Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • พลังศรัทธาสร้างปัญญา! ตัวแทนนายกสมาคมเต็กก่า มอบเครื่องมือเรียนรู้นักศึกษาเวียงสา | TOPNEWS

    พลังศรัทธาสร้างปัญญา! ตัวแทนนายกสมาคมเต็กก่า มอบเครื่องมือเรียนรู้นักศึกษาเวียงสา | TOPNEWS

    สมาคมสหพันธ์การกุศล “เต็กก่า” แห่งประเทศไทย ส่งต่อน้ำใจสู่รั้วอาชีวะ มอบอุปกรณ์การศึกษาชุดใหญ่ให้แก่ วิทยาลัยการอาชีพเวียงสา จ.น่าน

    เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 คณะตัวแทนจากสมาคมสหพันธ์การกุศล “เต็กก่า” แห่งประเทศไทย (เต็กจ้ง) โดยการนำของศาลเจ้าปึงเถ่ากงซินจงน่าน “เต็กก่า” จีน้ำเกาะ ได้จัดกิจกรรมมอบอุปกรณ์การศึกษาให้แก่วิทยาลัยการอาชีพเวียงสา เพื่อสนับสนุนการเรียนการสอนและพัฒนาศักยภาพของนักศึกษาในสายอาชีพ

    ในการนี้ นายธนกร รัชตานนท์ ประธานศาลเจ้าปึงเถ่ากงซินจงน่าน พร้อมด้วยนายอุดม เกสโรทยาน ประธานมูลนิธิปึงเถ่ากงซินจงน่าน นายวิทยา จงประสาธน์สุข ประธานพ่อค้าน่าน นายคธาวุท อภิมุขวิทยา กรรมการ และนายอนันต์ ตันตระกูล นายกสมาคมศิษย์เก่า ได้ร่วมเป็นตัวแทนนายเกรียงฤทธิ์ สุขเจริญสิน นายกสมาคมสหพันธ์การกุศล “เต็กก่า” แห่งประเทศไทย ในการมอบอุปกรณ์การศึกษา

    โดยมี ดร.ศศิรินทร์ มหาวงศนันท์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยการอาชีพเวียงสา พร้อมด้วยคณะครูและนักศึกษา ให้การต้อนรับและร่วมรับมอบ ณ วิทยาลัยการอาชีพเวียงสา อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน

    กิจกรรมดังกล่าวนับเป็นอีกหนึ่งความร่วมมือที่สำคัญในการส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษา โดยเฉพาะด้านอาชีวศึกษา ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนากำลังคนและเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต

    ประสิทธิ์ สองเมืองแก่น ผู้สื่อข่าว TopNewsทั่วไทย จ.น่าน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1521261&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ubrsDHeO7X1OVMHN9T4Yf

  • ‘เทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2569’ ยกทัพ 9 โซนกิจกรรม ปักหมุดศูนย์สิริกิติ์ ตั้งแต่ 25-29 มี.ค.

    ‘เทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2569’ ยกทัพ 9 โซนกิจกรรม ปักหมุดศูนย์สิริกิติ์ ตั้งแต่ 25-29 มี.ค.

    ‘ททท.’ เตรียมจัดมหกรรมท่องเที่ยวครั้งใหญ่ ‘เทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2569’ ยกทัพเสน่ห์เมืองไทยทั่วประเทศสู่ใจกลางกรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 25-29 มี.ค.นี้ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ จัดเต็ม 9 โซนกิจกรรม ขนไฮไลต์ทั้งแลนด์มาร์กจำลอง จุดถ่ายภาพต้องเช็กอิน ของดีของเด็ดจากแต่ละพื้นที่ นวัตกรรมการท่องเที่ยวล้ำสมัย ตลอดจนการแสดงศิลปวัฒนธรรมและความบันเทิงจากศิลปินชื่อดัง

    นางสาวฐาปนีย์  เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า เทศกาลเที่ยวเมืองไทย ประจำปี 2569 ครั้งที่ 44 กำหนดจัดขึ้นในวันที่ 25-29 มี.ค. 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยปีนี้ ททท. พร้อมที่จะพาไป สัมผัสเสน่ห์ไทย ภายใต้แนวคิด “สุขทันทีที่เที่ยวไทย” และ 5 Must Do in Thailand ผ่านการนำเสนอสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยวจาก 5 ภูมิภาคทั่วประเทศไทย ถ่ายทอดเอกลักษณ์ของวัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิต อาหาร และภูมิปัญญาท้องถิ่น เสมือนเป็นการยกความมหัศจรรย์ของเมืองไทยเอามาไว้ในงานเดียว

    รวมทั้งปีนี้ ททท. ยังได้ร่วมเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกถึงสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงด้วยการนำเสนอนิทรรศการ การแสดง การสาธิต เพื่อบอกเล่าเรื่องราวตามรอยพระราชดำริที่มีหัวใจสำคัญในการพัฒนาและยกระดับภูมิปัญญา ผสานแนวคิดการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ

    นายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ ททท. เปิดเผยว่า เทศกาลเที่ยวเมืองไทยถือเป็นกิจกรรมสำคัญที่ช่วยสร้างสีสันและกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศมาอย่างต่อเนื่อง ททท. เตรียมเสิร์ฟความสุขและความมหัศจรรย์กับ 9 โซนกิจกรรมสุดยิ่งใหญ่ ได้แก่ 5 โซนหมู่บ้านภูมิภาค ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง ภาคตะวันออก และ ภาคใต้ ที่ยกขบวนเสน่ห์ไทย 5 ภูมิภาค  ทั้งด้านประเพณี วัฒนธรรม วิถีชีวิต ภูมิปัญญาและแหล่งท่องเที่ยวใหม่ นอกจากนี้ยังมีอีก 4 โซนกิจกรรมสำคัญ ได้แก่ โซน Amazing Thailand, โซน Road to Sustainability โซนหน่วยงานพันธมิตร และห้าง ททท. และโซนเวทีกลาง ซึ่งจะสร้างความประทับใจและจัดให้ผู้ชมทุกคนอย่างเต็มอิ่มแน่นอน

    ‘เทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2569’ ยกทัพ 9 โซนกิจกรรม ปักหมุดศูนย์สิริกิติ์ ตั้งแต่ 25-29 มี.ค.

    โซนที่ 1 สุขทันที ที่เที่ยวภาคตะวันออก

    ชวนสัมผัสทุกเฉดสีแห่งความสุขของดินแดนบูรพา ผ่านแนวคิด “เทศกาลสีสันตะวันออก” โดดเด่นด้วยแลนด์มาร์กสำคัญอย่างอาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล จังหวัดจันทบุรี พร้อมจุดถ่ายภาพเช็กอินประภาคารแหลมงอบ จังหวัดตราด จุดถ่ายภาพพระพิฆเนศ เทพเจ้าแห่งความสำเร็จ “The Lord of Success” จาก ฉะเชิงเทรา สวนเรือนกระจก “The Flower of the Queen” ดอกไม้แห่ง Queen สิริกิติ์ และวิถีชาวประมงบางเสร่ จังหวัดชลบุรี และขึ้นชื่อว่า “สวรรค์นักกิน” ททท. ก็ไม่พลาดยกทัพอาหารทะเลและอาหารถิ่น กว่า 50 ร้าน มาให้ลิ้มลอง อาทิ ข้าวคลุกพริกเกลือ หมูชะมวง ผัดกระวาน เส้นจันท์ผัดปู น้ำมะปี๊ด ก๋วยเตี๋ยวเลียง แมงกระพรุนสะดุ้งไฟ และขนมควยลิง พร้อมผลไม้สดจากสวนที่หลายคนรอคอยอย่าง ทุเรียนและมะยงชิด และพิเศษสุดกับโซนคาเฟ่ไม่ลับตะวันออกที่คัดสรรร้านกาแฟคุณภาพดี เบเกอรี่อร่อยมาเสิร์ฟให้ได้ฟินกันแบบถึงที่ นอกจากนี้ เพิ่มสีสันด้วยการแสดงคาบาเร่โชว์สุดอลังการ การเดินแบบแฟชั่นโชว์เสื่อกกจากสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (SACIT)  ศิลปินนักร้อง แว่นใหญ่ พีจัง กฤษณะALALA ริวจิน และแพทจิ เอม วิทวัส และวงดนตรีจากดุริยางค์ทหารเรือ

