Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ผู้ว่า ธปท.ส่งสัญญาณตรึงดอกเบี้ยฟื้นเศรษฐกิจ ชี้บาทอ่อนตามภูมิภาคไร้สัญญาณเงินไหลออกผิดปกติ : อินโฟเควสท์

    ผู้ว่า ธปท.ส่งสัญญาณตรึงดอกเบี้ยฟื้นเศรษฐกิจ ชี้บาทอ่อนตามภูมิภาคไร้สัญญาณเงินไหลออกผิดปกติ : อินโฟเควสท์

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยืนยันว่า ณ วันนี้ยังไม่มีความคิดจะขึ้นดอกเบี้ย หลังจากคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 24 มิ.ย.มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% หลังจากปรับลดมาแล้ว 2 ครั้ง ในช่วงปลายปีที่ผ่านมาและเดือน ก.พ.69 โดยจะพิจารณาตามข้อมูลจริง (Data-driven) หากไม่มีความจำเป็นก็ไม่อยากปรับขึ้นเพราะจะกระทบเศรษฐกิจ โดยอัตราดอกเบี้ยของไทยถือว่าต่ำเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากสวิตเซอร์แลนด์ ทำหน้าที่ประคับประคองเศรษฐกิจและเพิ่มรายได้ให้คนไทย

    “ยืนยันว่า ณ วันนี้ยังไม่มีความคิดจะขึ้นดอกเบี้ยในช่วงนี้ โดยจะพิจารณาตามข้อมูลจริง (Data-driven) หากไม่มีความจำเป็นก็ไม่อยากปรับขึ้นเพราะจะกระทบเศรษฐกิจ”นายวิทัย กล่าว

    นายวิทัย กล่าวว่า แม้ราคาน้ำมันจะกดดันให้เงินเฟ้อสูงขึ้นในระยะสั้น ซึ่งคาดว่าสูงสุดช่วงเดือน ต.ค.-พ.ย. นี้ แต่เชื่อว่าจะลดลงในเดือน เม.ย.ปี 70 โดยคาดว่าเงินเฟ้อปีนี้เฉลี่ยไม่เกิน 3% อยู่ที่ 2.8% และปี 70 จะอยู่ที่ประมาณ 1.4%

    บาทอ่อนค่าตามพื้นฐานเศรษฐกิจ สอดคล้องภูมิภาค

    สำหรับค่าเงินบาทที่ปัจจุบันอ่อนค่า 5-6% นายวิทัย กล่าวว่า ยังเคลื่อนไหวสอดคล้องค่าเงินภูมิภาค เช่น อินโดนีเซีย อ่อนค่ามากถึง 8% ซึ่งเป็นไปตามเทรนด์โลกจากการแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐฯ โดยยืนยันว่าไม่มีเงินทุนไหลออกผิดปกติ และประเทศไทยก็มีทุนสำรองสูงถึง 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีหนี้ระยะสั้นจำกัด

    “ในปีที่ผ่านมาเงินบาทแข็งค่ามาก ผู้ส่งออกก็ไม่สบายใจ แต่วันนี้อ่อนค่าก็คิดว่าอยู่ระดับที่เป็นไปตามเทรนด์ของตลาด ถ้าถามว่าอ่อนค่าเพราะอะไร ส่วนหนึ่งก็มาจากแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐ ก็จะเห็นว่าแนวโน้มของเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้น เป็นทิศทางลักษณะนี้ แต่ยืนยันยังไม่มีการไหลออกของเงินทุนเคลื่อนย้ายที่ผิดปกติ ตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ยังดี ต่างชาติมองมีเสถียรภาพ ทำให้เงินทุนยังคงไหลเข้าอยู่”

    นายวิทัย กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้คาดว่าจะขยายตัวได้ 2.3% ถือว่าสูงสุดในตลาดตอนนี้ เพราะการส่งออกยังขยายตัวได้ดี ซึ่งปีนี้คาดเติบโตสูงถึง 14% เป็นผลจากพื้นฐานเศรษฐกิจ ไม่ใช่การตั้งใจทำให้บาทอ่อนเพื่อเอื้อการส่งออก

