Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • คึกคัก! ทัพนักปั่นบุกปากน้ำปราณ ‘Bike for the Dolphins 2026’ ระดมทุนช่วยโลมาหายาก

    คึกคัก! ทัพนักปั่นบุกปากน้ำปราณ ‘Bike for the Dolphins 2026’ ระดมทุนช่วยโลมาหายาก

    ภูมิภาค

    คึกคัก! ทัพนักปั่นบุกปากน้ำปราณ ‘Bike for the Dolphins 2026’ ระดมทุนช่วยโลมาหายาก

    วันอาทิตย์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.50 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อวันที่ 22 มี.ค.69 ที่ลานมหาราช ต.ปากน้ำปราณ อ.ปราณบุรี จ.ประจวบฯ นายปรีดา สุขใจ รองผู้ว่าราชการ จ.ประจวบฯ เป็นประธานกล่าวต้อนรับและเปิดงานปั่นจักรยานการกุศลครั้งที่ 8 “Bike for the dolphins 2026 ปั่นด้วยรักษ์ พิทักษโลมา” ร่วมด้วย นายศรัณยู ชเนศร์ รองกรรมการบริหารกลุ่มบริษัทโรงพยาบาลกล้วยน้ำไทและกล้วยน้ำไทมูลนิธิ นายสมบัติ เสียมทอง นายอำเภอสามร้อยยอด นายนำลาภ อิ่มทั่ว นายก อบต.ปากน้ำปราณ นายอติชาติ ชัยศรี รองนายกเทศมนตรีนครหัวหิน นายอิษฎา เสาวรส ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานประจวบฯ นายถนัดศิลป์ วุฒิวงศ์อังคณา ประธานหอการค้า จ.ประจวบฯ นางวาสนา ศรีกาญจนา ที่ปรึกษาสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวหัวหิน/ชะอำ และแขกผู้มีเกียรติให้การต้อนรับ จากนั้นได้ร่วมกันปล่อยตัวนักปั่นจักรยานเกือบ 400 คน เส้นทางธรรมชาติปากน้ำปราณ-สามร้อยยอด ไปกลับระยะทาง 60 กม.ท่ามกลางอากาศเย็นสบาย

    นายศรัณยู ชเนศร์ กล่าวว่า ด้วยโรงพยาบาลกล้วยน้ำไท และกล้วยน้ำไทมูลนิธิ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของโลมาซึ่งเป็นสัตว์สงวนโดยเฉพาะ “โลมาหัวบาตรหลังเรียบ” หรือ “โลมาอิรวดี” ซึ่งเป็นสัตว์ทะเลหายากปัจจุบันมีความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ เนื่องจากจำนวนประชากรลดลงอย่างรวดเร็ว สาเหตุหลักมาจากการติดเครื่องมือประมง มลภาวะทางทะเล และการถูกทำลายของแหล่งที่อยู่อาศัย จึงได้จัดกิจกรรมปั่นจักรยานการกุศลครั้งนี้ขึ้น เพื่อสร้างการรับรู้และระดมทุนสนับสนุนการอนุรักษ์สัตว์ทะเลหายาก โดยรายได้ส่วนหนึ่งจากการจัดกิจกรรมนี้จะนำไปสนับสนุนการอนุรักษ์โลมาร่วมกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อีกส่วนหนึ่งจะนำไปสนับสนุนกิจกรรมด้านการศึกษาสำหรับผู้ด้อยโอกาส โดยมอบทุนการศึกษาด้านวิชาชีพในโครงการนักเรียนฝึกงานพนักงานโรงพยาบาลกล้วยน้ำไท เพื่อสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพและดำรงชีวิตอย่างยั่งยืน อีกทั้งกิจกรรมดังกล่าวยังช่วยส่งเสริมการออกกำลังกายของประชาชน เยาวชน และหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงสร้างความสามัคคีในสังคม และกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในพื้นที่ปากน้ำปราณและสามร้อยยอดอีกด้วย.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/470024&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Mw__wTqjHRNR489FpfYnq

  • เทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2569 ททท.ดึง 5 หมื่นคน ชิม ช้อป เที่ยว 5 ภาคมาไว้ในงานเดียว

    เทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2569 ททท.ดึง 5 หมื่นคน ชิม ช้อป เที่ยว 5 ภาคมาไว้ในงานเดียว

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เตรียมชวนทุกคนเปิดโหมดเที่ยวไทยให้สุดกับงาน “เทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2569” ครั้งที่ 44 ระหว่างวันที่ 25–29 มีนาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ มัดรวมเสน่ห์และความมหัศจรรย์ของการท่องเที่ยวไทยจาก 5 ภูมิภาคมาไว้ในที่เดียว 

    ภายในงานจัดเต็มด้วย 9 โซนกิจกรรมหลักภายใต้แนวคิด “สุขทันที ที่เที่ยวไทย” ผสาน 5 Must do in Thailand  ที่ขนไฮไลต์น่าสนใจจากทั่วประเทศมาให้ได้สัมผัส ทั้งแลนด์มาร์กจำลอง จุดถ่ายภาพต้องเช็กอิน ของดีของเด็ดจากแต่ละพื้นที่ นวัตกรรมการท่องเที่ยวล้ำสมัย 

    ตลอดจนการแสดงศิลปวัฒนธรรมและความบันเทิงจากศิลปินชื่อดัง ให้ผู้เข้าชมได้ชิม ช้อป ชม และสัมผัสประสบการณ์เที่ยวไทยสุดอะเมซิ่งในมุมมองใหม่ ๆ สัมผัสกับความรู้สึกแบบ Feel All the Feelings ที่จะชวนให้ออกเดินทางและตกหลุมเมืองไทยมากขึ้นกว่าที่เคย

    นางสาวฐาปนีย์  เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยททท. )เปิดเผยว่า เทศกาลเที่ยวเมืองไทย ประจำปี 2569  ครั้งที่ 44 กำหนดจัดขึ้นในวันที่ 25–29 มีนาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยปีนี้ ททท. พร้อมที่จะพาไป สัมผัสเสน่ห์ไทย ภายใต้แนวคิด “สุขทันทีที่เที่ยวไทย” และ 5 Must Do in Thailand ผ่านการนำเสนอสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยวจาก 5 ภูมิภาคทั่วประเทศไทย

    เทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2569 ททท.ดึง 5 หมื่นคน ชิม ช้อป เที่ยว 5 ภาคมาไว้ในงานเดียว

    ถ่ายทอดเอกลักษณ์ของวัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิต อาหาร และภูมิปัญญาท้องถิ่น เสมือนเป็นการยกความมหัศจรรย์ของเมืองไทยเอามาไว้ในงานเดียว

    รวมทั้งปีนี้ ททท. ยังได้ร่วมเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกถึงสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงด้วยการนำเสนอนิทรรศการ การแสดง การสาธิต เพื่อบอกเล่าเรื่องราวตามรอยพระราชดำริที่มีหัวใจสำคัญในการพัฒนาและยกระดับภูมิปัญญา ผสานแนวคิดการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ 

    นายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ ททท. เปิดเผยว่า เทศกาลเที่ยวเมืองไทยถือเป็นกิจกรรมสำคัญที่ช่วยสร้างสีสันและกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศมาอย่างต่อเนื่อง คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 5 หมื่นคน ตลอดทั้ง 5 วันของการจัดงาน

    ททท. เตรียมเสิร์ฟความสุขและความมหัศจรรย์กับ 9 โซนกิจกรรมสุดยิ่งใหญ่ ได้แก่ 5 โซนหมู่บ้านภูมิภาค ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง ภาคตะวันออก และ ภาคใต้ ที่ยกขบวนเสน่ห์ไทย 5 ภูมิภาค  ทั้งด้านประเพณี วัฒนธรรม วิถีชีวิต ภูมิปัญญาและแหล่งท่องเที่ยวใหม่ 

    นอกจากนี้ยังมีอีก 4 โซนกิจกรรมสำคัญ ได้แก่ โซน Amazing Thailand, โซน Road to Sustainability โซนหน่วยงานพันธมิตร และห้าง ททท. และโซนเวทีกลาง ซึ่งจะสร้างความประทับใจและจัดให้ผู้ชมทุกคนอย่างเต็มอิ่มแน่นอน

    เทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2569

    เปิดไฮไลท์ เทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2569 

    • โซนที่ 1 สุขทันที ที่เที่ยวภาคตะวันออก

    ชวนสัมผัสทุกเฉดสีแห่งความสุขของดินแดนบูรพา ผ่านแนวคิด “เทศกาลสีสันตะวันออก” โดดเด่นด้วยแลนด์มาร์กสำคัญอย่างอาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล จังหวัดจันทบุรี 

    พร้อมจุดถ่ายภาพเช็กอินประภาคารแหลมงอบ จังหวัดตราด จุดถ่ายภาพพระพิฆเนศ เทพเจ้าแห่งความสำเร็จ “The Lord of Success” จาก ฉะเชิงเทรา สวนเรือนกระจก “The Flower of the Queen” ดอกไม้แห่ง Queen สิริกิติ์

    วิถีชาวประมงบางเสร่ จังหวัดชลบุรี และขึ้นชื่อว่า “สวรรค์นักกิน” ททท. ก็ไม่พลาดยกทัพอาหารทะเลและอาหารถิ่น กว่า 50 ร้าน มาให้ลิ้มลอง อาทิ ข้าวคลุกพริกเกลือ หมูชะมวง ผัดกระวาน เส้นจันท์ผัดปู น้ำมะปี๊ด ก๋วยเตี๋ยวเลียง แมงกระพรุนสะดุ้งไฟ และขนมควยลิง พร้อมผลไม้สดจากสวนที่หลายคนรอคอยอย่าง ทุเรียนและมะยงชิด

    เทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2569 ททท.ดึง 5 หมื่นคน ชิม ช้อป เที่ยว 5 ภาคมาไว้ในงานเดียว

    พิเศษสุดกับโซนคาเฟ่ไม่ลับตะวันออกที่คัดสรรร้านกาแฟคุณภาพดี เบเกอรี่อร่อยมาเสิร์ฟให้ได้ฟินกันแบบถึงที่ 

    นอกจากนี้ เพิ่มสีสันด้วยการแสดงคาบาเร่โชว์สุดอลังการ การเดินแบบแฟชั่นโชว์เสื่อกกจากสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (SACIT)  ศิลปินนักร้อง แว่นใหญ่ พีจัง กฤษณะALALA ริวจิน และแพทจิ เอม วิทวัส และวงดนตรีจากดุริยางค์ทหารเรือ 

    เทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2569 ททท.ดึง 5 หมื่นคน ชิม ช้อป เที่ยว 5 ภาคมาไว้ในงานเดียว

