Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • พม.ใกล้คุณ จับมือเครือข่ายท้องถิ่น เร่งช่วย ด.ช. 12 ปี สุดอาภัพ พ่อเสียชีวิต แม่แยกทาง ตาเพิ่งจากไป ที่ จ.นครสวรรค์

    พม.ใกล้คุณ จับมือเครือข่ายท้องถิ่น เร่งช่วย ด.ช. 12 ปี สุดอาภัพ พ่อเสียชีวิต แม่แยกทาง ตาเพิ่งจากไป ที่ จ.นครสวรรค์

    พม.ใกล้คุณ จับมือเครือข่ายท้องถิ่น เร่งช่วย ด.ช. 12 ปี สุดอาภัพ พ่อเสียชีวิต แม่แยกทาง ตาเพิ่งจากไป ที่ จ.นครสวรรค์


    10/03/2569 | 51 |

    วันที่ 9 มีนาคม 2569 นายกันตพงศ์  รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) เปิดเผยถึงการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาทางสังคม กรณี เด็กชายวัย 12 ปี สุดอาภัพ พ่อเสียชีวิต แม่แยกทาง และตาเพิ่งจากไป ที่จังหวัดนครสวรรค์ ว่า ได้รับรายงานจากศูนย์เร่งรัดจัดการสวัสดิภาพประชาชน (ศรส.) กระทรวง พม. โดย ทีม พม.ใกล้คุณ จังหวัดนครสวรรค์ พร้อมด้วย หน่วยงานท้องถิ่น ผู้นำชุมชน และ อาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.) ร่วมกันลงพื้นที่เยี่ยมบ้าน ณ ตำบลเนินศาลา อำเภอโกรกพระ จังหวัดนครสวรรค์ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่า เด็กชายอายุ 12 ปี พ่อเสียชีวิต แม่แยกทางกับพ่อแล้วย้ายไปอยู่จังหวัดอื่น แต่ไม่ได้พาเด็กไปด้วย ทำให้เด็กต้องอาศัยอยู่กับตา แต่ตาเพิ่งมาเสียชีวิตเมื่อวันที่ 31 ม.ค. 69 ที่ผ่านมา ทำให้เด็กต้องอยู่เพียงลำพัง จากนั้น จึงไปอยู่กับลุง อายุ 39 ปี อาศัยในบ้านสภาพเก่าทรุดโทรม ไม่แข็งแรง ไม่เหมาะสมกับการอยู่อาศัย ซึ่งลุงมีอาชีพรับจ้างขุดไม้ล้อม โดยวันหยุด เด็กจะไปช่วยงานกับลุง โดยได้ค่าจ้างวันละ 150 บาท ขณะนี้ ลุงมีภาระหนี้สินจำนวนมาก ทำให้ประสบปัญหาค่าใช้จ่ายไม่เพียงพอ สำหรับเรื่องการศึกษาของเด็กนั้น เด็กกำลังเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีความขยัน ใฝ่เรียน และได้รับทุนการศึกษาจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) แต่เด็กมีอาการสมาธิสั้น เรียนรู้ช้า ซึ่งเคยรับการรักษาที่โรงพยาบาลโกรกพระ 
       

    นายกันตพงศ์ กล่าวว่า ทีม พม.ใกล้คุณ จังหวัดนครสวรรค์ โดย ศรส.จังหวัดนครสวรรค์ ได้เร่งดำเนินการช่วยเหลือตามภารกิจด้านเด็กของกระทรวง พม. โดยให้คำปรึกษาแนะนำวิธีการเลี้ยงดูเด็กตามพัฒนาการสมวัย และการอุปการะเลี้ยงดูเด็กตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 ให้กับลุง , พิจารณาเงินสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อยและไร้ที่พึ่ง และเงินสงเคราะห์จากกองทุนคุ้มครองเด็ก , ประสานความร่วมมือกับสถาบันเพาะกล้าคุณธรรม จังหวัดพิษณุโลก สังกัดกรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวง พม. เพื่อให้ความช่วยเหลือในเรื่องการศึกษาต่อเนื่อง , ประสานความร่วมมือกับโรงเรียนและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเขต 1 เพื่อให้ความช่วยเหลือในเรื่องทุนการศึกษาของเด็ก , ประสานความร่วมมือกับ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. กระทรวง พม. , อำเภอโกรกพระ , องค์การบริหารส่วนตำบลเนินศาลา , และสำนักงานเหล่ากาชาดจังหวัด เพื่อให้ความช่วยเหลือในเรื่องการพัฒนาสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมและที่อยู่อาศัยที่แข็งแรง ปลอดภัย , ประสานความร่วมมือกับโรงพยาบาลโกรกพระเพื่อให้ความช่วยเหลือในเรื่องการรักษาเด็กตามพัฒนาการสมวัย  และประสานความร่วมมือกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครสวรรค์และองค์การบริหารส่วนตำบลเนินศาลา เพื่อให้ความช่วยเหลือในเรื่องการประกอบอาชีพของลุง นอกจากนี้ จะประสานความร่วมมือกับทีมสหวิชาชีพ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.) ในพื้นที่ เพื่อร่วมกันวางแผนการให้ความช่วยเหลือเด็กในส่วนที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม รวมถึงวางแผนติดตามการให้ความช่วยเหลือเด็กอย่างต่อเนื่องต่อไป

    ข้อมูลจาก https://www.thaigov.go.th/th/news/162179


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/483776&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0cJzUwICVOyKRAqtnAqEAG

  • ถอดรหัส “4 Big Moves” ทรู การหลอมรวมคน-บริการ สู่ เทค คอมพานี

    ถอดรหัส “4 Big Moves” ทรู การหลอมรวมคน-บริการ สู่ เทค คอมพานี

    ครบ 3 ปี การรวมธุรกิจดีแทคเข้ามาเป็นแบรนด์เดียวกับ ทรู ณ วันนี้ ภาพความเป็นเทค คอมพานี ที่ถูกสังคมตั้งคำถาม ตั้งแต่เริ่มรวมธุรกิจ กำลังชัดขึ้น ผ่านวิชั่น “4 Big Moves”

    หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้ประกาศมาก่อนหน้านั้นและยังคงย้ำจนถึงทุกวันนี้ว่า ทรู ไม่ใช่แค่ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคม เพียงอย่างเดียว และ คู่แข่งไม่ใช่ค่ายบ้านเขียวอย่าง เอไอเอส แต่คือ คนทำแพลตฟอร์มดิจิทัลให้คอนเท็นต์โลดแล่น อย่างยูทูป และ เน็ตฟลิกซ์ เป็นต้น เพื่อเปลี่ยนจากรายได้ที่เป็นเพียงค่าบริการรายเดือนของโทรศัพท์มือถือ สู่รายได้ที่เติบโตขึ้น จากบริการอัจฉริยะต่างๆ

    ถอดรหัส “4 Big Moves” ทรู การหลอมรวมคน-บริการ สู่ เทค คอมพานี

    ขณะที่ ทรู มีบริการที่หลากหลาย ทั้งคอนเท็นต์ อุปกรณ์อัจฉริยะสำหรับบ้าน และบริการด้านดิจิทัล ผ่านแอปพลิเคชั่น รวมถึงโครงข่าย 5G และ บอร์ดแบนด์ ขณะที่บุคลากรมีทั้งวัฒนธรรมดีแทค และ วัฒนธรรมทรู

    ดังนั้นการ หลอมรวมทุกบริการให้ทำงาน เดินหน้าภายใต้ยุทธศาสตร์เดียวกัน คือเป้าหมาย ในการตั้งเป้ายอดการเติบโต 2 เท่า ผ่านบริการอัจฉริยะที่ได้หลอมรวมเข้าด้วยกัน ภายในปี 2571 ชนะใจผู้ใช้รายบุคคล สู่ ชนะใจทั้งครอบครัว ภายใต้ “ยุทธศาสตร์ ‘4 Big Moves’ ระยะ 3 ปี ประกอบด้วย

    Big Move ด้านประสบการณ์ 

    ทรูมุ่งยกระดับ ประสบการณ์ลูกค้าแบบ End-to-End ตลอดวงจรการใช้บริการ โดยเสริมความแข็งแกร่งของเครือข่ายทรู 5G บนคลื่นความถี่ 2300 MHz, 2600 MHz และ 1500 MHz เพื่อสร้างความได้เปรียบด้านความเร็ว ความจุ และการครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ ขณะเดียวกัน ทรูออนไลน์ เร่งยกระดับโครงข่ายเพื่อเพิ่มความเสถียร ประสิทธิภาพ และคุณภาพบริการบรอดแบนด์ รองรับความพึงพอใจของลูกค้าและการเติบโตของ ARPU โดยทั้งหมดถูกผสานเข้ากับ ระบบนิเวศดิจิทัลหนึ่งเดียวอย่างไร้รอยต่อในทุกจุดสัมผัสของลูกค้า

    Big Move ด้านการเติบโต 

    ธุรกิจลูกค้าทั่วไป B2C ทรูปรับยุทธศาสตร์จากการ “ชนะใจผู้ใช้รายบุคคล” สู่ “ชนะใจทั้งครอบครัว” ผ่านประสบการณ์แบบ Convergence ที่ผสานบริการมือถือและบรอดแบนด์เข้าด้วยกัน พร้อมขยายบริการ Beyond Connectivity ครอบคลุม 

    • แพลตฟอร์มความบันเทิง เช่น TrueID และ TrueVisions NOW

    • โซลูชัน Home AI ผ่าน TrueX

    • บริการความปลอดภัยไซเบอร์ True CyberSafe

    • บริการด้านเกมและไลฟ์สไตล์ดิจิทัล

    ธุรกิจลูกค้าองค์กร B2B ทรูเดินหน้าขยายบทบาทจากผู้ให้บริการผลิตภัณฑ์ สู่ พันธมิตรด้านโซลูชันดิจิทัลที่องค์กรไว้วางใจ ภายใต้กรอบ BASIC5 ซึ่งครอบคลุม Big Data Analytics, AI, Security, Integrated Platforms, Cloud Computing และ 5G & Connectivity พร้อมขยายความร่วมมือกับ พันธมิตรเทคโนโลยีระดับโลก (Hyperscalers) เพื่อร่วมพัฒนาโซลูชันที่ช่วยให้องค์กรสามารถยกระดับเทคโนโลยีและแข่งขันได้อย่างยั่งยืนในเศรษฐกิจดิจิทัล

    Big Move ด้าน AI

    AI จะเป็นหัวใจสำคัญของทุกกระบวนการทางธุรกิจของทรู ตั้งแต่การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ไปจนถึงการยกระดับประสบการณ์ลูกค้า โดยทรูได้นำ AI มาประยุกต์ใช้แล้วในหลายด้าน เช่น

    • Intelligent Network Operations เพิ่มประสิทธิภาพโครงข่ายและลดต้นทุนพลังงาน

    • Mari ผู้ช่วยเสมือน AI สำหรับบริการลูกค้า

    • ระบบ Hyper-Personalization วิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเพื่อมอบบริการที่ตรงกับความต้องการลูกค้า

    Big Move ด้านบุคลากร 

    บริษัทฯ ตั้งเป้า Upskill พนักงาน 100% ให้มีทักษะพื้นฐานด้าน AI ภายในปี 2569 พร้อมเปิดตัว ทุนการศึกษา AI จำนวน 10 ทุน สำหรับการศึกษาต่อในสหรัฐอเมริกาและจีน รวมถึงโครงการความร่วมมือระหว่าง MIT และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทรูเชื่อว่า AI จะไม่เข้ามาแทนที่มนุษย์ แต่จะช่วยปลดล็อกศักยภาพของมนุษย์ในการสร้างนวัตกรรมและผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น