    ทั้งนี้ ธปท. กำลังเร่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฉุดรั้ง GDP ของไทยที่ยังขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ โดยเน้นการกำจัดช่องว่างทางกฎหมายและเศรษฐกิจใต้ดิน ซึ่งที่ผ่านมาได้ออกมาตรการควบคุมทองคำ จัดระเบียบการเทรดทองที่ไม่ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและมักถูกใช้เป็นช่องทางฟอกเงิน

    นายวิทัย กล่าวว่า ธปท.เข้มงวดกับการถอนเงินสดเกิน 5 ล้านบาท ซึ่งขณะที่ลดปริมาณการถอนเงินสดรายใหญ่ลงได้แล้วถึง 35% และการจัดการบัญชีม้า ยกระดับมาตรฐานการตรวจสอบและปิดบัญชีที่ต้องสงสัยอย่างต่อเนื่อง เพื่อตัดวงจรทุจริตและการพนันออนไลน์

    สำหรับกรณีธุรกิจ Forex ที่เป็นกระแสข่าวอยู่ในเวลานี้ นายวิทัย ยืนยันว่า ธปท.ยังไม่มีนโยบายอนุญาตให้รายย่อย(ประชาชน) ซื้อขาย หรือเทรด Forex (FX) เพื่อเก็งกำไร เนื่องจากมองว่าไม่มีประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจ ส่วนกรณี Payment Gateway บริษัทที่ได้รับใบอนุญาตต้องเข้มงวดเรื่องการตรวจสอบร้านค้า (Merchant Due Diligence) หากพบความบกพร่องหรือกระทำผิดกฎหมาย ธปท.พร้อมสั่งปรับหรือถอนใบอนุญาตทันที

    ขณะเดียวกันในเรื่องการใช้เงินหยวนซื้อขายในประเทศไทย ผ่าน QR Code Payment โดยเน้นย้ำว่าการชำระเงินผ่าน QR Code ในไทยต้องมีการ Convert เป็นสกุลเงินบาทเสมอ หากพบกรณีที่ไม่เป็นไปตามเกณฑ์ จะต้องมีการตรวจสอบและสั่งปิดช่องทางดังกล่าว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (26 มิ.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/606037&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0sorwLpFh3ZKCJrgyx7UBU

  • “สรรเพชญ”ลุยสตูลผลักดันถนนเชื่อมโยงการเดินทาง-เศรษฐกิจชายแดน

    “สรรเพชญ”ลุยสตูลผลักดันถนนเชื่อมโยงการเดินทาง-เศรษฐกิจชายแดน

    “สรรเพชญ”ลุยสตูลผลักดันถนนเชื่อมโยงการเดินทาง-เศรษฐกิจชายแดน

    “สรรเพชญ”ลุยสตูลผลักดันถนนเชื่อมโยงการเดินทาง-เศรษฐกิจชายแดน

    วันที่ 26 มิถุนายน 2569 นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่จังหวัดสตูล เพื่อติดตามความก้าวหน้าโครงการด้านคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญในพื้นที่ โดยมี นายพิบูลย์ รัชกิจประการ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย นายพีรพัฒน์ รัชกิจประการ สส.สตูล เขต 1 พรรคภูมิใจไทย นายคณิต คงช่วย ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล นายดำรงศักดิ์ แก้วดวง รองผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล นายวโรภาส แสงพายัพ ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงชนบทสตูล นายสมเกียรติ โมควงศ์ ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงสตูล นายธนัช ขวัญนุ้ย เจ้าพนักงานตรวจท่าชำนาญการ รักษาการในตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาสตูล พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับและร่วมลงพื้นที่ 

                               “สรรเพชญ”ผลักดันโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมโยงการเดินทาง - เศรษฐกิจชายแดน

    นายสรรเพชญ และคณะลงพื้นที่จุดแรกบริเวณแยกทุ่งตำเสา อำเภอควนโดน ซึ่งเป็นบริเวณแนวทางออกของอุโมงค์ฝั่งจังหวัดสตูล เพื่อรับฟังข้อมูลการเตรียมศึกษาความเหมาะสมโครงการก่อสร้างอุโมงค์เชื่อมจังหวัดสงขลา–สตูล (โครงการคลองแงะ – ทุ่งตำเสา ณ บริเวณแยกทุ่งตำเสา ทางหลวงหมายเลข 4137 ตอน ทุ่งตำเสา – สวนเทศ ที่กม. 0+000) ตลอดจนติดตามแนวทางการพัฒนาโครงข่ายคมนาคม เพื่อเชื่อมโยงการเดินทางระหว่างพื้นที่ภาคใต้ฝั่งอ่าวไทยกับฝั่งอันดามัน 

