Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • สหกรุ๊ปแฟร์ & เฟสครั้งที่ 30 ช็อป 100 บริษัท 1,000 รายการ

    สหกรุ๊ปแฟร์ & เฟสครั้งที่ 30 ช็อป 100 บริษัท 1,000 รายการ

    เครือสหพัฒน์ เปิดฉากงานสหกรุ๊ป แฟร์ & เฟส ครั้งที่ 30 แนวคิด ‘ไปด้วยกันนะ’ ระดมสินค้าอุปโภคบริโภคกว่า 1,000 รายการ จากบริษัทในเครือกว่า 100 แห่ง ตรึงราคาสวนภาวะเศรษฐกิจเพื่อแบ่งเบาภาระค่าครองชีพประชาชน พร้อมเดินหน้าสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ผ่านการลงนามความร่วมมือกับพันธมิตรรวม 20 โครงการ 

    นายธรรมรัตน์ โชควัฒนา กรรมการผู้อำนวยการและประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) และประธานจัดงานสหกรุ๊ป แฟร์ & เฟส กล่าวว่า  สถานการณ์เศรษฐกิจในขณะนี้  มีความไม่แน่นอน ทั้งจากภาวะสงคราม ความผันผวนด้านพลังงาน ซึ่งทำให้ต้นทุนวัตถุดิบการผลิตปรับตัวสูงขึ้น แต่ในงานสหกรุ๊ป แฟร์ & เฟส ครั้งนี้ เครือสหพัฒน์ยังคงนโยบายที่จะตรึงราคาสินค้าเดิมไว้ พร้อมมอบโปรโมชันพิเศษ เพื่อลดภาระค่าครองชีพของผู้บริโภค

    สหกรุ๊ป 006.jpg

    ภายในงานมีสินค้าคุณภาพกว่า 1,000 รายการ มาให้ผู้บริโภคเลือกซื้อ ครอบคลุมทั้งอาหาร เครื่องดื่ม ของใช้ภายในบ้าน เสื้อผ้า สินค้าแฟชั่น เครื่องสำอาง อุปกรณ์กีฬา ผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยง และอื่น ๆ อีกมากมาย โดยมีแบรนด์ดังมาร่วมงานอย่างมากมาย

    สหกรุ๊ป 003.jpg

    สำหรับทิศทางธุรกิจ เครือสหพัฒน์ยังคงเดินหน้าลงทุนและสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับโอกาสทางธุรกิจในอนาคต โดยในงานสหกรุ๊ปแฟร์ & เฟส ปีนี้จะมีการลงนามความเข้าใจและข้อตกลงความร่วมมือกับพันธมิตรรวม 20 โครงการ ซึ่งมากที่สุดในรอบ 30 ปี ครอบคลุมทั้งด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) การค้าและการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ การพัฒนาระบบนิเวศการค้าดิจิทัล การส่งเสริมสุขภาพ การพัฒนาเมืองและอสังหาริมทรัพย์ การพัฒนาบุคลากร ตลอดจนธุรกิจไลฟ์สไตล์

    อีกหนึ่งสีสันใหม่ในงานปีนี้ คือ โซน Saha Group Restaurant ซึ่งได้รวมร้านอาหารชื่อดังระดับตำนานจากญี่ปุ่นมาไว้ในพื้นที่เดียว ได้แก่ Ramen Korakuen ร้านราเมงแฟรนไชส์ที่มีสาขามากที่สุดเป็นอันดับ 1 ในญี่ปุ่น, Unagi Yondaime Kikukawa ร้านข้าวหน้าปลาไหลเก่าแก่จากญี่ปุ่นที่เปิดมานานกว่า 90 ปี และ Daishogun Burger ร้านเบอร์เกอร์เนื้อวากิวดีกรีแชมป์อันดับ 1 จากญี่ปุ่น

    ด้านกิจกรรมพิเศษจะมีความบันเทิงหลายรูปแบบที่ตอบโจทย์คนทุกเจเนเรชัน ตลอดทั้ง 4 วัน เปิดให้เข้าชมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ทั้งคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดังจากไทยและต่างประเทศ แฟชั่นโชว์ การประกวด รวมทั้งการสัมมนาให้ความรู้ที่ให้ผู้สนใจได้มาอัปสกิลและรีสกิล

    สหกรุ๊ป 005.jpg

    งานสหกรุ๊ป แฟร์ & เฟส เป็นมหกรรมงานแฟร์ และเฟสติวัลที่ในงานเดียว และยังเป็นเวทีที่เชื่อมโยงผู้บริโภค พันธมิตรทางธุรกิจ และสังคมให้เติบโตไปด้วยกัน ปีนี้เราจึงตั้งใจส่งมอบทั้งสินค้าคุณภาพในราคาที่คุ้มค่า โอกาสทางธุรกิจ ความรู้ และประสบการณ์แห่งความสุข เพื่อให้ทุกคนได้ก้าวไปข้างหน้าร่วมกันตามแนวคิด ไปด้วยกันนะ’นายธรรมรัตน์ กล่าว

    สำหรับแบรนด์ที่มาร่วมงานประกอบด้วย  มาม่า ฟาร์มเฮ้าส์ บีเอสซี วาโก้ เอราวอน ลาคอสต์ เปา ซื่อสัตย์ ซิสเท็มมา โชกุบุสซึ โคโดโม เวลแคร์ พร้อมด้วยโปรโมชันพิเศษและสิทธิประโยชน์จากสถาบันการเงินชั้นนำ อาทิ กสิกรไทย ทีทีบี กรุงศรีอยุธยา เฟิร์สช้อยส์ กรุงเทพ ยูโอบี และ ICBC นอกจากนี้ ยังสามารถใช้ ShopeePay ชำระค่าสินค้าพร้อมรับส่วนลดพิเศษและเงินคืน อีกทั้งยังคืนกำไรด้วยโซน Fest Space ที่ให้ผู้บริโภคนำใบเสร็จมาร่วมกิจกรรมลุ้นรับของรางวัล ซึ่งมีทั้งโทรศัพท์มือถือ เครื่องใช้ไฟฟ้า และผลิตภัณฑ์จากเครือสหพัฒน์

    งานสหกรุ๊ป แฟร์ & เฟส ครั้งที่ 30 จัดระหว่างวันที่ 25-28 มิถุนายน 2569 เวลา 10.00 น.-21.00 น. ที่ฮอลล์ 98-100 ไบเทค บางนา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/sahagroup-spi-sahagroupfairandfest30-business-spacebar&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1JojNssxCoG3-HtX2q9ARO

  • ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็นต่อ (ร่าง) นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ (พ.ศ. 2571 – 2575)

    ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็นต่อ (ร่าง) นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ (พ.ศ. 2571 – 2575)

    ประเทศต้อง “มั่นคง” ต่อไป…
    อนาคตไทยที่มั่นคง เริ่มต้นจากมุมมองของคุณ!

    สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในฐานะหน่วยงานที่มีภารกิจในการจัดทำร่างนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ (พ.ศ. 2571 – 2575) เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคงของประเทศไทยในระยะ 5 ปี ซึ่งปัจจุบันสำนักงานฯ อยู่ในระหว่างการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนต่อร่างกรอบทิศทางในการดำเนินการป้องกันแจ้งเตือนแก้ไขหรือระงับยับยั้งภัยคุกคาม และมีสถานะเป็นแผนระดับที่ 2 รองรับการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะผ่านแบบสำรวจออนไลน์ เพื่อนำข้อมูลไปพัฒนานโยบายฯ ต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    กระบวนการจัดทำนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติฉบับใหม่ (พ.ศ. 2571 – 2575)

    ร่วมแสดงความเห็นต่อ (ร่าง) นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติฉบับใหม่ (พ.ศ. 2571 – 2575) https://www.nsc.go.th/nspp7175

    ศึกษากระบวนการจัดทำนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติฉบับใหม่ (พ.ศ. 2571 – 2575) เพิ่มเติม Next Chapter: นโยบายความมั่นคงแห่งชาติฉบับใหม่

    อ่านนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ (พ.ศ. 2566 – 2570) ฉบับเต็ม https://www.nsc.go.th/wp-content/uploads/2023/06/nsc_policy_66-70-2-.pdf

    มาร่วมคิด ร่วมสร้าง ร่วมจัดทำนโยบายกับ สมช. เพื่อความมั่นคงของชาติในอนาคต และขับเคลื่อนภารกิจงานด้านความมั่นคงในภาพรวมประเทศให้สอดคล้องกับสถานการณ์ และความต้องการของประชาชนและภาคส่วนต่าง ๆ ไปด้วยกัน

    สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
    กองนโยบายและยุทธศาสตร์ความมั่นคง สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)
    โทร. 02 629 8000 ต่อ 1203 (มัคคพรฯ)
    อีเมล: nscpopl@nsc.go.th
     

    Posted in news-network on มิ.ย. 25, 2026

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cea.or.th/th/network-updates/nsc-policy&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2I-0oETp3C6leURfNuIzyJ

  • น้ำมันดิบ WTI ร่วงต่อ! หลุด 70 ดอลลาร์ นักลงทุนเทขาย กังวลเศรษฐกิจโลกชะลอตัว

    น้ำมันดิบ WTI ร่วงต่อ! หลุด 70 ดอลลาร์ นักลงทุนเทขาย กังวลเศรษฐกิจโลกชะลอตัว

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/156259&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3SXasR2bLMWNl3Nh-l0va9

  • กรมการค้าต่างประเทศขนทัพกูรูด้านเศรษฐกิจติดปีก SMEs ไทย  ชี้ช่องคว้าชัยชนะบนกติกาการค้าโลกยุคใหม่

    กรมการค้าต่างประเทศขนทัพกูรูด้านเศรษฐกิจติดปีก SMEs ไทย ชี้ช่องคว้าชัยชนะบนกติกาการค้าโลกยุคใหม่

    กรมการค้าต่างประเทศประสบความสำเร็จอย่างงดงามในการจัดงานสัมมนาใหญ่แห่งปี “Winning in trade Under the New World Order การค้าที่ต้องชนะ ในกติกาโลกใหม่” ดึงผู้ประกอบการร่วมงานอย่างล้นหลามเกือบ 500 คน มั่นใจช่วยยกระดับธุรกิจไทย ปรับกลยุทธ์รับมือภูมิรัฐศาสตร์ และคว้าโอกาสใหม่เวทีโลกอย่างยั่งยืน

    นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า ท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์การค้าและภูมิรัฐศาสตร์โลกที่นำมาซึ่งความท้าทายใหม่ กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ จึงได้จัดสัมมนา หัวข้อ “Winning in Trade Under the New World Order การค้าที่ต้องชนะในกติกาโลกใหม่” เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน 2569 ณ โรงแรม นิกโก้ กรุงเทพฯ เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือระเบียบโลกใหม่และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในเวทีการค้าโลก โดยได้รับเกียรติจาก ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน และกล่าวปาฐกถาพิเศษ ซึ่งมีผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ผู้นำเข้า-ส่งออก นักลงทุน ตัวแทนจากภาครัฐ เอกชน และสื่อมวลชน เข้าร่วมงานอย่างคับคั่งกว่า 450 คน

    งานสัมมนาครั้งนี้เป็นเวทีเชิงยุทธศาสตร์ในการเสริมสร้างความรู้ด้านการค้าระหว่างประเทศ ทั้งในมิติเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการทางการค้า และแนวโน้มการแข่งขันในตลาดโลก เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยปรับตัวได้อย่างเท่าทัน พร้อมสร้างเครือข่ายความร่วมมืออันแข็งแกร่งระหว่างภาครัฐและเอกชน ภายในงานฯ มีการเสวนา ในหัวข้อ “คว้าโอกาส สู่ชัยชนะ : ภายใต้ระเบียบโลกใหม่” โดยอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ร่วมกับ 3 กูรูเศรษฐกิจแถวหน้า ได้แก่ ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, นายสัทธา วนลาภพัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่กลยุทธ์ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และ นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เพื่อร่วมตกผลึกแนวทางการขับเคลื่อนการค้าและเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    นางอารดากล่าวเพิ่มเติมว่า “ช่วงบ่ายมีการจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “Smart Synergy Workshop” เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการลงมือปฏิบัติและเจาะลึกการใช้งาน 4 ระบบดิจิทัลสำคัญของกรมการค้าต่างประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้าอย่างมืออาชีพ ได้แก่ ระบบ SMART-I (ออกหนังสือสำคัญการส่งออกนำเข้า) ระบบ TCWMD (บริหารการค้าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง) ระบบ ROVERs PLUS (รับรองถิ่นกำเนิด) และระบบ SMART C/O (ออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า) โดยมีทีมวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากกรมการค้าต่างประเทศ คอยให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด”

