Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • อบจ. ภูเก็ต เตรียมจัดงาน

    อบจ. ภูเก็ต เตรียมจัดงาน

    วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.15 น.

    องค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต แถลงข่าวการจัดเทศกาลว่าวที่สุดอาร์ตแห่งปี! “สีสันแห่งสายลม Phuket Kite Festival 2026” ระหว่างวันที่ 3 – 5 เมษายน 2569 ณ บริเวณสวนสาธารณะหนองหาน หาดกะรน อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต เพื่อร่วมอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาการเล่นว่าวของไทย พร้อมสร้างกิจกรรมการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ เติมสีสันให้กับบรรยากาศการท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ต และดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

    เทศกาล “Phuket Kite Festival 2026” จัดขึ้นภายใต้แนวคิดการนำวัฒนธรรมพื้นบ้านมาผสานกับการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ โดยนำเสนอว่าวไทยหลากหลายรูปแบบจากภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศไทย รวมถึงว่าวแฟนซีและว่าวนานาชาติ ที่จะร่วมกันสร้างสีสันบนท้องฟ้าเหนือชายหาดภูเก็ตอย่างสวยงามตระการตา สะท้อนเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาของไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล

    เรวัต อารีรอบ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออนุรักษ์และเผยแพร่วัฒนธรรมการเล่นว่าว ซึ่งถือเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีคุณค่า พร้อมทั้งสร้างกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมและกระตุ้นเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ต

    “องค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ตมีความตั้งใจที่จะจัดงาน Phuket Kite Festival 2026 ให้เป็นอีกหนึ่งเทศกาลสำคัญของจังหวัด โดยนำเสน่ห์ของว่าวไทยและว่าวนานาชาติมาสร้างสีสันบนท้องฟ้าเหนือชายหาดภูเก็ต ควบคู่กับการส่งเสริมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจในพื้นที่ เราหวังว่างานในครั้งนี้จะช่วยสร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยว และทำให้จังหวัดภูเก็ตเป็นจุดหมายปลายทางของเทศกาลสร้างสรรค์ที่สำคัญของประเทศไทยในอนาคต”

    ภายในงานจะมีกิจกรรมหลากหลายที่น่าสนใจ อาทิ การแสดงว่าวแฟนซีและว่าวขนาดใหญ่ การจัดแสดงว่าวพื้นบ้านจากภูมิภาคต่าง ๆ การสาธิตและกิจกรรมเรียนรู้เกี่ยวกับว่าวสำหรับเยาวชน การจัดโซน Craft Coffee จัดบูธกิจกรรมเวิร์คชอป ประดิษฐ์ว่าว เพ้นท์ว่าว และการทำพวงกุญแจจากขยะ  การจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ชุมชน รวมถึงกิจกรรมความบันเทิงและการแสดงต่าง ๆ จากศิลปินชื่อดัง อาทิ วง Musketeers วงOG-ANIC และ LAZYLOXY และ วง ETC ที่มาสร้างบรรยากาศแห่งความสนุกสนานให้กับนักท่องเที่ยวตลอดระยะเวลาการจัดงาน

    นอกจากนี้ การจัดงานยังเป็นโอกาสสำคัญในการประชาสัมพันธ์ศักยภาพด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ต ทั้งในด้านธรรมชาติ วัฒนธรรม และกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับจังหวัดภูเก็ตในฐานะเมืองท่องเที่ยวระดับโลก และช่วยกระตุ้นการเดินทางของนักท่องเที่ยวในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว

    ทั้งนี้ องค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต ขอเชิญชวนประชาชน นักท่องเที่ยว และผู้ที่สนใจ ร่วมสัมผัสความสวยงามของท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยสีสันของว่าวหลากหลายรูปแบบ ในงาน “สีสันแห่งสายลม Phuket Kite Festival 2026” ระหว่างวันที่ 3 – 5 เมษายน 2569 ณ บริเวณสวนสาธารณะหนองหาน หาดกะรน จังหวัดภูเก็ต พร้อมร่วมสร้างประสบการณ์แห่งความประทับใจและสีสันใหม่ของการท่องเที่ยวภูเก็ตไปด้วยกัน

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    อย่าพลาด! 3 วันแห่งความสนุก อบจ.ภูเก็ต จัดเต็ม ‘PHUKET PARKLAND & MUSIC FEST 2025’ เทศกาลดนตรีศิลปะและ ไลฟ์สไตล์ร่วมสมัยสุดยิ่งใหญ่

    เตรียมพบกับความสนุกครั้งยิ่งใหญ่ ‘PHUKET PARKLAND & MUSIC FEST 2025’ เทศกาลดนตรี ศิลปะ และไลฟ์สไตล์ร่วมสมัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/lady/954465&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0H-rjUJK3X3VvXlz49dLkD

  • ต่างชาติเที่ยวไทยทะลุ 8 ล้านคนแล้ว เปิด 5 ชาติเข้าไทยสูงสุด

    ต่างชาติเที่ยวไทยทะลุ 8 ล้านคนแล้ว เปิด 5 ชาติเข้าไทยสูงสุด

    thansettakij
    thansettakij

    ต่างชาติเที่ยวไทยทะลุ 8 ล้านคนแล้ว เปิด 5 ชาติเข้าไทยสูงสุด

    วันนี้ (วันที่ 24 มีนาคม 2569) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ อัปเดท สถานการณ์ท่องเที่ยวล่าสุด ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.- 22 มี.ค. 69 พบว่าประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทย 8,544,484  คน ลดลง 2.97 % สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 417,216 ล้านบาท

    จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยสูงสุด 5 อันดับแรก

    • อันดับ 1 จีน 1,377,750 คน
    • อันดับ 2 มาเลเซีย 854,438 คน
    • อันดับ 3 รัสเซีย 668,479 คน
    • อันดับ 4  อินเดีย 566,337 คน
    • อันดับ 5 เกาหลีใต้ 391,040 คน

    ต่างชาติเที่ยวไทยสูงสุด 5 อันดับแรก

    นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวถึง ผลการประเมินจำนวนนักท่องเที่ยว พบว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 22 มี.ค. 69 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทย ทะลุ 8 ล้านคนแล้ว โดยมีนักท่องเที่ยวสะสมกว่า 8.5 ล้านคน

    สำหรับในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะใกล้ (Short haul) เดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้นจำนวนมากกว่า 15 % จากการออกเดินทางท่องเที่ยวของชาวมุสลิมทั้งมาเลเซีย อินโดนีเซีย และภูมิภาคตะวันออกกลาง อาทิ ซาอุดิอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หลังสิ้นสุดเทศกาลถือศีลอด (วันอีดิ้ลฟิตริ)

    โดยตลาดมาเลเซียขยับขึ้นมาเป็นกลุ่มที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวอันดับที่ 1 ในสัปดาห์นี้ และเดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้นกว่า 74 % จากสัปดาห์ก่อนหน้า ส่งผลให้ภาพรวมในสัปดาห์นี้มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 675,407 คน เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 46,956 คน หรือ 7.47 % คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยเฉลี่ยวันละ 96,487 คน

    ทั้งนี้ 5 อันดับแรกของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้แก่ นักท่องเที่ยวมาเลเซีย 107,485 คน มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 73.85 % นักท่องเที่ยวจีน 95,344 คน มีการปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 1.30 %  นักท่องเที่ยวอินเดีย 48,551 คน มีการปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 1.81 % นักท่องเที่ยวรัสเซีย 48,330 คน มีการปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 10.32 % และ นักท่องเที่ยวญี่ปุ่น 28,420 คน มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 8.16 %

    นักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยสูงสุด 5 อันดับแรก

    สําหรับในสัปดาห์ถัดไป คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาลดลง แต่ยังคงมีปัจจัยส่งเสริมการเดินทาง ได้แก่ การมีมาตรการกระตุ้นนักท่องเที่ยวจีน การมีมาตรการส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัย Trusted Thailand การมีมาตรการ Ease of traveling ของรัฐบาลที่ช่วยเพิ่มการอํานวยความสะดวกในการเดินทางสู่ไทย การยกเว้นบัตรตม.6 รวมถึงส่งเสริมให้สายการบินเพิ่มจํานวนเที่ยวบินมากยิ่งขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/654739&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3F1qfTf2UsySaptcUXoEc-

  • แกร็บ กางโรดแมปปี 69 ชูแนวคิด “Winning with Purpose Together” เร่งส่งนวัตกรรม-เจาะเซกเมนต์ใหม่ มุ่งรักษาสมดุลอีโคซิสเต็ม

    แกร็บ กางโรดแมปปี 69 ชูแนวคิด “Winning with Purpose Together” เร่งส่งนวัตกรรม-เจาะเซกเมนต์ใหม่ มุ่งรักษาสมดุลอีโคซิสเต็ม

    แกร็บ ประเทศไทย เดินหน้าตอกย้ำความเป็นผู้นำแพลตฟอร์มแอปเรียกรถและฟู้ดเดลิเวอรี ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจ ประกาศทิศทางธุรกิจปี 2569 ชูแนวคิด “Winning with Purpose Together” มุ่งสร้างธุรกิจให้เติบโตอย่างมีเป้าหมาย โดยยังคงรักษาสมดุลของอีโคซิสเต็ม พร้อมสานต่อกลยุทธ์ “Barbell Strategy” นำเสนอบริการที่หลากหลายในราคาเข้าถึงได้ เพื่อตอบสนองลูกค้าทุกกลุ่ม เร่งพัฒนานวัตกรรมควบคู่การขยายเซกเมนต์ใหม่ทั้งกลุ่มผู้ใช้บริการทั่วไปและลูกค้าองค์กรหนุนรัฐบาลเร่งกระตุ้น ขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและวัฒนธรรมอาหาร พร้อมส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและแพลตฟอร์มดิจิทัลสร้างงาน-อาชีพ รับวิกฤติพลังงาน-ค่าครองชีพพุ่ง

    นางสาวจันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า “ปี 2568 ถือเป็นอีกปีที่แกร็บสามารถดำเนินธุรกิจและสร้างการเติบโตได้ตามแผนที่วางไว้ แม้ต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายทางเศรษฐกิจ ทั้งกำลังซื้อภายในประเทศที่ชะลอตัวลง ตลอดจนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่ไม่ได้เติบโตตามคาด อันเป็นผลมาจากสงครามทางการค้าทั่วโลก รวมถึงประเด็นความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ อย่างไรก็ตาม แกร็บยังคงรักษาความเป็นผู้นำตลาด ทั้งบริการเรียกรถและฟู้ดเดลิเวอรีในประเทศไทย โดยยังคงมุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อนำเสนอนวัตกรรมใหม่ๆ รักษาคุณภาพและมาตรฐานของการให้บริการ พร้อมปรับแผนธุรกิจให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ”

    “ในธุรกิจการเดินทาง ปีที่ผ่านมาเราประสบความสำเร็จอย่างมากกับการขยายบริการเรียกรถในราคาประหยัด (SAVER) ทั้งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับราคาในยุคที่ทุกคนต้องรัดเข็มขัด โดยมีอัตราการใช้บริการที่เติบโตสูงขึ้นกว่า 250% ขณะเดียวกันเรายังคงรักษาฐานลูกค้าในตลาดพรีเมียมได้เป็นอย่างดี ทั้งกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติและลูกค้าเชิงธุรกิจ พร้อมเปิดตัวบริการใหม่อย่าง GrabExecutive เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าระดับลักชัวรีที่ต้องการจองรถล่วงหน้า ซึ่งได้รับกระแสตอบรับที่ดีมากจากกลุ่มลูกค้าไฮเอนด์ รวมถึงลูกค้าองค์กร”

    “สำหรับธุรกิจฟู้ดเดลิเวอรี เรานำเสนอความคุ้มค่าผ่านการทำแคมเปญและโปรโมชันตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะเป็น ดีลลดแรงทุกวัน (Hot Deals) บริการส่งแบบประหยัด (SAVER Delivery) การทำแคมเปญประจำสัปดาห์-เดือน รวมถึงแคมเปญใหญ่อย่าง Mega Sale ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้บริการประหยัดค่าใช้จ่ายได้รวมกว่า 6.9 พันล้านบาท ขณะเดียวกันเรายังคงรักษาฐานลูกค้าในกลุ่มพรีเมียมที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพและความหลากหลายของร้านอาหารผ่านแฟลกชิปแบรนด์อย่าง GrabThumbsUp และ Only at Grab โดยปัจจุบันมีร้านอาหารในกลุ่มนี้มากกว่า 2 หมื่นร้านทั่วประเทศ นอกจากนี้ อีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญคือการสนับสนุนโครงการคนละครึ่งพลัสของรัฐบาล ซึ่งช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายของผู้บริโภค รวมถึงสร้างรายได้ให้กับไรเดอร์และผู้ประกอบการร้านอาหาร โดยมีร้านที่เข้าร่วมโครงการฯ กับแกร็บเกือบ 4 หมื่นร้านและช่วยเพิ่มยอดขายให้กับร้านเหล่านั้นได้มากกว่าเดิมถึง 3 เท่าตลอดโครงการ”

    ทั้งนี้ ธุรกิจของแกร็บในประเทศไทยเติบโตไปในทิศทางเดียวกับแนวโน้มเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ โดยรายงานเศรษฐกิจดิจิทัลเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประจำปี 2568 (e-Conomy SEA 2025) โดย Google, Temasek และ Bain & Company ระบุว่าเศรษฐกิจดิจิทัลไทยในปี 2568 มีมูลค่าสูงถึง 5.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือประมาณ 1.78 ล้านล้านบาท) โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจแอปพลิเคชันเรียกรถและฟู้ดเดลิเวอรี ซึ่งมีอัตราการเติบโตสูงกว่า 15% ในปีที่ผ่านมา ขณะที่รายงานด้านแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประจำปี 2568 โดยบริษัท Momentum Works ระบุว่าตลาดฟู้ดเดลิเวอรีในประเทศไทยมีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองในภูมิภาค โดยมีมูลค่ารวมอยู่ที่ 5.1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือประมาณ 1.62 แสนล้านบาท) และมีอัตราการเติบโตในปีที่ผ่านมาสูงกว่า 22%

    นางสาวจันต์สุดา กล่าวเสริมว่า “เพื่อสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน ในปี 2569 แกร็บมุ่งเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางธุรกิจควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนองค์กรอย่างมีเป้าหมายภายใต้แนวคิด ‘Winning with Purpose Together’ โดยมุ่งเน้นไปที่ 3 มิติหลัก นั่นคือ การสร้างธุรกิจให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง (Winning Business Growth) การส่งเสริมความยั่งยืนและสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกต่อสังคม (Winning Sustainable Impact) และการสนับสนุนนโยบายระดับชาติ (Winning with National Priorities) เพื่อร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้าในภาวะที่ทั่วโลกกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทาย”