    เยี่ยมชมการปรับปรุงถนนที่อำเภอมะนัง

    โครงการดังกล่าว มีเป้าหมายเพื่อลดระยะทางและระยะเวลาในการเดินทาง เพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งประชาชนและสินค้า พร้อมสนับสนุนการเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมระหว่างจังหวัดสงขลาและจังหวัดสตูล ซึ่งจะช่วยส่งเสริมศักยภาพด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวของทั้งสองจังหวัด รวมถึงพื้นที่ภาคใต้โดยรวมในอนาคต 

    ารดังกล่าว มีเป้าหมายเพื่อลดระยะทางและระยะเวลาในการเดินทาง เพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งประชาชนและสิน“สรรเพชญ”ผลักดันโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมโยงการเดินทาง - เศรษฐกิจชายแดน

    จากนั้น นายสรรเพชญ และคณะเดินทางไปตรวจเยี่ยมการดำเนินงานโครงการปรับปรุงถนนสาย สต.3014 แยกทางหลวงหมายเลข 404–ถ้ำเจ็ดคต อำเภอมะนัง เพื่อติดตามความก้าวหน้าของโครงการ พร้อมรับฟังปัญหาและอุปสรรคด้านการสัญจรของประชาชนที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงหารือแนวทางแก้ไขปัญหาให้การเดินทางในพื้นที่มีความสะดวกและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

    การปรับปรุงถนนสายดังกล่าว จะช่วยยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในการเดินทางของประชาชน เพิ่มประสิทธิภาพโครงข่ายคมนาคมในพื้นที่ สนับสนุนการเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ตลอดจนเพิ่มความสะดวกในการขนส่งผลผลิตทางการเกษตรและสินค้าของประชาชนออกสู่ตลาด ซึ่งจะช่วยกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ 

    ติดตามการบริหารท่าเทียบเรือปากบารา

    ต่อมา นายสรรเพชญ และคณะ เดินทางไปตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของท่าเทียบเรือปากบารา อำเภอละงู เพื่อติดตามการบริหารจัดการท่าเทียบเรือและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งทางน้ำ พร้อมรับฟังข้อมูลเกี่ยวกับศักยภาพของท่าเทียบเรือ ปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงาน ตลอดจนแนวทางการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ทางทะเล ให้สามารถรองรับการเดินทางของประชาชน การขนส่งสินค้า และการท่องเที่ยวทางทะเลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

                                      “สรรเพชญ”ผลักดันโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมโยงการเดินทาง - เศรษฐกิจชายแดน

    ทั้งนี้ การพัฒนาท่าเทียบเรือปากบารา และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง จะช่วยเพิ่มศักยภาพด้านการคมนาคมและโลจิสติกส์ทางทะเล เชื่อมโยงการเดินทางและกิจกรรมทางเศรษฐกิจของจังหวัดสตูลกับพื้นที่ภาคใต้ฝั่งอันดามัน รวมถึงประเทศเพื่อนบ้าน รองรับการขยายตัวของภาคการท่องเที่ยวและการขนส่งสินค้าในอนาคต อันจะนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของจังหวัดสตูลและพื้นที่ใกล้เคียงอย่างเป็นรูปธรรม 

    เชื่อมโครงข่ายคมนาคมเอื้อประชาชน-ลดต้นทุนขนส่ง

    นายสรรเพชญ กล่าวว่า จังหวัดสตูลเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพทั้งด้านการท่องเที่ยว การค้าชายแดน การเกษตร และการขนส่งทางทะเล การพัฒนาโครงข่ายคมนาคม จึงต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมทั้งทางถนน ทางน้ำ และการเชื่อมโยงระหว่างจังหวัด เพื่อให้ประชาชนเดินทางได้อย่างสะดวกและปลอดภัย ช่วยลดต้นทุนด้านการขนส่ง และเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่ 

                              “สรรเพชญ”ผลักดันโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมโยงการเดินทาง - เศรษฐกิจชายแดน

