Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • วิกฤติขาดแคลนน้ำมันทุบซ้ำท่องเที่ยวไทย ‘สมาคมโรงแรมไทย’ หวั่นฉุดเชื่อมั่นต่างชาติ

    วิกฤติขาดแคลนน้ำมันทุบซ้ำท่องเที่ยวไทย ‘สมาคมโรงแรมไทย’ หวั่นฉุดเชื่อมั่นต่างชาติ

    “เทียนประสิทธิ์” นายกสมาคมโรงแรมไทย หวั่นวิกฤติขาดแคลนน้ำมันทุบซ้ำท่องเที่ยวไทย ฉุดเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวต่างชาติ ประเทศไทยดูไม่จืด ถ้าทัวริสต์เข้าใจว่าไม่มีน้ำมันให้เติม

    นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย กล่าวว่า วิกฤติน้ำมันขาดแคลนคือปัญหาหนักที่สุดในตอนนี้ หนักกว่าน้ำมันแพงด้วยซ้ำ เพราะถ้าน้ำมันแพงแต่ยังมีให้เติม ผู้ประกอบการและประชาชนยังพอจะบริหารจัดการต้นทุนหรือวางแผนการเดินทางได้ เช่น ถ้าแพงขึ้น 5-10 บาทต่อลิตร คนก็ยังตัดสินใจไปเที่ยวได้ แต่ถ้าไม่มีน้ำมันให้เติม แผนทุกอย่างจะหยุดชะงัก นักท่องเที่ยวจะไปต่ออย่างไร ไปเที่ยวก็ไม่สนุกแล้ว มีความกังวลระหว่างเดินทาง ถือเป็นจุดที่ซีเรียสมาก และอาจทำให้ภาคการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบไม่น้อยกว่าปัญหาความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย หากมีการส่งต่อข่าวเชิงลบทำนองว่าอย่าเพิ่งมาเที่ยวไทยช่วงนี้เพราะไม่มีน้ำมันให้บริการ

    “ถ้าน้ำมันแพง ทุกคนยังสามารถบริหารจัดการต้นทุนและวางแผนการเดินทางขนส่งได้ แต่พอน้ำมันหมด ขับรถวนหาหลายปั๊มแล้วไม่มีให้เติม เป็นจุดที่ผู้ประกอบการและประชาชนไม่สามารถบริหารจัดการได้ และนี่แค่เริ่มต้นเท่านั้น จากที่รัฐบาลบอกว่ามีน้ำมันสำรองเกิน 90 วัน จึงไม่อยากให้ชะล่าใจ แม้บอกว่าสถานการณ์นี้เอาอยู่ แต่เกรงว่าสุดท้ายจะพลาด กลายเป็นวิกฤติความเชื่อมั่นของประเทศไทย นักท่องเที่ยวต่างชาติอาจกังวลว่ามาเที่ยวเมืองไทยได้จริงหรือไม่ และทำให้ประเทศไทยดูไม่จืดเลยว่าไม่มีน้ำมัน”

    นายเทียนประสิทธิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “อยากให้รัฐบาลเร่งจัดหาน้ำมันให้เพียงพอ และสื่อสารข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์พลังงานในประเทศ หากมีน้ำมันไม่เพียงพอ ก็ต้องรณรงค์ให้ทุกคนช่วยกันประหยัดอย่างจริงจัง และสุดท้ายหากราคาน้ำมันต้องแพง ก็ต้องแพง ไม่ต้องกลัวโดนด่า เพราะทุกคนรู้ว่าทั้งโลกเกิดเหตุการณ์นี้เลยทำให้น้ำมันแพง”

    พอเกิดสถานการณ์น้ำมันขาดแคลน เบื้องต้นประเมินว่าจะทำให้คนไทยไม่กล้าท่องเที่ยวในประเทศ เพราะมากกว่า 50% เดินทางท่องเที่ยวด้วยรถยนต์ เมื่อมีความเสี่ยงว่าจะหาน้ำมันเติมไม่ได้ คนอาจจะไม่ไปเที่ยวเลย แม้วิกฤตินี้จะเกิดขึ้นระยะสั้น ถ้าแก้ปัญหาได้ก็จบไป แต่หากสถานการณ์ลากยาว ผลกระทบที่เกิดขึ้นคาดว่าไม่น้อยกว่าตอนเกิดเหตุนักแสดงชาวจีน ซิงซิง หายตัวไปบริเวณชายแดนไทย-เมียนมาเมื่อต้นปี 2568

    “อย่างคนกรุงเทพฯ บางส่วนอาจจะไม่กล้าไปเที่ยวพัทยาหรือหัวหิน เพราะกลัวน้ำมันหมดระหว่างทาง นี่คือภาพเลวร้ายที่สุด เลวร้ายกว่าน้ำมันแพงเสียอีก ทำให้คนรู้สึกว่าไม่ไปเที่ยวดีกว่า แน่นอนว่าในฐานะผู้ประกอบการท่องเที่ยวไม่อยากเห็นภาพนี้เกิดขึ้น เพราะก่อนหน้านี้ตลาดในประเทศถือเป็นความหวังของภาคท่องเที่ยวไทยที่อยากให้มีการกระตุ้นในช่วงโลว์ซีซันไตรมาส 2-3” นายกทีเอชเอกล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/1226040&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1JWsikXn6Ib1Xvhz8aoO-Q

  • ไทยประกาศศักดาบนเวทีโลก! ชูธง ‘Net Zero Tourism’ ในงาน ITB Berlin 2026 เปลี่ยนวิกฤตโลกร้อน เป็นโอกาสทองของ MSMEs ไทย

    ไทยประกาศศักดาบนเวทีโลก! ชูธง ‘Net Zero Tourism’ ในงาน ITB Berlin 2026 เปลี่ยนวิกฤตโลกร้อน เป็นโอกาสทองของ MSMEs ไทย

