Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “พนมสวาย สุรินทร์ ฮาร์ด เอ็นดูโร่ ครั้งที่ 2” กระตุ้นเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว | เดลินิวส์

    “พนมสวาย สุรินทร์ ฮาร์ด เอ็นดูโร่ ครั้งที่ 2” กระตุ้นเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว | เดลินิวส์

    ณ ที่บริเวณบ่อหิน พื้นที่ตำบลนาบัว อ.เมืองสุรินทร์ จ.สุรินทร์ นายจำเริญ แหวนเพ็ชร ผวจ.สุรินทร์ เป็นประธานเปิดงานการแข่งขันรถจักรยานยนต์ “พนมสวาย สุรินทร์ ฮาร์ด เอ็นดูโร่ ครั้งที่ 2” โดยมีหัวหน้าส่วนราชการระดับจังหวัด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขต 1 นักท่องเที่ยว เข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก

    ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่พนมสวาย และประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวสำคัญของ จ.สุรินทร์ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง สำหรับกิจกรรมการแข่งขันในครั้งนี้ มีนักแข่งเข้าร่วมมากกว่า 300 คน และมีผู้ติดตามเข้าชมกว่า 3,000 คน สร้างความคึกคักให้กับพื้นที่เป็นอย่างมาก อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับชุมชน โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนในพื้นที่ได้นำสินค้า อาหารพื้นบ้าน และผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นมาจำหน่ายควบคู่กับการจัดงาน

    โดยการจัดงานครั้งนี้ยังได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน อาทิ อบจ.สุรินทร์ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานสุรินทร์ รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคีเครือข่ายในพื้นที่

    ทั้งนี้ ผู้จัดงานคาดหวังว่ากิจกรรมดังกล่าวจะช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของ จ.สุรินทร์ และสร้างรายได้ให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งยกระดับให้พนมสวายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงกีฬาและธรรมชาติที่สำคัญในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5712161/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ekZX38KAsLtuB_uOiGwb7

  • รฟม. เติมความสุข ชมเสน่ห์วิถีไทยใน “ท่องเที่ยวสุขใจไปกับ รฟม.” ปีที่ 4  มุ่งส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนตามแนวรถไฟฟ้ามหานครอย่างต่อเนื่อง

    รฟม. เติมความสุข ชมเสน่ห์วิถีไทยใน “ท่องเที่ยวสุขใจไปกับ รฟม.” ปีที่ 4 มุ่งส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนตามแนวรถไฟฟ้ามหานครอย่างต่อเนื่อง


    การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) จัดกิจกรรม “ท่องเที่ยวสุขใจไปกับ รฟม.” ปีที่ 4 โดยมี นางสาวจิรฐา วัฒนประดิษฐ์ ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร เป็นผู้แทน รฟม. นำผู้ใช้บริการรถไฟฟ้า มหานคร และผู้ใช้บริการอาคารจอดแล้วจร เข้าร่วมกิจกรรม ชมเสน่ห์คลองบางหลวง สัมผัสวิถีชุมชนฝั่งธนฯ ณ ตลาดคลองบางหลวง ซึ่งอยู่ในแนวเส้นทางรถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชคล (MRT สายสีน้ำเงิน) โดยกิจกรรมในครั้งนี้ ผู้เข้าร่วมได้สักการะขอพรหลวงพ่อบุษราคัม พระพุทธรูปปางมารวิชัย ณ วัดกำแพงบางจาก เดินชมวิถีชีวิตชุมชนริมน้ำ ตลาดคลองบางหลวง ชมงานศิลป์ ณ บ้านศิลปิน และทำกิจกรรม Workshop ร้อยลูกปัดตามสีประจำวันเกิดเสริมโชคชะตา


    ทั้งนี้ รฟม. ตั้งใจจัดกิจกรรม “ท่องเที่ยวสุขใจไปกับ รฟม.” อย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนตามแนวสายทางรถไฟฟ้ามหานคร ยกระดับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและวิถีชุมชน โดยสร้างประสบการณ์เดินทางที่มากกว่าจุดหมายปลายทาง คือการได้เรียนรู้และสัมผัสเสน่ห์วิถีชุมชน มรดกทางวัฒนธรรมที่ซ่อนตัวอยู่ภายในเมืองใหญ่ ซึ่งทำให้เกิดความสุขใจทั้งผู้ให้และผู้รับ อันเป็นการเชื่อมโยงระบบขนส่งมวลชนกับวีถีชุมชน อีกทั้งกิจกรรมดังกล่าวช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจท้องถิ่น ตลอดจนสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่าง รฟม. และ ชุมชน ตามแนวสายทางรถไฟฟ้าของ รฟม. ติดตามข้อมูลข่าวสารของ รฟม. ได้ที่ www.mrta.co.th หรือ Call Center รฟม. โทร. 0 2716 4044 “องค์กรชั้นนําในการขับเคลื่อนระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเดินทาง และเพิ่มคุณภาพชีวิตของประชาชน”


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/post_share/view/160198&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Akz37EeXjUNI4VK5UH9g2

  • เสร็จแล้ว!! ขยายถนนสาย ตง.1013 จังหวัดตรัง กรมทางหลวงชนบท มุ่งเสริมศักยภาพโครงข่ายคมนาคมขนส่งปาล์มน้ำมัน – ยางพารา

    เสร็จแล้ว!! ขยายถนนสาย ตง.1013 จังหวัดตรัง กรมทางหลวงชนบท มุ่งเสริมศักยภาพโครงข่ายคมนาคมขนส่งปาล์มน้ำมัน – ยางพารา

    เสร็จแล้ว!! ขยายถนนสาย ตง.1013 จังหวัดตรัง กรมทางหลวงชนบท มุ่งเสริมศักยภาพโครงข่ายคมนาคมขนส่งปาล์มน้ำมัน – ยางพารา พร้อมหนุนเศรษฐกิจท่องเที่ยวและชุมชนอย่างยั่งยืน

    นายพิชิต หุ่นศิริ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท เปิดเผยว่า กรมทางหลวงชนบท (ทช.) ได้ดำเนินโครงการก่อสร้างขยายถนนทางหลวงชนบทสาย ตง.1013 แยก ทล.4 – บ้านฉาง อำเภอวังวิเศษ จังหวัดตรัง ซึ่งปัจจุบันดำเนินการเสร็จสมบูรณ์ และเปิดให้ประชาชนสัญจรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