    • โซนที่ 2 สุขทันที  ที่เที่ยวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 

    ชวนหลงรักถิ่นอีสาน 20 จังหวัดกับคอนเซปต์ “ประเพณีสีอีสาน วิถีแห่งศรัทธา” บอกเล่าความเป็นอีสานผ่านวัฒนธรรม ประเพณี อาหาร งานหัตถกรรม พร้อมออกแบบประสบการณ์ดื่มด่ำกับเสน่ห์อีสานผ่าน 5 Senses (รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส)

    หยิบ“เทียนพรรษา”สัญลักษณ์ของ Signature Thailand ประเพณีแห่เทียนพรรษา จังหวัดอุบลราชธานี มาเป็นแลนด์มาร์กสำคัญ 

    จุดถ่ายภาพสุดเก๋ “มื้อใด๋มากะอย่าลืมชักฮูป” จำลองบรรยากาศสวนดอกไม้เพลาเพลิน จ.บุรีรัมย์ และ หุบเขาไดโนเสาร์ จ.กาฬสินธุ์

    พร้อมเติมเสบียงความแซ่บกับโซน “หม่องแซ่บหลาย” รวมความแซ่บของอาหารอีสานที่ทั้งหอมนัวไว้กว่า 36 ร้าน อาทิ หม่ำแม่คำตัน จ.ชัยภูมิ สามพี่น้องไก่ย่างเขาสวนกวาง จ.ขอนแก่น ตำกระเทยสาเกต จ.ร้อยเอ็ด แจ่วฮ้อนแม่เสงี่ยม จ.มหาสารคาม 

    ห้ามพลาดกับ “อีสานม่วนเฟี้ยว” เปิดเวทีความม่วนแบบเต็มขั้น ชวนสัมผัสการแสดงพื้นบ้าน ดนตรี หมอลำ ได้แก่ ระเบียบวาทศิลป์ ก้านตอง ทุ่งเงิน เวียง นฤมล เต๋า ภูศิลป์ พร้อมด้วยการแสดงศิลปวัฒนธรรมจากวิทยาลัยนาฏศิลปกาฬสินธุ์ และการแสดงนาคเล่นน้ำ

    • โซนที่ 3 : สุขทันที ที่เที่ยวภาคใต้ 

    หล๊บใต้บ้านเราในบรรยากาศ “GO SOUTH เสน่ห์ทะเลใต้” กับแลนด์มาร์ก “Under the Sea – ท้องทะเลภาคใต้” ผ่านประสบการณ์ Immersive Experience พร้อมมุม Film Location จากสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดัง ถ้ำโต๊ะหลวง จังหวัดกระบี่ และตึก Standard Chartered จังหวัดภูเก็ต 

    เทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2569 ททท.ดึง 5 หมื่นคน ชิม ช้อป เที่ยว 5 ภาคมาไว้ในงานเดียว

    สายกินห้ามพลาดกับโซน “หลาดหรอยเพ Must Taste” ตลาดอาหารใต้ที่รวมเมนูเด็ดและเครื่องดื่มขึ้นชื่อจากภาคใต้ไว้ในที่เดียว กับร้านอร่อยถึงเครื่องกว่า 38 ร้าน พร้อมร้านชาชักและโรตี ให้ได้ลิ้มลองรสชาติแบบต้นตำรับ 

    นอกจากนี้ยังมีพื้นที่ Mutiverse แดนใต้ ถ่ายทอดเรื่องราวพลังแห่งศรัทธา ตำนาน และวัตถุมงคลจากเกจิชื่อดังสายใต้ ก่อนจะผ่อนคลายร่างกายที่ หลาดคลายเส้น ได้แรงอก! กับบริการนวดแผนไทยและสปา เติมพลังให้พร้อมออกเดินทางต่ออย่างสดชื่น

    • โซนที่ 4 สุขทันที ที่เที่ยวภาคกลาง 

    เปิดบ้านต้อนรับผู้มาเยือนกับคอนเซปต์ อู่ข้าว อู่น้ำ…ผ้าทอราชธานี วิถีภาคกลาง : Harmony of Heritage and Charm ถ่ายทอดเรื่องราวของศูนย์กลางอารยธรรมไทย ผ่านแลนด์มาร์กบ้านทรงไทยร่วมสมัย ลานโอ่งราชบุรี พร้อมออกแบบซุ้มทางเข้าเป็นลานบุปผาราชินี และ ลานภูษาพัสตรา นำเสนอเรื่องราวผ้าไทยอันทรงคุณค่า 

    พลาดไม่ได้คือโซน UNESCO นำเสนอความโดดเด่นของ 3 เมืองสร้างสรรค์ที่ได้รับการรับรองจาก UNESCO ได้แก่กรุงเทพมหานคร (Creative City of Design) เพชรบุรี (City of Gastronomy) และสุพรรณบุรี (Creative City of Music) ผ่านกิจกรรมทดลองชิมน้ำ 3 รส จากเพชรบุรี ออกแบบเสื้อยืดจากร้านห่านคู่ กรุงเทพฯ และทดลองเรียนระนาด ตีฉิ่ง

    เทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2569 ททท.ดึง 5 หมื่นคน ชิม ช้อป เที่ยว 5 ภาคมาไว้ในงานเดียว

    รวมถึงไฮไลต์การจำลองบรรยากาศ “ย่านบรรทัดทอง” ที่ยกขบวน 12 ร้านดังมาให้ลิ้มลอง พร้อมจัดเต็มร้านดังและเมนูเด็ดมาไว้ในที่เดียว 60 บูธ อาทิ ก๋วยเตี๋ยวหลอดทรงเครื่องโบราณ เมี่ยงคำลำพญา กุ๊ยช่าย เจ้มล ข้าวเหนียวแม่ทองอยู่ กังสดาล อัมพวา 
    สิริสมปอง ฟาร์ม แอนด์ คาเฟ่ ส้มโอขาวแตงกวา ชัยนาท

    ข้าวแช่แม่เล็กสะกิดใจ ร้านลุงเอนกขนมหวานเมืองเพ็ชร์ ข้าวต้มเทเวศร์ น้ำโตนดจี๊ดจ๊าด  ลอดช่องน้ำตาลโตนดเมืองเพชร แม่พลอย เป็นต้น

    โซน “ลานสำแดง” เวทีการแสดง พร้อมเสิร์ฟความสนุกกับพระเอกลิเกเงินล้าน ศรราม น้ำเพชร นักร้องคุณภาพ เปาวลี พรพิมล รวมถึงการแสดงศิลปวัฒนธรรม อาทิ หนังใหญ่ มวยลพบุรี

    เทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2569 ททท.ดึง 5 หมื่นคน ชิม ช้อป เที่ยว 5 ภาคมาไว้ในงานเดียว  

    •  โซนที่ 5 สุขทันที ที่เที่ยวภาคเหนือ

    แอ่วเหนือและดื่มด่ำกับเสน่ห์เมืองล้านนากับแนวคิด “Season of North 2026 สุขทันที…ฤดูนี้ ฤดูเหนือ” ความงดงามของการท่องเที่ยวภาคเหนือในทุกฤดูกาล ด้วยไฮไลต์แลนด์มาร์กเมืองน่าน 

    เมืองสร้างสรรค์ด้านงานหัตถศิลป์ของยูเนสโก กับอัตลักษณ์สุดคลาสสิกของภาพจิตรกรรมปู่ม่านย่าม่าน ผ้าทอลายน้ำไหล และ หัวโอ้เรือ สัญลักษณ์ประเพณีแข่งเรือสำคัญของเมืองน่าน

    เทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2569 ททท.ดึง 5 หมื่นคน ชิม ช้อป เที่ยว 5 ภาคมาไว้ในงานเดียว

    ภายในโซนยังจัดเต็มความอร่อยกับอาหารพื้นเมืองเหนือในโซน “อิ่มใจ” กว่า 35 ร้าน พร้อมคาเฟ่และเบเกอรี่กว่า 15 ร้าน ที่ยกความหอมกรุ่นมาเสิร์ฟให้ได้พักเติมความสดชื่น หรือจะผ่อนคลายร่างกายที่ “กาดนวด” กับกิจกรรมนวดเพื่อสุขภาพจากภูมิปัญญาชุมชนออนใต้ จังหวัดเชียงใหม่ 

    ปิดท้ายด้วยโซนมูเตลู “สุขใจ” พื้นที่แห่งความสงบและศรัทธา ที่จำลองพระบรมธาตุบ้านตาก ให้ผู้เข้าชมได้สักการะเพื่อเสริมสิริมงคล พร้อมดื่มด่ำบรรยากาศแห่งศรัทธาในแบบล้านนา

    นอกจากนี้ยังมีโซนกิจกรรมพิเศษ ได้แก่

    •  โซนที่ 6 Amazing Thailand

    นำเสนอแคมเปญท่องเที่ยวของ ททท. เริ่มจากนิทรรศการ “รอยยิ้มของแผ่นดิน” และมุมถ่ายภาพจากไวรัลแคมเปญ Feel All the Feelings ที่ชวนตามรอย LISA ในฐานะ Amazing ThailandAmbassador 

    รวมถึงนิทรรศการ 66 ปี ททท. ที่บอกเล่าเรื่องราวความสำเร็จของการท่องเที่ยวไทย ความสนุกยังต่อเนื่องกับเวที Fan Meet ที่ขนทัพศิลปินและอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังมาใกล้ชิดกับแฟน ๆ ไม่ว่าจะเป็น PERSES, จุ๊มเหม่ง (Japan and Friends), DICE, มาย–อาโป และ POLCASAN (โพก้าซัง)

    พร้อมกิจกรรมเวิร์กช็อปและของที่ระลึกสุดยูนีคในโซน Osotho & Friends : Craft Village สายเที่ยวสามารถแวะมาพูดคุยและรับข้อมูลท่องเที่ยวได้ที่ 1672 Travel Buddy พร้อมสนุกกับ AI Photo Booth ธีม Feel All the Feelings และกิจกรรม SOURI X 1672 Travel Buddy 

    ก่อนจะไปตื่นตาตื่นใจต่อในโซน Amazing Thailand Amazing AI กับเทคโนโลยีท่องเที่ยวสุดล้ำ ผ่านกิจกรรม Aura Journey และ Amazing Sukjai ที่จะพาทุกคนผจญภัยไปกับ TATAI น้อง AI ของ ททท. เพื่อค้นหาข้อมูลการท่องเที่ยว พร้อมสมัครเป็นสมาชิก AMAZING FRIEND รับข่าวสารและสิทธิพิเศษจาก ททท. และลุ้นรับของที่ระลึกติดไม้ติดมือกลับบ้านอีกด้วย

    • โซนที่ 7 Road to Sustainability : Travel with care 

    นำเสนอแนวคิดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน มาพร้อมไฮไลต์ “เต่าตนุ” ประติมากรรมจากสิ่งของเหลือใช้ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่จากพระราชกรณียกิจของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผ่านโครงการในพระราชดำริ “ป่ารักน้ำ” และ “อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล (เกาะมันใน)” 

    เทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2569 ททท.ดึง 5 หมื่นคน ชิม ช้อป เที่ยว 5 ภาคมาไว้ในงานเดียว

    เปิดมิติใหม่ของการเดินทางและพักผ่อนเชิงสร้างสรรค์ผ่าน Immersive Experience และบำบัดจิตใจด้วยพลังแห่งเสียง Sound Healing & Dark sky และเยี่ยมชมและชอปปิงสินค้ารักษ์โลก 

    • โซนที่ 8  หน่วยงานพันธมิตรและห้าง ททท.