    โซนที่ 2 สุขทันที ที่เที่ยวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

    ชวนหลงรักถิ่นอีสาน 20 จังหวัดกับคอนเซปต์ “ประเพณีสีอีสาน วิถีแห่งศรัทธา” บอกเล่าความเป็นอีสานผ่านวัฒนธรรม ประเพณี อาหาร งานหัตถกรรม พร้อมออกแบบประสบการณ์ดื่มด่ำกับเสน่ห์อีสานผ่าน 5 Senses (รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส) หยิบ“เทียนพรรษา” สัญลักษณ์ของ Signature Thailand ประเพณีแห่เทียนพรรษา จังหวัดอุบลราชธานี มาเป็นแลนด์มาร์กสำคัญ และจุดถ่ายภาพสุดเก๋ “มื้อใด๋มากะอย่าลืมชักฮูป” จำลองบรรยากาศสวนดอกไม้เพลาเพลิน จ.บุรีรัมย์ และ หุบเขาไดโนเสาร์ จ.กาฬสินธุ์ พร้อมเติมเสบียงความแซ่บกับโซน “หม่องแซ่บหลาย” รวมความแซ่บของอาหารอีสานที่ทั้งหอมนัวไว้กว่า 36 ร้าน อาทิ หม่ำแม่คำตัน จ.ชัยภูมิ สามพี่น้องไก่ย่างเขาสวนกวาง จ.ขอนแก่น ตำกระเทยสาเกต จ.ร้อยเอ็ด แจ่วฮ้อนแม่เสงี่ยม จ.มหาสารคาม และห้ามพลาดกับ “อีสานม่วนเฟี้ยว” เปิดเวทีความม่วนแบบเต็มขั้น ชวนสัมผัสการแสดงพื้นบ้าน ดนตรี หมอลำ ได้แก่ ระเบียบวาทศิลป์ ก้านตอง ทุ่งเงิน เวียง นฤมล เต๋า ภูศิลป์ พร้อมด้วยการแสดงศิลปวัฒนธรรมจากวิทยาลัยนาฏศิลปกาฬสินธุ์ และการแสดงนาคเล่นน้ำ

    โซนที่ 3 สุขทันที ที่เที่ยวภาคใต้

    หล๊บใต้บ้านเราในบรรยากาศ “GO SOUTH เสน่ห์ทะเลใต้” กับแลนด์มาร์ก “Under the Sea – ท้องทะเลภาคใต้” ผ่านประสบการณ์ Immersive Experience พร้อมมุม Film Location จากสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดัง ถ้ำโต๊ะหลวง จังหวัดกระบี่ และตึก Standard Chartered จังหวัดภูเก็ต สายกินห้ามพลาดกับโซน “หลาดหรอยเพ Must Taste” ตลาดอาหารใต้ที่รวมเมนูเด็ดและเครื่องดื่มขึ้นชื่อจากภาคใต้ไว้ในที่เดียว กับร้านอร่อยถึงเครื่องกว่า 38 ร้าน พร้อมร้านชาชักและโรตี ให้ได้ลิ้มลองรสชาติแบบต้นตำรับ นอกจากนี้ยังมีพื้นที่ Mutiverse แดนใต้ ถ่ายทอดเรื่องราวพลังแห่งศรัทธา ตำนาน และวัตถุมงคลจากเกจิชื่อดังสายใต้ ก่อนจะผ่อนคลายร่างกายที่ หลาดคลายเส้น ได้แรงอก! กับบริการนวดแผนไทยและสปา เติมพลังให้พร้อมออกเดินทางต่ออย่างสดชื่น

    โซนที่ 4 สุขทันที ที่เที่ยวภาคกลาง

    เปิดบ้านต้อนรับผู้มาเยือนกับคอนเซปต์ อู่ข้าว อู่น้ำ… ผ้าทอราชธานี วิถีภาคกลาง : Harmony of Heritage and Charm ถ่ายทอดเรื่องราวของศูนย์กลางอารยธรรมไทย ผ่านแลนด์มาร์กบ้านทรงไทยร่วมสมัย ลานโอ่งราชบุรี พร้อมออกแบบซุ้มทางเข้าเป็นลานบุปผาราชินี และ ลานภูษาพัสตรา นำเสนอเรื่องราวผ้าไทยอันทรงคุณค่า และที่พลาดไม่ได้คือโซน UNESCO นำเสนอความโดดเด่นของ 3 เมืองสร้างสรรค์ที่ได้รับการรับรองจาก UNESCO ได้แก่ กรุงเทพมหานคร (Creative City of Design) เพชรบุรี (City of Gastronomy) และสุพรรณบุรี (Creative City of Music) ผ่านกิจกรรมทดลองชิมน้ำ 3 รส จากเพชรบุรี ออกแบบเสื้อยืดจากร้านห่านคู่ กรุงเทพฯ และทดลองเรียนระนาด ตีฉิ่ง

    รวมถึงไฮไลต์การจำลองบรรยากาศ “ย่านบรรทัดทอง” ที่ยกขบวน 12 ร้านดังมาให้ลิ้มลอง พร้อมจัดเต็มร้านดังและเมนูเด็ดมาไว้ในที่เดียว 60 บูธ อาทิ ก๋วยเตี๋ยวหลอดทรงเครื่องโบราณ เมี่ยงคำลำพญา กุ๊ยช่าย เจ้มล ข้าวเหนียวแม่ทองอยู่ กังสดาล อัมพวา
    สิริสมปอง ฟาร์ม แอนด์ คาเฟ่ ส้มโอขาวแตงกวา ชัยนาท ข้าวแช่แม่เล็กสะกิดใจ ร้านลุงเอนกขนมหวานเมืองเพ็ชร์ ข้าวต้มเทเวศร์ น้ำโตนดจี๊ดจ๊าด  ลอดช่องน้ำตาลโตนดเมืองเพชร แม่พลอย เป็นต้นและ โซน “ลานสำแดง” เวทีการแสดง พร้อมเสิร์ฟความสนุกกับพระเอกลิเกเงินล้าน ศรราม น้ำเพชร นักร้องคุณภาพ เปาวลี พรพิมล รวมถึงการแสดงศิลปวัฒนธรรม อาทิ หนังใหญ่ มวยลพบุรี

    โซนที่ 5 สุขทันที ที่เที่ยวภาคเหนือ

    แอ่วเหนือและดื่มด่ำกับเสน่ห์เมืองล้านนากับแนวคิด “Season of North 2026 สุขทันที…ฤดูนี้ ฤดูเหนือ” ความงดงามของการท่องเที่ยวภาคเหนือในทุกฤดูกาล ด้วยไฮไลต์แลนด์มาร์กเมืองน่าน เมืองสร้างสรรค์ด้านงานหัตถศิลป์ของยูเนสโก กับอัตลักษณ์สุดคลาสสิกของภาพจิตรกรรมปู่ม่านย่าม่าน ผ้าทอลายน้ำไหล และ หัวโอ้เรือ สัญลักษณ์ประเพณีแข่งเรือสำคัญของเมืองน่าน ภายในโซนยังจัดเต็มความอร่อยกับอาหารพื้นเมืองเหนือในโซน “อิ่มใจ” กว่า 35 ร้าน พร้อมคาเฟ่และเบเกอรี่กว่า 15 ร้าน ที่ยกความหอมกรุ่นมาเสิร์ฟให้ได้พักเติมความสดชื่น หรือจะผ่อนคลายร่างกายที่ “กาดนวด” กับกิจกรรมนวดเพื่อสุขภาพจากภูมิปัญญาชุมชนออนใต้ จังหวัดเชียงใหม่ ปิดท้ายด้วยโซนมูเตลู “สุขใจ” พื้นที่แห่งความสงบและศรัทธา ที่จำลองพระบรมธาตุบ้านตาก ให้ผู้เข้าชมได้สักการะเพื่อเสริมสิริมงคล พร้อมดื่มด่ำบรรยากาศแห่งศรัทธาในแบบล้านนา

    โซนที่ 6 Amazing Thailand

    นำเสนอแคมเปญท่องเที่ยวของ ททท. เริ่มจากนิทรรศการ “รอยยิ้มของแผ่นดิน” และมุมถ่ายภาพจากไวรัลแคมเปญ Feel All the Feelings ที่ชวนตามรอย LISA ในฐานะ Amazing Thailand Ambassador รวมถึงนิทรรศการ 66 ปี ททท. ที่บอกเล่าเรื่องราวความสำเร็จของการท่องเที่ยวไทย ความสนุกยังต่อเนื่องกับเวที Fan Meet ที่ขนทัพศิลปินและอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังมาใกล้ชิดกับแฟน ๆ ไม่ว่าจะเป็น PERSES, จุ๊มเหม่ง (Japan and Friends), DICE, มาย–อาโป และ POLCASAN (โพก้าซัง) พร้อมกิจกรรมเวิร์กช็อปและของที่ระลึกสุดยูนีคในโซน Osotho & Friends : Craft Village สายเที่ยวสามารถแวะมาพูดคุยและรับข้อมูลท่องเที่ยวได้ที่ 1672 Travel Buddy พร้อมสนุกกับ AI Photo Booth ธีม Feel All the Feelings และกิจกรรม SOURI X 1672 Travel Buddy ก่อนจะไปตื่นตาตื่นใจต่อในโซน Amazing Thailand Amazing AI กับเทคโนโลยีท่องเที่ยวสุดล้ำ ผ่านกิจกรรม Aura Journey และ Amazing Sukjai ที่จะพาทุกคนผจญภัยไปกับ TATAI น้อง AI ของ ททท. เพื่อค้นหาข้อมูลการท่องเที่ยว พร้อมสมัครเป็นสมาชิก AMAZING FRIEND รับข่าวสารและสิทธิพิเศษจาก ททท. และลุ้นรับของที่ระลึกติดไม้ติดมือกลับบ้านอีกด้วย