    เนื่องจากถนนทางหลวงชนบทสาย ตง.1013 เป็นเส้นทางสำคัญในการเชื่อมแยก ทล.4159 ตำบลเขาวิเศษ อำเภอวังวิเศษ เพื่อเข้าไปสู่จังหวัดตรัง อีกทั้งยังเป็นเส้นทางเชื่อมต่อเข้าสู่ชุมชนและแหล่งเกษตรกรรมในพื้นที่ ดังนั้น ทช. จึงได้ดำเนินการขยายถนนทางหลวงชนบทสาย ตง.1013 เพื่อเป็นการยกระดับมาตรฐานงานทาง รองรับการลำเลียงขนส่งผลผลิตทางการเกษตร อาทิ ปาล์มน้ำมัน ยางพารา และพืชผลทางการเกษตรอื่น ๆ ไปยังแหล่งรับซื้อหรือตลาดได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ช่วยลดระยะเวลา ลดต้นทุนในการขนส่งสินค้า อีกทั้งยังเอื้อต่อการเดินทางไปยังสถานที่สำคัญของชุมชน ทั้งสถานศึกษาอย่างโรงเรียนรัษฎานุประดิษฐ์อนุสรณ์ โรงเรียนวัดเขาวิเศษ ไปจนถึงสถานที่ราชการ โรงพยาบาล ตลาด วัด รวมถึงยังเป็นเส้นทางเข้าสู่แหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดตรังอย่างน้ำตกอ่างทอง และสวนสาธารณะวังนกน้ำ อีกด้วย

    สำหรับโครงการดังกล่าว รวมระยะทางดำเนินการ 1.000 กิโลเมตร โดยแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 2 ช่วง ประกอบด้วย ช่วงที่ 1 ระหว่าง กม.ที่ 4+000 – กม.ที่ 4+675 ระยะทางรวม 0.675 กิโลเมตร ขยายความกว้างจากเดิม 9 เมตร เป็น 12 เมตร ช่องจราจรกว้างช่องละ 3.50 เมตร ไหล่ทางข้างละ 2.50 เมตร พร้อมปรับปรุงโครงสร้างชั้นทางเดิมด้วยวิธี Pavement ln-Place Recycling ให้เป็นชั้นทางที่มีคุณภาพสูงขึ้น และก่อสร้างระบบระบายน้ำ ในส่วนของช่วงที่ 2 ระหว่าง กม.ที่ 4+675 – กม.ที่ 5+000 ระยะทางรวม 0.325 กิโลเมตร ซึ่งได้ทำการปรับปรุงผิวทางเพื่อยืดอายุการใช้งานด้วยการเสริมผิวลาดยางแอสฟัลต์คอนกรีต กว้าง 9 เมตร พร้อมขยายความกว้างไหล่ทางข้างละ 1.50 เมตร รวมถึงมีการติดตั้งเครื่องหมายจราจร อุปกรณ์อำนวยความปลอดภัย และมีการตีเส้นจราจรต่าง ๆ บนผิวทาง เพื่อให้ผู้ใช้ทางขับขี่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยใช้งบประมาณในการก่อสร้าง 9.888 ล้านบาท


     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/68776&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw24UajK148_D_GpYcXPZWar

  • พม. จัดงานใหญ่ “มหกรรมชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง 2569” โชว์อัตลักษณ์-ภูมิปัญญา 10 ชาติพันธุ์ พร้อมเชื่อมโยงตลาด-เครือข่ายธุรกิจ เสริมเศรษฐกิจชุมชนเข้มแข็ง

    พม. จัดงานใหญ่ “มหกรรมชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง 2569” โชว์อัตลักษณ์-ภูมิปัญญา 10 ชาติพันธุ์ พร้อมเชื่อมโยงตลาด-เครือข่ายธุรกิจ เสริมเศรษฐกิจชุมชนเข้มแข็ง

    พม. จัดงานใหญ่ “มหกรรมชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง 2569” โชว์อัตลักษณ์-ภูมิปัญญา 10 ชาติพันธุ์ พร้อมเชื่อมโยงตลาด-เครือข่ายธุรกิจ เสริมเศรษฐกิจชุมชนเข้มแข็ง


    23/03/2569 | 73 |

    วันที่ 22 มีนาคม 2569 นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) เป็นประธานเปิด “มหกรรมชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง 2569” แนวคิด “เส้นทางพระราชา พัฒนาสายใยถัก อัตลักษณ์ วิถีชาติพันธุ์ ผลักดันสวัสดิการยั่งยืน” ภายใต้โครงการส่งเสริมอัตลักษณ์วิถีชุมชนชาติพันธ์ุบนพื้นที่สูง โดยมี นางภิญญา จำรูญศาสน์ รองอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กล่าวรายงาน พร้อมทั้ง นายกิตติ อินทรกุล รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวง พม. , นายศิวะ ธมิกานนท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมคณะผู้บริหารหน่วยงานท้องถิ่น , พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมทีม พม.ใกล้คุณ จังหวัดเชียงใหม่ , หัวหน้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสังกัดกระทรวง พม. , ผู้นำและผู้แทนเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง , ประชาชน และนักท่องเที่ยว เข้าร่วมงาน ณ พิพิธภัณฑ์เรียนรู้ราษฎรบนพื้นที่สูง สวนล้านนา ร.9  อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

    นายกันตพงศ์ กล่าวว่า กระทรวง พม. ให้ความสำคัญกับการพัฒนาสังคมบนพื้นฐานของความหลากหลายทางวัฒนธรรม  โดยมุ่งส่งเสริมให้กลุ่มชาติพันธุ์สามารถดำรงวิถีชีวิตตามอัตลักษณ์ของตนเอง ควบคู่กับการเข้าถึงสิทธิสวัสดิการสังคม และโอกาสทางสังคมอย่างเท่าเทียม พร้อมทั้งบูรณาการความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนเพื่อร่วมกันสืบสานและเผยแพร่วิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ให้คงอยู่และสร้างคุณค่าในสังคมไทยอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ กระทรวง พม. โดยกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (พส.) จึงได้จัด “มหกรรมชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง 2569” แนวคิด “เส้นทางพระราชา พัฒนาสายใยถัก อัตลักษณ์ วิถีชาติพันธุ์ ผลักดันสวัสดิการยั่งยืน” ระหว่างวันที่ 21 – 23 มีนาคม 2569 เพื่อเป็นการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ 10 กลุ่ม ได้แก่ กะเหรี่ยง ขมุ ถิ่นหรือมัลปรัย ม้ง อิ้วเมี่ยนหรือเย้า ลัวะหรือละว้า ลาหู่หรือมูเซอ ลีซูหรือลีซอ อ่าข่าหรืออีก้อ และมละบริ ภายใต้เป้าหมายเดียวกัน คือ การพัฒนาคุณภาพชีวิตราษฎรบนพื้นที่สูง ควบคู่กับการคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิ ด้วยการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และต่อยอดอัตลักษณ์ วิถีชีวิต และภูมิปัญญาของกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งถือเป็นทรัพยากรทางวัฒนธรรมที่ล้ำค่าของประเทศไทย

    นายกันตพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า มหกรรมครั้งนี้ ยังมีการจัดนิทรรศการน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เกี่ยวกับพระราชกรณียกิจในด้านการพัฒนาอาชีพเสริม เพิ่มรายได้ให้กับชาวไทยภูเขา (ราษฎรบนพื้นที่สูง) , นิทรรศการพระราชกรณียกิจเกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตราษฎรบนพื้นที่สูง “กาแฟของพ่อ ผ้าทอของแม่” , นิทรรศการกิจกรรมและผลงานของหน่วยงานสังกัดกระทรวง พม. เกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตราษฎรบนพื้นที่สูง , นิทรรศการจำลองวิถีชีวิตชาติพันธ์ุ , กิจกรรมการแสดง การละเล่นเกี่ยวกับอัตลักษณ์วิถี ประเพณีของชาติพันธุ์ , กิจกรรมสาธิตประเพณีกินข้าวใหม่ชาติพันธ์ุ , กิจกรรมเวิร์กช็อปลงมือปฏิบัติจริง ด้วยการทำผลิตภัณฑ์ชุมชนบนพื้นที่สูง  และบูธร้านค้าผลิตภัณฑ์สินค้าชุมชนบนพื้นที่สูง 50 บูธ อาทิ ผ้าทอ เครื่องแต่งกาย งานหัตถกรรม เครื่องเงิน กาแฟ อาหาร และเครื่องดื่มพื้นถิ่น  นอกจากนี้ มีการจัดกิจกรรมจับคู่ทางธุรกิจ (Business Matching) ที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการชุมชนบนพื้นที่สูงเชื่อมโยงตลาดและเครือข่ายธุรกิจการค้า

    ทั้งนี้ ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาคุณภาพชีวิตราษฎรบนพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน ใน “มหกรรมชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง 2569” แนวคิด “เส้นทางพระราชา พัฒนาสายใยถัก อัตลักษณ์ วิถีชาติพันธุ์ ผลักดันสวัสดิการยั่งยืน” ในวันที่ 23 มีนาคม 2569 ซึ่งเป็นงานวันสุดท้าย ตั้งแต่เวลา 08.00 น. เป็นต้นไป ณ พิพิธภัณฑ์เรียนรู้ราษฎรบนพื้นที่สูง สวนล้านนา ร.9  อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

    ที่มา : https://www.thaigov.go.th/th/news/162502


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/487714&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2GDtTie38QXQBHW4JH_vw7

  • ‘นักวิชาการ’ เตือนวางแผนรับ ‘วิกฤติเศรษฐกิจ’ ลูกจ้างเสี่ยงถูกตัดเงิน ตกงานใน 3-6 เดือน | เดลินิวส์

    ‘นักวิชาการ’ เตือนวางแผนรับ ‘วิกฤติเศรษฐกิจ’ ลูกจ้างเสี่ยงถูกตัดเงิน ตกงานใน 3-6 เดือน | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 22 มี.ค. ศ.วิทวัส รุ่งเรืองผล อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า การปะทะระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอลกับอิหร่านจนทำให้เกิดวิกฤติช่องแคบฮอร์มุซ และขยายวงไปถึงการโจมตีแหล่งผลิตพลังงานในอ่าวเปอร์เซียจนทำให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งแตะ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลมาแล้วนั้น จะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานในกลุ่มพลังงานและกลุ่มพลาสติก ซึ่งทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และเม็ดพลาสติก ถือเป็นต้นทางของผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี จึงจะมีผลต่อราคาอะลูมิเนียมที่จะนำมาทำบรรจุภัณฑ์ กระทบห่วงโซ่อุปทานในกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงปุ๋ยเคมีสำหรับธุรกิจการเกษตร

    และยังทำให้ค่าใช้จ่ายด้านการขนส่งผ่านทางเรือ รถ เครื่องบิน ทั้งระหว่างประเทศและภายในประเทศเพิ่มสูงขึ้น ทั้งหมดนี้จะเข้ามาซ้ำเติมเศรษฐกิจไทยให้ดิ่งลงสู่หุบเหว ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจในปี 2569 ค่อนข้างแย่ กำลังซื้อจะยิ่งหดตัว เงินจะเฟ้อขึ้น ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคจะแพงขึ้นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง อาจเกิดภาวะขาดแคลนได้โดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัด ฯลฯ ซึ่งก่อนจะเกิดการปะทะใหญ่ในครั้งนี้ หากนับตั้งแต่โควิด-19 เป็นต้นมา เศรษฐกิจไทยก็ไม่ได้ดีเท่าใดนัก ยังซบเซาไม่ฟื้นตัวสักเท่าใด

    นอกจากนี้ ข้อเท็จจริงคือประเทศไทยมีแรงต้านทานต่อวิกฤติต่ำ และที่ผ่านมาภาครัฐบาลก็เจอวิกฤติหลายดอกหลายเด้ง เงินแทบจะไม่เหลือ คงต้องรองบประมาณจากปีงบประมาณใหม่และอาจมีการกู้เงินมาเพิ่มอีก ขณะที่การจัดเก็บรายได้ในปีนี้ก็น่าจะต่ำกว่าเป้า ภาคประชาชนเองก็มีหนี้ครัวเรือนเยอะ การออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยจึงทำได้ยาก ด้านเอกชนก็ยังมองไม่เห็นอนาคตทางเศรษฐกิจจากโปรเจกต์การลงทุนใหม่ๆ ส่วนวงการอสังหาริมทรัพย์จากที่ได้คุยกับศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์และผู้ประกอบการพบว่ามีสัญญาณที่ไม่น่าจะดี แนวโน้มการซื้อขายตกลงมาเรื่อยๆ ทุกไตรมาส และตั้งแต่ปี 2567 มาถึงต้นปี 2569

    “งบกลางเงินสำรองฉุกเฉินก็ใช้ไปมากแล้วกับน้ำท่วมหาดใหญ่และโครงการคนละครึ่งพลัส การคุมราคาสินค้าก็คงไม่สามารถทำได้ในระยะยาว สุดท้ายราคาจะพุ่งขึ้นแน่นอน เมื่อของที่ผลิตมีน้อยลงก็จะเกิดตลาดมืดด้วย เนื่องจากการไปคุมราคาคือการไปแทรกแซงกลไกตลาดโดยตัวเอง รวมถึงการจะให้เอกชนแบกภาระต้นทุนที่สูงขึ้นไว้ก็คงทำได้ไม่นาน โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อยที่สายป่านไม่ได้ยาว เรายังไม่รู้ว่ารัฐบาลใหม่จะมีมาตรการช่วยประชาชนอย่างไรได้บ้าง” ศ.วิทวัส กล่าว

    ศ.วิทวัส กล่าวว่า จากผลกระทบทางเศรษฐกิจที่กำลังจะเกิดขึ้น อยากแนะนำให้ประชาชนทุกคนเริ่มทำตารางชีวิตใหม่ ทบทวนตัวเองเลยว่า ณ วันนี้ตัวเองมีเงินเก็บรับใช้ชีวิตอยู่ได้นานเพียงใด หากถูกลดเงินเดือนลง หรือรายได้ลดลง 50% หรือถูกเลย์ออฟในอีก 3-6 เดือนข้างหน้า ต้องวางแผนการใช้เงินโดยคิดถึงสถานการณ์ที่แย่ที่สุดที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และระหว่างนี้ให้หาแนวทางการใช้ชีวิตโดยประหยัดให้ได้มากที่สุด

