นเวลานาน เพราะสุดท้ายผู้ที่เสียโอกาสคือประชาชนและเศรษฐกิจในพื้นที่”

    นางสาวศศิกานต์ กล่าวว่า จังหวัดตรังเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางสำคัญของการท่องเที่ยวทะเลอันดามัน มีแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก เช่น เกาะกระดาน เกาะมุก และถ้ำมรกต ขณะที่ปัจจุบันมีสายการบินหลักให้บริการเที่ยวบินระหว่างกรุงเทพฯ กับตรัง ได้แก่ Thai AirAsia, Nok Air และ Thai Lion Air รวมประมาณ 10 เที่ยวบินต่อวัน รองรับผู้โดยสารเฉลี่ยกว่า 1,500–1,600 คนต่อวัน นอกจากนี้ ในอนาคตรัฐยังมีแผนพัฒนาโดยเตรียมขยายทางวิ่งจาก 2,100 เมตร เป็น 2,990 เมตร ด้วยงบประมาณประมาณ 1,770 ล้านบาท เพื่อรองรับเครื่องบินขนาดใหญ่ และเพิ่มโอกาสในการเปิดเส้นทางบินระหว่างประเทศ

    “หากรัฐบาลมีเป้าหมายยกระดับสนามบินตรังให้เป็นประตูการบินของฝั่งอันดามันในอนาคต โครงสร้างพื้นฐานที่ลงทุนไปแล้วต้องสามารถใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ ไม่ควรปล่อยให้โครงการงบประมาณหลายพันล้านบาทติดขัดอยู่ที่ขั้นตอนการเปิดใช้งาน” นางสาวศศิกานต์ กล่าว และได้เรียกร้องให้กระทรวงคมนาคม กรมท่าอากาศยาน และหน่วยงานกำกับดูแลด้านการบิน เร่งตรวจสอบปัญหาและกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจนในการเปิดใช้งานสะพานเทียบเครื่องบินโดยเร็วที่สุด เพื่อให้ท่าอากาศยานตรังสามารถใช้ศักยภาพได้อย่างเต็มที่และสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในภาคใต้

    “จังหวัดตรังไม่ควรต้องเสียโอกาสเพราะความล่าช้าของระบบราชการ การเร่งแก้ปัญหานี้คือการปกป้องเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของทั้งภาคใต้” รองโฆษก รทสช.กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/282388&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3XabIakupDQH8qyhHrppYN

  • ‘ชยิกา’ ย้ำเพื่อไทยสานต่อนโยบายสตรีจาก ‘ยิ่งลักษณ์-แพทองธาร’

    ‘ชยิกา’ ย้ำเพื่อไทยสานต่อนโยบายสตรีจาก ‘ยิ่งลักษณ์-แพทองธาร’

    ‘ชยิกา’ ย้ำเพื่อไทยสานต่อนโยบายสตรีจาก ‘ยิ่งลักษณ์-แพทองธาร’

    'ชยิกา' ย้ำเพื่อไทยสานต่อนโยบายสตรีจาก 'ยิ่งลักษณ์-แพทองธาร'

    ‘ชยิกา’ ย้ำเพื่อไทยเดินหน้าสานต่อนโยบายสตรีจาก ‘รบ.ยิ่งลักษณ์-แพทองธาร’ สร้างโอกาสผู้หญิงและทุกเพศสภาพ เติบโตมั่นคงในสังคมที่เท่าเทียม

    • ชยิกา วงศ์นภาจันทร์ ระบุว่า พรรคเพื่อไทยยังคงสานต่อนโยบายจากรัฐบาลยิ่งลักษณ์และรัฐบาลแพทองธาร เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้หญิงและทุกเพศสภาพ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สิทธิ และความปลอดภัยในสังคม
    • ตัวอย่างนโยบายสำคัญ ได้แก่ “กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี” ที่ช่วยสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้ผู้หญิงทั่วประเทศ และโครงการ “Empower Young Women” ที่ส่งเสริมผู้หญิงรุ่นใหม่ด้านผู้ประกอบการ รวมถึงระบบ “One Stop Crisis Center (OSCC)” เพื่อช่วยเหลือผู้ถูกกระทำความรุนแรง
    • ชยิกามองว่า ภารกิจเพื่อผู้หญิงและทุกเพศสภาพยังต้องเดินหน้าต่อ เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในหลายมิติ พร้อมผลักดันให้สังคมไทยเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาส ปลอดภัย และเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียม

    ‘ชยิกา’ ย้ำเพื่อไทยเดินหน้าสานต่อนโยบายสตรีจาก ‘รบ.ยิ่งลักษณ์-แพทองธาร’ สร้างโอกาสผู้หญิงและทุกเพศสภาพ เติบโตมั่นคงในสังคมที่เท่าเทียม

    นางสาวชยิกา วงศ์นภาจันทร์ อดีตที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงความสำคัญของวันสตรีสากล และนโยบายสร้างโอกาสและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้หญิงของพรรคเพื่อไทยว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ได้เห็นความก้าวหน้าของผู้หญิงในหลายด้าน ทั้งโอกาสทางการศึกษา รายได้ สิทธิ และการรวมตัวของเครือข่ายผู้หญิงที่เข้มแข็งมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน โลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และความขัดแย้ง ก็ทำให้ปัญหาความรุนแรงต่อผู้หญิงและทุกเพศสภาพเปลี่ยนรูปแบบไปเช่นกัน แต่ประเทศไทย ก็มีนโยบายสำคัญที่ช่วยสร้างโอกาสและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้หญิงอย่างเป็นรูปธรรม และนโยบายเหล่านี้ก็เกิดขึ้นจากการทำงานอย่างมุ่งมั่นและต่อเนื่องของรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทย 

    ทั้ง “กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี” ที่ริเริ่มโดย “รัฐบาลยิ่งลักษณ์” เพื่อช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจของผู้หญิง ด้วยความเชื่อว่า หากผู้หญิงยังไม่สามารถยืนบนลำแข้งของตัวเองได้ ก็ยากที่จะต่อยอดไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตในด้านอื่น ๆ กองทุนนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการสร้างโอกาส สร้างรายได้ และสร้างความเข้มแข็งให้ผู้หญิงทั่วประเทศ ด้วยงบกองทุนหมุนเวียน จังหวัดละ 100 ล้าน 77 จังหวัด จนมีเครือข่ายกองทุนสตรีฯมากกว่า 14 ล้านคน ถึงวันนี้นโยบายดังกล่าวก็ยังได้รับการสานต่อโดย “รัฐบาลแพทองธาร” ด้วยงบประมาณกองทุนหมุนเวียน 1,500 ล้านบาท พร้อมต่อยอดไปสู่การสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้ผู้หญิงรุ่นใหม่ อย่างโครงการ “Empower Young Women” ที่เปิดพื้นที่ให้นักศึกษาหญิงได้เรียนรู้การเป็นผู้ประกอบการ ได้คิดโมเดลธุรกิจ ลงมือทำ และได้เห็นศักยภาพของตัวเองในฐานะพลังสำคัญของเศรษฐกิจและสังคมไทย จึงขอบคุณกรมพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ที่ยังดำเนินนโยบายดี ๆ ต่อเนื่องเพื่อผู้หญิง

    'ชยิกา' ย้ำเพื่อไทยสานต่อนโยบายสตรีจาก 'ยิ่งลักษณ์-แพทองธาร'

    นอกจากนั้น ใน “รัฐบาลยิ่งลักษณ์” ยังได้ริเริ่มแนวคิด “One Stop Crisis Center” หรือ OSCC ที่บูรณาการความช่วยเหลือผู้ถูกกระทำความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และผู้สูงอายุ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า การคุ้มครองผู้หญิงต้องไม่ใช่เพียงหลักการที่พูด แต่ต้องเป็นระบบที่เข้าถึงได้จริง ทันท่วงที และเท่าทันกับความรุนแรงในรูปแบบใหม่ ๆ

    นางสาวชยิกา ยังระบุว่า นี่เป็นเพียง 2 นโยบายตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมเพื่อผู้หญิง และเชื่อว่า ภารกิจเพื่อผู้หญิงและทุกเพศสภาพยังไม่จบ เพราะยังมีปัญหาความเหลื่อมล้ำอีกหลายด้านที่ต้องช่วยกันแก้ไข ทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม กฎหมาย และระบบคุ้มครองที่ต้องทำงานได้จริง

    'ชยิกา' ย้ำเพื่อไทยสานต่อนโยบายสตรีจาก 'ยิ่งลักษณ์-แพทองธาร'

    'ชยิกา' ย้ำเพื่อไทยสานต่อนโยบายสตรีจาก 'ยิ่งลักษณ์-แพทองธาร'

    'ชยิกา' ย้ำเพื่อไทยสานต่อนโยบายสตรีจาก 'ยิ่งลักษณ์-แพทองธาร'

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/862371&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw12HoYem4gPjmKjjdB2hBVu

