Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • รฟม. ลุย “แทรมเชียงใหม่” ปักธงประมูลปี 70 หวังแก้รถติด-บูมท่องเที่ยว

    รฟม. ลุย “แทรมเชียงใหม่” ปักธงประมูลปี 70 หวังแก้รถติด-บูมท่องเที่ยว

    รฟม.เดินหน้าศึกษารายละเอียดความเหมาะสม และออกแบบ “แทรม” เชียงใหม่ ระยะทาง 5 กม. เชื่อม “แม่เหียะ–ราชพฤกษ์” ตั้งเป้าเปิดประมูล 2570 ปักธงก่อสร้างปี 2571–2574 ลุ้นเปิดให้บริการปี 2575 บูมท่องเที่ยวเชียงใหม่ หนุนเดินทางสะดวก แก้รถติด-ลดมลพิษ

    นายสาโรจน์ ต.สุวรรณ รองผู้ว่าการ (กลยุทธ์และแผน) การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และนายนักปราชญ์ ไชยานนท์ หัวหน้าสำนักงานจังหวัดเชียงใหม่ ผู้แทนผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมเป็นประธานในการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 2 (สรุปผลการศึกษาโครงการ) งานศึกษาความเหมาะสมและออกแบบโครงการระบบขนส่งมวลชนจังหวัดเชียงใหม่ สายสีแดง ช่วงแยกแม่เหียะสมานสามัคคี–อุทยานหลวงราชพฤกษ์ ว่าเพื่อชี้แจงผลการศึกษา รายละเอียดการออกแบบ แนวเส้นทาง รูปแบบโครงการ ตลอดจนผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและมาตรการรองรับ พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนเพื่อนำไปปรับปรุงโครงการ

    เช็กแนวเส้นทาง รถไฟฟ้ารางเบาสายสีแดง 5 กิโลเมตร

    สำหรับผลการศึกษาพบว่า โครงการนี้มีความเหมาะสมในการพัฒนาเป็นระบบรถรางไฟฟ้า (Tramway) วิ่งบนทางระดับถนน โดยมีระยะทางรวมประมาณ 5 กิโลเมตร มีแนวเส้นทางดังนี้

    • จุดเริ่มต้น: บริเวณแยกแม่เหียะสมานสามัคคี วิ่งไปตามทางหลวงหมายเลข 108 (ระยะทาง 2.3 กม.) เลี้ยวขวาที่แยกพืชสวนโลก เข้าสู่ทางหลวงชนบทหมายเลข ชม.3028 และตัดผ่านทางหลวงหมายเลข 121 บริเวณแยกราชพฤกษ์

    • จุดสิ้นสุด: อุทยานหลวงราชพฤกษ์

    เปิดโผ 5 สถานี และจุดจอด Park & Ride

    โครงการกำหนดให้มีสถานีรับ–ส่งผู้โดยสารจำนวน 5 สถานี ได้แก่ 

    1. สถานีบ้านดอนปิน
    2. สถานีแยกพืชสวนโลก
    3. สถานีบ้านเอื้ออาทร
    4. สถานีแยกราชพฤกษ์
    5. สถานีอุทยานหลวงราชพฤกษ์

    พร้อมจัดพื้นที่จอดแล้วจร (Park & Ride) จำนวน 2 แห่ง บริเวณแยกพืชสวนโลก (ฝั่งขาเข้า) และแยกราชพฤกษ์ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้บริการและส่งเสริมการเปลี่ยนรูปแบบการเดินทาง

    ทั้งนี้ รฟม.ได้รับมอบหมายจาก คณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก ให้ดำเนินโครงการในรูปแบบการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (PPP) ควบคู่กับการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โดยมีแผนเริ่มคัดเลือกเอกชนในปี 2570 ก่อสร้างในช่วงปี 2571–2574 และคาดว่าจะเปิดให้บริการในปี 2575 เมื่อโครงการแล้วเสร็จ จะช่วยเพิ่มทางเลือกในการเดินทางที่สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย รองรับทั้งประชาชนและนักท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่ ลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล และช่วยลดปัญหาการจราจรและมลพิษทางอากาศจากการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง อันเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตและระบบขนส่งมวลชนของเมืองในระยะยาว

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2922211&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1g5MxaWsXvTBgyaqy1ZYiG

  • อพท.ดันหมู่เกาะช้าง 58 โครงการ งบ 1.9 พันล้าน มุ่งสู่ท่องเที่ยวโลกยั่งยืน

    อพท.ดันหมู่เกาะช้าง 58 โครงการ งบ 1.9 พันล้าน มุ่งสู่ท่องเที่ยวโลกยั่งยืน

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/136887&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3a1lqjtyTACe9rALRcUUws

  • “ยศชนัน” ล็อกเป้า 3 มิติกู้วิกฤตพลังงาน ชู “วิทยาศาสตร์” กระดูกสันหลังใหม่เศรษฐกิจไทย

    “ยศชนัน” ล็อกเป้า 3 มิติกู้วิกฤตพลังงาน ชู “วิทยาศาสตร์” กระดูกสันหลังใหม่เศรษฐกิจไทย

    “ยศชนัน” นำทีมสัมมนาพรรคเพื่อไทย กางโรดแมป 3 มิติ รับวิกฤตพลังงาน-ชูเทคโนโลยี ถ่ายทอดดีเอ็นเอ 20 ปี นำประเทศไทยสู้ศึกวิกฤตโลก

    ในการสัมมนา สส. พรรคเพื่อไทย ณ โรงแรมเอสซี ปาร์ค เพื่อประกาศความพร้อมเชิงกลยุทธ์สำหรับวาระการทำงาน 4 ปีข้างหน้า นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการถ่ายทอดองค์ความรู้จากผู้มีประสบการณ์บนเส้นทางกว่า 20 ปี สู่ สส. รุ่นใหม่ เพื่อเปลี่ยนข้อมูลความเดือดร้อนจากการลงพื้นที่มีให้กลายเป็นนโยบายที่เฉียบคม ท่ามกลางบริบทโลกที่เผชิญความเสี่ยงจากสงครามตะวันออกกลางในลักษณะ “จบแต่ไม่จบ” ซึ่งพรรคต้องเตรียมแผนรับมือในฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุด (Worst-case scenario) เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชน

    ซึ่งพรรคเพื่อไทยวางโครงสร้างการจัดการวิกฤตแบบคู่ขนานเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและวางรากฐานระยะยาว ยุทธศาสตร์การรับมือวิกฤตพลังงาน 3 มิติ (The 3-Dimensional Crisis Framework) ดังนี้:

    มิติที่ 1: ความมั่นคงของปัจจัยสี่และสาธารณสุข: มุ่งเน้นความเสถียรของอาหาร น้ำ การคมนาคม และที่อยู่อาศัย หัวใจสำคัญคือการบริหารจัดการยารักษาโรค โดยประสานข้อมูลกับโรงพยาบาลและ สปสช. เพื่อผลักดันการใช้สมุนไพรไทยทดแทนการนำเข้ายาจากต่างประเทศ เสริมสร้างความมั่นคงทางยาในยามฉุกเฉิน

    มิติที่ 2: การจัดลำดับความสำคัญ (Prioritization): ล็อกเป้าการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางเป็นอันดับแรก ควบคู่ไปกับการตรึงราคาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น เพื่อรักษาต้นทุนการดำรงชีวิตให้ประชาชนได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงานน้อยที่สุด

    มิติที่ 3: มิติแห่งอนาคตและซัพพลายเชน: เร่งการปรับตัวสู่พลังงานทดแทน (Solar/EV) และการปรับโครงสร้างซัพพลายเชนใหม่เพื่อให้สามารถหาแหล่งทรัพยากรทดแทนได้ทันทีในภาวะฉุกเฉิน ซึ่งเป็นกระบวนการที่ต้องเริ่มลงมือทำตั้งแต่วันนี้

    วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี: “กระดูกสันหลังใหม่” กู้ผลิตภาพชาติ