    “ในด้านธุรกิจ เราจะยังเดินหน้าสานต่อกลยุทธ์ Barbell Strategy 2.0 โดยเน้นสร้างความสมดุลระหว่างการเข้าถึงตลาดแมสด้วยราคาที่คุ้มค่า และการนำเสนอบริการระดับพรีเมียมที่มาพร้อมคุณภาพเพื่อจับกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูง รวมถึงชาวต่างชาติ พร้อมพัฒนาและนำเสนอนวัตกรรมใหม่ ไม่ว่าจะเป็น ฟีเจอร์ Group Ride ที่ช่วยให้การเรียกรถเพื่อเดินทางเป็นกลุ่มสะดวกและประหยัดยิ่งขึ้น Discover ที่ชวนผู้ใช้บริการร่วมรีวิวร้านดังเมนูเด็ดในฐานะ Eatfluencer เพื่อสร้างเอนเกจเมนต์และช่วยเพิ่มการมองเห็นของร้านอาหารต่างๆ รวมถึงฟีเจอร์ Basket Builder ตัวช่วยด้านการช้อปปิ้งที่ทำให้การเติมสต็อกสินค้าประจำวันผ่าน GrabMart เป็นเรื่องง่ายขึ้นเพียงแค่พิมพ์ พูด หรือถ่ายภาพก็สามารถเพิ่มสินค้าที่ต้องการได้ในตะกร้าสินค้า”

    “นอกจากนี้ แกร็บยังรุกตลาดเพื่อขยายฐานลูกค้าไปสู่เซกเมนต์ใหม่ๆ อย่างกลุ่มคนนอนดึก โดยเลือก สเตฟาน ฐสิษฐ์ สินคณาวิวัฒน์ ยูทูบเบอร์คนดังเจ้าของช่อง Antihero Thailand มาร่วมเป็นครอบครัว Friend of Grab คนล่าสุดเพื่อจับกลุ่มคอบอล การส่งแพ็กเกจ GrabForStudent ที่มัดรวมสิทธิประโยชน์สุดคุ้มทั้งบริการเรียกรถและสั่งอาหาร เพื่อเจาะกลุ่มนักเรียนและนักศึกษา ซึ่งช่วยประหยัดเงินได้สูงสุดถึง 9,000 บาท ต่อปี รวมถึงการทดลองเปิดตัวสินเชื่อเงินสด Grab Quick Cash ซึ่งถือเป็นการให้สินเชื่อกับกลุ่มบุคคลทั่วไปเป็นครั้งแรก โดยมุ่งเจาะกลุ่มผู้ที่ต้องการนำเงินทุนไปใช้ในการประกอบอาชีพ ด้วยวงเงินสูงสุด 20,000 บาทและผ่อนจ่ายได้สูงสุด 6 เดือน”

    ในด้านการส่งเสริมความยั่งยืนและสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกต่อสังคม แกร็บยังคงยึดมั่นในพันธกิจ GrabForGood โดยให้ความสำคัญกับการสนับสนุนคนขับ-ไรเดอร์และพาร์ทเนอร์ร้านค้าใน 3 ประเด็นหลัก คือ การเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล การพัฒนาศักยภาพเพื่อเพิ่มทักษะและขีดความสามารถในการแข่งขันผ่านการใช้ AI และโครงการ GrabAcademy และการส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการเงินในระบบ ขณะเดียวกัน แกร็บยังพร้อมเดินหน้าผลักดันโครงการในด้านสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็น โครงการ Grab EV เพื่อส่งเสริมให้คนขับและไรเดอร์เปลี่ยนมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่ทุกคนต้องเผชิญหน้ากับปัญหาราคาน้ำมันพุ่ง โครงการเพื่อโลกสีเขียว (Green Programme) โดยนำเงินบริจาคจากผู้ใช้บริการไปซื้อคาร์บอนเครดิตเพื่อชดเชยคาร์บอน และสนับสนุนการผลิตถ่านชีวภาพ (Biochar) รวมไปถึงการริเริ่มโครงการใหม่อย่าง GrabFood ร้านรักษ์โลกพร้อมคัดแยก ที่จะร่วมกับ Trash Lucky ส่งเสริมให้พาร์ทเนอร์ร้านอาหารคัดแยกขยะและนำไปรีไซเคิลอย่างเป็นระบบ

    “ไม่เพียงเท่านั้น แกร็บยังมุ่งมั่นและพร้อมสนับสนุนนโยบายระดับชาติ โดยเฉพาะการส่งเสริมการท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักที่ช่วยสร้างรายได้เข้าประเทศ โดยเรายังคงเดินหน้าผนึกกำลังหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย (ทอท.) ผ่านการจัดแคมเปญเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวตลอดทั้งปี การสนับสนุนการจัดอีเวนท์ระดับโลกและเทศกาลเชิงวัฒนธรรม ตลอดจนการรักษามาตรฐานและยกระดับการให้บริการเรียกรถผ่านแอปฯ เพื่อสร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมวัฒนธรรมไทยผ่านอัตลักษณ์อาหาร โดยใช้ประโยชน์จากความเชี่ยวชาญในด้านเทคโนโลยี บิ๊กดาต้า รวมถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์ GrabThumbsUp มาร่วมผลักดันแบรนด์ร้านอาหารไทยให้เป็นที่รู้จักมากขึ้นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผ่านเครือข่ายธุรกิจของแกร็บในประเทศต่างๆ” นางสาวจันต์สุดา กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1565835&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1g8DkGKhtp4YOWf345P3G0

  • ชวนสัมผัส “ภูเขาหนิวโส่วซาน” นครหนานจิง เพลิดเพลินกับธรรมชาติ วัฒนธรรม และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

    ชวนสัมผัส “ภูเขาหนิวโส่วซาน” นครหนานจิง เพลิดเพลินกับธรรมชาติ วัฒนธรรม และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

    เขตท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมภูเขาหนิวโส่วซาน นครหนานจิง ประเทศจีน

    เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 เทศกาลฤดูใบไม้ผลิ “Up the Spring Mountain, Heal with You – 2026 Spring Niushou” ได้เปิดฉากขึ้น ณ เขตท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมภูเขาหนิวโส่วซาน นครหนานจิง ประเทศจีน งานนี้ให้ความสำคัญกับมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมและสุขภาวะเป็นหลัก โดยยกระดับประเพณีการขึ้นภูเขาหนิวโส่วซานในฤดูใบไม้ผลิที่สืบทอดมายาวนานนับพันปี จากขนบธรรมเนียมพื้นบ้านสู่ประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสมัยใหม่ที่ดื่มด่ำและสร้างความประทับใจ ในปีนี้ ภูเขาหนิวโส่วซานได้เตรียมกิจกรรมตลอดฤดูใบไม้ผลิอย่างพิถีพิถัน เพื่อรังสรรค์ประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอันโดดเด่นสำหรับผู้มาเยือน ท่ามกลางทัศนียภาพอันงดงามของฤดูใบไม้ผลิ นักท่องเที่ยวจะได้ชื่นชมวัฒนธรรมจีนดั้งเดิม พร้อมสัมผัสเสน่ห์เฉพาะตัวของวิถีชีวิตแบบตะวันออกอย่างแท้จริง

