Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • บลจ.แอสเซท พลัส มองบวกหุ้นญี่ปุ่น ชี้พื้นฐานแกร่ง รับแรงหนุนเศรษฐกิจ-การเมือง-กำไรบริษัทจดทะเบียน แม้ระยะสั้นยังผันผวน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    บลจ.แอสเซท พลัส มองบวกหุ้นญี่ปุ่น ชี้พื้นฐานแกร่ง รับแรงหนุนเศรษฐกิจ-การเมือง-กำไรบริษัทจดทะเบียน แม้ระยะสั้นยังผันผวน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน แอสเซท พลัส จำกัด (บลจ.แอสเซท พลัส) เปิดเผยมุมมองการลงทุนต่อตลาดหุ้นญี่ปุ่นประจำไตรมาส 1 ปี 2569 โดยยังคงมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นญี่ปุ่นในระยะกลางถึงยาว แม้ระยะสั้นตลาดอาจเผชิญความผันผวนจากปัจจัยภายนอก แต่เชื่อว่าปัจจัยพื้นฐานของญี่ปุ่นยังแข็งแกร่ง ทั้งจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ เสถียรภาพทางการเมือง และผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่ออกมาดีกว่าคาด

    นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ดัชนี TOPIX ปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 15% สะท้อนแรงหนุนจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ การเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียน และนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเชิงรุกของภาครัฐ ขณะที่ผลประกอบการไตรมาส 4 ปี 2568 ของบริษัทจดทะเบียนญี่ปุ่นยังสะท้อนความแข็งแกร่งของภาคธุรกิจอย่างชัดเจน โดยรายได้และกำไรสุทธิออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ 2.3% และ 9.2% ตามลำดับ สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต โดยมีกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย (Consumer Discretionary) กลุ่ม Healthcare และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ (Real Estate) เป็นผู้นำสำคัญ

    ในด้านเศรษฐกิจ ญี่ปุ่นกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ โดยดัชนี Manufacturing PMI ปรับขึ้นสู่ระดับ 53.0 ในเดือนกุมภาพันธ์ สะท้อนการขยายตัวของภาคการผลิตและคำสั่งซื้อใหม่อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ผลการเจรจาค่าจ้างประจำปี (Shunto) ปี 2569 บ่งชี้ว่ามีการเรียกร้องปรับขึ้นค่าจ้างพื้นฐานราว 4.37% และค่าจ้างรวมราว 5.94% ซึ่งยังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต

    ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายสู่ระดับ 0.75% ในเดือนธันวาคม 2568 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่า 30 ปี และสะท้อนถึงการเข้าสู่วัฏจักรเชิงบวกของเศรษฐกิจญี่ปุ่น หรือ Virtuous Cycle ของค่าจ้าง เงินเฟ้อ และการบริโภค ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญต่อการเติบโตในระยะยาว

    นอกจากนี้ บลจ.แอสเซท พลัส มองว่าเสถียรภาพทางการเมืองเป็นอีกหนึ่งแรงหนุนสำคัญ หลังพรรค Liberal Democratic Party (LDP) ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทากาอิจิ ชนะการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรอย่างถล่มทลาย และครองที่นั่งมากกว่าสองในสามของสภา ส่งผลให้ญี่ปุ่นมีเสถียรภาพทางการเมืองสูงสุดในรอบหลายปี และเปิดทางให้รัฐบาลเดินหน้านโยบายเศรษฐกิจเชิงรุกได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งการลดภาษีเพื่อกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชน การส่งเสริมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เทคโนโลยีขั้นสูง และ AI รวมถึงการปฏิรูปธรรมาภิบาลบริษัท (Corporate Governance Reform) อีกทั้ง การไม่มีการเลือกตั้งระดับชาติครั้งใหญ่จนถึงปี 2571 ยังถือเป็นปัจจัยบวกต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติในระยะถัดไป

    นายกมลยศ สุขุมสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการลงทุน บลจ.แอสเซท พลัส กล่าวว่า “กองทุนให้น้ำหนักการลงทุนในกลุ่มที่ได้ประโยชน์โดยตรงจากการฟื้นตัวของการบริโภคภายในประเทศและการปฏิรูปธรรมาภิบาลบริษัท ได้แก่ กลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย กลุ่ม Healthcare และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งล้วนเป็นกลุ่มที่มีผลประกอบการสูงกว่าตลาดคาดในไตรมาสที่ผ่านมา”

    นายกมลยศ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ขณะเดียวกัน กองทุนยังติดตามโอกาสการลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากได้รับแรงหนุนโดยตรงจากนโยบายการลงทุนด้าน AI และอุตสาหกรรมขั้นสูงของรัฐบาล ซึ่งถือเป็นหนึ่งในธีมการลงทุนระยะยาวที่มีศักยภาพสูงของตลาดหุ้นญี่ปุ่นในเวลานี้”

    สำหรับมุมมองด้านมูลค่า บลจ.แอสเซท พลัส ประเมินว่า ดัชนี TOPIX ปัจจุบันซื้อขายที่ระดับ P/E ล่วงหน้า (1-year forward P/E) ราว 17.1 เท่า แม้จะสูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว แต่ยังถือว่าอยู่ในระดับสมเหตุสมผลเมื่อเทียบกับแนวโน้มการเติบโตของกำไร โดย consensus ตลาดคาดว่ากำไรของบริษัทจดทะเบียนในดัชนีจะเติบโตราว 10-11% ในช่วงปี 2569-2570

    ทั้งนี้ แม้ในระยะสั้นตลาดอาจยังเผชิญความผันผวนจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์และความเสี่ยงจากราคาพลังงาน แต่หากแนวโน้มกำไรของบริษัทจดทะเบียนเป็นไปตามที่ตลาดคาด บลจ.แอสเซท พลัส เชื่อว่าดัชนี TOPIX ยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อ หรือเกิด re-rating ได้ในระยะกลางถึงยาว

    การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนโปรดทำความเข้าใจลักษณะ เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงของกองทุนรวมก่อนตัดสินใจลงทุน

    Source: Bloomberg, https://tradingeconomics.com/japan/stock-market และ www.investing.com