    กรุงเบอร์ลิน, สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี – บนเวทีระดับโลกอย่าง ITB Berlin 2026 ประเทศไทยได้สร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญในการประกาศเจตนารมณ์ยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจาก “คาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์” (Carbon Neutral Tourism) มุ่งสู่ “การท่องเที่ยวที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์” (Net Zero Tourism) อย่างเต็มตัว ภายใต้การผนึกกำลังของกองทุน ววน. โดย สกสว. และ บพข. ร่วมกับภาคีเครือข่าย 4 กระทรวง และ 15 หน่วยงานพันธมิตร เพื่อปักหมุดประเทศไทยให้เป็นผู้นำทางความคิด (Thought Leader) ด้านความยั่งยืนในระดับสากล “Together Net Zero Tourism” ทีมวิชาการไทยที่โลกยอมรับ

    ผศ.สุภาวดี โพธิยะราช ที่ปรึกษา สกสว. ได้กล่าวถึงหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนครั้งนี้ว่า ไม่ใช่เพียงการทำวิจัยในหอคอยงาช้าง แต่คือการสร้าง “ทีมชาติไทย” ในนาม Together Net Zero Tourism เพื่อสื่อสารกับชาวโลกด้วยภาษาทางวิชาการและแนวปฏิบัติที่เป็นสากล

    “เราไม่ได้มองแค่การทำวิจัยให้เสร็จสิ้น แต่เราเน้นการบริหารจัดการแผนงานวิจัยที่เห็นผลเป็นรูปธรรม เชื่อมโยงทั้งมิติวิชาการและการใช้ประโยชน์จริง องค์กรระดับสากลอย่าง UN Tourism หรือ Global Sustainable Tourism Council (GSTC) ต่างชื่นชมแนวทางของไทยที่รวมเอาทั้งหน่วยบริหารงบประมาณ นักวิชาการ ภาคเอกชน และ NGOs มาทำงานร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อ จนผู้เชี่ยวชาญจากเยอรมนียังออกปากชมว่านี่คือโมเดลที่แม้แต่ในยุโรปเองก็ทำได้ยาก” ผศ.สุภาวดี กล่าว

    ความสำเร็จนี้ส่งผลให้ไทยได้รับเชิญให้เป็นคณะทำงานใน Working Group on Climate Action ของ UN Tourism และเตรียมเป็นเจ้าภาพจัดงาน Tourism and Climate Summit ร่วมกับ The Travel Foundation ในอนาคตอันใกล้ เพื่อติดปีก MSMEs ไทย ก้าวข้ามกำแพงการค้าสีเขียว

    ในมุมของผู้ปฏิบัติการและนักวิจัย คุณนิพัทธ์พงษ์ ชวนชื่น (คุณต้า) ผู้ก่อตั้ง trekking THAI และอุปนายกสมาคมการค้าการท่องเที่ยวเครือข่ายเชิงนิเวศเอเชีย (AEN) ได้สะท้อนภาพความท้าทายของธุรกิจขนาดเล็ก (MSMEs) ที่ต้องเผชิญกับกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดของโลก เช่น Green Claim Act ของสหภาพยุโรป

    “เป้าหมายของ Together NZT Phase 2 คือการเปลี่ยนเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ให้กลายเป็นโอกาสทางการค้า เรามุ่งช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงมาตรฐานสากลได้ภายใต้หลักการ ‘Beyond the Bar’ คือการยกระดับจากสิ่งที่เคยทำได้ยาก ให้กลายเป็นเรื่องที่ทำได้จริงและมีราคาที่จับต้องได้ เพื่อไม่ให้ MSMEs ไทยถูกตัดออกจากห่วงโซ่อุปทานระดับโลกเพียงเพราะไม่มีงบประมาณจ้างผู้ตรวจสอบราคาแพง” คุณนิพัทธ์พงษ์ ระบุ

    นอกจากนี้ คุณนิพัทธ์พงษ์ยังเน้นย้ำถึงนวัตกรรม “Insetting” หรือการหักล้างคาร์บอนภายในห่วงโซ่อุปทานผ่านกลไกทางธรรมชาติ (Nature-based Solutions)

    “เรากำลังเปลี่ยนเงินที่ใช้ชดเชยคาร์บอน ให้กลับไปสู่การฟื้นฟูป่าชายเลนหรือหญ้าทะเลในพื้นที่ท่องเที่ยวโดยตรง สิ่งนี้คือความยุติธรรมด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Justice) ที่เงินทุนจะไหลกลับไปสร้างงานและฟื้นฟูระบบนิเวศให้กับชุมชนท้องถิ่นอย่างแท้จริง”

    ภายในงานยังได้มีการโชว์เคส 3 ต้นแบบผลงานวิจัย กองทุน ววน. ของไทยสู่มาตรฐาน Best Practice ระดับโลก

    ภายในงาน ITB Berlin 2026 ประเทศไทยยังได้นำเสนอ 3 ผลงานเด่นที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็น Thailand’s Best Practices Vol. 2 โดยกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA) ซึ่งประกอบด้วย:

    1. Carbon Neutral Tourism: ต้นแบบวิสาหกิจชุมชนเมืองเก่าภูเก็ต

    2. Net Zero Tourism Pathway: ต้นแบบที่พักขนาดเล็ก Eco Lodge “ฮาร์โมนี่@ห้วยลาน” จ.เชียงใหม่

    3. Accessible Tourism: การท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล จ.พระนครศรีอยุธยา ที่สร้างความเชื่อมั่นจนมีการลงนามความร่วมมือกับ ENAT เครือข่ายการท่องเที่ยวเพื่อคนพิการของยุโรป

    การเข้าร่วม ITB Berlin 2026 ในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการไปโชว์ผลงาน แต่คือการ “ปักธง” ว่าประเทศไทยพร้อมแล้วที่จะเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในภูมิภาค (ASEAN/GMS) ผ่านความร่วมมือแบบ South-South Cooperation

