Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “อนุทิน” โพสต์ภาพทีมเศรษฐกิจหน้าพนมรุ้ง พร้อม 4 รัฐมนตรีคู่ใจ ส่งสัญญาณ “ยิ้มสู้” วิกฤต

    “อนุทิน” โพสต์ภาพทีมเศรษฐกิจหน้าพนมรุ้ง พร้อม 4 รัฐมนตรีคู่ใจ ส่งสัญญาณ “ยิ้มสู้” วิกฤต

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/133587&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3tWVYa4uUjPLXYeE1szqpp

  • ตราดผนึกกำลังจัด “เอ็กซ์เรซ โอเชียน เกาะช้าง 2026” ดันเกาะช้างสู่เมืองท่องเที่ยวเชิงกีฬาระดับโลก

    ตราดผนึกกำลังจัด “เอ็กซ์เรซ โอเชียน เกาะช้าง 2026” ดันเกาะช้างสู่เมืองท่องเที่ยวเชิงกีฬาระดับโลก

    วันที่ 8 มีนาคม 2569 นายพีระ เอี่ยมโสภณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดตราด ร่วมกับ ว่าที่ร้อยตรีกรกฎ โอภาส ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานตราด, นายเนรมิต สงแสง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้าง, องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และบริษัท สปอร์ตเอ็กซ์โซลูชั่น จำกัด จัดงานแถลงข่าวประกาศความพร้อมในการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันวิ่งผจญภัยระดับนานาชาติ “XRACE OCEAN: KOH CHANG 2026” ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2 – 3 พฤษภาคม 2569 ณ บริเวณน้ำตกคลองพูล ต.เกาะช้าง อำเภอเกาะช้าง จังหวัดตราด โดยมีเป้าหมายสำคัญในการยกระดับจังหวัดตราดให้ก้าวสู่การเป็น Sports Tourism Destination ระดับสากล พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในช่วง Low Season (Green Season)

    นายพีระ กล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้ถือเป็นกลไกสำคัญภายใต้นโยบายส่งเสริม การท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Sports Tourism) ของจังหวัดตราด โดยผสานกิจกรรมกีฬาท้าทายเข้ากับเสน่ห์ของธรรมชาติบนเกาะช้าง ซึ่งมีทั้งผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์และท้องทะเลอันงดงาม ทางจังหวัดได้เตรียมความพร้อมอย่างรัดกุมในทุกด้าน ทั้งมาตรฐานความปลอดภัย ระบบการคมนาคม และที่พัก เพื่อรองรับนักกีฬาและผู้ติดตามกว่า 1,200 คน สำหรับรายการ XRACE OCEAN ไม่ใช่เพียงการแข่งขันวิ่งทั่วไป แต่เป็นการแข่งขันวิ่งผจญภัย(Adventure / Obstacle Race) ที่ออกแบบมาเพื่อท้าทายทั้งร่างกายและจิตใจของผู้เข้าร่วมการแข่งขัน

    นายสมชาย กูลแก้ว ตัวแทนผู้จัดงานจากบริษัท สปอร์ตเอ็กซ์โซลูชั่น จำกัด กล่าวว่า“การแข่งขันในปีนี้ได้ยกระดับมาตรฐานสู่ระดับสากล โดยนำระบบ Timing Chip ที่สามารถใช้งานได้ในสภาพแวดล้อมน้ำและโคลนมาใช้ในการจับเวลา พร้อมทีมกู้ภัยทางทะเล (Sea Rescue) ที่ดูแลความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด เสน่ห์สำคัญของสนาม XRACE บนเกาะช้าง คือด่านอุปสรรคที่สร้างจาก
    วัสดุธรรมชาติ และยังมี ‘ด่านลับ’ ที่จะสร้างความตื่นเต้นและเซอร์ไพรส์ให้กับนักกีฬาตลอดเส้นทางการแข่งขัน”การแข่งขันแบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลัก เพื่อรองรับนักกีฬาตั้งแต่ระดับมืออาชีพจนถึงผู้รักการออกกำลังกายทั่วไป ได้แก่
    AQUAMAN (Open Water Swimming)การแข่งขันว่ายน้ำในทะเลเปิด ระยะ 1K, 3K และ 5K SUPER AQUAMAN (Swim + Run + OCR) การแข่งขันที่รวมความท้าทายของการว่ายน้ำ วิ่ง และฝ่าด่านอุปสรรค ระยะ 5K (10 ด่าน), 10K (15 ด่าน) และ 15K (20 ด่าน)SUPER SPRINT (OCR) การแข่งขันวิ่งฝ่าด่านอุปสรรค สำหรับสายลุยโดยเฉพาะระยะ 5K, 10K และ 15KBEACH BAREFOOT SPRINT (3K Beach Run)กิจกรรมพิเศษ วิ่งเท้าเปล่าริมหาดคลองพร้าวจัดขึ้นในช่วงเย็นวันที่ 2 พฤษภาคม 2569ในด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติ นายเนรมิต สงแสง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้าง กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้ดำเนินภายใต้แนวคิด Eco-tourism Innovation โดยมีมาตรการบริหารจัดการขยะอย่างเข้มงวดตามแนวทาง Zero Waste เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้มากที่สุดนอกจากนี้ รายได้ส่วนหนึ่งจากการสมัครแข่งขันจะนำไปสมทบทุนให้แก่ “มูลนิธิผู้พิทักษ์ป่าและรักษาทะเล” เพื่อสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้างในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ

    ด้านนายกรกฎ โอภาส ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานตราด กล่าวว่าไฮไลต์สำคัญของการแข่งขันอย่าง Open Water Swimming ในทะเลเปิดของเกาะช้าง จะช่วยสร้างประสบการณ์ Unseen ที่แตกต่าง และสามารถสร้างการบอกต่อผ่าน Viral Marketing ได้อย่างรวดเร็ว