    นอกจากนี้ ภายในงาน ยังจัดแสดงนิทรรศการภารกิจของกรมการค้าต่างประเทศ และการแสดงสินค้าเกษตรนวัตกรรมไทย จากผู้ประกอบการที่ได้รับรางวัล Agri Plus Award 2026 รวมถึงบูธคลินิกให้คำปรึกษา ทั้งด้านการค้า การเงิน การลงทุน โลจิสติกส์ และการส่งออก ซึ่งได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก โดยมีหน่วยงานพันธมิตร 5 แห่ง ได้แก่ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด และบริษัท เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) มาร่วมให้บริการปรึกษาฟรีแบบครบวงจร

    “กรมการค้าต่างประเทศมั่นใจว่าผลจากการจัดงานในครั้งนี้ จะช่วยให้ผู้เข้าร่วมสัมมนา โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ได้รับองค์ความรู้และข้อมูลเชิงลึกไปปรับใช้ในการวางกลยุทธ์ธุรกิจ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมสร้างภาพจำและความเข้าใจที่ถูกต้องในบทบาทของภาครัฐที่พร้อมเคียงข้างและสนับสนุนภาคเอกชน ตลอดจนเกิดเครือข่ายความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน ที่เป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการค้าของไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง” นางอารดากล่าวทิ้งท้าย

    ทั้งนี้ หากผู้ประกอบการมีข้อสงสัยด้านการค้าต่างประเทศหรือสนใจเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ของกรมฯ สามารถสอบถามได้ทางสายด่วนกรมการค้าต่างประเทศ 1385 หรือเว็บไซต์ www.dft.go.th หรือ Facebook เพจ “กรมการค้าต่างประเทศ DFT”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1031157&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1bUlCjWJH3yzC2aJNmKAVv

  • “จีน” ชี้เงินทุนต่างชาติไหลเข้ามากกว่าไหลออก สะท้อนเศรษฐกิจยังแกร่ง

    “จีน” ชี้เงินทุนต่างชาติไหลเข้ามากกว่าไหลออก สะท้อนเศรษฐกิจยังแกร่ง

    สำนักข่าวซินหัวรายงานวันนี้ (25 มิ.ย. 2569) ว่า นายหลิงจี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และรองผู้แทนการค้าระหว่างประเทศของจีน เปิดเผยว่า เงินลงทุนจากต่างประเทศในจีนมีทั้งกระแสไหลเข้าและไหลออกในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ในภาพรวม ยอดเงินทุนไหลเข้ายังคงมากกว่าเงินทุนไหลออก

    นายหลิงกล่าวในงานแถลงข่าวว่า จีนยังคงเป็นจุดหมายปลายทางอันดับหนึ่งสำหรับการลงทุนจากต่างประเทศในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา และยังเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางหลักของการลงทุนข้ามชาติของนานาประเทศทั่วโลกมาโดยตลอด

    ทั้งนี้ มูลค่าการใช้เงินทุนต่างประเทศที่เกิดขึ้นจริงของจีนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยทั่วไปยังอยู่ในระดับสูงกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3.34 ล้านล้านบาท แม้จะมีความผันผวนเกิดขึ้นบ้างก็ตาม

    สำหรับช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 หรือเดือนมกราคม-พฤษภาคม มูลค่าการใช้เงินทุนจากต่างประเทศที่เกิดขึ้นจริงของจีนปรับตัวลดลง 8.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ตาม อัตราการลดลงดังกล่าวชะลอตัวลง 4.6 จุด เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ขณะที่โครงสร้างการลงทุนจากต่างประเทศยังคงปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    นายหลิงระบุว่า เสถียรภาพโดยรวมของเงินทุนต่างประเทศสะท้อนให้เห็นถึงความยืดหยุ่นและความน่าดึงดูดของจีนในการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ ขณะที่ยอดสะสมรวมของเงินทุนต่างประเทศในจีนยังคงเติบโตขึ้นอย่างมั่นคง

    โดยภาพรวม การลงทุนจากต่างประเทศในจีนยังคงมีเสถียรภาพ ทั้งในด้านขนาดการลงทุน การดำเนินงาน ผลตอบแทน และความคาดหวังของนักลงทุน

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/841628&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3CheBDU-dSZErTFKaX6tUd

  • เข้มขลัง!! ไม่เอาท์ใช้ได้ ‘คาถาสู้ตุ๋นลงทุน’ เศรษฐกิจฝืดยิ่งต้องใช้ | เดลินิวส์

    เข้มขลัง!! ไม่เอาท์ใช้ได้ ‘คาถาสู้ตุ๋นลงทุน’ เศรษฐกิจฝืดยิ่งต้องใช้ | เดลินิวส์

    ทั้งนี้ กับ “ภัยหลอกลงทุน” ที่มาในรูปแบบต่าง ๆ ในยุคนี้ซึ่งล่าสุดที่เพิ่งเป็นกระแสก็เป็นกรณีการหลอกลงทุนในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ที่มีการออกมาให้ข้อมูลโดยหน่วยงานรัฐเมื่อเร็ว ๆ นี้ ซึ่งสังคมไทยก็คงต้องติดตามต่อไปว่า…ที่สุดแล้วกรณีนี้จะมีบทสรุปเช่นไร อย่างไรก็ตาม ว่าด้วย “ภัยหลอกลงทุน” นั้น เคยมีมุมวิเคราะห์จากนักวิชาการ ที่ได้เคยฉายภาพและอธิบายไว้กับ ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” เกี่ยวกับ “กลยุทธ์-กลวิธี” ที่มิจฉาชีพมักจะใช้ “หลอกล่อเหยื่อ” ให้ติดกับดัก …

    ถึงแม้วิธีบางอย่างที่ใช้ไม่ใช่กลโกงแบบใหม่

    หากเป็น “อุบายดั้งเดิม?” แต่ยังคง “ใช้ได้ผล”

    จะมีกลโกงกลลวงใดนั้น ลองมาพิจารณากัน

    จากเกริ่นนำข้างต้นที่ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ระบุไว้นั้น เรื่องนี้ไม่เกินความจริงเลย โดยเฉพาะเมื่อพลิกแฟ้มย้อนดูสถิติทางคดีของอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเคยออกมาเปิดเผยตัวเลขสถติไว้ก็ยิ่งน่าตกใจ เมื่อพบว่า… ถึงแม้ “คดีหลอกลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์” จะรั้งอันดับ 4 จากจำนวนคดีทั้งหมด แต่กลับคว้าแชมป์อันดับ 1 ในแง่มูลค่าความเสียหายรวม จนแซงหน้าคดีการหลอกลวงซื้อขายสินค้าออนไลน์ประเภทอื่น ๆ ไปแบบขาดลอย โดยเรื่องนี้เคยเป็นปรากฏการณ์ทำให้สังคมไทยเกิดเสียงอื้ออึง ซึ่งสาเหตุและปัจจัยที่ทำให้คดีหลอกลงทุนในลักษณะนี้ “มีตัวเลขสูงลิ่ว” ทั้งจำนวนเหยื่อต่อคดี และมูลค่าความเสียหาย โดยเรื่องนี้ ผศ.ดร.ภูษิต วงศ์หล่อสายชล นักวิชาการมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้เคยมีการถอดรหัสกับ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ไว้ว่า… “ตัวเร่งสำคัญ” ที่ทำให้ยังคงมีเหยื่อนั้น มีปัจจัยจากภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง

    ทั้งนี้ หากพิจารณาย้อนดูถึงวิวัฒนาการของภัยอมตะ” ชนิดนี้แล้ว ผศ.ดร.ภูษิต มีการสะท้อนว่า… จุดขายหลัก ๆ ของมิจฉาชีพประเภทนี้จากอดีตจนถึงปัจจุบันก็ยังคงใช้วิธีการเดิมไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก คือ “ใช้วิธีชูคำหวาน” เช่น “ลงทุนน้อย แต่ได้ผลตอบแทนสูง” โดย “อุบายคลาสสิก” นี้ยังใช้ได้ผลเสมอตั้งแต่ในอดีต เช่น ยุค แชร์แม่ชม้อย เมื่อปี 2520-2528 ที่เป็นการหลอกลงทุนรถขนน้ำมัน ถัดมาคือ แชร์บลิสเชอร์ เมื่อปี 2534 ที่มีการใช้ระบบสมาชิกไทม์แชร์ริ่งและเร่งรัดให้หาสมาชิกเพิ่มเพื่อรับส่วนแบ่ง จนมาถึงกรณี ยูฟันด์เมื่อปี 2558 ที่เป็นการสร้างสกุลเงินจำลอง ตามมาถึงกรณีของ Forex-3D”

    นอกจากนี้นักวิชาการคนเดิมยังชี้ว่า… และเมื่อนำรูปแบบกับวิธีการที่มิจฉาชีพเหล่านี้ใช้มาพิจารณาจะพบว่า… ขบวนการต้มตุ๋นเหล่านี้ไม่ได้ทำงานแบบสุ่มสี่สุ่มห้า หากแต่ “มีกลยุทธ์ช่ำชอง” เพื่อจะเข้าหาเหยื่อแต่ละกลุ่มเป้าหมายอย่างชัดเจน รวมถึง “มีขั้นตอนที่แยบยล โดยเฉพาะการเปลี่ยนแพลตฟอร์มจากออฟไลน์สู่โลกออนไลน์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทำให้มิจฉาชีพเข้าถึงผู้คนจำนวนมากได้ในเวลารวดเร็ว ผ่านอัลกอริทึมโซเชียลมีเดีย ที่มีทั้งทำเพจปลอมขึ้น ใช้เฟซบุ๊กอวตาร หรือแม้แต่ยิงโฆษณามุ่งเป้าไปยังเหยื่อที่กลุ่มมิจฉาชีพได้ล็อกเป้าเอาไว้ เช่น คนที่กำลังมองหางาน มองหารายได้เสริม หรือกำลังประสบปัญหาการเงิน ซึ่งคนเหล่านี้กำลังอยู่ในสภาวะเปราะบางทางอารมณ์ และพร้อมที่จะเปิดรับทางเลือกใหม่ ๆ ได้ง่าย…

    แต่สิ่งที่น่ากังวลและน่าเป็นห่วงในมุมมองของ ผศ.ดร.ภูษิต นั้น นักวิชาการคนเดิมระบุว่า… คือเรื่อง “อายุของเหยื่อ” ที่จากเดิมจำกัดอยู่แค่เพียงวัยผู้ใหญ่ หรือคนทำงานที่มีเงินเก็บ แต่ปัจจุบันมีการขยายฐานของเหยื่อลามไปถึง เด็ก วัยรุ่น และนักศึกษา โดยอุบายที่มักนำมาใช้หลอกล่อเหยื่อช่วงวัยนี้คือ การใช้เทคโนโลยีและกระแสนิยมยุคใหม่ เช่น หลอกให้ร่วมลงทุนในเงินสกุลดิจิทัลปลอม หรือหลอกชวนให้ลงทุนในเกม NFT ซึ่งทำให้เด็กวัยรุ่นจำนวนมากสูญเงิน เพราะหลงเชื่อภาพลวง

    นอกจากนี้ยังนำ “ความร่ำรวยแบบรวดเร็ว” มาใช้เป็นตัวล่อเหยื่ออายุน้อยให้ติดกับดัก ซึ่งหลายคนตกเป็นเหยื่อจากปัจจัยนี้ ขณะที่อีกหนึ่งกลุ่มที่น่าเป็นห่วงไม่แพ้กันคือ กลุ่มผู้สูงอายุ หรือวัยเกษียณ ซึ่งระยะหลังพบเหยื่อกลุ่มนี้เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ โดยมิจฉาชีพที่ล็อกเป้ากลุ่มนี้จะเปลี่ยนรูปแบบการหลอกลวงให้เข้ากับ “ความต้องการของเหยื่อ” ซึ่งผู้สูงอายุหรือวัยเกษียณส่วนใหญ่มักต้องการความมั่นคงในชีวิต มิจฉาชีพจึงมักเข้ามาในรูปแบบ หลอกลงทุนเกี่ยวกับฌาปนกิจสงเคราะห์ หรือ โครงการออมเงินระยะยาว ที่อ้างผลตอบแทนสูงเกินจริง เนื่องจากรู้ว่า… ผู้สูงอายุมักกังวลเรื่องรายได้ที่ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพในอนาคต และปรารถนาที่จะมีเงินไว้ดูแลตัวเองยามเจ็บป่วย โดยไม่พึ่งพาลูกหลานและครอบครัว…

    และในส่วนของ “วิธีเข้าถึงเหยื่อ” โดยกลยุทธ์ที่มิจฉาชีพมักนิยมนำมาใช้นั้น อาทิ แปลงร่างมิจฉาชีพเป็นมิตรภาพ โดยจะเข้ามาสร้างปฏิสัมพันธ์กับเหยื่อผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ด้วยการแสดงความปรารถนาดี เห็นอกเห็นใจในเหยื่อ จากนั้นก็จะ “สร้างโปรไฟล์ที่สมบูรณ์แบบ” ด้วยการโพสต์ภาพการใช้ชีวิตหรูหรา กินอาหารราคาแพง ขับรถสปอร์ต หรือท่องเที่ยวต่างประเทศ เพื่อให้เหยื่อเห็นความสำเร็จทางการเงิน จากนั้นจะทำทีพร้อมแบ่งปันเคล็ดลับ หรือชี้ช่องทางรวยนี้ให้เหยื่อ โดยเมื่อเหยื่อสนใจก็จะเข้าสู่ขั้นตอน “จูงใจด้วยตัวเลขผลตอบแทนสูงควบคู่การใช้ประโยคเชิญชวนฮิตที่คุ้นหู เช่น ลงทุนน้อย ผลตอบแทนมาก, ลงทุนไว ได้ผลตอบแทนเร็ว ที่กลลวงนี้ถูกออกแบบมาเพื่อทำลายเหตุผลในสมอง โดยในสมองของเหยื่อจะถูกแทนที่ด้วยความหวังที่จะหลุดพ้นจากวิกฤติทางการเงินที่เป็นอยู่… เป็น “กลยุทธ์” ที่นำมาใช้หลอกล่อ “เหยื่อ”