    โซนที่ 7 Road to Sustainability : Travel with care

    นำเสนอแนวคิดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน มาพร้อมไฮไลต์ “เต่าตนุ” ประติมากรรมจากสิ่งของเหลือใช้ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่จากพระราชกรณียกิจของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผ่านโครงการในพระราชดำริ “ป่ารักน้ำ” และ “อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล (เกาะมันใน)” พร้อมเปิดมิติใหม่ของการเดินทางและพักผ่อนเชิงสร้างสรรค์ผ่าน Immersive Experience และบำบัดจิตใจด้วยพลังแห่งเสียง Sound Healing & Dark sky และเยี่ยมชมและชอปปิงสินค้ารักษ์โลก

    โซนที่ 8  หน่วยงานพันธมิตรและห้าง ททท.

    จับมือกับ 31 พันธมิตรรวบรวมแพ็กเกจท่องเที่ยวและดีลพิเศษจากผู้ประกอบการ

    โซนที่ 9 เวทีกลาง

    เปิดฟลอร์แห่งความสุขผ่านเวทีการแสดงที่อัดแน่นไปด้วยสีสันและความบันเทิง ทั้งการแสดงดนตรีจากศิลปินชื่อดัง อาทิ อาทิ KT Kratae, ลำไย ไหทองคำ, ไรอัล กาจบันฑิต, ATLAS, กลัฟ คณาวุฒิ, Fellow Fellow, Paradox, Nuvo, No One Else, อะตอม ชนกันต์ รวมทั้งการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย การแสดงร่วมสมัย การเดินแบบแฟชั่นโชว์ ตลอดจนกิจกรรมเล่นเกมแจกของรางวัลที่จะสร้างรอยยิ้มและความประทับใจให้ผู้เข้าชมอย่างต่อเนื่องตลอด 5 วันของการจัดงาน

    ‘เทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2569’ ยกทัพ 9 โซนกิจกรรม ปักหมุดศูนย์สิริกิติ์ ตั้งแต่ 25-29 มี.ค.

    ยิ่งไปกว่านั้น ททท. ยังคงสานต่อความตั้งใจให้การท่องเที่ยวเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความยั่งยืนภายใต้เป้าหมาย “Zero Waste to Landfills” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4  โดยตั้งเป้าลดปริมาณขยะฝังกลบให้เหลือน้อยที่สุด ด้วยระบบการคัดแยกขยะอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมจุดคัดแยกขยะ จำนวน 14 จุดทั่วพื้นที่จัดงาน พร้อมขอความร่วมมือร้านค้าและผู้ประกอบการในการบริหารจัดการขยะแบบครบวงจร เพื่อมุ่งลดปริมาณขยะที่ไม่ได้คัดแยกให้ลดลงกว่าปีที่ผ่านมา

    ททท.ขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไปร่วมสัมผัสเสน่ห์ของการท่องเที่ยวไทยแบบครบทุกมิติ และค้นพบความสุขและแรงบันดาลใจในการออกเดินทางท่องเที่ยวไทยไปด้วยกัน สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมงาน “เทศกาลเที่ยวเมืองไทย ครั้งที่ 44 ประจำปี 2569” ระหว่างวันที่ 25–29 มีนาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เข้าร่วมงานฟรี โดยสามารถใช้บริการขนส่งสาธารณะ ได้แก่ รถไฟฟ้า MRT สถานีศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์, เดินทางโดยรถแท็กซี่ ณ จุดบริการ รับ – ส่ง ชั้น G บริเวณฝั่งทะเลสาบ, รถประจำทาง สาย 136 ทั้งนี้สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ TAT Contact Center โทร. 1672 Travel Buddy

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1225964&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34mVPDLoZosBk5Qepbb40O

  • รฟท. ลุยรถไฟทางคู่สายใต้ ‘ทับปุด-กระบี่’ เชื่อมสนามบิน บูมท่องเที่ยว

    รฟท. ลุยรถไฟทางคู่สายใต้ ‘ทับปุด-กระบี่’ เชื่อมสนามบิน บูมท่องเที่ยว

    รฟท. ลุยรถไฟทางคู่สายใต้ 'ทับปุด-กระบี่' เชื่อมสนามบิน บูมท่องเที่ยว

    รฟท. ลุยรถไฟทางคู่สายใต้ ‘ทับปุด-กระบี่’ เชื่อมสนามบิน บูมท่องเที่ยว

    นายอรรถพล เก่าประเสริฐ วิศวกรใหญ่ฝ่ายโครงการพิเศษและก่อสร้าง การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยว่า รฟท. ได้จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 1 งานสำรวจ ออกแบบรายละเอียดและจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการก่อสร้างทางรถไฟ ช่วงทับปุด–กระบี่

    ขณะเดียวกันการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนครั้งนี้ เป็นการนำเสนอร่างข้อเสนอโครงการ รายละเอียดโครงการ ขอบเขตการศึกษา และแนวทางการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ตลอดจนผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นทั้งทางตรงและทางอ้อม 

    นอกจากนี้ยังแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่างๆ เพื่อนำไปประกอบการศึกษาของโครงการให้มีความครบถ้วน รอบด้าน และเหมาะสมกับบริบทของพื้นที่มากยิ่งขึ้น 
     

    นายอรรถพล กล่าวต่อว่า ตามแผนรฟท. จะรวบรวมข้อมูลนำไปเป็นแนวทางในพัฒนาปรับปรุงโครงการ เพื่อจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) เสนอสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) และคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม คาดว่าสามารถนำเสนอ ครม. เพื่อขออนุมัติงบประมาณภายในปี 2571 

    ขณะเดียวกันตามผลการศึกษาได้คัดเลือกแนวโครงการในรายงานการศึกษาความเหมาะสมด้านเศรษฐกิจ วิศวกรรม  และสิ่งแวดล้อม โดยพื้นที่ศึกษาครอบคลุมในระยะทาง 500 เมตร จากกึ่งกลางแนวเส้นทางโครงการ ในพื้นที่จังหวัดพังงา และกระบี่ รวม 15 ตำบล 4 อำเภอ 

    รฟท. ลุยรถไฟทางคู่สายใต้ 'ทับปุด-กระบี่' เชื่อมสนามบิน บูมท่องเที่ยว

    ส่วนแนวเส้นทางโครงการฯมีจุดเริ่มต้นโครงการที่บริเวณ ตำบลโคกเจริญ อำเภอทับปุด จังหวัดกระบี่ แนวเส้นทางมุ่งหน้าสู่ตัวเมืองจังหวัดกระบี่ ผ่านทางหลวงหมายเลข 415 มุ่งหน้าลงทิศใต้ ขนานไปกับทางหลวงหมายเลข 4 (ถนนเพชรเกษม) 

    ทั้งนี้จากนั้นเข้าพื้นที่ตำบลเขาใหญ่ ตำบลอ่าวลึก ตำบลอ่าวลึกเหนือ และตำบลบ้านกลาง ซึ่งจะไปตัดกับถนนทางหลวงหมายเลข 44 เข้าพื้นที่ตำบลคลองหิน ตัดผ่านถนน กบ.1020 จากนั้นเข้าสู่พื้นที่อำเภอเมืองกระบี่ ตำบลเขาคราม ผ่านตำบลเขาทอง เข้าพื้นที่ตำบลทับปริก ตัดผ่านทางหลวงหมายเลข 1016 

    อย่างไรก็ดีแนวเส้นทางจะเบี่ยงตามแนวเขตเสาไฟฟ้าแรงสูง และตัดกับทางหลวงหมายเลข 1016 อีกครั้ง และเข้าพื้นที่ตำบลกระบี่น้อยวิ่งตัดกับถนน กบ. 6017 และถนน กบ.1025 ไปยังจุดสิ้นสุดโครงการที่ท่าอากาศยานนานาชาติกระบี่ รวมระยะทางประมาณ 68 กิโลเมตร 