    โดย ททท. ได้สนับสนุนการใช้ตราสัญลักษณ์ Amazing Thailand เพื่อร่วมประชาสัมพันธ์และดึงดูดนักท่องเที่ยวสาย Adventure จากทั่วโลก ผู้ที่สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมการแข่งขันและดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
    www.xraceasia.comหรือสามารถติดตามข่าวสารได้ทาง Facebook Page: XRACE

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/133591&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3PSXL68W6FSqTYDWoQxc9r

  • ศึกตะวันออกกลางดันตั๋วบินพุ่ง ท่องเที่ยวไทยเสี่ยงสูญรายได้เกือบ 3 แสนล้าน

    ศึกตะวันออกกลางดันตั๋วบินพุ่ง ท่องเที่ยวไทยเสี่ยงสูญรายได้เกือบ 3 แสนล้าน

    ศึกตะวันออกกลางดันตั๋วบินพุ่ง ท่องเที่ยวไทยเสี่ยงสูญรายได้เกือบ 3 แสนล้าน

    นายชัย อรุณานนท์ชัย ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) เปิดเผยว่า หลังเกิดเหตุสู้รบในตะวันออกกลางต่อเนื่องกว่า 1 สัปดาห์ ภาคการท่องเที่ยวเริ่มได้รับผลกระทบโดยตรง ทั้งด้านต้นทุนการเดินทางและความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวต่างชาติ 

    ปัจจัยสำคัญมาจากการปิดน่านฟ้าในบางพื้นที่ ทำให้สายการบินจำนวนมากต้องยกเลิกหรือปรับเปลี่ยนเส้นทางบิน 

    โดยเฉพาะเที่ยวบินระยะไกลจากยุโรปที่ปกติใช้เมืองศูนย์กลางการบินในตะวันออกกลาง เช่น ดูไบ อาบูดาบี และโดฮา เป็นจุดพักเครื่อง ส่งผลให้ค่าตั๋วเครื่องบินในเส้นทางระยะไกลปรับเพิ่มขึ้นเกือบ 100% 

    ทั้งนี้ สทท.ประเมินเบื้องต้นว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อเป็นเวลา 1 เดือน ตลอดเดือนมีนาคมนี้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยอาจลดลงไม่น้อยกว่า 300,000 คน โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวจากยุโรปและตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นตลาดหลักของการเดินทางระยะไกล ส่งผลให้รายได้จากการท่องเที่ยวหายไปเกือบ 300,000 ล้านบาท

    “ผลกระทบดังกล่าวอาจทำให้ภาพรวมการท่องเที่ยวไทยในปี 2569 ต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ โดย สทท. คาดว่าทั้งปีจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยประมาณ 33 ล้านคน ต่ำกว่าเป้าหมายของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่ตั้งไว้ 36.7 ล้านคน แม้จะยังอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปี 2568 ก็ตาม”

    อย่างไรก็ตาม เพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว ภาคการท่องเที่ยวมีแนวโน้มปรับกลยุทธ์หันไปทำตลาดระยะใกล้มากขึ้น เช่น อินเดีย มาเลเซีย สิงคโปร์ ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย เพื่อชดเชยนักท่องเที่ยวจากยุโรปและตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มชะลอตัว

    นายชัย กล่าวว่า วิกฤติความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังส่งผลด้านบวกบางส่วน โดยเฉพาะกลุ่มชาวต่างชาติที่มีกำลังซื้อสูงจากอิสราเอลและประเทศตะวันออกกลาง ซึ่งเริ่มเดินทางเข้ามาพำนักระยะยาวในไทย และลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เช่น วิลล่าบนเกาะสมุยและภูเก็ตเพิ่มขึ้น

    ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการท่องเที่ยวเสนอให้ภาครัฐพิจารณามาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติม เช่น การลดภาษี การตรึงราคาพลังงาน รวมถึงมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำและการผ่อนปรนเงื่อนไขจากสถาบันการเงิน เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบจากวิกฤติที่เกิดจากปัจจัยภายนอก ซึ่งผู้ประกอบการไม่สามารถควบคุมได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/653308&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2g-JQeCJNmtrrLpF9PhMsn

  • ท่องเที่ยวปลอดภัย! เชียงใหม่มัดรวมพลังชุมชนเชื่อมนโยบายแอ๋วเหนือม่วนใจ๋

    ท่องเที่ยวปลอดภัย! เชียงใหม่มัดรวมพลังชุมชนเชื่อมนโยบายแอ๋วเหนือม่วนใจ๋

    สสส. สานพลัง ‘ทีมเชียงใหม่’ ดันเป็นพื้นที่ต้นแบบจังหวัด CBTx แก้ปัญหายาเสพติดด้วยพลังชุมชน เชื่อมนโยบายแอ๋วเหนือม่วนใจ๋ท่องเที่ยวปลอดภัย

    8 มี.ค.2569 – มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาการเรียนรู้ (มสวร.) ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดเวทีประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อขยายผลการขับเคลื่อนชุมชนล้อมรักษ์ในระดับจังหวัด ณ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อสร้างจังหวัดต้นแบบการแก้ไขปัญหายาเสพติดที่ใช้พลังชุมชนเป็นศูนย์กลางโดยใช้กระบวนการ CBTx ผ่านกลไกคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.) ครั้งนี้เป็นการเปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมพูดคุย แลกเปลี่ยน และวางแผนการป้องกันแก้ไขปัญหาร่วมกัน