    จับมือกับ 31 พันธมิตรรวบรวมแพ็กเกจท่องเที่ยวและดีลพิเศษจากผู้ประกอบการ 

    • โซนที่ 9 เวทีกลาง

    เปิดฟลอร์แห่งความสุขผ่านเวทีการแสดงที่อัดแน่นไปด้วยสีสันและความบันเทิง ทั้งการแสดงดนตรีจากศิลปินชื่อดัง อาทิ อาทิ KT Kratae, ลำไย ไหทองคำ, ไรอัล กาจบันฑิต, ATLAS, กลัฟ คณาวุฒิ, Fellow Fellow, Paradox, Nuvo, No One Else, อะตอม ชนกันต์

    เทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2569 ททท.ดึง 5 หมื่นคน ชิม ช้อป เที่ยว 5 ภาคมาไว้ในงานเดียว เทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2569 ททท.ดึง 5 หมื่นคน ชิม ช้อป เที่ยว 5 ภาคมาไว้ในงานเดียว

    รวมทั้งการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย การแสดงร่วมสมัย การเดินแบบแฟชั่นโชว์ ตลอดจนกิจกรรมเล่นเกมแจกของรางวัลที่จะสร้างรอยยิ้มและความประทับใจให้ผู้เข้าชมอย่างต่อเนื่องตลอด 5 วันของการจัดงาน 

    ยิ่งไปกว่านั้น ททท. ยังคงสานต่อความตั้งใจให้การท่องเที่ยวเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความยั่งยืนภายใต้เป้าหมาย “Zero Waste to Landfills” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4  โดยตั้งเป้าลดปริมาณขยะฝังกลบให้เหลือน้อยที่สุด ด้วยระบบการคัดแยกขยะอย่างมีประสิทธิภาพ 

    พร้อมจุดคัดแยกขยะ จำนวน 14 จุดทั่วพื้นที่จัดงาน พร้อมขอความร่วมมือร้านค้าและผู้ประกอบการในการบริหารจัดการขยะแบบครบวงจร เพื่อมุ่งลดปริมาณขยะที่ไม่ได้คัดแยกให้ลดลงกว่าปีที่ผ่านมา

    ททท.ขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไปร่วมสัมผัสเสน่ห์ของการท่องเที่ยวไทยแบบครบทุกมิติ และค้นพบความสุขและแรงบันดาลใจในการออกเดินทางท่องเที่ยวไทยไปด้วยกัน

     สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมงาน “เทศกาลเที่ยวเมืองไทย ครั้งที่ 44 ประจำปี 2569” ระหว่างวันที่ 25–29 มีนาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เข้าร่วมงานฟรี

    โดยสามารถใช้บริการขนส่งสาธารณะ ได้แก่ รถไฟฟ้า MRT สถานีศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์, เดินทางโดยรถแท็กซี่ ณ จุดบริการ รับ – ส่ง ชั้น G บริเวณฝั่งทะเลสาบ, รถประจำทาง สาย 136 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/654570&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0MM9tEkV91oSmkoz9UJTku

  • รฟม. ชวนเปิดเสน่ห์คลองบางหลวง สัมผัสวิถีชุมชนฝั่งธนฯ ผ่านโครงการท่องเที่ยวสุขใจไปกับ รฟม. ปี 2569

    รฟม. ชวนเปิดเสน่ห์คลองบางหลวง สัมผัสวิถีชุมชนฝั่งธนฯ ผ่านโครงการท่องเที่ยวสุขใจไปกับ รฟม. ปี 2569

    วันอาทิตย์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.16 น.

    รฟม. เดินหน้าจัดโครงการ “ท่องเที่ยวสุขใจไปกับ รฟม.” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 พาประชาชนเปิดเสน่ห์คลองบางหลวง สัมผัสวิถีชุมชนเก่าแก่ฝั่งธนบุรี พร้อมเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และหนุนเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน

    เมื่อวันที่ 22 มี.ค.2569 น.ส.จิรฐา วัฒนประดิษฐ์ ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย(รฟม.) เปิดเผยว่า กิจกรรมในปีนี้ได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างล้นหลาม โดยมีผู้สมัครเข้าร่วมมากกว่า 1,800 คน สะท้อนให้เห็นถึงกระแสความนิยมในการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและการเรียนรู้วิถีชีวิตชุมชน อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การจัดกิจกรรมเป็นไปอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ จึงมีการคัดเลือกผู้เข้าร่วมเพียง 50 คน ผ่านกระบวนการสุ่มรายชื่อจากผู้ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์

    “เราอยากให้การเดินทางของทุกคน ไม่ใช่แค่การไปถึงจุดหมาย แต่เป็นการเดินทางที่มีความสุข ได้เรียนรู้ และได้สัมผัสเสน่ห์ของชุมชนไทยอย่างแท้จริง” น.ส.จิรฐากล่าว

    น.ส.จิรฐา กล่าวต่อว่า กิจกรรมในครั้งนี้เริ่มต้นตั้งแต่ช่วงเช้า โดยผู้เข้าร่วมเดินทางมาถึงสถานีบางไผ่ มีบริการรถสองแถวคอยรับ-ส่งไปยังวัดกำแพงบางจาก จุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ทางวัฒนธรรม ภายในวัด ผู้ร่วมกิจกรรมได้สักการะ “หลวงพ่อบุษราคัม” พระพุทธรูปปางมารวิชัย เพื่อความเป็นสิริมงคล ก่อนจะออกเดินสำรวจชุมชนคลองบางหลวง และเรียนรู้ประวัติศาสตร์ความเป็นมาของวัดเก่าแก่แห่งนี้ โดยเฉพาะภาพจิตรกรรมฝาผนังที่ทรงคุณค่าของวัดแห่งนี้ ซึ่งคลองบางหลวงถือเป็นชุมชนเก่าแก่ของฝั่งธนบุรี ที่ยังคงรักษาเอกลักษณ์ของวิถีชีวิตริมน้ำเอาไว้ได้อย่างน่าประทับใจ บ้านเรือนไม้เก่าแก่เรียงรายตลอดสองฝั่งคลอง ผสมผสานกับศิลปะและวัฒนธรรมที่ยังคงมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน ผู้เข้าร่วมได้เดินชมตลาดคลองบางหลวง ชม “บ้านศิลปิน” แหล่งรวมงานศิลป์และพื้นที่สร้างสรรค์ พร้อมฟังเรื่องราวความเป็นมาของชุมชนจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ

    ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร รฟม. กล่าวอีกว่า หนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือการบรรยายโดย คุณจุลภัสสร พนมวัน ณ อยุธยา หรือ “คุณนัท” นักวิชาการอิสระด้านศิลปวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์รัตนโกสินทร์ ผู้มีความโดดเด่นในการถ่ายทอดเรื่องราวอดีตให้เข้าใจง่ายและสนุกสนาน ด้วยสไตล์การเล่าที่เป็นกันเอง ทำให้ผู้เข้าร่วมสามารถเชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบันได้อย่างมีชีวิตชีวา หลังจากการเดินชมชุมชนผ่านไป เข้าสู่กิจกรรม Workshop “ร้อยลูกปัดมงคลตามราศี” ณ บ้านพึ่งศิลป์ โดยมี “หมอนก-นภัสสร โชติกวณิชย์” หรือที่รู้จักในชื่อ Bird Eye View เป็นวิทยากรให้ความรู้เกี่ยวกับความหมายของสีตามวันเกิด การสะท้อนบุคลิกภาพ และการใช้สีเพื่อเสริมพลังบวกในชีวิตประจำวัน กิจกรรมนี้ไม่เพียงสร้างความเพลิดเพลิน แต่ยังเปิดมุมมองใหม่ในการดูแลจิตใจของตนเอง

    ช่วงเที่ยง ผู้เข้าร่วมได้ลิ้มลองอาหารไทยในบรรยากาศอบอุ่นของคาเฟ่บ้านพึ่งศิลป์ พร้อมเลือกซื้อสินค้าชุมชน ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญในการสนับสนุนเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างยั่งยืน ตลอดทั้งกิจกรรม ผู้เข้าร่วมต่างสะท้อนความประทับใจ ทั้งในด้านความอบอุ่นของชุมชน ความสวยงามของวิถีชีวิตริมน้ำ และโอกาสในการเรียนรู้วัฒนธรรมที่หาได้ยากในชีวิตประจำวัน

    น.ส.จิรฐา กล่าวด้วยว่า โครงการ “ท่องเที่ยวสุขใจไปกับ รฟม.” จึงไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมท่องเที่ยวทั่วไป แต่เป็นการเชื่อมโยง “ระบบขนส่ง” เข้ากับ “วิถีชุมชน” อย่างมีความหมาย ช่วยกระตุ้นให้เกิดการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น และสร้างความตระหนักรู้ถึงคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรม สำหรับผู้ที่พลาดโอกาสในครั้งนี้ รฟม. ยืนยันว่าจะยังคงจัดกิจกรรมดีๆ เช่นนี้อย่างต่อเนื่องในทุกปี โดยสามารถติดตามข่าวสารได้ผ่านช่องทาง Facebook ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย

    ท้ายที่สุด โครงการนี้สะท้อนให้เห็นว่า การเดินทางไม่จำเป็นต้องไกล หรือหรูหราเสมอไป บางครั้ง “ความสุข” อาจอยู่ไม่ไกล เพียงแค่เราชะลอจังหวะชีวิต แล้วเปิดใจสัมผัสเสน่ห์ของชุมชนเล็กๆ ที่ยังคงเต้นอยู่เคียงข้างเมืองใหญ่ และนี่คืออีกหนึ่งก้าวของการเดินทางที่เต็มไปด้วยความหมายมากกว่าที่เคยเป็น

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/relation/954101&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2iP-gO3HyQCBaE4ni3Ma6d