    กระทรวงคมนาคม จะนำข้อมูล ปัญหา และข้อเสนอแนะที่ได้รับจากการลงพื้นที่มาประกอบการพิจารณา พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดการดำเนินงานตามขั้นตอน เพื่อให้โครงการต่าง ๆ สามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน และเกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชนในจังหวัดสตูลและพื้นที่ภาคใต้ได้อย่างเต็มศักยภาพ
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/662430&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01sU1LlNYHj-c69AjdQakI

  • Kenduri Seni Tolong Menolong 2026 ปลุกพลังสร้างสรรค์  เชื่อมโยงผู้คน ศิลปะ วัฒนธรรมสร้างอัตลักษณ์ใหม่พื้นที่ชายแดนใต้  4 – 5 กรกฎาคมนี้ จังหวัดปัตตานี

    Kenduri Seni Tolong Menolong 2026 ปลุกพลังสร้างสรรค์ เชื่อมโยงผู้คน ศิลปะ วัฒนธรรมสร้างอัตลักษณ์ใหม่พื้นที่ชายแดนใต้ 4 – 5 กรกฎาคมนี้ จังหวัดปัตตานี

    สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA ร่วมกับผู้จัดเทศกาล นักสร้างสรรค์ ศิลปิน และชุมชน จัด “เทศกาลศิลปะนานาชาติ Kenduri seni Tolong Menolong 2026 International Art Festival” ภายใต้ธีม “RASO : ศิลปะแห่งความรู้สึกแก่นแท้” ซึ่งเทศกาลฯ นำเสนอการใช้ความคิดสร้างสรรค์เป็น “เครื่องมือ” ของการเยียวยา การสื่อสารอย่างสันติ และการสร้างคุณค่าความเป็นมนุษย์ร่วมกันในพื้นที่ชายแดนใต้ สร้าง “ภาพจำใหม่” ของพื้นที่สู่การเป็น “พื้นที่ปลอดภัย” และเชื่อมโยงพลังสร้างสรรค์จากผู้คนทั้งไทยและนานาชาติเพื่อร่วมกันเยี่ยวยาบาดแผลของอดีต และสรรค์สร้างความหวังใหม่เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตด้วยเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ระหว่างวันที่ 4 – 5 กรกฎาคม 2569 ณ Patani Artspace จังหวัดปัตตานี 

    เทศกาลฯ ได้รับการบ่มเพาะและสนับสนุนจากโครงการ “พัฒนาผู้ขับเคลื่อนเทศกาลสร้างสรรค์ (Festival Creator)” ปีที่ 2 ซึ่งจัดโดย สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA มีเป้าหมายในการบ่มเพาะศักยภาพผู้ขับเคลื่อนเทศกาล และให้การสนับสนุนด้านงบประมาณในการนำแนวคิดไปพัฒนาเพื่อให้เกิดเทศกาลสร้างสรรค์ในพื้นที่จริง พร้อมยกระดับสินทรัพย์และอัตลักษณ์ท้องถิ่นให้กลายเป็น “อัตลักษณ์ใหม่ (The New Signature)” ของเมือง ควบคู่กับการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ และผลักดันเทศกาลสร้างสรรค์ไทย มุ่งสู่การเป็น “Festival as a City Platform”  หรือ การใช้เทศกาลเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์เชิงพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม 

    ปัตตานีสู่พื้นที่กลางแห่งการแลกเปลี่ยนศิลปะ และวัฒนธรรมนานาชาติ

    “เทศกาลศิลปะนานาชาติ Kenduri seni Tolong Menolong 2026 International Art Festival” ชื่อของเทศกาลเป็นภาษาท้องถิ่นปัตตานี ซึ่งหมายถึง เทศกาลศิลปะแห่งการร่วมแรงร่วมใจ เทศกาลนี้จึงมุ่งสะท้อนคุณค่าของการผสานแรงกายและใจของศิลปิน ชุมชน และนักสร้างสรรค์ซึ่งร่วมกันแต่งแต้มคุณค่าใหม่ให้พื้นที่ 