    ภูเขาหนิวโส่วซาน นครหนานจิง ประเทศจีน คือแหล่งท่องเที่ยวภูเขาเชิงวัฒนธรรมที่มีชื่อเสียงในระดับโลก และได้รับการขนานนามมาอย่างยาวนานนับพันปีว่า “หนิวโส่วซานแห่งฤดูใบไม้ผลิ” ธรรมเนียมการออกไปชื่นชมธรรมชาติในฤดูใบไม้ผลิ ณ ที่แห่งนี้มีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ยุคหกราชวงศ์ และเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุดในสมัยราชวงศ์หมิง ก่อนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของมณฑลเจียงซูในปี 2566 ซึ่งสะท้อนเอกลักษณ์อันเด่นชัดของวัฒนธรรมจีนดั้งเดิม ในยามฤดูใบไม้ผลิ ดอกแมกโนเลีย ดอกท้อ และดอกแอปเปิลป่าผลิบานเรียงรายทั่วทั้งภูเขา เมื่อสายหมอกและหมู่เมฆปกคลุม ภาพทิวทัศน์ “หนิวโส่วซานในม่านหมอก” อันงดงามดุจบทกวีก็ปรากฏสู่สายตา ผสานเข้ากับผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์และบริสุทธิ์ ก่อเกิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพตามธรรมชาติ นับเป็นสวรรค์สำหรับผู้มาเยือนที่ต้องการหลีกเร้นจากความวุ่นวาย เพื่อฟื้นฟูทั้งกายและใจท่ามกลางธรรมชาติอันรื่นรมย์

    กิจกรรมที่จัดเตรียมอย่างพิถีพิถันสำหรับฤดูใบไม้ผลิปีนี้มุ่งเน้นประสบการณ์ด้านสุขภาพเป็นสำคัญ โดยนำเสนอระบบสุขภาวะ 5 ด้าน ได้แก่ ระบบนิเวศธรรมชาติ วัฒนธรรมเซน อาหารเพื่อสุขภาพ ศิลปะมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม และเทคโนโลยีเชิงประสบการณ์ อันเป็นการก้าวข้ามการท่องเที่ยวเชิงชมทัศนียภาพแบบเดิม สู่การผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิตใจอย่างลึกซึ้ง โดยผู้มาเยือนสามารถเข้าร่วมกิจกรรมมากมาย อาทิ การบำบัดด้วยเสียงจากคริสตัลโบวล์ และพิธีชงชาสมัยราชวงศ์ซ่ง นับเป็นการบรรเทาความตึงเครียดและหล่อเลี้ยงจิตใจด้วยประสบการณ์เชิงวัฒนธรรมดั้งเดิมอันละเมียดละไม

    ไฮไลต์ของเทศกาลครั้งนี้คือชุดกิจกรรมพิเศษที่จัดขึ้นตลอดฤดูใบไม้ผลิ ทั้งการบรรยายให้ความรู้ทางวัฒนธรรม การเดินเขา การทัศนศึกษา กิจกรรมการอ่าน งานสัปดาห์วัฒนธรรมตุนหวง การส่งเสริมสุขภาวะครอบคลุมประสาทสัมผัสทั้งหก และอีกมากมาย โดยภูเขาหนิวโส่วซานได้ร่วมมือกับร้านหนังสือชื่อดัง จัดทำรายชื่อหนังสือด้านสุขภาพและเปิดตัวโครงการส่งเสริมการอ่านเพื่อสาธารณประโยชน์ เพื่อให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสถึงความอบอุ่นและอ่อนโยนของวัฒนธรรมจีน ควบคู่ไปกับการเปิดประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่หลากหลาย

    นับตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม ภูเขาหนิวโส่วซาน นครหนานจิง ประเทศจีน จะเป็นจุดหมายปลายทางด้านสุขภาวะกลางแจ้งที่มอบประสบการณ์อันน่าประทับใจอย่างต่อเนื่องแก่ผู้มาเยือน เริ่มจากเดือนมีนาคม ผู้มาเยือนสามารถเข้าร่วมกิจกรรมการลิ้มรสชาควบคู่กับการบำบัดด้วยเสียงจากคริสตัลโบวล์ การเดินเขาพร้อมฝึกสมาธิ และการบรรยายในหัวข้อต่าง ๆ โดยผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เพื่อผ่อนคลายท่ามกลางธรรมชาติและวัฒนธรรม จากนั้นในเดือนเมษายน จะมีการจัดงานสัปดาห์วัฒนธรรมตุนหวง ประกอบด้วยกิจกรรมการแสดงเครื่องแต่งกายโบราณ การสัมผัสมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม การเสวนาโดยนักวิชาการด้านปรัชญา รวมถึงกิจกรรมแบบมีส่วนร่วม เช่น การเขียนพู่กันพร้อมฝึกสมาธิ โยคะสำหรับครอบครัว และเวิร์กช็อปอโรมาเธอราพี ซึ่งสะท้อนถึงการบรรจบกันของวัฒนธรรมที่หลากหลาย ต่อเนื่องสู่เดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงไฮไลต์ของงาน โดยในช่วงวันหยุดวันแรงงานจะมีการนำเสนอประสบการณ์ทางวัฒนธรรมในธีมใหม่ทุกวัน พร้อมกิจกรรมแสดงความกตัญญูในวันแม่ อีกทั้งยังมีการบรรยายโดยนักวิชาการด้านมนุษยศาสตร์ชื่อดัง ตลอดทั้งงาน ผู้มาเยือนจะได้สัมผัสประสบการณ์ที่ดื่มด่ำ เปี่ยมด้วยเสน่ห์ทางวัฒนธรรม และพลังแห่งการเยียวยาทั้งกายและใจ

    ขอเชิญทุกท่านมาเยือนภูเขาหนิวโส่วซาน นครหนานจิง ประเทศจีน เพื่อเพลิดเพลินกับทิวทัศน์ฤดูใบไม้ผลิอันงดงาม สัมผัสมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมอันรุ่มรวย พร้อมทั้งผ่อนคลายร่างกายและจิตใจ ท่ามกลางป่าเขาที่งดงามราวบทกวี และบรรยากาศอันสงบสุขแบบเซน ผู้มาเยือนจะได้ดื่มด่ำกับฤดูใบไม้ผลิที่เปี่ยมด้วยคุณค่าทางวัฒนธรรมและสุขภาวะอย่างแท้จริง

    วิดีโอ AI ส่งเสริมการท่องเที่ยวเทศกาลฤดูใบไม้ผลิภูเขาหนิวโส่วซาน:
    https://vod-xhpfm.xinhuaxmt.com/NewsVideo/202603/cce90d88f77d47d4a683ade42011ba3a.mp4

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IREN0PR91YLBX1A7BL69VK98L2J970MG&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw144uXDVbVDdDB5BBd0H369

  • ชายหาดลับ “ทะเลสุรินทร์” คนสุรินทร์เองยังเพิ่งรู้ รอเปิดรับนักท่องเที่ยวสงกรานต์