    พร้อมทั้งสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมการดูแลและบำบัดฟื้นฟูผู้ใช้สารเสพติด รวมถึงเสริมศักยภาพผู้นำชุมชนและแกนนำในพื้นที่ให้สามารถมีบทบาทในการช่วยดูแลและฟื้นฟูสมรรถนะของผู้ผ่านการบำบัดเมื่อกลับสู่ชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเชื่อมสู่นโยบายเมืองแห่งการท่องเที่ยวที่ปลอดภัยของคนทั่วโลก

    นางสาวรุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สสส. กล่าวว่า เรามุ่งเน้นการฟื้นฟูผู้ใช้สารเสพติดควบคู่กับการป้องกันไม่ให้กลับไปเสพซ้ำภายใต้เป้าหมายสำคัญคือการช่วยให้ผู้ผ่านการบำบัดสามารถหลุดพ้นจากภาวะสมองติดยาเสพติดได้อย่างยั่งยืนในระยะเวลา 1 ปี ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาสำคัญในการสร้างโอกาสให้ผู้บำบัดสามารถกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้ตามปกติ โดย สสส. ให้ความสำคัญกับการใช้ชุมชนเป็นกลไกหลักในการดูแลผู้บำบัด และส่งเสริมให้ชุมชนลุกขึ้นมามีบทบาทในการดูแลคนในพื้นที่ของตนเอง สำหรับพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ถือเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่มีความเข้มแข็งในการขับเคลื่อนงานด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยมีกลไก พชอ. ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบตั้งแต่ระดับจังหวัด อำเภอ ไปจนถึงระดับชุมชนและหวังยกระดับพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่เป็นต้นแบบในการติดตามดูแลผู้ใช้สารเสพติดตลอดระยะเวลา 1 ปี พร้อมทั้งรวบรวมบทเรียนและนวัตกรรมจากการทำงานในพื้นที่นำไปขยายผลสู่จังหวัดอื่น ๆ ทั่วประเทศต่อไป เพื่อสร้างระบบการดูแลที่ยั่งยืนและช่วยให้ผู้ผ่านการบำบัดสามารถกลับมาเป็นพลังสำคัญของชุมชนได้อีกครั้ง

    “เมื่อผู้บำบัดผ่านกระบวนการบำบัดฟื้นฟูและกลับคืนสู่ชุมชน คนในชุมชนจึงเป็นกำลังสำคัญในการช่วยฟื้นฟูสมรรถนะทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสังคม รวมถึงจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ที่ช่วยให้ผู้ผ่านการบำบัดสามารถปรับตัวอยู่ร่วมกันได้กับทุกคนและไม่กลับไปเสพซ้ำได้เป็นสิ่งสะท้อนได้ว่าชุมชนนั้นจะปลอดภัยด้วย” นางสาวรุ่งอรุณ กล่าว

    นายศิวะ ทมิกานนท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า สถานการณ์การปราบปรามยาเสพติดของจังหวัดเชียงใหม่ในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้กระทำความผิดในคดีลักลอบขนยาเสพติดกว่า 25 ล้านเม็ด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการลักลอบขนในลักษณะขบวนการรายใหญ่ มีเป้าหมายส่งต่อไปยังพื้นที่ส่วนกลางและภูมิภาคอื่นของประเทศ จังหวัดได้เพิ่มความเข้มงวดในการตั้งจุดตรวจ จุดสกัด ในเส้นทางสำคัญพร้อมนำรถเอกซเรย์เคลื่อนที่มาใช้สนับสนุนการปฏิบัติงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจค้นและสกัดกั้นการลักลอบลำเลียงยาเสพติดอย่างต่อเนื่อง ส่วนของการดูแลผู้ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหายาเสพติด เรามีกระบวนการบำบัดรักษาและการคืนคนดีสู่สังคม โดยผู้ป่วยยาเสพติดในระดับสีแดงที่ผ่านกระบวนการบำบัดรักษาตามระบบสาธารณสุขแล้ว และมีความพร้อมในการกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ จะได้รับการส่งต่อกลับสู่ชุมชนภายใต้การดูแลของเครือข่ายในพื้นที่

    “จังหวัดเชียงใหม่ยังคงมุ่งมั่นดำเนินมาตรการรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยในทุกมิติ โดยมีการทำงานร่วมกันของทุกหน่วยงานภายใต้ทีมเชียงใหม่ ที่บูรณาการทั้งด้านข้อมูล การป้องกัน และการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยวว่า จังหวัดเชียงใหม่มีมาตรการดูแลความปลอดภัยอย่างเข้มแข็งและรอบด้านในทุกมิติ”นายศิวะ ระบุ.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/district-news/959680/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-vnHwIvkvIj1Li3a0w-R_

  • หวังอี้เตือนแยกตัวทางเศรษฐกิจ-เทคโนโลยีอาจย้อนสร้างผลเสีย ย้ำจีนยังเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก

    หวังอี้เตือนแยกตัวทางเศรษฐกิจ-เทคโนโลยีอาจย้อนสร้างผลเสีย ย้ำจีนยังเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก

    ปักกิ่ง, 8 มี.ค. ซินหัว รายงานว่า — วันอาทิตย์ (8 มี.ค.) หวังอี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน แถลงข่าวนอกรอบการประชุมครั้งที่ 4 ของสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติ (NPC) ชุดที่ 14 โดยเตือนว่าการที่บางประเทศใช้นโยบายกีดกันทางการค้าและผลักดันการแยกตัวทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีนั้นจะย้อนส่งผลเสียต่อตนเองในท้ายที่สุด