  • ฮารีรายอเบตงซบ นักท่องเที่ยวมาเลย์งดข้ามแดนเพราะกังวลน้ำมัน | TOPNEWS

    ฮารีรายอเบตงซบ นักท่องเที่ยวมาเลย์งดข้ามแดนเพราะกังวลน้ำมัน | TOPNEWS

    ฮารีรายอเบตงซบ นักท่องเที่ยวมาเลย์งดข้ามแดนเพราะกังวลน้ำมัน

    • เผยแพร่ : 22/03/2026 16:22

    วันที่ 22 มี.ค. 2569 ภาคการท่องเที่ยวช่วงเทศกาลฮารีรายอในพื้นที่ อ.เบตง จ.ยะลา ได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน หลังเกิดกระแสข่าวประเทศไทยขาดแคลนน้ำมัน ส่งผลให้ชาวมาเลเซียจำนวนมากงดการเดินทางข้ามแดนเข้ามาท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดยาว บรรยากาศการท่องเที่ยวช่วงเทศกาลอีดิลฟิตรีพบว่า ภายหลังจากเว็บไซต์ของประเทศมาเลเซียอ้างอิงคำแนะนำของกงสุลใหญ่มาเลเซียประจำสงขลา ได้เตือนประชาชนที่วางแผนเดินทางด้วยรถยนต์ให้ระมัดระวัง เนื่องจากประเทศไทยมีน้ำมันไม่เพียงพอต่อความต้องการ และมีการกักตุนเชื้อเพลิงจากความกังวลสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางที่ยังยืดเยื้อ

    ผลจากคำเตือนดังกล่าวทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยช่วงฮารีรายอลดลงอย่างมาก ต่างจากทุกปีที่มักมีชาวมาเลเซียข้ามแดนเข้ามาท่องเที่ยวในอำเภอเบตงเป็นจำนวนมากในแต่ละวัน สร้างรายได้หมุนเวียนไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาท โดยนักท่องเที่ยวบางส่วนที่ยังเดินทางเข้ามาเปิดเผยว่า รู้สึกไม่มั่นใจว่าจะสามารถเติมน้ำมันเพื่อเดินทางต่อไปยังจุดหมายปลายทางต่าง ๆ เช่น อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา หรือจังหวัดภูเก็ต ได้ตามแผน เนื่องจากกังวลว่าน้ำมันอาจไม่เพียงพอ

    ด้านสถานการณ์การจำหน่ายน้ำมันในพื้นที่อำเภอเบตงโดยรวมยังสามารถเติมได้ตามปกติ แต่มีการจำกัดการจำหน่ายใส่ภาชนะ โดยให้เติมได้ไม่เกิน 1,000 บาทต่อคน ส่งผลกระทบต่อทั้งภาคท่องเที่ยวและภาคการเกษตรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นายโตหอง แซ่หลี่ ผู้จัดการสวนหมื่นบุปผา เปิดเผยว่า ยอดนักท่องเที่ยวลดลงอย่างเห็นได้ชัด อีกทั้งยังต้องลดจำนวนรถรางรับส่งนักท่องเที่ยวจาก 6 คัน เหลือเพียง 2 คัน เพื่อประหยัดน้ำมัน พร้อมระบุว่าหากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย ในอนาคตอาจจำเป็นต้องให้นักท่องเที่ยวเดินชมสวนแทน พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาวิกฤตพลังงาน เนื่องจากอำเภอเบตงเป็นพื้นที่ห่างไกลและต้องพึ่งพาการใช้น้ำมันในการดำเนินชีวิตและการท่องเที่ยวเป็นหลัก

    เจษฎา สิริโยทัย ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ยะลา

    656732451_970746715383444_7176576627688028500_n

    3

    “รมว.ยธ.”ควง “รอง ผบ.ตร.” ติดตามการป้องปรามการลักลอบขนน้ำมัน และน้ำมันเถื่อน กำชับปูพรมตรวจสอบเข้มทั่วไทย

    นายก อบจ.ระยอง เป็นประธานทอดผ้าพระราชทานเพลิงศw “แม่วิลาวรรณ อินทรพิฆาต”

    “พล.ต.อ.ธัชชัยฯ” สุ่มตรวจปั๊มน้ำมันใน จ.นนทบุรี ป้องกันการกักตุนและโก่งราคา สั่งทั่วประเทศตรวจเข้มทุกวัน

    สส.น่าน ลงพื้นที่เร่งพัฒนาระบบน้ำ เดินหน้าขุดลอกฝายหลวง แก้ภัยแล้ง–น้ำหลาก

    เพิ่มน้ำหนักแรงตอบโต้ “กองทัพอิหร่าน” เมินคำขู่ “ทรัมป์” บีบคั้นเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ใน 48 ชม. พร้อมโจมตีโรงงานน้ำจืด แหล่งพลังงาน ชาติพันธมิตรสหรัฐฯ

    นายกสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์สมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ครูนครราชสีมา สร้างความเชื่อมั่นสมาชิก ย้ำฐานะการเงินมั่นคง โปร่งใส ตรวจสอบได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1523974&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1fNP9SB7PYWnJHnx8HGjes

  • ตร.ท่องเที่ยวลุยกวาดล้าง “นอมินี” ธุรกิจทัวร์ เพิกถอนใบอนุญาต 4 บริษัท เอาผิดเครือข่ายอำพรางต่างชาติ

    ตร.ท่องเที่ยวลุยกวาดล้าง “นอมินี” ธุรกิจทัวร์ เพิกถอนใบอนุญาต 4 บริษัท เอาผิดเครือข่ายอำพรางต่างชาติ

    ตร.ท่องเที่ยวลุยกวาดล้าง “นอมินี” ธุรกิจทัวร์ เพิกถอนใบอนุญาต 4 บริษัท เอาผิดเครือข่ายอำพรางต่างชาติ

    วันที่ 22 มี.ค.69 ที่ บช.ทท.พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผบช.ทท. เปิดเผยว่าภายใต้นโยบายของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่สั่งการให้ทุกหน่วยเร่งตรวจสอบและปราบปรามการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (นอมินี) ในการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ ได้มีการจัดตั้งคณะทำงานศูนย์ปฏิบัติการร่วมแก้ไขปัญหาธุรกิจท่องเที่ยวที่ใช้นอมินี (ศปต.) ขึ้นดำเนินการอย่างจริงจัง

    ล่าสุด ได้สั่งการให้ชุดสืบสวน นำโดย พ.ต.ท.ปิยะพงษ์ รักษา รอง ผกก.สืบสวน บช.ทท. บูรณาการกำลังร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร ทั้งกรมการท่องเที่ยว กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ลงพื้นที่ตรวจสอบบริษัทนำเที่ยวในเมืองพัทยาอย่างเข้มข้น

    จากการปฏิบัติการระหว่างวันที่ 18–19 มีนาคม 2569 เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบบริษัทนำเที่ยวจำนวน 6 แห่ง พบความผิดปกติด้านโครงสร้างผู้ถือหุ้นและกรรมการบริษัท ไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดตามพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ ส่งผลให้มีคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวทันที จำนวน 4 บริษัท ขณะเดียวกัน ยังพบอีก 2 บริษัทเข้าข่ายกระทำความผิดตามกฎหมายเดียวกัน โดยนายทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ได้มีคำสั่งเรียกเข้าชี้แจง เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายต่อไป

    ทั้งนี้ จุดเริ่มต้นของการขยายผล มาจากการตรวจสอบสำนักงานบัญชีและสำนักงานกฎหมาย จำนวน 4 แห่ง ซึ่งพบพฤติกรรมใช้ที่ตั้งเดียวกันจดทะเบียนหลายบริษัท อีกทั้งยังพบบุคคลสัญชาติไทยรายหนึ่งมีชื่อถือหุ้นในบริษัทมากกว่า 100 แห่ง คิดเป็นมูลค่าการลงทุนรวมไม่ต่ำกว่า 300 ล้านบาท เข้าข่ายเป็น “นอมินี” ถือหุ้นแทนบุคคลต่างด้าว

    เจ้าหน้าที่ระบุว่า กลุ่มดังกล่าวมีพฤติการณ์ให้การสนับสนุน ช่วยเหลือ หรือให้คำแนะนำแก่ชาวต่างชาติในการประกอบธุรกิจที่กฎหมายกำหนดให้ต้องได้รับอนุญาต หรือเป็นธุรกิจต้องห้ามตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542

    เบื้องต้น หากพบพยานหลักฐานชัดเจนว่าเข้าข่ายกระทำความผิด เจ้าหน้าที่จะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด พร้อมขยายผลไปยังเครือข่ายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อสกัดขบวนการนอมินีที่บ่อนทำลายเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นระบบต่อไป

    ภูมิภาค85

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/136412&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw39gaw0nj46ysCI9HDPIQmk

  • นักวิชาการ มธ.เตือน วางแผนรับแรงกระแทกเศรษฐกิจ ‘ตัดเงิน-ตกงาน’ ใน 3-6 เดือน

    นักวิชาการ มธ.เตือน วางแผนรับแรงกระแทกเศรษฐกิจ ‘ตัดเงิน-ตกงาน’ ใน 3-6 เดือน

    นักวิชาการธรรมศาสตร์ เตือนผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง แนะวางแผนรับแรงกระแทกเศรษฐกิจ ต้องพร้อมถูก ‘ตัดเงิน-ตกงาน’ ใน 3-6 เดือน

    สถานการณ์สู้รบสหรัฐ-อิหร่านขยายวง ทำเศรษฐกิจไทยดิ่งเหว ทำให้ประชาชนอย่าคิดว่าทุกอย่างจะเหมือนเดิม แนะทำตารางชีวิตใหม่ ประหยัด-ทบทวนการใช้จ่าย-ขายทรัพย์สินที่ไม่สร้างประโยชน์รักษาสภาพคล่อง ชี้ต้องประเมินอนาคตอย่างแย่ที่สุดเพื่อเตรียมตั้งรับ-ต้องพร้อมถูกตัดเงินเดือน-เลย์ออฟ ใน 3-6 เดือน 

    ศ.วิทวัส รุ่งเรืองผล อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า การปะทะระหว่างสหรัฐ-อิสราเอลกับอิหร่านจนทำให้เกิดวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ และขยายวงถึงการโจมตีแหล่งผลิตพลังงานในอ่าวเปอร์เซียจนทำให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งแตะ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลมาแล้ว

    ทั้งนี้ จะกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานในกลุ่มพลังงานและกลุ่มพลาสติก ซึ่งทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และเม็ดพลาสติก ถือเป็นต้นทางของผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี จึงจะมีผลต่อราคาอะลูมิเนียมที่จะนำมาทำบรรจุภัณฑ์ กระทบห่วงโซ่อุปทานในกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์