    ชายหาดลับ “ทะเลสุรินทร์” คนสุรินทร์เองยังเพิ่งรู้ รอเปิดรับนักท่องเที่ยวสงกรานต์

    ภูมิภาค

    ชายหาดลับ “ทะเลสุรินทร์” คนสุรินทร์เองยังเพิ่งรู้ รอเปิดรับนักท่องเที่ยวสงกรานต์

    วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.22 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    วันที่ 23 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปสำรวจ “ชุมชนท่องเที่ยวบ้านอำปึล” ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวลับที่หลายคนในจังหวัดสุรินทร์เองยังไม่เคยรู้จัก ตั้งอยู่ในหมู่บ้านบ้านอำปึล หมู่ที่ 9 ตำบลเทนมีย์ อำเภอเมืองสุรินทร์ บริเวณหัวมุมฝั่งทิศตะวันออกของอ่างเก็บน้ำบ้านอำปึล ชาวบ้านในพื้นที่เรียกบริเวณนี้ว่า “ริมน้ำสระตาปี”แม้เส้นทางเข้าไปจะค่อนข้างสลับซับซ้อน ต้องลึกเข้าไปในหมู่บ้านพอสมควร จนชาวบ้านตั้งฉายาว่าเป็น “ชายหาดลับ” แต่ทางผู้นำชุมชนได้จัดทำป้ายบอกทางชัดเจนสำหรับนักท่องเที่ยวแล้ว ทำให้การเดินทางสะดวกยิ่งขึ้น

    เมื่อเดินทางเข้าไปถึง ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำให้ต้องตกตะลึงราวกับยืนอยู่ชายหาดทะเลจริง ๆ พื้นที่โล่งกว้าง มีต้นมะพร้าวเรียงรายตามทางเดิน หญ้าเขียวชะอุ่มปกคลุมทั่วบริเวณ น้ำในอ่างใสสะอาดสีฟ้าคราม ลมพัดเย็นสบายตลอดทั้งวัน หลายคนที่เคยมาเที่ยวจากต่างจังหวัดต่างบอกว่า “ไม่เคยคิดเลยว่าสุรินทร์จะมีสถานที่แบบนี้”

    นายสมชาย หวังจิต อายุ 58 ปี ผู้ใหญ่บ้านอำปึล เปิดเผยว่า บริเวณนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวชุมชนที่พัฒนาขึ้นตั้งแต่ปี 2561 จุดเด่นคือบรรยากาศริมน้ำเหมือนชายทะเล น้ำที่นี่เป็นแหล่งน้ำสำคัญของจังหวัดสุรินทร์ มีความจุถึง 27 ล้านลูกบาศก์เมตร ใช้เป็นน้ำสำรองสำหรับการเกษตรและประปา ชุมชนมีมาตรการความปลอดภัยทางน้ำชัดเจน หากลงเล่นน้ำต้องมีผู้ปกครองดูแลเด็กอย่างใกล้ชิด และแนะนำให้ใส่เสื้อชูชีพ

    “อยากเชิญชวนพี่น้องชาวสุรินทร์และจังหวัดใกล้เคียง มาเที่ยวมาพักผ่อนที่นี่กันเยอะ ๆ โดยเฉพาะช่วงสงกรานต์ที่จะถึงนี้จะได้สัมผัสบรรยากาศชิล ๆ แบบทะเลในเมืองสุรินทร์ของเรา”

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/470182&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Jyubd6l46TXPjjMIrzZq1

  • สส. 1 ปี บำนาญตลอดชีพ? หมอวรงค์ ลั่นต้องยกเลิก อย่าเบียดเบียนภาษี

    สส. 1 ปี บำนาญตลอดชีพ? หมอวรงค์ ลั่นต้องยกเลิก อย่าเบียดเบียนภาษี

    วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569, 21.40 น.

    23 มีนาคม 2569 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า #ยกเลิกบำนาญนักการเมือง

    เงินบำนาญของส.ส. ไม่ได้เรียกว่าเงินบำนาญ แต่เขาเรียกว่าเงินทุนเลี้ยงชีพ แต่รูปแบบการจ่าย จ่ายเป็นรายเดือน เหมือนเงินบำนาญ

    โดยส.ส.จ่ายเงินเข้ากองทุน เดือนละ 3,500 บาท ถ้าเป็นส.ส.ตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป จะได้รับบำนาญตลอดชีพ เดือนละประมาณ 21,300 บาท และเงินบำนาญจะเพิ่ม ตามระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่ง สูงสุดจะได้รับประมาณ 42,700 บาท

    ถ้าใครเป็นสสไม่ถึง1ปี หากมีการยุบสภาก่อน จะได้รับบำนาญ 4 เท่า ของระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง เช่น เป็นส.ส.10 เดือนแล้วยุบสภา จะได้รับประมาณ 40 เดือน โดยได้รับเดือนละ 21,300 บาท

    นอกจากได้รับบำนาญแล้ว ยังมีสวัสดิการแถมเพิ่มอีก 4 สวัสดิการ

    1.ค่ารักษาพยาบาล หรือใช้สิทธิ์ในการตรวจร่างกาย ปีละ 130,000 บาท

    2.เบิกค่าการศึกษาบุตร 2คน อายุไม่เกิน 25 ปี

    3.กรณีทุพพลภาพ จะได้รับเพิ่มอีกเดือนละ 15,000 บาท

    4.เสียชีวิต จะมีเงินช่วยเหลืออีก 200,000 บาท

    นี่คือสิทธิประโยชน์ ที่มากเกินความจำเป็น และถือว่าเป็นการเบียดเบียน ภาษีของประชาชน มาดูแลนักการเมืองที่อาสาเข้ามา แต่กลับต้องให้ประชาชนมาดูแล โดยเฉพาะเงินบำนาญ

    หมายเหตุ กองทุนนี้ตั้งมา ตั้งแต่ปีพ.ศ 2557 ถึงปี 2569 ใช้เงินภาษีของประชาชน มาดูแลสวัสดิการนักการเมืองแล้ว 3,821 ล้านบาท

    – 006

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/954363&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nnXO5kcbtwQe-qz9kxkMn

  • งานเที่ยวเมืองไทย 2569 เปิดแล้ว! เที่ยวครบ 5 ภาคใน 1 วัน ครบจบในงานเดียว

    งานเที่ยวเมืองไทย 2569 เปิดแล้ว! เที่ยวครบ 5 ภาคใน 1 วัน ครบจบในงานเดียว

    เทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2569 จัดเต็ม 5 ภาค เที่ยวครบจบในงานเดียว ที่ศูนย์ฯ สิริกิติ์

    เทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2569 กลับมาอีกครั้งอย่างยิ่งใหญ่! การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ชวนทุกคนเปิดโหมดเที่ยวไทยแบบเต็มอิ่ม กับงานมหกรรมท่องเที่ยวระดับประเทศ ที่ยกเสน่ห์จากทั่วไทยมาไว้ใจกลางกรุง ระหว่างวันที่ 25-29 มีนาคม 2569ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เข้าร่วมงานได้ฟรี เหมาะสำหรับสายเที่ยว สายกิน และคนที่กำลังมองหาแรงบันดาลใจในการออกเดินทาง

    เทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2569เทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2569

    งานเที่ยวเมืองไทย 2569 จัดที่ไหน

    • สถานที่ : ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) ชั้น G ฮอลล์ 1-4
    • วันเวลา : 25-29 มีนาคม 2569 เวลา 10:00 – 21:00 น.
    • ค่าเข้าชม : ฟรี!

