Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เจาะลึก ‘รัฐบาลบาร์โค้ด’ วิบากกรรมกฎหมาย บนคลื่นลมการเมืองและโจทย์หินเศรษฐกิจ

    เจาะลึก ‘รัฐบาลบาร์โค้ด’ วิบากกรรมกฎหมาย บนคลื่นลมการเมืองและโจทย์หินเศรษฐกิจ

    เจาะลึก ‘รัฐบาลบาร์โค้ด’ วิบากกรรมกฎหมาย บนคลื่นลมการเมืองและโจทย์หินเศรษฐกิจ

    กับดักความชอบธรรม: ปมบาร์โค้ดสะเทือนเก้าอี้นายกฯ

    สถานการณ์ของ “รัฐบาลบาร์โค้ด” ภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทย กำลังตกอยู่ในสภาวะสุ่มเสี่ยงต่อการสิ้นสภาพนิติบุคคลและสถานะรัฏฐาธิปัตย์ เนื่องจากข้อกังขาเรื่องความโปร่งใสในระบบเลือกตั้ง การใช้บาร์โค้ดและ QR Code บนบัตรเลือกตั้งถูกตั้งคำถามอย่างหนักจากนักกฎหมายระดับประเทศ โดย ดร.วิษณุ เครืองาม และอาจารย์จรัญ ภักดีธนากุล ชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่าอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 ที่ระบุชัดเจนว่าการเลือกตั้งต้องเป็น “ความลับ”

    หากพิสูจน์ได้ว่าระบบดังกล่าวสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังตัวผู้ลงคะแนนได้ จะถือเป็นการทำลายหลักการพื้นฐานของการปกครองระบอบประชาธิปไตยทันที ปัจจุบันคำร้องได้ถูกส่งตรงถึงศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง และผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยมีทั้งภาคประชาชนและพรรคฝ่ายค้านแท็กทีมตรวจสอบการทำงานของ กกต. อย่างเข้มข้น

    “ชะตากรรมของรัฐบาลแขวนอยู่บนเส้นด้ายทางกฎหมาย” หากศาลมีคำวินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ประเทศไทยจะเข้าสู่สุญญากาศทางการเมืองครั้งใหญ่ ซึ่งไม่เพียงแต่กระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน แต่ยังหมายถึงงบประมาณมหาศาลที่ใช้จัดการเลือกตั้งจะกลายเป็นเบี้ยหัวแตกที่สูญเปล่าทันที

    สมการอำนาจที่เปราะบาง: ศึก “น้ำเงิน” ปะทะ “กล้าธรรม”

    ในเชิงเสถียรภาพ แม้รัฐบาลจะมีเสียงสนับสนุนรวม 15 พรรค รวม 296 เสียง แต่ลึกๆ กลับเต็มไปด้วยความระแวง โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่าง “พรรคภูมิใจไทย” (193 ที่นั่ง) และ “พรรคเพื่อไทย” (74 ที่นั่ง) ซึ่งฝ่ายหลังถือเป็นตัวแปรสำคัญ หากเพื่อไทยถอนตัว รัฐบาลจะเหลือเพียง 222 เสียง ซึ่งไม่กึ่งหนึ่งของสภา นำไปสู่ทางตันที่อาจต้องยุบสภาในที่สุด

    ขณะเดียวกัน “ศึกสายเลือด” ระหว่างภูมิใจไทยและพรรคกล้าธรรม ของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า กลายเป็นรอยร้าวที่ยากจะประสาน พรรคกล้าธรรมที่คว้ามาได้ถึง 58 ที่นั่ง กลายเป็นคู่แข่งโดยตรงในพื้นที่ฐานเสียงเดิมของสีน้ำเงิน จนเกิดกระแสข่าวการ “หักดิบ” ไม่ให้ ร.อ.ธรรมนัส ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีโดยอ้างปมคุณสมบัติ ซึ่งทางกล้าธรรมเองก็พร้อมจะกระโดดไปเป็นฝ่ายค้านหากข้อตกลงไม่เป็นธรรม

    การที่พรรคกล้าธรรมมี “เงามืด” หรือผู้บงการทรงพลังอยู่เบื้องหลัง ทำให้พรรคแกนนำไม่อาจโดดเดี่ยวกล้าธรรมได้เบ็ดเสร็จ การบริหารจัดการผลประโยชน์และตำแหน่งในครม. จึงเป็นเกมที่อันตรายยิ่ง หากจัดสรรไม่ลงตัว เสถียรภาพในสภาอาจพังทลายได้ทุกเมื่อจากเสียงโหวตที่ไม่เป็นเอกภาพ

    เศรษฐกิจทางตัน: โจทย์ GDP 3% กับงบประมาณที่เลือนลาง

    ด้านเศรษฐกิจ ทีมเศรษฐกิจที่นำโดยคุณเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ กำลังเผชิญกับโลกแห่งความเป็นจริงที่สวนทางกับนโยบายหาเสียง การตั้งเป้าดัน GDP ให้โตถึง 3% ถูกสำนักวิเคราะห์เอกชนมองว่าเป็นไปได้ยาก โดยคาดการณ์ไว้เพียง 1.5% เท่านั้น เนื่องจากปัจจัยลบจากเศรษฐกิจโลก และ “กระสุน” ในมือรัฐบาลที่มีจำกัด โดยงบกลางปี 2569 เหลือเพียง 20,000 ล้านบาท ซึ่งแทบไม่พอสำหรับการกระตุ้นเศรษฐกิจในวงกว้าง

    วิกฤตที่น่ากังวลที่สุดคือภาค SME ที่สินเชื่อหดตัวต่อเนื่องถึง 14 ไตรมาส กระทบการจ้างงานกว่า 13 ล้านคน ขณะที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถืออย่าง Fitch Ratings เริ่มส่งสัญญาณเตือนว่า ความวุ่นวายทางการเมืองและการต่อรองของรัฐบาลผสม อาจทำให้แผนการคลังระยะปานกลางล้มเหลว หากรัฐบาลไม่สามารถลดการขาดดุลได้ตามเป้า อาจนำไปสู่การหั่นอันดับ Credit Rating ของประเทศ

    สรุปได้ว่า รัฐบาลบาร์โค้ดกำลังเผชิญกับ “พายุสมบูรณ์แบบ” (Perfect Storm) ทั้งจากกับดักกฎหมายเลือกตั้ง เสถียรภาพง่อนแง่นของพรรคร่วม และวิกฤตปากท้องประชาชน หากไม่สามารถสร้างผลงานที่เป็นรูปธรรมได้โดยเร็ว ความเชื่อมั่นที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดอาจหมดไป และกลายเป็นชนวนเหตุที่ทำให้รัฐบาลชุดนี้อายุสั้นกว่าที่คาดการณ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/columnist/post-analysis/739725&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0eOAqRjGwlyUm5pIeEg-Nk