    ในมิติเศรษฐกิจ พรรคเพื่อไทยชู “วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” เป็นกลไกหลักที่จะทำหน้าที่เป็น กระดูกสันหลังใหม่ สนับสนุนการทำงานของทุกกระทรวงเพื่อเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ของประเทศ นี่คือเครื่องมือสำคัญในการรับมือกับ “สงครามเทคโนโลยี” และแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างจากการก้าวเข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุ” ซึ่งแรงงานในบางอาชีพจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาทักษะใหม่ (Reskilling) เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันและยกระดับรายได้ของคนไทยอย่างยั่งยืน

    พลังพันธมิตรและการขับเคลื่อนเชิงรุกในสภา

    สำหรับการทำงานร่วมกับพรรคร่วมรัฐบาล นายยศชนันยืนยันว่าการบูรณาการนโยบายร่วมกับพรรคภูมิใจไทยเป็นไปด้วยความลงตัว โดยเฉพาะการนำนโยบายที่เพื่อไทยหาเสียงไว้บรรจุเข้าเป็นนโยบายรัฐบาล พร้อมกำหนดตัวชี้วัด (KPI) ที่ชัดเจนทั้งในระดับพื้นที่และภาพรวม เพื่อให้มั่นใจว่าผลลัพธ์จะถึงมือประชาชนจริง

    โดยวันที่ 25 มีนาคมนี้ พรรคเพื่อไทยเตรียมยื่นญัตติหารือสถานการณ์ราคาน้ำมันในสภาฯ เพื่อสะท้อนความเดือดร้อนของประชาชนแบบเรียลไทม์ พร้อมยืนยันการติดตามสถานการณ์ครอบคลุมถึงคนไทยในต่างประเทศผ่านเครือข่ายกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อให้การแก้ปัญหาเป็นไปอย่างรอบด้านและใกล้ชิดแบบวันต่อวัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/739844&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LREVmvTnbBE8T4I6CSWYa

  • บทวิเคราะห์: ไทยมี EEC อินโดนีเซียก็มี EEZ

    บทวิเคราะห์: ไทยมี EEC อินโดนีเซียก็มี EEZ

    “อินโดนีเซีย” มี “เขตเศรษฐกิจพิเศษ” (EEZ: Exclusive Economic Zone of Indonesia) ที่ใหญ่เป็นอันดับ 6 ของโลก

    โดยมีพื้นที่ 6,159,032 ตารางกิโลเมตร หรือเขตเศรษฐกิจพิเศษ 200 ไมล์ทะเลจากชายฝั่ง รวมเกาะแก่งทั้งหมดของ “หมู่เกาะอินโดนีเซีย” จำนวน 17,508 เกาะ อยู่ใน “เขตเศรษฐกิจพิเศษ” แห่งนี้ด้วย
    “อินโดนีเซีย” มีชายฝั่งยาวเป็นอันดับ 2 ของโลก โดยมีความยาว 99,083 กิโลเมตร ที่ตั้งของ “อินโดนีเซีย” ตั้งอยู่บน “เส้นทางข้าม” ของ “เอเชียตะวันออกเฉียงใต้” ระหว่าง “มหาสมุทรอินเดีย” และ “มหาสมุทรแปซิฟิก”
    “เขตเศรษฐกิจพิเศษอินโดนีเซีย” หรือ Kawasan Ekonomi Khusus (KEK) หรือ “พื้นที่ยุทธศาสตร์” ที่ “รัฐบาลอินโดนีเซีย” จัดตั้งขึ้นเพื่อดึงดูดการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ
    โดยมีสิทธิประโยชน์ด้านภาษีที่จูงใจ ลดความซับซ้อนของขั้นตอนราชการ และเน้นอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น การผลิต โลจิสติกส์ และการท่องเที่ยว เพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ
    บทวิเคราะห์นี้จะอธิบายอย่างละเอียดถึง “เขตเศรษฐกิจพิเศษอินโดนีเซีย” (Special Economic Zones: SEZs) โดยครอบคลุมประวัติการจัดตั้ง เหตุผลเชิงนโยบาย เปรียบเทียบกับ “เขตเศรษฐกิจพิเศษอาเซียน” และ EEC (Eastern Economic Corridor) หรือ “เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก” ของ “ไทย” รวมถึงเป้าหมายและผลกระทบต่อ “ภูมิภาคอาเซียน” และ “ไทย”

    EEZ: Exclusive Economic Zone of Indonesia

    “อินโดนีเซีย” เริ่มนโยบายการจัดตั้ง “เขตเศรษฐกิจพิเศษ” ตั้งแต่ปี 2012 โดยรัฐบาลมีเป้าหมายเพื่อดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI: Foreign Direct Investment) วัตถุประสงค์เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจระหว่างเกาะ และสร้างความสามารถในการแข่งขันระดับโลก
    “เขตเศรษฐกิจพิเศษ” เหล่านี้ ได้รับการกำหนดโดยกฎหมายและอยู่ภายใต้การกำกับของ “คณะกรรมการเขตเศรษฐกิจพิเศษ” (KEK: Kawasan Ekonomi Khusus Committee) ซึ่งมี Website ที่เป็นทางการ kek.go.id ที่ระบุว่า
    ปัจจุบัน “อินโดนีเซีย” มี SEZs มากกว่า 20 แห่ง ครอบคลุมอุตสาหกรรมการผลิต การท่องเที่ยว และบริการ โดยรัฐบาลให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี การลดขั้นตอนการอนุญาต และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ
    เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศใน “อาเซียน” เช่น “เวียดนาม” หรือ “มาเลเซีย” กับ “เขตเศรษฐกิจพิเศษ” ของ “อินโดนีเซีย” จะพบว่า มีลักษณะคล้ายกันในแง่การมุ่งเน้นการผลิตและการส่งออก แต่แตกต่างกันตรงที่ “อินโดนีเซีย” เน้นการกระจายตัวไปตามเกาะต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางภูมิศาสตร์
    ขณะที่ “เวียดนาม” เน้นการเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และสิ่งทอ ส่วน “มาเลเซีย” เน้นการพัฒนา “เขตเศรษฐกิจพิเศษ” ที่เชื่อมโยงกับโครงการ Belt and Road Initiative หรือ One Belt One Road ของ “จีน”
    เมื่อเปรียบเทียบกับ “เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก” ของ “ไทย” หรือ EEC (Eastern Economic Corridor) จะเห็นได้ว่า EEC มี “การวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนกว่า” โดยเน้นอุตสาหกรรมเป้าหมาย 13 กลุ่ม เช่น ยานยนต์สมัยใหม่ Digital และการบิน

    อีอีซี โมเดล (EEC model)

    ขณะที่ “อินโดนีเซีย” แม้จะมี SEZs (Special Economic Zones) หลายแห่ง แต่ยังมีความท้าทายด้านการบริหารจัดการและการบูรณาการกับโครงสร้างพื้นฐานระดับชาติ
    อย่างไรก็ตาม “อินโดนีเซีย” กำลังเร่งพัฒนา SEZs ให้สอดคล้องกับการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ เช่น EV และพลังงานหมุนเวียน ซึ่งสอดรับกับแนวโน้มโลกและเป็นคู่แข่งสำคัญของ “ไทย” ในอนาคต
    เป้าหมายหลักของ SEZs อินโดนีเซีย” คือการเพิ่มสัดส่วน FDI การสร้างงานใหม่หลายแสนตำแหน่ง การกระจายรายได้ไปสู่ภูมิภาคนอก “เกาะชวา” และการสร้างความเชื่อมโยงกับโครงการ Belt and Road Initiative หรือ One Belt One Road ของ “จีน” เพื่อให้ประเทศเป็นศูนย์กลางการผลิตและโลจิสติกส์ใน “เอเชียตะวันออกเฉียงใต้” หรือ “อาเซียน” (ASEAN)
    ผลกระทบที่ “เขตเศรษฐกิจพิเศษ” ของ “อินโดนีเซีย” มีต่อ “อาเซียน” และ “ไทย” มีหลายมิติ
    ประการแรก SEZs อินโดนีเซีย” จะเพิ่มการแข่งขันในการดึงดูด FDI โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV: Electric Vehicle) และอุตสาหกรรม Digital ซึ่ง “ไทย” เองก็วางยุทธศาสตร์แบบเดียวกันนี้ใน EEC เช่นเดียวกัน
    ประการที่สอง การพัฒนา SEZs อินโดนีเซีย” จะช่วยเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค ทำให้เกิดการกระจายการลงทุนและการผลิตไปทั่ว “อาเซียน”
    ประการที่สาม “ไทย” อาจได้รับผลกระทบเชิงบวกจากการเชื่อมโยงด้านโลจิสติกส์และการค้าภายในภูมิภาค แต่ก็ต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ

    Losari Beach the Icon for the City of Makassar – South Sulawesi – Indonesia

    วิเคราะห์เชิงโครงสร้างระหว่าง EEC กับ EEZ

    “เขตเศรษฐกิจพิเศษอินโดนีเซีย” เป็นหนึ่งในเครื่องมือเชิงนโยบายที่รัฐบาลใช้เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันและดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) โดยมีพัฒนาการที่ชัดเจนในแต่ละช่วงเวลา
    เริ่มจากการประกาศใช้กฎหมาย SEZs ในปี 2012-2015 เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางภูมิศาสตร์และสร้างแรงดึงดูดการลงทุน โดย “รัฐบาลอินโดนีเซีย” ในยุคนั้น เน้นการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีและการลดขั้นตอนการอนุญาตต่างๆ จากทางราชการเพื่อสร้างความมั่นใจแก่นักลงทุน
    ต่อมาในช่วงปี 2016–2020 “อินโดนีเซีย” เร่งผลักดัน SEZs ให้สอดคล้องกับโครงการ Belt and Road Initiative หรือ One Belt One Road ของ “จีน” โดยพัฒนา “เขตเศรษฐกิจพิเศษในพื้นที่ยุทธศาสตร์” เช่น “สุลาเวสี” และ “สุมาตรา” เพื่อรองรับอุตสาหกรรมหนัก โลจิสติกส์ และการผลิตวัตถุดิบสำคัญอย่างนิกเกิลที่ใช้ในแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า
    ขณะที่ในช่วงปี 2021–2025 รัฐบาลได้ปรับทิศทาง SEZs ให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมอนาคต เช่น EV พลังงานหมุนเวียน และ Digital พร้อมลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์เพื่อเชื่อมโยงกับตลาดโลก
    หากเปรียบเทียบเชิงสถิติการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ระหว่างกลุ่มประเทศใน “อาเซียน” แล้ว จะพบว่า
    “อินโดนีเซีย” มี FDI ปี 2024 อยู่ที่ประมาณ 36 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดย SEZs มีบทบาทสำคัญในการดึงดูดการลงทุนในเหมืองนิกเกิลและอุตสาหกรรม EV
    ขณะที่ “เวียดนาม” มี FDI สูงกว่า 38 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยเน้นอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และสิ่งทอที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานโลก
    ส่วน “ไทย” มี FDI อยู่ที่ราว 20 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยมี EEC เป็นศูนย์กลางการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ยานยนต์สมัยใหม่ Digital และการบิน
    ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า การแข่งขันในการดึงดูด FDI ภายในอาเซียนมีความเข้มข้นมาก โดย “อินโดนีเซีย” และ “เวียดนาม” กำลังเป็นคู่แข่งสำคัญของ “ไทย”
    การวิเคราะห์เชิงโครงสร้างระหว่าง EEC ของ “ไทย” และ SEZs ของ “อินโดนีเซีย” แสดงให้เห็นความแตกต่างที่ชัดเจน

    EEC ของไทยมี “การวางแผนเชิงยุทธศาสตร์” ที่ “ชัดเจนมาก”
    โดยเน้น “อุตสาหกรรมเป้าหมาย” 13 กลุ่ม หรือ 13 S-curve ซึ่งเป็นแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายของไทยเพื่อยกระดับเศรษฐกิจ แบ่งเป็น 10 อุตสาหกรรมเดิม/ใหม่ (5 First S-Curve + 5 New S-Curve) และเพิ่มเติมอีก 3 อุตสาหกรรม มุ่งเน้นเทคโนโลยีขั้นสูง Digital และความยั่งยืน เพื่อก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลาง
    10 อุตสาหกรรมเป้าหมายเดิม (5 First S-Curve + 5 New S-Curve)
    1. ยานยนต์สมัยใหม่ (Next-Generation Automotive): เช่น รถยนต์ไฟฟ้า (EV)
    2. อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ (Smart Electronics): ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ขั้นสูง
    3. ท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Affluent, Medical and Wellness Tourism)
    4. เกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ (Agriculture and Biotechnology)
    5. อาหารแห่งอนาคต (Food for the Future): อาหารฟังก์ชัน, อาหารโปรตีนสูง
    6. หุ่นยนต์เพื่ออุตสาหกรรม (Robotics): ระบบอัตโนมัติ
    7. การบินและโลจิสติกส์ (Aviation and Logistics): ศูนย์ซ่อมและศูนย์กลางขนส่ง
    8. เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ (Biofuels and Biochemicals): พลังงานสะอาด
    9. ดิจิทัล (Digital): AI, IoT, Big Data
    10. การแพทย์ครบวงจร (Medical Hub): โรงพยาบาลและอุปกรณ์การแพทย์
    3+1 อุตสาหกรรมเพิ่มเติม (อุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่)
    11. อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ (Defense Industry): ผลิตอุปกรณ์และเทคโนโลยีด้านความมั่นคง
    12. อุตสาหกรรมการศึกษา (Educational Industry)
    13. อุตสาหกรรมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy)
    13+ อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์และสุขภาพ (Medical Devices and Health Industry)
    EEC ของ “ไทย” มีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) สนามบินอู่ตะเภาแห่งใหม่ และท่าเรือน้ำลึกมาบตาพุด
    โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มีการจัดตั้ง “สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.)” ซึ่งทำหน้าที่กำกับดูแลเชิงนโยบาย รวมถึงการบริหารจัดการพื้นที่ EEC ทั้งหมด
    ขณะที่ EEZ หรือ SEZs ของ “อินโดนีเซีย” มีการกระจายตัวไปทั่วประเทศเพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางภูมิศาสตร์ แต่ยังมีความท้าทายด้านการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานระหว่างเกาะและการบูรณาการกับนโยบายระดับชาติ
    การบริหารจัดการ SEZs อินโดนีเซีย” อยู่ภายใต้ “คณะกรรมการ KEK” และ “รัฐบาลท้องถิ่น” ทำให้การดำเนินงานมีความหลากหลายและบางครั้งขาดเอกภาพ

    อย่างไรก็ตาม “อินโดนีเซีย” มีข้อได้เปรียบด้านทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นิกเกิลที่เป็นวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรม EV ซึ่งทำให้ SEZs ของประเทศมีศักยภาพสูงในการแข่งขันกับไทยและประเทศอื่นๆ ในอาเซียน
    กรณีศึกษาที่สำคัญ เช่น SEZs โมโรวาลี” ใน “สุลาเวสี” ซึ่งเป็นศูนย์กลางการผลิตนิกเกิลและแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า ได้รับการลงทุนจากจีนและบริษัทต่างชาติหลายแห่ง ทำให้พื้นที่นี้กลายเป็นหนึ่งในฐานการผลิตที่สำคัญของโลก
    “SEZs มันโดลิน” ใน “สุมาตราเหนือ” เน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการ ขณะที่ SEZs ตันจุงเลสุง” ใน “บันเตน” มุ่งเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ
    กรณีศึกษาเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายของ EEZ อินโดนีเซีย” ที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการผลิต แต่ยังครอบคลุมการท่องเที่ยวและบริการ
    ผลกระทบของ “เขตเศรษฐกิจพิเศษอินโดนีเซีย” ที่มีต่อ “อาเซียน” และ “ไทย” มีหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็น การแข่งขันในการดึงดูด FDI จะรุนแรงขึ้น
    โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อุตสาหกรรม EV และพลังงานหมุนเวียน ที่ทั้ง “ไทย” และ “อินโดนีเซีย” ต่างให้ความสำคัญ
    นอกจากนี้ การพัฒนา EEZ ของอินโดนีเซีย” ยังช่วยเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค ทำให้เกิดการกระจายการลงทุนและการผลิตไปทั่วอาเซียน
    “ไทย” อาจได้รับผลกระทบเชิงบวกจากการเชื่อมโยงด้านโลจิสติกส์และการค้าภายในภูมิภาค แต่ก็ต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ หาก “ไทย” ไม่เร่งปรับยุทธศาสตร์และเพิ่มความชัดเจนในการพัฒนา EEC อาจสูญเสียความได้เปรียบในการแข่งขันในอนาคต
    ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า “เขตเศรษฐกิจพิเศษอินโดนีเซีย” เป็นเครื่องมือเชิงนโยบายที่มีพลวัตสูงและกำลังปรับตัวเพื่อแข่งขันกับ “ไทย” และประเทศอื่นๆ ใน “อาเซียน”
    แม้ EEC ของไทย” จะมีความชัดเจนและโครงสร้างที่แข็งแรงกว่า แต่EEZ อินโดนีเซีย” มีข้อได้เปรียบด้านทรัพยากรธรรมชาติและการเชื่อมโยงกับโครงการระดับโลก หาก “ไทย” ไม่เร่งปรับยุทธศาสตร์ อาจสูญเสียความได้เปรียบในการแข่งขันในอนาคต