    ไฮไลต์เทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2569 เที่ยวครบ 5 ภาคในที่เดียว

    ภายในงาน เทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2569 มาในแนวคิด “สุขทันทีที่เที่ยวไทย” พร้อมยกทัพเสน่ห์จาก 5 ภูมิภาคทั่วประเทศ มาให้สัมผัสแบบครบทุกมิติ ทั้งวัฒนธรรม อาหาร วิถีชีวิต และแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ๆ โดยแบ่งเป็น 9 โซนกิจกรรมหลัก ที่ออกแบบมาให้ผู้เข้าชมได้ “ชิม ช้อป ชม” อย่างจุใจ

    นอกจากนี้ยังผสานแนวคิด 5 Must Do in Thailand ให้คุณได้สัมผัสประสบการณ์เที่ยวไทยในรูปแบบใหม่ พร้อมแลนด์มาร์กจำลอง จุดถ่ายรูปเช็กอิน และกิจกรรมอินเทรนด์มากมาย

    เทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2569เทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2569

    รวม 9 โซนห้ามพลาดในงานเทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2569

    1. โซนภาคตะวันออก – สีสันแห่งทะเลและผลไม้

    พบแลนด์มาร์กดังอย่างอาสนวิหารจันทบุรี ประภาคารแหลมงอบ และโซนอาหารทะเลกว่า 50 ร้าน พร้อมเมนูขึ้นชื่อ เช่น เส้นจันท์ผัดปู หมูชะมวง และผลไม้ยอดฮิตอย่างทุเรียนและมะยงชิด

    2. โซนภาคอีสาน – วิถีศรัทธาและความม่วนซื่น

    ดื่มด่ำวัฒนธรรมอีสานผ่าน 5 สัมผัส พร้อมแลนด์มาร์ก “เทียนพรรษา” และอาหารแซ่บนัวกว่า 36 ร้าน รวมถึงการแสดงหมอลำสุดมันส์

    3. โซนภาคใต้ – เสน่ห์ทะเลและวัฒนธรรมเข้มข้น

    สัมผัสประสบการณ์ใต้ทะเลแบบ Immersive พร้อมตลาดอาหารใต้ “หลาดหรอยเพ” และโซนนวดผ่อนคลายสไตล์ปักษ์ใต้

    4. โซนภาคกลาง – อู่ข้าวอู่น้ำและวัฒนธรรมไทย

    จำลองบรรยากาศไทยแท้ พร้อมโซน UNESCO และ “ย่านบรรทัดทอง” ที่ยกของอร่อยชื่อดังมาให้ชิมกว่า 60 ร้าน

    เทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2569เทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2569

    5. โซนภาคเหนือ – เสน่ห์ล้านนาและธรรมชาติ

    แอ่วเหนือแบบครบฤดู พร้อมอาหารพื้นเมือง คาเฟ่ และโซนนวดเพื่อสุขภาพ รวมถึงพื้นที่สายมูเสริมสิริมงคล

    6. โซน Amazing Thailand

    รวมแคมเปญท่องเที่ยวสุดฮิต นิทรรศการ และกิจกรรม Fan Meet จากศิลปินและอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง พร้อมเทคโนโลยี AI สุดล้ำ

    7. โซน Road to Sustainability

    นำเสนอการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน พร้อมกิจกรรมรักษ์โลก และงานศิลปะจากวัสดุรีไซเคิล

    8. โซนหน่วยงานพันธมิตร

    รวมดีลท่องเที่ยว โปรโมชัน และแพ็กเกจสุดคุ้มจากผู้ประกอบการทั่วประเทศ

    9. โซนเวทีกลาง

    สนุกกับคอนเสิร์ตและการแสดงจากศิลปินชื่อดัง เช่น ลำไย ไหทองคำ, ATLAS, Paradox, Nuvo และอีกมากมายตลอด 5 วัน

    เทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2569เทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2569

    เที่ยวสนุกแบบรักษ์โลก กับแนวคิด Zero Waste

    อีกหนึ่งความพิเศษของ เทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2569 คือการจัดงานแบบใส่ใจสิ่งแวดล้อม ภายใต้แนวคิด Zero Waste to Landfills ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 โดยมีจุดคัดแยกขยะทั่วงาน และรณรงค์ลดขยะอย่างจริงจัง

    วิธีเดินทางไปงานเที่ยวเมืองไทย 2569

    สามารถเดินทางได้สะดวกด้วย

    • รถไฟฟ้า MRT ลงสถานีศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
    • รถแท็กซี่ (มีจุดรับ-ส่งชัดเจน)
    • รถโดยสารประจำทาง สาย 136

    เทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2569 ห้ามพลาด!

    เทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2569 คือโอกาสดีที่คุณจะได้สัมผัสเสน่ห์ของประเทศไทยครบทุกภาคในงานเดียว ไม่ว่าจะเป็นสายกิน สายเที่ยว หรือสายวัฒนธรรม ก็สามารถมาเก็บประสบการณ์ได้แบบครบจบในที่เดียว พร้อมแรงบันดาลใจในการออกเดินทางครั้งใหม่

    ใครที่กำลังมองหาที่เที่ยว หรืออยากวางแผนทริปในปีนี้ งานนี้ตอบโจทย์แบบครบทุกไลฟ์สไตล์ อย่าลืมปักหมุดแล้วไปเที่ยวกันให้สุด!

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/travel/1453730/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw26QbyaKyuDh5Owdd3aRcZr

  • รบ.คุมเข้ม“นิโคตินถุง”ห้ามโฆษณา-จำหน่าย เตือนเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด

    รบ.คุมเข้ม“นิโคตินถุง”ห้ามโฆษณา-จำหน่าย เตือนเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด

    รบ.คุมเข้ม“นิโคตินถุง”ห้ามโฆษณา-จำหน่าย เตือนเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    รัฐบาล สั่งเข้มดำเนินคดีผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์ยาสูบประเภท “นิโคตินถุง” หลังพบการโฆษณาและจำหน่ายแพร่หลายในสื่อสังคมออนไลน์ รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวและห้างสรรพสินค้า พร้อมกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด

    ผู้ขายผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนการวางจำหน่ายในแหล่งท่องเที่ยวและห้างสรรพสินค้า มีโทษปรับไม่เกิน 40,000 บาท และการไม่แสดงชื่อ-ราคาตามกฎหมาย มีโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท

    ทั้งนี้ “นิโคตินถุง” มีนิโคตินเข้มข้นสูง ดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดเร็ว เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด ก่อให้เกิดการเสพติด และอาจกระทบพัฒนาการสมองในระยะยาว หากพบการโฆษณาหรือจำหน่าย สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ กองงานคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ โทร. 0 2590 3852

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://sondhitalk.com/detail/9690000028173&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw13rqNgdINKt_c7ZZD2UuVf

  • ฮือฮา! แข่งกินหมูหันเร็วสุดเดือด สร้างสีสัน

    ฮือฮา! แข่งกินหมูหันเร็วสุดเดือด สร้างสีสัน

    ฮือฮา! แข่งกินหมูหันเร็วสุดเดือด สร้างสีสัน “งานท่องเที่ยวราชบุรีของดีเมืองโอ่งและงานกาชาดปี 69” ผู้ว่าฯ ร่วมเชียร์ติดขอบเวที


    24/03/2569 | 2 |

    ฮือฮา! แข่งกินหมูหันเร็วสุดเดือด สร้างสีสัน “งานท่องเที่ยวราชบุรีของดีเมืองโอ่งและงานกาชาดปี 69” ผู้ว่าฯ ร่วมเชียร์ติดขอบเวที