  • ยิ่งกว่าวิกฤตน้ำมัน คำขู่ตัดเคเบิลเน็ตใต้ทะเล ส่งผลกระทบเศรษฐกิจการเงินมหาศาล

    ยิ่งกว่าวิกฤตน้ำมัน คำขู่ตัดเคเบิลเน็ตใต้ทะเล ส่งผลกระทบเศรษฐกิจการเงินมหาศาล

    ยกระดับสงครามไม่สมมาตร อิหร่านตัดเคเบิลเน็ตใต้ทะเล ไทยต้องเจออะไร

    22 มีนาคม 2569-  ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา อาจารย์ประจำวิชาความปลอดภัยทางไซเบอร์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม ระบุถึรายงานและบทวิเคราะห์จากหลายฝ่ายเตือนว่า หากสงครามอิสราเอล อิหร่านยกระดับ โครงสร้างพื้นฐานใต้ทะเลรวมถึงสายเคเบิลอินเทอร์เน็ตในทะเลแดงและอ่าวใกล้เคียงอาจตกอยู่ในความเสี่ยงสูง และถ้าเกิดขึ้นจริงตามเป้าโจมตีนั้น ประเทศไทยจะต้องเจออะไรบ้าง

    ในช่วงปี พ.ศ.2565 – 2566 ผมเข้ารับการศึกษาและฝึกร่วมกับเจ้าหน้าที่รัฐหน่วยความมั่นคงและภาคเอกชนของสหรัฐอเมริกา ณ มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ วอชิงตัน ดีซี ในหลักสูตร ความปลอดภัยทางไซเบอร์และการจัดการความเสี่ยง และช่วงหนึ่งเป็นการศึกษาและฝึกตามกรอบ MITRE ATT&CK กรอบนี้เสมือนเป็นตำราพิชัยสงครามของไทยแต่ต่างกันตรงที่ว่า ตำราพิชัยสงครามสอนให้เราชนะในสนามรบ ในขณะที่ MITRE ATT&CK สอนให้เราไม่แพ้ในสนามที่เรามองไม่เห็น จึงขอกางตำราพิชัยสงครามในยุคดิจิทัลอธิบายประกอบดังนี้

    หัวใจสำคัญของการศึกษาการรบในสงครามไซเบอร์ตามกรอบ MITRE ATT&CK จากประสบการณ์การศึกษาของผม คือ ประเทศใดที่เป็นไปตาม 5 องค์ประกอบต่อไปนี้จะอยู่ในสภาวะที่ “เสี่ยง” อย่างหนักต่อความมั่นคงชาติและระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ได้แก่

    1) ไม่รู้จุดอ่อน = แพ้ตั้งแต่ยังไม่รบ

    2) ไม่รู้ศัตรู = โดนโจมตีโดยไม่ทันตั้งตัว

    3) ไม่รู้ว่าโดนแล้ว = เสียหายโดยไม่รู้ตัว

    4) ไม่มีการป้องกัน = กันไม่ได้ ลดความเสียหายไม่ได้

    5) ไม่มีข่าวกรอง = ช้าเกินไปเสมอ เสียเปรียบตลอด

    และเป็นห้วงเวลาที่ผมศึกษาเกี่ยวกับ วิธีการโจมตีของอิหร่าน อยู่ในกลุ่ม APT 33 – 35 APT 39 และ MuddyWater แต่ละกลุ่มเหล่านี้ทำอะไรบ้าง เช่น APT 33 จะปฏิบัติการโจมตีด้านพลังงานและการบิน APT 34

    จะทำหน้าที่ เจาะ → ฝังตัว (บางทีเป็นปี) → แอบฟัง → เก็บข้อมูล → รอจังหวะ นั่นคือ “สายลับในระบบ” เป้าหมายคือ หน่วยงานรัฐ โทรคมนาคม และการเงิน เป็นกลุ่มแฮกเกอร์ระดับรัฐที่เชื่อมโยงกับประเทศอิหร่าน ด้วย ส่วนกลุ่ม APT 35 มีเป้าหมาย คือ นักวิชาการ นักการเมือง และ กลุ่มองค์กรไม่ใช่รัฐ (NGO) และ APT 39 จะทะลุทะลวงเรื่องของ โทรคมนาคม การเดินทาง และ ระบบไอทีเก็บทุกอย่าง โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นคน นักการเมืองใครติดต่อกับใคร เดินทางไปไหน สายการบินอะไร ติดต่อพบใครในต่างประเทศ และใช้เครื่องมือไอทีดึงข้อมูลจากหลายแหล่ง วิเคราะห์เชิงลึก เป็นต้น ทำไม APT39 เลือกโทรคมนาคม การเดินทางและข้อมูล เพราะ ข้อมูลใน APT 39 คือข้อมูลชีวิตของคนทั้งประเทศ

    และที่น่าระทึกกว่านั้นคือ เมื่อ 2 – 3 วันก่อนอิหร่านได้สื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ออกมาที่จะตัดเคเบิลเน็ตใต้ทะเลซึ่งจำเป็นที่ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ในโลกที่เศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วยข้อมูล “สายเคเบิลใต้น้ำ” คือโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของระบบโลก และมากกว่า 99% ของข้อมูลระหว่างประเทศวิ่งผ่านโครงข่ายนี้ซึ่งเป็นเส้นทาง “ทะเลแดง – บับเอลมันเดบ” จุดคอขวด (Chokepoint) สำคัญของการสื่อสารโลก

    ถ้าพันธมิตรอิหร่านตัดสายเคเบิลใต้ทะเลจริงตามคำขู่จริง ประเทศไทยอาจจะต้องเจออะไรบ้าง

    1) บิตคอยน์ (Bitcoin) หรือสกุลเงินดิจิทัลแบบกระจายศูนย์ จะเกิดสภาวะซื้อขายด้วยความกลัวและความตื่นตระหนกเรียกว่าจะเกิดความผันผวนรุนแรงเพราะเครือข่ายสื่อสารกันช้าลง ส่งเหรียญล่าช้า ยืนยันธุรกรรมนานขึ้นและความไม่แน่นอนถึงแม้ระบบจะไม่ล่มแต่ตลาดราคาจะไม่เท่ากันแต่ละภูมิภาคเห็นราคาคนละแบบอาจจะเกิดสมมติฐานเชิงฉากทัศน์ที่ถูกแบ่งออกเป็นสองฝั่งคือ บิตคอยน์ฝั่งอเมริกากับบิตคอยน์ฝั่งเอเชียและเมื่อต่อเชื่อมเคเบิลได้ปกติก็จะต้องยึดฝั่งใดฝั่งหนึ่งจะมีฝั่งที่สูญเสียและฝั่งที่ได้เดินต่อตรงจุดนั้นแหละที่จะทำให้ต้องมาลุ้นกันเพราะเมื่อเชื่อมกันได้บิตคอยน์จะไม่ได้รวมกันแบบเรียบร้อยแต่จะรวมกันแบบ “มีผู้แพ้และมีผู้ชนะ” จังหวะนี้แหละจะมีผู้สูญเสียและขาดทุนเกิดขึ้นจำนวนมาก ในกรณีเลวร้ายที่เครือข่ายโลกแยกตัวเป็นช่วงเวลานาน อาจเกิดความเสี่ยงด้านความล่าช้า ความผันผวนและในเชิงทฤษฎีอาจเกิดการแยกของมุมมองต่อ chain ชั่วคราวได้แต่ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นง่าย