    ผศ.สุภาวดี กล่าวทิ้งท้ายว่า“ภารกิจเร่งด่วนของ กองทุน ววน. คือ การปิดช่องว่างทางการวิจัย เพื่อให้กฎระเบียบโลกในอนาคตไม่ถูกเขียนขึ้นโดยไม่สอดคล้องกับบริบทของประเทศกำลังพัฒนา และเราจะพิสูจน์ให้โลกเห็นว่า MSMEs ไทยไม่เพียงแค่จะรอดจากวิกฤตโลกเดือด แต่จะเติบโตอย่างสง่างามในฐานะผู้นำด้านการท่องเที่ยวยั่งยืนของโลก ภายใต้วิสัยทัศน์ SRI for ALL วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมเพื่อคนไทย

    ทุกคน ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/energy-sustainability/136099&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Lt2N2MIMnC2oumr7DPZLB

  • ยอดใช้พลังงานรวมปี 68 ลดลง 1.6% น้ำมันเครื่องบินโตสวน รับท่องเที่ยวขยายตัว : อินโฟเควสท์

    ยอดใช้พลังงานรวมปี 68 ลดลง 1.6% น้ำมันเครื่องบินโตสวน รับท่องเที่ยวขยายตัว : อินโฟเควสท์

    สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เผยสถานการณ์พลังงานของประเทศไทย ปี 2568 พบว่า การใช้พลังงานขั้นต้นเชิงพาณิชย์อยู่ที่ 2,014 พันบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน ลดลง 1.6% จากการใช้ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน และลิกไนต์ที่ลดลง ขณะที่การใช้น้ำมันและไฟฟ้าพลังน้ำ/ไฟฟ้านำเข้าเพิ่มขึ้น ในส่วนน้ำมันสำเร็จรูป การใช้น้ำมันเครื่องบิน 17.5 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้น 7.5% สอดคล้องกับการเดินทางทางอากาศที่เพิ่มขึ้น

    นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการ สนพ. เปิดเผยว่า การใช้พลังงานเชิงพาณิชย์ขั้นต้นของประเทศ ปี 2568 อยู่ที่ระดับ 2,014 พันบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน ลดลง 1.6% เมื่อเทียบกับปีก่อน ในขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ขยายตัว 2.4% โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากการบริโภคภาคเอกชน และการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัว รวมถึงการลงทุนภาครัฐที่เพิ่มขึ้น

    อย่างไรก็ตาม ภาคอุตสาหกรรมมีการขยายตัวในระดับต่ำ ประกอบกับสภาพอากาศที่ไม่ร้อนเท่าปี 2567 ส่งผลให้ความต้องการใช้พลังงานโดยรวมปรับตัวลดลงเล็กน้อย

    ทั้งนี้ การใช้พลังงานจำแนกตามประเภทเชื้อเพลิง พบว่า การใช้น้ำมันเพิ่มขึ้น 0.2% การใช้ไฟฟ้าพลังน้ำและไฟฟ้านำเข้า เพิ่มขึ้น 10.6% ขณะที่การใช้ก๊าซธรรมชาติ ลดลง 3.8% การใช้ถ่านหิน ลดลง 3.5% และการใช้ลิกไนต์ลดลง 1.2%

    • การใช้น้ำมันสำเร็จรูป มีปริมาณการใช้อยู่ที่ระดับ 140.9 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.001% โดยปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลอยู่ที่ 67.0 ล้านลิตรต่อวัน ลดลง 2.8% ขณะที่การใช้น้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล อยู่ที่ 31.7 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้น 0.8% การใช้น้ำมันเครื่องบินอยู่ที่ 17.5 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้น 7.5% สอดคล้องกับการเดินทางทางอากาศที่เพิ่มขึ้น ส่วนการใช้น้ำมันเตาอยู่ที่ 5.4 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้น 6.2% และการใช้ LPG อยู่ที่ 19.4 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้น 1.1%
    • การใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG โพรเพน และบิวเทน) มีปริมาณการใช้อยู่ที่ระดับ 6.63 ล้านตัน ลดลง 2.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยจำแนกเป็น การใช้ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ซึ่งมีสัดส่วน 42% ของการใช้ทั้งหมด รองลงมา คือ การใช้ในภาคครัวเรือน 32% การใช้เป็นเชื้อเพลิงในรถยนต์ 14% และการใช้ในภาคอุตสาหกรรม 10%
    • การใช้ก๊าซธรรมชาติ มีปริมาณการใช้อยู่ที่ระดับ 4,422 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ลดลง 4.0% โดยส่วนใหญ่ยังคงใช้เพื่อการผลิตไฟฟ้า ซึ่งมีสัดส่วน 61% รองลงมา คือ การใช้ในภาคอุตสาหกรรม 17% การใช้ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและอื่น ๆ 20% และการใช้เป็นเชื้อเพลิงในรถยนต์ (NGV) 2%
    • การใช้ถ่านหิน/ลิกไนต์ รวมกันอยู่ที่ระดับ 14,193 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ (ktoe) ลดลง 3.3% โดยการใช้ถ่านหินนำเข้าอยู่ที่ 11,085 ktoe ขณะที่การใช้ลิกไนต์อยู่ที่ 3,108 ktoe การใช้ไฟฟ้า
    • การใช้ไฟฟ้าในระบบ 3 การไฟฟ้า (ไม่รวมผู้ผลิตไฟฟ้าใช้เอง หรือ IPS) อยู่ที่ 208,428 ล้านหน่วย ลดลง 2.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีสัดส่วนการใช้ไฟฟ้าในภาคอุตสาหกรรม 42% ภาคครัวเรือน 28% ภาคธุรกิจ 25% และภาคอื่น ๆ 5%