    โดยใช้ศิลปะร่วมสมัยเป็นกลไกผสานพลังทางวัฒนธรรม สร้างคุณค่าใหม่ให้พื้นที่ซึ่งเปี่ยมด้วยประวัติศาสตร์ และความหลากหลายทางวัฒนธรรมอย่างจังหวัดปัตตานี  จนกลายเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ที่ผู้คนได้มีพื้นที่แลกเปลี่ยน และเรียนรู้บทเรียนจากอดีตร่วมกัน พร้อมต่อยอดเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรมระดับภูมิภาค โดยรูปแบบกิจกรรมภายในเทศกาลฯ ได้สะท้อนแนวคิดดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม โดยมุ่งเน้นที่กระบวนการทำงานแบบมีส่วนร่วม ระหว่างเครือข่ายศิลปินทั้งในและต่างประเทศ นักเรียน นักศึกษา นักท่องเที่ยว ผู้ประกอบการ และชุมชนท้องถิ่น เพื่อเชื่อมต่อพลังสร้างสรรค์ผ่านกิจกรรมในหลากหลายมิติ เช่น

    ●    พื้นที่การเรียนรู้แลกเปลี่ยนร่วมกัน: การเสวนาวิชาการ (Talk / Panel Discussion), เวิร์กช็อป, กิจกรรม Art on Tour และการประกวดวาดภาพสด
    ●    เวทีการแสดงพลังและกิจกรรมชุมชนสร้างสรรค์: การแสดงดนตรีพื้นบ้านและศิลปะการแสดงร่วมสมัย อย่างหนังตะลุงมลายู และปัญจัตสีลัต ตลอดจนการแข่งขันเรือยอกอง, การแข่งขันทำขนมพื้นบ้าน (ขนมอาซูรอ)

    นอกจากนี้ยังมีตลาดสร้างสรรค์ (Creative Market) และพื้นที่แสดงนิทรรศการศิลปะเพื่อสร้างเป็นพื้นที่สำหรับการแลกเปลี่ยนความสร้างสรรค์ในพื้นที่ควบคู่ไปกับเทศกาลด้วย

    Kenduri Seni Tolong Menolong 2026 จึงเป็นมากกว่างานเทศกาลศิลปะ แต่คือการเปิดประตูสู่ศักยภาพทางวัฒนธรรมที่รอการค้นพบอย่างพื้นที่ชายแดนใต้ ระหว่างวันที่ 4 – 5 กรกฎาคม เวลา 08.30 – 20.00 น. ณ Patani Artspace จังหวัดปัตตานี และนิทรรศการจะมีการจัดต่อเนื่องจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 

    มาร่วมเป็นหนึ่งในการแต่งแต้มความฝันและความหวังใหม่ที่จะขับเคลื่อนเมืองปัตตานีและจังหวัดชายแดนใต้ให้เติบโตอย่างสร้างสรรค์ในระดับชาตินานาชาติร่วมกัน

    ติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่ 
    Facebook / Instagram / TikTok : Patani Artspace 
    Facebook : Creative Economy Agency

    Posted in news on มิ.ย. 26, 2026

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cea.or.th/th/news-updates/Kenduri-Seni-Tolong-Menolong-2026&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Y6R5mtnyzynYud_z5o-4w

  • ‘ผู้ว่าแบงก์ชาติ’ ยันตรึงดบ.ประคองเศรษฐกิจ เคาะยืนจีดีพีปี 69 โต 2.3% ชี้บาทอ่อนตามเทรนด์โลก

    ‘ผู้ว่าแบงก์ชาติ’ ยันตรึงดบ.ประคองเศรษฐกิจ เคาะยืนจีดีพีปี 69 โต 2.3% ชี้บาทอ่อนตามเทรนด์โลก

    ‘ผู้ว่าแบงก์ชาติ’ ยันตรึงดอกเบี้ยนโยบาย 1% ต่ำสุดเป็นอันดับ 2 ของโลก หวังช่วยประคองเศรษฐกิจฟื้น เคาะยืนจีดีพีโตแจ่ม 2.3% มองเงินเฟ้อปี 69 ขยับสูงบางช่วง แต่ทั้งปีไม่เกิน 2.8% เชื่อส่งออกสุดแกร่ง ชี้บาทอ่อนสอดคล้องภูมิภาค หลังตลาดรับข่าวเฟดขยับดอกเบี้ย ทำดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่า คอนเฟิร์มยังไม่มีเงินทุนไหลออก