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/03/18/626387/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2tSlHg9PQHuNljwHDcg9fN

  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ต้อนรับ รัฐมนตรีกีฬาไอร์แลนด์

    กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ต้อนรับ รัฐมนตรีกีฬาไอร์แลนด์

    กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ต้อนรับ รัฐมนตรีกีฬาไอร์แลนด์ รมต.กีฬาไทย ร่วมกรมพล ต้อนรับ

    กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้การต้อนรับ นาย Charlie McConalogue รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงวัฒนธรรม การสื่อสารและกีฬาไอร์แลนด์ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ไทย-ไอร์แลนด์ พร้อมส่งเสริม soft power และกีฬาระหว่างสองประเทศ

    นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้การต้อนรับ นาย Charlie McConalogue รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงวัฒนธรรม การสื่อสารและกีฬาไอร์แลนด์ และนาย Patrick Bourne เอกอัครราชทูตไอร์แลนด์ประจำประเทศไทย พร้อมคณะ ในการนี้ นายมงคล วิมลรัตน์ อธิบดีกรมพลศึกษา มอบหมายให้ ดร.สุธน วิชัยรัตน์ รองอธิบดีกรมพลศึกษา เป็นผู้แทนเข้าร่วมให้การต้อนรับ ณ ห้องรับรอง ชั้น 2 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

    โดยรมว.อรรถกร ได้แสดงความยินดีเนื่องในวัน St. Patrick’s Day ซึ่งเป็นวันสำคัญทางศาสนาของชาวไอริช รวมถึงความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย-ไอร์แลนด์ที่ยาวนานกว่า 51 ปี โดยในด้านเศรษฐกิจ ทั้งสองประเทศมีมูลค่าทางเศรษฐกิจระหว่างกันกว่า 40,000 ล้านบาท จึงเห็นควรให้มีความร่วมมือระหว่างกันในด้านต่างๆ มากยิ่งขึ้น อาทิ ด้านการท่องเที่ยว ซึ่งเสนอให้มีการส่งเสริม soft power และการเปิดเที่ยวบินตรงระหว่างไทย-ไอร์แลนด์

    นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายเสนอให้มีการใช้กีฬาเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างกันได้แก่ กีฬามวยไทย และกีฬาแกลิก ซึ่งเป็นกีฬาประจำชาติของไทยและไอร์แลนด์ โดยประเทศไทยได้มุ่งเน้นการพัฒนานักกีฬาตั้งแต่ระดับเยาวชนให้ก้าวสู่ความเป็นเลิศและความเป็นอาชีพที่มั่นคง

    ทั้งนี้ การเข้าเยี่ยมคารวะดังกล่าว จะช่วยขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวและกีฬาของทั้งไทยและไอร์แลนด์ให้แน่นแฟ้น และเกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น อันจะนำไปสู่การเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างทั้งสองประเทศให้ยั่งยืนต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/news/3900906/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Hm2k2wxeXvqXfOFmGiIQw

  • ททท. คุยเวสต์แฮม แปะหน้าอกชุดแข่งพรีเมียร์ลีก ดึงนักท่องเที่ยวทั่วโลกมาไทย

    ททท. คุยเวสต์แฮม แปะหน้าอกชุดแข่งพรีเมียร์ลีก ดึงนักท่องเที่ยวทั่วโลกมาไทย

    ททท. คุยเวสต์แฮม แปะหน้าอกชุดแข่งพรีเมียร์ลีก ดึงนักท่องเที่ยวทั่วโลกมาไทย

    ททท. คุยเวสต์แฮม แปะหน้าอกชุดแข่งพรีเมียร์ลีก ดึงนักท่องเที่ยวทั่วโลกมาไทย

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เดินหน้าคุยสโมสร เวสต์แฮม ทีมดังในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เพื่อผลักดัน Amazing Thailand ในฤดูกาลหน้า ให้นักท่องเที่ยวมาไทย

    นายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท. กำลังเดินหน้าคุยสโมสร เวสต์แฮม ทีมดังในฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ต่อยอดกลยุทธ์ สปอร์ต ทัวริซึ่ม และผลักดันแบรนด์ Amazing Thailand ในลีกอังกฤษ ฤดูกาลหน้า

    โดยนายนิธี ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Nithee Tat โดยมีใจความว่า เตรียมต่อยอดกลยุทธ์ Sports Tourism เสริมแกร่งแบรนด์ Amazing Thailand ดึงสโมสรฟุตบอลอังกฤษ ชวนแฟนคลับทั่วโลก มาเที่ยวเมืองไทย

    FB : Nithee Tat
    นายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เดินทางไปยังสนามลอนดอน สเตเดีั้ยม ถิ่นของ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด

    หากจะมีการต่อยอด แบรนด์ ท่องเที่ยวไทย Amazing Thailand ผ่าน Sport Tourism เพื่อดึงนักท่องเที่ยวจากตลาดอังกฤษให้บรรลุผลอย่างเป็นรูปธรรมมากที่สุดแล้ว กีฬาฟุตบอลถือเป็น หมุดหมายสำคัญในการขับเคลื่อน แนวคิดดังกล่าวที่ได้ผลดีมากที่สุด

    นายนิธี กล่าวอีกว่า การได้ไปเยือน สโมสรฟุตบอล เวสต์แฮม ยูไนเต็ด หรือที่แฟนบอลชาวไทยคุ้นเคยดีในนามขุนค้อนถึงลอนดอน สเตเดียม ที่อยู่ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เพื่อพบปะหารือกับผู้บริหาร คือ คุณเนธาน ทอมสัน Executive Director – Commercial, Marketing, Digital and Content และเป็นบอร์ดบริหารสโมสรฟุตบอลเวสต์แฮม ยูไนเต็ด รวมถึงเยี่ยมชมความพร้อมในด้านต่างๆ