    บทสรุป

    จากการอธิบายพัฒนาการและเป้าหมายของ “เขตเศรษฐกิจพิเศษอินโดนีเซีย” โดยเชื่อมโยงกับบริบท “อาเซียน” และ “ไทย” ทั้งในเชิงนโยบาย การเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน และผลกระทบต่อภูมิภาค ทำให้เห็นภาพรวมของ EEZ และบทบาทเชิงลึกต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและการแข่งขันในภูมิภาค
    ซึ่งสามารถสรุปได้ว่า “อินโดนีเซีย” เริ่มจัดตั้ง “เขตเศรษฐกิจพิเศษ” (Special Economic Zones: SEZ หรือ Kawasan Ekonomi Khusus: KEK) ตั้งแต่ปี 2012 โดยมีเป้าหมายเพื่อกระจายการลงทุนออกจาก “เกาะชวา” ลดความเหลื่อมล้ำทางภูมิภาค และสร้างแรงดึงดูดต่อการลงทุนจากต่างประเทศ
    “รัฐบาลอินโดนีเซีย” มองว่า EEZ เป็นเครื่องมือสำคัญในการเร่งขยายและยกระดับภาคอุตสาหกรรม เพิ่มการจ้างงาน และการเพิ่มศักยภาพการส่งออก โดยมอบสิทธิประโยชน์ทางภาษี การถือครองที่ดิน และการลดขั้นตอนทางราชการเพื่อดึงดูดนักลงทุน
    เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ใน “อาเซียน” เช่น “เวียดนาม” ที่มี “เขตเศรษฐกิจพิเศษ” ครอบคลุมพื้นที่กว่า 1.6 ล้านเฮกตาร์ และ “มาเลเซีย” ที่มี “เขตเศรษฐกิจพิเศษ” กว่า 2.15 ล้านเฮกตาร์ แล้ว
    “เขตเศรษฐกิจพิเศษ” ของ “อินโดนีเซีย” ยังถือว่ามีขนาดเล็กมาก โดยมีเพียง 22–24 เขต ครอบคลุมราว 21,000 เฮกตาร์ แต่รัฐบาลได้ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานกว่า 725 ล้านล้านรูเปียห์เพื่อสนับสนุนการพัฒนา EEZ ให้มีท่าเรือ ถนน และระบบ Digital ที่ทันสมัย
    การเปรียบเทียบ “เขตเศรษฐกิจพิเศษ” ของ “อินโดนีเซีย” กับ “เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกของไทย” (Eastern Economic Corridor: EEC) จะพบว่า “ไทย” เน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมขั้นสูง เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า Digital และการบิน โดยมีพื้นที่กว่า 13,266 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุม 3 จังหวัดหลัก (ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา) และได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลไทยในเชิงนโยบายและงบประมาณมหาศาล
    ขณะที่ EEZ ของ “อินโดนีเซีย” ยังคงกระจายตัวในหลายเกาะและมุ่งเน้นการดึงดูดการลงทุนทั่วไป เช่น การท่องเที่ยว การแปรรูปสินค้าเกษตร และการผลิตขั้นต้น
    เพราะเป้าหมายหลักของ EEZ ของ “อินโดนีเซีย” คือ ดึงดูดการลงทุนต่างชาติ (FDI) ผ่านสิทธิประโยชน์ทางภาษีและการถือครองกิจการเต็มรูปแบบ
    สร้างงานและลดความเหลื่อมล้ำทางภูมิภาค โดยกระจายการลงทุนไปสู่เกาะนอกชวา
    เพิ่มศักยภาพการส่งออกและอุตสาหกรรมใหม่ เช่น พลังงานสีเขียวและเทคโนโลยีดิจิทัล
    สนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) โดยพัฒนา SEZ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

    ผลกระทบต่อ “อาเซียน” และ “ไทย” คือ “อินโดนีเซีย” กำลังแข่งขันกับ “เวียดนาม” และ “ไทย” ในการดึงดูดการลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์
    การพัฒนา EEZ ทำให้ภูมิภาคมีการแข่งขันสูงขึ้น นักลงทุนมีทางเลือกมากขึ้น แต่ก็สร้างแรงกดดันให้ “ไทย” ต้องเร่งพัฒนา EEC ให้มีความแตกต่างและมุ่งไปสู่อุตสาหกรรมขั้นสูงมากกว่าเพียงการผลิตทั่วไป 
    นอกจากนี้ EEZ อินโดนีเซียยังช่วยเสริมความร่วมมือในกรอบ Indonesia–Malaysia–Thailand Growth Triangle (IMT-GT) ที่มุ่งสร้างการเชื่อมโยงด้านโลจิสติกส์และการค้าในภูมิภาคอีกด้วย
    กล่าวโดยสรุป “เขตเศรษฐกิจพิเศษอินโดนีเซีย” เป็นนโยบายสำคัญที่สะท้อนความพยายามของรัฐบาลในการสร้างสมดุลทางเศรษฐกิจและแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน
    แม้ยังมีข้อจำกัดด้านขนาดและประสิทธิภาพ แต่การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและการขยายสิทธิประโยชน์ทางภาษี ทำให้ EEZ อินโดนีเซีย” มีศักยภาพที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภูมิภาค
    และเป็นตัวแปรสำคัญที่ “ไทย” จะต้อง “จับตามอง” เพื่อนำมากำหนดทิศทางในอนาคตของ EEC โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การพัฒนาและยกระดับเศรษฐกิจของไทยในอนาคตนั่นเองครับ

    Post Views: 109

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/03/24/eec-thailand-vs-eez-indonesia/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hqzNy6mLZvVUQqsR51Q77

  • โลกเผชิญมลพิษทางอากาศรุนแรงในปี 2568 ฝุ่น PM2.5 คุกคามสุขภาพ-เศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    โลกเผชิญมลพิษทางอากาศรุนแรงในปี 2568 ฝุ่น PM2.5 คุกคามสุขภาพ-เศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    คุณภาพอากาศทั่วโลกแย่ลงในปี 2568 หลังข้อมูลจากเกือบ 9,500 เมืองพบว่า มีเพียง 14% ที่ผ่านมาตรฐานฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ขององค์การอนามัยโลก (WHO) ซึ่งลดลงจาก 17% เมื่อปีก่อน โดยไฟป่าและมลพิษจากภาคอุตสาหกรรม ยานพาหนะ และเกษตรกรรมเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้สภาพอากาศย่ำแย่ลง