    รวมถึงปุ๋ยเคมีสำหรับธุรกิจการเกษตร และยังทำให้ค่าใช้จ่ายด้านการขนส่งผ่านทางเรือ รถ เครื่องบิน ทั้งระหว่างประเทศและภายในประเทศเพิ่มสูงขึ้น ทั้งหมดนี้จะเข้ามาซ้ำเติมเศรษฐกิจไทยให้ดิ่งลงสู่หุบเหว

    เศรษฐกิจไทยปี 2569 กำลังซื้อหดตัว

    รวมทั้งทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจในปี 2569 ค่อนข้างแย่ กำลังซื้อจะยิ่งหดตัว เงินจะเฟ้อขึ้น ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคจะแพงขึ้นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง อาจเกิดภาวะขาดแคลนได้โดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัด ฯลฯ ซึ่งก่อนจะเกิดการปะทะใหญ่ในครั้งนี้ หากนับตั้งแต่โควิด-19 เป็นต้นมา เศรษฐกิจไทยก็ไม่ได้ดีเท่าใดนัก ยังซบเซาไม่ฟื้นตัวสักเท่าใด

    นอกจากนี้ ข้อเท็จจริงคือประเทศไทยมีแรงต้านทานต่อวิกฤตต่ำ และที่ผ่านมาภาครัฐบาลก็เจอวิกฤติหลายด้าน เงินแทบจะไม่เหลือ คงต้องรองบประมาณจากปีงบประมาณใหม่และอาจมีการกู้เงินมาเพิ่มอีก

    ขณะที่การจัดเก็บรายได้ในปีนี้ก็น่าจะต่ำกว่าเป้า ภาคประชาชนเองก็มีหนี้ครัวเรือนเยอะ การออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยจึงทำได้ยาก

    ด้านเอกชนก็ยังมองไม่เห็นอนาคตทางเศรษฐกิจจากโปรเจ็กต์การลงทุนใหม่ๆ ส่วนวงการอสังหาริมทรัพย์จากที่ได้คุยกับศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์และผู้ประกอบการพบว่ามีสัญญาณที่ไม่น่าจะดี แนวโน้มการซื้อขายตกลงทุกไตรมาส และตั้งแต่ปี 2567 มาถึงต้นปี 2569

    ขณะที่งบกลางเงินสำรองฉุกเฉินก็ใช้ไปมากแล้วกับน้ำท่วมหาดใหญ่และโครงการคนละครึ่งพลัส การคุมราคาสินค้าก็คงไม่สามารถทำได้ในระยะยาว สุดท้ายราคาจะพุ่งขึ้นแน่นอน เมื่อของที่ผลิตมีน้อยลงก็จะเกิดตลาดมืดด้วย เนื่องจากการไปคุมราคาคือการไปแทรกแซงกลไกตลาดโดยตัวเอง

    “การจะให้เอกชนแบกภาระต้นทุนที่สูงขึ้นไว้ก็คงทำได้ไม่นาน โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อยที่สายป่านไม่ได้ยาว เรายังไม่รู้ว่ารัฐบาลใหม่จะมีมาตรการช่วยประชาชนอย่างไรได้บ้าง” ศ.วิทวัส กล่าว

    ศ.วิทวัส กล่าวว่า จากผลกระทบทางเศรษฐกิจที่กำลังจะเกิดขึ้น อยากแนะนำให้ประชาชนทุกคนเริ่มทำตารางชีวิตใหม่ ทบทวนตัวเองเลยว่า ณ วันนี้ ตัวเองมีเงินเก็บสำหรับใช้ชีวิตอยู่ได้นานเพียงใดหากถูกลดเงินเดือนลง หรือรายได้ลดลง 50% หรือถูกเลย์ออฟในอีก 3-6 เดือนข้างหน้า

    “ต้องวางแผนการใช้เงินโดยคิดถึงสถานการณ์ที่แย่ที่สุดที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และระหว่างนี้ให้หาแนวทางการใช้ชีวิตโดยประหยัดให้ได้มากที่สุด”

    ทั้งนี้ จะคิดว่าชีวิตทุกอย่างยังเหมือนเดิมไม่ได้อีกแล้ว ต้องกลับมาประเมินตัวเองดูและเตรียมพร้อมเอาไว้ว่ามีทรัพย์สินอะไรที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่และสามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้บ้าง

    รวมทั้งต้องเริ่มสำรวจและหาช่องทางในการขายไว้ หรือให้เริ่มดำเนินการขายได้เลย เพราะถ้าไม่เริ่มตอนนี้แล้วในอีก 3 – 6 เดือนข้างหน้าถูกลดเงินเดือน หรือถูกเลย์ออฟโดยที่ไม่มีการเตรียมตัวจะลำบากแน่นอน เพราะจะต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่รายรับน้อยลง รายจ่ายสูงขึ้น ข้าวของราคาแพง การหารายได้เพิ่มยากมากในสภาวะเศรษฐกิจแบบนี้

    “ในกรณีที่มีสินทรัพย์ที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ เช่น ทองคำ กระเป๋าแบรนด์เนม นาฬิกา ที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ ให้ลองมองหาลู่ทางในการนำไปขาย หรือจำนำไว้ก่อนเพื่อรักษาสภาพคล่องให้กับตัวเอง” ศ.วิทวัส กล่าว

    แม้แต่บ้านที่อยู่อาศัย ถ้ามองว่ามีขนาดที่ใหญ่เกินจำเป็น หรือเป็นภาระผ่อนระยะยาวให้วางแผนการขายตั้งแต่เนิ่นๆ และหาเช่าที่อยู่อาศัยที่ขนาดและราคาเหมาะสมลดลงมา ในสถานการณ์เช่นนี้แม้ว่าการขายออกไปเร็วจะขาดทุนแต่ยังดีกว่าผ่อนไม่ไหวและโดนธนาคารยึดแน่นอน 

    สำหรับผู้ที่มีบ้านที่พักอาศัยหรือภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่ต่างจังหวัดอาจจะเริ่มวางแผนดูก็ได้ กรณีที่บริษัทให้ Work Form Home ก็อาจเป็นทางเลือกที่ดีในการกลับไปอยู่ต่างจังหวัดก่อน เพราะค่าครองชีพถูกกว่าในกรุงเทพฯ มาก หากสถานการณ์ดีขึ้นแล้วค่อยกลับมา กทม. อีกครั้งก็ยังได้ ซึ่งก็เป็นโมเดลเดียวกันกับช่วงที่เกิดโควิด-19 ระบาดก็มีการทำเช่นนี้กันเยอะและได้ผล

    ช่วยผลกระทบลำดับแรก 4 กลุ่ม

    นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวต่อไปว่า ผู้ที่จะได้รับผลกระทบจากวิกฤติในครั้งนี้เป็นลำดับแรกๆ มีด้วยกัน 4 กลุ่ม ได้แก่

    1. กลุ่มเกษตรกร ที่ได้รับผลกระทบตั้งแต่ราคาปุ๋ย ลงมาถึงปลายน้ำ บรรจุภัณฑ์เพื่อการส่งออก ค่าประกันภัย ฯลฯ ซึ่งต้นทุนที่สูงขึ้นก็จะยิ่งทำให้ความสามารถในการส่งออกลดลง เพราะทำราคาสู้คู่แข่งไม่ได้

    2. กลุ่มอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการขนส่ง หรือโลจิสติกส์ โดยเฉพาะผู้ประกอบอาชีพขนส่งที่เป็นอิสระที่ต้องมีการผ่อนรถยนต์มาใช้ทำงาน หากรถถูกยึดจะไม่ได้กระทบแค่ในระยะสั้น เพราะถึงสถานการณ์ดีขึ้นแล้วก็อาจติดเครดิตบูโรจนออกรถใหม่มาทำธุรกิจต่อไม่ได้

    3. กลุ่มอาชีพที่เกี่ยวข้องกับภาคการท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมการบิน เช่น ธุรกิจรถโดยสาร ธุรกิจสายการบิน ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจการต่างๆ ตามแหล่งท่องเที่ยว ที่จะได้รับผลกระทบคล้ายกับช่วงโควิด-19

    เพราะเมื่อน้ำมันแพงขึ้นก็จะทำให้ราคาค่าโดยสารแพงขึ้นตามไปด้วย รวมถึงอาจจะมีคนจำนวนไม่น้อยที่อยู่ในภาวะหวาดกลัวสงครามจนลดการเดินทางท่องเที่ยว เหล่านี้จะทำให้ภาคการท่องเที่ยวของไทยชะลอตัวลง

    4. กลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย เนื่องจากสถานการณ์ปกติเมื่อเทียบรายได้กับรายจ่ายค่อนข้างตึงตัวอยู่แล้ว และเมื่อข้าวของแพงขึ้น หรือค่าไฟฟ้าสูงขึ้นจะกระทบค่าครองชีพ และทำให้ผู้มีรายได้น้อยยิ่งมีกำลังซื้อที่จำกัดมากขึ้น และมีโอกาสก่อหนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น และตัดทอนค่าใช้จ่ายอื่นเพื่อนำมาเป็นค่าครองชีพแทน

    นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวต่อว่า ถึงแม้การปะทะระหว่างสหรัฐ-อิสเราเอลกับอิหร่านจบลงเร็ว หรือภายใน 1 เดือนนี้ คาดว่าราคาน้ำมันในไทยก็จะยังคงสูงขึ้นไปอีกราว 2-4 เดือน

    ห่วงผลกระทบซัพพลายเชน

    รวมทั้งสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยต่อเนื่องยาวทั้งปี 2569 เนื่องจากการโจมตีแหล่งผลิตน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ ต้องใช้เวลา 1-2 เดือน ในการซ่อมแซมและฟื้นฟูจนกว่าที่ห่วงโซ่อุปทานพลังงานของโลกจะกลับมาปกติ

    อีกทั้งการที่ช่วงที่ผ่านมากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าไปสนับสนุนราคาน้ำมันไว้จนติดลบจำนวนมาก ซึ่งทำให้เมื่อสถานการณ์ปกติแล้วจะต้องมีการเก็บเงินมาชดเชยส่วนที่ติดลบผ่านราคาน้ำมันมากขึ้น

    ขณะที่กลุ่มสินค้าปิโตรเคมี พลาสติก และบรรจุภัณฑ์ต่างๆ อาจทำให้การฟื้นตัวได้ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 แต่ภายในปี 2569 นี้ ราคาสินค้าอาจจะยังไม่กลับมาอยู่ในอัตราที่ปกติ