    จึงเป็นโอกาสที่ดียิ่งที่จะได้หาแนวทางความเป็นไปได้ในการร่วมกันทำกิจกรรม เผยแพร่ประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวของประเทศไทยผ่านสื่อ และช่องทางต่างๆ สโมสร อาทิ การเผยแพร่ logo Amazing Thailand บนชุดนักกีฬาฟุตบอลทีมชายในฤดูกาล 2026/27 , การเผยแพร่ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว ในจอ LED screen รอบสนาม , ป้าย static รอบอัฐจันทร์ , การทำกิจกรรม on ground บริเวณ นอกสนาม , การเชิญนักเตะ คนดังของทีม มาทำ คอนเทนต์ ที่ประเทศไทย ฯลฯ

    นายนิธี กล่าวด้วยว่า นอกเหนือจากมาให้การต้อนรับ พร้อมนำชมสนาม และนำเสนอแนวทางในส่วนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งน่าสนใจเป็นอย่างมาก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/sport/news/271095&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw31hVwIRXGOutruQgvj1Tp8

  • สื่ออิหร่านเผยเหตุสหรัฐฯ-อิสราเอลโจมตี คร่าชีวิตผู้หญิง 226 ราย เด็ก 204 ราย

    สื่ออิหร่านเผยเหตุสหรัฐฯ-อิสราเอลโจมตี คร่าชีวิตผู้หญิง 226 ราย เด็ก 204 ราย

    เตหะราน, 17 มี.ค. ซินหัว รายงานว่า — เมื่อวันจันทร์ (16 มี.ค.) ทาสนิม (Tasnim) สำนักข่าวกึ่งทางการของอิหร่าน อ้างอิงฟาเตเมห์ โมฮาเจรานี โฆษกรัฐบาลอิหร่าน รายงานว่ากรณีสหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีอิหร่านได้คร่าชีวิตผู้หญิง 226 ราย และเด็ก 204 ราย ขณะเดียวกันยังคร่าชีวิตบุคลากรทางการแพทย์ 17 ราย ครูและนักเรียน 206 ราย

    โมฮาเจรานีระบุว่ามีสิ่งปลูกสร้างของพลเรือนในอิหร่านเสียหายมากกว่า 61,000 แห่ง ซึ่งรวมถึงที่อยู่อาศัยและอาคารพาณิชย์ในกรุงเตหะรานกว่า 18,000 แห่ง นับตั้งแต่ความขัดแย้งครั้งนี้ปะทุขึ้นมา

    ทั้งนี้ ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นหลังจากสหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีอิหร่านร่วมกันเมื่อวันที่ 28 ก.พ. ทำให้อิหร่านและพันธมิตรในภูมิภาคตอบโต้ด้วยการโจมตีทรัพย์สินของอิสราเอลและสหรัฐฯ ทั่วตะวันออกกลาง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://fm91bkk.com/newsarticle/68410&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06HvHtURnBI5Tx4gTLWb1X

  • “หุ้นฮ่องกง” สดใส! “ฮั่งเส็ง” เปิดบวก 54.49 จุด ข้อมูลเศรษฐกิจจีนแกร่งหนุนตลาดต่อเนื่อง

    “หุ้นฮ่องกง” สดใส! “ฮั่งเส็ง” เปิดบวก 54.49 จุด ข้อมูลเศรษฐกิจจีนแกร่งหนุนตลาดต่อเนื่อง

    เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 ดัชนีฮั่งเส็งของตลาดหุ้นฮ่องกงเปิดบวก 54.49 จุด หรือเพิ่มขึ้น +0.21% ที่ระดับ 25,923.03 จุด โดยได้รับแรงหนุนจากข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งจากจีน ซึ่งรวมถึงยอดค้าปลีกและการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้นมากกว่าที่คาด

    การปรับตัวขึ้นของดัชนีฮั่งเส็งในวันนี้เกิดขึ้นหลังจากที่นักลงทุนให้ความสนใจในข้อมูลเศรษฐกิจจีนที่ดีขึ้น และยังจับตาผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่คาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยในช่วง 3.5% – 3.75% ในการประชุมครั้งนี้

    #HangSeng #HongKongStocks #ChinaEconomy #StockMarket #AsiaMarket #FedMeeting #ฮั่งเส็ง #หุ้นฮ่องกง #เศรษฐกิจจีน #ตลาดหุ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/international/135560&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2evSXolKl7FLm8pV1653GX

  • รู้ก่อนรวยก่อน ส่อง 5 หุ้น น่าสนใจ 18/03/69

    รู้ก่อนรวยก่อน ส่อง 5 หุ้น น่าสนใจ 18/03/69

    วันที่ 18 มี.ค.2569 ส่องกล้องมองตลาดหุ้นไทยตัวไหนน่าลงทุนประจำวันที่ 18 มีนาคม 2569 โต๊ะเศรษฐกิจสยามรัฐอินไซด์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/135551&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2s17zNiiyr3fCXLX119fFx

  • นายกฯ ออสซี่ส่งสัญญาณออกมาตรการใหม่ รับมือเศรษฐกิจโลกปั่นป่วน : อินโฟเควสท์

    นายกฯ ออสซี่ส่งสัญญาณออกมาตรการใหม่ รับมือเศรษฐกิจโลกปั่นป่วน : อินโฟเควสท์

    แอนโทนี อัลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ส่งสัญญาณเตรียมออกมาตรการใหม่ เพื่อปกป้องประชาชนจากผลกระทบรุนแรงของความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลก อันเนื่องมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

    อัลบาเนซีกล่าวสุนทรพจน์บนเวทีอุตสาหกรรมยานยนต์เมื่อเช้าวันนี้ (18 มี.ค.) ว่า สงครามในตะวันออกกลางเป็นอีกหนึ่งแรงกระแทกสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกในทศวรรษ 2020 ต่อจากวิกฤตโควิด-19 และสงครามรัสเซีย-ยูเครน

    ผู้นำออสเตรเลียระบุว่า รัฐบาลต้องการดำเนินทุกมาตรการเพื่อปกป้องเศรษฐกิจ ครัวเรือน และภาคธุรกิจของออสเตรเลีย จากผลกระทบเชิงลบของความผันผวนในระดับโลก พร้อมเตรียมประกาศรายละเอียดเพิ่มเติมในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