    IQAir ระบุในรายงานว่า เมืองที่มีมลพิษมากที่สุด 25 เมืองล้วนอยู่ในอินเดีย ปากีสถาน และจีน ซึ่งสาเหตุเกิดจากโรงงาน ยานพาหนะ พายุฝุ่น และการเผาพืชผล โดยปากีสถานและบังกลาเทศมีค่าเฉลี่ย PM2.5 สูงที่สุด ขณะที่เฟรนช์โปลินีเซียและเปอร์โตริโกมีค่าต่ำที่สุด และเป็นหนึ่งใน 13 ประเทศหรือดินแดนที่มีค่าเฉลี่ยต่ำกว่าเกณฑ์ของ WHO

    แฟรงก์ แฮมเมส ซีอีโอของ IQAir ระบุว่า มลพิษทางอากาศจะส่งผลต่อคนรุ่นอนาคต ทำให้ไอคิวลดลง ความสามารถในการทำงานลดลง และสร้างภาระให้ระบบสาธารณสุขจากผู้ที่ต้องรับการรักษาและต้องออกจากตลาดแรงงาน

    รายงานระบุด้วยว่า ปีที่ผ่านมา ไฟป่าในยุโรปและแคนาดาทำให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ ส่วนธนาคารโลกระบุว่ามลพิษทางอากาศภายนอกอาคารคร่าชีวิตผู้คนราว 5.7 ล้านคนในปี 2563 และสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจปีละ 4.5-6.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นราว 6.5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมโลก

    แม้บางประเทศ เช่น จีน จะบังคับใช้มาตรฐานคุณภาพอากาศเข้มงวดขึ้น แต่สหรัฐฯ มีแนวโน้มผ่อนคลายกฎเกณฑ์ภายใต้การขับเคลื่อนของสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภค

    ด้านกิตา โกปินาธ อดีตเจ้าหน้าที่ IMF ระบุว่า พื้นที่ทางเหนือของอินเดียมีสภาพอากาศเลวร้ายที่สุดในรอบหลายปีในเดือนพ.ย.-ธ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจมากกว่าภาษีการค้า

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (24 มี.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/579508&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0y83Ly_URdGApXo6ZJIYMR

  • “ไอเอฟดีโพล” เผยคนไทยผวาวิกฤตเศรษฐกิจ-สงคราม ช็อก 96.20% ไม่พร้อมรับมือ “เกรียงศักดิ์” แนะ 3 ข้อฝ่าวิกฤต | TOPNEWS

    “ไอเอฟดีโพล” เผยคนไทยผวาวิกฤตเศรษฐกิจ-สงคราม ช็อก 96.20% ไม่พร้อมรับมือ “เกรียงศักดิ์” แนะ 3 ข้อฝ่าวิกฤต | TOPNEWS

    “ไอเอฟดีโพล” เผยคนไทยผวาวิกฤตเศรษฐกิจ-สงคราม ช็อก 96.20% ไม่พร้อมรับมือ “เกรียงศักดิ์” แนะ 3 ข้อฝ่าวิกฤต

    เมื่อวันที่ 24 มี.ค. 2569 ไอเอฟดีโพลและเซอร์เวย์ โดย ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ (ดร.แดน) ประธานสถาบันการสร้างชาติ ประธานสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา และนางจิตติมา บุญวิทยา ผู้อำนวยการไอเอฟดีโพลและเซอร์เวย์ แถลงผลสำรวจความคิดเห็น เรื่อง “คนไทยผวาวิกฤตเศรษฐกิจ-สงคราม! ช็อก 96.20% ไม่พร้อมรับมือ” กลุ่มตัวอย่าง 1,237 ราย สำรวจช่วง 18-21 มี.ค. 2569 ครอบคลุม 6 ภูมิภาค ค่าความเชื่อมั่น 95% ค่าคลาดเคลื่อน ±3%

    ผลไอเอฟดีโพลชี้ คนไทย 77.20% ผวาวิกฤตเศรษฐกิจ และ 53.92% หวาดหวั่นผลกระทบจากสงคราม โดยมีภัยพิบัติ 21.91% และ AI แย่งงาน 20.53% เป็นความเสี่ยงสำคัญในอนาคต ท่ามกลางความเปราะบางขั้นสุดเมื่อพบว่าประชาชนถึง 96.20% ยังไม่พร้อมรับมือวิกฤตอย่างเต็มที่ (มีผู้ที่พร้อมมากเพียง 3.80%) โดยพบว่า ณ วันนี้วิกฤตที่คนไทยกังวลว่าจะกระทบชีวิตมากที่สุด คือ ปัญหาปากท้องเป็นอันดับหนึ่ง โดยระบุว่า กลัวเศรษฐกิจตกต่ำ รายได้ลด ตกงาน ของแพง และหนี้เพิ่ม สูงถึง 77.20% รองลงมาคือความกังวลเรื่องสงครามความขัดแย้งระหว่างประเทศที่กระทบการใช้ชีวิตและสร้างความไม่แน่นอน 53.92% ตามด้วยวิกฤตภัยพิบัติทางธรรมชาติ (เช่น PM2.5 อากาศสุดขั้ว แล้งจัด น้ำท่วม) 21.91% นอกจากนี้ ประชาชนยังกังวลว่า AI และเทคโนโลยีจะเข้ามาแย่งงานจนเสี่ยงตกงาน 20.53% และกลัวโรคระบาดหรือโรคอุบัติใหม่ต่าง ๆ 7.84% ขณะที่มีผู้ไม่ทราบหรือไม่แน่ใจอยู่ที่ 2.90%

    อย่างไรก็ตาม เมื่อเจาะลึกถึงความพร้อมในการรับมือหากเกิดวิกฤตฉุกเฉิน ผลสำรวจกลับสะท้อนภาพความเปราะบางของสังคมไทยอย่างรุนแรง โดยประชาชนกลุ่มใหญ่ที่สุดถึง 44.86% ยอมรับว่า “อยากเตรียม แต่กำลังไม่พอ” เนื่องจากลำพังหาเช้ากินค่ำก็เหนื่อยแล้ว จึงไม่มีเงินเหลือไปสำรอง รองลงมาคือ กลุ่มที่ “พร้อมบ้าง” คือพอรับมือได้ช่วงสั้น ๆ แต่ถ้ายืดเยื้อจะลำบากแน่ 38.32% ที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือกลุ่มที่ “ยังไม่ได้เตรียมเลย” ไปตายเอาดาบหน้า มีสัดส่วนถึง 13.02% ในขณะที่กลุ่มที่มีสถานะ “พร้อมมาก” (มีเงินสำรองและแผนรับมือชัดเจน) กลับมีเพียง 3.80% เท่านั้น

    ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ได้วิเคราะห์เพิ่มเติม เป็น 4 นัยยะ และ 3 ข้อเสนอแนะ ดังนี้
    4 นัยยะสำคัญจากผลโพล คือ 1) คนไทยกลัววิกฤตเศรษฐกิจ-สงครามพุ่งกระฉูด: ความกังวลของคนไทยมุ่งเป้าไปที่ปัญหาใกล้ตัวก่อน คือ เรื่องปากท้องเป็นอันดับหนึ่ง โดยหวาดผวากับวิกฤตเศรษฐกิจถึง 77.20% ควบคู่ไปกับความกลัวผลกระทบจากสงคราม 53.92% ซึ่งสะท้อนความเครียดจากปัจจัยที่เข้ามารุมเร้าชีวิต
    2) ภัยพิบัติและ AI คือความเสี่ยงในอนาคต: แม้ในยามปกติที่ไม่มีวิกฤตฉับพลัน ประชาชนก็ยังมองเห็นภัยคุกคามที่ไกลไป‍ในอนาคต โดยกังวลกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ 21.91% และหวาดหวั่นว่า AI จะเข้ามาแย่งหรือทดแทนงาน จนเสี่ยงตกงาน รายได้ลด 20.53%
    3) สังคมเปราะบาง 96.20% ไม่พร้อมรับมือวิกฤต: มีประชาชนเพียง 3.80% เท่านั้นที่พร้อมรับมืออย่างแท้จริง ขณะที่อีก 96.20% ตกอยู่ในภาวะเสี่ยงและไร้ภูมิคุ้มกัน (ประกอบด้วยกลุ่มที่รับมือได้แค่ระยะสั้น 38.32% กลุ่มที่อยากเตรียมแต่กำลังไม่พอ 44.86% และกลุ่มที่ไม่มีความพร้อมต้องไปตายเอาดาบหน้า 13.02%)
    4) สังคมเกินครึ่ง (57.88%) ร้องหา Safety Net : กลุ่มคนที่หาเช้ากินค่ำ และกลุ่มที่ไม่มีเงินสำรองเลย รวมกันสูงถึง 57.88% ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่ไทยต้องมี “ตาข่ายรองรับทางสังคม” เพื่อพยุงชีวิตประชาชนในยามวิกฤต