    รฟท. ลุยรถไฟทางคู่สายใต้ 'ทับปุด-กระบี่' เชื่อมสนามบิน บูมท่องเที่ยว

    สำหรับโครงการก่อสร้างทางรถไฟ ช่วงทับปุด–กระบี่ เป็นการพัฒนาโครงข่ายทางรถไฟให้สามารถเชื่อมต่อกับท่าอากาศยานกระบี่ และรองรับการเดินทางของผู้โดยสารจากเส้นทางรถไฟสายใหม่ สุราษฎร์ธานี–พังงา–ท่านุ่น ช่วยเพิ่มทางเลือกในการเดินทาง ลดระยะเวลาในการคมนาคม และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคใต้ อีกทั้งยังถูกจัดอยู่ในแผนงานระยะเร่งด่วน (พ.ศ.2566 – 2570) 

    ทั้งนี้เส้นทางโครงการนี้จะแยกออกจากทางรถไฟสายหลักที่มีอยู่ในปัจจุบันและที่จะมีแผนการก่อสร้างในอนาคต ไปยังพื้นที่จังหวัดภายในประเทศในลักษณะเป็น Feeder ให้กับเส้นทางสายหลักตามผลการศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาโครงข่ายรถไฟให้ครอบคลุมและเชื่อมโยงพื้นที่ทั่วประเทศ

    นอกจากนี้ยังรองรับการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบได้อย่างไร้รอยต่อ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/megaproject/654343&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2wAoEJFwuYAwJtCvgckLkB

  • แนะอุ้ม “จ็อบเบอร์” ลดช่องว่างราคาตลาด  ชี้ ดีเซล 33 บาท/ลิตร ยังพอรับได้ สูงกว่านั้นเกินรับมือ

    แนะอุ้ม “จ็อบเบอร์” ลดช่องว่างราคาตลาด ชี้ ดีเซล 33 บาท/ลิตร ยังพอรับได้ สูงกว่านั้นเกินรับมือ

    นายเกรียงไกร เธียรนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ภาคอุตสาหกรรมมีความกังวลต่อสถานการณ์น้ำมันในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะประเด็นปริมาณสำรองว่าจะเพียงพอหรือไม่ ซึ่งได้รับการยืนยันจากกรมธุรกิจพลังงานและกระทรวงพลังงานว่า ประเทศไทยมีสต๊อกน้ำมันเพียงพอแน่นอน 60-61 วัน อย่างไรก็ตาม การสื่อสารดังกล่าวกลับทำให้ประชาชนบางส่วนเข้าใจคลาดเคลื่อน จนเกิดการแห่เติมน้ำมันเต็มถังและกักตุน ส่งผลให้ความต้องการใช้ (ดีมานด์) พุ่งสูงขึ้นในระยะสั้น

    ปัญหาสำคัญอีกด้าน คือ สถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่กลับมาติดลบอย่างรวดเร็ว จากก่อนหน้าเคยเป็นบวกประมาณ 2,000 ล้านบาท แต่ล่าสุดติดลบเพิ่มจาก 12,000 ล้านบาท เป็น 15,000 ล้านบาท ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดมีความผันผวน โดยราคาหน้าปั๊มยังถูกพยุงไว้ที่ประมาณ 30 บาทต่อลิตร ขณะที่ ราคาผ่าน “จ็อบเบอร์” หรือ ผู้ค้าน้ำมันรายย่อย ซึ่งสะท้อนกลไกตลาดจริง กลับสูงกว่าถึง 11-12 บาทต่อลิตร

    สถานการณ์ดังกล่าวกระทบต่อผู้ประกอบการจ็อบเบอร์โดยตรง เนื่องจากวงเงินหมุนเวียนเท่าเดิม แต่ซื้อน้ำมันได้น้อยลงอย่างมาก เช่น วงเงิน 10 ล้านบาท จากเดิมซื้อได้ราว 1 ล้านลิตร ปัจจุบันเหลือเพียง 300,000-400,000 ลิตร ทำให้การส่งมอบน้ำมันให้ภาคอุตสาหกรรมลดลง ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการบางส่วนหันไปซื้อน้ำมันจากปั๊มโดยตรง รวมถึงภาคเกษตรและผู้ใช้รายย่อยที่เคยซื้อผ่านปั๊มชุมชน ก็ย้ายมาเติมหน้าปั๊ม ส่งผลให้เกิดความตึงตัวในระบบ

    ดังนั้น ส.อ.ท. เสนอให้ภาครัฐ พิจารณามาตรการอุดหนุนราคาน้ำมันสำหรับจ็อบเบอร์ชั่วคราว เพื่อลดช่องว่างราคาและแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ควบคู่กับการเพิ่มเที่ยวขนส่งน้ำมัน

    สำหรับการปรับเพดานราคาดีเซลจาก 30 บาท เป็น 33 บาทต่อลิตร มองว่าเป็นการปรับแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยเริ่มต้นที่ 0.50 บาท ซึ่งภาคอุตสาหกรรมยังพอรับได้ แต่จะมีผลต่อต้นทุนแตกต่างกันไป โดยอุตสาหกรรมหนัก เช่น เหล็ก อะลูมิเนียม เยื่อกระดาษ แก้ว ปูนซีเมนต์ และปิโตรเคมี มีสัดส่วนต้นทุนพลังงานสูงถึง 35-50% จึงได้รับผลกระทบมาก ขณะที่อุตสาหกรรมทั่วไปมีสัดส่วนอยู่ที่ 12-20%

    นอกจากนี้ ราคาน้ำมันเตาที่ปรับขึ้นจากเดิม 7-8 บาทต่อลิตร เป็น 23-24 บาทต่อลิตร หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 4 เท่า ส่งผลให้ต้นทุนผู้ประกอบการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เช่น โรงงานที่ใช้น้ำมันเตา 25 ล้านลิตรต่อเดือน ต้องแบกรับต้นทุนเพิ่มจากประมาณ 20-30 ล้านบาท เป็นราว 100 ล้านบาทต่อเดือน

    ย้ำว่า อุตสาหกรรมเหล็กและอะลูมิเนียมได้รับผลกระทบซ้ำจากทั้งต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น และการขาดแคลนวัตถุดิบ เนื่องจากมีการกว้านซื้อเศษเหล็กและอะลูมิเนียมเพื่อส่งออก จึงเสนอให้ภาครัฐพิจารณาจำกัดการส่งออกวัตถุดิบดังกล่าวเพื่อรักษาสมดุลในประเทศ

    ทั้งนี้ ส.อ.ท. ได้ประเมินผลกระทบจากราคาน้ำมันผ่าน 3 ฉากทัศน์ ได้แก่ กรณีปรับขึ้น 1-2 บาทต่อลิตร ต้นทุนขนส่งจะเพิ่มขึ้น 3-5% และราคาสินค้าเพิ่มขึ้นเล็กน้อย  กรณีปรับขึ้น 2-4 บาทต่อลิตร ต้นทุนขนส่งจะเพิ่มขึ้น 5-12% และราคาสินค้าเพิ่มขึ้น 3-5% พร้อมแรงกดดันเงินเฟ้อจากต้นทุน (Cost-Push Inflation)  และกรณีรุนแรง หากปรับขึ้นมากกว่า 4 บาทต่อลิตร จะกระทบใกล้เคียงวิกฤตราคาน้ำมันปี 2565-2566 ที่ต้นทุนขนส่งเพิ่มขึ้น 15-20% ราคาสินค้าเพิ่มขึ้น 6-8% และค่าไฟฟ้าเอฟทีพุ่งถึง 5.16 บาทต่อหน่วย

    อย่างไรก็ตาม ระดับราคาดีเซลที่ไม่เกิน 33 บาทต่อลิตร ยังถือว่าอยู่ในกรอบที่ภาคอุตสาหกรรมรับได้ แต่หากเกิน 35 บาทต่อลิตร อาจเกินขีดความสามารถในการรับมือ และส่งผลให้ราคาสินค้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

    ส.อ.ท. ยังเตือนว่า หากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับขึ้นไปที่ 120-125 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อาจทำให้ GDP ไทยลดลงเหลือ 1.3% และหากสูงถึง 140 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อาจลดลงเหลือประมาณ 1.1% โดยผลกระทบจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาความยืดเยื้อของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเป็นสำคัญ

    ด้านนายวิรัช ฉัตรดรงค์ กรรมการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยรองประธานสายงานเศรษฐกิจและวิชาการ เปิดเผยถึงสถานการณ์อุตสาหกรรมพลาสติกไทยว่า แม้จะมีบางบริษัทประสบปัญหาเม็ดพลาสติกหายไปจากระบบจริง แต่ภาพรวมอุตสาหกรรมยังสามารถเดินเครื่องผลิตได้ในระดับสูง และมีการหารือร่วมกับภาครัฐและผู้ผลิตปิโตรเคมี โดยยืนยันว่ายังสามารถจัดหาวัตถุดิบได้ต่อเนื่องอย่างน้อยถึงเดือนเมษายน และมีแนวโน้มดีในเดือนพฤษภาคม ทำให้ความเสี่ยงการขาดแคลนในระยะ 1-2 เดือนข้างหน้าอยู่ในระดับจำกัด