    ทั้งนี้ จะคิดว่าชีวิตทุกอย่างยังเหมือนเดิมไม่ได้อีกแล้ว ต้องกลับมาประเมินตัวเองดูและเตรียมพร้อมเอาไว้ว่ามีทรัพย์สินอะไรที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่และสามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้บ้าง ต้องเริ่มสำรวจและหาช่องทางในการขายไว้ หรือให้เริ่มดำเนินการขายได้เลย เพราะถ้าไม่เริ่มตอนนี้แล้วในอีก 3–6 เดือนข้างหน้าถูกลดเงินเดือน หรือถูกเลย์ออฟโดยที่ไม่มีการเตรียมตัวจะลำบากแน่นอน เพราะจะต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่รายรับน้อยลง รายจ่ายสูงขึ้น ข้าวของราคาแพง การหารายได้เพิ่มยากมากในสภาวะเศรษฐกิจแบบนี้

    ในกรณีที่มีสินทรัพย์ที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ เช่น ทองคำ กระเป๋าแบรนด์เนม นาฬิกา ที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ ให้ลองมองหาลู่ทางในการนำไปขายหรือจำนำไว้ก่อนเพื่อรักษาสภาพคล่องให้กับตัวเอง แม้แต่บ้านที่อยู่อาศัย ถ้ามองว่ามีขนาดที่ใหญ่เกินจำเป็น หรือเป็นภาระในการผ่อนระยะยาวให้วางแผนการขายตั้งแต่เนิ่น ๆ และหาเช่าที่อยู่อาศัยที่ขนาดและราคาเหมาะสมลดลงมา ในสถานการณ์เช่นนี้แม้ว่าการขายออกไปเร็วจะขาดทุนแต่ยังดีกว่าผ่อนไม่ไหวและโดนธนาคารยึดแน่นอน” ศ.วิทวัส กล่าว

    สำหรับผู้ที่มีบ้านที่พักอาศัยหรือภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่ต่างจังหวัดอาจจะเริ่มวางแผนดูก็ได้ กรณีที่บริษัทให้ Work From Home ก็อาจเป็นทางเลือกที่ดีในการกลับไปอยู่ต่างจังหวัดก่อน เพราะค่าครองชีพถูกกว่าในกรุงเทพฯ มาก หากสถานการณ์ดีขึ้นแล้วค่อยกลับมา กทม. อีกครั้งก็ยังได้ ซึ่งก็เป็นโมเดลเดียวกันกับช่วงที่เกิดโควิด-19 ระบาดก็มีการทำเช่นนี้กันเยอะและได้ผล

    นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวต่อไปว่า ผู้ที่จะได้รับผลกระทบจากวิกฤติในครั้งนี้เป็นลำดับแรกๆ มีด้วยกัน 4 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มเกษตรกร ที่ได้รับผลกระทบตั้งแต่ราคาปุ๋ย ลงมาถึงปลายน้ำ บรรจุภัณฑ์เพื่อการส่งออก ค่าประกันภัย ฯลฯ ซึ่งต้นทุนที่สูงขึ้นก็จะยิ่งทำให้ความสามารถในการส่งออกลดลง เพราะทำราคาสู้คู่แข่งไม่ได้

    2.กลุ่มอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการขนส่ง หรือโลจิสติกส์โดยเฉพาะผู้ประกอบอาชีพขนส่งที่เป็นอิสระที่ต้องมีการผ่อนรถยนต์มาใช้ทำงาน หากรถถูกยึดจะไม่ได้กระทบแค่ในระยะสั้น เพราะถึงสถานการณ์ดีขึ้นแล้วก็อาจติดเครดิตบูโรจนออกรถใหม่มาทำธุรกิจต่อไม่ได้

    3.กลุ่มอาชีพที่เกี่ยวข้องกับภาคการท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมการบิน เช่น ธุรกิจรถโดยสาร ธุรกิจสายการบิน ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจต่างๆ ตามแหล่งท่องเที่ยว ที่จะได้รับผลกระทบคล้ายกับช่วงโควิด-19 เพราะเมื่อน้ำมันแพงขึ้นก็จะทำให้ราคาค่าโดยสารแพงขึ้นตามไปด้วย รวมถึงอาจจะมีคนจำนวนไม่น้อยที่อยู่ในภาวะหวาดกลัวสงครามจนลดการเดินทางท่องเที่ยว เหล่านี้จะทำให้ภาคการท่องเที่ยวของไทยชะลอตัวลง

    4.กลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย เนื่องจากในสถานการณ์ปกติเมื่อเทียบรายได้กับรายจ่ายก็ค่อนข้างมีความตึงตัวอยู่แล้วและเมื่อข้าวของต่างๆ แพงขึ้น หรือกระทั่งค่าไฟฟ้าก็จะสูงขึ้น ก็จะกระทบต่อค่าครองชีพและทำให้ผู้มีรายได้น้อยยิ่งมีกำลังซื้อที่จำกัดมากขึ้นและมีโอกาสที่จะไปก่อหนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น และตัดทอนค่าใช้จ่ายอื่นๆ เพื่อนำมาเป็นค่าครองชีพแทน

    นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวต่อว่า ถึงแม้การปะทะระหว่างสหรัฐ-อิสเราเอลกับอิหร่านจบลงเร็ว หรือภายใน 1 เดือนนี้ คาดว่าราคาน้ำมันในไทยก็จะยังคงสูงขึ้นไปอีกราว 2-4 เดือน และยังสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยต่อเนื่องยาวทั้งปี 2569 เนื่องจากการโจมตีแหล่งผลิตน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ ต้องใช้เวลา 1-2 เดือนในการซ่อมแซมและฟื้นฟูจนกว่าที่ห่วงโซ่อุปทานพลังงานของโลกจะกลับมาปกติ อีกทั้งการที่ช่วงที่ผ่านมากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าไปสนับสนุนราคาน้ำมันไว้จนติดลบจำนวนมากซึ่งทำให้เมื่อสถานการณ์ปกติแล้วจะต้องมีการเก็บเงินมาชดเชยส่วนที่ติดลบผ่านราคาน้ำมันมากขึ้น ขณะที่กลุ่มสินค้าปิโตรเคมี พลาสติก และบรรจุภัณฑ์ต่างๆ อาจทำให้การฟื้นตัวได้ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 แต่ภายในปี 2569 นี้ ราคาสินค้าอาจจะยังไม่กลับมาอยู่ในอัตราที่ปกติ

    “…ที่น่ากลัวกว่านั้นคือ สถานการณ์เช่นนี้จะเป็นแรงกดดันไปที่รัฐบาล หากรัฐบาลแก้ไขปัญหาได้ไม่ดีก็จะนำมาสู่การประท้วงของประชาชน และหากเกิดประท้วงรุนแรงก็จะยิ่งเป็นผลกระทบทางเศรษฐกิจจากภายในประเทศตามมาซ้ำอีก…” ศ.วิทวัส กล่าว