    26 มิ.ย. 2569 – นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า จากข้อมูลเศรษฐกิจในตอนนี้ ธปท. ยังไม่มีแนวคิดในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย หลังจากที่ล่าสุดเมื่อวันที่ 24 มิ.ย. ที่ผ่านมา คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยไว้ที่ระดับ 1.00% ต่อปี ซึ่งถือเป็นระดับต่ำที่สุดอันดับ 2 ของโลก รองจากสวิตเซอร์แลนด์ เนื่องจาก ธปท. ต้องการใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายมากขึ้นในสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป ผ่านเครื่องมือเรื่องอัตราดอกเบี้ยนโยบายเข้ามาทำหน้าที่ในการช่วยประคับประคองเศรษฐกิจ ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยทำให้ปลายทางหากเศรษฐกิจดีขึ้น คนไทยมีรายได้มากขึ้น

    ขณะที่ต้องยอมรับว่าวิกฤตพลังงานและราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้น อาจเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อของไทยขยับสูงขึ้นบ้าง แต่จะเป็นเพียงระยะสั้นเท่านั้น โดย ธปท. ประเมินว่าอัตราดเงินเฟ้อของไทยจะปรับไปสูงขึ้นมากในช่วงเดือน ต.ค.-พ.ย. 2569 และในเดือน เม.ย. 2570 เชื่อว่าอัตราเงินเฟ้อของไทยจะมีแนวโน้มลดลงมา โดยทั้งปี 2569 ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อของไทยจะอยู่ที่ระดับ 2.8% ซึ่งยังต่ำกว่ากรอบบนของเป้าหมายเงินเฟ้อที่ 1-3% แน่นอน ขณะที่ปี 2570 อัตราเงินเฟ้อจะมีแนวโน้มลดลงมาอยู่ที่ระดับ 1.4% แต่ก็อาจจะปรับตัวสูงขึ้นบ้างในบางเดือน

    “ธปท. มีหน้าที่ดูแลนโยบายการเงิน ผ่านเครื่องมือหลักที่ใช้คือ การขึ้น-ลงของอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งจนถึงวันนี้ ธปท. ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงมาแล้ว 2 ครั้งตั้งแต่ปลายปีก่อน และในเดือน ก.พ. ที่ีผ่านมา ส่วนถามว่าหลังจากนี้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะมีการพิจารณาเป็นครั้ง ๆ ไป โดยจะดูข้อมูลเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ณ ช่วงเวลานั้น เพราะต้องยอมรับว่าสถานการณ์เปลี่ยนแปลงเร็วตลอดเวลา แต่ กนง. จะดูตัวเลขที่เกิดขึ้นจริงในช่วงเวลานั้นเป็นหลัก ถ้าไม่มีความจำเป็นก็ไม่อยากขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย เพราะจะกระทบเศรษฐกิจ แต่ถ้ามีความจำเป็นในขณะนั้น หรือมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น ก็จะพิจารณาเป็นครั้ง ๆ ไป แต่ ณ วันนี้ ยืนยันว่ายังไม่มีแนวคิดที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายจากระดับปัจจุบัน” ผู้ว่าการ ธปท. ระบุ

    สำหรับผลกระทบเรื่องส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย กับสหรัฐฯ ที่เพิ่มมากขึ้นจนอาจส่งผลกระทบให้เกิดภาวะเงินทุนไหลออกนั้น ผู้ว่าการ ธปท. ให้ความเห็นว่า ที่ผ่านมาส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยกับสหรัฐฯ เยอะมาโดยตลอด ดังนั้นประเด็นนี้จึงไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่จะทำให้เกิดภาวะเงินทุนไหลออก หรือไหลเข้า ส่วนความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ค่าเงินบาทที่ปัจจุบันเงินบาทไทยอ่อนค่าแล้วราว 5-6% ขณะที่ค่าเงินอินโดนีเซียอ่อนค่าไปราว 8% ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากแนวโน้มการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่เซอร์ไพรซ์เข้ามา ทำให้เห็นแนวโน้มเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าเงิน แต่ยืนยันว่าเงินบาทของไทยยังไม่น่ากังวล ยังไม่มีสถานการณ์ผิดปกติอะไร ตลาดหุ้น ตลาดตราสารหนี้ยังปกติดี เพราะเราเป็นประเทศที่นักลงทุนต่างชาติจัดว่ามีเสถียรภาพค่อนข้างดี เนื่องจากมีทุนสำรองแข็งแกร่งในระดับ 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หนี้ระยะสั้นในระดับจำกัด มีความแข็งแรงทางเศรษฐกิจ