    ทั้งนี้ สาเหตุที่ทำให้เกิดภาพคล้ายการขาดแคลน มาจาก 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่ การปรับหาแหล่งวัตถุดิบใหม่ ส่งผลให้โรงงานบางแห่งในพื้นที่ระยองต้องลดกำลังการผลิตลงราว 50% กระทบลูกค้าบางส่วนที่มีสัญญาผูกพัน และอีกด้านหนึ่งคือการนำเข้าเม็ดพลาสติกบางประเภทที่ชะลอตัว โดยไทยแม้เป็นผู้ส่งออกสุทธิ (Net Exporter) แต่ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าประมาณ 30-40% ในบางชนิด

    สำหรับการนำเข้า ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะเส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงผู้ผลิตในเอเชีย เช่น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ ที่ประกาศเหตุสุดวิสัย (Force Majeure) ทำให้วัตถุดิบบางส่วนสะดุด ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องปรับหาแหล่งจัดซื้อใหม่ และเกิดความไม่ต่อเนื่องในช่วงสั้น

    อย่างไรก็ตาม ผู้ผลิตภายในประเทศได้ร่วมมือกันลดการส่งออกอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อจัดสรรวัตถุดิบให้ตลาดในประเทศเป็นหลัก ส่งผลให้ภาพรวมอุปทานและอุปสงค์ยังสามารถรักษาสมดุลได้ และปริมาณการขาดแคลนมีแนวโน้มคลี่คลายในระยะใกล้

    ส่วนด้านราคา ยังคงมีความผันผวนสูงตามต้นทุนวัตถุดิบในตลาดโลก โดยเฉพาะ “เอทิลีน” ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักของเม็ดพลาสติก ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 600-700 ดอลลาร์ต่อตัน ไปมากกว่า 1,000 ดอลลาร์ ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องบริหารความเสี่ยงด้านราคา ด้วยการทยอยขายเป็นช่วงตามสถานการณ์ ขณะที่ภาครัฐได้รับทราบข้อมูลและอยู่ระหว่างติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด 
     

    นอกจากนี้ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ยังได้เปิดเผยผลการสำรวจ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2569 พบว่า ดัชนีอยู่ที่ระดับ 90.0 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 88.7 ในเดือนมกราคม 2569 มีปัจจัยสนับสนุนจากศาลสูงสุดของสหรัฐอเมริกามีมติให้มาตรการภาษีต่างตอบแทน (Reciprocal Tariff) เป็นโมฆะ และได้มีการประกาศใช้มาตรา 122 แห่งกฎหมายการค้าสหรัฐฯ จัดเก็บภาษีในอัตรา 10% กับทุกประเทศ เป็นระยะเวลา 150 วัน ช่วยบรรเทาภาระต้นทุนของผู้ส่งออกในระยะสั้น 

    และคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง เหลือ 1.00% สนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ รวมทั้งช่วยบรรเทาภาระหนี้ของผู้ประกอบการ SMEs และภาคครัวเรือน ขณะเดียวกัน การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) มีแนวโน้มขยายตัว โดยในเดือนมกราคม 2569 มีมูลค่าการลงทุน 33,779 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 46% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ส่งผลให้เกิดการจ้างงานคนไทยเพิ่มขึ้น 15% (YoY) ช่วยเพิ่มเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ กระตุ้นการจ้างงาน และสนับสนุนกิจกรรมการผลิตในประเทศ 

    ขณะที่ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ในช่วง 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 97.4 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 95.9 ในเดือนมกราคม 2569 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากผลผลิตทางการเกษตรที่ทยอยออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น อาทิ ทุเรียน มังคุด เงาะ และขนุน ซึ่งคาดว่าจะช่วยหนุนรายได้ของเกษตรกร และกระตุ้นการหมุนเวียนของเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจภูมิภาค นอกจากนี้ การขับเคลื่อนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนภาครัฐภายใต้รัฐบาลใหม่ คาดว่าจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่าย การลงทุน และการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวม

    อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะความไม่แน่นอนทางการค้าระหว่างประเทศ จากการใช้มาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกา อาทิ มาตรา 201 มาตรา 232 มาตรา 301 และมาตรา 338 ซึ่งอาจส่งผลกดดันต่อการค้าโลก การลงทุน และห่วงโซ่อุปทานโลก ขณะเดียวกัน ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ยังคงเป็นอีกปัจจัยที่สร้างความกังวลต่อทิศทางราคาพลังงานโลก และบรรยากาศการค้าในตลาดโลกในระยะต่อไป

    โดยข้อเสนอต่อภาครัฐ  1. ขอให้ยกระดับกลไกติดตามมาตรการการค้าของสหรัฐฯ โดยบูรณาการภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างเป็นระบบเพื่อร่วมประเมินผลกระทบจากมาตรการตามกฎหมายการค้าสหรัฐฯ เช่น มาตรา 232, 301 รวมถึงมาตรการกีดกันรูปแบบอื่นๆ ควบคู่กับการจัดทำยุทธศาสตร์การเจรจาเชิงรุกเพื่อลดข้อจำกัดทางการค้าและรักษาความสามารถในการแข่งขัน

    2. เสนอให้ภาครัฐเร่งบังคับใช้มาตรการเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ เช่น มาตรการ AD (Anti-Dumping), CVD (Countervailing Duty) และ SG (Safeguard Measure) โดยจัดตั้งศูนย์ติดตามความเสี่ยงการนำเข้าเพื่อคัดกรองสินค้าเสี่ยงและเปิดไต่สวนเชิงรุก พร้อมยกระดับการตรวจสอบการนำเข้า ป้องกันการสำแดงราคาต่ำ สวมพิกัด เปลี่ยนแหล่งกำเนิด และการส่งผ่านประเทศที่สาม

    3. เสนอให้ภาครัฐเร่งสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อยกระดับ Smart Agriculture Industry (SAI) และเพิ่มมูลค่าการแปรรูปวัตถุดิบเกษตร แก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำและยกระดับความสามารถแข่งขันของอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปไทย โดยสนับสนุนเงินทุนปรับปรุงเครื่องจักรและอุปกรณ์ ผลักดัน R&D และยกระดับมาตรฐานสากล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/271230&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3nt-Uir9fZH_NEVsRrxN0w

  • ไทยโดนแล้ว สงครามตะวันออกกลางพ่นพิษใส่ท่องเที่ยวภูเก็ต ทำรายได้สูญกว่า 5 พันล้าน | TOPNEWS

    ไทยโดนแล้ว สงครามตะวันออกกลางพ่นพิษใส่ท่องเที่ยวภูเก็ต ทำรายได้สูญกว่า 5 พันล้าน | TOPNEWS

    ข่าวเด่น เล่าข่าวข้น | 19 มี.ค. 69 | ช่วง 2

    – “เสื้อแดงศรีสะเกษ”ดักมอบดอกไม้ให้กำลังใจนายกฯบอกเป็นคนดีไม่เคยโกรธใคร
    – ปชน.จ่อปรับโครงสร้างพรรครับมือคดี 44 สส. – สะพัด “วีระยุทธ” เตรียมนั่งหัวหน้า “เท้ง” ขยับเป็นเลขาฯ
    – ฐาปนีย์ ผุดแคมเปญเที่ยวใกล้บ้าน รับมือสงครามทำน้ำมันแพง เตรียมถกเอกชนสู้วิกฤต
    – สงครามตะวันออกกลางพ่นพิษใส่ท่องเที่ยวภูเก็ต มีนาคมเดือนเดียว ทำรายได้สูญกว่า 5 พันล้าน
    – “สวีเดน” สั่งร้านค้ากลับมารับเงินสด แนะประชาชนพกธนบัตร “กรณีฉุกเฉิน”

    #topnewstv #ภูเก็ต #ตะวันออกกลาง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1521655&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZAzCHzhsdrOej0K58JALf

  • สงครามป่วน ดันราคาสินค้าไอที พุ่งสูงขึ้น 2 เท่า

    สงครามป่วน ดันราคาสินค้าไอที พุ่งสูงขึ้น 2 เท่า

    [อะไรอีก] จากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ก็ยังคงสร้างผลกระทบซ้ำเติมทั่วโลกจนทุกวันนี้ ล่าสุดมีรายงานว่าวัตถุดิบสำหรับผลิตชิปประมวลผลจะมีราคาพุ่งสูงขึ้น 2 เท่า ส่งผลให้สินค้าไอทีหลายชนิด เตรียมปรับราคาขึ้นตามเร็ว ๆ นี้