    “ที่น่ากลัวกว่านั้นคือ สถานการณ์เช่นนี้จะเป็นแรงกดดันไปที่รัฐบาล หากรัฐบาลแก้ไขปัญหาได้ไม่ดีก็จะนำมาสู่การประท้วงของประชาชน และหากเกิดประท้วงรุนแรงก็จะยิ่งเป็นผลกระทบทางเศรษฐกิจจากภายในประเทศตามมาซ้ำอีก” ศ.วิทวัส กล่าว

    ข้อเสนอรัฐบาลเร่งผลักดันเศรษฐกิจ

    สำหรับข้อเสนอต่อรัฐบาลภายใต้สถานการณ์นี้ นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลควรดำเนินการคือเร่งเดินหน้าดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศให้เข้ามาสร้างเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจไทย

    โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มประเทศที่อาจต้องการย้ายฐานการผลิตหรือกระจายความเสี่ยงออกจากตะวันออกกลาง ซึ่งก็น่าจะหันหน้ามาหาภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ค่อนข้างมีความเป็นกลางในเวทีโลก มีความปลอดภัยสูงกว่า และประเทศไทยเองก็มีฐานที่ค่อนข้างดีในหลายด้าน

    รัฐบาลควรใช้มาตรการทางกฎหมายเพื่อเอื้อในเรื่องนี้ เช่น การให้วีซ่า DTV (Digital Nomad Visa) ซึ่งถ้าไทยคว้าโอกาสตรงนี้ไว้ได้จะทำให้เกิดการลงทุนในประเทศโดยตรง และจะส่งผลให้การเกิดเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทาน

    นอกจากนี้ รัฐบาลจำเป็นต้องปรับเงื่อนไขให้เอื้อต่อการส่งเสริมการท่องเที่ยว และการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ให้กับต่างชาติ เช่น ในกรณีอสังหาริมทรัพย์ การขยายสิทธิการเช่าให้เป็น 50 – 60 ปี หรือ 99 ปี

    รวมถึงการทำให้สามารถจดทะเบียนที่อยู่อาศัยแนวราบเป็นอาคารชุดได้ ซึ่งน่าจะเอื้อให้เป็นทางเลือกใหม่ๆ ให้ชาวต่างชาติมีความสนใจเข้ามาซื้อ และพำนักระยะยาวในไทยได้ เพราะอย่างที่กล่าวไปหากสงครามจบโลกน่าจะเปลี่ยนย้าย หรือหันเหการทำกิจกรรมต่างๆ ออกจากทางตะวันออกกลาง

    ทั้งนี้อาจรวมไปถึงการท่องเที่ยว และอยู่อาศัยด้วย อีกทั้งอย่างตัวเลขมูลค่าการซื้อขายอาคารชุดในไทยปี 2568 มีถึง 25% ที่เป็นเม็ดเงินจากต่างชาติ โดยอันดับมาจากจีน ตามมาด้วยเมียนมา รัสเซีย และไต้หวัน

    “ทุกวันนี้ประเทศฝั่งตะวันออกกลางก็เข้ามาไทยในลักษณะการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical Tourist) อยู่แล้ว ถ้าสามารถทำให้เขาเข้ามาใช้ชีวิตอยู่ เป็นบ้านหลังที่สอง หรือหลบภัยสงคราม และยังทำธุรกิจต่อในประเทศไทยได้ด้วยก็ถือเป็นตัวเลือกที่ดี” ศ.วิทวัส กล่าว

    ทั้งนี้ การผลักดันให้ถึงการเป็นศูนย์กลางสำหรับการพำนักเพื่อบริหารธุรกิจก็มีความเป็นไปได้ เพราะอย่างพม่าหรือรัสเซียที่เข้ามาทำให้ตลาดการซื้อคอนโดของไทยเพิ่มขึ้น ก็มาจากการที่คนในประเทศเหล่านั้นเกิดความกังวลสงครามภายในประเทศของตัวเองด้วย 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/economics/1226243&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zqp5g7zbAp0HUCtGK1Day

  • พันธบัตรอังกฤษทะลุ 5% ครั้งแรกในรอบ 17 ปี Bitcoin ยังสู้ไหวหรือจะร่วงตาม?

    พันธบัตรอังกฤษทะลุ 5% ครั้งแรกในรอบ 17 ปี Bitcoin ยังสู้ไหวหรือจะร่วงตาม?

    Siam Blockchain

    By

    มีนาคม 22, 2026

    พันธบัตรอังกฤษทะลุ 5% ครั้งแรกในรอบ 17 ปี Bitcoin ยังสู้ไหวหรือจะร่วงตาม?

    สรุปข่าว
    • อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นพร้อมกัน ทั้งสหรัฐฯ อังกฤษ เยอรมนี และญี่ปุ่น โดยพันธบัตรอังกฤษอายุ 10 ปีทะลุ 5% ครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2551 และพันธบัตรญี่ปุ่นอายุ 40 ปีแตะสถิติสูงสุดตลอดกาลเหนือ 4%
    • สาเหตุหลักมาจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง (สงครามอิหร่าน) ที่ดันราคาพลังงานขึ้น ทำให้ธนาคารกลางทั่วโลกต้องคงดอกเบี้ยสูงและปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อ
    • แม้ทฤษฎีทั่วไปชี้ว่าผลตอบแทนพันธบัตรสูงเป็นลบต่อสินทรัพย์เสี่ยง แต่ Bitcoin ยังแสดงความยืดหยุ่นในแถว $68,000-70,000 ดอลลาร์ โดยทำผลงานดีกว่าตลาดหุ้นและโลหะมีค่าในช่วงวิกฤตเดือนมีนาคม 2569

    แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Bearish

    อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่พุ่งสูงขึ้นพร้อมกันทั่วโลกส่งสัญญาณว่าสภาวะทางการเงินกำลังตึงตัว ซึ่งโดยปกติแล้วจะเพิ่มต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองสินทรัพย์เสี่ยงอย่างคริปโต อย่างไรก็ตาม Bitcoin กำลังแสดงให้เห็นว่าอาจเริ่มเปลี่ยนบทบาทเป็นสินทรัพย์หลบภัยในสายตาของนักลงทุนบางกลุ่ม ทำให้แรงกดดันในระยะสั้นยังมีอยู่ แต่อาจไม่รุนแรงเท่าที่เคยเป็น

    ในช่วงเดือนมีนาคม 2569 อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกพุ่งขึ้นพร้อมกันอย่างน่าเป็นห่วง ตามรายงานจาก Crypto Rover ที่ระบุว่า “อัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกกำลังพุ่งสูง และนี่เป็นสัญญาณที่ไม่ดี” โดยข้อมูลที่ตรวจสอบได้ชี้ว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอังกฤษอายุ 10 ปีทะลุ 5% เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2551 ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 40 ปีทำสถิติสูงสุดตลอดกาลเหนือ 4% และพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีขยับขึ้น 10 จุดเบสิสแตะระดับ 4.38% สาเหตุหลักมาจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับสงครามในตะวันออกกลาง ราคาพลังงานที่สูงขึ้น และความกังวลเรื่องเงินเฟ้อที่ยังคงร้อนแรงในหลายประเทศ

    กราฟแสดงผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีของออสเตรเลีย ยูโรโซน สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา ที่มีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้น
    กราฟแสดงผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีของออสเตรเลีย ยูโรโซน สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา ที่มีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้น (ภาพจาก: @CryptoRover)

    ธนาคารกลางทั่วโลกถูกบีบให้คงดอกเบี้ยสูง ท่ามกลางแรงกดดันเงินเฟ้อ

    การพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่สะท้อนให้เห็นถึงท่าทีของธนาคารกลางสำคัญทั่วโลกที่ยังไม่กล้าลดดอกเบี้ย ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 3.5%-3.75% ในการประชุมเดือนมีนาคม 2569 ซึ่งเป็นการคงอัตราดอกเบี้ยติดต่อกันเป็นครั้งที่สอง แม้ว่า Dot Plot ยังคาดการณ์ว่าจะมีการลดดอกเบี้ย 1 ครั้งในปีนี้ แต่ Michael Feroli หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์สหรัฐฯ ของ J.P. Morgan กลับมองต่างออกไป โดยคาดว่าจะไม่มีการลดดอกเบี้ยตลอดปี 2569 และอาจมีการขึ้นดอกเบี้ยในปี 2570 เนื่องจากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่ยังไม่คลี่คลาย

    ฝั่งยุโรปก็ไม่ต่างกัน ธนาคารกลางยุโรป (ECB) คงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนมีนาคมที่ผ่านมา และยังปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อสำหรับปี 2569 ขึ้นเป็น 2.6% จากเดิมที่ 1.9% เนื่องจากผลพวงจากสงครามในตะวันออกกลางและราคาพลังงานที่สูงขึ้น ขณะที่ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) ก็มีมติเป็นเอกฉันท์คงดอกเบี้ยเช่นกัน พร้อมเตือนถึงความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง นอกจากนี้ วาระของประธาน Fed Jerome Powell ที่จะสิ้นสุดในวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 และการที่ประธานาธิบดีทรัมป์เสนอชื่อ Kevin Warsh เข้ารับตำแหน่งแทน ยิ่งสร้างความไม่แน่นอนต่อทิศทางนโยบายดอกเบี้ยในอนาคต

    ผลกระทบต่อตลาดคริปโต Bitcoin ร่วงแต่ยังสู้ได้ดีกว่าที่คิด

    ในทางทฤษฎี อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวที่สูงขึ้นจะเพิ่มต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองสินทรัพย์ที่ไม่ให้ผลตอบแทนอย่าง Bitcoin และสภาวะทางการเงินที่ตึงตัวมักจะลดแรงซื้อในสินทรัพย์เสี่ยงทุกประเภท ซึ่งสอดคล้องกับที่เห็นในตลาดวันนี้ที่ Bitcoin ปรับตัวลงมาอยู่แถว 68,811 ดอลลาร์ หรือร่วงราว 2.66% และ Ethereum ที่ร่วงหนักกว่าที่ 3.15% มาอยู่ที่ 2,088 ดอลลาร์

    อย่างไรก็ตาม ภาพที่เห็นในเดือนมีนาคม 2569 นี้ชวนให้คิดมากกว่านั้น แม้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะพุ่งสูง แต่ Bitcoin กลับยังทำผลงานได้ดีกว่าตลาดหุ้นและโลหะมีค่าในช่วงวิกฤต บางส่วนในตลาดเริ่มมองว่า Bitcoin กำลังเปลี่ยนบทบาทเป็น “สินทรัพย์หลบภัยแบบใหม่” ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจมหภาคและภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่กระแสเงินทุนจากสถาบันผ่าน Bitcoin ETF ในสหรัฐฯ ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยประคองราคาไว้ไม่ให้ดิ่งหนักตามตลาดอื่น ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า แรงซื้อ Bitcoin จากสถาบันพุ่งแรงสุดในรอบ 6 เดือน ซึ่งยิ่งตอกย้ำว่านักลงทุนรายใหญ่ยังไม่ได้ถอยออกจากตลาดคริปโต แม้มหภาคจะดูท้าทาย