    โดย ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ มี 3 ข้อเสนอแนะเพื่อฝ่าวิกฤต คือ 1) ตั้ง “รัฐบาลพิเศษ” ดึง เทคโนแครต กู้วิกฤต: ท่ามกลางวิกฤตรอบด้าน เสนอให้จัดตั้ง ครม. ที่รวมคนดีและมีความสามารถ (Technocrat) มืออาชีพที่ทำงานได้จริงเข้ามาบริหารประเทศ แทนการตั้งรัฐบาลตามโควตาพรรคการเมืองหรือระบบเครือญาติแบบเดิม ๆ
    2) สร้าง Safety Net ถาวรด้วยการปั้นกองทุนรองรับวิกฤตแห่งชาติ : เร่งสร้างตาข่ายรองรับทางสังคม (Safety Net) ที่พึ่งพาได้จริง โดยระดมเงินสมทบจากทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน เพื่อนำไปช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางอย่างเป็นธรรม ควบคู่ไปกับการส่งเสริมระบบ “สะสมออมเอง” เพื่อเป็นเกราะคุ้มกันฉุกเฉินส่วนบุคคล
    3) ยุติ “ประชานิยมแจกแหลก” รัฐต้องยกเลิกนโยบายแจกเงินที่สูญเปล่าและไม่ยั่งยืน แล้วโยกเม็ดเงินมหาศาลเหล่านั้นมาสะสมเป็น “กองทุนฉุกเฉินระดับชาติ” เพื่อใช้เป็นกันชนรับมือกับวิกฤตใหญ่ในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1526015&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3YPiLqWiHBeaYMwiGQrSEb

  • รู้ก่อนรวยก่อน ส่อง 5 หุ้น น่าสนใจ 24/03/69

    รู้ก่อนรวยก่อน ส่อง 5 หุ้น น่าสนใจ 24/03/69

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/136715&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1EhJlt2bTq-QIBTqfBDSQh

  • ดาต้าเซ็นเตอร์-เศรษฐกิจดิจิทัล-อีวี ดันความต้องการใช้ไฟฟ้าพุ่งทะลุ7.1หมื่นเมกะวัตต์

    ดาต้าเซ็นเตอร์-เศรษฐกิจดิจิทัล-อีวี ดันความต้องการใช้ไฟฟ้าพุ่งทะลุ7.1หมื่นเมกะวัตต์

    วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.21 น.

    สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน จัดรับฟังความคิดเห็นต่อการจัดทำ “ค่าพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้า (Load Forecast)” เพื่อใช้เป็นฐานในการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP2026) ให้สอดคล้องกับบริบทด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และพฤติกรรมการใช้พลังงานที่เปลี่ยนแปลงไป

    นายทศพร ศิริสัมพันธ์ ประธานอนุกรรมการพยากรณ์และจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ เปิดเผยว่า การจัดทำค่าพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้าในครั้งนี้ ได้มีการปรับปรุงสมมติฐานสำคัญให้ทันต่อสถานการณ์ ทั้งด้านเศรษฐกิจ ประชากร และเทคโนโลยี โดยนำปัจจัยใหม่ที่มีบทบาทสำคัญเข้ามาพิจารณา อาทิ การเติบโตของ Data Center และเศรษฐกิจดิจิทัล การขยายตัวของยานยนต์ไฟฟ้า (EV) แนวโน้มการผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เอง (IPS) รวมถึงมาตรการอนุรักษ์พลังงานและการบริหารจัดการโหลด เพื่อสะท้อนโครงสร้างระบบไฟฟ้าที่มีความซับซ้อนและกระจายตัวมากขึ้น

    ทั้งนี้ การพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้า ได้พิจารณาความต้องการใช้ไฟฟ้าจากการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ควบคู่กับ “ความต้องการใหม่ (New Demand)” จากโครงการและนโยบายสำคัญของประเทศ เช่น รถไฟฟ้าความเร็วสูง ระบบไฟฟ้าขนส่งมวลชน ความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) รวมถึง EV และ Data Center ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของการใช้ไฟฟ้าในอนาคต ขณะเดียวกัน ยังมีการพิจารณาสมมติฐานการติดตั้ง Solar Rooftop และระบบกักเก็บพลังงาน ซึ่งจะช่วยลดภาระความต้องการไฟฟ้าจากระบบหลัก รวมถึงผลจากมาตรการอนุรักษ์พลังงานในระดับเข้มข้น ส่งผลให้แนวโน้มความต้องการไฟฟ้ายังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องในอัตราที่ชะลอตัวลง

    ผลการพยากรณ์ในกรณีต่ำ (Low) คาดว่า ความต้องการไฟฟ้าสูงสุดจะเพิ่มจากประมาณ 36,450 เมกะวัตต์ ในปี 2569 เป็น 71,340 เมกะวัตต์ ในปี 2593 หรือเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 2.9 ต่อปี และมีการใช้ไฟฟ้าปี 2593 อยู่ที่ 386,081 ล้านหน่วย ขณะที่กรณีสูง (High) ความต้องการไฟฟ้าสูงสุดในปี 2593 จะเพิ่มเป็น 77,374 เมกะวัตต์ หรือเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 3.2 ต่อปี และมีการใช้ไฟฟ้าอยู่ที่ 434,371 ล้านหน่วย โดยมีปัจจัยหลักจาก EV และ Data Center

    นอกจากนี้ ยังมีการพิจารณาพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะช่วงเวลาการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (Peak) ที่เปลี่ยนจากช่วงกลางวันไปสู่ช่วงกลางคืนจากการชาร์จ EV และการใช้ไฟฟ้าในภาคธุรกิจยุคดิจิทัล รวมถึงการพิจารณานโยบายที่จำเป็นในอนาคต เช่น การปรับโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้า การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานรองรับ Data Center การสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าใช้เอง และการเปิดให้ใช้โครงข่ายไฟฟ้า

    ทั้งนี้ การรับฟังความคิดเห็นในครั้งนี้ จะนำไปใช้ประกอบการปรับปรุงค่าพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้าสำหรับจัดทำแผน PDP2026 เพื่อยกระดับการวางแผนพลังงานของประเทศ รองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล เทคโนโลยีพลังงานสะอาด และสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว

    -031

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/954467&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0bo2AYveO1mEqXf0jeJ9SG

  • ‘อนุทิน 2’ เจอโจทย์ใหญ่ วิกฤติเศรษฐกิจจ่อคอหอย

    ‘อนุทิน 2’ เจอโจทย์ใหญ่ วิกฤติเศรษฐกิจจ่อคอหอย

    ขณะที่คาดการณ์กันว่า ไม่น่าจะเกินช่วงสงกรานต์ปีนี้ (13 เม.ย. 69) คณะรัฐมนตรี (ครม.) รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล หรือ “อนุทิน 2” ก็คงเสร็จสิ้นกระบวนการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งเรียบร้อย

    ส่วนที่ใช้เวลาอยู่ตอนนี้ คือขั้นตอนตรวจสอบคุณสมบัติ การเป็นรัฐมนตรีจากหลายหน่วยงาน เพื่อไม่ให้มีปัญหาตามมา

    นั่นเท่ากับโผ “ครม.อนุทิน 2” ที่สื่อเปิดเผยค่อนข้างตรงกัน ก็คือ รายชื่อคนที่จะมาเป็นรัฐมนตรี หากผ่านขั้นตอนการตรวจสอบคุณสมบัติเรียบร้อยนั่นเอง