    ว่าด้วยโลหะสำคัญสำหรับการผลิตชิปอย่าง Gallium ก่อนหน้านี้จีนประกาศงดส่งออกไปยังสหรัฐฯ จากเหตุสงครามการค้า (และความมั่นคง) ส่งผลให้มีราคาเพิ่มขึ้นถึง 123% เมื่อเทียบกับต้นปี 2025 ที่ผ่านมา

    เคราะห์ซ้ำกรรมซัด DigiTimes เผยเหตุขัดแย้งในตะวันออกกลาง ก็ยังส่งผลกระทบต่อการผลิตชิ้นส่วนดังกล่าวด้วยอีก หลังส่วนประกอบสำคัญของ Gallium อาทิ ทังสเตน แทนทาลัม และโมลิบเดนัม ต่างก็มีราคาเพิ่มขึ้น 2 เท่า ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา

    เมื่อ Gallium มีราคาแพงขึ้น ก็ส่งผลให้ทั้ง Gallium Nitride (GaN) กับ Gallium Arsenide (GaAs) สองสารกึ่งตัวนำยุคใหม่เพิ่มตามไปด้วย ซึ่งทั้งสองก็ถือเป็นวัสดุสำหรับเซมิคอนดักเตอร์ หรือชิปประมวลผลที่ต้องทำงานในที่อุณหภูมิและแรงดันไฟฟ้าที่สูง

    เช่นตัว GaN Charger ที่พบได้ในหัวชาร์จมือถือขนาดเล็ก , GaN MOSFET ใน Power Supply (PSU) , ชิป RF ในเราเตอร์ Wi-Fi และอุปกรณ์อีกมายมายที่ใช้ทั้ง GaN และ GaAs ซึ่งทั้งหมดอาจมีราคาเพิ่มขึ้นในเร็ว ๆ นี้แน่

    หากถามว่าทำไม Gallium ถึงได้มีราคาเพิ่มขึ้น 2 เท่า จุดนี้ทาง DigiTimes อธิบายต่อว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ที่บานปลายจนถึงขั้นทำให้ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ถูกปิด ก็ส่งผลให้โรงงานผลิตและถลุงอะลูมิเนียมรายใหญ่อย่าง QatarEnergy กับ Qatalum ของกาตาร์ และ Aluminium Bahrain ของบาห์เรน ประกาศหยุดการผลิตอะลูมิเนียมและการจัดส่งก๊าซฮีเลียมไปด้วย ซึ่งถือเป็นต้นทางของการผลิต Gallium นี้เอง

    ทั้งนี้ประเทศกาตาร์ ถือเป็นหนึ่งในผู้ผลิตก๊าซฮีเลียมมากกว่า 1 ใน 3 ของโลก และไม่มีสารทดแทนใด ๆ มาช่วยในกระบวนการผลิตชิปได้ดีอย่างก๊าซฮีเลียมด้วย การที่ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด ก็เพิ่มความเสี่ยงด้านการขนส่งทางเรืออย่างเลี่ยงไม่ได้

    นอกจากนี้ยังมีภาวะขาดแคลนแผ่นซับสเตรต หรือแผ่นรองฉนวนหลักที่ใช้ในแผงวงจรพิมพ์ (PCB) และบรรจุภัณฑ์ไอซี (IC Packaging) ด้วยอีก จนทาง DigiTimes กล่าวเลยว่า แทบไม่เห็นวี่แววที่สถานการณ์คลี่คลายในเร็ววันนี้เลยครับ

    ที่มา : TomsHardware

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.techhub.in.th/the-war-is-causing-disruption-driving-it-product-prices-up-twofold/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0DOOnFK5OyZ2Fworvbipmp

  • ผู้ผลิตยักษ์ใหญ่เตือน! สินค้าราคาเดิมจ่อหมด เม.ย.นี้ ลุ้นขึ้นราคายกแผง

    ผู้ผลิตยักษ์ใหญ่เตือน! สินค้าราคาเดิมจ่อหมด เม.ย.นี้ ลุ้นขึ้นราคายกแผง

    แหล่งข่าวจากวงการค้าปลีกและค้าส่ง เปิดเผยว่า สถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางเริ่มส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อภาคการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค ทั้งด้านราคาน้ำมัน ต้นทุนวัตถุดิบ และเม็ดพลาสติกที่เริ่มขาดแคลน ทำให้ผู้ผลิตรายใหญ่หลายบริษัททยอยทำหนังสือแจ้งผู้ค้า เตือนสินค้าสต๊อกราคาเดิมอาจมีเพียงถึงเดือนเมษายน 2569 ก่อนมีแนวโน้มปรับราคาขึ้นตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

    โดยตั้งแต่ช่วงกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา บริษัทชั้นนำหลายแห่งได้ออกหนังสือแจ้งคู่ค้าอย่างต่อเนื่อง อย่าง เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด ระบุว่า ปัญหาวัตถุดิบที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมันดิบ ส่งผลให้บรรจุภัณฑ์ เช่น ซองสินค้า ขวดพลาสติก และพลาสติก มีไม่เพียงพอ อาจกระทบต่อการส่งมอบสินค้าเริ่มตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นไป

    ขณะที่ F&N Dairies (Thailand) Co., Ltd. ชี้แจงว่า บริษัทอยู่ระหว่างบริหารความเสี่ยงด้านการขนส่ง หลังเส้นทางโลจิสติกส์ทั้งทางเรือและอากาศมีความไม่แน่นอน พร้อมสำรองเส้นทางและเพิ่มสต๊อกวัตถุดิบ แต่ยอมรับว่าหากสถานการณ์ยืดเยื้อ อาจส่งผลต่อราคาสินค้าในอนาคต

    ด้าน Unilever Thai Trading Co., Ltd. ระบุว่า ต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ กระทบต่อสินค้าทุกกลุ่ม โดยคาดว่าจะเริ่มเห็นผลชัดตั้งแต่เดือนเมษายน 2569 เป็นต้นไป และยังไม่สามารถประเมินจุดสิ้นสุดของผลกระทบได้

    เช่นเดียวกับ สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) และ เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) ที่ออกมาแจ้งผู้ค้าถึงความเสี่ยงด้านต้นทุน วัตถุดิบ และการขนส่งที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจทำให้ปริมาณสินค้าลดลง การจัดส่งล่าช้า และมีโอกาสปรับราคาสินค้าในระยะถัดไป

    แหล่งข่าวระบุเพิ่มเติมว่า ผู้ประกอบการหลายรายเริ่มประเมินสถานการณ์ร่วมกับคู่ค้า และแนะนำให้ร้านค้าทยอยวางแผนสต๊อกสินค้าเพิ่มขึ้น เพื่อรองรับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นในช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้

    ทั้งนี้ ภาคเอกชนยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยหวังว่าความตึงเครียดในตะวันออกกลางจะคลี่คลายโดยเร็ว เพื่อลดแรงกดดันต่อต้นทุนและกำลังซื้อของผู้บริโภคในระยะต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-consumer-prices-increased&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2d8PHKjPs9-5ieVt54Ve4B

  • รู้จัก “สุริยา วงศ์อารีย์” สส.อุดรธานี พรรคประชาชน  โหวต “อนุทิน” เป็นนายกฯ

    รู้จัก “สุริยา วงศ์อารีย์” สส.อุดรธานี พรรคประชาชน โหวต “อนุทิน” เป็นนายกฯ

    ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 19 มี.ค.2569 เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี มีบุคคลได้รับการเสนอชื่อ 2 คน ได้แก่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย และนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคประชาชน

    ผลการลงมติปรากฏว่า นายอนุทิน ได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมเสียงข้างมาก ชนะ นายณัฐพงษ์ ด้วยคะแนน 293 เสียง ต่อ 119 เสียง ขณะที่มีผู้งดออกเสียง 86 เสียง ทั้งนี้พบว่ามี สส.ของพรรคประชาชน 1 คน ลงมติสนับสนุนนายอนุทิน นั้นคือ นายสุริยา วงศ์อารีย์ สส.อุดรธานี เขต 7 พรรคประชาชน

    รู้จัก “สุริยา วงศ์อารีย์” สส.อุดรธานี สมัยแรก

    นายสุริยา วงศ์อารีย์ ปัจจุบันเป็น สส.อุดรธานี เขตเลือกตั้งที่ 7 สังกัดพรรคประชาชน ด้านการศึกษา นายสุริยา จบการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะวิศวกรรมศาสตร์ จาก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ

    ก่อนเข้าสู่การเมือง เคยทำงานเป็นวิศวกรที่ บริษัท ซูมิโตโม รับเบอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด จากนั้นจึงเข้าสู่เส้นทางการเมือง โดยเคยลงสมัคร สส.อุดรธานี ในนาม พรรคก้าวไกล ในการเลือกตั้งปี 2566 แต่ไม่ได้รับเลือกตั้ง ก่อนจะกลับมาลงสมัครอีกครั้งในปี 2569 ในนามพรรคประชาชน และได้รับเลือกตั้งเป็น สส.สมัยแรก

    และในการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี วันที่ 19 มี.ค.2569 นายสุริยา โหวตหนุนนายอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรี จนทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขว้าง อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าเฟซบุ๊กของ นายสุริยา มีการปิดไปแล้ว

    ต่อมา นายณัฐพงษ์ หัวหน้าพรรคประชาชน ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการโหวตสวนมติพรรคของนายสุริยาในครั้งนี้ พร้อมตั้งคำถามไปถึง “คนซื้อ” เพราะการโหวตสวนคงไม่ได้เป็นการตัดสินใจของนายสุริยาเอง โดยไม่มีผลประโยชน์อื่น

    หัวหน้าพรรคประชาชน ยังตั้งคำถามว่า ผู้ที่อยู่เบื้องหลังว่ากระทำไปเพื่อสิ่งใด ต้องการเห็นระบบการเมืองแบบนี้จริงหรือ อีกทั้งรัฐบาลก็มีเสถียรภาพในด้านจำนวนเสียงมาก จึงเชื่อว่าเป็นมุ่งทำลายความเชื่อมั่นของพรรคประชาชน แต่ยืนยันว่าพรรคไม่ได้เสียสมาธิ และพร้อมดำเนินมาตรการทางวินัย ซึ่งเป็นเรื่องภายในพรรคก่อน เมื่อมีข้อสรุปที่แน่ชัดแล้วจะแถลงอีกครั้ง

    หัวหน้าพรรคประชาชน ยอมรับว่าก่อนหน้านี้รับทราบข้อมูลมาบ้างแล้ว แต่ยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริง จึงไม่ต้องการกล่าวหา แต่ขณะนี้ชัดเจนแล้วจากกระโหวตสวนมติพรรค พร้อมยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่ได้กระทบสมาธิของตนเองและเพื่อนร่วมพรรค โดยจะเดินหน้าทำงานต่อไปได้

    รพ.รามาธิบดี แจ้งปรับรูปแบบการให้บริการ จากผลกระทบเหตุสู้รบในตะวันออกกลาง เริ่ม 23 มี.ค.นี้

    “ณัฐพงษ์” ตั้งคำถามถึงคนซื้อ “งูเห่าส้ม” ทำเพื่ออะไร ยันพรรค ปชน.ไม่เสียสมาธิ

    ศึกตะวันออกกลางลามเทคโนโลยี กระทบห่วงโซ่ผลิต “เซมิคอนดักเตอร์”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/503560&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2agVynKjX5kbb2DMiL_rLO

  • ‘ธารน้ำแข็งวันสิ้นโลก’ ละลายเร็ว เมืองชายฝั่งจม ‘กรุงเทพฯ-ปริมณฑล’ เจอน้ำท่วม กระทบกว่า 7 ล้านคน

    ‘ธารน้ำแข็งวันสิ้นโลก’ ละลายเร็ว เมืองชายฝั่งจม ‘กรุงเทพฯ-ปริมณฑล’ เจอน้ำท่วม กระทบกว่า 7 ล้านคน

    ธารน้ำแข็งทเวตส์” ในแอนตาร์กติกาตะวันตก มีขนาดมหึมาครอบคลุมพื้นที่กว่า 192,000 ตร.กม. ถูกเรียกในชื่อ “ธารน้ำแข็งวันสิ้นโลก” (Doomsday Glacier) เนื่องจากเป็นปราการด่านสุดท้ายที่ช่วยพยุงแผ่นน้ำแข็งแอนตาร์กติกาตะวันตกไม่ให้ไหลลงสู่มหาสมุทร แต่ในตอนนี้ธารน้ำแข็งแห่งนี้กำลังละลายอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะทำให้เมืองชายฝั่งหลายแห่งจมบาดาลอย่างรวดเร็ว

    ปัจจุบันธารน้ำแข็งทเวตส์กำลังสูญเสียมวลน้ำแข็งเร็วกว่าช่วงทศวรรษ 1990 ถึง 5 เท่า เกิดจากความไม่สมดุลระหว่างหิมะที่ตกสะสมกับปริมาณน้ำแข็งที่ไหลลงสู่ทะเลอามุนด์เซน ในแต่ละปีธารน้ำแข็งแห่งนี้สูญเสียน้ำแข็งไปประมาณ 50,000-80,000 ล้านตัน ซึ่งถือเป็นจำนวนมหาศาลแม้แต่ในมาตรฐานของแอนตาร์กติกาเอง

    แบบจำลองจากมหาวิทยาลัยเอดินบะระ ระบุว่า ภายในปี 2067 ธารน้ำแข็งวันสิ้นโลกอาจสูญเสียมวลน้ำแข็งได้ถึง 180-200 กิกะตันต่อปี อัตราการสูญเสียดังกล่าวจะเทียบเท่ากับปริมาณการละลายของน้ำแข็งทั้งทวีปแอนตาร์กติกาในปัจจุบัน การเร่งตัวนี้สะท้อนให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงทางสภาวะภูมิอากาศกำลังส่งผลกระทบเร็วกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้

    กลไกสำคัญที่ทำให้ทเวตส์เปราะบาง มาจากภูมิประเทศใต้ธารน้ำแข็งซึ่งเป็นหลุมลึกลาดเอียงลงไปในแผ่นดิน ลักษณะเช่นนี้ทำให้น้ำอุ่นจากมหาสมุทรสามารถไหลลอดใต้แผ่นน้ำแข็ง และกัดเซาะจากด้านล่างได้ง่ายขึ้น กระแสน้ำอุ่นเหล่านี้จะทำให้จุดยึดเกาะกับพื้นดินถอยร่นกลับไป และลดแรงต้านที่จะพยุงน้ำแข็งส่วนที่เหลือไว้

    นักวิจัยพบว่า บริเวณร่องลึกใต้ดินเหล่านี้เป็นจุดอ่อนสำคัญที่อาจนำไปสู่ภาวะความไม่เสถียรของแผ่นน้ำแข็งทางทะเล เมื่อกระบวนการนี้เริ่มต้นขึ้น การถดถอยของธารน้ำแข็งจะกลายเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ที่หยุดยั้งได้ยาก ความเร็วในการไหลของน้ำแข็งสู่มหาสมุทรจะเพิ่มขึ้นตามความลึกของจุดที่น้ำแข็งสัมผัสกับน้ำ

    จากการเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิดด้วยเทคโนโลยีเรดาร์ และเซนเซอร์ใต้ทะเล นักวิทยาศาสตร์ยอมรับว่าธารน้ำแข็งวันสิ้นโลกละลายเร็วกว่าที่พวกเขาคิดไว้มาก แม้ข้อมูลบางส่วนจะบ่งชี้ว่าหน้าผาน้ำแข็งอาจมีความเสถียรกว่าที่คิด แต่กระแสน้ำขึ้นน้ำลงที่พัดพาน้ำอุ่นเข้าใต้แผ่นน้ำแข็งกำลังสร้างรอยแตกร้าว และทำให้มันบางลงอย่างต่อเนื่อง

    ผลกระทบระดับน้ำทะเลที่จะเกิดขึ้น

    การละลายของธารน้ำแข็งทเวตส์ส่งผลกระทบต่อระดับน้ำทะเลทั่วโลกไปแล้วประมาณ 4% ในปัจจุบัน แม้ดูเหมือนจะเป็นตัวเลขที่น้อย แต่ระดับน้ำทะเลโลกได้สูงขึ้นมาแล้วราว 23 เซนติเมตร นับตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 ทำให้น้ำท่วมชายฝั่ง และเกิดพายุซัดฝั่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

    หากธารน้ำแข็งทเวตส์เกิดการล่มสลายโดยสมบูรณ์ ระดับน้ำทะเลทั่วโลกจะเพิ่มสูงขึ้นทันทีประมาณ 65 เซนติเมตร ระดับนี้เพียงพอที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าแนวชายฝั่งของโลกไปอย่างสิ้นเชิง และทำลายระบบโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ แม้กระบวนการนี้อาจใช้เวลานานหลายทศวรรษหรือหลายศตวรรษ แต่ผลกระทบจะเริ่มปรากฏให้เห็นชัดเจนในรุ่นอายุของเรา

    จากการวิเคราะห์ของ The New York Times ระบุว่า หากธารน้ำแข็งวันสิ้นโลกละลายหายไปในวันนี้ จะส่งผลกระทบต่อผู้คนตามแนวชายฝั่งหลายสิบล้านคน ซึ่งรวมถึงกรุงเทพมหานคร และปริมณฑลที่จะมีผู้ได้รับผลกระทบมากกว่า 7 ล้านคน