    ส่วนตัวเลขส่งออกในปี 2569 ที่ ธปท. ประเมินว่าจะขยายตัวสูงถึง 14% นั้น ถือว่าเป็นอัตราการเติบโตสูงสุดในขณะนี้ และยืนยันว่าเป็นตัวเลขที่สะท้อนการส่งออกของไทยที่ขยายตัวดีจริง ๆ เนื่องจาก กนง. เป็นหน่วยงานที่ปรับประมาณการเร็วที่สุดในขณะนี้ จึงมีการประเมินสภาพเศรษฐกิจด้วยข้อมูลที่เป็นปัจจุบันมากที่สุด เช่นเดียวกับการปรับคาดการณ์ตัวเลขเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในปีนี้เพิ่มเป็น 2.3% จากคาดการณ์เดิมที่ 1.5% ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตสูงสุดในระดับต้น ๆ เมื่อเทียบกับหน่วยงานอื่น ซึ่งจากการอัปเดตข้อมูลทางเศรษฐกิจทั้งหมด กนง. ก็มีความมั่นใจว่าจะเป็นไปตามนั้น ไม่ได้เป็นการตั้งใจทำให้เงินบาทอ่อนค่าเพื่อการส่งออกอย่างแน่นอน

    นอกจากนี้ ธปท.อยู่ระหว่างศึกษาและเตรียมออกประกาศรับฟังความคิดเห็น (เฮียริ่ง) เรื่องการออกใช้ Thai Baht Stablecoin (ไทยบาท สเตเบิ้ลคอยน์) โดยจะอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินทำธุรกิจด้านสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Assets : DA) บางส่วน รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับคาร์บอนเครดิต เพื่อสนับสนุนภารกิจด้านสิ่งแวดล้อม คาดว่าจะเริ่มใช้ได้ในอีกไม่กี่เดือนจากนี้ หรือภายในปีนี้

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/1021559/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1mmvx-ov7uQEsXSAXeAZ4D

  • ลุยหาเสียง! โค้งสุดท้าย มัลลิกา ลงพื้นที่ สีลมซ.4 เดินหน้า ไนท์มาร์เก็ต ฟื้นเศรษฐกิจกลางคืน

    ลุยหาเสียง! โค้งสุดท้าย มัลลิกา ลงพื้นที่ สีลมซ.4 เดินหน้า ไนท์มาร์เก็ต ฟื้นเศรษฐกิจกลางคืน

    วันนี้, 13:54น.

              ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 14 ลงพื้นที่สำรวจย่านสีลม ซอย 4 และพื้นที่โดยรอบในช่วงเวลากลางคืน หลังได้รับข้อร้องเรียนจากทั้งนักท่องเที่ยว ผู้ประกอบการ และประชาชนในพื้นที่ที่ต้องการเห็น “ไนท์มาร์เก็ต” และกิจกรรมเศรษฐกิจกลางคืนกลับมาคึกคักอีกครั้ง

              การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นการสังเกตสภาพเศรษฐกิจในย่านสถานบันเทิงสำคัญของกรุงเทพฯ ซึ่งแม้จะยังมีร้านอาหารและสถานบันเทิงเปิดให้บริการ แต่บรรยากาศการค้าริมทางและไนท์มาร์เก็ตหายไปอย่างมากเมื่อเทียบกับอดีต ภายหลังการจัดระเบียบผู้ค้าทางเท้าและการย้ายผู้ค้าบางส่วนไปยังพื้นที่ที่กำหนด โดยกรุงเทพมหานครได้ดำเนินมาตรการจัดระเบียบ เพื่อความเป็นระเบียบของทางเท้าและการสัญจรของประชาชนตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา

              ดร.มัลลิกา กล่าวว่า สีลมเป็นหนึ่งในย่านเศรษฐกิจกลางคืนที่สำคัญที่สุดของประเทศไทย หากบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ ทั้งเรื่องความสะอาด ความปลอดภัย ทางเดิน และการกำหนดโซนค้าขายอย่างเหมาะสม จะสามารถสร้างสมดุลระหว่างสิทธิของผู้ใช้ทางเท้ากับโอกาสทางเศรษฐกิจของผู้ประกอบการได้ จึงเสนอยุทธศาสตร์ “Bangkok Night Market 50 เขต”