    ถอดรหัส “4 Big Moves” ทรู การหลอมรวมคน-บริการ สู่ เทค คอมพานี

    ยุทธศาสตร์ “Big Moves” คือแผนปฏิบัติการแบบบูรณาการที่เปลี่ยนกลยุทธ์ให้เป็นผลลัพธ์เชิงรูปธรรม ทั้งด้านผลประกอบการและการดำเนินงาน ผลักดันทรูให้พลิกบทบาทจากการเป็นผู้ให้บริการโทรคมนาคมแบบดั้งเดิม สู่การเป็นผู้ให้บริการแบบ Telco-Tech Company อย่างเต็มรูปแบบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/739118&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1g_EIoR2vaU7NHlNKdSZI9

  • จับตาศึกชิงรองประธานสภาฯ  ภท. ดันคนรุ่นใหม่  ‘กรวีร์ ’ เข้าชิง

    จับตาศึกชิงรองประธานสภาฯ ภท. ดันคนรุ่นใหม่ ‘กรวีร์ ’ เข้าชิง

    จับตาศึกชิงรองประธานสภาฯ ภท. ดันคนรุ่นใหม่ “กรวีร์ ” เข้าชิง หวังคุมเกมในสภา รับบทเชื่อมฝ่ายบริหาร–ฝ่ายนิติบัญญัติ เจ้าตัวปักธงยกระดับสภายุคดิจิทัล เปิดข้อมูลกฎหมายให้ประชาชนเข้าถึงง่าย

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ใกล้เข้ามา โดยตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรเริ่มมีความชัดเจนแล้วว่า นายโสภณ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย จะขึ้นดำรงตำแหน่งดังกล่าว ขณะที่ตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 และคนที่ 2 ยังมีการแข่งขันกันอย่างเข้มข้นระหว่างโควตาของพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย

    ทั้งนี้ มีกระแสชื่อของนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ว่าอาจได้รับการเสนอชื่อเข้าดำรงตำแหน่งรองประธานสภาฯ เพื่อทำหน้าที่คุมเกมในสภาและช่วยงานด้านนิติบัญญัติ

    นายกรวีร์ให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้ยังไม่มีการพูดคุยกันในพรรคเกี่ยวกับตำแหน่งดังกล่าว แต่เชื่อว่าพรรคจะคัดสรรบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์เหมาะสมเข้าทำหน้าที่ประธานและรองประธานสภาฯ โดยสิ่งที่ตนอยากเห็นคือการพัฒนาสภาให้มีความทันสมัย โปร่งใส และสามารถเชื่อมต่อประชาชนกับฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้การทำงานของสมาชิกมีประสิทธิภาพมากขึ้นและใกล้ชิดประชาชนมากขึ้น

    นายกรวีร์กล่าวว่า บทบาทของฝ่ายนิติบัญญัติคือการเชื่อมโยงประชาชนกับสภาและฝ่ายบริหาร ผ่านการพิจารณากฎหมายและการตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร เพื่อให้นโยบายของรัฐบาลสามารถแก้ไขปัญหาให้ประชาชนได้จริง ที่ผ่านมาตนได้ทำหน้าที่สะท้อนปัญหาของประชาชนในพื้นที่เข้าสู่สภา เช่น ปัญหาราคาข้าว น้ำท่วม และโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้ฝ่ายบริหารนำข้อมูลไปใช้แก้ไขปัญหา ส่วนในระดับประเทศ กฎหมายหลายฉบับสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนได้ เช่น พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี รวมถึงกฎหมายที่พรรคภูมิใจไทยผลักดันอย่างพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ที่ปลดภาระผู้ค้ำประกัน ยกเลิกเบี้ยปรับ และลดดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อการศึกษา

    นายกรวีร์กล่าวอีกว่า ในฐานะพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล บทบาทของพรรคย่อมแตกต่างจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลในอดีต เพราะต้องผลักดันนโยบายที่ให้ไว้กับประชาชนให้เกิดผลจริง เช่น การผลักดันราคาสินค้าเกษตร การกระจายอำนาจผ่านนโยบายภาษีบ้านเกิดเมืองนอน และการส่งเสริมการศึกษาเท่าเทียมผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อให้ประชาชนสามารถเรียนฟรีได้ทุกที่ทุกวัย

    พร้อมกันนี้ยังอยากเห็นการปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัย เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐบาลให้เกิดผลในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีและ AI เข้ามาช่วยอธิบายผลงานของสภาให้ประชาชนเข้าใจง่ายขึ้น รวมทั้งเปิดช่องทางให้ประชาชนติดตามขั้นตอนการพิจารณากฎหมายหรือการอภิปรายในสภาได้อย่างโปร่งใส

    นายกรวีร์กล่าวด้วยว่า การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 77 ยังเป็นเรื่องที่ประชาชนเข้าถึงได้ยาก จึงควรปรับปรุงระบบให้เข้าใจง่าย และทำให้ประชาชนเห็นผลกระทบของกฎหมายต่อชีวิตของตนเองได้ชัดเจนมากขึ้น

    “ผมคิดว่าตำแหน่ง สส. หรือการเป็นนักการเมืองมีความท้าทายอย่างมาก เพราะต้องให้ประชาชนเลือก เราจะทำอย่างไรให้ประชาชนเชื่อมั่นใจตัวคุณและได้รับการเลือกตั้งหลายสมัยติดต่อกัน เราต้องเป็นปากเป็นเสียงแทนประชาชนได้จริงๆ ไม่เช่นนั้นรอบต่อไปก็จะยากที่เขาจะเลือกคุณเข้ามาอีก บทบาทของเราในการขับเคลื่อนกฎหมายที่มีผลต่อชีวิตของคนทั้งประเทศสำคัญจริงๆ ทำให้มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับปากท้องประชาชน ให้พวกเขากินดีอยู่ดี ลดภาระของประชาชน เป็นเป้าหมายสำคัญในการทำงานเพื่อประชาชน ไม่ว่าจะอยู่ตรงไหน ถ้าพรรคให้ความไว้วางใจ เราก็สามารถใช้ประสบการณ์และความรู้ของเราทำงานได้อย่างเต็มที่” นายกรวีร์ กล่าว

    ทั้งนี้ นายกรวีร์ถือเป็นหนึ่งในแกนนำคนรุ่นใหม่ของพรรคภูมิใจไทย ร่วมกับนายไชยชนก ชิดชอบ นายภราดร ปริศนานันทกุล และนายศิริพงษ์ อังคสกุลเกียรติ โดยมีนายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล อดีต สส.อ่างทอง 9 สมัย และอดีตรัฐมนตรีหลายกระทรวง เป็นบิดา ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎร และได้รับฉายาจากสื่อมวลชนว่า “คนดีศรีสภา”

    นายกรวีร์เป็นบุตรชายคนที่สองของครอบครัวปริศนานันทกุล และเป็น สส. คนที่ 4 ของครอบครัว ต่อจากนายสมศักดิ์ นายภราดร และนายภคิน โดยครอบครัวนี้มีบทบาททางการเมืองต่อเนื่องยาวนาน นายสมศักดิ์มีประวัติการเคลื่อนไหวทางการเมืองตั้งแต่ยุคเหตุการณ์ 14 ตุลาคม ขณะที่นายภราดรเคยเป็นประธานสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนายกรวีร์เคยเป็นนายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในปี 2545

    สำหรับเส้นทางการเมือง นายกรวีร์เป็น สส.อ่างทอง เขต 2 มาแล้ว 4 สมัยในนามพรรคชาติไทยพัฒนา ก่อนย้ายมาสังกัดพรรคภูมิใจไทย และได้รับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อในปี 2562 ต่อมาได้รับเลือกตั้งเป็น สส.อ่างทอง เขต 2 อีกครั้งในปี 2566 และในการเลือกตั้งปี 2569 ล่าสุด สามารถชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนนำคู่แข่งถึง 60,611 คะแนน

    ในสภาชุดที่ผ่านมา นายกรวีร์ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการการปกครอง และผลักดันกฎหมายสำคัญหลายฉบับ เช่น กฎหมายเกี่ยวกับการปกครองท้องที่ องค์การบริหารส่วนจังหวัด สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล รวมถึงกฎหมายเทศบาล นอกจากนี้ยังร่วมคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 และผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19

    ขณะเดียวกัน ยังมีข้อเสนอด้านนโยบาย เช่น การจัดทำแพลตฟอร์มคลังปัญญาแห่งชาติ เพื่อให้ประชาชนสามารถเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต การจัดระบบธนาคารหน่วยกิตเชื่อมโยงสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ และการจัดทำระบบพอร์ตโฟลิโอทักษะ เพื่อให้ตลาดแรงงานสามารถคัดเลือกบุคลากรได้ตรงกับความต้องการมากขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/politics/1224324&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0czOcwCphFtB02I-PoV-8D

  • โผ ครม. ‘อนุทิน 2’ ลงตัว ‘เอกนัฏ’ คุมพลังงาน ส่วน ‘แก๊งลูกบังเกิดเกล้า’ นั่ง รมต.ป้ายแดง…พรึ่บ! | เดลินิวส์

    โผ ครม. ‘อนุทิน 2’ ลงตัว ‘เอกนัฏ’ คุมพลังงาน ส่วน ‘แก๊งลูกบังเกิดเกล้า’ นั่ง รมต.ป้ายแดง…พรึ่บ! | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 9 มี.ค. 69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงโค้งสุดท้าย การจัดตั้งคณะรัฐมนตรี “อนุทิน 2” ก่อนมีรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา ในวันที่ 14 มี.ค. 69 จากนั้นเป็นขั้นตอนการเลือกประธานรัฐสภาและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 15 มี.ค. และคาดว่าจะโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีช่วงวันที่ 18-19 มี.ค. ก่อนจะมีการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี และแถลงนโยบายรัฐบาล ตามลำดับ 

    ล่าสุดรายงานข่าวจากพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ภายหลังการสัมมนาพรรค ที่ จ.บุรีรัมย์ โผคณะรัฐมนตรีเริ่มชัด ในสัดส่วนชื่อที่คลุมเครือมาก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะศึก “น้ำเงินสายเลือดใหม่” อย่างนายสุชาติ ชมกลิ่น กลุ่มชลบุรี นายวราวุธ ศิลปอาชา กลุ่มสุพรรณ และนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ กลุ่มลุงกำนัน โดยมีรายงานข่าวว่า นายสุชาติ จะได้เป็น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายเอกนัฏ จะได้เป็น รมว.พลังงาน นายวราวุธ จะได้เป็น รมว.อุตสาหกรรม

    ขณะที่สัดส่วน “แก๊งลูกเทพ” ซึ่งขณะนี้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น “แก๊งลูกบังเกิดเกล้า” ซึ่งเห็นเค้าลางการวางตัวสอดแทรกไปในกระทรวงสำคัญๆ อาทิ นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ สส.สตูล เป็น รมช.มหาดไทย นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สส.ศรีสะเกษ นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ สส.พิจิตร เป็น รมช.คมนาคม น.ส.แนน บุญย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี เป็น รมช.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ส่วนนางสุขสมรวย วันทนียกุล สส.อำนาจเจริญ และนายพลพีร์ สุวรรณฉวี สส.นครราชสีมา อยู่ระหว่างจัดสรรความเหมาะสม 

    ขณะที่ตำแหน่งทางฝ่ายนิติบัญญัติ นายโสภณ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ หลายสมัย เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ส่วนรองประธานสภา คนที่หนึ่ง เป็นชื่อ น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช สส.ลพบุรี  รมช.คมนาคม เนื่องจากเป็น สส. หลายสมัย ประนีประนอมสูง และความร่วมมือในการทำงาน มีความคุ้นชินกับงานสภา และคุ้นเคยกับ สส. ต่างพรรค เชื่อว่าจะสามารถทำงานสภาให้ราบรื่น 

    ด้านสัดส่วนรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย (พท.) มีรายงานข่าวว่า ชื่อของนายประเสริฐ จันทรรวงทอง มีความเสี่ยงสุด เนื่องจากมีคดีสแกนม่านตาในชั้น ป.ป.ช. ที่คนในพรรคภูมิใจไทยตรวจสอบผ่านกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และกระทรวงยุติธรรม มาตั้งแต่ต้น รวมถึงมีคดีงบภัยแล้ง 5.1 หมื่นล้านบาท หลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ยืนยันคุณสมบัติรัฐมนตรี ยึดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญล่าสุด

    อย่างไรก็ตามมีรายงานว่า พรรคเพื่อไทย นำโดยหัวหน้าพรรค จะเดินทางมาส่งชื่อ รองประธานสภา คนที่ 2 วันที่ 12 มี.ค. นี้ ต่อแกนนำพรรคภูมิใจไทย ที่พรรคภูมิใจไทย เวลา 13.30 น. 

    รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับสาเหตุที่ พรรคภูมิใจไทย ไม่เลือกพรรคกล้าธรรมเข้าร่วมรัฐบาล “อนุทิน 2” เนื่องจากมี สส. และแกนนำพรรคบางคน พัวพันกับธุรกิจสีเทา รวมถึงมี สส. หลายคน และแกนนำ มีชื่อในคดีแจกกล้วยรับค่าเลี้ยงดู ในสมัยรัฐบาลของ พล.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ ป.ป.ช. กำลังจะชี้มูลในเร็ว ๆ นี้ ขณะที่ พรรคประชาธิปัตย์ นั้น แกนนำระดับสูง มองว่าไม่มีเอกภาพทางการเมือง เพราะมีเพียง 21 เสียง ยังแบ่งกลุ่มก๊วนชัดเจน คือ กลุ่มนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และกลุ่มนายชัยชนะ เดชเดโช ไม่มีใครฟังใครได้ จึงยากหากต้องมาร่วมรัฐบาล เป็นต้น.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5670143/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0xX5KWKjy50cME-quQ5TIO

  • S

    S

    บมจ.สุพรีม ดิสทิบิวชั่น (SPREME) ตั้งเป้ารายได้ปี 69 โตแรง! 20-25% ทำนิวไฮนับตั้งแต่เข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ฟากซีอีโอ “ภานุวัฒน์ ขันธโมลีกุล” ระบุ ชูธุรกิจเช่าระบบไอทีครบวงจรโดดเด่น เดินหน้ากลยุทธ์เพิ่ม Recurring Income สอดรับกระแสนโยบายรัฐเช่าใช้แทนการซื้อขาด ล่าสุดโชว์ Backlog กว่า 3,991 ล้านบาท ทยอยรับรู้ยาวต่อเนื่อง 5 ปี พร้อมเข้าประมูลงานใหม่มูลค่า 3,000 ล้านบาท หนุนการเติบโตมั่นคง

    SPREME ปักหมุดรายได้ปี 69 โตแรง! 20-25% นิวไฮ ลุยธุรกิจให้เช่าเพิ่ม ดัน Recurring Income เต็มพิกัด รับนโยบายรัฐ-รุกประมูลงานใหม่ กว่า 3,000 ลบ.

    นายภานุวัฒน์ ขันธโมลีกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สุพรีม ดิสทิบิวชั่น จำกัด (มหาชน) (SPREME) ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อสาร ในฐานะผู้ออกแบบ จัดหา และติดตั้งอุปกรณ์ที่ใช้ในงานเทคโนโลยีสารสนเทศครบวงจร (System Integrator) รวมถึงให้บริการดูแลบำรุงรักษา ซ่อมแซม และให้เช่าระบบคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ต่อพ่วง เปิดเผยว่า แผนการดำเนินธุรกิจในปี 2569 บริษัทฯ ตั้งเป้ารายได้เติบโต 20-25% ทำสถิติสูงสุดใหม่ (New high) นับตั้งแต่เข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในปี 2567

    โดยบริษัทฯ มุ่งเน้นการเติบโตของธุรกิจให้เช่าระบบเทคโนโลยีสารสนเทศครบวงจร (SI) ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายภาครัฐด้านการเช่าใช้แทนการซื้อขาด เนื่องจากมีความคุ้มค่าและเหมาะสมกับวัตถุประสงค์การใช้งาน ซึ่งสินค้าไอทีมีการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่รวดเร็ว

    ทั้งนี้ หน่วยงานภาครัฐและรัฐวิสาหกิจเป็นกลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลักของ SPREME มีการจัดสรรงบประมาณชัดเจน ดังนั้น จึงไม่ได้รับผลกระทบใดๆ ในเหตุการณ์ต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น เช่น ภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา หรือการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และคาดว่าในปีนี้รายได้จากธุรกิจให้เช่าจะเติบโต 60-70%

    “SPREME เป็นบริษัทแรกๆ ที่ได้รับงานประมูลโครงการเช่าจากหน่วยงานรัฐและรัฐวิสาหกิจ ซึ่งสนับสนุนกลยุทธ์การเพิ่ม Recurring Income เพื่อการเติบโตมั่นคง เพราะรายได้จากธุรกิจนี้จะทยอยรับรู้ยาวต่อเนื่อง 5 ปี ซึ่งรูปแบบงานที่สำคัญ คือ เราเป็นคู่สัญญาโดยตรงกับภาครัฐ ที่มีการจัดสรรงบประมาณชัดเจน จึงไม่ต้องกังวลว่าจะได้รับผลกระทบหากเกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ เกิดขึ้น และในปีนี้เรามีแผนจะเข้าประมูลงานใหม่รวมมูลค่าราว 3,000 ล้านบาท”

    ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 บริษัทฯ มี Backlog รอส่งมอบและรับรู้รายได้อยู่ทั้งสิ้น 3,991.04 ล้านบาท คาดว่าจะทยอยส่งมอบและรอรับรู้รายได้ภายในปี 2569 ประมาณ 971.78 ล้านบาท ส่วนที่เหลือจะทยอยรับรู้ในปี 2570-2574 ซึ่ง Backlog ที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่เป็นสัญญาเช่าที่เป็นโครงการขนาดใหญ่ (Mega project) ที่อยู่ระหว่างทำสัญญาและส่งมอบอุปกรณ์

    อนึ่ง ในปี 2568 บริษัทฯ มีรายได้รวม 1,567.47 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 697.70 ล้านบาท หรือ 80.22% มีกำไรสุทธิ 160.99 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23.86 ล้านบาท หรือ 17.40% เมื่อเทียบกับปีก่อน และมีอัตรากำไรขั้นต้น 19.29% ทั้งนี้ ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ มีมติอนุมัติให้จ่ายเงินปันผลงวดปี 2568 ในอัตราหุ้นละ 0.12 บาท กำหนดวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) วันที่ 28 เมษายน 2569 กำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 กำหนดการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2569 เพื่อขอมติอนุมัติเรื่องดังกล่าวในวันที่ 22 เมษายน 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/ievg4bnejfks1j9briv7igg5xduxvzaw&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZhjYc6ldXarG3AeihFO8N

  • ทรู คอร์ปอเรชั่นเปิดตัวยุทธศาสตร์ 3 ปี ภายใต้แผน “4 Big Moves”  ขับเคลื่อนการเติบโตยั่งยืน

    ทรู คอร์ปอเรชั่นเปิดตัวยุทธศาสตร์ 3 ปี ภายใต้แผน “4 Big Moves” ขับเคลื่อนการเติบโตยั่งยืน

    วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.05 น.

    ทรู คอร์ปอเรชั่นเปิดตัวยุทธศาสตร์ 3 ปี ภายใต้แผน “4 Big Moves”

    ขับเคลื่อนการเติบโตยั่งยืน

    ทรู คอร์ปอเรชั่น ประกาศก้าวสำคัญในการเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่การเป็น Telco-Tech Company ชั้นนำ เปิดตัวยุทธศาสตร์ 3 ปี ภายใต้แผน “4 Big Moves” เพื่อขับเคลื่อนองค์กรสู่อนาคต โดยมุ่งยกระดับประสบการณ์ลูกค้าแบบ End-to-End บนระบบนิเวศดิจิทัลอย่างไร้รอยต่อ เร่งการเติบโตของธุรกิจทั้งกลุ่มลูกค้ารายบุคคลและองค์กร นำ AI และดาต้ามาขับเคลื่อนการดำเนินงานและนวัตกรรมผ่านบริการแบบ Hyper-Personalization และพัฒนาศักยภาพบุคลากรแห่งอนาคต พร้อมสร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอัจฉริยะของไทย เพื่อเสริมพลังเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

    นายซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า

    ทรูเดินหน้าก้าวข้ามรูปแบบธุรกิจโทรคมนาคมแบบเดิม โดยมุ่งเน้นการเติบโตด้วยจำนวนผู้ใช้บริการเป็นหลัก พร้อมนำสู่การเปลี่ยนผ่านครั้งใหม่ในฐานะองค์กร AI-First ที่ให้ความสำคัญกับลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ด้วยการนำ AI มาผสานสู่เครือข่าย บริการ และแพลตฟอร์มดิจิทัลของทรูอย่างเต็มรูปแบบ การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ถือเป็นการพลิกโฉมการดำเนินงานครั้งสำคัญ สู่ระบบการทำงานแบบ Touch-Free อัตโนมัติ คาดการณ์ได้ และขับเคลื่อนด้วยข้อมูล เพื่อยกระดับทั้งประสิทธิภาพการดำเนินงานและประสบการณ์ลูกค้า ยุทธศาสตร์ ‘4 Big Moves’ ระยะ 3 ปีของเราได้ถูกออกแบบบนพื้นฐานของการเปลี่ยนผ่านองค์กรอย่างเป็นระบบและความเป็นเลิศในการดำเนินงาน เพื่อเชื่อมโยงประสบการณ์ลูกค้า เทคโนโลยี และบุคลากรเข้าด้วยกัน พร้อมกำหนดทิศทางใหม่ในการให้บริการลูกค้า พันธมิตร และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย

    การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลของไทยกำลังเกิดขึ้นอย่างชัดเจนใน 3 รูปแบบ

    รูปแบบแรกคือ Digital Life ผู้บริโภคไม่ได้เป็นเพียงผู้รับข้อมูลอีกต่อไป แต่ก้าวสู่การเป็นทั้งผู้สร้างและผู้บริโภคข้อมูลในทุกมิติของไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน ความบันเทิง สุขภาพ หรือการเรียนรู้ ซึ่งเปิดโอกาสใหม่ในการพัฒนาบริการดิจิทัลที่สามารถเข้าใจพฤติกรรมและความต้องการของแต่ละบุคคลได้อย่างลึกซึ้ง