    ส่วน “วิธีป้องกัน” ให้ไม่เสี่ยงเป็นเหยื่อนั้น ผศ.ดร.ภูษิต เคยให้แนวทางเพื่อป้องกันตัวจากมิจฉาชีพและภัยประเภทนี้ผ่าน “หลักระวัง ล.ลิง 10 ตัว” ได้แก่ ตัวแรก ล่อใจ ที่ต้องไม่หลงเชื่อคำอ้างผลตอบแทนสูงเกินจริง, ตัวที่สอง ลวงหลอก” จากคำชวนเชื่อและสร้างเงื่อนไขเรื่องเวลาเพื่อบีบบังคับให้รีบตัดสินใจ, ตัวที่สามคือ ลาภลอย ที่มักใช้คำพูดสวยหรูว่าเพื่อสร้าง Passive Income โดยไม่ต้องทำงานหนัก, ตัวที่สี่ ลึกซึ้งที่มิจฉาชีพมักจะใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวหรือความใกล้ชิดในการชักชวนเหยื่อ, ตัวที่ห้า ลับเฉพาะ โดยสร้างความรู้สึกจากข้อเสนอให้ดูเป็นความลับที่มอบให้เป็นพิเศษเฉพาะบุคคลเท่านั้น ตัวที่หก เลือกให้ข้อมูลแค่บางมุม” โดยจะเปิดเผยแต่ด้านดี แต่จะจงใจปิดบังหรือเบี่ยงเบนประเด็นความเสี่ยงทั้งหมด

    ตัวที่เจ็ด เลื่องลือโดยการแอบอ้างบุคคลที่มีชื่อเสียงหรือคนดังเพื่อสร้างความมั่นใจและลดกำแพงความสงสัย, ตัวที่แปด ลึกลับ มักนิยมใช้คำศัพท์เทคนิคทางการเงินที่ดูหรูหรา ซับซ้อน หรือเข้าใจยาก เพื่อทำให้ดูเหมือนมีความเชี่ยวชาญ, ตัวที่เก้า ลังเล ด้วยการเล่นกับความรู้สึกกลัวที่จะพลาดโอกาส เพื่อรวบรัดตัดตอนให้เหยื่อโอนเงินทันที และตัวสุดท้ายคือ ลองลงทุนที่เปิดโอกาสให้ทดลองลงทุนด้วยเงินจำนวนน้อย เมื่อได้ผลตอบแทนกลับมาจริงงวดแรก ๆ เหยื่อจะหลงกล และยอมทุ่มเงินลงไปมากขึ้น…นี่เป็น “หลัก ล.ลิง 10 ตัว” ที่เป็นส่วนหนึ่งของ “กลยุทธ์ทางจิตวิทยา” ที่มิจฉาชีพมักจะนำมาใช้… อย่างไรก็ดี แต่ก็มีหลายคนเกิดปุจฉาตามมา ที่ผ่านมาก็ “มีคำเตือนมีการให้ข้อมูล” เป็นระยะ ๆ เกี่ยวกับ “ภัยหลอกลงทุน”

    แต่เหตุใดยังคงมีเหยื่อหน้าใหม่เกิดขึ้นซ้ำ

    จนหลายคนมองเป็น “ซอมบี้ที่ฆ่าไม่ตาย!”.

    ทีมสกู๊ปเดลินิวส์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/articles/5972589/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1y0oCeX4XqGCUwho_UlQhC

  • นายกฯ แจงสภาขอโอนงบปี 69 กว่าหมื่นลบ. เตรียมรองรับเหตุฉุกเฉิน-แก้วิกฤตเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    นายกฯ แจงสภาขอโอนงบปี 69 กว่าหมื่นลบ. เตรียมรองรับเหตุฉุกเฉิน-แก้วิกฤตเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย นำเสนอร่างพ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. ….ต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยกล่าวว่า ร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. …. มีหลักการให้โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 69 ของหน่วยรับงบประมาณเป็นบางรายการ ไปตั้งไว้เป็นงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 10,328,065,100 บาท โดยในปีงบประมาณ 69 ประเทศไทยเผชิญวิกฤตการณ์ด้านเศรษฐกิจและสังคม จากปัจจัยทั้งภายในประเทศและภายนอกประเทศ ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนและระบบเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม

    ทั้งนี้ รัฐบาลภารกิจเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาฟื้นฟูและบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นจากวิกฤตการณ์ดังกล่าว โดยที่ผ่านมา รัฐบาลได้ใช้จ่ายจบกลาง เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ส่งผลให้งบกลางที่ตั้งไว้จำนวน 9.9 หมื่นล้านบาทไม่เพียงพอ รวมทั้งอาจมีเหตุฉุกเฉินจำเป็นจากสถานการณ์สาธารณภัยอื่นที่อาจเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เหลือของปีงบประมาณ 69 จึงมีความจำเป็นต้องโอนงบประมาณรายจ่ายบางรายการที่หน่วยรับงบประมาณได้รับจัดสรรตามพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 69 ไปตั้งเป็นงบกลาง เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการแก้ไขปัญหา ฟื้นฟู และบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตการณ์ดังกล่าว รวมทั้งกรณีมีเหตุฉุกเฉินอื่น ๆ หรือจำเป็นเร่งด่วนอื่น ๆ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญ 2 ประการคือ

    1. เพื่อนำรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 69 ของหน่วยรับงบประมาณที่คาดว่าไม่สามารถดำเนินการได้ทันในปีงบประมาณ หรือสามารถชะลอการดำเนินการได้จำนวนทั้งสิ้น 10,328,065,100 บาท ไปตั้งเป็นงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น
    2. เพื่อให้ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมรวม ทั้งกรณีที่มีเหตุฉุกเฉินหรือจำเป็นเร่งด่วนอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นในช่วงปลายปีงบประมาณ 69 และเพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารราชการแผ่นดินให้ทันต่อสถานการณ์อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด

    “รัฐบาลเห็นว่า กฎหมายการโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปี มีความสอดคล้องกับกรอบวินัยการเงินการคลังของรัฐ รวมทั้งจะทำให้การบริหารงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 69 มีประสิทธิภาพและความคล่องตัวในการแก้ไขปัญหาได้ทันต่อสถานการณ์ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน”นายอนุทิน กล่าว

    สำหรับร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. …. ที่เสนอต่อสภาฯ ประกอบด้วย

    1. รายจ่ายประจำในทุกงบรายจ่าย ที่ยังไม่มีการเบิกจ่ายและไม่มีข้อผูกพันหรือสามารถชะลอข้อผูกพันได้ ณ วันที่ 2 มิถุนายน 2569 อาทิ ค่าใช้จ่ายในการสัมมนา การฝึกอบรม การประชาสัมพันธ์ และการเดินทางไปราชการต่างประเทศ
    2. รายจ่ายลงทุนในทุกงบรายจ่าย อาทิ รายการปีเดียวและรายการผูกพันข้ามปีงบประมาณที่ยังไม่สามารถประกวดราคา หรือจัดซื้อจัดจ้างได้ภายในวันที่ 2 มิถุนายน 2569 หรือรายการที่หน่วยรับงบประมาณพิจารณาแล้วเห็นว่าหมดความจำเป็น และต้องการยกเลิกหรือสามารถชะลอการดำเนินการได้ โดยไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อราชการ หรือไม่สามารถเบิกจ่ายได้ในปีงบประมาณ 69

    นายอนุทิน กล่าวว่า รัฐบาลได้คำนึงถึงการบริหารงบประมาณรายจ่ายในไตรมาสที่ 3 และไตรมาสที่ 4 ของปีงบประมาณตามแนวนโยบายพื้นฐานของรัฐที่จำเป็นในการให้บริการสาธารณะภาครัฐ การสนับสนุนค่าใช้จ่ายตามสิทธิและสวัสดิการ เพื่อสร้างความเป็นธรรมทางสังคม รวมทั้งการสร้างงานและรายได้ในระดับพื้นที่ ซึ่งเมื่อร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย มีผลใช้บังคับ หน่วยรับงบประมาณจะสามารถขอรับการจัดสรรงบกลาง เพื่อนำไปดำเนินภารกิจที่มีความเร่งด่วน ฉุกเฉินหรือจำเป็นได้

    “รัฐบาลหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับการสนับสนุนจากท่านสมาชิกในการรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย เพื่อให้รัฐบาลสามารถนำงบประมาณแผ่นดินไปใช้ในการดำเนินภารกิจที่มีความจำเป็นเร่งด่วนได้อย่างมีประสิทธิภาพ คุ้มค่า โปร่งใส และก่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรมต่อประเทศชาติและประชาชน”นายอนุทิน กล่าว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (25 มิ.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/605347&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1EUJCcmsV0HapgRtTq3j7c

  • สุขภาพจิตสำคัญกับเศรษฐกิจเช่นไร รายงานจากองค์การอนามัยโลก | ลงทุนศาสตร์ Investerest.co

    สุขภาพจิตสำคัญกับเศรษฐกิจเช่นไร รายงานจากองค์การอนามัยโลก | ลงทุนศาสตร์ Investerest.co

    สุขภาพจิตสำคัญกับเศรษฐกิจเช่นไร รายงานจากองค์การอนามัยโลก

    สุขภาพจิตสำคัญกับเศรษฐกิจเช่นไร รายงานจากองค์การอนามัยโลก

    สุขภาพกายและสุขภาพจิตมีความสำคัญไม่แตกต่างกัน ผู้คนที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงและสุขภาพจิตสดใส ย่อมสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข หากมองในทางเศรษฐกิจ ยิ่งผู้คนมีสุขภาพกายและสุขภาพจิตสมบูรณ์พร้อมมากเท่าไหร่ แรงงานที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจก็ยิ่งมีคุณภาพมากขึ้นเท่านั้น แต่ในทางกลับกัน หากผู้คนยังประสบปัญหาทางจิตใจ ปัญหาสุขภาพจิตก็อาจก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพกายตามมา และส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจอย่างมหาศาล ในครั้งนี้ ลงทุนศาสตร์ขอพาท่านผู้อ่านไปสำรวจความสำคัญของสุขภาพจิตที่มีต่อเศรษฐกิจ ตามรายงานจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ดังต่อไปนี้ [1, 2, 3]

    จากรายงานขององค์การอนามัยโลก ปัญหาสุขภาพจิตที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน ก่อให้เกิดความสูญเสียแก่เศรษฐกิจโลกมากถึงปีละ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้นมาจากการสูญเสียผลผลิต (Productivity Loss) เนื่องจากเมื่อผู้คนที่ควรเป็นแรงงานหลักประสบปัญหาทางสุขภาพจิต ผลผลิตที่ควรได้ก็ลดน้อยลงตามไปด้วย นอกจากตลาดแรงงานจะได้รับผลกระทบแล้ว ผู้คนที่มีปัญหาทางสุขภาพจิตยังมักจะสูญเสียความสามารถในการพัฒนาตนเอง ทั้งในด้านการเรียน การทำงาน และการตัดสินใจทั่วไปในชีวิตประจำวัน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้และเงินออมของครัวเรือน

    องค์การอนามัยโลกได้รายงานเพิ่มเติมว่า สุขภาพจิตนับเป็นสาเหตุอันดับสองที่ก่อให้เกิดความพิการในระยะยาว และสร้างแรงกดดันต่อสังคมในด้านการต้องจัดหาบริการทางสาธารณสุขรวมถึงสวัสดิการต่าง ๆ รองรับ แต่ทว่าในปัจจุบัน หลายประเทศยังคงให้ความสำคัญกับการดูแลผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิตค่อนข้างน้อย โดยค่าเฉลี่ยของงบประมาณด้านสุขภาพจิตทั่วโลกกลับอยู่ที่เพียงร้อยละ 2 ของงบประมาณสาธารณสุขทั้งหมดเท่านั้น