    สำหรับข้อเสนอต่อรัฐบาลภายใต้สถานการณ์นี้ นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลควรดำเนินการคือเร่งเดินหน้าดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศให้เข้ามาสร้างเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มประเทศที่อาจต้องการย้ายฐานการผลิตหรือกระจายความเสี่ยงออกจากตะวันออกกลางซึ่งก็น่าจะหันหน้ามาหาภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ค่อนข้างมีความเป็นกลางในเวทีโลก มีความปลอดภัยสูงกว่าและประเทศไทยเองก็มีฐานที่ค่อนข้างดีในหลายด้านซึ่งรัฐบาลควรใช้มาตรการทางกฎหมายเพื่อเอื้อในเรื่องนี้ เช่น การให้วีซ่า DTV (Digital Nomad Visa) ซึ่งถ้าไทยคว้าโอกาสตรงนี้ไว้ได้จะทำให้เกิดการลงทุนในประเทศโดยตรง และจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทาน

    นอกจากนี้รัฐบาลจำเป็นต้องปรับเงื่อนไขให้เอื้อต่อการส่งเสริมการท่องเที่ยว และการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ให้กับต่างชาติ ตัวอย่างเช่น ในกรณีอสังหาริมทรัพย์ การขยายสิทธิการเช่าให้เป็น 50–60 ปี หรือ 99 ปี หรือกระทั่งการทำให้สามารถจดทะเบียนที่อยู่อาศัยแนวราบเป็นอาคารชุดได้ซึ่งน่าจะเอื้อให้เป็นทางเลือกใหม่ๆ ให้ชาวต่างชาติมีความสนใจเข้ามาซื้อและพำนักระยะยาวในไทยได้เพราะอย่างที่กล่าวไป หากสงครามจบ โลกน่าจะเปลี่ยนย้าย หรือหันเหการทำกิจกรรมต่างๆ ออกจากทางตะวันออกกลาง ซึ่งอาจจะรวมไปถึงการท่องเที่ยวและอยู่อาศัยด้วย อีกทั้งอย่างตัวเลขมูลค่าการซื้อขายอาคารชุดในไทยปี 2568 มีถึง 25% ที่เป็นเม็ดเงินจากต่างชาติ โดยอันดับแรกมาจากจีน ตามมาด้วยเมียนมา รัสเซีย และไต้หวัน

    “..ทุกวันนี้ประเทศฝั่งตะวันออกกลางก็เข้ามาไทยในลักษณะการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical Tourist ) อยู่แล้ว ถ้าสามารถทำให้เขาเข้ามาใช้ชีวิตอยู่ เป็นบ้านหลังที่สอง หรือหลบภัยสงครามและยังสามารถทำธุรกิจต่อในประเทศไทยได้ด้วยก็ถือเป็นตัวเลือกที่ดี การผลักดันให้ถึงการเป็นศูนย์กลางสำหรับการพำนักเพื่อบริหารธุรกิจก็มีความเป็นไปได้เพราะอย่างพม่าหรือรัสเซียที่เข้ามาทำให้ตลาดการซื้อคอนโดฯ ของไทยเพิ่มขึ้นก็มาจากการที่คนในประเทศเหล่านั้นเกิดความกังวลสงครามภายในประเทศของตัวเองด้วย” ศ.วิทวัส กล่าว.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5710842/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xmGlgySK5hFZnk-jv3RuV

  • นายกฯเคาะมาตรการคุมวิกฤตพลังงาน รับมือสู้รบตะวันออกกลาง กระทบเศรษฐกิจ

    นายกฯเคาะมาตรการคุมวิกฤตพลังงาน รับมือสู้รบตะวันออกกลาง กระทบเศรษฐกิจ

    นายกฯเคาะมาตรการคุมวิกฤตพลังงาน รับมือสู้รบตะวันออกกลาง กระทบเศรษฐกิจ

    รัฐสั่งคุมเข้มราคาน้ำมันและกวดขันการกักตุนสินค้า

    เมื่อวันที่ 23มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาล ว่าสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้ออกหนังสือเวียน ลงวันที่ 13มีนาคม 2569 ถึงองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ  รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี  กระทรวง  กรม  เกี่ยวกับมาตรการด้านพลังงานเพื่อบริหารจัดการ ผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง วิกฤตพลังงาน 2569 สอดคล้องกับที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี สั่งเรียกประชุมหน่วยงานเกี่ยวข้องตั้งแต่เมื่อช่วงสายที่ผ่านมา 

    หนังสือเวียนดังกล่าว ระบุว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 รับทราบมาตรการด้านพลังงานเพื่อรับมือสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง ตามที่กระทรวงพลังงานเสนอเพื่อลดผลกระทบต่อประชาชน

    รัฐบาลมอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ประสานงานกับพลังงานจังหวัดในการตรวจสอบและกวดขันไม่ให้มีการกักตุนน้ำมันเชื้อเพลิง รวมถึงควบคุมราคาขายส่งและปลีกไม่ให้สูงเกินควร

    ทั้งนี้เพื่อให้มั่นใจว่าประชาชนจะสามารถเข้าถึงน้ำมันเชื้อเพลิงได้อย่างต่อเนื่องและเป็นธรรม ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบที่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพด้านพลังงานในระดับโลก

    คลังหนุนสภาพคล่องกองทุนน้ำมันและลดภาษีสรรพสามิต

    ด้านมาตรการทางการเงิน ครม. เห็นชอบให้กระทรวงการคลังพิจารณาสนับสนุนการกู้เงินของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาขายปลีกภายในประเทศให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม

    หากสภาพคล่องของกองทุนไม่เพียงพอ ให้กระทรวงการคลังพิจารณาแนวทางปรับลดภาษีสรรพสามิตเป็นการชั่วคราว โดยต้องทำงานร่วมกับกระทรวงพลังงานอย่างใกล้ชิดเพื่อความต่อเนื่อง

    นอกจากนี้ ยังสั่งการให้กรมประชาสัมพันธ์รณรงค์ประหยัดพลังงานผ่านสื่อทุกช่องทาง พร้อมขอความร่วมมือภาคเอกชนให้ดำเนินมาตรการลดใช้พลังงานตามความเหมาะสมในวิกฤตนี้

    หน่วยงานรัฐบังคับใช้มาตรการลดใช้พลังงานเคร่งครัด

    ที่ประชุมกำชับให้ทุกส่วนราชการปฏิบัติตามมาตรการลดใช้พลังงานอย่างเคร่งครัด เช่น การตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ 26-27 องศาเซลเซียส และเปิดเฉพาะช่วงเวลาทำงานเท่านั้น

    มาตรการดังกล่าวยังรวมถึงการปิดไฟส่องสว่างในช่วงพักเที่ยงหรือในห้องที่ไม่ได้ใช้งาน โดยให้ครอบคลุมไปถึงรัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ

    นอกจากนี้ ครม. ยังสั่งให้หน่วยงานเศรษฐกิจร่วมกันจัดทำฉากทัศน์ (Scenario) ประเมินผลกระทบด้านราคาสินค้าและปัจจัยเสี่ยง เพื่อเตรียมแผนรองรับในแต่ละกรณีอย่างทันท่วงที