    สำหรับในปี 2569 จะมีการนำสมมติฐานด้านเศรษฐกิจและสถานการณ์จากความขัดแย้งในตะวันออกกลางมาพิจารณาเพิ่มเติม เพื่อประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจของประเทศ ความมั่นคงด้านพลังงาน และราคาพลังงาน พร้อมหาแนวทางและมาตรการในการบรรเทาผลกระทบต่อไป

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (20 มี.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/578535&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1hOY0KRYu7NJxt8x4_g20C

  • เปิด “นั่งแคร่ แช่น้ำแควน้อย” ส่งเสริมท่องเที่ยวชุมชนอำเภอวัดโบสถ์

    เปิด “นั่งแคร่ แช่น้ำแควน้อย” ส่งเสริมท่องเที่ยวชุมชนอำเภอวัดโบสถ์

    วันที่ 19 มีนาคม 2569 เวลา 16.00 น. ณ บริเวณพื้นที่ท้ายเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน ตำบลคันโช้ง อำเภอวัดโบสถ์ จังหวัดพิษณุโลก นายเกียรติศักดิ์ ตรงศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมท่องเที่ยว “นั่งแคร่ แช่น้ำแควน้อย” ประจำปี 2569 โดยมีนางพรศรี ตรงศิริ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดพิษณุโลก คณะรองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก นายอำเภอวัดโบสถ์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลคันโช้ง หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น และประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

    นายรังสรรค์ แก้ววิเศษ ประธานกลุ่มท่องเที่ยวชุมชนตำบลคันโช้ง กล่าวรายงานว่า การจัดกิจกรรมในครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งองค์การบริหารส่วนตำบลคันโช้ง หน่วยงานราชการ ผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น กลุ่มท่องเที่ยวชุมชน และประชาชนในพื้นที่ ที่ร่วมกันเห็นถึงศักยภาพของบริเวณท้ายเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน ซึ่งมีความโดดเด่นด้านภูมิทัศน์ธรรมชาติ เหมาะแก่การพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวชุมชนที่สามารถสร้างประโยชน์ให้แก่ประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม

    สำหรับกิจกรรม “นั่งแคร่ แช่น้ำแควน้อย” มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน สร้างอาชีพและรายได้ให้แก่ประชาชน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก พร้อมเปิดโอกาสให้ชุมชนได้ใช้ทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่อย่างเหมาะสม ควบคู่กับการดูแลรักษาความสะอาด ความปลอดภัย และภาพลักษณ์ที่ดีของแหล่งท่องเที่ยว

    นอกจากนี้ กิจกรรมดังกล่าวยังช่วยเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ประชาชนทั้งในตำบลคันโช้งและพื้นที่ใกล้เคียง โดยสามารถนำสินค้า อาหารพื้นถิ่น และผลผลิตทางการเกษตรมาจำหน่ายให้แก่นักท่องเที่ยว เกิดการหมุนเวียนรายได้ในชุมชนอย่างกว้างขวาง อีกทั้งยังเป็นเวทีสร้างความร่วมมือ ความสามัคคี และความภาคภูมิใจของคนในพื้นที่ในการร่วมกันต้อนรับนักท่องเที่ยว

    ทั้งนี้ กลุ่มท่องเที่ยวชุมชนตำบลคันโช้งมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนากิจกรรมดังกล่าวให้จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี เพื่อให้เป็นกิจกรรมสำคัญของชุมชน และเป็นอีกหนึ่งจุดหมายด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดพิษณุโลกในอนาคต

    แสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.phitsanulokhotnews.com/2026/03/20/193869&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1d_QZLKz2I3lfE2vPn8rbD

  • ฤกษ์ดีปีละครั้ง! “อาจารย์ช้าง” นำทัพสายบุญ บินลัดฟ้าเปิดคลังสมบัติเจ้าแม่กวนอิม มาเก๊า

    ฤกษ์ดีปีละครั้ง! “อาจารย์ช้าง” นำทัพสายบุญ บินลัดฟ้าเปิดคลังสมบัติเจ้าแม่กวนอิม มาเก๊า

    ฤกษ์ดีปีละครั้ง!

    การท่องเที่ยวมาเก๊าประจำประเทศไทย (MGTO) ร่วมกับ อาจารย์ช้างทศพร ศรีตุลา สร้างปรากฏการณ์ความศรัทธาครั้งใหญ่ นำคณะผู้ศรัทธาชาวไทยกว่า 500 ชีวิต เข้าร่วม “พิธีเปิดคลังสมบัติเจ้าแม่กวนอิม ประจำปี 2569″ ณ วัดเจ้าแม่กวนอิม มาเก๊า เมื่อวันที่ 13-14 มีนาคมที่ผ่านมา ท่ามกลางบรรยากาศความศรัทธาจากผู้คนทั่วโลกที่หลั่งไหลมาร่วมงานตลอด 24 ชั่วโมง

    พิธีเปิดคลังสมบัติ มรดกแห่งวัฒนธรรมล้ำค่าคู่เมืองมาเก๊า

    พิธีเปิดคลังสมบัติถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบทอดมาอย่างยาวนานของมาเก๊า ตามความเชื่อที่ว่าพระโพธิสัตว์กวนอิมจะทรงเมตตาเปิดคลังประทานพรด้านโชคลาภและความราบรื่นในชีวิต โดย อาจารย์ช้าง ได้กล่าวถึงความพิเศษของพิธีนี้ว่า

    ฤกษ์ดีปีละครั้ง!