    มองไปข้างหน้า นโยบายการคลังและภูมิรัฐศาสตร์คือตัวแปรสำคัญ

    J.P. Morgan Global Research และ Binance Research ชี้ให้เห็นว่านโยบายการคลังอย่างการกู้ยืมและการออกพันธบัตรของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ สามารถส่งผลต่ออัตราผลตอบแทนระยะยาวได้โดยตรง โดยไม่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ Fed เพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ หากสหรัฐฯ สามารถใช้แนวทางที่ประกอบด้วยการกระตุ้นทางการคลัง การผ่อนคลายนโยบายการเงิน และการลดกฎระเบียบได้สำเร็จ อาจอัดฉีดสภาพคล่องจำนวนมากเข้าสู่ระบบ ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยงรวมถึงคริปโตในระยะถัดไป สิ่งที่ต้องจับตาในระยะสั้น ได้แก่ ความคืบหน้าของความขัดแย้งในตะวันออกกลางและทิศทางราคาพลังงาน ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันให้เงินเฟ้อยังคงร้อนแรงและธนาคารกลางต่างๆ ไม่กล้าลดดอกเบี้ย


    ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าสถานการณ์ตอนนี้ซับซ้อนกว่าที่ฟังดู เพราะโดยปกติแล้วถ้าพันธบัตรพุ่งแบบนี้พร้อมกันทั่วโลก มักจะเห็นคริปโตร่วงหนักมากกว่านี้ แต่ Bitcoin ยังแสดงความยืดหยุ่นออกมาได้ซึ่งน่าสนใจมาก สิ่งที่ผมจับตาอยู่คือว่ากระแสเงินทุนสถาบันผ่าน ETF จะยังคงเข้ามาประคองราคาได้แค่ไหน ถ้าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรยังวิ่งขึ้นต่อเนื่องถึงจุดที่นักลงทุนสถาบันหันไปถือพันธบัตรแทนก็อาจเห็นแรงขายเพิ่มในคริปโตได้ ส่วนตัวแปรที่คาดเดายากที่สุดตอนนี้คือเรื่องอิหร่านและช่องแคบ Hormuz ที่ยังยืดเยื้อ ถ้าแก้ได้ราคาพลังงานร่วง เงินเฟ้อเย็นลง และธนาคารกลางมีพื้นที่ลดดอกเบี้ย นั่นแหละถึงจะเป็นสัญญาณดีสำหรับคริปโตจริงๆ

    ภาพจาก AI

    Siam Blockchain

    คุณเชน

    คุณเชน เป็นระบบรายงานข่าวอัตโนมัติของ Siam Blockchain ที่ทำงานภายใต้การกำกับดูแลของกองบรรณาธิการ ระบบได้รับการออกแบบให้ติดตามและรวบรวมข้อมูลจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือหลายแห่งแบบเรียลไทม์ โดยเน้นความถูกต้อง รวดเร็ว และครบถ้วน เนื้อหาทุกชิ้นผ่านการตรวจสอบข้อเท็จจริงและความถูกต้องโดยทีมบรรณาธิการของ Siam Blockchain ก่อนเผยแพร่ เพื่อให้ผู้อ่านได้รับข่าวสารคริปโตเคอร์เรนซีที่เชื่อถือได้และทันเหตุการณ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2026/03/22/global-bond-yields-surge-crypto-market-impact-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00tAcUm5XR_8Df65MOWfOS

  • รัฐบาล ชวนคนไทย แสดงพลังลดโลกร้อน ปิดไฟ 1 ชม. ช่วงค่ำ 28 มี.ค. : อินโฟเควสท์

    รัฐบาล ชวนคนไทย แสดงพลังลดโลกร้อน ปิดไฟ 1 ชม. ช่วงค่ำ 28 มี.ค. : อินโฟเควสท์

    นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลชิญชวนประชาชนทุกภาค ส่วนร่วมกิจกรรม “60 Earth Hour 2026” ด้วยการปิดไฟและเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่ได้ใช้งาน เป็นเวลา 1 ชั่วโมง พร้อมกันกับคนทั่วโลก ในวันเสาร์ที่ 28 มีนาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 20.30 – 21.30 น.

    ทั้งนี้ การปิดไฟส่องสว่างในช่วงเวลาดังกล่าว ถือว่า เป็นการร่วมใจกันแสดงเจตนารมณ์ ลดการใช้ไฟฟ้าที่เกินความจำเป็น และการแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อนจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

    รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สำหรับประเทศไทยมีหลายหน่วยงานได้ให้ความสำคัญต่อกิจกรรมดังกล่าว เช่น การไฟฟ้านครหลวง (MEA) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ขับเคลื่อนนโยบายประหยัดพลังงานและรักษาสิ่งแวดล้อม ได้ประกาศเชิญชวนประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร นนทบุรี และสมุทรปราการ ร่วมกิจกรรมดังกล่าว

    ด้านกรุงเทพมหานคร ประกาศเชิญชวนประชาชนให้เป็นส่วนหนึ่งในการลดใช้พลังงาน ไม่ว่าจะอยู่ที่บ้าน ที่ทำงาน ที่คอนโด ที่หอ ที่โรงเรียน ที่มหาวิทยาลัย หรือที่ไหนๆ ก็สามารถที่จะเข้าร่วมกิจกรรมปิดไฟ 1 ชั่วโมงได้

    นางสาวลลิดา กล่าวว่า กิจกรรมลดโลกร้อน”60 Earth Hour 2026″ เป็นโครงการร่วมมือระดับนานาชาติ มีวัตถุประสงค์เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนหรือหน่วยงานต่าง ๆ “ปิดไฟเป็นเวลา 1 ชั่วโมง” เพื่อกระตุ้นให้คนได้ตระหนักถึงปัญหาเรื่องภาวะโลกร้อนมากขึ้น ซึ่งริเริ่มขึ้นเป็นครั้งแรก ในปี พ.ศ. 2550 ที่ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งการรณรงค์ในครั้งนั้นได้รับความร่วมมือจากประชาชนกว่า 2.2 ล้านคน และผู้ประกอบการกว่า 2,000 ราย สามารถลดปริมาณการใช้พลังงานได้ถึง 10.2 % ซึ่งเทียบได้กับปริมาณรถยนต์บนท้องถนนที่จะลดลงไปถึง 48,000 คันต่อปี

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (22 มี.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/578900&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0vyIqCIxwnyBxLmonRdpym

  • สตูลวิกฤตหนัก น้ำมันขาดแคลนเข้าวันที่ 5 ชาวบ้านทิ้งงานแห่เฝ้าปั๊ม

    สตูลวิกฤตหนัก น้ำมันขาดแคลนเข้าวันที่ 5 ชาวบ้านทิ้งงานแห่เฝ้าปั๊ม

    วันอาทิตย์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.47 น.

    วันนี้ 22 มีนาคม 2569 สถานการณ์การขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงในพื้นที่จังหวัดสตูลทวีความรุนแรงจนถึงขั้นวิกฤต หลังยืดเยื้อมานานกว่า 5 วันเต็ม ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อเศรษฐกิจฐานรากและการสัญจรในช่วงเทศกาลสำคัญ ด้านชาวบ้านโอดครวญต้องทิ้งงานมานั่งเฝ้าปั๊ม วอนรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ปัญหาคอขวดการขนส่งก่อนเหตุการณ์ลุกลามเป็นความวุ่นวาย

    จากการลงพื้นที่ของผู้สื่อข่าวตรวจสอบปั๊มน้ำมันในเขตเทศบาลตำบลคลองขุด อำเภอเมือง จังหวัดสตูล พบภาพที่หาดูได้ยาก รถยนต์และรถจักรยานยนต์จอดเข้าคิวเป็นแถวยาวเหยียดหลายร้อยเมตรตั้งแต่ช่วงเช้ามืด ท่ามกลางป้าย “น้ำมันหมดชั่วคราว” ที่ติดเด่นชัดอยู่หน้าหัวจ่ายเกือบทุกแห่ง

    น้ำมัน

    ทางปั๊มน้ำมันระบุว่าปัญหาเกิดจากความล่าช้าในระบบขนส่ง ทำให้ต้องใช้วิธีบริหารจัดการด้วยการ “แจกบัตรคิว” ในเวลา 15.00 น. ของทุกวัน เพื่อจำกัดปริมาณการขายให้ทั่วถึงที่สุด แต่ปริมาณน้ำมันที่ได้รับมาในแต่ละวันก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการที่พุ่งสูงขึ้นกว่าปกติ โดยเฉพาะช่วงนี้เทศกาลฮารีรายา วิกฤตครั้งนี้ไม่ได้กระทบเพียงแค่คนเดินทางท่องเที่ยว แต่กำลังบีบคั้นหัวใจผู้ที่ต้องใช้รถเพื่อการดำรงชีวิต

    กลุ่มผู้ป่วยอย่างคุณป้ารายนี้เปิดใจด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ หลังตระเวนหาซื้อน้ำมันเป็นรอบที่สอง เพื่อเตรียมเดินทางไปพบแพทย์ตามนัดในวันพรุ่งนี้ ยอมรับว่าอ่อนใจและกังวลอย่างมากหากอาการป่วยจะกำเริบเพียงเพราะไม่มีน้ำมันไปโรงพยาบาล

    น้ำมัน

    กลุ่มอาชีพหาเช้ากินค่ำในพื้นที่อำเภอเมือง ยอมรับว่าต้องมานั่งรอคิวตั้งแต่ 11.00 น. เพื่อหวังจะได้น้ำมันไปเติมรถจักรยานยนต์สำหรับออกเก็บของเก่าขายเลี้ยงหลานและครอบครัว เผยน้ำมันคือเส้นเลือดใหญ่ของคนจนที่ขาดไม่ได้แม้แต่วันเดียว

    ขณะที่กลุ่มประมงพื้นบ้านภรรยาชาวประมงหาปูเบี้ยว ระบุว่าวันนี้สามีไม่สามารถออกเรือได้เพราะไม่มีน้ำมัน ทำให้ขาดรายได้หลักไปทันที พร้อมแฉข้อมูลว่าบางปั๊มเริ่มเกิดเหตุการณ์แย่งชิงบัตรคิวกันจนเกือบจะมีเรื่องกระทบกระทั่ง

    น้ำมัน

    ขณะที่สำนักงานพลังงานจังหวัด ตำรวจภูธรจังหวัดสตูล และฝ่ายปกครอง ได้สนธิกำลังเข้าช่วยจัดระเบียบหน้าปั๊มน้ำมันเพื่อป้องกันเหตุวุ่นวาย แต่ในภาพรวมประชาชนยังคงเกิดภาวะตื่นตระหนกบางส่วนพยายามกักตุนน้ำมันเพราะเกรงว่าราคาจะพุ่งสูงขึ้นและของจะขาดตลาดนานกว่าเดิม

    น้ำมัน

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/954082&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0o0Tzttgz9ebJQrSKSQKJJ

  • จากวิกฤติพลังงาน สู่วิกฤติการเงิน?