    23 มี.ค. 2569 ราชบุรี – คึกคักสุดขีด! จังหวัดราชบุรีจัดกิจกรรมไฮไลต์เรียกเสียงหัวเราะและรอยยิ้ม กับการแข่งขัน “กินหมูหันเร็ว” เพื่อสร้างสีสันภายใน “งานท่องเที่ยวราชบุรีของดีเมืองโอ่งและงานกาชาดจังหวัดราชบุรี ประจำปี 2569” ซึ่งกิจกรรมสุดมันส์นี้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่โดยความร่วมมือของ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดราชบุรี และ สมาคมผู้เลี้ยงสุกรจังหวัดราชบุรี เพื่อตอกย้ำแชมป์แหล่งเพาะเลี้ยงสุกรที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยบรรยากาศเต็มไปด้วยความสนุกสนานท่ามกลางกองเชียร์ที่มาร่วมลุ้นกันอย่างหนาแน่น
    กติกาประลองกระเพาะเหล็ก: วัดกันที่ “น้ำหนักที่หายไป” สำหรับการแข่งขันกินหมูหันในครั้งนี้ มาพร้อมกับกติกาที่ทั้งโปร่งใสและท้าทาย โดยมีรายละเอียดดังนี้: คณะกรรมการจะนำ “หมูหัน” ของผู้เข้าแข่งขันแต่ละท่านไปชั่งน้ำหนักบนตาชั่งดิจิทัล เพื่อบันทึกน้ำหนักตั้งต้นอย่างละเอียด เมื่อสัญญาณเริ่มการแข่งขันดังขึ้น ผู้เข้าแข่งขันจะต้องงัดกลยุทธ์การกินหมูหันให้ได้มากที่สุดและเร็วที่สุดภายในเวลาที่กำหนด คือ 5 นาทีเท่านั้น เมื่อหมดเวลา คณะกรรมการจะนำหมูหันที่เหลือจากการกินของแต่ละคนไปชั่งน้ำหนักอีกครั้ง ผู้เข้าแข่งขันท่านใดที่สามารถทำให้น้ำหนักหมูหัน “หายไปมากที่สุด” จะเป็นผู้คว้าแชมป์ไปครองทันที 

    บรรยากาศรอบเวทีการแข่งขันเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและกลิ่นหอมของหมูหัน โดยไฮไลต์สำคัญคือการที่ นางสาวฐิติลักษณ์ คำพา ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี ได้ให้เกียรติเดินทางมาร่วมชมการแข่งขัน พร้อมทั้งร่วมส่งเสียงเชียร์และให้กำลังใจผู้เข้าแข่งขันแบบติดขอบเวที สร้างความปลาบปลื้มและเรียกเสียงฮือฮาจากนักท่องเที่ยวที่มาร่วมงานได้อย่างมาก

    กิจกรรมการแข่งขันกินหมูหัน ไม่ได้มีเพียงแค่ความบันเทิงเท่านั้น แต่ยังมีนัยยะสำคัญในการส่งเสริมเศรษฐกิจระดับท้องถิ่น การที่ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดราชบุรี จับมือกับ สมาคมผู้เลี้ยงสุกรจังหวัดราชบุรี เพื่อจัดกิจกรรมนี้ขึ้น เป็นการตอกย้ำว่า จังหวัดราชบุรี ถือเป็นแหล่งเพาะเลี้ยงสุกรที่มีปริมาณมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของประเทศไทย การนำเมนูหมูหันซึ่งเป็นของอร่อยและต้องใช้สุกรคุณภาพดีมาประชันกัน จึงเป็นการช่วยประชาสัมพันธ์ผลผลิตทางการเกษตรชั้นยอดของจังหวัด ช่วยสร้างความมั่นใจในคุณภาพเนื้อหมู กระตุ้นยอดขายให้แก่กลุ่มเกษตรกร และสะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิต อัตลักษณ์ ตลอดจนของดีประจำถิ่นได้อย่างยอดเยี่ยม

    ทั้งนี้ “งานท่องเที่ยวราชบุรีของดีเมืองโอ่งและงานกาชาดจังหวัดราชบุรี ประจำปี 2569” ยังคงมีกิจกรรมที่น่าสนใจ การออกร้านจำหน่ายสินค้า OTOP ของดี 10 อำเภอ และการตักมัจฉากาชาดเพื่อลุ้นรับของรางวัลใหญ่ ให้ประชาชนได้ร่วมสนุกและทำบุญกันอย่างต่อเนื่อง จนถึงวันที่ 29 มีนาคมนี้ รอบศาลากลางจังหวัดราชบุรี.


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ratchaburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/487902&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0DPxw90C24ze3Gj3rcwCxZ

  • อิหร่านบนธรณีแห่งระเบียบใหม่: จากวาทกรรมแห่งการต่อต้านสู่การเขียนสมการอำนาจใหม่ในสงครามชี้ขาด

    อิหร่านบนธรณีแห่งระเบียบใหม่: จากวาทกรรมแห่งการต่อต้านสู่การเขียนสมการอำนาจใหม่ในสงครามชี้ขาด

    การเป็นชะฮีด (พลีชีพ) ของท่านอยาตุลลอฮ์ อะลี คาเมเนอี ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในประวัติศาสตร์ร่วมสมัยของอิหร่าน เหตุการณ์นี้ไม่เพียงเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของชาติเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นศูนย์กลางของการนิยามใหม่เกี่ยวกับอำนาจ ความเป็นเอกภาพ และยุทธศาสตร์ภายในสาธารณรัฐอิสลาม เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่ภูมิภาคกำลังตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างถึงขีดสุด พร้อมสัญญาณชัดเจนของการเผชิญหน้าโดยตรงระหว่างอิหร่านกับแกนสหรัฐฯ–อิสราเอล หลังการประกาศการเป็นชะฮีดของท่าน สังคมอิหร่านตกอยู่ในความตกตะลึงอย่างลึกซึ้ง แต่ความรู้สึกนั้นได้แปรเปลี่ยนอย่างรวดเร็วเป็นความสามัคคีระดับชาติที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน การเข้าร่วมพิธีไว้อาลัยอย่างล้นหลามและการให้คำมั่นสัญญาใหม่ต่ออุดมการณ์ของการปฏิวัติ แสดงให้เห็นว่าโครงสร้างทางการเมืองของอิหร่านไม่ได้ขึ้นอยู่กับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หากแต่ตั้งอยู่บนระบบอุดมการณ์และสถาบันที่มั่นคง

    ในสถานการณ์อันละเอียดอ่อนเช่นนี้ สภาผู้เชี่ยวชาญ (Assembly of Experts) ได้ตระหนักถึงความเร่งด่วนและภัยคุกคามโดยรอบ จึงดำเนินกระบวนการคัดเลือกผู้นำคนใหม่อย่างรวดเร็วและรอบคอบ โดยแต่งตั้งอยาตุลลอฮ์ เซย์เยด มอจตาบา คาเมเนอี การตัดสินใจนี้ นอกเหนือจากมิติทางกฎหมายแล้ว ยังส่งสารที่ชัดเจนถึงความต่อเนื่อง ความมั่นคง และความพร้อมในการก้าวเข้าสู่ระยะใหม่ของการต่อต้าน ในถ้อยแถลงแรกของเขา ผู้นำคนใหม่ได้เน้นย้ำถึง “การสานต่อเส้นทางของเหล่าชะฮีด” “การรักษาความเป็นเอกภาพภายใน” และ “การตอบโต้การรุกรานอย่างเด็ดขาด” ซึ่งเป็นการกำหนดกรอบยุทธศาสตร์ของประเทศภายใต้ภาวะสงคราม