    “โอกาสนี้ 1 ปี มีเพียง 1 ครั้ง ทำให้ความพิเศษของพิธีเปิดคลังที่มาเก๊า คือเมื่อจิตศรัทธาหลายพันคนมารวมอยู่ในช่วงเวลาและสถานที่เดียวกัน พลังของความตั้งใจนั้นก็ยิ่งชัดเจนและหนักแน่นขึ้น เสมือนเป็นการส่งพลังให้กันและกัน ในอีกมุมหนึ่ง พิธีนี้ยังถือเป็นฤกษ์เริ่มต้นความมั่งคั่ง จากการสักการะด้วยกระดาษเงินกระดาษทอง เปรียบเสมือนนำทรัพย์มาฝากไว้กับองค์เจ้าแม่กวนอิม เพื่อขอพรให้สิ่งที่ตั้งใจไว้เติบโตและงอกงามยิ่ง ๆ ขึ้นไป”

    แผ่นมงคลและยอดทรัพย์ประทานพร ขวัญถุงมหาเศรษฐีแด่ผู้ศรัทธา

    เพื่อเพิ่มความหมายให้การเดินทางครั้งนี้ การท่องเที่ยวมาเก๊าประจำประเทศไทย (MGTO) ยังได้จัดเตรียม “แผ่นมงคลเปิดคลัง” ที่จัดทำขึ้นเป็นพิเศษและผ่านพิธีปลุกเสกจากวัดเจ้าแม่กวนอิม มาเก๊า โดยความน่าสนใจอยู่ที่ตัวเลขบนแผ่นมงคลที่มอบแบบสุ่มให้แก่แต่ละบุคคล อาทิ 10 ล้านเหรียญมาเก๊า ไปจนถึงยอดทรัพย์ที่ไม่มีสิ้นสุด ซึ่งตัวเลขเหล่านี้เปรียบเสมือนยอดทรัพย์ประทานพรจากคลังสมบัติ และ “เงินขวัญถุง” ทางจิตใจ ที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจในการตั้งเป้าหมายด้านการงาน การเงิน และการลงทุน ให้เติบโตและงอกงามตลอดทั้งปี

    มาเก๊าในมุมมองใหม่ Tourism+

    นางสาวอุรชา จักรธรานนท์ ผู้จัดการทั่วไป การท่องเที่ยวมาเก๊าประจำประเทศไทย กล่าวว่า เทศกาลสำคัญอย่างพิธีเปิดคลังสมบัตินี้ สะท้อนเอกลักษณ์ของมาเก๊าในฐานะเมืองที่ผสานมรดกทางวัฒนธรรมเข้ากับการท่องเที่ยวร่วมสมัยได้อย่างลงตัว

    “มาเก๊ามุ่งผลักดันแนวคิด Tourism+ อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างประสบการณ์การเดินทางที่หลากหลาย ทั้งด้านวัฒนธรรม ไลฟ์สไตล์ ความบันเทิง และการเดินทางเพื่อธุรกิจ เราเชื่อว่าประสบการณ์ที่มีความหมายเช่นนี้ เป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้นักท่องเที่ยวจำนวนมากยังคงเลือกกลับมาเยือนมาเก๊าอีกครั้ง”

    พิธีเปิดคลังสมบัติเจ้าแม่กวนอิม มาเก๊า ในปีนี้จึงไม่เพียงตอกย้ำความสำคัญของเทศกาลประจำปี หากยังตอกย้ำทิศทางของมาเก๊าในฐานะจุดหมายปลายทางที่เชื่อมโยงวัฒนธรรม ความเชื่อ และประสบการณ์การเดินทางสำหรับทุกเพศทุกวัยไว้ด้วยกันอย่างลงตัว


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/prg/12800090&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1OobyT-YdBlrFpQ6ffyEmh

  • IMF จับตาสงครามอิหร่านใกล้ชิด เตือนเงินเฟ้อพุ่ง ฉุดเศรษฐกิจชะลอตัว

    IMF จับตาสงครามอิหร่านใกล้ชิด เตือนเงินเฟ้อพุ่ง ฉุดเศรษฐกิจชะลอตัว

    IMF จับตาสงครามอิหร่านใกล้ชิด ประเมินคาดการณ์ใหม่ที่รวมผลกระทบสงครามในรายงาน WEO เดือนเม.ย. เตือนหากสถานการณ์ยังยืดเยื้อ ราคาพลังงานที่พุ่งแรงอาจกดดันเงินเฟ้อและฉุดเศรษฐกิจโลก

    กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) แถลงว่า “กำลังติดตามสถานการณ์สงครามอิหร่าน และผลกระทบต่อการผลิตพลังงานอย่างใกล้ชิด” พร้อมเตือนว่าหากราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาจผลักดันเงินเฟ้อและกดดันการเติบโตของเศรษฐกิจโลก

    ความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้ส่งผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติทางทะเล ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้นเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

    จูลี โคแซค โฆษกไอเอ็มเอฟกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ขณะนี้ “ยังไม่มีคำขอรับความช่วยเหลือทางการเงินฉุกเฉิน” อย่างเป็นทางการ แต่ไอเอ็มเอฟก็พร้อมให้การสนับสนุนประเทศสมาชิก

    โดยเจ้าหน้าที่กำลังอยู่ระหว่างการหารือกับบรรดารัฐมนตรีคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง รวมถึงองค์กรระดับภูมิภาค และทางไอเอ็มเอฟกำลังอยู่ระหว่างการ “ปรับประมาณการเศรษฐกิจใหม่ที่รวมถึงผลกระทบจากสงคราม”

    IMF เตรียมปรับประมาณการฉบับ เม.ย. ใหม่

    โคแซคระบุว่า ผลกระทบของสงครามจะขึ้นอยู่กับ “ระยะเวลา ความรุนแรง และขอบเขตของความขัดแย้ง” โดยไอเอ็มเอฟจะรวมผลกระทบดังกล่าวไว้ในรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (WEO) ฉบับปรับปรุง ซึ่งจะเผยแพร่ในช่วงกลางเดือนเมษายนนี้ ระหว่างการประชุมฤดูใบไม้ผลิของไอเอ็มเอฟ และธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์)