    รูปแบบที่สองคือ Home and Business บ้านและองค์กรกำลังก้าวสู่ยุคอัจฉริยะด้วยจำนวนอุปกรณ์เชื่อมต่อและเทคโนโลยีอัจฉริยะที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันการนำ AI มาใช้ในองค์กรไทยกำลังเร่งตัว แม้ว่า 73% ขององค์กรมีแผนนำ AI มาใช้ แต่มีเพียง 18% ที่นำมาใช้งานจริงในระดับองค์กร สะท้อนถึงโอกาสสำคัญในการเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล

    รูปแบบที่สามคือ Nationwide Digital Growth โอกาสทางดิจิทัลกำลังขยายตัวไปยังภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะเมืองใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการรองรับกลุ่ม Digital Nomad ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ การผลักดันสินค้าท้องถิ่นภาคใต้สู่ตลาดออนไลน์ระดับโลก การสนับสนุนสตูดิโอ Animation และ Visual Effects ทางภาคเหนือที่ผลิตผลงานให้แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งระดับโลก รวมถึงการยกระดับภาคอีสานสู่ศูนย์กลางแพลตฟอร์มบันเทิงดิจิทัล เป็นต้น โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลจึงกลายเป็นกลไกสำคัญในการปลดล็อกการเติบโตของเศรษฐกิจภูมิภาค

    นายซิกเว่ กล่าวเพิ่มเติมว่า แนวโน้มเหล่านี้สะท้อนถึงโอกาสครั้งสำคัญในการสร้างคุณค่าใหม่บนเศรษฐกิจดิจิทัล ทรูจึงเร่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ ‘4 Big Moves’ เพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้า ขับเคลื่อนการเติบโต ใช้ AI และดาต้าเป็นพลังขับเคลื่อนนวัตกรรม และพัฒนาศักยภาพบุคลากร”

    4 Big Moves ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านของทรู

    1. Big Move ด้านประสบการณ์ (Experience)

    ทรูมุ่งยกระดับ ประสบการณ์ลูกค้าแบบ End-to-End ตลอดวงจรการใช้บริการ โดยเสริมความแข็งแกร่งของเครือข่ายทรู 5G บนคลื่นความถี่ 2300 MHz, 2600 MHz และ 1500 MHz เพื่อสร้างความได้เปรียบด้านความเร็ว ความจุ และการครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ

    ขณะเดียวกัน ทรูออนไลน์ เร่งยกระดับโครงข่ายเพื่อเพิ่มความเสถียร ประสิทธิภาพ และคุณภาพบริการบรอดแบนด์ รองรับความพึงพอใจของลูกค้าและการเติบโตของ ARPU โดยทั้งหมดถูกผสานเข้ากับ ระบบนิเวศดิจิทัลหนึ่งเดียวอย่างไร้รอยต่อในทุกจุดสัมผัสของลูกค้า

    2. Big Move ด้านการเติบโต (Growth)

    ธุรกิจลูกค้าทั่วไป B2C

    ทรูปรับยุทธศาสตร์จากการ “ชนะใจผู้ใช้รายบุคคล” สู่ “ชนะใจทั้งครอบครัว” ผ่านประสบการณ์แบบ Convergence ที่ผสานบริการมือถือและบรอดแบนด์เข้าด้วยกัน

    พร้อมขยายบริการ Beyond Connectivity ครอบคลุม

    • แพลตฟอร์มความบันเทิง เช่น TrueID และ TrueVisions NOW

    • โซลูชัน Home AI ผ่าน TrueX

    • บริการความปลอดภัยไซเบอร์ True CyberSafe

    • บริการด้านเกมและไลฟ์สไตล์ดิจิทัล

    โดยใช้ Data-Driven และ AI-Powered Personalization เพื่อมอบข้อเสนอที่ตอบโจทย์ความต้องการของแต่ละครอบครัวได้อย่างแม่นยำ ภายใต้แนวคิด More for More

    ธุรกิจลูกค้าองค์กร B2B

    ทรูเดินหน้าขยายบทบาทจากผู้ให้บริการผลิตภัณฑ์ สู่ พันธมิตรด้านโซลูชันดิจิทัลที่องค์กรไว้วางใจ

    ภายใต้กรอบ BASIC5 ซึ่งครอบคลุม

    Big Data Analytics, AI, Security, Integrated Platforms, Cloud Computing และ 5G & Connectivity

    พร้อมขยายความร่วมมือกับ พันธมิตรเทคโนโลยีระดับโลก (Hyperscalers) เพื่อร่วมพัฒนาโซลูชันที่ช่วยให้องค์กรสามารถยกระดับเทคโนโลยีและแข่งขันได้อย่างยั่งยืนในเศรษฐกิจดิจิทัล

    3. Big Move ด้าน AI

    AI จะเป็น หัวใจสำคัญของทุกกระบวนการทางธุรกิจของทรู ตั้งแต่การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ไปจนถึงการยกระดับประสบการณ์ลูกค้า

    ทรูได้นำ AI มาประยุกต์ใช้แล้วในหลายด้าน เช่น

    • Intelligent Network Operations เพิ่มประสิทธิภาพโครงข่ายและลดต้นทุนพลังงาน

    • Mari ผู้ช่วยเสมือน AI สำหรับบริการลูกค้า

    • ระบบ Hyper-Personalization วิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเพื่อมอบบริการที่ตรงกับความต้องการลูกค้า

    ยุทธศาสตร์ AI-First ของทรูขับเคลื่อนผ่าน 3 แนวทางหลัก ได้แก่

    • AI for All ขยายการเข้าถึงและทักษะด้าน AI

    • AI as a Growth Engine สร้างบริการและคุณค่าใหม่

    • AI-Powered Operations เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานด้วยระบบอัตโนมัติ

    ทรูยังมุ่งเป็นผู้นำด้าน Responsible AI ในภูมิภาค เพื่อให้การพัฒนา AI โปร่งใส มีจริยธรรม และคำนึงถึงความปลอดภัยของข้อมู

    นายซิกเว่ กล่าวเพิ่มเติมว่า ทรูไม่ได้เพียงนำ AI มาใช้ภายในองค์กร แต่ยังตั้งเป้าพัฒนาทักษะด้าน AI ให้กับคนไทยมากกว่า 12 ล้านคน ผ่านโครงการ AI Literacy อย่างครอบคลุม พร้อมสร้างแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วย AI สำหรับภาคธุรกิจ และเสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI ร่วมกับพันธมิตรในระบบนิเวศ เพราะในยุคที่ AI เปลี่ยนแปลงทุกอุตสาหกรรม ความเชื่อมั่นจะเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดผู้ประสบความสำเร็จ นั่นคือเหตุผลที่ทรูประกาศใช้นโยบาย Responsible AI ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศแรกๆ ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

    4. Big Move ด้านบุคลากร (People)

    ทรูลงทุนพัฒนาศักยภาพบุคลากรเพื่อสร้างองค์กรที่พร้อมรับอนาคต โดยยกระดับ Organizational Excellence พร้อมพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลและ AI ในทุกระดับ

    บริษัทฯ ตั้งเป้า Upskill พนักงาน 100% ให้มีทักษะพื้นฐานด้าน AI ภายในปี 2569 พร้อมเปิดตัว ทุนการศึกษา AI จำนวน 10 ทุน สำหรับการศึกษาต่อในสหรัฐอเมริกาและจีน รวมถึงโครงการความร่วมมือระหว่าง MIT และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ทรูเชื่อว่า AI จะไม่เข้ามาแทนที่มนุษย์ แต่จะช่วยปลดล็อกศักยภาพของมนุษย์ในการสร้างนวัตกรรมและผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น

    มุมมองเชิงกลยุทธ์

    ยุทธศาสตร์ “Big Moves” คือแผนปฏิบัติการแบบบูรณาการที่เปลี่ยนกลยุทธ์ให้เป็นผลลัพธ์เชิงรูปธรรม ทั้งด้านผลประกอบการและความเป็นเลิศในการดำเนินงาน ผลักดันทรูให้พลิกบทบาทจากการเป็นผู้ให้บริการโทรคมนาคมแบบดั้งเดิม สู่การเป็นผู้ให้บริการแบบ Telco-Tech Company อย่างเต็มรูปแบบ การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้จะสร้างโอกาสใหม่ทางธุรกิจ ใช้ AI เข้ามาเสริมแกร่งเพื่อ เพิ่มประสิทธิภาพเชิงโครงสร้าง เน้นพัฒนาบุคลากร และสร้างความยั่งยืนระยะยาว ตอกย้ำความตั้งใจของทรูที่จะมีบทบาทสำคัญร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/468624&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qBuihHSKaCefhTbG6f1i4

  • ยังเสี่ยงสูง เปิดผลสำรวจไอทีภาครัฐ พบ 70% ยังตั้งค่าระบบผิด – techhub

    ยังเสี่ยงสูง เปิดผลสำรวจไอทีภาครัฐ พบ 70% ยังตั้งค่าระบบผิด – techhub

    ในขณะที่ประเทศไทยกำลังเหยียบคันเร่งมุ่งสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ด้วยนโยบาย Cloud First Policy ที่ผลักดันให้หน่วยงานภาครัฐย้ายฐานข้อมูลและบริการประชาชนขึ้นสู่ระบบคลาวด์ แต่คำถามสำคัญที่ต้องตอบให้ได้ก่อนจะไปถึงจุดนั้นคือ… บ้านบนฟ้าหลังใหม่นี้ ปลอดภัยแค่ไหน?

    ล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ หรือ สกมช. ร่วมกับ พาโล อัลโต้ เน็ตเวิร์กส์ ผู้นำระดับโลกด้านความปลอดภัยไซเบอร์ ได้เปิดเผยผลการประเมินความพร้อมด้านความมั่นคงปลอดภัยบนระบบคลาวด์ (Cloud Security Posture Assessment: Cloud SPA) ของหน่วยงานภาครัฐนำร่อง 13 แห่ง

    ผลลัพธ์ที่ได้ เปรียบเสมือนผลตรวจสุขภาพที่น่าพอใจในเชิงกลยุทธ์ แต่มีความเสี่ยงสูงในทางปฏิบัติ โดยพบว่าแม้หน่วยงานรัฐจะสอบผ่านเรื่องการวางแผน Cloud Strategy ด้วยคะแนนเฉลี่ยสูงถึง 84% แต่เมื่อเจาะลึกไปที่หน้างานจริง กลับพบว่ากว่า 70% ยังมีการตั้งค่าระบบผิดพลาด และ 60% ขาดการเชื่อมโยงข้อมูลภัยคุกคามไปยังศูนย์ปฏิบัติการ ทำให้การตอบสนองต่อการโจมตีทำได้ล่าช้า

    นี่จึงเป็นที่มาของการเปิดตัว โรดแมปเชิงกลยุทธ์ 3 ระยะ เพื่อยกระดับความปลอดภัยคลาวด์ภาครัฐอย่างเร่งด่วน

    Cloud First หรือ Cloud Risk? เมื่อความปลอดภัยไม่ใช่โรคติดต่อ

    พลอากาศตรี อมร ชมเชย เลขาธิการ สกมช. ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า หน่วยงานรัฐหลายแห่งยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับระบบคลาวด์ โดยมักคิดว่าการย้าย Server ขึ้น Cloud จะช่วยให้ปลอดภัยโดยอัตโนมัติ