    จากวิกฤติพลังงาน สู่วิกฤติการเงิน?

    นักเศรษฐศาสตร์มีวลีหนึ่งที่มักใช้ด้วยความระวังเสมอ นั่นคือ “This time is different” เพราะในประวัติศาสตร์การเงิน วลีนี้มักถูกพิสูจน์ว่าผิด ตลาดวนซ้ำรูปแบบเดิมเสมอ และมนุษย์มักยึดติดกับอดีตมากกว่าที่ควร แต่สงคราม Operation Epic Fury ที่ปะทุขึ้นวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา อาจเป็นหนึ่งในครั้งที่หายากที่วลีนี้ถูกต้องจริงๆ

    ก่อนสงครามจะปะทุ ภาพเศรษฐกิจโลกยังดูสงบและมีทิศทางชัดเจน IMF เพิ่งปรับประมาณการ GDP โลกปี 2026 ขึ้นเป็น 3.3% และ INVX เองก็เพิ่งปรับประมาณการ GDP ไทยขึ้นเป็น 1.7% หลังการเมืองในประเทศมีเสถียรภาพมากขึ้นภายใต้รัฐบาลภูมิใจไทย ทุกอย่างดูเหมือนกำลังไปในทิศทางที่คาดได้ — จนกระทั่งคืนวันที่ 28 กุมภาพันธ์

    ล่าสุดวันที่ 19 มีนาคม สถานการณ์ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นอีกขั้น เมื่ออิสราเอลโจมตีแหล่งก๊าซ South Pars ของอิหร่าน ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่สำคัญที่สุดของประเทศ ขณะที่อิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีนิคม Ras Laffan ของกาตาร์ — ศูนย์กลางการส่งออก LNG ที่ใหญ่ที่สุดในโลก — จนเสียหายหนัก พร้อมส่งขีปนาวุธและโดรนถล่ม UAE ซาอุดีอาระเบีย และคูเวต ราคา Brent พุ่งสู่ 112 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หรือสูงขึ้นกว่า 50% นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น

    ในทุกสงครามตะวันออกกลางที่ผ่านมา ตลาดมองว่าเมื่อเศรษฐกิจอ่อนแอ Fed จะลดดอกเบี้ยพยุงเศรษฐกิจ ทำให้ดอลลาร์อ่อนและ Bond Yield ลดลง แต่สงครามครั้งนี้กำลังเดินสวนทาง (หรือ “This time is different”) เพราะการที่ทั้งสองฝ่ายมุ่งทำลายโครงสร้างพลังงานโดยตรงทำให้ราคาพลังงานสูงยาวนานขึ้น กดดันเงินเฟ้อให้ฝังลึกมากขึ้น จนทำให้ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าในฐานะ Safe Haven แทนที่จะอ่อนลง และ Bond Yield ปรับขึ้นจากความกังวลเงินเฟ้อแทนที่จะลดลง

    ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐ (FOMC) วันที่ 18–19 มีนาคมยืนยันภาพนี้ชัดเจน FOMC มีมติ 11–1 คงดอกเบี้ยที่ 3.50–3.75% ตามคาด แต่สิ่งที่สำคัญกว่าตัวเลขคือน้ำเสียงของ Powell ในการแถลงข่าว ซึ่ง hawkish กว่าที่เอกสารทางการสะท้อน 

    โดย Powell ประกาศชัดเจนว่า Fed จะ “ไม่มองผ่าน” แรงกระแทกเงินเฟ้อจากสงครามตะวันออกกลาง สวนทางคำแนะนำของ BIS ที่แนะนำให้ธนาคารกลางทั่วโลก look-through supply shock หากเป็นเพียงชั่วคราว

    แม้ Dot Plot Median จะยังชี้ว่าลดดอกเบี้ยได้ 1 ครั้งในปี 2026 แต่มีกรรมการถึง 7 ใน 19 รายที่มองว่าไม่ควรลดเลย Distribution ที่กระจุกตัวในฝั่ง “ไม่ลด” มากขึ้น ขณะที่สัญญาณตลาด OIS ชี้ว่าโอกาสลดดอกเบี้ยแม้แต่ครั้งเดียวในปีนี้ต่ำกว่า 50% แล้ว และเป็นไปได้มากขึ้นที่ Fed จะต้องพิจารณา “ขึ้นดอกเบี้ย” หากน้ำมันยืนเหนือ $100 ต่อเนื่อง ตามความเสี่ยงเงินเฟ้อที่มีมากขึ้น

    นักกลยุทธ์ระดับโลกอย่าง Michael Hartnett แห่ง Bank of America เตือนว่ารูปแบบตลาดปี 2026 คล้ายกับช่วงกลางปี 2007 ถึงกลางปี 2008 อย่างน่าวิตก โดยมีความเสี่ยงสองด้านมาบรรจบกัน คือ ราคาพลังงานที่พุ่งสร้างความเสี่ยงเงินเฟ้อแต่เศรษฐกิจตกต่ำ (Stagflation) และแรงกดดันในตลาด Private Credit มูลค่า 1.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ กลไก Back Leverage ที่กองทุน Private Credit กู้เงินเพิ่มจากธนาคารโดยใช้พอร์ตสินเชื่อเป็นหลักประกัน อาจสร้าง Downward Spiral คล้ายกับ CDO ในปี 2008 เมื่อคุณภาพสินเชื่อด้อยลงจากต้นทุนพลังงานที่กดดันผู้กู้ทุกภาคส่วนพร้อมกัน

    แม้ INVX มองว่าขนาดตลาด Private Credit ที่ 6% ของ GDP ยังเล็กกว่าตลาด Securitization ในปี 2008 ที่ 68% ของ GDP มาก และเงินเฟ้อยูโรโซนที่ 1.9% ยังต่ำกว่าระดับ 3.8% ก่อนวิกฤต Lehman อย่างมีนัยสำคัญ แต่ต้องจับตา JPMorgan ที่เริ่มตัดมูลค่าสินเชื่อที่เกี่ยวข้องกับบริษัท Software ที่ถูก AI Disrupt — หากธนาคารอื่นทำตามในภาวะที่ต้นทุนพลังงานพุ่งพร้อมกัน ความเสี่ยงเชิงระบบอาจปรากฏชัดเร็วกว่าที่ตลาดคาด

    สำหรับประเทศไทยซึ่งนำเข้าพลังงานเกือบ 5% ของ GDP และพึ่งพาน้ำมันตะวันออกกลางถึง 57% ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่แค่ราคาน้ำมันหน้าปั๊ม แต่กำลังซึมผ่านห่วงโซ่อุปทานในหลายจุดพร้อมกัน TOA ระงับรับออร์เดอร์ใหม่เมื่อสต็อกวัตถุดิบเหลือเพียง 20 วัน SCG ปิดโรงงานโอเลฟินส์ระยอง ยอดจองโรงแรมภูเก็ตถูกยกเลิกไปแล้ว 10% และกองทุนน้ำมันที่อุดหนุนดีเซลวันละกว่า 1,300 ล้านบาท INVX ประเมินว่าจะรับได้อีกเพียง 40–68 วัน ขึ้นกับระดับราคาน้ำมันที่ 100–120 ดอลลาร์สหรัฐ

    INVX ประเมินว่าหากสงครามยืดเยื้อ 2 สัปดาห์ถึง 3 เดือน Brent เฉลี่ย 85 ดอลลาร์สหรัฐ และ GDP ไทยจะขยายตัวเพียง 1.4–1.5% กนง. คงดอกเบี้ยที่ 1.00% ตลอดปี และบาทอ่อนสู่ราว 34 บาทปลายปี แต่หากสถานการณ์บานปลายจนสงครามลุกลามสู่ระดับภูมิภาค Brent เหนือ 100 ดอลลาร์สหรัฐ ถาวร GDP อาจหดเหลือ 1.0% และ กนง. อาจต้องพลิกขึ้นดอกเบี้ยสู่ 1.25% เพื่อสกัดเงินเฟ้อและพยุงบาทที่อ่อนค่าสู่ระดับ 36 บาท ซึ่งจะบีบเศรษฐกิจไทยจากทุกด้านพร้อมกัน

    ในภาวะ Risk-off เช่นนี้ INVX แนะนำกลยุทธ์ “Selective Buy” โดยนักลงทุนที่รับความเสี่ยงต่ำให้เพิ่มสัดส่วนเงินสด (Cash is King) ลดน้ำหนักกลุ่มเปราะบางอย่างปิโตรเคมี สายการบิน และท่องเที่ยว พร้อม Hedge ด้วย PTTEP ซึ่งได้ประโยชน์โดยตรงจากราคาน้ำมันที่ทรงตัวสูง

    สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงและมองวิกฤตเป็นโอกาส แนะนำ Buy on Panic แบ่งไม้ซื้อที่แนวรับ 1,320–1,350 / 1,275 / 1,100 จุด ใน 2 ธีม คือ High Dividend อย่าง KTB KTC KBANK TISCO BAM ที่ให้ Dividend Yield เกิน 5% ก่อนขึ้น XD ช่วง มี.ค.–พ.ค. และ Fast Rebound อย่าง GULF BJC HMPRO SAWAD MTC TIDLOR ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตอิหร่านโดยตรงจำกัด ส่วนนักลงทุนระยะกลางแนะนำทยอยสะสม ADVANC BDMS BEM BBL GULF ที่งบดุลแข็งแกร่งและ Valuation สมเหตุสมผล

    ไม่ว่าสงครามจะยุติเร็วหรือลากยาว สิ่งที่แน่นอนคือโลกหลังจากนี้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์จะถูกตั้งราคาอยู่ในตลาดพลังงานอย่างถาวร ธนาคารกลางทั่วโลกต้องรับมือกับ Stagflation โดยไม่มีเครื่องมือที่เพียงพอ และเศรษฐกิจโลกจะขยายตัวได้น้อยลง ผันผวนมากขึ้น และบริหารจัดการได้ยากกว่าเดิม สำหรับนักลงทุนไทย การปรับพอร์ตรับมือกับโลกใหม่นี้ไม่ใช่ทางเลือก — แต่เป็นความจำเป็น

    ขอให้นักลงทุนโชคดี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/experts_pool/columnist/2921676&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27mg6gw8ELxcrUECiwKxCV