    “ราคาน้ำมันและก๊าซเพิ่มขึ้นมากกว่า 50% ในเดือนนี้ ทำให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล นอกจากนี้ การขนส่งปุ๋ยยังถูกรบกวน และเมื่อรวมกับปัญหาด้านโลจิสติกส์ อาจทำให้ราคาสินค้าในกลุ่มอาหารปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับระยะเวลาและความรุนแรงของสถานการณ์” เธอกล่าว

    โคแซคยังย้ำถึงสิ่งที่ไอเอ็มเอฟออกโรงเตือนก่อนหน้านี้ว่า หากราคาพลังงานเพิ่มขึ้น 10% และยืนระยะอยู่เป็นเวลาประมาณ 1 ปี จะทำให้ เงินเฟ้อโลก เพิ่มขึ้นราว 0.4% และทำให้การผลิตลดลง 0.1 – 0.2% 

    ดังนั้น หากราคาน้ำมันอยู่เหนือระดับ 100 ดอลลาร์เป็นเวลานาน จะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อเงินเฟ้อและเศรษฐกิจโลก

    โฆษกไอเอ็มเอฟยังระบุด้วยว่า “ธนาคารกลาง” ควรจับตาว่าแรงกดดันเงินเฟ้อขยายตัวออกนอกภาคพลังงานหรือไม่ และความคาดหวังต่อเงินเฟ้อยังอยู่ในกรอบเป้าหมายหรือไม่

    ตลาดโลกผันผวน ดอลลาร์แข็งค่า ตลาดเกิดใหม่ร่วง

    โคแซคกล่าวว่า ตลาดการเงินโลกได้ตอบสนองต่อสถานการณ์ดังกล่าวแล้ว โดยราคาหุ้นปรับตัวลดลง ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรเพิ่มขึ้นในหลายประเทศ ทั้งสหรัฐ อังกฤษ ยุโรป รวมถึงประเทศในกลุ่มตลาดเกิดใหม่และกำลังพัฒนา

    “ความผันผวนเพิ่มสูงขึ้น ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น และค่าเงินของหลายประเทศในตลาดเกิดใหม่อ่อนค่าลง” 

    ไอเอ็มเอฟ ประเมินเบื้องต้นว่า สงครามจะกดดันการเติบโตของกลุ่มประเทศความร่วมมืออ่าวอาหรับ (GCC) แต่ยังไม่ได้ระบุตัวเลขที่แน่ชัด เพราะขึ้นอยู่กับความสามารถในการกลับมาส่งออกน้ำมันและก๊าซ อย่างไรก็ตาม ประเทศส่วนใหญ่ในกลุ่ม GCC มีฐานะการคลังและนโยบายที่แข็งแกร่ง และได้ดำเนินการปฏิรูปเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจกันไปแล้ว

    ด้าน “กาตาร์” เปิดเผยว่า การโจมตีของอิหร่านทำให้กำลังการส่งออกก๊าซ LNG หายไป 17% ส่งผลให้ประเทศต้องสูญเสียรายได้ราว 2 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี และกระทบต่ออุปทานไปยังยุโรปและเอเชีย

    ไอเอ็มเอฟ ยังอยู่ระหว่างการประเมินผลกระทบต่อเลบานอน โดยระบุว่า สงครามยิ่งซ้ำเติมวิกฤตการณ์ด้านมนุษยธรรม และทำให้เศรษฐกิจมหภาคที่เปราะบางอยู่แล้วทรุดตัวลง พร้อมสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ

    ขณะที่ผลกระทบต่อเศรษฐกิจของอียิปต์ ยังอยู่ในวงจำกัด โดยไอเอ็มเอฟชื่นชมมาตรการตอบสนอง “เชิงรุก” ของรัฐบาลที่ ทันท่วงทีและประสานงานได้ดี

    ที่มา: Reuters

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1226027&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36O_cHLe1kDnXZyjXmrB7y

  • ‘กรุงเทพธุรกิจ’ รับรางวัลสื่อสารสร้างสรรค์เพื่อเด็กเยาวชนไทย

    ‘กรุงเทพธุรกิจ’ รับรางวัลสื่อสารสร้างสรรค์เพื่อเด็กเยาวชนไทย

    “กรุงเทพธุรกิจ” รับรางวัลสื่อสารสร้างสรรค์เพื่อเด็กและเยาวชนไทย ร่วมกับ 24 องค์กรสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อออนไลน์ และ Influencer

    มูลนิธิคนดี (ประเทศไทย) สมาคมนักข่าวอาชญากรรมแห่งประเทศไทย ร่วมกับ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น และเซเว่น เดลิเวอรี่ จัดงานมอบรางวัล “คนดีประเทศไทย” ประจำปี 2569 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 16 เมื่อวันที่ 19 มี.ค.2569 เพื่อยกย่องบุคคลต้นแบบใน 2 สาขาสำคัญ ได้แก่

    1.) สาขาประชาชน ช่วยเหลือสังคม

    2.) สาขาสื่อสารสร้างสรรค์เพื่อเด็กและเยาวชนไทย โดยมุ่งเน้นส่งเสริมบทบาทสื่อมวลชนในการนำเสนอเนื้อหาด้านการศึกษาเพื่อสร้างโอกาสและอนาคตที่ยั่งยืนให้ประเทศ

    ตลอดระยะเวลากว่า 16 ปี “รางวัลคนดีประเทศไทย” เป็นกลไกสำคัญในการจุดประกายให้สังคมเห็นคุณค่าของการเป็นพลเมืองที่มีจิตสาธารณะ การเสียสละเพื่อส่วนรวม

    รวมถึงการใช้พลังของการสื่อสารในการสร้างสรรค์สังคม โดยเฉพาะยุคที่ “การศึกษา” เป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ และเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างโอกาสให้คนไทย

    นายศิโรจน์ มิ่งขวัญ ประธานมูลนิธิคนดี (ประเทศไทย) และนายกสมาคมนักข่าวอาชญากรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การจัดงานปีนี้ยังมุ่งย้ำความสำคัญการส่งเสริม “คนดี” ทุกมิติของสังคมทั้งประชาชนผู้เสียสละเพื่อส่วนรวม