    แต่ความปลอดภัยไม่ใช่โรคติดต่อ การเอา Server ของเราไปวางไว้ใกล้กับผู้ให้บริการ Cloud ระดับโลก ไม่ได้แปลว่าเราจะได้รับความปลอดภัยนั้นมาด้วย ซึ่งในความเป็นจริง ระบบคลาวด์ทำงานภายใต้โมเดล Shared Responsibility หรือความรับผิดชอบร่วม ผู้ให้บริการดูแลโครงสร้างพื้นฐาน แต่ข้อมูลและการตั้งค่า เป็นหน้าที่ของเรา ปัญหาที่พบจากการประเมินคือ หน่วยงานรัฐมักมีงบประมาณสำหรับการ เช่าพื้นที่แต่ลืมตั้งงบสำหรับยามเฝ้าประตู หรือบริการเสริมด้านความปลอดภัย

    ผลที่ตามมาคือ เมื่อระบบถูกโจมตีหรือเกิดเหตุขัดข้อง หน่วยงานเหล่านี้ไม่มี SLA ที่การันตีการตอบกลับภายในเวลาเร่งด่วน ทำให้ต้องไปต่อคิวรอการแก้ไขเหมือนผู้ใช้งานทั่วไป ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ไม่ควรเกิดขึ้นกับบริการโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ

    บทเรียนจาก แอปเป๋าตัง: ความเร็วต้องมาพร้อมความปลอดภัย

    อีกหนึ่งประเด็นท้าทายคือความเร็ว ของบริการดิจิทัลยุคใหม่ ยกตัวอย่างเช่น แอปเป๋าตัง ที่สามารถเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ๆ ได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นโครงการคนละครึ่ง หรือการซื้อสลากดิจิทัล นี่คือข้อดีของระบบ Cloud Native ที่เอื้อต่อการพัฒนาแบบ CI/CD (Continuous Integration/Continuous Deployment)

    แต่เหรียญย่อมมีสองด้าน หากทีมพัฒนาเร่งปล่อยฟีเจอร์โดยที่ระบบความปลอดภัยยังเป็นแบบเก่า ที่ให้ Admin มานั่งไล่ Config ด้วยมือ ย่อมไม่มีทางไล่ตามทันช่องโหว่ที่เกิดขึ้นรายวัน ทางออกเดียวคือการเปลี่ยนไปสู่ Security as Code หรือการฝังความปลอดภัยลงไปในระดับโค้ด เพื่อให้ทุกฟีเจอร์ที่ถูกปล่อยออกมา มีเกราะป้องกันติดตัวมาตั้งแต่เกิด

    เจาะลึกโรดแมป 3 ระยะ สู่ความยั่งยืน

    เพื่อปิดช่องโหว่และแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเหล่านี้ สกมช. และ พาโล อัลโต้ เน็ตเวิร์กส์ จึงได้ร่วมกันร่างแผนยุทธศาสตร์ 3 ระยะ เพื่อเป็นคู่มือให้หน่วยงานรัฐเดินหน้าได้อย่างมั่นคง

    ระยะที่ 1 ปูพื้นฐานและลดความเสี่ยง เป้าหมายคือการสร้าง สุขอนามัยที่ดีให้กับระบบ

    – Asset Inventory สิ่งแรกที่ต้องทำคือ รู้เขารู้เรา หน่วยงานต้องรู้ว่าข้อมูลสำคัญของประชาชนกระจัดกระจายอยู่ตรงไหนบนคลาวด์
    – Fix Misconfiguration เร่งแก้ไขการตั้งค่าผิดพลาดพื้นฐาน 70% ที่ตรวจพบ เพื่อปิดประตูบ้านให้สนิท
    – Standardization กำหนดมาตรฐานกลางขั้นต่ำที่ทุกหน่วยงานต้องมี เพื่อไม่ให้เกิดมาตรฐานที่เหลื่อมล้ำกัน

    ระยะที่ 2 เฝ้าระวังและตอบโต้เชิงรุก โดยมีเป้าหมายคือการเปลี่ยนจาก ตั้งรับเป็นรุกไล่

    – Integrate to SOC เชื่อมต่อข้อมูลจราจรบนคลาวด์ เข้าสู่ศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัย (SOC) เพื่อให้มองเห็นภาพรวม
    – Threat Hunting พัฒนาบุคลากรให้มีความสามารถในการล่าภัยคุกคาม ไม่ใช่นั่งรอให้สัญญาณเตือนดัง
    – Playbooks มีคู่มือการรับมือเหตุฉุกเฉินที่ชัดเจน เมื่อเกิดเหตุต้องรู้ทันทีว่าต้องตัดระบบตรงไหน กู้ข้อมูลอย่างไร ไม่ใช่เพิ่งมาเปิดตำรา

    ระยะที่ 3 ความยั่งยืนและกรอบการกำกับ เป้าหมายคือการสร้างระบบนิเวศที่ดูแลตัวเองได้ในระยะยาว

    – Cloud CERT จัดตั้งทีมตอบสนองเหตุฉุกเฉินด้านคลาวด์โดยเฉพาะ
    – CoE สร้างศูนย์ความเป็นเลิศด้านความมั่นคงปลอดภัย AI และคลาวด์
    – Adaptive Governance แนะนำกฎระเบียบการจัดซื้อจัดจ้าง ให้ยืดหยุ่นและเอื้อต่อการซื้อบริการ Security แบบ Subscription หรือ Support Package เพื่อให้ภาครัฐได้ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดเสมอ

    ความปลอดภัยคือรากฐานไม่ใช่ทางเลือก
    ดร.ธัชพล โปษยานนท์ ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยและเวียดนาม พาโล อัลโต้ เน็ตเวิร์กส์ ทิ้งท้ายไว้น่าสนใจว่าในยุคที่ AI เขียนโค้ดได้ แฮกเกอร์ก็ใช้ AI โจมตีได้เช่นกัน การป้องกันแบบเดิมๆ จึงเอาไม่อยู่

    แผนโรดแมปครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่กระดาษรายงาน แต่คือพิมพ์เขียว ที่จะช่วยผ่าตัดโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของไทย ให้ก้าวข้ามจากยุคที่มีแค่แผน ไปสู่ยุคที่ปฏิบัติได้จริงเพื่อให้ Cloud First Policy เป็นนโยบายที่สร้างโอกาสมหาศาลให้กับประเทศ ไม่ใช่สร้างความเสี่ยงมหาศาลให้กับประชาชน

    ที่มา
    งานแถลงข่าว Palo Alto Network สกมช.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.techhub.in.th/high-risk-still-present-government-it-survey-reveals-70-of-systems-are-still-incorrectly-configured/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3pTVA1O9lGWbA80scdgEzZ

  • เปิดประวัติ กุญแจซอล ป่านทอทอง อดีตนางเอกสาวชื่อดัง ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูก 5

    เปิดประวัติ กุญแจซอล ป่านทอทอง อดีตนางเอกสาวชื่อดัง ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูก 5

    ถ้าพูดถึงชื่อ กุญแจซอล ป่านทอทอง แฟนๆ หลายคนน่าจะคุ้นหูกันดี เพราะเธอเคยเป็นถึงนางเอกละครของช่อง 7 และยังเคยเป็นหนึ่งในนักร้องจากรายการเรียลลิตี้ดัง ที่มีความสามารถทั้งการร้องเพลงและการแสดง 

    แต่ปัจจุบัน กุญแจซอล ได้ลาวงการบันเทิง และผันตัวไปเป็นคุณแม่ฟูลไทม์ เลี้ยงลูกๆ ทั้ง 5 คน พาไปย้อนเส้นทางชีวิตของ กุญแจซอล จากจุดเริ่มต้นในวงการบันเทิง จนถึงปัจจุบันกับการเป็นคุณแม่ลูก 5 

    สำหรับประวัติของ “กุญแจซอล” 

    – กุญแจซอล มีชื่อจริงว่า “ป่านทอทอง บุญทอง” (ชื่อเดิม ป่านทอง) เกิดเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2533 

    – เป็นลูกสาวคนโตของ “หนึ่ง นึกคิด บุญทอง” อดีตนักร้องชื่อดังวงมะลิลาบราซิลเลี่ยน ซึ่งปัจจุบันยังทำงานในวงการบันเทิง มีผลงานละครออกมาให้ได้เห็นเรื่อยๆ และ “มุกดา บุญทอง” อดีตนางแบบรุ่นเดียวกับ แอน สิเรียม โดยมีน้องสาวอีก 2 คน คือ แจกัน และเรดาห์

    – จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 – 6 จากโรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์-สิงหเสนี 2) และระดับปริญญาตรี ที่คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 

    – ในวัยเด็กชื่นชอบการแสดงทุกแขนง โดยมีคุณพ่อและคุณแม่คอยสนับสนุนมาตั้งแต่เด็กจนโต ผ่านการประกวดมาแล้วหลากหลายเวที ไม่ว่าจะเป็นเวทีสาวงาม เวทีนักร้องและเต้น นอกจากนี้ยังเป็นนักกิจกรรมประจำโรงเรียน และยังได้รับรางวัล “คนดีศรีบดินทร” ถึงสองปีซ้อนอีกด้วย 

    – กุญแจซอล เริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้างจากการเข้าแข่งขันรายการ True Academy Fantasia ซีซั่น 6 (AF6) ในปี 2552 ด้วยคาแรกเตอร์ที่สดใสและความมุ่งมั่น ทำให้เธอคว้าตำแหน่ง รองชนะเลิศอันดับที่ 4 มาครอง พร้อมเปิดตัวซิงเกิลแรกในชีวิตเพลง “รักแล้วต้องพูด” เป็นหนึ่งในเพลงฮิตจากอัลบั้ม Dabutants AF6 the Album

    – ในปี 2553 ก็ได้ถูกเรียกตัวไปคัดเลือกเป็นนักแสดงสังกัดช่อง 7 และกุญแจซอลก็ได้เซ็นสัญญาเป็นนักแสดงในสังกัดของช่อง 7 มีผลงานละครเรื่องแรกในชีวิตทันที คือ “มนต์รักสายฟ้าแลบ” แสดงคู่กับ อ๊อฟ ชนะพล สัตยา

    – หลังจากที่เข้าสู่เส้นทางบันเทิงอย่างเต็มตัว กุญแจซอลกลายเป็นนักแสดงดาวรุ่งอีกคนของวงการบันเทิงในตอนนั้น มีงานละคร ถ่ายแบบ และร้องเพลง มีงานเข้ามาไม่ขาด ทำให้ปีนั้นเป็นปีทองของกุญแจซอล

    – หลังจากนั้นในช่วงปี 2560 กุญแจซอล ได้ขอยุติสัญญากับทางช่อง 7 แล้ว และเตรียมตัวสอบเป็นทนายความตามที่ตัวเองตั้งใจเอาไว้ เพราะมองว่างานในวงการบันเทิงไม่แน่นอน ก่อนจะมีข่าวว่าเธอกำลังตั้งท้อง 8 เดือน และมีปัญหากับครอบครัวจากปากของคุณแม่

    – ปัจจุบัน กุญแจซอล ได้ใช้ชีวิตคู่กับ กัปตันณัฏฐ์ ฌณัฏฐ์ เลิศพัฒนาไทย กัปตันสายการบินดัง และทุ่มเทเวลาให้กับการดูแลครอบครัวอย่างเต็มที่ 