    นอกจากนี้ อัลบาเนซียังกล่าวต่อว่า ได้เรียกประชุมฉุกเฉินร่วมกับผู้นำรัฐและดินแดนในวันพฤหัสบดี (19 มี.ค.) เพื่อเร่งกระจายเชื้อเพลิงจากคลังสำรองแห่งชาติไปยังพื้นที่ที่มีความต้องการ โดยเฉพาะชุมชนส่วนภูมิภาค และย้ำความจำเป็นในการยกระดับการพึ่งพาตนเองทางเศรษฐกิจ

    “เราต้องสร้างเศรษฐกิจที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น พึ่งพาตนเองได้มากขึ้น และสอดคล้องกับศักยภาพของประเทศ” อัลบาเนซีกล่าว

    ด้านจิม ชาลเมอร์ส รัฐมนตรีคลังออสเตรเลีย ให้สัมภาษณ์กับสถานี ABC ก่อนหน้านี้ว่า งบประมาณปี 2569-2570 ที่จะเสนอในเดือนพ.ค. จะมุ่งเน้นประเด็นเงินเฟ้อ ผลิตภาพ และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลก

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (18 มี.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/577770&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1yAeTqc5XTj-gNNFgOapHp

  • วิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจและสังคมไทย ปี 2569 :  มิติเชิงโครงสร้างรัฐศาสตร์ สังคมวิทยา และการพัฒนาชุมชน

    วิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจและสังคมไทย ปี 2569 : มิติเชิงโครงสร้างรัฐศาสตร์ สังคมวิทยา และการพัฒนาชุมชน

    บทความเชิงวิเคราะห์นี้ ผู้เขียนได้สรุปจากเอกสาร 3 ฉบับประกอบด้วย (ร่าง) รายงานสรุปผลการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ชาติ ประจำปี 2568 รายงานภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่สี่ ทั้งปี 2568 และแนวโน้มปี 2569

    รายงานภาวะสังคมไทยไตรมาส 4 และภาพรวม ปี 2568 ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยพยายามให้กรอบแนวคิดทางด้านรัฐศาสตร์ สังคมวิทยาและการพัฒนาชุมชนมาเป็นกรอบในการวิเคราะห์ 

    พบว่า ปี 2569 มิใช่เพียงปีแห่งการผันผวนของตัวเลขทางสถิติ แต่คือ “จุดเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง” (Strategic Inflection Point) ที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับบททดสอบความยืดหยุ่นท่ามกลางมรสุมภูมิรัฐศาสตร์ สภาวะเศรษฐกิจมหภาคสะท้อนสัญญาณเตือนที่ไม่อาจละเลย

    เมื่อเครื่องยนต์หลักอย่างการส่งออกที่เคยขยายตัวร้อยละ 12.7 ในปี 2568 มีแนวโน้มชะลอตัวลงอย่างรุนแรงเหลือเพียงร้อยละ 2.0 ในปี 2569 สอดรับกับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ดิ่งลงจาก 97.4 สู่ระดับ 94.2

    ตัวเลขเหล่านี้คือดัชนีชี้วัด “ความเปราะบางของโครงสร้างที่พึ่งพาปัจจัยภายนอก” สูงเกินควร ความผันผวนที่เกิดขึ้นมิใช่เรื่องของ GDP เพียงอย่างเดียว แต่มีรากฐานมาจากความตึงเครียดในมิติเชิงอำนาจและรัฐศาสตร์โลกที่ซับซ้อนขึ้น ซึ่งกำลังส่งแรงสั่นสะเทือนลงสู่เสถียรภาพทางสังคมและเศรษฐกิจฐานรากอย่างมีนัยสำคัญ

     ๐ มิติทางรัฐศาสตร์: อธิปไตยทางเทคโนโลยีและกับดักการผลิตปลายน้ำ

    ในการดำเนินนโยบายสาธารณะ รัฐไทยกำลังถูกพันธนาการด้วย “แรงเสียดทานทางภูมิรัฐศาสตร์” ที่ทรงพลังกว่ากลไกตลาดเสรี มาตรการภายใต้กฎหมาย IEEPA และภาษีตอบโต้ของสหรัฐ ที่ยกระดับกำแพงภาษีชิปขั้นสูงถึงร้อยละ 19.74

    และยานยนต์ร้อยละ 15.83 กำลังตอกย้ำความอ่อนแอของไทยที่ติดกับดัก “ภาวะพึ่งพิงทางเทคโนโลยี” ในฐานะผู้ผลิตปลายน้ำ ซึ่งมีอำนาจต่อรองต่ำ 

    นอกจากนี้ “ความเสี่ยงจากวงจรการเลือกตั้ง” และการคาดการณ์ว่างบประมาณปี 2570 จะล่าช้าไปกว่า 1 ไตรมาส เปรียบได้กับภาวะ Budget Cliff หรือ Partial Government Shutdown ในสหรัฐ ที่อัมพาตกลไกการขับเคลื่อนรัฐ ยิ่งเมื่อบวกกับนโยบาย “สามเส้นแดง” (Three Red Lines) ของจีนที่บีบคั้นภาคอสังหาริมทรัพย์

    และข้อขัดแย้งระหว่างจีนกับญี่ปุ่นเหนือคาบสมุทรไต้หวัน ที่ส่งผลให้ญี่ปุ่นเพิ่มงบประมาณกลาโหมสูงสุดเป็นประวัติการณ์จนกระทบต่อภาคบริการและการส่งออกของไทย 

    ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่า “การเมืองคือตัวกำหนดเศรษฐกิจ” ที่แท้จริง และส่งแรงกระแทกแบบลูกโซ่เข้าสู่ระบบนิเวศสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตลอดจนภาวะสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา กับอิหร่านที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน

    ๐ มิติทางสังคมวิทยา: ความลักลั่นในการฟื้นตัวและปรากฏการณ์ธุรกิจสีแดง

    ในเชิงสังคมวิทยา เศรษฐกิจเปรียบเสมือน “ระบบนิเวศแห่งชีวิต” แต่ปัจจุบันเรากลับเห็น “ความลักลั่นในการฟื้นตัว” อย่างสุดขั้ว แม้อัตราว่างงานในระบบจะดูต่ำเพียงร้อยละ 1.78 แต่ไส้ในของข้อมูลกลับน่ากังวล