    รวมถึงสื่อมวลชนที่มีบทบาทถ่ายทอดเรื่องราวที่เป็นประโยชน์ โดยเฉพาะด้านการศึกษาที่เป็นรากฐานการพัฒนาคนและการสร้างอนาคตของประเทศ

    “การให้ความรู้ คือการให้โอกาสที่ไม่มีวันหมดอายุ สื่อมวลชนจึงเปรียบเสมือนสะพานสำคัญที่เชื่อมโยงความรู้ไปสู่เยาวชน และช่วยขับเคลื่อนสังคมไทยให้ยั่งยืน” นายศิโรจน์ กล่าว

    สำหรับ รางวัลคนดีประเทศไทย ประจำปี 2569 สาขา “สื่อสารสร้างสรรค์เพื่อเด็กและเยาวชนไทย” ได้มอบให้สื่อมวลชนและผู้ผลิตคอนเทนต์คุณภาพจากหลายแพลตฟอร์มที่มีบทบาทนำเสนอเนื้อหาการศึกษาและการพัฒนาเยาวชนอย่างสร้างสรรค์

    ครอบคลุมทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อออนไลน์ รายการทางช่อง YouTube และ Influencer สะท้อนถึงพลังของการสื่อสารในยุคดิจิทัลที่เข้าถึงคนรุ่นใหม่

    ทั้งนี้ “กรุงเทพธุรกิจ” เป็น 1 ใน 24 องค์กรสื่อที่ได้รับรางวัลสื่อสารสร้างสรรค์เพื่อเด็กและเยาวชนไทย โดยมีนายทินกร เชาวน์ชื่น บรรณาธิการกรุงเทพธุรกิจ เป็นผู้แทนรับมอบรางวัล

    'กรุงเทพธุรกิจ' รับรางวัลสื่อสารสร้างสรรค์เพื่อเด็กเยาวชนไทย

    รางวัลคนดีประเทศไทยประจำปี 2569 สาขาประชาชนช่วยเหลือสังคม 4 รางวัล ได้แก่

    1. นายธีระศักดิ์ วงศ์สูงเนิน พนักงานรถไฟ พลเมืองดีช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติเหตุรถไฟ
      จากเหตุการณ์เครนหล่นทับ ณ อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา
    2. นายสมใจ ด้วงช้าง พลเมืองดีช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติเหตุรถไฟ
      จากเหตุการณ์เครนหล่นทับ ณ อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา
    3. นายพงศ์นริศร์ ภาสินีนนท์ พลเมืองดีให้ความช่วยเหลือคนไทยในต่างแดน
      ที่ตกเป็นเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์
    4. นายจารุวัฒน์ จิณห์มรรคา พลเมืองดีช่วยเหลือคนไทยในต่างประเทศ จากภัยแก๊งคอลเซ็นเตอร์

    รางวัล “คนดีประเทศไทย ประจำปี 2569”  สาขาสื่อมวลชน: สื่อสารสร้างสรรค์เพื่ออนาคตเด็กและเยาวชนไทย 24 รางวัล ได้แก่

    1. หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
    2. หนังสือพิมพ์แนวหน้า
    3. คอลัมน์ การศึกษา – วัฒนธรรม ผู้จัดการออนไลน์
    4. คอลัมน์ การศึกษา มติชนออนไลน์
    5. คอลัมน์ การศึกษา ข่าวสดออนไลน์
    6. คอลัมน์ Education  กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
    7. คอลัมน์ การศึกษา ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
    8. คอลัมน์ การศึกษา บ้านเมืองออนไลน์
    9. คอลัมน์ การศึกษา สยามรัฐออนไลน์
    10. คอลัมน์ การศึกษา-กทม. สยามธุรกิจออนไลน์
    11. คอลัมน์ ข่าวการศึกษา-ศาสนา เดลินิวส์ออนไลน์
    12. คอลัมน์ คลังศึกษา สำนักข่าวเดอะไทยเพรส
    13. คอลัมน์ ข่าวการศึกษา ครูบ้านนอกดอทคอม
    14. คอลัมน์ การศึกษา Workpoint Today
    15. คอลัมน์ Education The MATTER
    16. คอลัมน์ Knowledge The Reporters
    17. เว็บไซต์ Eduzones
    18. เพจอีจัน
    19. เพจ Admission Premium
    20. เพจ นี่หรือนักศึกษา
    21. เพจ TheStudyTH
    22. เพจ Dek-D.COM – เด็กดีดอทคอม
    23. Youtube ช่อง ATIME Do Dee รายการใต้โต๊ะวิทยา
    24. TIKTOK : Su Backpacker ครูสุอาสา

    ซีพี ออลล์ ให้การสนับสนุนการจัดงานอย่างต่อเนื่องภายใต้นโยบาย “DNA ความดี 24 ชั่วโมง” ที่ส่งเสริมการทำความดีทุกระดับของสังคม โดยเชื่อมั่นว่าการสนับสนุนด้านการศึกษาและเยาวชนเป็นการลงทุนสำคัญที่สุดในการสร้างสังคมไทยให้เข้มแข็งและยั่งยืน

    พร้อมมุ่งหวังให้รางวัลนี้เป็นเวทีแห่งการจุดประกายโอกาส สร้างแรงบันดาลใจ และส่งต่อพลังแห่งการเรียนรู้สู่เยาวชนไทยต่อเนื่อง เพราะเยาวชนเป็นอนาคตของประเทศ โดยการศึกษาเป็นพลังสำคัญที่ขับเคลื่อนสังคมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/news/news-update/1225968&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1t87I6fBTIRGVZsRr3oFnn