    2) การทำธุรกรรมระบบการเงิน การธนาคารผ่านอินเทอร์เนต เกิดความหน่วง สะดุดและกระทบต่อความเชื่อมั่นและเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจที่ผลกระทบหลักแรกคือ ฟินเทค (FinTech) โอนเงินระหว่างประเทศไปอเมริกาหรือยุโรปจะล่าช้าอย่างมีนัยสำคัญโดยเฉพาะธุรกรรมที่พึ่งพาหลายธนาคารตัวกลางหรือระบบชำระเงินข้ามภูมิภาค” เช่น ถ้าปกติใช้เวลา 2 – 3 วัน ก็จะใช้เวลา 4 – 5 วันหรือนานกว่านั้น จะเกิดสภาวะลูกค้าจ่ายเงินแล้วแต่ร้านค้ายังไม่ได้รับเงิน เกิดสภาวะธุรกรรมค้าง ระบบการเงินแบบเรียลไทม์จะเสียเปรียบเช่น Forex/Crypto เพราะต้องใช้ความเร็วระดับวินาที ถ้าเกิดสภาวะหน่วงจะทำให้เสียเงินทันที ผลคือจะเกิดสภาวะระบบการค้า การลงทุน การเงินระหว่างประเทศสะดุด กระทบต่อเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างรุนแรง

    3) ในด้าน AI ผลกระทบแรกที่เห็นได้ชัดคือ “การประมวลผลช้าลง” เนื่องจาก AI จำนวนมากในไทยยังพึ่งพาโครงสร้างคลาวด์ (Cloud) ต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการเรียกใช้โมเดล การวิเคราะห์ข้อมูล หรือการประมวลผลแบบ เวลาจริง (real-time) เมื่อความหน่วง (latency) เพิ่มขึ้น การตอบสนองของระบบ AI จะช้าลงทันที เช่น ระบบแชตบอท การวิเคราะห์ภาพทางการแพทย์ หรือระบบช่วยตัดสินใจในองค์กรจะเริ่มหน่วง และในบางกรณีอาจใช้งานไม่ได้ชั่วคราว

    ในระดับที่ลึกขึ้น AI ที่ต้องใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) จะได้รับผลกระทบมาก เพราะการส่งข้อมูลข้ามประเทศเพื่อฝึกโมเดล (training) หรืออัปเดตโมเดลจะล่าช้า ทำให้วงจรการพัฒนา AI ช้าลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลต่อทั้งภาคธุรกิจและการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ต้องใช้ AI แบบ real-time เช่น การเงิน การขนส่ง และความปลอดภัย

    สำหรับระบบคลาวด์ (Cloud) ผลกระทบจะยิ่งชัดเจนในเชิง “โครงสร้าง” เพราะ Cloud คือศูนย์กลางของการให้บริการดิจิทัลทั้งหมด หากการเชื่อมต่อระหว่างประเทศมีปัญหา ผู้ใช้ในไทยที่เรียกใช้บริการจาก Data Center ต่างประเทศจะประสบกับความหน่วง การเข้าถึงข้อมูลช้า หรือในบางกรณีบริการบางส่วนอาจไม่พร้อมใช้งาน เช่น ระบบ ERP ขององค์กร ระบบสต๊อกสินค้า หรือระบบจองบริการออนไลน์

    สรุปได้ว่า วิกฤตลักษณะนี้ไม่ได้ทำให้ AI หรือ Cloud หยุดทำงานทันที แต่จะทำให้ “ประสิทธิภาพลดลงอย่างต่อเนื่อง” ซึ่งในโลกดิจิทัล ความช้าคือความเสียหาย และความหน่วงคือการสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ

    4) อื่น ๆ เช่น ต้นทุนเพิ่มเพราะต้องเปลี่ยนเส้นทาง (Reroute) ระบบในการส่งข้อมูล ต้องวิ่งอ้อมหรือใช้เส้นทางอื่นค่าธรรมเนียมเพิ่ม กำไรลด ร้านค้าออนไลน์เจอระบบหน่วง ลูกค้าคิดว่าจ่ายไม่สำเร็จ ยกเลิกการซื้อเพราะลูกค้าต่างประเทศมักจ่ายผ่าน PayPal เมื่อเงินเข้าช้าจะส่งผลให้ใช้เงินไม่ได้ตามแผน สินค้าคงค้างส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) สะดุด เป็นต้น

    5) ที่ร้ายสุดคือ ความเชื่อมั่นหาย ส่งผลให้ความมั่นคงของชาติสั่นคลอน เพราะความเชื่อมั่นของประชาชนและภาคธุรกิจเป็นองค์ประกอบสำคัญของเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความมั่นคงโดยรวมของประเทศ

    จะเห็นได้ว่า วิกฤตเคเบิลอินเทอร์เนตใต้ทะเลอาจจะส่งผลให้เกิดความเสียหายใหญ่หลวงได้ในเวลาไม่นานเพราะโลกยุคดิจิทัลความชะลอเพียงเล็กน้อยอาจจะไม่ได้ทำให้ทุกอย่างหยุดทันทีแต่ทำให้ระบบเศรษฐกิจ “สะดุดพร้อมกัน” เกิดสภาวะหน่วงกันทั้งระบบ อินเทอร์เนตช้าลง ธุรกรรมการเงินล่าช้า ระบบการค้าระหว่างประเทศสะดุด ส่งผลให้ความเชื่อมั่นของธุรกิจสั่นคลอนโดยที่หลายคนอาจยังไม่รู้ตัว ในขณะที่วิกฤตน้ำมันกระทบในเชิงกายภาพและเห็นผลเสียเป็นจุด ๆ จากนั้นค่อย ๆ ลามกระทบเชิงระบบ ขณะที่วิกฤตเคเบิลเน็ตใต้ทะเลกระทบเชิงระบบและกระจายพร้อมกันทั้งโลกเศรษฐกิจดิจิทัล