    เมื่อแรงงานนอกระบบในมาตรา 40 เพิ่มสูงขึ้นสวนทางกับมาตรา 39 สะท้อนถึงการหลุดออกจากโครงข่ายความคุ้มครองที่มั่นคง และการรุกคืบของ AI และ Data Center กลายเป็นตัวเร่งความเหลื่อมล้ำ

    โดยเฉพาะกลุ่ม “ธุรกิจสีแดง” (Red Businesses) ที่เผชิญกับความเสี่ยงจากการถูกดิสรัปชันโดยตรง (Industrial Disruption) นี่คือ “ความเปราะบางเชิงโครงสร้าง” ที่สร้างช่องว่างระหว่างแรงงานทักษะสูงที่เป็นเจ้าของข้อมูล กับแรงงานทักษะดั้งเดิมที่กำลังถูกเบียดขับ

    ความแตกต่างนี้ไม่ใช่แค่เรื่องกำไรขาดทุน แต่คือ ความเหลื่อมล้ำในอำนาจการกำหนดอนาคตที่ขยายวงกว้างขึ้นในสังคมไทย

    ๐ มิติการพัฒนาชุมชน: วิกฤติ Agri-Squeeze และการสร้างความยืดหยุ่นเชิงพื้นที่

    ชุมชนในฐานะรากฐานความมั่นคง กำลังถูกบีบคั้นด้วยภาวะ “Agri-Squeeze” อย่างรุนแรง เกษตรกรต้องเผชิญกับภาวะต้นทุนพุ่งสูงอย่างลักลั่น โดยราคาปุ๋ยยูเรียพุ่งไปที่ 17,199.83 บาทต่อตัน และปุ๋ยสูตร 15-15-15 สูงถึง 22,292.83 บาทต่อตัน ขณะที่ราคาสินค้าเกษตรหลักปรับลดลงต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 3 

    สภาวะ “ต้นทุนสูง ราคาขายต่ำ” กำลังทำลาย “กระบวนการสะสมทุนของชุมชน” อย่างเป็นระบบ ยิ่งไปกว่านั้น วิกฤติอุทกภัยในภาคใต้ช่วงปลายปี 2568 ที่ส่งผลให้นักท่องเที่ยวมาเลเซียลดลงถึงร้อยละ 45 ตอกย้ำความเปราะบางของชุมชนที่พึ่งพาการท่องเที่ยวเชิงเดี่ยว

    การแก้ปัญหาจึงต้องก้าวข้ามการซ่อมแซมทางกายภาพไปสู่ยุทธศาสตร์เชิงรุก เช่นการสร้าง “Border Tourism Hub” และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อกระจายความเสี่ยง ควบคู่ไปกับการแก้ “ระเบิดเวลาหนี้ครัวเรือน” ที่สูงถึงร้อยละ 86.75 ของเงินให้กู้ยืม ซึ่งเป็นกำแพงสูงชันที่ขวางกั้นการเข้าถึงสภาพคล่องของวิสาหกิจชุมชน

    ๐ บทสรุปและข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์ “ความยืดหยุ่นเชิงโครงสร้าง”

    ดังนั้น เพื่อให้ประเทศไทยก้าวพ้นวิกฤติในปี 2569 จำเป็นต้องปรับทิศทางสู่ “ความยืดหยุ่นเชิงโครงสร้าง” (Structural Resilience) ผ่าน 3 ยุทธศาสตร์สำคัญ ประกอบด้วย

    1. ด้านรัฐศาสตร์ (Strategic Imperative) ควรเร่งเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้รับจ้างประกอบปลายน้ำ” สู่การสร้าง Local Value Added ผ่านการส่งเสริมการร่วมทุน (Joint Venture) ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อลดภาวะพึ่งพิงและสร้างอำนาจต่อรองในห่วงโซ่มูลค่าโลก

    2. ด้านสังคมวิทยา (Social Safety Net) ควรดำเนินการสร้างโครงข่ายคุ้มครองทางสังคมที่ครอบคลุมกลุ่มแรงงานเปราะบางมาตรา 40 และเร่งรัดกระบวนการ Upskilling/Reskilling โดยเน้นไปที่กลุ่ม “ธุรกิจสีแดง” เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI อย่างเป็นธรรม

    3.ด้านการพัฒนาชุมชน (Regional Value) ควรมุ่งเน้นการจัดการปัจจัยการผลิตภายในภูมิภาค (Regional Value Content: RVC) เพื่อลดการพึ่งพาปุ๋ยนำเข้าและต้นทุนเกษตร พร้อมยกระดับการท่องเที่ยวชุมชนสู่นวัตกรรมสร้างสรรค์เพื่อกระจายความเสี่ยง

    ท้ายที่สุด ความอยู่รอดของประเทศไทยมิได้ขึ้นอยู่กับตัวเลข GDP แต่เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการสร้างความยืดหยุ่นที่แฝงอยู่ในทุกอณูของโครงสร้างประเทศ ตั้งแต่นโยบายต่างประเทศไปจนถึงวิถีชีวิตของเกษตรกรในชุมชน เพื่อให้การเติบโตในปี 2569 เป็นไปอย่างยั่งยืนและทั่วถึง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/opinion/1225549&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3lryWcVCu3BVKYpGm9LNNv

  • พ่อเมืองสุราษฎร์ฯพบสื่อ ลุยนำทัพเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ ดันเกษตรมูลค่าสูง-ท่องเที่ยวยั่งยืน-สังคมคุณภาพ | เดลินิวส์

    พ่อเมืองสุราษฎร์ฯพบสื่อ ลุยนำทัพเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ ดันเกษตรมูลค่าสูง-ท่องเที่ยวยั่งยืน-สังคมคุณภาพ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 17 มีนาคม ณ ห้องศรีวิชัย B โรงแรมวังใต้ อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี นายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี เปิดเวทีใหญ่ “ผู้ว่าฯ พบสื่อมวลชน” ผนึกกำลังทุกภาคส่วน ประกาศทิศทางยกเครื่องจังหวัดสู่ “เมืองเกษตรมูลค่าสูง ท่องเที่ยวยั่งยืน สังคมเป็นสุข” อย่างเป็นรูปธรรม