    อาจแบ่งตามโควตาพรรคดังนี้  

    พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค เป็นนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายทรงศักดิ์ ทองศรี แกนนำพรรค เป็นรองนายกรัฐมนตรี 

    นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ ส.ส.สตูล รัฐมนตรีช่วยว่าการมหาดไทย นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ ส.ส.อุทัยธานี รัฐมนตรีช่วยว่าการมหาดไทย นายพลพีร์ สุวรรณฉวี ส.ส.นครราชสีมา รัฐมนตรีช่วยว่าการมหาดไทย นายภราดร ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

    น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี ส.ส.บัญชีรายชื่อ เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายนภินทร ศรีสรรพางค์ แกนนำพรรค เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นางสุขสมรวย วันทนียกุล ส.ส.อำนาจเจริญ เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ จากรัฐมนตรีช่วยฯ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

    พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ส.ส.ศรีสะเกษ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ ส.ส.พิจิตร เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายสรรเพชญ บุญญามณี ส.ส.สงขลา เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

    นายไชยนก ชิดชอบ ส.ส.บัญชีรายชื่อ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย ส.ส.อุบลราชธานี เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รองหัวหน้าพรรคฯ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายสุชาติ ชมกลิ่น ส.ส.ชลบุรี เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 

    นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายวราวุธ ศิลปอาชา ส.ส.บัญชีรายชื่อ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

    สัดส่วนโควตาคนนอก ภท.

    นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เป็นรองนายกรัฐมนตรี ด้านกฎหมาย

    สัดส่วนโควตาพรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมรัฐบาล

    นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาฯ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายพัฒนา สัพโส ส.ส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 

    นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ

    นอกจากนี้ ยังมีรัฐมนตรีประจำสํานักนายกรัฐมนตรี หรือ รัฐมนตรีช่วย จากพรรคพลังประชารัฐ อีก 1 ตำแหน่ง

    จากรายชื่อรัฐมนตรีดังกล่าว จะเห็นว่า เก้าอี้กระทรวงเศรษฐกิจ การคลัง และความมั่นคง ล้วนเป็นของพรรคภูมิใจไทย มองแง่ดี ทำให้เห็นโอกาสที่จะทำงานแบบบูรณาการได้ดี และมีประสิทธิภาพสูง แต่ถ้าหากหากไร้ผลงาน หรือ ทำงานไม่ประสบความสำเร็จ พรรคภูมิใจไทย ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบได้เช่นกัน

    ความจริง ถ้าไม่เกิดวิกฤติสงครามสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน หลายคนเชื่อว่า รัฐบาลอนุทิน 2 อาจอยู่ยาวจนครบเทอม เพราะถ้ามองไปที่ฝ่ายค้านแล้ว เห็นได้ชัดในความไม่มีเอกภาพ ต่างคนต่างค้าน ยิ่งกว่านั้น จึงดูเหมือนยากที่จะตรวจสอบรัฐบาลอย่างได้ผล หรือล้มรัฐบาลได้

    เมื่อเป็นเช่นนี้ ปัญหา “รัฐบาลอนุทิน 2” จึงไม่ได้อยู่ที่ “เกมการเมือง” ในรัฐสภาเป็นปัจจัยหลัก หากแต่อยู่ที่ “วิกฤติเศรษฐกิจ” จะรุนแรงแค่ไหน? ซึ่งเป็นผลพวงจากสงครามสหรัฐฯ-อิสราเอล กับ อิหร่าน ที่ไม่รู้ยืดเยื้อแค่ไหนนั่นเอง  

    ประเด็นที่เป็นข้อเสนอต่อรัฐบาล รศ.ศิพิมพ์ ศรบัลลังก์ อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) แสดงความเห็นผ่านมติชนออนไลน์ (14 มี.ค.69) เอาไว้อย่างน่าสนใจ ว่า

    ในโลกที่เศรษฐกิจถูกกำหนดโดยภูมิรัฐศาสตร์ ตำแหน่งรัฐมนตรีบางตำแหน่งจำเป็นต้องถูกมองเป็น ตำแหน่งยุทธศาสตร์ของรัฐ โดยเฉพาะกระทรวงที่เป็นจุดเชื่อมต่อกับเศรษฐกิจโลก เช่น การคลัง พลังงาน พาณิชย์ และการต่างประเทศ เพราะกระทรวงเหล่านี้คือแนวปะทะโดยตรงกับแรงกระแทกจากเศรษฐกิจโลก

    การเปรียบเทียบแบบหมากรุก อธิบายสถานการณ์นี้ว่า

    1.) รัฐบาลอาจมีหมากเบี้ยจำนวนมากจากสมดุลทางการเมือง แต่สิ่งที่กำหนดทิศทางของกระดานจริงๆ คือ เรือ หรือ Rook ซึ่งเป็นหมากที่สามารถคุมเส้นยุทธศาสตร์ของเกมได้ ดังนั้นคำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า ใครจะได้ตำแหน่งรัฐมนตรี แต่คือใครสามารถคุมเส้นเกมของประเทศได้จริง

    2.) ครม.ต้องเปิดพื้นที่ให้ Technocrat มากกว่านี้หรือไม่ เพราะในหลายประเทศ เมื่อเผชิญความผันผวนทางเศรษฐกิจ รัฐบาลมักดึงผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน พลังงาน หรือการค้าระหว่างประเทศเข้ามามีบทบาทในระดับรัฐมนตรีหรือทีมยุทธศาสตร์ เหตุผลสำคัญคือเศรษฐกิจยุคปัจจุบันไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยนโยบายภายในประเทศเพียงอย่างเดียว แต่เชื่อมโยงกับโครงสร้างเศรษฐกิจโลกอย่างลึกซึ้ง ตั้งแต่การย้ายฐานการผลิตของบริษัทข้ามชาติ ไปจนถึงการแข่งขันระหว่างประเทศเพื่อดึงดูดการลงทุน
     
    3.) จะเปลี่ยนวิกฤตโลกให้เป็นโอกาสของไทยได้อย่างไร กรณีบริษัทข้ามชาติหลายแห่งกำลังย้ายฐานการผลิตออกจากพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง ประเทศที่สามารถอ่านเกมโลกได้เร็วจะสามารถดึงดูดการลงทุนใหม่เข้ามาได้ก่อน

    ประเทศไทยมีศักยภาพหลายด้านที่สามารถใช้เป็นแต้มต่อในโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่าน ไม่ว่าจะเป็นศักยภาพด้านการผลิตอาหาร โครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ในภูมิภาค และความสามารถในการรักษาสมดุลทางการทูตระหว่างมหาอำนาจ

    ด้าน ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย กรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร โพสต์เฟซบุ๊ก ( 4 มี.ค.69) ก็นับว่าน่าสนใจ

    ดร.พิพัฒน์ ชี้ประเด็นว่า สาเหตุที่สงครามครั้งนี้แตกต่างจากทุกครั้งที่มีมาก่อนว่า รอบนี้เป้าหมายและผลกระทบเกิดจากช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเปรียบเสมือนคอขวดสำคัญของพลังงานโลก และส่งผลกระทบลูกโซ่มาถึงเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    ทำไมถึง “น่ากังวลเป็นพิเศษ?” อิหร่านเริ่มดำเนินการปิดช่องแคบ Hormuz ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาขู่มาหลายครั้ง ไม่เคยทำได้สำเร็จและไม่เคยทำมาก่อนในระดับนี้ ผลที่ตามมาคือ : Supply พลังงานโลกหายวับ : น้ำมันดิบและก๊าซ LNG กว่า 1 ใน 5 ของโลก หายไปจากตลาดทันที

    และไทยพึ่งพาจุดนี้มหาศาล : เราพึ่งพาน้ำมันผ่านช่องแคบนี้สูงถึง 60% และ LNG อีกกว่า 20% ของที่ใช้ในประเทศ

    5 ปัจจัยชี้ชะตาเศรษฐกิจไทยที่ต้องจับตา

    นอกจากเรื่องพลังงานแล้ว ผลกระทบจะลามไปถึงเสาหลักเศรษฐกิจอื่นๆ ของไทยด้วย :