    ข้อเสนอแนะคือ หากมองในเชิงยุทธศาสตร์ ประเทศไทยควรเตรียมรับมือวิกฤตลักษณะนี้ในฐานะ “ความเสี่ยงเชิงระบบ” ไม่ใช่เพียงเหตุการณ์เฉพาะหน้า เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่การล่มของระบบ แต่คือการที่ระบบยังทำงานอยู่แต่ “ไม่มีประสิทธิภาพ” ซึ่งส่งผลต่อเศรษฐกิจทั้งประเทศโดยตรง

    สิ่งแรกที่ไทยควรเร่งดำเนินการคือการลดการพึ่งพาเส้นทางเดียว โดยต้องกระจายเส้นทางโครงข่ายอินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศให้หลากหลายมากขึ้น ทั้งในมิติของภูมิศาสตร์และผู้ให้บริการ เพื่อไม่ให้เกิดคอขวดเพียงจุดเดียวที่สามารถกระทบทั้งระบบได้ หากเกิดเหตุในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง ระบบควรสามารถสลับไปใช้เส้นทางอื่นได้ทันทีโดยที่ผู้ใช้แทบไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลง

    ควบคู่กันนั้น ประเทศไทยควรยกระดับแนวคิด Data Sovereignty อย่างจริงจัง โดยเฉพาะข้อมูลสำคัญของภาครัฐ ระบบการเงิน และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ควรถูกจัดเก็บและประมวลผลภายในประเทศหรือในภูมิภาคที่ควบคุมได้ เพื่อลดการพึ่งพาการเชื่อมต่อข้ามทวีปในกิจกรรมที่มีความสำคัญสูง ยิ่งในยุคที่ AI และ Cloud กลายเป็นหัวใจของเศรษฐกิจ การมี Data Center และโครงสร้างพื้นฐานในประเทศจะเป็นทั้ง “เกราะป้องกัน” และ “ข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน”

    อีกประเด็นสำคัญคือการออกแบบระบบให้ “ล่มแล้วไม่ล้ม” หรือ Resilience by Design ซึ่งหมายถึงการสร้างระบบสำรอง การกระจายโหลด และการมี Failover ที่ทำงานได้จริงในระดับประเทศ ไม่ใช่เพียงแผนบนกระดาษ ระบบการเงิน ระบบชำระเงิน และบริการสาธารณะสำคัญต้องสามารถดำเนินต่อได้แม้ความเชื่อมต่อระหว่างประเทศจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

    นอกจากนี้ ไทยควรมีการทดสอบสถานการณ์วิกฤตระดับชาติอย่างสม่ำเสมอ เช่น จำลองกรณีที่แบนด์วิดท์ระหว่างประเทศลดลงอย่างมาก หรือความหน่วงเพิ่มขึ้นหลายเท่า เพื่อประเมินว่าแต่ละภาคส่วนจะรับมืออย่างไร และช่องโหว่อยู่ตรงไหน การซ้อมลักษณะนี้จะช่วยให้ทั้งภาครัฐ ธนาคาร ผู้ให้บริการโทรคมนาคม และภาคธุรกิจสามารถปรับตัวได้ทันก่อนเกิดเหตุจริง

    ในเชิงนโยบายการเงินและฟินเทค ประเทศไทยควรพัฒนาเครือข่ายการชำระเงินระดับภูมิภาคให้เข้มแข็งมากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาระบบข้ามทวีปเพียงช่องทางเดียว รวมถึงส่งเสริมระบบสำรองสำหรับธุรกรรมสำคัญที่สามารถดำเนินการได้แม้เครือข่ายหลักมีปัญหา

    และที่สำคัญคือ ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานรองรับ AI และ Cloud ภายในประเทศมากขึ้น ทั้งในรูปแบบ Data Center ระดับประเทศ การกระจายจุดประมวลผล (Edge Computing) และการออกแบบระบบให้สามารถทำงานได้แม้การเชื่อมต่อระหว่างประเทศลดลง เพื่อให้ระบบสำคัญยังคง “เดินต่อได้” แม้โลกภายนอกจะสะดุด

    ท้ายที่สุด สิ่งที่สำคัญไม่แพ้โครงสร้างพื้นฐานคือ “ความเชื่อมั่น” ประเทศต้องมีการสื่อสารที่โปร่งใส รวดเร็ว และแม่นยำ เพื่อป้องกันความตื่นตระหนกของประชาชน เพราะในหลายกรณี ความเสียหายไม่ได้เกิดจากระบบล่มจริง แต่เกิดจากพฤติกรรมของผู้คนที่ตอบสนองต่อความกลัว

    กล่าวโดยสรุป ประเทศไทยต้องเปลี่ยนมุมมองจากการป้องกัน “เหตุการณ์” ไปสู่การบริหาร “ความต่อเนื่องของระบบ” เพราะในโลกยุคใหม่ ความได้เปรียบไม่ได้อยู่ที่ใครไม่เคยล้ม แต่อยู่ที่ใคร “ล้มแล้วลุกได้เร็ว และระบบยังเดินต่อได้”

    — ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา อาจารย์ประจำหลักสูตร ความปลอดภัยทางไซเบอร์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/articles-news/967428/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1MvGO3XBkQNNBMbI1OO1gK

  • สงครามอิหร่านก่อให้เกิดภัยคุกคามด้านความมั่นคงทางพลังงานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

    สงครามอิหร่านก่อให้เกิดภัยคุกคามด้านความมั่นคงทางพลังงานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

    เจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านพลังงานระหว่างประเทศเตือนว่า ความขัดแย้งที่เกี่ยวข้องกับอิหร่านได้ก่อให้เกิดวิกฤตความมั่นคงด้านพลังงานที่รุนแรงที่สุดเท่าที่โลกเคยพบเห็นมา

    ฟาติห์ บิโรล ผู้อำนวยการบริหารสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) เผยกับหนังสือพิมพ์ Financial Times ว่า ความขัดแย้งนี้แสดงถึง “ภัยคุกคามด้านความมั่นคงทางพลังงานระดับโลกที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์”

    บิโรล นักเศรษฐศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานชาวตุรกีชี้ให้เห็นว่า ความขัดแย้งในปัจจุบันส่งผลให้ปริมาณน้ำมันของยุโรปลดลงเป็น 2 เท่าของปริมาณที่ลดลงไปจากรัสเซียเมื่อปี 2022 หลังจากการเริ่มสงครามในยูเครน

    บิโรลกล่าวว่า ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดกั้นอย่างมีประสิทธิภาพโดยการข่มขู่ของอิหร่านที่จะโจมตีเรือ ทำให้ “เส้นทางสำคัญ” ของเศรษฐกิจโลกหยุดชะงัก