    หวัง เผยว่า การแสวงหาลัทธิกีดกันทางการค้าเปรียบเสมือนการขังตัวเองไว้ในห้องมืด มันอาจกันลมและฝนได้ แต่ก็ปิดกั้นแสงสว่างและอากาศด้วยเช่นกัน โดยชี้ว่าปัญหาที่เผชิญอยู่ในโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจสามารถแก้ไขได้ต่อเมื่อมีการพัฒนาที่ยั่งยืนมากขึ้น และการกำกับดูแลที่เป็นธรรมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น วิสัยทัศน์ของจีนในการส่งเสริมโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจที่เป็นประโยชน์และครอบคลุมทั่วถึงนั้นมุ่งขยายสัดส่วนโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจและแบ่งปันอย่างเป็นธรรม

    หลักการสำคัญคือการไม่ทิ้งประเทศใดไว้ข้างหลังและยับยั้งการขยายตัวของช่องว่างความเหลื่อมล้ำ ซึ่งแนวทางสู่ความสำเร็จคือการสนับสนุนให้แต่ละประเทศดึงจุดแข็งของกันและกันออกมา และแบ่งปันโอกาสผ่านการเปิดกว้างทางเศรษฐกิจ เพื่อมุ่งสู่การพัฒนาและสร้างความสำเร็จร่วมกันบนพื้นฐานของผลประโยชน์ที่สอดคล้องกัน

    นอกจากนี้ หวังระบุว่าจีนจะยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกที่มั่นคงที่สุด โดยในช่วงห้าปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจของจีนเติบโตเฉลี่ยปีละร้อยละ 5.4 คิดเป็นราวร้อยละ 30 ของการเติบโตเศรษฐกิจโลก ซึ่งมากกว่าส่วนแบ่งของกลุ่มประเทศ G7 รวมกัน

    หวัง กล่าวว่า ในฐานะตลาดผู้บริโภคที่มีศักยภาพและเป็นเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่ใหญ่ที่สุด จีนมีปัจจัยเกื้อหนุนที่โดดเด่นในการรักษาภาพรวมเศรษฐกิจในระยะยาวให้เป็นบวก และมีแนวโน้มการเติบโตอันยั่งยืนที่แข็งแกร่งกว่า พร้อมย้ำว่าความยิ่งใหญ่ของประเทศใดประเทศหนึ่งนั้นวัดได้จากการสร้างประโยชน์แก่ส่วนรวม ซึ่งจีนจะเดินหน้าขยายการเปิดกว้างที่มีมาตรฐานสูง เพื่อยกระดับบทบาทจากการเป็นเพียง “โรงงานของโลก” สู่การเป็น “ตลาดของโลก” อย่างเต็มตัว

    หวัง ระบุว่า จีนมุ่งมั่นสนับสนุนการเปิดเสรีและการเกื้อหนุนทางการค้าและการลงทุน รักษาเสถียรภาพและความราบรื่นของห่วงโซ่อุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก สนับสนุนระบบการค้าพหุภาคีที่มีองค์การการค้าโลก (WTO) เป็นศูนย์กลาง รวมทั้งปกป้องระเบียบเศรษฐกิจและการค้าที่เป็นธรรมและเปิดกว้าง ซึ่งประชาคมโลกสามารถเชื่อมั่นได้ว่าจีนจะเดินหน้าสร้างคุณประโยชน์ใหม่ๆ เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจโลกให้แข็งแกร่งและยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/67831&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zL_BFE4qeAcnYdoS40ZAQ

  • ผู้เชี่ยวชาญมอง

    ผู้เชี่ยวชาญมอง

    ปักกิ่ง, 8 มี.ค. ซินหัว รายงานว่า — แนวโน้มเศรษฐกิจจีนได้รับความสนใจจากทั่วโลกอย่างใกล้ชิดขณะที่ปี 2026 เป็นปีเริ่มต้นของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 (2026-2030) ของจีน รายงานการปฏิบัติงานของรัฐบาลจีนที่เสนอต่อสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติ (NPC) ในวันพฤหัสบดี (5 มี.ค.) ได้กำหนดเป้าหมายการเติบโตในปี 2026 ไว้ที่ร้อยละ 4.5-5 ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นในเส้นทางการพัฒนาของจีน

    กลุ่มผู้สังเกตการณ์จากต่างประเทศมองว่าเป้าหมายดังกล่าวมีความเป็นเชิงรุกและเน้นผลลัพธ์ที่ทำได้จริง โดยระบุว่าการมุ่งรักษาอัตราการเติบโตในระดับที่เหมาะสม ควบคู่ไปกับการให้ความสำคัญกับคุณภาพและการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง แสดงให้เห็นว่าจีนมีเป้าหมายที่จะสร้างเสถียรภาพให้กับปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ และรักษาแรงขับเคลื่อนเพื่อการเติบโตในระยะยาว

    กรอบการเติบโตที่เหมาะสม

    การกำหนดเป้าหมายการเติบโตต้องอาศัยการสร้างสมดุลระหว่างปัจจัยที่หลากหลาย โดยเฉพาะในสภาวะที่สภาพแวดล้อมภายนอกมีความผันผวน การรักษาระดับเศรษฐกิจให้อยู่ในกรอบที่เหมาะสมจึงช่วยสร้างเกราะป้องกันสำหรับรับมือความไม่แน่นอน สร้างเงื่อนไขเพื่อการปฏิรูปเชิงโครงสร้างอย่างลึกซึ้ง และเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่กลไกขับเคลื่อนการเติบโตใหม่

    เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกในปี 2026 จะเติบโตที่ร้อยละ 3.3 ขณะที่กลุ่มประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้วจะขยายตัวเพียงร้อยละ 1.8 ซึ่งเซลชุก โคลาโคกลู ผู้อำนวยการศูนย์เอเชีย-แปซิฟิกศึกษาในกรุงอังการา ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวซินหัวว่าเป้าหมายการเติบโตของจีนในครั้งนี้จะทำให้ผลการดำเนินงานทางเศรษฐกิจของจีนอยู่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลก ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญในการสร้างเสถียรภาพและการพัฒนาเศรษฐกิจโลก

    ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าหัวใจสำคัญของเป้าหมายการเติบโตในครั้งนี้คือการกำหนดทิศทางการพัฒนาสำหรับช่วง 5 ปีข้างหน้า โดยอัตราการเติบโตที่เหมาะสมจะช่วยเปิดโอกาสให้เกิดการปฏิรูป การปรับเปลี่ยนโครงสร้าง และการลดทอนความเสี่ยงต่างๆ อีกทั้งวางรากฐานการเติบโตให้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยมุ่งเน้นไปที่การขยายความต้องการภายในประเทศ การยกระดับผลิตภาพรวม ตลอดจนการเสริมสร้างขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม

    ส่งสัญญาณสู่การพัฒนาคุณภาพสูง

    ผู้สังเกตการณ์จากต่างประเทศตั้งข้อสังเกตว่าเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจข้างต้นไม่ใช่เพียงตัวเลขชี้วัดเชิงปริมาณ แต่ยังเป็นสัญญาณที่ชัดเจนถึงแนวทางการพัฒนาในอนาคต ซึ่งจะช่วยให้ทุกภาคส่วนมุ่งเป้าไปที่การพัฒนาคุณภาพสูง พร้อมทั้งส่งเสริมการยกระดับและเพิ่มประสิทธิภาพโครงสร้างทางเศรษฐกิจ

    ภากร กัทชลี อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งติดตามพัฒนาการทางเทคโนโลยีของจีนมาอย่างยาวนาน กล่าวถึงโครงการริเริ่ม “ข้อมูลตะวันออก การประมวลผลตะวันตก” (East Data, West Computing) ซึ่งเป็นโครงการระดับชาติที่มุ่งบริหารจัดการทรัพยากรด้วยการส่งต่องานประมวลผลข้อมูลมหาศาลจากพื้นที่ฝั่งตะวันออก ไปยังพื้นที่ฝั่งตะวันตกซึ่งอุดมไปด้วยทรัพยากรพลังงาน

    ภากรกล่าวว่าสิ่งนี้คือตัวอย่างที่ชัดเจนของการพัฒนาพลังการผลิตใหม่ที่มีคุณภาพให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ โดยมุ่งเน้นการปั้นอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงอย่างสอดคล้องตามทิศทางการพัฒนาในอนาคต โดยอาศัยทรัพยากรที่มีอยู่ในแต่ละภูมิภาค

    ทั้งนี้ หลักการพัฒนาคุณภาพสูงไม่เพียงแต่กำลังปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจจีน แต่ยังกำลังกำหนดนิยามใหม่ให้กับภูมิทัศน์นวัตกรรมระดับโลกและเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนจึงทำหน้าที่เป็นปัจจัยสร้างเสถียรภาพ ช่วยสร้างความชัดเจนให้กับความคาดหวังของตลาดและเสริมสร้างความเชื่อมั่นในระดับสากล พร้อมทั้งเติมเต็มความแน่นอนที่ประชาคมโลกกำลังต้องการอย่างยิ่งในขณะนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/67830&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1HAT8jUtgOWRlt6cR8W2SA

  • ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (9 มี.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (9 มี.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (9 มี.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (9 มี.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศปรับลดราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ 30 สตางค์ต่อลิตร

    ขณะที่ราคาน้ำมันดีเซลไม่มีการเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่วันที่ 18 ก.พ. 69 

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นพรุ่งนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันเบนซิน

    • เบนซิน ลิตรละ 39.14 บาท
    • ซุปเปอร์เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 40.04 บาท (โออาร์)
    • แก๊สโซฮอล์ 97  ลิตรละ 49.54 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 30.55 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 30.18 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 28.34 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E85 ลิตรละ 26.29 บาท

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 29.94 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 30.44 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลS ลิตรละ 45.64 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 29.94 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (9 มี.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) ที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/653276&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CfU8Eqrz6BgLopNkPkxU-

  • “Portfolio” ตัวสะท้อนความเหลื่อมล้ำ การเข้าถึงการศึกษาไทย 

    “Portfolio” ตัวสะท้อนความเหลื่อมล้ำ การเข้าถึงการศึกษาไทย 

    “Portfolio” ตัวสะท้อนความเหลื่อมล้ำ การเข้าถึงการศึกษาไทย เมื่อเด็กโรงเรียนใหญ่ มีทุนทรัพย์มีโอกาสสะสมผลงาน มากกว่าเด็กโรงเรียนห่างไกล ยากจน

    ระบบการคัดเลือกนักเรียนเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยของประเทศไทยในปัจจุบัน อยู่ภายใต้ระบบการคัดเลือกกลางบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาของประเทศไทย (Thai University
    Central Admission System) หรือ TCAS  โดยแบ่งออกเป็น 4 รอบ คือ 

    1. Portfolio เน้นการพิจารณา ความสามารถพิเศษ กิจกรรม ผลงาน รางวัล หรือเกรดเฉลี่ย โดยไม่มีการสอบข้อเขียน 
    2. Quota เน้นพื้นที่ เครือข่ายสถานศึกษา หรือความสามารถเฉพาะด้าน 
    3. Admission ใช้คะแนนสอบกลาง
    4. Direct Admission เป็นรอบสุดท้ายสำหรับสถาบันที่ยังมีที่นั่งคงเหลือ
    สภาพัฒน์
    เมื่อ Portfolio กลายเป็นตัวสะท้อนความเหลื่อมล้ำของการเข้าถึงการศึกษาไทย