  • สลด! สาวไรเดอร์รมควันดับ เซ่นพิษลงทุนทองคำสูญนับล้าน แบกภาระดูแลแม่ป่วย | เดลินิวส์

    สลด! สาวไรเดอร์รมควันดับ เซ่นพิษลงทุนทองคำสูญนับล้าน แบกภาระดูแลแม่ป่วย | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 7 มี.ค. พ.ต.ต.ณัฏฐ์ ศรีทา สว.สอบสวน สภ.เมืองจันทบุรี พร้อมชุดสืบสวน เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน แพทย์นิติเวช เข้าตรวจสอบเหตุสลดใจภายในบ้านเช่าหรูพื้นที่ หมู่ 9 ต.เกาะขวาง อ.เมือง จ.จันทบุรี หลังได้รับแจ้งพบหญิงสาวรมควันเสียชีวิตอยู่ภายในห้องนอน

    ในที่เกิดเหตุพบร่างน.ส.บี อายุ 35 ปี สภาพนอนเสียชีวิตอยู่บนเตียงนอน ภายในห้องยังมีกลิ่นควันลอยคละคลุ้ง และพบเตาปิ้งย่างวางอยู่ข้างประตู โดยยังมีเศษเถ้าถ่านที่เพิ่งมอดไหม้ และอุปกรณ์จุดไฟที่ถูกจัดเตรียมไว้ในห้องครัว เบื้องต้นแพทย์นิติเวชระบุเสียชีวิตมาแล้วประมาณ 10 ชั่วโมง ไม่พบร่องรอยการถูกทำร้ายหรือการรื้อค้นทรัพย์สิน

    จากการสอบถามเพื่อนชายผู้พบศพให้ข้อมูลว่า น.ส.บี เพิ่งย้ายมาเช่าบ้านหลังนี้ได้ประมาณ 1 เดือนเศษ โดยหันมาประกอบอาชีพขี่รถจักรยานยนต์ส่งอาหารและกำลังวางแผนจะรับแม่ที่ป่วยติดเตียงจากจ.ระยอง มาดูแลด้วยตนเอง ส่วนสาเหตุที่จูงใจให้เกิดเหตุสลดนั้น เพื่อนๆ คาดว่าอาจมาจากแรงกดดันเรื่องภาระทางการเงินที่สะสมมา

    โดยก่อนหน้านี้มีข้อมูลว่า ผู้ตายเคยนำเงินก้อนประมาณ 1 ล้านบาท ไปลงทุนในลักษณะเก็งกำไรราคาทองคำ ทว่าในช่วงก่อนที่จะเกิดสถานการณ์สงคราม ราคาในตลาดเกิดความผันผวนอย่างรุนแรงจนผิดทิศทาง ทำให้การลงทุนขาดทุนอย่างหนัก ต่อมาแม้จะได้รับเงินก้อนใหม่ประมาณ 5 แสนบาทจากทางครอบครัวอดีตสามีเพื่อมาตั้งตัวใหม่ แต่คาดว่าสภาวะการหมุนเวียนเงินที่ติดขัด ประกอบกับภาระที่หนักอึ้ง อาจทำให้เจ้าตัวเกิดความเครียดสะสมจนหาทางออกไม่ได้

    เพื่อนผู้ตายระบุเพิ่มเติมว่า เมื่อช่วงเย็นวันศุกร์ที่ 6 มี.ค. ที่ผ่านมา ยังไปทานอาหารสังสรรค์กับกลุ่มเพื่อนสนิทตามปกติ ซึ่ง น.ส.บี ไม่มีอาการซึมเศร้าหรือเล่าปัญหาทุกข์ใจให้ใครฟัง จนกระทั่งช่วงเช้าวันนี้เห็นผิดสังเกตที่เจ้าตัวไม่ตอบข้อความในกลุ่มไลน์ จึงขี่รถมาดูที่บ้านพบว่าไม่ได้ล็อกประตู เมื่อเข้าไปในบ้านกลับเจอควันไฟหนาทึบและพบร่างเพื่อนสาวนอนแน่นิ่งไปแล้ว

    ทั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะดำเนินการตรวจสอบหลักฐานในที่เกิดเหตุอย่างละเอียดอีกครั้ง พร้อมทั้งสอบปากคำญาติและผู้ใกล้ชิดเพื่อพิสูจน์ทราบชนวนเหตุที่แท้จริงต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5666584/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2RHyUzL0TmDAL5imarjnFr

  • นทท.เที่ยวเกาะช้างทะลัก 2 วันนับหมื่น ต่างชาติยังไม่กลับ หลังไฟล์ทบินเปลี่ยนแปลง