    บิโรลเตือนว่า ตลาดและนักการเมืองยังคงประเมินความรุนแรงของวิกฤตต่ำเกินไป โดยกล่าวว่า “ผู้คนเข้าใจว่านี่เป็นความท้าทายครั้งใหญ่ แต่ผมไม่แน่ใจว่าความรุนแรงและผลที่ตามมาของสถานการณ์นั้นเป็นที่เข้าใจอย่างถ่องแท้”

    แม้ว่าความขัดแย้งจะยุติลงและช่องแคบจะเปิดอีกครั้ง การเริ่มต้นการผลิตน้ำมันและก๊าซในแหล่งที่เสียหายหรือปิดไปแล้วจะใช้เวลานานพอสมควร เขากล่าวว่า “บางแห่งอาจต้องใช้เวลา 6 เดือนจึงจะกลับมาใช้งานได้ บางแห่งอาจใช้เวลานานกว่านั้น”

    หลังอิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว IEA ประกาศปล่อยน้ำมันและผลิตภัณฑ์กลั่น 400 ล้านบาร์เรลจากคลังสำรองฉุกเฉิน ซึ่งคิดเป็นประมาณ 20% ของคลังสำรองทั้งหมด

    บิโรลกล่าวว่า กำลังมีการเจรจาเรื่องอุปทานเพิ่มเติมกับผู้ผลิตรายใหญ่ รวมถึงแคนาดา เม็กซิโก บราซิล และนอร์เวย์ แม้ว่าเขาจะเน้นย้ำว่ามาตรการเหล่านี้ไม่สามารถชดเชยการสูญเสียผลผลิตจากตะวันออกกลางได้อย่างเต็มที่

    “การดำเนินการที่สำคัญที่สุดคือการกลับมาเปิดการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ”

    — ฟาติห์ บิโรล ผู้อำนวยการบริหารสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA)

    บิโรลยังเรียกร้องให้รัฐบาลยุโรปอย่าผ่อนปรนข้อจำกัดในการนำเข้าก๊าซจากรัสเซีย โดยเตือนถึงการพึ่งพามอสโกอีกครั้งแม้ในช่วงวิกฤตปัจจุบัน

    เขากล่าวว่าท่อส่งก๊าซนอร์ดสตรีมของรัสเซียยังคงใช้งานไม่ได้ และชื่อเสียงในฐานะผู้จัดหาที่เชื่อถือได้ก็ได้รับความเสียหายอย่างหนัก

    เมื่อมองไปข้างหน้า บิโรลกล่าวว่า วิกฤตนี้อาจเปลี่ยนแปลงนโยบายพลังงานโลก สะท้อนถึงผลกระทบที่ยั่งยืนของวิกฤตการณ์น้ำมันในปี 1973 และ 1979

    เขาคาดการณ์ว่า จะมีการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้น การฟื้นตัวของพลังงานนิวเคลียร์ และการนำรถยนต์ไฟฟ้ามาใช้มากขึ้น ควบคู่ไปกับการกลับมาใช้ถ่านหินแทนก๊าซธรรมชาติ

    ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้นนับตั้งแต่ที่อิสราเอลและสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านร่วมกันเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 1,300 คน รวมถึงอดีตผู้นำสูงสุด อาลี คาเมเนอี

    อิหร่านได้ตอบโต้ด้วยการโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธทั่วภูมิภาค และได้ปิดช่องแคบฮอร์มุซสำหรับเรือส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญซึ่งปกติแล้วมีการขนส่งน้ำมันประมาณ 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน และก๊าซธรรมชาติเหลวประมาณ 20% ของการค้าทั่วโลก

    Photo by ANTHONY WALLACE / AFP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/iran-war-poses-greatest-energy-security-threat-in-history&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0tnAHRLgTcKdcr5ZcCnSpE

  • “เอกนิติ” ชูเศรษฐกิจสีเขียวฝ่าวิกฤติ

    “เอกนิติ” ชูเศรษฐกิจสีเขียวฝ่าวิกฤติ

    Loading…

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/fast/content/2918885&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3RUYpmbquWSc9bol1CINsf

  • ราคาน้ำมันประจำวันที่ 22/03/69 อัปเดตจาก 4 สถานี

    ราคาน้ำมันประจำวันที่ 22/03/69 อัปเดตจาก 4 สถานี

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/136341&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw24EHpxMNarI3Lx_Gj_TupD

  • นายกฯอียิปต์ สั่งปิดเมืองตอน 3 ทุ่ม คุมเข้มประหยัดพลังงานทั้งประเทศ

    นายกฯอียิปต์ สั่งปิดเมืองตอน 3 ทุ่ม คุมเข้มประหยัดพลังงานทั้งประเทศ

    วันเสาร์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2569, 21.26 น.

    21 มีนาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายมุสตาฟา มาดบูรี นายกรัฐมนตรีของอียิปต์ ได้ประกาศมาตรการเร่งด่วนหลายประการเพื่อลดการใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่กว้างขึ้นในการเพิ่มประสิทธิภาพและจัดการกับความท้าทายทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน อียิปต์จะเริ่มจำกัดการใช้ไฟฟ้าบางส่วน รวมถึงการสั่งให้ร้านค้าและคาเฟ่ปิดเร็วขึ้น เนื่องจากประเทศนำเข้าพลังงานในแอฟริกาเหนือกำลังเผชิญกับราคาพลังงานโลกที่พุ่งสูงขึ้น อันเป็นผลจากสงครามกับอิหร่าน

    ตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม เป็นต้นไป ห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร และร้านค้าปลีกทั้งหมดจะต้องปิดภายในเวลา 21.00 น. เป็นเวลา 5 วันต่อสัปดาห์  ในช่วงสุดสัปดาห์ ร้านค้าจะต้องปิดภายในเวลา 22.00 น. ซึ่งยังถือว่าเร็วสำหรับคนจำนวนมากในประเทศที่มีประชากรราว 110 ล้านคน ซึ่งการจับจ่ายและรับประทานอาหารจนดึกเป็นเรื่องปกติ

    อีกทั้งการระงับไฟส่องสว่างป้ายโฆษณาข้างทาง และลดไฟส่องสว่างตามท้องถนนให้เหลือระดับที่ปลอดภัยขั้นต่ำ รัฐมนตรีและผู้ว่าราชการจังหวัดได้รับคำสั่งให้บังคับใช้มาตรการเหล่านี้อย่างเคร่งครัดในทุกหน่วยงาน

    อาคารของรัฐบาลจะปิดทำการทุกวันเวลา 18:00 น. เริ่มตั้งแต่หลังวันฮารีรายอ โดยจะปิดระบบไฟและไฟฟ้าทั้งหมด ขณะที่งานบริหารจะเปลี่ยนไปเป็นการทำงานจากระยะไกล ทางการกำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดสรรวันทำงานจากระยะไกลหนึ่งหรือสองวันต่อสัปดาห์ ยกเว้นบริการที่จำเป็น

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/inter/954026&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02a1LgWgS2biv267dj7sE8

  • นายกฯกล่าวเนื่องในวันน้ำโลก 2569 ย้ำการเข้าถึงน้ำสะอาดอย่างเท่าเทียม

    นายกฯกล่าวเนื่องในวันน้ำโลก 2569 ย้ำการเข้าถึงน้ำสะอาดอย่างเท่าเทียม

    วันอาทิตย์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.05 น.