    และในทางปฏิบัติ รอบ Portfolio กำลังกลายเป็นช่องทางการรับสมัครหลัก ของมหาวิทยาลัยไทย
    โดยสัดส่วนการรับสมัครเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก  21.5% ในปี 2561 เป็น  36.3% ในปี 2568 ขณะที่รูปแบบการรับสมัครอื่นมีแนวโน้มลดลงทั้งหมด และบางมหาวิทยาลัยเปิดรอบ Portfolio ซ้ำหลายรอบ

    และถ้าเจาะไปที่ รอบ Portfolio มีข้อมูลจากรายงานภาวะสังคมไทยไตรมาส 4/2568 สภาพัฒน์ ระบุว่า  รอบ Portfolio กลายเป็นรูปแบบการคัดเลือกเข้าศึกษาต่อระดับมหาวิทยาลัยที่ช่วยให้สถาบันอุดมศึกษาได้ผู้สมัครที่มีศักยภาพ โดดเด่นและสอดคล้องกับความต้องการของสาขาวิชา

    แต่ภายใต้การปั้น Portfolio การสะสมผลงานเหล่านั้น พบว่า  ระบบ Portfolio กลับมีแนวโน้มคัดเลือกคนเก่งที่มีต้นทุนสูง มากกว่าคนมีศักยภาพอย่างแท้จริง และอาจซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาของเด็กไทยบางกลุ่ม โดยมองว่า รอบ Portfolio มีแนวโน้มคัดเลือกคนเก่งที่มีต้นทุนสูง มากกว่าคนมีศักยภาพอย่างแท้จริง ดังนี้ 

    เกณฑ์การยื่น Portfolio สูงขึ้นและเฉพาะตัวมากขึ้น บางคณะที่เป็นคณะเฉพาะอย่าง คณะแพทยศาสตร์ และวิศวกรรมศาสตร์ มีการปรับเกณฑ์การรับสมัครที่เข้มข้น เฉพาะเจาะจงมากขึ้น เช่น ผู้สมัครต้องมีประสบการณ์จากโครงการหรือการแข่งขันโอลิมปิกวิชาการ มีโครงงานวิจัยหรือผลงานในสาขาที่เกี่ยวข้อง และมีคะแนนสอบภาษาในระดับสูง เช่น IELTS ไม่น้อยกว่า 7.0 หรือ TOEFL (Internet-Based) ไม่น้อยกว่า 100 คะแนน ซึ่งเหมือนเป็นการผลักภาระไปที่ต้นทุนของผู้สมัคร ทั้งค่าใช้จ่าย เวลา และโอกาสในการสะสมผลงาน

    ผู้สมัครจากครัวเรือนหรือโรงเรียนที่มีทรัพยากรสูงย่อมได้เปรียบในการเตรียมตัว ในทางกลับกันผู้สมัครจากบริบทที่มีทรัพยากรจำกัดต้องแบ่งเวลาและพลังงานไปกับภาระอื่น เช่น การทำงานช่วยครอบครัว หรือการเรียนในโรงเรียนที่มีคุณภาพเชิงโครงสร้างต่ำกว่า แม้ว่าผู้สมัครทั้งสองกลุ่ม จะมีศักยภาพใกล้เคียงกัน แต่ความเหลื่อมล้ำด้านทรัพยากรทำให้บางกลุ่มไม่สามารถแสดงศักยภาพนั้นออกมา ในรูปแบบที่ระบบการคัดเลือกมองเห็นได้อย่างเต็มที่

    การจัดเตรียม Portfolio ส่งเสริมการสะสมผลงานเชิงปริมาณมากกว่าคุณภาพ นักเรียนบางส่วนถูกผลักดันให้เร่งทำกิจกรรมภายในระยะเวลาจำกัด  เช่น การทำโครงงานวิจัยร่วมกับอาจารย์มหาวิทยาลัยเพื่อให้มีชื่อในบทความวิชาการ ทั้งที่มีส่วนร่วมจำกัด การฝึกงานระยะสั้นในหน่วยงานที่มีชื่อเสียง เพื่อหนังสือรับรองมากกว่าการเรียนรู้จริง รวมถึงการเข้าค่ายโอลิมปิกวิชาการและการแข่งขันทางวิชาการจำนวนมากเพื่อสะสมเกียรติบัตร 

    แนวโน้มดังกล่าวไม่เพียงบิดเบือนเป้าหมายของการเรียนรู้แต่ยังเปิดพื้นที่ให้เกิดการแสวงหาผลประโยชน์เชิงพาณิชย์ เช่น ค่ายเตรียมความพร้อมในการจัดทำแฟ้มสะสมผลงาน หรือบริการรับจ้างทำโครงงาน ส่งผลให้ความสามารถในการลงทุนถูกแปลงเป็นความได้เปรียบในการคัดเลือกและยิ่งตอกย้ำความเหลื่อมล้ำด้านโอกาสทางการศึกษา

    โรงเรียนขนาดเล็กและโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลเสียเปรียบ ระบบ Portfolio จะเจอปัญหาการขาดแคลนครูและการโยกย้ายครูอยู่บ่อยครั้ง ทำให้การเรียนการสอนไม่ต่อเนื่อง และครูมีภาระงานสูงจนไม่สามารถดูแลหรือให้คำแนะนำเชิงลึกในการพัฒนาผลงานของนักเรียนได้อย่างเพียงพอ ในทางตรงกันข้าม โรงเรียนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มโรงเรียนวิทยาศาสตร์ และโรงเรียนในสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สามารถจัดกิจกรรมเสริมได้อย่างเป็นระบบ