    การรุกรานโดยตรงจากสหรัฐอเมริกาและระบอบไซออนิสต์ต่อดินแดนอิหร่าน ซึ่งรวมถึงการโจมตีเป้าหมายทางทหารและโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือน ได้เปลี่ยนลักษณะของความขัดแย้งจากสงครามแบบดั้งเดิมไปสู่สงครามแบบผสมผสานที่ซับซ้อนหลายมิติ กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) และกองกำลังติดอาวุธของอิหร่านได้ตอบโต้โดยทันทีและประสานงานอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถควบคุมคลื่นการโจมตีระลอกแรก และค่อย ๆ ยึดความได้เปรียบผ่านปฏิบัติการที่แม่นยำ สร้างต้นทุนอย่างหนักให้กับฝ่ายตรงข้าม

    หนึ่งในเหตุการณ์ที่น่าเศร้าและเปิดเผยความโหดร้ายของสงครามครั้งนี้คือการโจมตีโรงเรียนในเมืองมีนาบ ซึ่งส่งผลให้เด็กผู้บริสุทธิ์ 168 คนเสียชีวิต เหตุการณ์นี้ได้กระทบต่อความคิดเห็นสาธารณะทั้งในอิหร่านและทั่วโลกอย่างรุนแรง กลายเป็นสัญลักษณ์ของความโหดร้ายของสงครามที่ฝ่ายตรงข้ามไม่เพียงละเมิดขอบเขตทางทหาร แต่ยังละเมิดหลักมนุษยธรรมพื้นฐาน การโจมตีโรงเรียน โรงพยาบาล และแม้กระทั่งขบวนช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม แสดงให้เห็นว่าฝ่ายตรงข้ามไม่ยอมรับ “เส้นแดง” ใด ๆ เมื่อเกี่ยวข้องกับชีวิตพลเรือน และพยายามทำลายขวัญกำลังใจของประชาชนอิหร่านผ่านความหวาดกลัวและแรงกดดันทางจิตวิทยา

    ควบคู่ไปกับการกระทำเหล่านี้ อีกหนึ่งยุทธศาสตร์ของฝ่ายตรงข้ามคือการกำหนดเป้าหมายไปที่บุคคลสำคัญและผู้นำระดับสูง ในบริบทนี้ การลอบสังหารบุคคลสำคัญ เช่น อาลี ลาริจานี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุด รวมถึงรัฐมนตรีสำคัญหลายคน เช่น รัฐมนตรีข่าวกรองและรัฐมนตรีกลาโหม ตลอดจนผู้บัญชาการระดับสูงของ IRGC และกองทัพ ได้ถูกดำเนินการ การกระทำเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างสุญญากาศทางอำนาจและทำลายโครงสร้างการตัดสินใจของประเทศ ซึ่งสะท้อนถึงความสิ้นหวังเชิงยุทธศาสตร์มากกว่าความแข็งแกร่ง

    อย่างไรก็ตาม ดังที่ประสบการณ์ในอดีตได้แสดงให้เห็น การโจมตีเหล่านี้ไม่เพียงล้มเหลวในการทำลายโครงสร้างที่มีอยู่ แต่ยังนำไปสู่การฟื้นฟูบุคลากรอย่างรวดเร็วและการเสริมสร้างความเป็นเอกภาพภายใน ระบบการบริหารและการทหารของอิหร่าน ซึ่งอาศัยความลึกของสถาบันและการพัฒนากำลังคนทดแทน สามารถเติมเต็มช่องว่างได้อย่างรวดเร็ว และก้าวเดินต่อไปด้วยแรงจูงใจที่เพิ่มขึ้น

    ในสนามรบ ได้เกิดพัฒนาการสำคัญหลายประการ โดยจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นที่ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งอิหร่านได้ใช้การควบคุมอย่างมีแบบแผนและการแสดงแสนยานุภาพทางเรือ เปลี่ยนเส้นทางพลังงานที่สำคัญของโลกนี้ให้กลายเป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ การเคลื่อนไหวนี้ส่งสารที่ชัดเจนไปยังมหาอำนาจโลกว่า ความไม่มั่นคงที่มุ่งต่ออิหร่านอาจส่งผลกระทบเกินกว่าภูมิภาค และอาจกระทบต่อความมั่นคงของเศรษฐกิจโลก

    ในด้านการทหาร หนึ่งในความสำเร็จที่โดดเด่นของอิหร่านคือความสามารถของระบบป้องกันภัยทางอากาศในการรับมือกับอุปกรณ์ที่ทันสมัยที่สุดของฝ่ายตรงข้าม รวมถึงรายงานการยิงเครื่องบินขับไล่ F-35 Lightning II ตก ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ของความเหนือกว่าทางเทคโนโลยีของตะวันตก เหตุการณ์นี้ไม่เพียงเปลี่ยนสมดุลทางทหาร แต่ยังเปลี่ยนพลวัตทางจิตวิทยาของสงคราม โดยชี้ให้เห็นว่าสมการอำนาจแบบดั้งเดิมกำลังเปลี่ยนแปลง

    เมื่อเวลาผ่านไป อิหร่านได้ก้าวข้ามจากท่าทีตั้งรับไปสู่ระยะของการปฏิบัติการเชิงรุกที่มีเป้าหมายและชาญฉลาด โดยอาศัยข้อมูลข่าวกรองที่แม่นยำ การโจมตีเหล่านี้สามารถโจมตีเป้าหมายสำคัญของฝ่ายตรงข้าม และยึดความได้เปรียบในสนามรบได้ ในกระบวนการนี้ บทบาทของผู้นำคนใหม่ในการบริหารจัดการทั้งปฏิบัติการทางทหารและการทูตควบคู่กันมีความสำคัญอย่างยิ่ง อยาตุลลอฮ์ เซย์เยด มอจตาบา คาเมเนอี ได้ใช้แนวทางที่สมดุลระหว่างความเด็ดขาดและเหตุผล นำพาประเทศผ่านวิกฤตที่ซับซ้อน และกำหนดทิศทางของสงครามในลักษณะที่รักษาอำนาจการยับยั้ง พร้อมหลีกเลี่ยงการยกระดับความขัดแย้งที่ควบคุมไม่ได้

    ระยะปัจจุบันของความขัดแย้งสามารถอธิบายได้ว่าเป็นช่วงของ “การตอกย้ำความได้เปรียบและการบริหารวิกฤต” ซึ่งการแข่งขันยังคงดำเนินต่อไปในมิติไซเบอร์ ข่าวกรอง และเศรษฐกิจ ในช่วงนี้ อิหร่าน โดยอาศัยความสำเร็จในสนามรบและความเป็นเอกภาพภายใน ได้สามารถเสริมสร้างตำแหน่งของตนในสมการใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้น

    ช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์นี้ แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าประเทศหนึ่งสามารถนิยามเส้นทางของตนใหม่ได้ท่ามกลางภัยคุกคามที่รุนแรงที่สุด—ที่ซึ่งการเป็นชะฮีดของผู้นำ การลอบสังหารบุคคลสำคัญ และแม้แต่โศกนาฏกรรมอย่างมีนาบ กลับกลายเป็นปัจจัยที่เสริมสร้างความมุ่งมั่นของชาติ และมีส่วนในการฟื้นฟูพลังอำนาจ นำพาอิหร่านเข้าสู่ระยะใหม่แห่งอำนาจและการยับยั้ง

    — เมห์ดี ซาเร
    ที่ปรึกษาด้านวัฒนธรรม สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ประจำกรุงเทพมหานคร