    สำหรับเวทีเสวนาครั้งนี้ไม่ธรรมดาเพราะถือเป็นการ “เคลียร์ชัด-วางหมากใหม่” ของสุราษฎร์ธานี โดยผู้ว่าฯ จุมพฏ นำทีมผู้บริหารระดับจังหวัด ทั้งนายกล้าณรงค์ ยุติธรรม รองผู้ว่าราชการจังหวัด และนายโสภณ เคี่ยมการ ประชาสัมพันธ์จังหวัด พร้อมหัวหน้าส่วนราชการ ร่วมถ่ายทอดวิสัยทัศน์ต่อหน้าสื่อมวลชนกว่า 100 คน

    โดยไฮไลท์สำคัญอยู่ที่ “แผนยกระดับทั้งระบบ” ตั้งแต่การดันสินค้าเกษตรสู่ตลาดมูลค่าสูง สร้างรายได้ใหม่ให้เกษตรกร ไปจนถึงการปรับภาพลักษณ์การท่องเที่ยวสู่ “คุณภาพมากกว่าปริมาณ” พร้อมเร่งเครื่องเปิดตลาดสินค้าเกษตรและของดีท้องถิ่นสู่เวทีการค้าในวงกว้าง ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีการวางแผนรับมือภัยพิบัติอย่างรอบด้าน เพื่อสร้าง “เกราะป้องกันเศรษฐกิจ” ให้จังหวัดเดินหน้าได้อย่างมั่นคงในทุกสถานการณ์

    ผู้ว่าฯ สุราษฎร์ฯ ย้ำชัด “สื่อ” คือพลังสำคัญในการขับเคลื่อนจังหวัด ชี้การสื่อสารที่ตรงกัน รวดเร็ว และเข้าถึงประชาชน จะเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ พร้อมเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากสื่อมวลชนแบบตรงไปตรงมา เพื่อร่วมกันปั้นสุราษฎร์ธานีให้ “โตจริง เปลี่ยนจริง” งานนี้ไม่ใช่แค่เวทีแถลงข่าว แต่คือ “สัญญาณเริ่มต้น” ของการเร่งเครื่องพัฒนาสุราษฎร์ธานีครั้งใหญ่ ที่ทุกสายตาจับจ้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5697280/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0vC3Oqq4GSCkYmal44pCQi

  • ครม.สั่งมาตรการอุ้ม 3 กลุ่ม ช่วยผลกระทบน้ำมัน ‘เกษตรกร-กลุ่มเปราะบาง-SME’

    ครม.สั่งมาตรการอุ้ม 3 กลุ่ม ช่วยผลกระทบน้ำมัน ‘เกษตรกร-กลุ่มเปราะบาง-SME’

    การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 17 มี.ค.2569 ได้หารือผลกระทบ และการรับมือผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยังทรงตัวในระดับสูงนับตั้งแต่เริ่มมีการโจมตีวันที่ 28 ก.พ.2569

    นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า สศช.รายงานฉากทัศน์ (Scenario) จากผลกระทบเศรษฐกิจไทยจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบ โดยราคาน้ำมันดิบดูไบพุ่งขึ้นอยู่ที่ 154 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นกว่า 125% ส่วนน้ำมันดิบสำเร็จรูปสิงคโปร์สูงกว่าบาร์เรลละ 190 ดอลลาร์ มาแล้ว 3 วัน สูงกว่าก่อนเกิดเหตุการณ์ 100%

    ทั้งนี้ สศช.ประเมิน 3 ฉากทัศน์ (Scenarios) จากสถานการณ์นี้เพื่อประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ดังนี้

    1.สถานการณ์จบใน 1 เดือน หรือสงครามสิ้นสุดลงไม่เกินกลางเดือนหรือสิ้นเดือน เม.ย.2569 โดยหากการสู้รบยุติเร็วจากแรงกดดันของประเทศคู่ขัดแย้งที่เริ่มมีสัญญาณต้องการยุติสงคราม รวมทั้งมีเรือน้ำมันเริ่มผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ 

    สำหรับฉากทัศน์นี้ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นจากสมมติฐานเดิมกรณีไม่มีสงครามที่ 58-68 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งทำให้อัตราเงินเฟ้อไทยเพิ่มขึ้น 1% จากเดิมคาดว่าอยู่ที่ลบ 0.3 ถึง 0.7%

    2.สงครามยืดเยื้อ 3 เดือน เป็นสถานการณ์ลากยาว และเริ่มกระทบเศรษฐกิจโลกมากขึ้น โดยราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยทั้งปีจะพุ่งไปที่ 95-105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และอัตราเงินเฟ้อไทยอาจสูงถึง 1.9% อาจทำให้หลายประเทศเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย และเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะ Stagnation ซึ่งจะเกิดอัตราการว่างงานสูง และมีอัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นกระทบเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจไทยมาก

    3.สงครามขยายวงกว้างกลายเป็นสงครามขนาดใหญ่เต็มรูปแบบ ซึ่งเป็นกรณีเลวร้ายที่สุด และราคาน้ำมันเฉลี่ยทั้งปีจะเกิน 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยอัตราเงินเฟ้อจะสูงเกินกว่ากรอบที่คาดการณ์ที่ 1-3% มาก และประเมินผลกระทบเศรษฐกิจทำได้ยาก ซึ่งเป็นภาวะแต่ละประเทศต้องพึ่งตัวเอง

    สำหรับการประเมินผลกระทบต่อจีดีพีไทยทำได้ยาก เพราะยังไม่เห็นผลกระทบการค้าโลก และเหตุการณ์ยังไม่นิ่ง แต่คำนวณผลกระทบการขึ้นราคาดีเซลทุก 1 บาทต่อลิตร จะกระทบต่อจีดีพี 0.02% 

    ครม.สั่งมาตรการอุ้ม 3 กลุ่ม ช่วยผลกระทบน้ำมัน ‘เกษตรกร-กลุ่มเปราะบาง-SME’

    สั่งรายกระทรวงทำมาตรการช่วยเหลือ

    ทั้งนี้ สศช.ประเมิน 3 เซกเตอร์หลักที่ได้รับผลกระทบโดยตรง และจำเป็นต้องมีมาตรการช่วยเหลือก่อนคือ ภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรมการผลิต และภาคการขนส่ง