    หากเรามองผู้คนเป็นแรงงานที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และมองว่าการทุ่มเทงบประมาณเพื่อดูแลปัญหาสุขภาพจิตคือการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ การลงทุนในคนก็นับเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าอย่างสูงสุด ผู้อำนวยการใหญ่ขององค์การอนามัยโลกเน้นย้ำว่า การลงทุนในสุขภาพจิตเป็นการลงทุนในผู้คน ชุมชน และเศรษฐกิจที่ทุกประเทศไม่ควรละเลย อีกทั้งการดูแลปัญหาสุขภาพจิตยังสามารถทำได้โดยมีต้นทุนที่ค่อนข้างต่ำหากเทียบกับความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นหากปล่อยให้ลุกลามบานปลาย ตัวอย่างเช่น การจัดโครงการดูแลสุขภาพจิตขั้นพื้นฐานในประเทศที่มีรายได้น้อย อาจมีค่าใช้จ่ายเพียง 34 ดอลลาร์สหรัฐต่อประชากร ซึ่งถือว่าถูกมากเมื่อเทียบกับความเสียหายในอนาคตจากการที่รัฐบาลดูแลคนในประเทศได้ไม่ดีเพียงพอ

    ปัญหาสุขภาพจิตจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อองคาพยพทางเศรษฐกิจ หากรัฐบาลเลือกลงทุนในคนและใส่ใจแก้ไขปัญหาสุขภาพจิตควบคู่ไปกับสุขภาพกาย ประชาชนจะสามารถเติบโตไปเป็นแรงงานที่มีคุณภาพ ช่วยลดพฤติกรรมเสี่ยงและปัญหาสังคมต่าง ๆ ลงทุนศาสตร์หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ปัญหาสุขภาพจิตจะเป็นหนึ่งในประเด็นที่ภาครัฐและสังคมร่วมมือกันแก้ไข เพื่อให้ผู้คนมีความเป็นอยู่ที่ดี และเพื่อขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

    ลงทุนศาสตร์

    รายการอ้างอิง

    [1] World Health Organization. (n.d.). Economic Aspects of the Mental Health System: Key Messages to Health Planners and Policy-Makers. https://iris.who.int/server/api/core/bitstreams/3fd7abab-ab50-419c-b40a-ac8a5142cfcd/content

    [2] World Health Organization. (September 2, 2025). Over a billion people living with mental health conditions – services require urgent scale-up. https://www.who.int/news/item/02-09-2025-over-a-billion-people-living-with-mental-health-conditions-services-require-urgent-scale-up

    [3] World Health Organization. (n.d.). Mental health. https://www.who.int/health-topics/mental-health#tab=tab_1

    อัพเดทล่าสุดเมื่อ :

    บทความที่เกี่ยวข้อง

    เกี่ยวกับผู้เขียน

    ลงทุนศาสตร์

    ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนตั้งแต่เบื้องต้น เหมาะสำหรับผู้ลงทุนหรือผู้ที่มีความสนใจที่จะลงทุนที่รักหรือมีทีท่าว่าจะรักในศาสตร์ของการลงทุนเหมือนกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.investerest.co/economy/mental-economic/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Aza8Rr-eLhxtWcMgXa-v2

  • รองอธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศเข้าร่วมการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสกรอบความร่วมมือลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่น  – กระทรวงการต่างประเทศ

    รองอธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศเข้าร่วมการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสกรอบความร่วมมือลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่น – กระทรวงการต่างประเทศ

    รองอธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศเข้าร่วมการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสกรอบความร่วมมือลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่น

    รองอธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศเข้าร่วมการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสกรอบความร่วมมือลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่น

    วันที่นำเข้าข้อมูล 25 มิ.ย. 2569

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 25 มิ.ย. 2569

    | 19 view

    เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2569 นางสาวปรางทิพย์ จันทร์สมศักดิ์ รองอธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ในฐานะผู้แทนสำรองของเจ้าหน้าที่อาวุโสไทย (Alternate SOM) เข้าร่วมการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสกรอบความร่วมมือลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่น (Mekong – Japan Cooperation: MJ) ผ่านระบบการประชุมทางไกล โดยมีเวียดนามและญี่ปุ่นเป็นประธานร่วม

    ไทยย้ำความสำคัญของการผลักดันการส่งเสริมโครงการความร่วมมือในสาขาที่สอดคล้องกับความต้องการของประเทศลุ่มน้ำโขง โดยครอบคลุมเศรษฐกิจสีเขียวและเศรษฐกิจดิจิทัลและนวัตกรรม รวมถึงประเด็นท้าทายที่เร่งด่วนของอนุภูมิภาค ได้แก่ การบริหารจัดการน้ำและคุณภาพน้ำ มลพิษทางอากาศ และการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ ทั้งยังย้ำความสำคัญของความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนลียีและนวัตกรรม และการเสริมการประสานงานกับกรอบความร่วมมือระหว่างยุทธศาสตร์เศรษฐกิจอิรวดี – เจ้าพระยา – แม่โขง (Ayeyawady – Chao Phraya – Mekong Economic Cooperation Strategy: ACMECS) กับ MJ และกลไกความร่วมมือแม่โขงอื่น ๆ

    ที่ประชุมทบทวนความคืบหน้าการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ความร่วมมือลุ่มน้ำโขง – ญี่ปุ่น ค.ศ. 2024 และเห็นพ้องที่จะส่งเสริมความร่วมมือในสาขาที่เป็นประโยชน์ต่ออนุภูมิภาคอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะเมื่อคำนึงถึงสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ที่มีความผันผวนสูง อาทิ การส่งเสริมความเชื่อมโยงทางกายภาพ กฎระเบียบ และดิจิทัล การส่งเสริมความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทาน และการรับมือกับภัยคุกคามข้ามชาติ ทั้งยังหารือเกี่ยวกับการเตรียมการสำหรับการประชุมรัฐมนตรี MJ ซึ่งจะมีขึ้นในเดือนกรกฎาคม 2569 ในห้วงการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ครั้งที่ 59 และการประชุมระดับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง

    ก่อนการประชุม ประเทศลุ่มน้ำโขงเข้าร่วมการประชุม ACMECS Caucus เพื่อแลกเปลี่ยนท่าทีของประเทศลุ่มน้ำโขงเกี่ยวกับการขับเคลื่อนความร่วมมือกับหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนา โดยไทยแจ้งพัฒนาการของการเตรียมการจัดการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสกรอบความร่วมมือลุ่มน้ำโขงกับสาธารณรัฐเกาหลี (Mekong – Republic of Korea Cooperation: Mekong – ROK) ซึ่งไทยจะเป็นประธานร่วมในวันที่ 26 มิถุนายน 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mfa.go.th/th/content/ddg-intl-econ-mekong-japan-som-jun-26-th%3Fpage%3D5d5bd3c915e39c306002a907%26menu%3D5d5bd3c915e39c306002a909&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2VvWJkbBOYF8Z51xpP6Qhi

  • เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้วางกลยุทธ์ 6 เครื่องยนต์สร้างรายได้จากการขาย-รายได้ประจำฝ่าคลื่นเศรษฐกิจ

    เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้วางกลยุทธ์ 6 เครื่องยนต์สร้างรายได้จากการขาย-รายได้ประจำฝ่าคลื่นเศรษฐกิจ

    ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจไทยที่มีความเปราะบาง และต้องเผชิญแรงกดดันจากทั้งในไทยและต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง กำลังซื้อถดถอย และด้านภูมิรัฐศาสตร์ ได้ส่งผลให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ชะลอตัวต่อเนื่อง แต่บริษัทเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) สามารถยืนหยัดสร้างผลการดำเนินงานได้อย่างมั่นคง สะท้อนจากตัวเลขผลประกอบการปี 2568 (ตุลาคม 2567 – กันยายน 2568) มีรายได้อยู่ที่ 14,686 ล้านบาท กำไร 1,455 ล้านบาท ทรงตัวจากปี 2567 ซึ่งมีรายได้ 14,621 ล้านบาท และกำไร 1,467 ล้านบาท

    สะท้อนจากแพลตฟอร์มอสังหาริมทรัพย์ครบวงจรรายแรกของไทยที่ถูกออกแบบมาอย่างมีกลยุทธ์ ครอบคลุม 3 กลุ่มหลัก คือ ที่อยู่อาศัย (Residential) อุตสาหกรรม (Industrial) และพาณิชยกรรม (Commercial Mixed-Use) ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากรวมกิจการกับบริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน)เมื่อปี 2562 โดยนอกจากจะทำให้บริษัทเดินหน้าสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงจากพอร์ตโฟลิโอที่มีสินทรัพย์หลากหลาย ยังเป็นการรวมประสบการณ์และความเข้าใจเชิงลึกในตลาดประเทศไทยเข้ากับความเชี่ยวชาญด้านการบริหารอสังหาฯแบบครบวงจรของกลุ่มบริษัทเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ที่มีธุรกิจอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จีน ออสเตรเลีย และยุโรป

    ทั้งนี้เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทยมีการดำเนินธุรกิจทั้งหมด 6 ธุรกิจที่เป็นเครื่องยนต์สร้างการเติบโต ผสมผสานระหว่างธุรกิจที่สร้างรายได้จากการขายที่อยู่อาศัยแนวราบ, แนวสูง และธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำ ทั้งอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์, นิคมอุตสาหกรรม, อาคารสำนักงานและโรงแรม และรีเทล ที่ช่วยกระจายความเสี่ยงและป้องกันผลกระทบจากภาวะผันผวนของเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี

    โดยมีธุรกิจอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ และนิคมอุตสาหกรรมที่เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ บและมีโซลูชันการบริการครบวงจรตั้งแต่การจัดหาที่ดินถึงการก่อสร้างโรงงานและคลังสินค้า เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรมได้รอบด้าน พร้อมรองรับ 2 กระแสหลักทั้งการขยายฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทานเข้ามาในอาเซียน รวมถึงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่ไหลเข้าสู่ประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

    นอกจากนี้บริษัทยังมีพอร์ตโฟลิโออสังหาฯเพื่อพาณิชยกรรมระดับพรีเมียมในรูปแบบโครงการมิกซ์ยูที่ผสมผสานพื้นที่อาคารสำนักงานและรีเทลเข้าด้วยกัน ได้แก่ One Bangkok, Park Ventures, Sathorn Square, The PARQ, FYI Center, Samyan Mitrtown และ Silom Edge

    สำหรับธุรกิจที่อยู่อาศัยมีโปรดักท์ที่ครอบคลุมทุกเซกเมนต์ของตลาด เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของลูกค้า ตั้งแต่บ้านระดับลักชัวรี ทาวน์โฮม และคอนโดมิเนียมภายใต้แบรนด์อย่าง The Grand, Grandio, Gramour, Gute’ และ Goldina

    ด้วยจุดแข็งของเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มบริษัทเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ลิมิเต็ด จึงมีเครือข่ายระดับสากลที่ผนึกความร่วมมือทั้งด้านองค์ความรู้และประสบการณ์ รวมถึงเชื่อมโยงฐานลูกค้าระหว่างกัน โดยเฉพาะในธุรกิจอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ที่ดึงศักยภาพของเครือข่ายมาต่อยอดสู่การให้บริการลูกค้าข้ามชาติได้อย่างไร้รอยต่อ

    นอกจากนี้การผนึกกำลังกันภายในเครือที่ครอบคลุมถึงการผนวก One Bangkok เข้ามาอยู่ภายใต้แพลตฟอร์มการดำเนินงานเดียวกัน เป็นการผสานทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์สูงด้านการปล่อยเช่า การบริหารสินทรัพย์ และการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้เช่าไว้ในระบบเดียวกันอย่างครบวงจร

    ทั้งนี้จากแนวทาง Multi-Asset Class Portfolio ที่ขับเคลื่อนจาก 6 เครื่องยนต์ธุรกิจ ทำให้เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทยสามารถปรับกลยุทธ์การดำเนินงานได้อย่างยืดหยุ่นตามสภาวะตลาด โดยในปีนี้บริษัทคาดว่าจะสามารถสร้างรายได้รวมเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 15,000 ล้านบาท จากการวางธุรกิจอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ และธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมเป็นเครื่องยนต์หลักในการสร้างรายได้ โดยตั้งเป้าขยายพื้นที่โรงงานและคลังสินค้าภายใต้การบริหารจัดการจาก 3.8 ล้านตารางเมตรเพิ่มเป็น 4 ล้านตารางเมตร รวมถึงขยายพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมจาก1,891 ไร่ เป็น 3,800 ไร่ในอารยะ ดิ อีสเทิร์น เกตเวย์ (ARAYA – The Eastern Gateway) และเตรียมพัฒนาเพิ่มเติมอีก 2,200 ไร่ในจังหวัดชลบุรี

    สำหรับธุรกิจอาคารสำนักงานและรีเทล หลังจากผนวกกับโครงการวัน แบงค็อก ได้หนุนให้บริษัทมีพอร์ตโฟลิโออสังหาฯเพื่อพาณิชยกรรมระดับพรีเมียมที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ด้วย 7 โครงการมิกซ์ยูส มีพื้นที่รวมกว่า 1.8 ล้านตารางเมตร ขณะที่ธุรกิจที่อยู่อาศัยแนวราบจะเปิด 4 โครงการใหม่ มูลค่า 7,300 ล้านบาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://prop2morrow.com/867797/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-ymnSc2APXtTlKlD0cGvM