    เช่นเดียวกับเซี่ยงไฮ้ที่เป็นหนึ่งในเมืองที่มีความเสี่ยงสูงสุด เนื่องจากมีประชากรกว่า 600,000 คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ซึ่งต่ำกว่าระดับน้ำทะเลอยู่แล้ว หากระดับน้ำทะเลสูงขึ้นเพียง 60 เซนติเมตร จะทำให้มีประชากรในเซี่ยงไฮ้อีกถึง 4.7 ล้านคนที่ต้องเผชิญกับน้ำท่วมเพิ่มขึ้น อีกทั้งสภาพภูมิประเทศที่เป็นดินตะกอนปากแม่น้ำยังทำให้เมืองเผชิญกับการทรุดตัวของแผ่นดินควบคู่ไปด้วย

    ขณะที่ เมืองกัลกัตตา ของอินเดีย, นครโฮจิมินห์ และกรุงโตเกียว จะมีผู้ประสบภัยเพิ่มขึ้นนับล้านคน หากธารน้ำแข็งวันสิ้นโลกละลายหายไปในวันนี้ ส่วนกรุงธากา เมืองหลวงของบังกลาเทศ จะมีประชากรย้ายมาอยู่อาศัยถึง 50 ล้านคนในปี 2050 เนื่องจากน้ำทะเลซัดชายฝั่ง เกษตรกรรมถูกน้ำเค็มรุกรานจนทำกินไม่ได้

    แม้สหรัฐจะเป็นประเทศร่ำรวย แต่ก็ต้องเจอกับค่าใช้จ่ายในการป้องกันเมืองชายฝั่งพุ่งสูงจนน่าตกใจ เช่น โครงการสร้างแนวกั้นน้ำสำหรับปกป้องนิวยอร์กอาจต้องใช้เงินถึง 52,000 ล้านดอลลาร์ หรือการสร้างแนวกันคลื่นขนาดยักษ์ที่ท่าเรืออาจต้องใช้เงินสูงถึง 119,000 ล้านดอลลาร์

    นอกจากนี้ สหรัฐยังมีบทเรียนจากพายุเฮอริเคนคาทรีนา ที่แสดงให้เห็นว่าระบบป้องกันน้ำท่วมก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบเสมอไป ต้องใช้เงินกว่า 140,000 ล้านดอลลาร์ในการฟื้นฟูภัยพิบัติครั้งนั้น และความสูญเสียอาจเกิดขึ้นบ่อย และรุนแรงกว่าเดิม หากระดับน้ำทะเลยังคงพุ่งสูงขึ้น ถึงจะมีความเสี่ยงสูง แต่ผู้คนยังคงย้ายไปอยู่ในเมืองที่อยู่ในพื้นที่อย่างไมอามีอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีการก่อสร้างอสังหาริมทรัพย์จำนวนมาก

    ธารน้ำแข็งทเวตส์ทำหน้าที่เป็นตัวอุดแผ่นน้ำแข็งแอนตาร์กติกาตะวันตกทั้งหมดไว้ หากธารน้ำแข็งนี้ละลายหมด อาจดึงเอาแผ่นน้ำแข็งแอนตาร์กติกาตะวันตกทั้งหมดลงมาด้วย ซึ่งจะทำให้ระดับน้ำทะเลอาจสูงขึ้นได้อีกหลายเมตรทั่วโลก

    เมื่อน้ำแข็งบนบกไหลลงสู่ทะเลมากขึ้น ความร้อนในมหาสมุทรที่เพิ่มขึ้นจะทำให้ปริมาตรของน้ำทะเลขยายตัวตามไปด้วย เสริมให้ระดับน้ำสูงขึ้นไปอีก ปรากฏการณ์นี้จะทำงานร่วมกับการละลายของน้ำแข็งจากกรีนแลนด์ ทำให้สถานการณ์ระดับน้ำทะเลรุนแรงขึ้นกว่าที่การละลายจากทเวตส์เพียงอย่างเดียวจะทำได้

    ดังนั้น การพังทลายของทเวตส์จึงไม่ใช่เพียงแค่การสูญเสียน้ำแข็งหนึ่งก้อน แต่มันคือการเริ่มต้นของจุดจบสำหรับระบบน้ำแข็งในแอนตาร์กติกาตะวันตก นักวิทยาศาสตร์เปรียบเปรยทเวตส์ว่าเป็นเหมือนระบบเตือนภัยของดาวเคราะห์ (Planetary warning system) ที่กำลังส่งสัญญาณเตือนภัยขั้นสูงสุด ซึ่งไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่

    มีการเสนอแนวคิดทางวิศวกรรมภูมิอากาศ เช่น การสร้างม่านใต้น้ำ หรือแนวกั้นขนาดยักษ์ใต้ทะเลเพื่อกั้นไม่ให้น้ำอุ่นเข้าถึงตัวธารน้ำแข็ง แม้แนวคิดนี้จะมีการศึกษาวิจัย แต่ก็ยังคงมีความไม่แน่นอนในเรื่องความเป็นไปได้จริง และผลกระทบข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นกับระบบนิเวศทางทะเล

    นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ยืนยันว่าการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกยังคงเป็นลำดับความสำคัญสูงสุด เพื่อชะลออุณหภูมิของมหาสมุทรไม่ให้เพิ่มสูงขึ้นจนถึงจุดที่รักษาธารน้ำแข็งไว้ไม่ได้ โดยทุกการกระทำตอนนี้จะเป็นตัวกำหนดว่าเมืองชายฝั่งในอีก 50 หรือ 100 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร

    ที่มา: Creative Learning GuildPhysThe New York Times

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/sustainability/environment/1225804&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vme9QTHIWH8T-btXxpNDL

  • ‘เด่นคุณ-ปอนด์’อวยพรแนวหน้าก้าวสู่ปี 47 ชวนคนไทยร่วมบริจาคเพื่อการศึกษา

    ‘เด่นคุณ-ปอนด์’อวยพรแนวหน้าก้าวสู่ปี 47 ชวนคนไทยร่วมบริจาคเพื่อการศึกษา

    วันพฤหัสบดี ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.08 น.

    Tag :

    เนื่องในโอกาสบริษัทหนังสือพิมพ์แนวหน้าก้าวเข้าสู่ปีที่ 47  งานนี้2 นักแสดงหนุ่มจากภาพยนต์เรื่อง ‘พี่นาค5’ นำทีมโดย เด่นคุณ งามเนตร และ ปอนด์ คุณพัทธ์ พิเชษฐ์วรวุฒิ ได้ร่วมส่งคำอวยพรแสดงความยินดีพร้อมชื่นชมสื่อที่อยู่คู่คนไทยมายาวนานและเชิญชวนประชาชนร่วมบริจาคสมทบทุนมูลนิธิช่วยการศึกษากรุงเทพมหานครชื่อบัญชี‘มูลนิธิช่วยการศึกษากรุงเทพมหานคร’ ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาสะพานใหม่ เลขที่บัญชี 029-442708-0

    โดย ‘เด่นคุณ’กล่าวอวยพรให้หนังสือพิมพ์แนวหน้าเจริญเติบโตและอยู่คู่คนไทยต่อไป พร้อมทำหน้าที่สื่อสารข่าวสารให้กับประชาชนอย่างต่อเนื่อง พร้อมเผยว่า “แนวหน้า’เป็นชื่อสื่อที่ได้ยินมาตั้งแต่จำความได้ จึงเชื่อว่าการที่สำนักข่าวสามารถยืนหยัดมาได้จนถึงวันนี้ แสดงให้เห็นถึงความแข็งแรงของเนื้อหาและคุณภาพของสื่อที่นำเสนอ

    ด้าน ‘ปอนด์’ ก็ร่วมอวยพรให้แนวหน้าประสบความสำเร็จยิ่งขึ้นไป พร้อมผลิตคอนเทนต์ข่าวสารดี ๆ ให้ประชาชนได้รับชมอย่างต่อเนื่อง และยังได้เชิญชวนประชาชนร่วมทำบุญ เนื่องในโอกาสครบรอบ 47 ปี ด้วยการร่วมบริจาคสมทบทุนให้กับมูลนิธิช่วยการศึกษากรุงเทพมหานคร เพื่อสนับสนุนโอกาสทางการศึกษาให้กับนักเรียนและนักศึกษาไทย ทั้งนี้ทั้งสองนักแสดงยังร่วมแสดงความยินดี และขอบคุณแนวหน้าที่ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางสำคัญในการนำเสนอข่าวสารให้กับสังคมไทยมาอย่างยาวนาน

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/entertain/953695&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ozrY62F6eZqZ7qEzd5irH