    รวมทั้ง ครม.มอบหมายแต่ละกระทรวงเร่งจัดทำรายละเอียดมาตรการช่วยเหลือแยกตามกลุ่มเป้าหมายทั้งเกษตรกร กลุ่มเปราะบาง และผู้ประกอบการ SME เพื่อนำมาหารือวันที่ 20 มี.ค.2569

    นายดนุชา กล่าวว่า การขึ้นราคาดีเซลจะเน้นปรับราคาแบบเป็นขั้นเป็นตอน เพื่อลดผลกระทบแต่ละเซกเตอร์ พร้อมเร่งแก้ปัญหาให้รถขนส่งน้ำมันวิ่งได้ตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งแต่วันที่ 17 มี.ค.2569 เพื่อให้การกระจายน้ำมันต่อเนื่อง 

    นอกจากนี้ มีมาตรการสินค้าควบคุม ควบคู่โครงการธงฟ้า การตรึงราคาปุ๋ย (ธงเขียว) ถึงเดือนพ.ค.2569 รวมทั้งเพิ่มทางเลือกพลังงานทางเลือก เช่น ไบโอดีเซล และ E20 

    สำหรับการออก พ.ร.ก.ผ่อนผันให้กระทรวงการคลังค้ำประกันการชำระหนี้ของสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล ขณะนี้ทำไม่ได้เพราะอยู่ช่วงรัฐบาลรักษาการ จึงต้องรอรัฐบาลใหม่ที่มีอำนาจเต็ม

    ส่งออกอาหารตะวันออกกลาง

    นายดนุชา กล่าวว่า โอกาสเศรษฐกิจขณะนี้คือ การส่งออกอาหารที่เป็นเรื่องสำคัญของโลก โดยไทยควรใช้โอกาสนี้เร่งผลิตเพื่อส่งออกมากขึ้น เพื่อพยุงภาคธุรกิจ และเศรษฐกิจ 

    ทั้งนี้ รัฐบาลมีแนวคิดประสานงานเพื่อเปิดช่องทางส่งสินค้าอาหารไปตลาดตะวันออกกลางหากสถานการณ์การขนส่งในช่องแคบฮอร์มุซเอื้ออำนวย ซึ่งเป็นโอกาสทองการส่งออกเพื่อช่วยเหลือภาคธุรกิจไทยที่กำลังเผชิญต้นทุนพลังงานสูงขึ้น ประกอบกับช่วงนี้เงินบาทอ่อนค่าลงจะเป็นปัจจัยบวกกับการส่งออก

    “การเร่งส่งออกเป็นมาตรการสำคัญที่ช่วยตีตื้นหรือลดผลกระทบจีดีพีจากราคาพลังงานสูงขึ้น ดังนั้นการขยายตัวของการส่งออกจะช่วยให้ตัวเลขเศรษฐกิจไม่ลดลงมากเกินไป แต่รัฐบาลต้องบริหารจัดการซัพพลายในประเทศให้สมดุล เพื่อไม่ให้เกิดภาวะสินค้าขาดแคลนในประเทศ” นายดนุชา กล่าว

    ประกาศขึ้นราคาดีเซล 50 สตางค์

    นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการศูนย์บริหาร และติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ว่า จากการที่ราคาสูงขึ้นต่อเนื่องทำให้ต้องขยับราคาน้ำมันในประเทศหลังจากที่มีการตรึงราคาครบ 15 วันในวันที่ 18 มี.ค.2569

    ทั้งนี้ น้ำมันดีเซลจะมีการขยับราคาเพดานการตรึงราคาไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร เป็น 33 บาทต่อลิตร ซึ่งมีเพดานใกล้เคียงกับเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย แต่อย่างไรก็ตามการขยับราคาจะทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยในวันที่ 18 มี.ค.69 นี้จะมีการขยับขึ้นราคา 50 สตางค์ต่อลิตร

    ส่วนราคาน้ำมันเบนซิน ในส่วนของแก๊สโซฮอล์ 91 และ 95 จะมีการปรับราคาขึ้น 1 บาทต่อลิตร ยกเว้นราคาน้ำมัน E20 ที่จะลดลง 79 สตางค์ ทำให้ราคาถูกกว่าน้ำม้นเบนซินพื้นฐาน  5 บาทต่อลิตร จึงขอเชิญชวนให้ประชาชนใช้น้ำมัน E20 มากขึ้น ขณะที่น้ำมัน E85 ราคาจะลดลง 2 บาทต่อลิตร

    นายอรรถพล กล่าวว่า ในส่วนของการขึ้นราคาดีเซล 50 สตางค์ในส่วนของน้ำมันดีเซล นั้นจะทำให้กองทุนน้ำมัน ลดการขาดทุนลงประมาณ 35 ล้านบาทต่อวัน

    สำหรับการกำหนดให้มีการรายงานราคาหน้าโรงกลั่น และคลังน้ำมันจะทำให้มีการตรวจสอบปริมาณ และราคาในแต่ละช่วงของการส่งไปจนถึงมือผู้บริโภคน้ำมัน

    “ยืนยันว่าต้นทางมีน้ำมัน โรงกลั่นพยายามกลั่นออกมาเพิ่ม เพื่อจ่ายไปที่คลัง แต่ติดตรงที่คลังของผู้ค้าน้ำมัน รถที่จะรับจากคลังมาไม่ทัน เพราะเที่ยววิ่งไม่ทัน กรณีรถที่วิ่งไปต่างจังหวัดใช้ระยะทางเท่าเดิม ในขณะที่ยอดขายเพิ่มขึ้น 2-3 เท่า รถจึงวิ่งไปส่งไม่ทัน จึงทำให้บางปั๊มไม่มีน้ำมันในบางช่วงเวลา ซึ่งกำลังแก้ปัญหาตรงนี้อยู่ เพื่อให้เพิ่มเที่ยวในการขนส่งน้ำมันเพิ่มมากขึ้น“ นายอรรถพล กล่าว

    ส่งสัญญาณตรึงค่าไฟงวด พ.ค.-ส.ค.