    – เธอเป็นคุณแม่ลูก 5 ที่ยังคงความสวยสดใส โดยมีทายาทตัวน้อย ได้แก่ น้องเทคออฟ, น้องรันเวย์, น้องเบิร์ธเดย์, น้องแอร์เวย์ และน้องแอโร ที่เพิ่งคลอดในปี 2568

    คลิกเพื่ออ่าน ข่าวบันเทิง เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/entertain/news/2918851&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3M2kVkaNV6L1YpPBkhfHFN

  • ภาคเอกชนเชียงใหม่ห่วงสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ ราคาน้ำมันพุ่งกระทบเศรษฐกิจ

    ภาคเอกชนเชียงใหม่ห่วงสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ ราคาน้ำมันพุ่งกระทบเศรษฐกิจ

    สถานการณ์สงครามในพื้นที่ตะวันออกกลางในตอนนี้ยังต้องมีการจับตากันอย่างอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหลายฝ่ายก็หวั่นใจว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะยังไม่จบในเร็ววันนี้ หากยืดเยื้อก็จะส่งผลกระทบมาถึงประเทศไทยมากยิ่งขึ้นในแง่ของราคาพลังงานที่อาจจะเพิ่มสูงขึ้น และอาจจะทำให้ราคาข้าวของอุปโภค บริโภคแพงขึ้น รวมถึงสภาพเศรษฐกิจในภาพรวม ทำให้หลายภาคส่วนของจังหวัดเชียงใหม่ก็ได้แสดงความคิดเห็นว่าอยากจะให้สถานการณ์จบลงโดยเร็วที่สุด หากสถานการณ์ยกระดับความรุนแรงจะส่งผลต่อเศรษฐกิจในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่อย่างแน่นอน

    Chiang Mai-is-concerned-that-a- prolonged-conflict-in-the-Middle East-could-lead-to-soaring-energy-prices-and-negatively-impact-the-economy-SPACEBAR-Photo V01.jpg

    ดร.กอบกิจ อิสรชีววัฒน์ ประธานกรรมการหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า จากสถานการณ์การสู้รบดังกล่าวทางหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่มีความเป็นห่วงในหลายประเด็น สิ่งแรกคือเรื่องของราคาน้ำมันที่อาจจะมีการปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น หากน้ำมันแพงขึ้นราคาที่ใช้ในการขนส่งทั้งระหว่างประเทศก็มากขึ้นด้วย เพราะการขนส่งน้ำมันจากตะวันออกกลางมายังเอเชียจะต้องอ้อมทำให้ต้นทุนในการขนส่งเพิ่มสูงขึ้น

    “ดังนั้นจะต้องมีการติดตามข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับราคาน้ำมันกันอย่างต่อเนื่อง ส่วนการเดินทางด้วยสายการบิน เที่ยวบินจำนวนมากก็ต้องมีการระงับเอาไว้ก่อน เพราะกังวลใจในเรื่องของความปลอดภัย รวมถึงชาวต่างชาติที่จะเดินทางมายังเอเชียหรือประเทศไทยก็ต้องเปลี่ยนเส้นทางอาจจะมีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นซึ่งก็อาจจะทำให้มีผลต่อการตัดสินใจ”

    Chiang Mai-is-concerned-that-a- prolonged-conflict-in-the-Middle East-could-lead-to-soaring-energy-prices-and-negatively-impact-the-economy-SPACEBAR-Photo01.jpg

    Chiang Mai-is-concerned-that-a- prolonged-conflict-in-the-Middle East-could-lead-to-soaring-energy-prices-and-negatively-impact-the-economy-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ดร.กอบกิจ กล่าวต่อว่า ในส่วนของผู้ประกอบการก็ต้องมีการติดตามและพร้อมที่จะปรับตัวเช่นกัน ซึ่งก็มีการคาดการณ์ออกเป็นสามระยะ ในระยะสั้นสามถึงหกเดือนหากราคาพลังงานเพิ่มสูงขึ้นคาดว่าผู้ประกอบการรายย่อย น่าจะยังสามารถแบกรับต้นทุนได้อยู่ แต่ก็น่าห่วงว่าหลังจากนั้นจะสามารถแบกรับต้นทุนได้นานเท่าไหร่

    ระยะกลาง 6 เดือนถึงหนึ่งปี จังหวัดเชียงใหม่จะเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่นซึ่งจะกระทบกับการท่องเที่ยวโดยตรง เพราะนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางจะหายไป และนักท่องเที่ยวจากโซนยุโรปที่ต้องต่อเครื่องที่ตะวันออกกลางก็อาจจะลดลงเช่นกัน ทำให้ค่าใช้จ่ายแพงขึ้นเพราะต้องมีการเปลี่ยนเส้นทาง ซึ่งอาจจะส่งผลต่อการท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่ จากเดิมเฉลี่ย 10 วันอาจจะเหลือเพียง 6-7 วันเท่านั้น และที่น่าห่วงคือผู้ประกอบการรายย่อยอาจจะไม่สามารถแบกรับต้นทุนได้ส่งผลให้ต้องมีการปรับราคาสินค้า เพราะไม่ใช่แค่ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเท่านั้น ค่าไฟฟ้าเองก็มีแนวโน้มที่จะปรับราคาขึ้นด้วย

    ระยะยาวคือสงครามยืดเยื้อมากกว่า 1 ปีขึ้นไป คาดว่าราคาพลังงานและข้าวของจะแพงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งสวนทางกับรายได้และค่าใช้จ่าย ทำให้เกิดความไม่สมดุลกัน จุดนี้ถือว่าน่าเป็นห่วงเป็นอย่างมาก ทั้งประชาชนและเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศไทยก็จะย่ำแย่ลง

    สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือสงครามขยายวงกว้างเพิ่มมากขึ้นไปในหลายประเทศถือเป็นสิ่งที่ไม่อยากจะให้เกิดขึ้น

    Chiang Mai-is-concerned-that-a- prolonged-conflict-in-the-Middle East-could-lead-to-soaring-energy-prices-and-negatively-impact-the-economy-SPACEBAR-Photo07.jpg

    Chiang Mai-is-concerned-that-a- prolonged-conflict-in-the-Middle East-could-lead-to-soaring-energy-prices-and-negatively-impact-the-economy-SPACEBAR-Photo03.jpg

    Chiang Mai-is-concerned-that-a- prolonged-conflict-in-the-Middle East-could-lead-to-soaring-energy-prices-and-negatively-impact-the-economy-SPACEBAR-Photo04.jpg

    ดร.กอบกิจ กล่าวอีกว่า ผู้ประกอบการจะต้องมีการเตรียมรับมือ สิ่งแรกคือต้องพยายามควบคุมต้นทุนให้ได้ลดต้นทุนที่ไม่จำเป็นลงและบริหารจัดการเชื้อเพลิงทั้งน้ำมันและไฟฟ้าให้คุ้มค่าที่สุด ส่วนผู้ประกอบการขนาดกลางถึงใหญ่อาจจะต้องมีการพิจารณาและปรับเปลี่ยนใช้พลังงานทดแทนอย่างโซลาร์เซลล์มากขึ้น ในส่วนของตลาดปัจจุบันนี้คงไม่สามารถพึ่งพาตลาดในตลาดหนึ่งได้ จะต้องมีการหาและเจาะตลาดอื่นๆ เพิ่มเติม ทั้งในส่วนของการท่องเที่ยวและการค้าขายสินค้า อาจเป็นตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สร้างความร่วมมือกันเป็นพันธมิตรที่ดีต่อกันดีกว่ามาแข่งขันกันเอง

    “สำหรับรัฐบาลใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตก็คาดว่าจะสามารถเตรียมการรับมือสถานการณ์ดังกล่าวได้ เพราะเป็นการทำงานต่อเนื่อง ควรจะมีการเตรียมพลังงานไว้ให้เพียงพอมีการเติมพลังงานเชื้อเพลิงจากแหล่งอื่นเพิ่มเติมเข้ามา และต้องมีการทำอย่างต่อเนื่อง

    อยากจะฝากให้รัฐบาลพิจารณาว่าจะสามารถหรือไม่ ในการปรับอัตราค่าน้ำมันหรือค่าไฟฟ้า ให้ตรึงราคาเอาไว้ให้ได้นานที่สุดและออกมาตรการช่วยเหลือ”

    Chiang Mai-is-concerned-that-a- prolonged-conflict-in-the-Middle East-could-lead-to-soaring-energy-prices-and-negatively-impact-the-economy-SPACEBAR-Photo08-1.jpg

    ด้าน สมิต ทวีเลิศนิธิ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางทำให้นึกถึงบรรยากาศช่วงวิกฤตโควิด-19 ชาว SME และภาคอุตสาหกรรมต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนขั้นสุด ทั้งการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน ค่าระวางเรือพุ่งกระฉูด และวัตถุดิบขาดแคลน

    Chiang Mai-is-concerned-that-a- prolonged-conflict-in-the-Middle East-could-lead-to-soaring-energy-prices-and-negatively-impact-the-economy-SPACEBAR-Photo V02.jpg

    สิ่งที่น่ากลัวที่สุด คือ ความไม่แน่นอนที่เราควบคุมไม่ได้ ดังนั้นต้องมีการเพื่อประเมินสถานการณ์และวางแผนรับมือกันอย่างจริงจัง จึงอยากนำ 8 แนะนำให้พี่น้อง SME และสมาชิกสภาอุตสาหกรรมฯได้ลองนำไปปรับใช้สำหรับธุรกิจ

    1.กระแสเงินสดคือเกราะคุ้มกันที่ดีที่สุด

    สถานการณ์ตอนนี้สามารถลุกลามได้เสมอ บทเรียนจากโควิดสอนเราว่า ท่ามกลางวิกฤตสภาพคล่องสำคัญกว่ากำไรเราต้องเตรียมพร้อมเรื่องเงินสดและวงเงินสำรองฉุกเฉินให้พร้อมที่สุด เพื่อรองรับแรงกระแทกจากต้นทุนที่อาจพุ่งสูงขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัว

    2.วางแผนรับมือสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด

    เมื่อเงินซื้อน้ำมันไม่ได้ในเชิงทฤษฎีบริหารความเสี่ยง เราต้องมองให้ลึกกว่าแค่เรื่องราคาแพง หากสงครามกระทบแหล่งผลิตพลังงาน น้ำมันอาจถูกจำกัดและจัดสรรโควตา เหมือนยุคที่หน้ากากอนามัยหรือวัคซีนขาดแคลนช่วงโควิด ต่อให้มีเงินก็อาจเติมน้ำมันเพื่อส่งของไม่ได้ ความเสี่ยงนี้จะยิ่งทวีคูณ หากเราพึ่งพาซัพพลายเออร์หรือมีลูกค้าหลักในต่างประเทศ

     3.Shift จาก “Just-in-Time” เป็น “Just-in-Case”: นับเฉพาะของที่มีในมือช่วงเวลานี้ ทฤษฎีสต็อกแบบเป๊ะๆ (Just-in-Time) อาจทำเราสะดุดได้ ให้ประเมินศักยภาพการผลิตจากวัตถุดิบที่มีอยู่ในคลังจริงๆเป็นหลัก เพราะสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนอาจทำให้ตู้ถูกดองหรือเที่ยวเรือถูกยกเลิกได้ตลอดเวลา การนับเฉพาะของที่แน่นอนแล้ว จะทำให้เรารู้แน่ชัดว่า เรามีของพอผลิตป้อนลูกค้าได้อีกกี่เดือน หากซัพพลายเชนโลกหยุดชะงัก