    นทท.เที่ยวเกาะช้างทะลัก 2 วันนับหมื่น ต่างชาติยังไม่กลับ หลังไฟล์ทบินเปลี่ยนแปลง

    วันที่ 8 มี.ค.69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางยังไม่ส่งผลกระทบกับการท่องเที่ยวของจังหวัดตราด หลังจากที่นักท่องเที่ยวเดินทางลงเที่ยวเกาะช้างกว่า 2 หมื่นคน และยังมีนักท่องเที่ยวต่างประเทศยังคงไม่เดินทางกลับ จากการที่ไฟล์ทบินมีการเปลี่ยนแปลง โดยช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์(วันที่ 7-8 มีนาคม 2569)ที่อำเภอเกาะช้างยังมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเดินทางมาท่องเที่ยวจำนวนมาก คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติจะมีมากกว่า 2 หมื่นคน

    โดยนักท่องเที่ยวต่างชาติยังคงท่องเที่ยวตามชายหาดต่างๆ และเช่ารถจักรยานยนต์เดินทางไปท่องเที่ยวตามจุดต่างๆ ส่วนนักท่องเที่ยวไทยที่มาทั้งเป็นกลุ่มและเป็นครอบครัว และนำรถยนต์มาต่างเดินทางกลับตั้งแต่ช่วงสายของวันที่ 8 มีนาคม 2569 ทำให้ต้องรอขึ้นเรือเฟอร์รี่นายกว่า 1 ชม. และในช่วงบ่ายรถยนต์ยังต้องรอลงเรือเฟอร์รี่นานกว่าช่วงสายทำให้ต้องรอนายเกินกว่า 1 ชม. ล่าสุดในเวลา 14.30 น.รถยนต์รอลงเรือเฟอร์รี่ติดยาวไปกว่า 1 กม. ซึ่งทางตำรวจสภ.เกาะช้างได้เข้ามาจัดระเบียบในเรื่อวการต่อคิวเพื่อไม่ให้เกิดปัญหา

    ว่าที่ร้อยตรีกรกฎ โอภาส ผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานตราด เปิดเผยว่า นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศที่เดินทางมาท่องเที่ยวในจังหวัดตราดขณะนี้ นักท่องเที่ยวต่างชาติกำลังทยอยเดินทางกลับ และเป็นช่วงนักท่องเที่ยวไทยที่จะเดินทางมาแล้ว ส่วนที่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่ยังอยู่ในเกาะช้างขณะนี้มีทั้งที่ยังไม่เดินทางกลับ และที่ได้รับผลกระทบจากไฟล์ทการเดินทางที่มีสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง อย่างไรก็ตาม นักท่องเที่ยวต่างชาติจะกลับไปได้ทั้งหมด ซี่งยอมรับว่า จำนวนนักท่องเที่ยวตั้งปีใหม่ 2569 ถึงวันนี้ที่เดินทางมาตราดและท่องเที่ยวในแหล่งท่องเที่ยวทั้ง 3 เกาะหลัก และในพื้นที่เมืองตราด ยังมีจำนวนเพิ่มขึ้นเล็กน้อย

    สำหรับแนวโน้มในปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 5.0 (โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 4.5 – 5.5) เมื่อเทียบกับปีก่อน จากอานิสงส์การเพิ่มจำนวนเที่ยวบินในช่วงเวลาเช้า ซึ่งช่วยเพิ่มความสะดวกและความคล่องตัวในการเดินทางของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะการเดินทางต่อเนื่องเพื่อขึ้นเรือไปท่องเที่ยว

    ยังเกาะต่าง ๆ ประกอบกับผู้ประกอบการเดินเรือมีแผนเพิ่มจำนวนเรือและขนาดเรือให้มีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้ในปริมาณที่เพิ่มขึ้น และเป็นปัจจัยสนับสนุนการขยายตัวของภาคการท่องเที่ยวในพื้นที่ในปี 2569

    ภูมิภาค-24

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/133557&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10dbMlWgnkZg9ZYKDZCXWj

  • ปลัด มท.สั่งผู้ว่าฯ 76 จังหวัด เดินเครื่องพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก

    ปลัด มท.สั่งผู้ว่าฯ 76 จังหวัด เดินเครื่องพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงการดำเนินภารกิจของกระทรวงมหาดไทยตามนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตามแนวทาง “มหาดไทย ทำ ทัน ที Action 5” ครอบคลุมภารกิจทั้งด้านส่งเสริมสนับสนุนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ การแก้ไขปัญหาข้อพิพาทไทย-กัมพูชา (ด้านการพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง) การป้องกันปราบปรามและแก้ไขปัญหายาเสพติด การเพิ่มศักยภาพการป้องกันสาธารณภัยและการฟื้นฟู ช่วยเหลือ เยียวยา และการป้องกันแก้ไขปัญหาความมั่นคงทุกรูปแบบ ซึ่งทั้ง 76 จังหวัดภายใต้การนำของผู้ว่าราชการจังหวัดได้บูรณาการภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ ทหาร ตำรวจ ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการอย่างเต็มกำลังและเกิดผลสัมฤทธิ์เป็นที่ประจักษ์ในห้วงเวลาที่ผ่านมา

    ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า เพื่อให้การขับเคลื่อนแนวทาง “มหาดไทย ทำ ทัน ที Action 5” เกิดประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นและทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์ในด้านเศรษฐกิจและสังคมเพิ่มมากขึ้น ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างรวดเร็วภายใต้หลักการทำงานที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ อันจะนำมาซึ่งความอยู่ดีกินดีและความสมบูรณ์พูนสุขอย่างยั่งยืน ตนจึงได้สั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ดำเนินการ “มหาดไทย ทำ ทัน ที Action 5” เน้นหนักเพิ่มเติม 2 ด้าน ได้แก่

    1. ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก การส่งเสริมอัตลักษณ์ชุมชน และการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ด้วยการบูรณาการกลไกของจังหวัด อำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สนับสนุนมาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ตามแนวทาง “ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้” ควบคู่กับการนำอัตลักษณ์ วัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และทุนทางสังคมของพื้นที่ ใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบ ดึงศักยภาพของจังหวัดมาเป็นฐานการเชื่อมโยงการท่องเที่ยวกับสินค้า บริการ และกิจกรรมทางเศรษฐกิจของชุมชน รวมทั้งผลักดันและส่งเสริมการพัฒนาสินค้า OTOP ผลิตภัณฑ์ชุมชน และการท่องเที่ยวชุมชนให้มีคุณภาพและมาตรฐาน โดยพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการผ่านการ Upskill และ Reskill ด้านการตลาด เทคโนโลยี การพัฒนาผลิตภัณฑ์ ช่องทางจำหน่าย และเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าและบริการทั้งในตลาดออนไลน์ และกิจกรรมทางการตลาดในระดับพื้นที่ รวมทั้งส่งเสริมการพึ่งพาตนเองด้านพลังงานในระดับชุมชน เพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย สร้างรายได้ และกระจายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจสู่ประชาชนในระดับเศรษฐกิจฐานรากอย่างทั่วถึง ต่อเนื่อง และยั่งยืน

    2. ด้านการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชนและสร้างความเข้มแข็งของชุมชน ด้วยการให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ทั้งการเข้าถึงสวัสดิการภาครัฐได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม การส่งเสริมและสร้างอาชีพ การแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัย และการศึกษา นอกจากนี้ ให้มีการพัฒนาสภาพแวดล้อมและพื้นที่ในชุมชนให้เหมาะสม เอื้ออำนวยต่อการอยู่อาศัยของประชาชนทุกกลุ่ม ทุกช่วงวัย โดยจัดให้มีพื้นที่สวนสาธารณะหรือปรับปรุงพื้นที่สวนสาธารณะให้มีมาตรฐานสำหรับประชาชนได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน การจัดการระบบบริหารจัดการน้ำเสียและบริหารจัดการขยะให้ได้มาตรฐานและถูกวิธี

    ปลัดกระทรวงมหาดไทย ย้ำว่า ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดใช้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายเป็นกลไกหลักในการกำกับสั่งการ และบูรณาการบุคลากร งบประมาณ ดำเนินการตามแนวทาง “มหาดไทย ทำ ทัน ที Action 5” ร่วมกับทุกภาคส่วนในพื้นที่ พิจารณาจัดเตรียมแผนงาน/โครงการและขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากช่องทางที่เหมาะสม โดยยึดถือประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง ปฏิบัติตามระเบียบ กฎหมาย มติคณะรัฐมนตรี และแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้อง มีการลงพื้นที่ติดตามและประเมินผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ตามพระโอวาทสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ องค์ปฐมเสนาบดี ที่ว่า “ลงพื้นที่ให้รองเท้าสึก ก่อนก้นกางเกงขาด” เพื่อให้มั่นใจว่าทุกโครงการที่ลงไปสู่พื้นที่นั้น สามารถตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน ช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกให้กับประชาชนและชุมชนเป็นรูปธรรมและยั่งยืนอย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/detail/9690000022815&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw32rXbq3evWtXJCfu9UlCne