    การกำหนดค่าไฟฟ้างวดเดือนพ.ค.-ส.ค.2569 อยู่ในช่วงท้าทายที่ราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ปรับสูงขึ้นจากสงครามในตะวันออกกลางที่ทำให้มีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้การขนส่ง LNG ทำไม่ได้

    ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการกํากับกิจการพลังงาน (กกพ.) อยู่ขั้นตอนการกำหนดค่าไฟฟ้างวด พ.ค.-ส.ค.2569 ซึ่งต้องเปิดรับฟังความคิดเห็นประกอบการพิจารณาเพื่อประกาศเรียกเก็บค่าไฟฟ้า

    ส่วนค่าไฟฟ้างวดเดือน ม.ค.- เม.ย.2569 รัฐบาลได้ประกาศลดค่าไฟฟ้าเหลือหน่วยละ 3.88 บาท จากเดิมกำหนดไว้ที่ 3.94 บาท โดยมีการปรับลดแนวโน้มราคาก๊าซธรรมชาติลง เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้ประชาชน

    นายอรรถพล กล่าวว่า ความคืบหน้าการพิจารณาค่าไฟฟ้างวดใหม่ (พ.ค.-ส.ค. 2569) อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูล และปัจจัยแวดล้อมด้านพลังงานอย่างรอบด้าน เพื่อใช้ประกอบการคำนวณอัตราค่าไฟฟ้าในงวดถัดไป

    โดยในขั้นตอนแรกจะเปิดทางให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ดำเนินการคำนวณค่าไฟตามโครงสร้างต้นทุนจริง ตามกลไกที่กำหนด พร้อมจัดทำ “ข้อเสนอทางเลือก” หลายรูปแบบ เพื่อเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน ก่อนสรุปอัตราค่าไฟเสนอเข้าสู่การพิจารณา

    อย่างไรก็ตาม หลังจาก กกพ. สรุปตัวเลขแล้ว รัฐบาลจะเข้ามาพิจารณาอีกครั้ง โดยย้ำชัดว่าจะใช้เครื่องมือจากหลายภาคส่วนเข้าบริหารจัดการ เพื่อ “ตรึงค่าไฟ” ไม่ให้ปรับเพิ่มขึ้น และลดผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนในช่วงที่ต้นทุนพลังงานยังมีความผันผวนสูง

    แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน ระบุว่า การกำหนดค่าไฟงวดนี้ถือเป็นโจทย์ท้าทายสำคัญ ท่ามกลางแรงกดดันจากต้นทุนเชื้อเพลิงโลก และภาระสะสมในระบบ แต่รัฐบาลยังคงยืนยันเป้าหมายหลักคือ “ดูแลประชาชน” ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพพลังงานของประเทศ

    ยืนยันน้ำมันสำรอง 101 วัน

    นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจ แถลง ศบก.โดยในช่วงแรกได้ยกมือไหว้ขอโทษประชาชนว่าก่อนอื่นต้องกราบขอประทานโทษถึงความโกลาหล และอุปสรรคที่เกิดขึ้นหน้าสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงในช่วงเวลาที่ผ่านมา

    นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานได้บริการจัดการสถานการณ์พลังงานในประเทศได้ โดยไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพอต่อความต้องการใช้ไม่น้อยกว่า 101 วัน แบ่งเป็น 

    1.น้ำมันสำรองตามกฎหมาย 25 วัน 

    2.น้ำมันสำรองเพื่อการค้า 17 วัน 

    3.น้ำมันอยู่ระหว่างขนส่ง 29 วัน ส่งจากสหรัฐ 625,000 บาร์เรล และจากแองโกลา 1.9 ล้านบาร์เรล 

    4.น้ำมันที่ยืนยันการจัดหาแล้วอีก 30 วัน

    ปั๊ม 69.2% น้ำมันใกล้หมดสต๊อก 

    ขณะที่การตรวจสอบสต๊อกน้ำมันดิบ เบนซิน และดีเซลใน 23 จังหวัด พบว่า มีน้ำมันในประเทศสำรองเพียงพอ ส่วนการตรวจสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ 1,502 สถานีบริการ ระหว่าง 15-16 มี.ค.2569 พบข้อมูลดังนี้

    1. สถานีบริการน้ำมัน 69.2% หรือ 1,039 แห่ง เปิดบริการ แต่น้ำมันบางชนิดหมดหรือใกล้หมด

    2. สถานีบริการน้ำมัน 20.6% หรือ 306 แห่ง เปิดบริการ และมีน้ำมันพอจำหน่าย

    3. สถานีบริการน้ำมัน 10.1% หรือ 151 แห่ง ปิดบริการเนื่องจากน้ำมันหมด โดยตรวจสอบข้อมูลไม่มีการกักตุนหรือมีน้ำมันในคลัง

    ส่วนโรงกลั่นน้ำมันของไทยมี 6 แห่ง กลั่นได้วันละ 175 ล้านลิตร แบ่งเป็นเบนซินวันละ 32-33 ล้านลิตร และดีเซลวันละ 75-80 ล้านลิตร นอกนั้นเป็นน้ำมันเครื่องบิน น้ำมันเตา และแก๊สหุงต้ม (LPG) ซึ่งจัดส่งให้ผู้ค้ามาตรา 7 และผู้ค้าจะส่งให้สถานีบริการน้ำมัน และผู้ค้าส่งน้ำมัน (Jobber) ซึ่ง Jobber อาจไม่ได้รับน้ำมันเพื่อส่งให้ภาคอุตสาหกรรมจึงมาซื้อน้ำมันที่สถานีบริการน้ำมัน

    นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี สั่งการให้กระทรวงพลังงานประสานโรงกลั่นและเฝ้าระวังไม่ให้หยุดผลิต และเจรจาให้ผู้ค้ามาตรา 7 จัดส่งน้ำมันให้ Jobber เพื่อส่งไปภาคอุตสาหกรรม พร้อมขอความร่วมมือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย และกรุงเทพมหานคร ขยายเวลาส่งน้ำมัน 24 ชั่วโมง

                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์                                                                                                            

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1225595&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27nwy16okAmgdpTeZfH7bT