    “นายกฯ”กล่าวเนื่องในวันน้ำโลก 2569 ย้ำการเข้าถึงน้ำสะอาดอย่างเท่าเทียม ภายใต้แนวคิด”น้ำและความเท่าเทียมทางเพศ”

    22 มีนาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวคำปราศรัยเนื่องในโอกาสวันน้ำโลก ประจำปีพุทธศักราช 2569 ว่า ในนามของรัฐบาล ขอเชิญชวนประชาชนชาวไทยทุกคนร่วมตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรน้ำ ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานของการดำรงชีวิต และเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของประเทศอย่างยั่งยืน

    นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วันน้ำโลกในปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “น้ำและความเท่าเทียมทางเพศ” ซึ่งในหลายพื้นที่ที่ขาดแคลนน้ำสะอาด ปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบต่อผู้หญิงและเด็กผู้หญิงมากเป็นพิเศษ จึงจำเป็นที่ทุกคนจะต้องสามารถใช้ประโยชน์และมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างเป็นธรรมและเท่าเทียม ไม่ว่าจะเป็นเพศหรือช่วงวัยใด ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในปัจจุบันส่งผลให้ภัยพิบัติด้านน้ำเกิดขึ้นบ่อยครั้ง และมีความรุนแรงมากขึ้น ทั้งภัยแล้ง อุทกภัย และมลพิษทางน้ำ ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางอาหาร ตลอดจนความเป็นอยู่ และคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกภาคส่วน อย่างไรก็ตาม ผลกระทบดังกล่าวมิได้เกิดขึ้นอย่างเท่าเทียมกัน หลายพื้นที่ยังขาดแคลนสิ่งพื้นฐานที่สุดอย่างน้ำสะอาด และระบบสุขาภิบาลที่ปลอดภัย ซึ่งทำให้ความเหลื่อมล้ำทวีความรุนแรง โดยเฉพาะต่อผู้หญิง ซึ่งมักต้องรับภาระในการจัดหาน้ำ ดูแลครอบครัว และเผชิญความเสี่ยงด้านสุขภาพและความปลอดภัย

    “รัฐบาลขอยืนยันถึงความสำคัญของการเข้าถึงน้ำสะอาด และการสุขาภิบาล ในฐานะสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืน ตามเป้าหมายที่ประชาคมโลกมีร่วมกัน โดยได้มีนโยบายและดำเนินมาตรการช่วยเหลือประชาชน ควบคู่กับการวางแนวทางพัฒนาในระยะยาว ผ่านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและโครงสร้างพื้นฐานอย่างเป็นระบบ”

    นอกจากนี้ ประเทศไทยยังให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างความร่วมมือกับประชาคมโลก ทั้งในระดับภูมิภาค และระดับนานาชาติ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เทคโนโลยี และแนวปฏิบัติที่ดีด้านการบริหารจัดการน้ำ รวมทั้งส่งเสริมความสมดุลทางเพศในเวทีความร่วมมือด้านน้ำ เพื่อร่วมกับสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำ และสังคมที่เท่าเทียมสำหรับทุกคน

    ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรี กล่าวเชิญชวนประชาชน และทุกภาคส่วนร่วมกันตระหนักถึงคุณค่า และความสำคัญของทรัพยากรน้ำ ร่วมมือกันอนุรักษ์ ฟื้นฟู และใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด และช่วยกันดูแลรักษาทรัพยากรน้ำของชาติให้คงอยู่อย่างยั่งยืนสืบไป

    – 006

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/954039&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09AJEF2D0GPJjg1RX6SCyP

  • สหรัฐ-จีนหารือตั้งคณะกรรมการการค้าใหม่ แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนผลกระทบกลไกตลาด

    สหรัฐ-จีนหารือตั้งคณะกรรมการการค้าใหม่ แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนผลกระทบกลไกตลาด

    สหรัฐอเมริกาและจีนกำลังหารือสร้างกลไก ‘คณะกรรมการการค้าสหรัฐ-จีน’ เพื่อปรับปรุงความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุด 2 แห่งของโลก หลังจากเจ้าหน้าที่เศรษฐกิจระดับสูงของทั้งสองประเทศจัดการเจรจาในกรุงปารีสเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าแนวทางดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อกลไกตลาดเสรี

    คณะกรรมการการค้าใหม่คืออะไร

    Jamieson Greer ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เปิดเผยหลังการเจรจาว่า ทั้งสองฝ่ายได้หารือเกี่ยวกับการสร้าง “คณะกรรมการการค้าสหรัฐ-จีน” ซึ่งจะช่วยกำหนดแนวทางอย่างเป็นทางการว่าสหรัฐควรส่งออกและนำเข้าสินค้าประเภทใดจากจีน

    Wendy Cutler จากสถาบันนโยบาย Asia Society อธิบายว่า คณะกรรมการดังกล่าวอาจพิจารณาโอกาสขยายการค้าสินค้าที่ไม่มีความอ่อนไหวทางความมั่นคง หรือหารือเกี่ยวกับการลดภาษีร่วมกันในภาคส่วนที่ไม่ใช่ยุทธศาสตร์ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ทั้งสองฝ่ายมีความคืบหน้าในการให้จีนผูกพันซื้อสินค้าเกษตร พลังงาน และเครื่องบินจากสหรัฐ

    แนวทาง ‘การค้าแบบบริหารจัดการ’ คืออะไร

    Chad Bown นักเศรษฐศาสตร์จากสถาบัน Peterson อธิบายว่า วอชิงตันกำลังมุ่งสู่ “การค้าแบบบริหารจัดการ” ซึ่งเน้นผลลัพธ์มากกว่านโยบาย อาจหมายถึงการผูกพันการนำเข้าหรือการจำกัดการส่งออกโดยสมัครใจ เช่นกรณีของญี่ปุ่นในทศวรรษ 1980 เพื่อควบคุมการไหลเข้าของรถยนต์สู่สหรัฐ