    นายกฯเคาะมาตรการคุมวิกฤตพลังงาน รับมือสู้รบตะวันออกกลาง กระทบเศรษฐกิจ นายกฯเคาะมาตรการคุมวิกฤตพลังงาน รับมือสู้รบตะวันออกกลาง กระทบเศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/domestic/739791&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Cyr0GWLEYEfXJeiHRneUr

  • เตือน! วางแผนรับแรงกระแทกเศรษฐกิจ เตรียมพร้อมถูก ‘ตัดเงิน-ตกงาน’ ใน 3-6 เดือน

    เตือน! วางแผนรับแรงกระแทกเศรษฐกิจ เตรียมพร้อมถูก ‘ตัดเงิน-ตกงาน’ ใน 3-6 เดือน

    ศ.วิทวัส รุ่งเรืองผล อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า การปะทะระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอลกับอิหร่านจนทำให้เกิดวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ และขยายวงไปถึงการโจมตีแหล่งผลิตพลังงานในอ่าวเปอร์เซียจนทำให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งแตะ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานในกลุ่มพลังงานและกลุ่มพลาสติก

    ทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และเม็ดพลาสติก ถือเป็นต้นทางของผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี จึงจะมีผลต่อราคาอะลูมิเนียมที่จะนำมาทำบรรจุภัณฑ์ กระทบห่วงโซ่อุปทานในกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงปุ๋ยเคมีสำหรับธุรกิจการเกษตร และยังทำให้ค่าใช้จ่ายด้านการขนส่งผ่านทางเรือ รถ เครื่องบิน ทั้งระหว่างประเทศและภายในประเทศเพิ่มสูงขึ้น ทั้งหมดนี้จะเข้ามาซ้ำเติมเศรษฐกิจไทยให้ดิ่งลงสู่หุบเหว 

    ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจในปี 2569 ค่อนข้างแย่ กำลังซื้อจะยิ่งหดตัว เงินจะเฟ้อขึ้น ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคจะแพงขึ้นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง อาจเกิดภาวะขาดแคลนได้โดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัด ฯลฯ ซึ่งก่อนจะเกิดการปะทะใหญ่ในครั้งนี้ หากนับตั้งแต่โควิด-19 เป็นต้นมา เศรษฐกิจไทยก็ไม่ได้ดีเท่าใดนัก ยังซบเซาไม่ฟื้นตัวสักเท่าใด

    นอกจากนี้ ข้อเท็จจริงคือประเทศไทยมีแรงต้านทานต่อวิกฤตต่ำ และที่ผ่านมาภาครัฐบาลก็เจอวิกฤตหลายดอกหลายเด้ง เงินแทบจะไม่เหลือ คงต้องรองบประมาณจากปีงบประมาณใหม่และอาจมีการกู้เงินมาเพิ่มอีก ขณะที่การจัดเก็บรายได้ในปีนี้ก็น่าจะต่ำกว่าเป้า ภาคประชาชนเองก็มีหนี้ครัวเรือนเยอะ การออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยจึงทำได้ยาก ด้านเอกชนก็ยังมองไม่เห็นอนาคตทางเศรษฐกิจจาก โปรเจ็กต์การลงทุนใหม่ๆ ส่วนวงการอสังหาริมทรัพย์จากที่ได้คุยกับศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์และผู้ประกอบการพบว่ามีสัญญาณที่ไม่น่าจะดี แนวโน้มการซื้อขายตกลงมาเรื่อยๆ ทุกไตรมาส และตั้งแต่ปี 2567  มาถึงต้นปี 2569

    “งบกลางเงินสำรองฉุกเฉินก็ใช้ไปมากแล้วกับน้ำท่วมหาดใหญ่และโครงการคนละครึ่งพลัส การคุมราคาสินค้าก็คงไม่สามารถทำได้ในระยะยาว สุดท้ายราคาจะพุ่งขึ้นแน่นอน เมื่อของที่ผลิตมีน้อยลงก็จะเกิดตลาดมืดด้วย เนื่องจากการไปคุมราคาคือการไปแทรกแซงกลไกตลาดโดยตัวเอง รวมถึงการจะให้เอกชนแบกภาระต้นทุนที่สูงขึ้นไว้ก็คงทำได้ไม่นาน โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อยที่สายป่านไม่ได้ยาว เรายังไม่รู้ว่ารัฐบาลใหม่จะมีมาตรการช่วยประชาชนอย่างไรได้บ้าง” ศ.วิทวัส กล่าว

    ศ.วิทวัส กล่าวว่า จากผลกระทบทางเศรษฐกิจที่กำลังจะเกิดขึ้น อยากแนะนำให้ประชาชนทุกคนเริ่มทำตารางชีวิตใหม่ ทบทวนตัวเองเลยว่า ณ วันนี้ ตัวเองมีเงินเก็บสำหรับใช้ชีวิตอยู่ได้นานเพียงใดหากถูกลดเงินเดือนลง หรือรายได้ลดลง 50% หรือถูกเลย์ออฟในอีก 3-6 เดือนข้างหน้า ต้องวางแผนการใช้เงินโดยคิดถึงสถานการณ์ที่แย่ที่สุดที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และระหว่างนี้ให้หาแนวทางการใช้ชีวิตโดยประหยัดให้ได้มากที่สุด

    ทั้งนี้ จะคิดว่าชีวิตทุกอย่างยังเหมือนเดิมไม่ได้อีกแล้ว ต้องกลับมาประเมินตัวเองดูและเตรียมพร้อมเอาไว้ว่ามีทรัพย์สินอะไรที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่และสามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้บ้าง ต้องเริ่มสำรวจและหาช่องทางในการขายไว้ หรือให้เริ่มดำเนินการขายได้เลย เพราะถ้าไม่เริ่มตอนนี้แล้วในอีก 3 – 6 เดือนข้างหน้าถูกลดเงินเดือน หรือถูกเลย์ออฟโดยที่ไม่มีการเตรียมตัวจะลำบากแน่นอน เพราะจะต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่รายรับน้อยลง รายจ่ายสูงขึ้น ข้าวของราคาแพง การหารายได้เพิ่มยากมากในสภาวะเศรษฐกิจแบบนี้

    “ในกรณีที่มีสินทรัพย์ที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ เช่น ทองคำ กระเป๋าแบรนด์เนม นาฬิกา ที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ ให้ลองมองหาลู่ทางในการนำไปขาย หรือจำนำไว้ก่อนเพื่อรักษาสภาพคล่องให้กับตัวเอง แม้แต่บ้านที่อยู่อาศัย ถ้ามองว่ามีขนาดที่ใหญ่เกินจำเป็น หรือเป็นภาระในการผ่อนระยะยาวให้วางแผนการขายตั้งแต่เนิ่นๆ และหาเช่าที่อยู่อาศัยที่ขนาดและราคาเหมาะสมลดลงมา ในสถานการณ์เช่นนี้แม้ว่าการขายออกไปเร็วจะขาดทุนแต่ยังดีกว่าผ่อนไม่ไหวและโดนธนาคารยึดแน่นอน” ศ.วิทวัส กล่าว