    4.สื่อสารซัพพลายเออร์ และเร่งนำเข้าวัตถุดิบ บนพื้นฐานกระแสเงินสดเราต้องเริ่มจับเข่าคุยกับซัพพลายเออร์อย่างใกล้ชิด และตัดสินใจเร่งนำเข้าวัตถุดิบสำคัญล่วงหน้าเข้ามาตุนไว้ส่วนหนึ่ง การมีของในโกดังทำให้อุ่นใจกว่า  แต่ต้องรักษาสมดุลให้ดี ไม่ตุนจนเงินสดจม

    5.จัดการพฤติกรรมการแห่ซื้อและกักตุนสินค้าเกินความจำ ต้องบริหารความคาดหวังลูกค้า เมื่อข่าวออก ลูกค้าจะเริ่มตื่นตระหนกและเร่งสั่งของ เข้ามาพร้อมๆ กันทุกเจ้า สิ่งที่ทีมขายและผลิตต้องทำคือ อย่ารับปากไปก่อนเช็คความพร้อม เราต้องเจรจา แบ่งโควตากำลังการผลิต วางแผนทำ OT อย่างรัดกุม และที่สำคัญคือต้องดูแลลูกค้ารายสำคัญก่อน พร้อมกับบริหารความคาดหวังอย่างตรงไปตรงมา

     6.ระวังกับดักBullwhip Effect เตรียมรับมือความเงียบหลังพายุ ข้อนี้สำคัญมาก “ทฤษฎีแส้ม้า” บอกเราว่า ออเดอร์ที่ทะลักเข้ามาตอนนี้ ส่วนหนึ่งคือ “อุปสงค์เทียม” ที่ลูกค้าดึงอนาคตมาตุนไว้ เมื่อเราเร่งผลิตและขายจนหมด พายุลูกต่อไปคือความเงียบ ดังนั้น เมื่อขายได้เงินมาช่วงนี้ ต้องรักษากระแสเงินสดไว้ให้มั่น เพื่อหล่อเลี้ยงบริษัทในยามที่ออเดอร์หดตัวในเดือนถัดๆ ไป

    7.แข่งกับเวลา ขยับก่อนโลจิสติกส์คอขวด

    ตอนนี้ระบบขนส่งอาจจะยังไม่ได้รับผลกระทบเต็มที่ เราต้องใช้หน้าต่างแห่งโอกาสนี้ เร่งนำเข้าหรือส่งออกให้เร็วที่สุด ก่อนที่ปัญหาจะพอกพูนจนเกิดภาวะตู้คอนเทนเนอร์ขาดแคลนหรือท่าเรือแออัดซ้ำรอยวิกฤตโควิด

    8.ดูแลคนของเรา สวัสดิการและการปรับตัว

    วิกฤตพลังงานจะกระทบค่าครองชีพของพนักงานโดยตรง ควรมีการเตรียมงบประมาณก้อนหนึ่งไว้เป็นสวัสดิการ สนับสนุนค่าใช้น้ำมันให้พนักงาน และเริ่มรณรงค์ระบบนั่งรถมาทำงานด้วยกัน เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายส่วนตัว เพราะเมื่อพนักงานหลังบ้านเราแข็งแรง เขาถึงจะมีแรงมาช่วยเราฝ่าวิกฤตหน้าบ้านได้ วิกฤตการณ์โลกเป็นสิ่งที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่การเตรียมความพร้อม คือสิ่งที่เราเลือกทำได้ทันที

    Chiang Mai-is-concerned-that-a- prolonged-conflict-in-the-Middle East-could-lead-to-soaring-energy-prices-and-negatively-impact-the-economy-SPACEBAR-Photo05.jpg

    Chiang Mai-is-concerned-that-a- prolonged-conflict-in-the-Middle East-could-lead-to-soaring-energy-prices-and-negatively-impact-the-economy-SPACEBAR-Photo06.jpg

    ขณะที่หนึ่งในผู้ประกอบการรถตู้รับจ้างรับ-ส่งผู้โดยสารแบบไม่ประจำทาง ให้ข้อมูลว่า ในตอนนี้สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางก็ยังไม่ได้มีผลกระทบโดยตรง อาจจะมีบ้างในส่วนของน้ำมันช่วงก่อนหน้านี้ที่จะต้องไปหาปั๊มที่น้ำมันไม่หมด หรือต่อคิวเพื่อเติมน้ำมันนานขึ้น ซึ่งก็จะกระทบกับระยะเวลาในการเดินทางของลูกค้า

    ส่วนการขึ้นราคาน้ำมันในอนาคตก็จะกระทบกับการจ้างงานอยู่พอสมควร หากเป็นแบบที่ลูกค้าจ่ายค่าน้ำมันเองทุกครั้งก็จะกระทบในส่วนที่ลูกค้าอาจจะลดการเดินทางหรือระงับการเดินทางเอาไว้ก่อน เนื่องจากค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ส่วนหากเป็นแบบเหมาที่รวมค่าจ้างเข้ากับราคาน้ำมันแล้วก็อาจจะต้องมีการปรับขึ้นเล็กน้อยตามราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ซึ่งก็ต้องมีการอธิบายให้กับลูกค้าได้ทราบถึงที่มาที่ไปของการขึ้นราคา

    “อย่างไรก็ตามก็อยากจะให้รัฐบาลช่วยตรึงราคาน้ำมัน และดูแลค่าของชีพของประชาชนให้สูงเกินไปเพราะหากประชาชนมีเงินในกระเป๋าน้อยมันก็จะกระทบกับเศรษฐกิจทั้งระบบ”

    Chiang Mai-is-concerned-that-a- prolonged-conflict-in-the-Middle East-could-lead-to-soaring-energy-prices-and-negatively-impact-the-economy-SPACEBAR-Photo09-1.jpg

    Chiang Mai-is-concerned-that-a- prolonged-conflict-in-the-Middle East-could-lead-to-soaring-energy-prices-and-negatively-impact-the-economy-SPACEBAR-Photo10.jpg

    Chiang Mai-is-concerned-that-a- prolonged-conflict-in-the-Middle East-could-lead-to-soaring-energy-prices-and-negatively-impact-the-economy-SPACEBAR-Photo11.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/chiang-mai-is-concerned-that-a-prolonged-conflict-in-the-middle-east-could-lead-to-soaring-energy-prices-and-negatively-impact-the-economy&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VR9bs2-37HGNZeb9c4pvb

  • “สงครามอิหร่าน” ทุบเศรษฐกิจทั่วโลก เสี่ยงซ้ำรอยศึกรัสเซีย-ฉุดจีดีพีไทย1%

    “สงครามอิหร่าน” ทุบเศรษฐกิจทั่วโลก เสี่ยงซ้ำรอยศึกรัสเซีย-ฉุดจีดีพีไทย1%

    ราคาน้ำมันโลกที่พุ่งขึ้นแตะระดับ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลจากสถานการณ์สงครามอิหร่าน กำลังสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากไทยยังพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศเป็นหลัก และผลกระทบไม่เพียงแค่ความขัดแย้งยืดเยื้อ 

    ขณะที่ผลกระทบที่ตามมาคือต้นทุนพลังงานและราคาสินค้าที่จะปรับตัวสูงขึ้น และอาจส่งผลต่อเสถียรภาพตลาดการเงิน การท่องเที่ยว และการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปด้วย

    ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และอดีตคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวว่า สถานการณ์สงครามอิหร่านขณะนี้น่าห่วงอย่างมากต่อประเทศไทย 

    รวมทั้งที่เห็นชัดเจนคือราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นไปแตะระดับ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลแล้ว ทำให้ประเทศไทยยากที่หลีกเลี่ยงผลกระทบได้ เนื่องจากประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากต่างประเทศในปริมาณมาก

    สิ่งที่ตามมา คือ ผลกระทบต่อราคาสินค้าที่จะต้องปรับตัวสูงขึ้นตามต้นทุนพลังงานในระยะข้างหน้า เนื่องจากมองว่าแม้รัฐบาลไทยจะสามารถเข้ามาช่วยเหลือหรือพยุงสถานการณ์ได้ แต่อาจทำได้เพียงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น เนื่องจากเรามีข้อจำกัดด้านงบประมาณและต้องนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศเป็นหลัก

    “เรามีข้อจำกัดในการอุดหนุนเรื่องราคาน้ำมัน กองทุนน้ำมันในอดีตติดลบไปกว่า 1 แสนล้านบาท ถ้าเป็นอย่างนั้นในที่สุดก็อาจถึงจุดที่รัฐบาลอาจจะต้องหยุดการช่วยเหลือ สิ่งนี้จะนำไปสู่ภาวะที่ของกินของใช้มีราคาแพงขึ้นอย่างแน่นอน”

    อย่างไรก็ตาม สงครามอิหร่านครั้งนี้หากสถานการณ์ยืดเยื้อ สิ่งที่น่าห่วงคือสุดคือ อาจนำไปสู่เหตุการณ์ “ก่อการร้าย”กระจายไปทั่วโลก เนื่องจากอิหร่านเป็นประเทศที่มีอิทธิพลสูงและมีเครือข่ายสายสัมพันธ์อยู่ทั่วโลก

    ซึ่งอาจทำให้กิจกรรมต่างๆทั้งการลงทุน การเดินทางต่างๆอาจหยุดชะงักและลำบากมากขึ้น คนจะกังวลด้านความปลอดภัย โดยเฉพาะโรงแรมต่างๆอาจถูกกระทบ
    หวั่นตลาดทุนผันผวนยืดเยื้อ

    ในด้านตลาดทุน จะมีความผันผวนค่อนข้างมาก หากสถานการณ์สงครามยืดเยื้ออาจกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้และความน่าเชื่อถือของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐส่งผลให้ราคาตกและทำให้อัตราดอกเบี้ยโลกพุ่งสูงขึ้น ซึ่งจะกระทบต่อตลาดทุนทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ มูลค่าสินทรัพย์หรือหลักประกันต่างๆจะเสื่อมค่าลง

    อย่างไรก็ตามในด้านเศรษฐกิจไทยเดิมคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจน่าจะดีขึ้น เนื่องจากทีมงานของรัฐบาลชุดนี้มีลักษณะที่เป็นมืออาชีพแต่เมื่อเกิดวิกฤตินี้ขึ้นทีมรัฐบาลจะต้องทำงานหนักขึ้นหลายเท่า

    “ความผันผวนจะอยู่กับเราไปอีกนาน และการรบครั้งนี้มีแนวโน้มจะยาวนานกว่าที่หลายคนคิด เมื่อเปรียบเทียบกับสงครามรัสเซีย-ยูเครน สงครามในตะวันออกกลางครั้งนี้ส่งผลกระทบรุนแรงกว่าแง่ของราคาพลังงาน เพราะน้ำมันจำนวนมหาศาลต้องขนส่งผ่านพื้นที่นี้” 

    ทั้งนี้ แม้จะยังไม่สามารถสรุปได้ว่าจะเป็นสงครามโลกหรือไม่ เพราะขึ้นกับการตัดสินใจของมหาอำนาจอย่างจีนและรัสเซีย แต่ความน่ากลัวนั้นมีอยู่จริงหากมีการขยายวงกว้างขึ้น

    • เสี่ยงซ้ำรอยรัสเซีย-ยูเครนฉุดจีดีพีไทย0.5-1%

    ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ และประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) กล่าวว่า ระดับราคาน้ำมันที่ประมาณ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ถือเป็นจุดที่เริ่มเข้าสู่ระดับอันตราย