    ตัวอย่างล่าสุดคือข้อตกลง “Phase One” ที่วอชิงตันลงนามกับปักกิ่งในช่วงการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีครั้งแรกของ Donald Trump เพื่อยุติสงครามการค้า ข้อตกลงดังกล่าวกำหนดให้จีนนำเข้าสินค้าจากสหรัฐเพิ่มขึ้น 200 พันล้านดอลลาร์ใน 2 ปี แต่จีนไม่สามารถปฏิบัติตามข้อผูกพันนี้ได้

    ความกังวลของผู้เชี่ยวชาญ

    Joerg Wuttke ผู้เชี่ยวชาญจากบริษัทที่ปรึกษา DGA-Albright Stonebridge Group เตือนว่า แทนที่จะลดกฎระเบียบและภาษี เพื่อให้ลูกค้าและบริษัทตัดสินใจเองว่าจะขายอะไรในราคาเท่าไหร่ กลไกใหม่นี้จะทำให้ระบบเป็นแบบเครื่องจักรมากขึ้น ซึ่งไม่ใช่สัญญาณที่ดีและอาจส่งผลเสียต่อการแข่งขันและสร้างความกังวลให้กับคู่ค้าอื่น

    ผู้นำธุรกิจสหรัฐที่ขอไม่เปิดเผยชื่อระบุว่า การบริหารจัดการการค้าทำให้เกิดความกังวลว่าวอชิงตันจะตัดสินใจอย่างไรในการให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมใด และภาคส่วนใดจะได้รับประโยชน์

    มุมมองเชิงบวกต่อความสัมพันธ์

    Bown เชื่อว่าข้อตกลงการค้าแบบบริหารจัดการระหว่างสหรัฐและจีนอาจประสบความสำเร็จมากกว่าความพยายามก่อนหน้านี้ในการแก้ไขข้อขัดแย้งทางเศรษฐกิจ คำถามสำคัญคือแนวทางนี้จะนำไปสู่ “ความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนและระยะยาวมากขึ้น” ที่ดีกว่า “ความขัดแย้งไปมาอย่างต่อเนื่อง” หรือไม่ ทั้งนี้ ข้อตกลงการค้าใดจะต้องมีความสมจริงและทั้งสองฝ่ายยอมรับได้ โดยต้องมีความมุ่งมั่นอย่างจริงใจจากทั้งสองฝ่ายในการทำให้ระบบใหม่นี้สำเร็จ แม้ว่าจะเป็นเรื่องยากมากก็ตาม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/us-china-board-of-trade-trade-relations-market-concerns&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2r4QYcbLuh0QGj0Lajc2f-

  • ดีป้า เปิดโครงการ OTOD 3 ชุมชนดี รายได้ดี ด้วยดิจิทัล ยกระดับเกษตรไทยสู่เกษตรอัจฉริยะ

    ดีป้า เปิดโครงการ OTOD 3 ชุมชนดี รายได้ดี ด้วยดิจิทัล ยกระดับเกษตรไทยสู่เกษตรอัจฉริยะ

    สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า จัดกิจกรรมแถลงข่าวเปิดโครงการ 1 ตำบล 1 ดิจิทัล ซีซัน 3 (One Tambon One Digital: OTOD #3) โดยมีผู้บริหารและผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง เกษตรกร และกลุ่มชุมชน ร่วมงานโดยพร้อมเพรียง ณ อาคาร ดีป้า (สำนักงานใหญ่) ซอยลาดพร้าว 10 เขตจตุจักร

    photo_otod_3

    ดร.ปรีสาร รักวาทิน รักษาการรองผู้อำนวยการใหญ่ กลุ่มงานส่งเสริมการประยุกต์ใช้ดิจิทัล ดีป้า เปิดเผยว่า โครงการ 1 ตำบล 1 ดิจิทัล (One Tambon One Digital: OTOD) เป็นโครงการที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2567 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้กลุ่มชุมชนสามารถเข้าถึงและรับการพัฒนาทักษะที่เกี่ยวข้องกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลจากดิจิทัลสตาร์ทอัพภาคการเกษตรสัญชาติไทยที่ได้รับเครื่องหมาย dSURE และขึ้นทะเบียนบนบัญชีบริการดิจิทัล (Thailand Digital Catalog) ใน 3 ประเภทเทคโนโลยี ตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มชุมชน/เกษตรกร ประกอบด้วย โดรนเพื่อการเกษตร แทรกเตอร์การเกษตรอัจฉริยะ และบริหารจัดการแปลงอัตโนมัติ ซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าวจะช่วยเพิ่มความแม่นยำในการทำงานในแปลงเกษตร ลดต้นทุนด้านแรงงาน ประหยัดเวลา สามารถวางแผน ควบคุม ติดตามผลการเพาะปลูก การดูแลรักษา และการจัดการผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    3.photo_otod_3_0

    “ดีป้า เล็งเห็นถึงความสำคัญของการส่งเสริมให้เกิดการประยุกต์ใช้ดิจิทัลให้เกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมา ดีป้า ดำเนินการคัดเลือกดิจิทัสตาร์ทอัพและเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างเข้มข้น ซึ่งเชื่อว่า เทคโนโลยีทั้ง 3 ประเภทจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยเปลี่ยนผ่านการทำเกษตรแบบดั้งเดิมไปสู่เกษตรอัจฉริยะ อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมให้เกิดธุรกิจใหม่ อาชีพใหม่ โดยการพัฒนาทักษะแก่กลุ่มชุมชน เพื่อก้าวไปสู่การเป็นผู้ให้บริการบินโดรน ช่างซ่อมโดรนและเครื่องจักรการเกษตรอัตโนมัติ เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจระดับชุมชน และเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับประเทศตามแนวคิด ‘ชุมชนดี รายได้ดี ด้วยดิจิทัล’ ซึ่ง ดีป้า ประเมินว่า โครงการ OTOD #3 จะช่วยสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจได้ไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท” ดร.ปรีสาร กล่าว

    6.photo_otod_3_0

    นอกจากนี้ ภายในงานยังมีพิธีประกาศความร่วมมือในชื่อ Smart Agri Synergy: ผสานเทคโนโลยี ขับเคลื่อนวิถีเกษตรไทย ระหว่าง ดีป้า และหน่วยงานพันธมิตรร่วมขับเคลื่อนโครงการ ไม่ว่าจะเป็น กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตร สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม สภาเกษตรกรแห่งชาติ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร มูลนิธิเอสซีจี และสมาคมการค้านวัตกรรมเพื่อการเกษตรไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมเกษตรดิจิทัลสู่กลุ่มชุมชนและเกษตรกร นอกจากนี้ โครงการ OTOD #3 มีบริษัท ซินเจนทา ครอป โปรเทคชั่น จำกัด ธนาคารออมสิน และบริษัทสยามคูโบต้า คอร์ปอเรชั่น จำกัด เป็นผู้ให้การสนับสนุน