    1. ช่องแคบจะปิดนานแค่ไหน?: แม้สหรัฐฯ คงจะต้องพยายามเข้าจัดการ แต่หากยืดเยื้อ ต้นทุนค่าขนส่งและประกันภัยเรือจะพุ่งจนต้นทุนพลังงานแบกไม่ไหว

    2. โครงสร้างพื้นฐานการผลิตน้ำมัน: หากการตอบโต้ลามไปทำลายโรงกลั่นท่อส่งน้ำมัน ท่าเรือ หรือแท่นขุดเจาะ จะทำให้ Supply โลกหายไปแบบ “ไม่ชั่วคราว” ตอนนี้ก็เห็นโรงกลั่นซาอุ และท่อส่งน้ำมันกันแล้ว

    3. การท่องเที่ยว (โดนเต็มๆ ในระยะสั้น): * ตั๋วเครื่องบินแพงขึ้น : ต้นทุนน้ำมันอากาศยานที่พุ่งสูงจะสะท้อนไปที่ราคาตั๋วทันที

    นักท่องเที่ยวหาย : กลุ่มนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางที่เป็นกลุ่มกำลังซื้อสูงจะไม่สามารถเดินทางมาได้ และบรรยากาศความขัดแย้งทำให้คนทั่วโลกชะลอการเดินทาง

    4. การค้าและค่าเดินเรือ : ค่าระวางเรือจะพุ่งสูงขึ้นทันทีจากความเสี่ยงและเส้นทางที่ต้องอ้อมไกลขึ้น กระทบต่อต้นทุนสินค้าส่งออกและนำเข้าของไทย รวมถึงการค้าโลกที่อาจชะลอตัวจากกำลังซื้อที่ลดลง

    5. ใครจะมาแทนน้ำมันที่หายไป?: OPEC เพิ่มกำลังการผลิตหลักแสนบาร์เรลต่อวัน ไม่สามารถชดเชย 21 ล้านบาร์เรลต่อวันที่หายไปได้ ความหวังสำคัญคือการระบายน้ำมันสำรอง (SPR) ของสหรัฐฯ

    ผลกระทบต่อกระเป๋าเงินคนไทย

    ปัญหาสำคัญคือไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่นำเข้าพลังงานสุทธิสูงที่สุดในภูมิภาค (6% ของ GDP) หากน้ำมันสูงกว่ากรณีฐาน 10% และค้างสูงทั้งปี (หวังว่าจะไม่นะครับ) จะฉุด GDP ไทย และดุลการค้าประมาณ 0.5% กระทบต่อค่าเงินได้เลย และเงินเฟ้ออาจจะปรับตัวขึ้น กลายเป็น stagflation shock ที่น่ากังวล ในภาวะที่เศรษฐกิจยังฟื้นตัวได้ไม่ดีเลย

    และภาระการคลังของรัฐคงทะยานสูงขึ้น หนี้กองทุนน้ำมัน เราเพิ่งจะบริหารจนหนี้แสนล้านกลับมาเป็นบวกได้ไม่กี่เดือน หากต้องกลับไปอุดหนุนราคาอีกครั้ง หนี้ก้อนโตจะกลับมาทันที

    นี่ยังไม่นับค่าไฟ ที่คงตรึงไม่อยู่แน่ ถ้าราคา LNG ขึ้นเยอะๆ

    มองไปข้างหน้า: 3 ฉากทัศน์ (Scenarios) สำคัญ

    คงมีฉากทัศน์ทางการเมืองและการทหารเต็มไปหมด ที่ยากเกินกว่าจะวิเคราะห์ แต่ผมคง focus ที่ผลกระทบต่อ supply และราคาน้ำมันเป็นหลัก เพราะเป็นช่องทางสำคัญที่กระทบต่อเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก

    – จบเร็ว (Regime Alteration): จบในไม่กี่สัปดาห์ เช่นได้รัฐบาลใหม่ที่ยอมทำตามสหรัฐ ช่องแคบ Hormuz กลับมาเปิดได้ น้ำมันคงพุ่งสั้นๆ แล้วกลับมาที่ $60-$70 (ไทยรอดตัว)

    – ยืดเยื้อแต่ไม่รุนแรง: การสู้รบจำกัดวงแต่ช่องแคบปิดบ้างเปิดบ้าง ความเสี่ยงค้างสูง น้ำมันค้างอยู่ที่ $70-$90 (ไทยเหนื่อยหนัก)

    – รุนแรงและบานปลาย: สงครามภูมิภาคเต็มรูปแบบ ทำลายโครงสร้างพลังงาน น้ำมันทะลุ $100++ (ปัญหาเศรษฐกิจระดับโลก)….

    ทั้งหมดน่าจะเป็นโจทย์ข้อใหญ่ที่รัฐบาลอนุทิน 2 จะต้องเจออย่างไม่มีทางหลีกพ้น เอาแค่ปัญหาการกักตุนน้ำมัน และน้ำมันขาดแคลน จนต้องเข้าคิวกันยาวในเวลานี้ ก็ทำให้ประชาชนเดือดร้อนอย่างมากแล้ว ถ้าสงครามยืดเยื้อและบานปลาย อะไรจะเกิดขึ้น จะเอาอยู่หรือไม่ นับเป็นบททดสอบที่ต้องให้โอกาสรัฐบาลทำงาน และแสดงฝีมืออย่างเต็มที่ ส่วนจะฝ่าวิกฤติ หรือพลิกวิกฤติเป็นโอกาสได้หรือไม่ ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/opinion/1226475&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10HQt1aT_KVc4PLZ_WVlle

  • EU เรียกร้องเจรจายุติสงครามอิหร่าน หวั่นกระทบพลังงานโลก-เศรษฐกิจสั่นคลอน

    EU เรียกร้องเจรจายุติสงครามอิหร่าน หวั่นกระทบพลังงานโลก-เศรษฐกิจสั่นคลอน

    ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป เรียกร้องทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในอิหร่าน เร่งเข้าสู่โต๊ะเจรจาเพื่อยุติการสู้รบ ท่ามกลางความกังวลต่อผลกระทบด้านพลังงานและเศรษฐกิจโลกที่ทวีความรุนแรงขึ้น

    โดยในการแถลงข่าวของนาง อัวร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ร่วมกับนายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย แอนโทนี อัลบาเนซี เมื่อวันอังคาร ฟอน แดร์ ไลเอิน ระบุว่า ขณะนี้สถานการณ์อยู่ในขั้นวิกฤต และจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหาทางออกผ่านการเจรจา

    โดยเธอระบุว่า “ถึงเวลาแล้วที่ต้องเข้าสู่โต๊ะเจรจา และยุติความเป็นปรปักษ์ในอิหร่าน สถานการณ์ด้านพลังงานโลกกำลังอยู่ในภาวะวิกฤต เราทุกคนได้รับผลกระทบต่อเนื่อง ทั้งราคาก๊าซ น้ำมัน ธุรกิจ และสังคม”

    ผู้นำฝ่ายบริหารของสหภาพยุโรปยังเน้นย้ำว่า การหาทางออกด้วยวิธีทางการทูตเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด เพื่อยุติความรุนแรงที่กำลังเกิดขึ้นในตะวันออกกลาง

    นอกจากนี้ เธอยังประณามการโจมตีของอิหร่านที่พุ่งเป้าไปยังโครงสร้างพื้นฐานพลเรือน และเรือในอ่าว โดยระบุว่าเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้

    ท่าทีดังกล่าวมีขึ้นในช่วงที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงยืดเยื้อ และส่งแรงกระเพื่อมไปยังตลาดพลังงานโลกอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะราคาน้ำมันและก๊าซที่ผันผวนหนัก ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในหลายประเทศ

    นักวิเคราะห์มองว่า หากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย ความเสี่ยงด้านพลังงานและค่าครองชีพทั่วโลกอาจยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น และกดดันให้ผู้นำโลกต้องเร่งหาทางออกผ่านการเจรจาโดยเร็ว.

    ที่มา : CNN

    คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ข่าวต่างประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2922075&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20RJgq7JePPN54dVsYG_wc