    และเป็นระดับราคาที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจในหลายด้าน และยังต้องติดตามใกล้ชิดว่าสถานการณ์สงครามจะยืดเยื้อหรือไม่

    ทั้งนี้ มองว่าหากประเมินผลกระทบ อาจต้องย้อนกลับไปดูกรณีเหตุการณ์สงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่มีลักษณะคล้ายกัน เนื่องจากเป็นสงครามที่ส่งผลต่อราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับพลังงานอย่างมาก

    โดยช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน ราคาน้ำมันโลกเคยปรับตัวขึ้นไปอยู่ในระดับประมาณ 120-130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และยืนระยะดังกล่าวยาวนานถึง 4 เดือนก่อนค่อย ๆ ปรับลดลง ซึ่งเหตุการณ์นั้นมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลก 

    รวมถึงเศรษฐกิจไทยอย่างน้อย 2-3 ด้าน ด้านแรกคือผลกระทบจากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อค่าใช้จ่ายด้านการขนส่งและต้นทุนพลังงานในประเทศ รวมถึงราคาน้ำมันขายปลีกภายในประเทศ

    • “กอบศักดิ์”ห่วงผลกระทบเงินเฟ้อ

    ผลกระทบที่ตามมาคือ เรื่องเงินเฟ้อ ซึ่งราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นจะส่งผลต่อราคาสินค้าและบริการในหลายประเทศ และเมื่อเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ธนาคารกลางของหลายประเทศก็จะเริ่มมีความกังวล และอาจต้องตัดสินใจดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น

    เช่นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ซึ่งการปรับขึ้นดอกเบี้ยดังกล่าวส่งผลกระทบต่อราคาสินทรัพย์ทั่วโลก ให้ปรับตัวลงต่อเนื่องหลังธนาคารกลางต่างๆเริ่มดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น ตลาดการเงินก็เริ่มเผชิญแรงกดดัน หลายสินทรัพย์ปรับตัวลดลงค่อนข้างมาก

    “ปัจจุบันตลาดโลกก็ยังมีการสะสมความเปราะบางในหลายส่วนและหากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มองว่าเงินเฟ้อกลับมาเป็นปัญหาอย่างชัดเจน ก็อาจนำไปสู่การดำเนินนโยบายที่เข้มงวด ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสินทรัพย์ทั่วโลกได้อีกครั้ง สิ่งที่กังวลมากที่สุดคือหากสถานการณ์บานปลายความขัดแย้งเพิ่มขึ้น เริ่มโจมตีต่อแท่นขุดเจาะน้ำมัน โรงกลั่น คลังน้ำจืดเพิ่มขึ้นผลกระทบที่ตามจะรุนแรงมาก”

    ดังนั้นผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยหากเผชิญเหตุการณ์คล้ายสงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งไทยอาจต้องใช้เงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจำนวนมากเพื่อพยุงราคาพลังงานภายในประเทศ ซึ่งในอดีตใช้เงินกองทุนน้ำมันถึง 2 แสนล้านบาท

    แต่สิ่งที่น่าห่วงคือประเทศไทยมีข้อจำกัดเรื่องการใช้งบประมาณ การกู้เพิ่มขึ้น เนื่องจากใกล้ติดเพดานหนี้สาธารณะ ทำให้เรื่องนี้น่าห่วงมากขึ้น
    อย่างไรก็ตาม

    หากดูผลกระทบในอดีต ตอนสงครามรัสเซียยูเครนผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอยู่ที่ราว 0.5-1% และมองว่าหากสถานการณ์ยืดเยื้อต่อจากนี้โอกาสที่จะเห็นราคาน้ำมันแตะ 120 ดอลลาร์ต่อบาเรล มีโอกาสแน่นอน

    • เงินบาทอ่อนค่าเร็วสุดในภูมิภาค

    นายวชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เงินบาทอ่อนค่าเหนือ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ เพราะนักลงทุนกังวลว่าผลกระทบสงครามต่อตลาดพลังงานจะรุนแรงกว่าคาด

    โดยราคาน้ำมันดิบ (Brent) พุ่งขึ้นเหนือ 115 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังมีข่าวว่าประเทศในกลุ่ม Middle East เช่น UAE คูเวต และอิรัก ลดการผลิตน้ำมันลง หลังช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดเป็นเวลากว่า 1 สัปดาห์

    สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้ คือแนวโน้มราคาน้ำมัน หากราคา Brent oil ยังอยู่ในระดับ 110-120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เงินบาทอาจอยู่ที่ราว 32.00-32.50 โดยในกรณีนี้ มองว่าการลุกลามของสงครามจะยังไม่เร่งตัวไปมาก

    แต่หากราคา Brent oil สูงขึ้นสู่ระดับ 130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐ (DXY)สูงขึ้นกว่า 105 คาดว่าเงินบาทอาจขึ้นไปใกล้เคียง 33.00 ได้

    สำหรับประเด็นในประเทศ หากภาครัฐใช้มาตรการช่วยประคองราคาน้ำมันในประเทศ อาจทำให้ลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและประคอง Sentiment ต่อค่าเงินบาทได้บ้าง

    • โอสถสภา”ชี้น้ำมัน150ดอลล์ฉุดกำไร1-2%

    นางสาวมุกดา ไพรัชเวทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และนางสาวรติพร ราษฎร์เจริญ Group Chief Financial Officerบริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP กล่าวว่า จากสถานการณ์สู้รบระหว่างสหรัฐ อิสราเอลและอิหร่าน กระทบราคาน้ำมันสูงขึ้น และอาจมีผลต่อต้นทุนการผลิตสินค้าของบริษัท

    โดยเฉพาะต้นทุนพลังงานก๊าซธรรมชาติ (แอลเอ็นจี) ที่ใช้สำหรับโรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์ขวดแก้ว

    ทั้งนี้ การบริหารจัดการเบื้องต้น บริษัทมีการทำสัญญากับ ปตท.ในการล็อกราคาพลังงานไว้ 2 สัญญาถึงปี 2571 และถึงปี 2572 โดยการปรับราคาขึ้นลงจะอิงกับสูตรของพลังงานด้วย ปัจจุบันเดินเครื่องเตาหลอมการผลิตขวดแก้วเพียง 2 เตา จากเดิมมี 7 เตา ยังส่งผลให้การบริหารจัดการดีขึ้น มีประสิทธิภาพดีขึ้นด้วย

    นอกจากนี้ บริษัทยังมีการเกาะติดราคาน้ำมันอย่างใกล้ชิด และประเมินผลกระทบต่อธุรกิจ หากราคาน้ำมันพุ่งขึ้นแตะระดับ 130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และขยับขึ้นไม่เกิน 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะส่งผลต่อต้นทุนเพิ่มขึ้น 20% และจะฉุดการทำกำไร 1-2%

    บริษัทยังประเมินราคาน้ำมันขั้นสุด (เอ็กซ์ตรีม) หากแตะถึง 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลด้วย แต่คาดว่าราคาน้ำมันจะพุ่งไม่เกิน 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

    “เรามีการประเมินราคาน้ำมัน เหมือนตอนเกิดการสู้รบระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ในปี 2566 ที่น้ำมันพุ่งแตะ 130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอย่างรวดเร็ว แต่ปรับลงเร็ว เนื่องจากเหตุการณ์ไม่ยืดเยื้อ และคาดการณ์การสู้รบสหรัฐ อิหร่าน จะไม่ยืดเยื้อยาวนานเช่นกัน” 

    สำหรับช่องแคบฮอร์มุซสามารถผ่านได้แต่ต้องมีเรือนำขบวน โดยภาพรวมบริษัทจึงจับตาราคาน้ำมันหากไม่เกิน 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะกระทบต้นทุน 20% และต้นทุนพลังงานยังคิดเป็น 20% ของต้นทุนทั้งหมดด้วย

    ส่วนจะส่งผลต่อราคาสินค้า เงินเฟ้อ อาจเร็วเกินไปจะประเมิน แต่บริษัทจะตรึงราคาสินค้าไว้ และยืนยันไม่มีนโยบายขึ้นราคาสินค้า

    • โลจิสติกส์ส่อต้นทุนพุ่งกระทบส่งออก

    อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง ยอมรับว่าส่งผลกระทบต่อแผนการส่งออกสินค้าของโอสถสภา โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องใช้ส่วนบุคคล (เพอร์ซันนอลแคร์) ที่กำลังจะบุกตลาดตะวันออกกลาง อาจล่าช้าออกไป และยังส่งผลต่อด้านโลจิสติกส์ส่งสินค้าไปยังต่างประเทศ ที่ต้องใช้เส้นทางอ้อม รวมถึงต้นทุนค่าขนส่งเพิ่มขึ้น 20%

    “โลจิสติกส์ต้องใช้เส้นทางขนส่งอ้อมเล็กน้อย ส่วนราคาสินค้าที่ขายในตะวันออกกลางเราเทียบเคียงกับตลาดยุโรป คือราคาขายสูงกว่าเอเชีย จึงยังทำกำไรได้ดี และหวังว่าสถานการณ์สู้รบระหว่างสหรัฐ-อิหร่านจะเกิดขึ้นระยะสั้น อย่างไรก็ตาม ฐานตลาดต่างประเทศบริษัทยังเล็ก หากยังจังหวะไม่ใช่ เราจะยังไม่ไป เราจะเลือกสิ่งที่ดีที่สุด”

    นายรวิศ หาญอุตสาหะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จํากัด กล่าวว่า การสู้รบระหว่างสหรัฐ-อิหร่าน เป็นสิ่งที่บริษัทไม่คิดว่าจะเกิดขึ้น และยากจะจะคาดเดาว่าจะส่งผลกระทบต่อโลกและไทยมากน้อยแค่ไหน จะจบอย่างไร และจะมีผลต่อความรู้สึกของผู้บริโภคในการซื้อสินค้าหรือไม่ เพราะหากลูกค้าประหยัด ระมัดระวังจะเป็นตัวแปรสำคัญต่อธุรกิจสินค้าความงาม (บิวตี้) อย่างมาก

    นอกจากนี้ การสู้รบของสหรัฐ-อิหร่าน ยังส่งผลต่อราคาพลังงานน้ำมัน ซึ่งเป็นต้นทุนการผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติก (แพ็กเกจจิ้ง) ของศรีจันทร์ หากราคาพุ่งขึ้นย่อมน่าเป็นห่วงต้นทุนธุรกิจ 

    อีกส่วนคือต้นทุนโลจิสติกส์ กรณีสายเรือถูกตัดขาด เดินเรือไม่ได้ ที่ผ่านมามีบทเรียนใหญ่จากเรือขนส่งขนาดใหญ่เกยตื้นและขวางคลองสุเอซ ส่งผลให้ค่าระวางเรือ (เฟรท) ขยับจาก 1,000 ดอลลาร์ พุ่งแตะ 8,000 ดอลลาร์

    “ต้นทุนโลจิสติกส์ที่พุ่งสินค้าชิ้นเล็กอย่างบิวตี้ ได้รับผลกระทบน้อยกว่าชิ้นใหญ่ ส่วนราคาน้ำมันหากพุ่งขึ้น กระทบต้นทุนแพ็กเกจจิ้ง ระยะสั้นเราคงไม่ผลักภาระให้ผู้บริโภค”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1224444&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0LIE4D1m-DXWx14oXgnS7B