  • 3 อุตสาหกรรมไหนจ่อเลิกจ้างคน? หลังแนวโน้มคนตกงานพุ่งเดือนละ 40,000 คน

    3 อุตสาหกรรมไหนจ่อเลิกจ้างคน? หลังแนวโน้มคนตกงานพุ่งเดือนละ 40,000 คน

    เตรียมรับแรงกระแทก! ศูนย์วิจัยกสิกรฯ เผยตัวเลขเลิกจ้างปี 69 คาดตกงานเดือนละ 4 หมื่นคน ภาคการผลิตกระทบหนักสุด

    จับตาโดมิโนเลิกจ้าง! สถิติแรงงานในระบบประกันสังคม (ม.33) มีสัญญาณน่ากังวล โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่าในปี 2569 เปิดเผยว่า จำนวนแรงงานที่ถูกเลิกจ้างในระบบประกันสังคม ม.33 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 7% ตกงานไม่ต่ำกว่า 40,000 คนต่อเดือน จากพิษเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่เข้ามาแทนที่คน

    เปิดตัวเลข “ตกงาน” สะสมพุ่งสูงขึ้น

    จากการวิเคราะห์ข้อมูลย้อนหลัง (CAGR ปี 2565-2568) พบว่าการเลิกจ้างแรงงาน ม.33 มีแนวโน้มขยับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะสรุปยอดสิ้นปี 2568 ที่ผ่านมา:

    • จำนวนผู้ถูกเลิกจ้าง: 531,779 คน

    • อัตราการเติบโต: เพิ่มขึ้นถึง 20% (YoY) เมื่อเทียบกับปีจดก่อนหน้า

    • สัดส่วนแรงงาน: กว่า 94% เป็นแรงงานสัญชาติไทย และอีก 6% เป็นแรงงานต่างด้าว

    3 ธุรกิจกลุ่มเสี่ยง ถูกเลิกจ้างมากที่สุด

    วิกฤตครั้งนี้ไม่ได้กระจายตัวเท่ากันทุกกลุ่ม โดยภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่:

    1. ภาคการผลิต (สัดส่วน 24%): รับแรงกระแทกสูงสุดจากการชะลอตัวของคำสั่งซื้อและเทคโนโลยี

    2. ค้าส่ง-ค้าปลีก (สัดส่วน 12%): ผลกระทบจากการปรับตัวของพฤติกรรมผู้บริโภคและ E-commerce

    3. ก่อสร้าง (สัดส่วน 9%): ชะลอตัวตามโครงการอสังหาริมทรัพย์และงบประมาณ

    แนวโน้มปี 2569: ปัจจัยลบที่ต้องเฝ้าระวัง

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ว่าในปี 2569 สถานการณ์การเลิกจ้างจะยังไม่คลี่คลาย โดยคาดว่าจะมีแรงงานหลุดออกจากระบบเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 40,000 คนต่อเดือน โดยมี “4 ปัจจัยกดดัน” สำคัญคือ:

    • เศรษฐกิจอ่อนแอ: กำลังซื้อภายในประเทศยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่

    • การแข่งขันรุนแรง: ธุรกิจต้องปรับลดต้นทุนเพื่อความอยู่รอด

    • วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์: ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล-สหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่กระทบต่อต้นทุนพลังงานและขนส่งโลก

    • Technology Disruption: การนำ AI และระบบอัตโนมัติมาใช้ทดแทนแรงงานคนอย่างรวดเร็ว

    650251497_1274525601443736_41

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/948572/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Jp6z2JZWVgXGyxIh9O7F6

  • ข้อมูลซื้อขายสกุลเงินดิจิทัล วันที่ 20/03/69

    ข้อมูลซื้อขายสกุลเงินดิจิทัล วันที่ 20/03/69

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/136056&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1YD3GB8eEzV52QUoqIAfhR

  • จุฬาฯ เชิญชวนนิสิตส่งผลงานประกวดชิงรางวัล “เงินทุนภูมิพล”

    จุฬาฯ เชิญชวนนิสิตส่งผลงานประกวดชิงรางวัล “เงินทุนภูมิพล”

    Skip to content

    ข่าวสารจุฬาฯ

    จุฬาฯ เชิญชวนนิสิตส่งผลงานประกวดชิงรางวัล “เงินทุนภูมิพล” ปีการศึกษา 2568

    สำนักบริหารกิจการนิสิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขอเชิญชวนนิสิตจุฬาฯ ส่งผลงานเข้าร่วมประกวดเพื่อชิงรางวัลใน “เงินทุนภูมิพล” ประจำปีการศึกษา 2568 โดยเปิดโอกาสให้นิสิตแสดงศักยภาพทางวิชาการและความคิดสร้างสรรค์ผ่านผลงาน 2 ประเภท ได้แก่

    • ประเภทเรียงความ ในหัวข้อ “จริยธรรมกับการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI)” ชิงเงินรางวัลสูงสุด 15,000 บาท
    • ประเภทบทความวิชาการ ในหัวข้อ “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง : พระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อสังคมไทย” ชิงเงินรางวัลสูงสุด 30,000 บาท

                นิสิตสามารถส่งผลงานเข้าประกวดได้ทั้ง 2 ประเภท โดยเปิดรับผลงานตั้งแต่บัดนี้ – 19 มิถุนายน 2569 ณ สำนักบริหารกิจการนิสิต ชั้น 2 อาคารจุลจักรพงษ์ หรือทางอีเมล Thansiri.a@chula.ac.th ประกาศผลในวันที่ 3 สิงหาคม 2569

                สแกน QR code ในโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์เพื่ออ่านรายละเอียดเพิ่มเติม หรือสอบถามได้ที่ Facebook : https://www.facebook.com/StudentAffair.CU/?locale=th_TH

    จุฬาฯ เป็นที่ที่เราได้มาพบตัวเองจริงๆ และเป็นช่วงเวลาที่สนุกที่สุด

    คุณรสสุคนธ์ กองเกตุ (ครูเงาะ) นิสิตเก่า คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/294220/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2su9pDSiSY9HzU4IFvOqjt