    5.photo_otod_3_0

    ทั้งนี้ โครงการ OTOD #3 จะมีกิจกรรมยกระดับทักษะ และรับการส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลแก่กลุ่มชุมชนในชื่อ ‘Accelerate Digital Agriculture & Pitching Day’ ซึ่งจะมีขึ้นใน8 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ พิษณุโลก พระนครศรีอยุธยา สงขลา ภูเก็ต ชลบุรี อุบลราชธานี และขอนแก่น โดยกิจกรรมดังกล่าวประกอบด้วยกิจกรรมการยกระดับทักษะเข้มข้นใน 4 หัวข้อคือ เทคโนโลยีดิจิทัลด้านการเกษตรอัจฉริยะ การเสริมทักษะนักสร้างดิจิทัลคอนเทนต์ การเตรียมความพร้อมข้อเสนอเพื่อเข้าถึงแหล่งทุน และชุมชนเศรษฐกิจสีเขียว นอกจากนี้ยังมีกิจกรรม AgriTech Showcase การจัดแสดงเทคโนโลยีดิจิทัลจากสตาร์ทอัพภาคการเกษตร พร้อมเปิดพื้นที่การจับคู่ธุรกิจ กิจกรรม d-Community Challenge การเติมทักษะการผลิตคลิปสั้นผ่านการเรียนรู้และลงมือทำ และกิจกรรมไฮไลต์อย่าง Digital Agriculture Pitching Day กิจกรรมประชันไอเดียเพื่อขอรับการส่งเสริม โดยโครงการ OTOD #3 แบ่งการส่งเสริมออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่

    1. ประเภทการยกระดับกลุ่มชุมชนเพื่อประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ภายใต้มาตรการd-community สำหรับกลุ่มชุมชนที่จดทะเบียนกับหน่วยงานรัฐ โดยมีจำนวนสมาชิกไม่น้อยกว่า 20 ครัวเรือน มีความพร้อมที่จะสมทบงบประมาณไม่น้อยกว่า 50% และไม่เป็นผู้รับการสนับสนุนจากโครงการ OTOD #2 โดยการส่งเสริมและสนับสนุนประเภทการยกระดับกลุ่มชุมชนเพื่อประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลจะเปิดรับผู้ขอรับการส่งเสริม จำนวน 330 ราย โดยจะสนับสนุนไม่เกิน 150,000 บาทต่อราย

    2. ประเภทการยกระดับธุรกิจชุมชนบริการดิจิทัล ภายใต้มาตรการ d-startup สำหรับบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคลที่จดทะเบียนการค้าไม่เกิน 3 ปี มีทักษะช่าง และมีความต้องการเปิดธุรกิจบริการดูแลรักษาและซ่อมบำรุงเทคโนโลยีทางการเกษตร มีความพร้อมที่จะสมทบงบประมาณไม่น้อยกว่า 50% และไม่เป็นผู้รับการสนับสนุนจากโครงการ OTOD #2 โดยการส่งเสริมและสนับสนุนประเภทการยกระดับธุรกิจชุมชนบริการดิจิทัลจะเปิดรับผู้ขอรับการส่งเสริม 33 ราย สนับสนุนไม่เกิน 200,000 บาทต่อราย

    9.photo_otod_3_0

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/948671/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw249KCMeY4kYuTaKOw1WkQY

  • โกลาหลน้ำมันกลางปั๊มสตูล! ประชาชนรอคิววุ่นวาย ตำรวจลงพื้นที่จัดระเบียบ

    โกลาหลน้ำมันกลางปั๊มสตูล! ประชาชนรอคิววุ่นวาย ตำรวจลงพื้นที่จัดระเบียบ

    (21 มี.ค. 69) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์น้ำมันใน จ.สตูล ยังคงตึงเครียด ประชาชนในเขตเทศบาลเมืองสตูล พื้นที่รอยต่อ ทต.คลองขุด และตำบลใกล้เคียง ต่างนำรถจักรยานยนต์และรถยนต์ มาจอดเรียงคิวรอเติมน้ำมัน บริเวณปั๊มหัวสะพานตายาย อ.เมืองสตูล จำนวนมากและยาวเหยียดตามถนน

    ประชาชนต้องทนรอท่ามกลางอากาศร้อนจัด หลายคนไม่ได้รับประทานอาหารระหว่างรอ แต่เมื่อถึงช่วงสาย น้ำมันกลับหมดอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้หลายคนต้องผิดหวังและเกิดความโกลาหลภายในปั๊ม มีการโต้เถียงกับเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับการจัดการคิวและปริมาณน้ำมัน

    ชาวบ้านรายหนึ่ง กล่าวว่า รู้สึกไม่มั่นใจต่อการแก้ไขปัญหาของรัฐบาล เนื่องจากยังไม่มีความชัดเจน ทำให้ประชาชนต้องเร่งเติมน้ำมันไว้ล่วงหน้า แม้ว่าจะถูกมองว่าเป็นการตื่นตระหนกก็ตาม

    ต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ ต้องเข้าควบคุมและจัดระเบียบพื้นที่ พ.ต.อ.เสกสิทธิ์ ปรากฏชื่อ ผกก.สส.ภ.จว.สตูล ได้รับมอบหมายให้ตรวจสอบสถานการณ์ ร่วมกับหน่วยงานพลังงานจังหวัดสตูล , พาณิชย์จังหวัด และฝ่ายปกครอง อ.เมืองสตูล

    จากการตรวจสอบแท็งก์น้ำมันที่ปั๊มน้ำมัน ปตท.คลองขุด (สะพานตายาย) เวลา 10.45 น. พบว่า น้ำมันหมดสต็อก ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญ ที่ประชาชนจำนวนมาก มารอคิวและเกิดความตึงเครียด

    หลังการเจรจา เจ้าหน้าที่และประชาชนได้ข้อสรุปร่วมกัน โดยจัดทำบัตรคิวจำนวน 100 คน สำหรับผู้ใช้รถจักรยานยนต์ ให้กลับมาเติมน้ำมันเวลา 15.00 น. ของวันเดียวกัน พร้อมกำหนดให้เติมไม่เกินรายละ 300 บาท โดยฝ่ายปกครอง อ.สตูล เป็นผู้แจกบัตรคิว เพื่อลดความแออัดและป้องกันเหตุวุ่นวายซ้ำ

    เหตุการณ์ดังกล่าว สะท้อนถึงความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ และความกังวลต่อสถานการณ์น้ำมัน ที่ยังไม่มีความชัดเจน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จำเป็นต้องเร่งแก้ไขเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนโดยเร็ว – ข่าวเวิร์คพอยท์รายงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/economy-livelihood/NXpkNjV0e&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw15CCLQ2PBu6gjUO0gJNbRr