    ซึ่งช่วยให้นักเรียนมีโอกาสสะสมผลงานที่สอดคล้องกับเกณฑ์การคัดเลือกโดยตรง ความแตกต่างดังกล่าวทำให้ศักยภาพของสถานศึกษาถูกถ่ายทอดไปเป็นความได้เปรียบของผู้เรียนในกระบวนการคัดเลือกผ่าน Portfolio

    การสมัครรอบ Portfolio มีต้นทุนทางการเงินค่อนข้างสูงและอาจเป็นอุปสรรคสำคัญต่อเด็ก
    จากครัวเรือนรายได้น้อย
    ในรอบ Portfolio  มีค่าธรรมเนียมการสมัครและการสอบสัมภาษณ์ในระดับสูง โดยบางคณะมีค่าใช้จ่ายรวมประมาณ 3,000 บาท 

    นอกจากนี้ ผู้สมัครยังต้องแบกรับค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ค่าสอบวัดระดับภาษาอังกฤษ ซึ่งอาจสูงเกือบ 8,000 บาทต่อครั้ง ค่าสมัครเข้าค่ายหรือกิจกรรมเสริมที่บางโครงการมีค่าใช้จ่ายสูงหลักหมื่น ตลอดจน
    ค่าใช้จ่ายแฝง เช่น ค่าหอพัก ค่าเดินทาง ค่าอุปกรณ์การเรียน

    การคัดเลือกผ่าน Portfolio เผชิญปัญหาด้านคุณภาพและความน่าเชื่อถือของผลงานผู้สมัคร มีช่องโหว่ให้เกิดการ ทุจริต การแอบอ้างหรือคัดลอกผลงานของผู้อื่นมาใช้เป็นของตนเอง แม้การให้ข้อมูลเท็จหรือการจ้างทำ Portfolio เข้าข่ายการทุจริตและอาจมีความผิดทางกฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติมหาวิทยาลัยจำนวนมากยังมีข้อจำกัดในการตรวจสอบรายละเอียด โดยเฉพาะในยุคที่ AI และเครื่องมือดิจิทัลทำให้การสร้าง ดัดแปลง หรือเลียนแบบผลงานทำได้ง่ายขึ้น

    คอนเทนต์แนะนำ

    อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเริ่มตระหนักถึงปัญหานี้ โดยในปี 2568 อว. ได้ประกาศนโยบายด้าน อุดมศึกษา ปี 2570 ขอความร่วมมือให้มหาวิทยาลัยปรับลดสัดส่วนการรับนักศึกษาผ่านรอบ Portfolio เท่าที่จำเป็น และร่วมกันพัฒนา Portfolio มาตรฐานกลาง ซึ่ง ทปอ. ได้เริ่มพัฒนาระบบ TCASFolio เป็นเครื่องมือจัดทำแฟ้มสะสมผลงานโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และเปิดให้ทดลองใช้งานตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 

    ที่มา สภาพัฒน์ 

    สภาพัฒน์
    เมื่อ Portfolio กลายเป็นตัวสะท้อนความเหลื่อมล้ำของการเข้าถึงการศึกษาไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25A1/270326&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jPtNXU6kN7iTMnOAArUnq

  • เบจิง สาววัย 16 จบปริญญาตรีเกียรตินิยมอันดับ 2 สำเร็จ เล่าเบื้องหลังชีวิตทำอะไรบ้าง

    เบจิง สาววัย 16 จบปริญญาตรีเกียรตินิยมอันดับ 2 สำเร็จ เล่าเบื้องหลังชีวิตทำอะไรบ้าง

              เบจิง สาวน้อยวัย 16 จบปริญญาตรีเกียรตินิยมอันดับ 2 สำเร็จ ส่องชีวิตทำอะไรลงไปบ้างถึงมีวันนี้ได้

    เบจิง ศรีสุภา
    ภาพจาก เฟซบุ๊ก PR Ramkhamhaeng University

              วันที่ 7 มีนาคม 2569 เฟซบุ๊ก PR Ramkhamhaeng University มีการลงข่าวของ เบจิง สาวน้อยวัย 16 ปี ที่เรียนจบปริญญาตรี เกียรตินิยมอันดับ 2 ได้สำเร็จ มีรายละเอียดทั้งหมด ดังนี้

              บัณฑิตศรีสุภา เกศวพิทักษ์ หรือ เบจิง สมัครเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงในปี 2563 ควบคู่กัน 2 คณะ คือ คณะมนุษยศาสตร์ สาขาวิชาภาษาอังกฤษ และ คณะทัศนมาตรศาสตร์ จากการสอบเทียบ IGCSE ในวัย 13 ปี เบจิงใช้เวลา 3 ปีในการเรียน คว้าปริญญาตรีใบแรก พร้อมเกียรตินิยม อันดับ 2 จากคณะมนุษยศาสตร์ 

              เบจิง เล่าว่า เกียรตินิยม อันดับ 2 คือผลลัพธ์ด้านการเรียนที่ตั้งใจและพยายาม เพราะมีเป้าหมายที่จะเรียนต่อระดับปริญญาโท ในมหาวิทยาลัยที่ตอบรับเฉพาะผู้จบการศึกษาด้วยเกียรตินิยมเท่านั้น ซึ่งหลักสูตรที่สนใจมีช่วงเวลาแลกเปลี่ยนไปที่ประเทศอังกฤษ 2 สัปดาห์ เมื่อศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมแล้ว จึงตัดสินใจเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษเต็มหลักสูตร ในมหาวิทยาลัยที่รับนักศึกษานานาชาติด้วย