    สำหรับผู้ที่มีบ้านที่พักอาศัยหรือภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่ต่างจังหวัดอาจจะเริ่มวางแผนดูก็ได้ กรณีที่บริษัทให้ Work From Home ก็อาจเป็นทางเลือกที่ดีในการกลับไปอยู่ต่างจังหวัดก่อน เพราะค่าครองชีพถูกกว่าในกรุงเทพฯ มาก หากสถานการณ์ดีขึ้นแล้วค่อยกลับมา กทม. อีกครั้งก็ยังได้ ซึ่งก็เป็นโมเดลเดียวกันกับช่วงที่เกิดโควิด-19 ระบาดก็มีการทำเช่นนี้กันเยอะและได้ผล

     4 กลุ่มอาชีพที่จะได้รับผลกระทบเป็นลำดับแรก

    นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวต่อไปว่า ผู้ที่จะได้รับผลกระทบจากวิกฤตในครั้งนี้เป็นลำดับแรกๆ มีด้วยกัน 4 กลุ่ม ได้แก่ 

    1. กลุ่มเกษตรกร ที่ได้รับผลกระทบตั้งแต่ราคาปุ๋ย ลงมาถึงปลายน้ำ บรรจุภัณฑ์เพื่อการส่งออก ค่าประกันภัย ฯลฯ ซึ่งต้นทุนที่สูงขึ้นก็จะยิ่งทำให้ความสามารถในการส่งออกลดลง เพราะทำราคาสู้คู่แข่งไม่ได้ 

    2. กลุ่มอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการขนส่ง หรือโลจิสติกส์ โดยเฉพาะผู้ประกอบอาชีพขนส่งที่เป็นอิสระที่ต้องมีการผ่อนรถยนต์มาใช้ทำงาน หากรถถูกยึดจะไม่ได้กระทบแค่ในระยะสั้น เพราะถึงสถานการณ์ดีขึ้นแล้วก็อาจติดเครดิตบูโรจนออกรถใหม่มาทำธุรกิจต่อไม่ได้

    3. กลุ่มอาชีพที่เกี่ยวข้องกับภาคการท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมการบิน เช่น ธุรกิจรถโดยสาร ธุรกิจสายการบิน ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจการต่างๆ ตามแหล่งท่องเที่ยว ที่จะได้รับผลกระทบคล้ายกับช่วงโควิด-19 เพราะเมื่อน้ำมันแพงขึ้นก็จะทำให้ราคาค่าโดยสารแพงขึ้นตามไปด้วย รวมถึงอาจจะมีคนจำนวนไม่น้อยที่อยู่ในภาวะหวาดกลัวสงครามจนลดการเดินทางท่องเที่ยว เหล่านี้จะทำให้ภาคการท่องเที่ยวของไทยชะลอตัวลง 

    4. กลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย เนื่องจากในสถานการณ์ปกติเมื่อเทียบรายได้กับรายจ่ายก็ค่อนข้างมีความตึงตัวอยู่แล้ว และเมื่อข้าวของต่างๆ แพงขึ้น หรือกระทั่งค่าไฟฟ้าก็จะสูงขึ้น ก็จะกระทบต่อค่าครองชีพ และทำให้ผู้มีรายได้น้อยยิ่งมีกำลังซื้อที่จำกัดมากขึ้น และมีโอกาสที่จะไปก่อหนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น และตัดทอนค่าใช้จ่ายอื่นๆ เพื่อนำมาเป็นค่าครองชีพแทน

    นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวต่อว่า ถึงแม้การปะทะระหว่างสหรัฐฯ-อิสเราเอลกับอิหร่านจบลงเร็ว หรือภายใน 1 เดือนนี้ คาดว่าราคาน้ำมันในไทยก็จะยังคงสูงขึ้นไปอีกราว 2-4 เดือน และยังสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยต่อเนื่องยาวทั้งปี 2569 เนื่องจากการโจมตีแหล่งผลิตน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ ต้องใช้เวลา 1-2 เดือน ในการซ่อมแซมและฟื้นฟูจนกว่าที่ห่วงโซ่อุปทานพลังงานของโลกจะกลับมาปกติ

    อีกทั้งการที่ช่วงที่ผ่านมากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าไปสนับสนุนราคาน้ำมันไว้จนติดลบจำนวนมาก ซึ่งทำให้เมื่อสถานการณ์ปกติแล้วจะต้องมีการเก็บเงินมาชดเชยส่วนที่ติดลบผ่านราคาน้ำมันมากขึ้น ขณะที่กลุ่มสินค้าปิโตรเคมี พลาสติก และบรรจุภัณฑ์ต่างๆ อาจทำให้การฟื้นตัวได้ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 แต่ภายในปี 2569 นี้ ราคาสินค้าอาจจะยังไม่กลับมาอยู่ในอัตราที่ปกติ

    “ที่น่ากลัวกว่านั้นคือ สถานการณ์เช่นนี้จะเป็นแรงกดดันไปที่รัฐบาล หากรัฐบาลแก้ไขปัญหาได้ไม่ดีก็จะนำมาสู่การประท้วงของประชาชน และหากเกิดประท้วงรุนแรงก็จะยิ่งเป็นผลกระทบทางเศรษฐกิจจากภายในประเทศตามมาซ้ำอีก” ศ.วิทวัส กล่าว

    ข้อเสนอต่อรัฐบาล 

    สำหรับข้อเสนอต่อรัฐบาลภายใต้สถานการณ์นี้ นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลควรดำเนินการคือเร่งเดินหน้าดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศให้เข้ามาสร้างเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มประเทศที่อาจต้องการย้ายฐานการผลิตหรือกระจายความเสี่ยงออกจากตะวันออกกลาง ซึ่งก็น่าจะหันหน้ามาหาภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ค่อนข้างมีความเป็นกลางในเวทีโลก มีความปลอดภัยสูงกว่า และประเทศไทยเองก็มีฐานที่ค่อนข้างดีในหลายด้าน ซึ่งรัฐบาลควรใช้มาตรการทางกฎหมายเพื่อเอื้อในเรื่องนี้ เช่น การให้วีซ่า DTV (Digital Nomad Visa) ซึ่งถ้าไทยคว้าโอกาสตรงนี้ไว้ได้จะทำให้เกิดการลงทุนในประเทศโดยตรง และจะส่งผลให้การเกิดเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทาน

    นอกจากนี้ รัฐบาลจำเป็นต้องปรับเงื่อนไขให้เอื้อต่อการส่งเสริมการท่องเที่ยว และการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ให้กับต่างชาติ ตัวอย่างเช่น ในกรณีอสังหาริมทรัพย์ การขยายสิทธิการเช่าให้เป็น 50 – 60 ปี หรือ 99 ปี หรือกระทั่งการทำให้สามารถจดทะเบียนที่อยู่อาศัยแนวราบเป็นอาคารชุดได้ ซึ่งน่าจะเอื้อให้เป็นทางเลือกใหม่ๆ ให้ชาวต่างชาติมีความสนใจเข้ามาซื้อ และพำนักระยะยาวในไทยได้ เพราะอย่างที่กล่าวไปหากสงครามจบโลกน่าจะเปลี่ยนย้าย หรือหันเหการทำกิจกรรมต่างๆ ออกจากทางตะวันออกกลาง ซึ่งอาจจะรวมไปถึงการท่องเที่ยว และอยู่อาศัยด้วย อีกทั้งอย่างตัวเลขมูลค่าการซื้อขายอาคารชุดในไทยปี 2568 มีถึง 25% ที่เป็นเม็ดเงินจากต่างชาติ โดยอันดับมาจากจีน ตามมาด้วยเมียนมา รัสเซีย และไต้หวัน

    “ทุกวันนี้ประเทศฝั่งตะวันออกกลางก็เข้ามาไทยในลักษณะการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical Tourist) อยู่แล้ว ถ้าสามารถทำให้เขาเข้ามาใช้ชีวิตอยู่ เป็นบ้านหลังที่สอง หรือหลบภัยสงคราม และยังสามารถทำธุรกิจต่อในประเทศไทยได้ด้วยก็ถือเป็นตัวเลือกที่ดี การผลักดันให้ถึงการเป็นศูนย์กลางสำหรับการพำนักเพื่อบริหารธุรกิจก็มีความเป็นไปได้ เพราะอย่างพม่าหรือรัสเซียที่เข้ามาทำให้ตลาดการซื้อคอนโดของไทยเพิ่มขึ้น ก็มาจากการที่คนในประเทศเหล่านั้นเกิดความกังวลสงครามภายในประเทศของตัวเองด้วย” ศ.วิทวัส กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/stock-investment/271522&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1WVK3AXLsWkOFNEzsfOjdt

  • “พนมสวาย สุรินทร์ ฮาร์ด เอ็นดูโร่ ครั้งที่ 2” กระตุ้นเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว | เดลินิวส์

    “พนมสวาย สุรินทร์ ฮาร์ด เอ็นดูโร่ ครั้งที่ 2” กระตุ้นเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว | เดลินิวส์

    ณ ที่บริเวณบ่อหิน พื้นที่ตำบลนาบัว อ.เมืองสุรินทร์ จ.สุรินทร์ นายจำเริญ แหวนเพ็ชร ผวจ.สุรินทร์ เป็นประธานเปิดงานการแข่งขันรถจักรยานยนต์ “พนมสวาย สุรินทร์ ฮาร์ด เอ็นดูโร่ ครั้งที่ 2” โดยมีหัวหน้าส่วนราชการระดับจังหวัด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขต 1 นักท่องเที่ยว เข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก

    ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่พนมสวาย และประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวสำคัญของ จ.สุรินทร์ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง สำหรับกิจกรรมการแข่งขันในครั้งนี้ มีนักแข่งเข้าร่วมมากกว่า 300 คน และมีผู้ติดตามเข้าชมกว่า 3,000 คน สร้างความคึกคักให้กับพื้นที่เป็นอย่างมาก อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับชุมชน โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนในพื้นที่ได้นำสินค้า อาหารพื้นบ้าน และผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นมาจำหน่ายควบคู่กับการจัดงาน

    โดยการจัดงานครั้งนี้ยังได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน อาทิ อบจ.สุรินทร์ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานสุรินทร์ รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคีเครือข่ายในพื้นที่

    ทั้งนี้ ผู้จัดงานคาดหวังว่ากิจกรรมดังกล่าวจะช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของ จ.สุรินทร์ และสร้างรายได้ให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งยกระดับให้พนมสวายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงกีฬาและธรรมชาติที่สำคัญในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5712161/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ekZX38KAsLtuB_uOiGwb7

  • ลุ้นค่าไฟแตะ 4.59 บาทต่อหน่วย! จับตา 25 มี.ค.นี้ “บอร์ด กกพ.” เคาะงวดใหม่ พ.ค.-ส.ค.69

    ลุ้นค่าไฟแตะ 4.59 บาทต่อหน่วย! จับตา 25 มี.ค.นี้ “บอร์ด กกพ.” เคาะงวดใหม่ พ.ค.-ส.ค.69

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/136505&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Kmpld498yWN8ZghG2K3pq

  • ปลัดฯ ท่องเที่ยว นำทัพบุกตลาดอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ดึงนักลงทุนเข้าไทย คาดเงินสะพัดกว่า 2.48 พันล้านบาท

    ปลัดฯ ท่องเที่ยว นำทัพบุกตลาดอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ดึงนักลงทุนเข้าไทย คาดเงินสะพัดกว่า 2.48 พันล้านบาท

    ปลัดฯ ท่องเที่ยว นำทัพบุกตลาดอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ดึงนักลงทุนเข้าไทย คาดเงินสะพัดกว่า 2.48 พันล้านบาท


    23/03/2569 | 65 |

    นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วยนายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว เข้าร่วมงานตลาดภาพยนตร์และโทรทัศน์นานาชาติฮ่องกง (FILMART 2026) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17-20 มีนาคม 2569 ณ Hong Kong Convention and Exhibition Centre เขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ในการนี้ ปลัดกระทรวงฯ ได้เฝ้ารับเสด็จทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ณ คูหาประเทศไทย และกิจกรรม Thai Night Hong Kong 2026 ซึ่งเป็นการเฉลิมฉลองความสำเร็จและศักยภาพของอุตสาหกรรมบันเทิงไทยบนเวทีนานาชาติ เพื่อส่งเสริมและผลักดันอุตสาหกรรมภาพยนตร์และสื่อบันเทิงไทยสู่ตลาดโลก พร้อมเปิดโอกาสในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางธุรกิจและการผลิตคอนเทนต์กับพันธมิตรจากนานาประเทศ

    การเข้าร่วมงานในครั้งนี้ เป็นการบูรณาการของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยภาคเอกชนจำนวนมาก โดยกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ประชาสัมพันธ์แหล่งถ่ายทำภาพยนตร์ระดับนานาชาติ พร้อมนำเสนอมาตรการส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ (Incentive) ในรูปแบบ Cash Rebate ร้อยละ 15–30 เพื่อจูงใจผู้ผลิตภาพยนตร์ต่างชาติ โดยงานในครั้งนี้ พบว่ามีผู้ผลิตภาพยนตร์แสดงความสนใจอย่างชัดเจนและมีแผนจะเข้ามาถ่ายทำในประเทศไทยภายในระยะเวลา 1–2 ปีข้างหน้า ซึ่งคาดว่าจะสามารถสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศได้ไม่ต่ำกว่า 2,480 ล้านบาท สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้ผลิตภาพยนตร์ต่างชาติที่มีต่อประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการถ่ายทำภาพยนตร์ระดับโลก

    ที่มา : https://www.thaigov.go.th/th/news/162495


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/487562&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2eNLgowb0q8xdFBbcfaoJx