    เบจิง ศรีสุภา

    ภาพจาก เฟซบุ๊ก PR Ramkhamhaeng University

              “การตัดสินใจเรียนต่อปริญญาโท จำเป็นต้องวางแผนให้รัดกุม และต้องมีประสบการณ์ทำงาน จึงสมัครเป็นโค๊ชสอนฟิกเกอร์สเก็ตน้ำแข็ง ที่ Thailand International Ice Hockey และ Theatre of Dreams จากผลงานอดีตแชมป์ฟิกเกอร์สเก็ตระดับเอเชีย 2 ปีซ้อน จาก Ice Skating Institute Asia Limited (ISIASIA) ปี 2017-2018 และความมีวินัยของนักกีฬา ส่งต่อแรงบันดาลใจให้กับลูกศิษย์ทุกคน

              ปริญญาศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาอังกฤษ และประสบการณ์ทำงาน เป็นใบเบิกทางในการสมัครเข้าเรียนต่อระดับปริญญาโท ที่ UCL (University College London)(หลักสูตร online 1 ปี) MSc Strategic Accounting&Finance ซึ่งเป็นหลักสูตรที่ UCL เสนอว่าเป็นหลักสูตรใหม่ที่เหมาะสมกับผลงานของเรามากกว่า จึงตัดสินใจรับข้อเสนอนี้ และได้เรียนในหลักสูตรมาแล้ว 1 ภาคการศึกษา และมีกำหนดจบหลักสูตรภายในปีนี้ หากเรียนจบตามหลักสูตรแล้ว จะเดินทางไปร่วมพิธีจบ ณ UCL ประเทศอังกฤษ”

    เบจิง ศรีสุภา

    ภาพจาก เฟซบุ๊ก PR Ramkhamhaeng University

              เบจิง แชร์ประสบการณ์เรียน ม.รามคำแหง ควบคู่กัน 2 คณะ โดยเน้นเข้าเรียนคณะทัศนมาตรศาสตร์ ตามโครงสร้างวิชา ในวันจันทร์ – ศุกร์ และใช้เวลาที่ว่างหลังจากนั้น เรียนวิชาของคณะมนุษยศาสตร์ ผ่าน Course on Demand ซึ่งในแต่ละภาคการศึกษา เบจิง ต้องเรียนและสอบทั้งหมด 14 วิชา พร้อมกับทำงานในวันเสาร์ – อาทิตย์ ด้วย 

              ปัจจุบัน เบจิง เว้นการเรียนปริญญาตรี คณะทัศนมาตรศาสตร์ เพราะต้องทุ่มเทกับการเรียนปริญญาโท ที่ UCL ให้จบตามหลักสูตร โดยมีแพลนกลับมาเรียนทัศนมาตรศาสตร์ หลังจบหลักสูตรปริญญาโท และมีแพลนในอนาคตระยะยาวว่าอยากเปิดคลินิกด้านทัศนมาตรศาสตร์ ด้วยการใช้ความรู้ของทัศนมาตรศาสตร์ ควบคู่กับความรู้ด้านการเงินการบัญชี และยังใช้ความรู้ด้านการสื่อสารภาษาอังกฤษ จากการเรียนคณะมนุษยศาสตร์ รองรับลูกค้าต่างชาติได้อย่างมั่นใจ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://hilight.kapook.com/view/252392&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Cj6zQGaWbNL6SiTb9R4oc

  • ‘นิด้าโพล’ ชี้ผลโพล 44% ไม่ควรรีบจัดตั้งรัฐบาลใหม่ รอเคลียร์ปมบัตรเลือกตั้ง

    ‘นิด้าโพล’ ชี้ผลโพล 44% ไม่ควรรีบจัดตั้งรัฐบาลใหม่ รอเคลียร์ปมบัตรเลือกตั้ง

    8 มี.ค. 2569 – ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “จัดตั้งรัฐบาลใหม่ VS ปัญหาบัตรเลือกตั้ง” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 2-4 มีนาคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนต่อประเด็นการจัดตั้งรัฐบาลใหม่และปัญหาบัตรเลือกตั้งหลังการเลือกตั้ง การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

    จากการสำรวจเมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ และการฟ้องร้องต่อศาล กรณีการติดคิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้ง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 44.81 ระบุว่า ไม่ควรรีบจัดตั้งรัฐบาลใหม่ แต่ควรรอจนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัย/ตัดสิน กรณีการติดคิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้ง รองลงมา ร้อยละ 41.68 ระบุว่า ควรรีบจัดตั้งรัฐบาลใหม่ เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ ร้อยละ 13.20 ระบุว่า อย่างไรก็ได้ และร้อยละ 0.31 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    ด้านความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับปัญหาการติดคิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้ง จะนำไปสู่ความวุ่นวายทางการเมืองรอบใหม่ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 36.56 ระบุว่า จะไม่นำไปสู่ความวุ่นวายทางการเมืองใด ๆ รองลงมา ร้อยละ 34.20 ระบุว่า จะนำไปสู่ความวุ่นวายทางการเมืองรอบใหม่ แต่รัฐบาลจะสามารถควบคุมได้ ร้อยละ 28.55 ระบุว่า จะนำไปสู่ความวุ่นวายทางการเมืองรอบใหม่ ที่รัฐบาลไม่สามารถควบคุมได้ และร้อยละ 0.69 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความกังวลของประชาชนเกี่ยวกับการไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา จะไม่เป็นความลับ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 47.64 ระบุว่า ไม่กังวลเลย รองลงมา ร้อยละ 19.08 ระบุว่า ค่อนข้างกังวล ร้อยละ 18.55 ระบุว่า กังวลมาก ร้อยละ 14.27 ระบุว่า ไม่ค่อยกังวล และร้อยละ 0.46 ระบุว่าไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/959518/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1H9oIUjBKvUDo8whmNkmlJ