              ดร.มัลลิกา เสนอแนวคิดฟื้นเศรษฐกิจกลางคืนผ่านโมเดล จัดโซนไนท์มาร์เก็ตที่ชัดเจนใช้ระบบดิจิทัลบริหารผู้ค้า, กล้อง AI และไฟส่องสว่างเพิ่มความปลอดภัย, มาตรฐานสุขอนามัยและการจัดการขยะ, เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยว ร้านอาหาร และการเดินทางสาธารณะ, ขยายต้นแบบไปยังพื้นที่เศรษฐกิจทั้ง 50 เขตของกรุงเทพมหานครโดยมองว่าแต่ละเขตควรมี “แลนด์มาร์กเศรษฐกิจกลางคืน” ของตนเอง เพื่อกระจายรายได้ ไม่ให้การท่องเที่ยวกระจุกตัวเฉพาะบางพื้นที่ โดยใช้สีลมเป็นหนึ่งในพื้นที่ต้นแบบ ก่อนขยายผลสู่ย่านเศรษฐกิจสำคัญในทั้ง 50 เขตของกรุงเทพมหานคร

              สีลม คือหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจกลางคืนของกรุงเทพฯ ย่านสีลมเป็นศูนย์รวมของอาคารสำนักงาน โรงแรม ร้านอาหาร สถานบันเทิง และแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติจำนวนมาก

              เศรษฐกิจกลางคืนไม่ใช่เพียงเรื่องร้านค้า แต่คือการสร้างงาน สร้างรายได้ เพิ่มการท่องเที่ยว และทำให้เมืองมีชีวิต หากบริหารด้วยกติกาที่ชัดเจน เทคโนโลยี และความร่วมมือของทุกฝ่าย กรุงเทพฯ จะสามารถสร้างมูลค่าเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นได้อย่างมหาศาล พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ประกอบการและประชาชนไปพร้อมกัน พร้อมย้ำว่า หากได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จะผลักดันนโยบาย “Bangkok Night Economy” เพื่อฟื้นเศรษฐกิจกลางคืนอย่างเป็นระบบ

              ส่วนช่วงเช้าวันนี้ หาเสียงที่ ตลาดวงศกร และ ตลาดเอซี เขตสายไหม ภายหลังการลงพื้นที่ในช่วงเช้า ดร.มัลลิกา มีกำหนดขึ้นรถแห่จากบริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เดินทางผ่านหลายเขตของกรุงเทพมหานคร เพื่อพบปะประชาชนในช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียง ก่อนปิดท้ายภารกิจของวันนี้ที่ ตลาดสดหนองแขม ในเวลาประมาณ 17.00 น. การหาเสียงผ่านระบบไลฟ์สตรีมมิงถือเป็นการเข้าถึงประชาชนได้ทุกที่ทุกเวลา และเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่เปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถซักถาม แสดงความคิดเห็น และรับฟังนโยบายได้โดยตรงแบบไม่มีข้อจำกัด พร้อมระบุว่า ตลอดการหาเสียงครั้งนี้ตนใช้การถ่ายทอดสดด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลจากผู้สมัครโดยตรง

    #เลือกตั้ง

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/162503&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Wid9pYWqJ-IsXvLIrIUdA

  • พาณิชย์จัดใหญ่ “มหกรรมธงฟ้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค จังหวัดเลย” ลดค่าครองชีพปชช. | เดลินิวส์

    พาณิชย์จัดใหญ่ “มหกรรมธงฟ้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค จังหวัดเลย” ลดค่าครองชีพปชช. | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน ที่ บริเวณสนามหน้าศาลากลางจังหวัดเลย อำเภอเมืองเลย จังหวัดเลย นายชัยพจน์ จรูญพงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย เป็นประธานเปิดงาน “มหกรรมธงฟ้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค จังหวัดเลย” โดยมี นายประยูร อรัญรุท รองผู้ว่าราชการจังหวัดเลย นายปรัชญา นราภิชาต ผู้อำนวยการกองบริหารมาตรการลดค่าครองชีพ กรมการค้าภายใน นายนคร บุตรดีวงศ์ พาณิชย์จังหวัดเลย นายณัฐพล เหลืองวงศ์ไพศาล ประธานหอการค้าจังหวัดเลย พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ภาคเอกชน รัฐวิสาหกิจ ผู้ประกอบการ สื่อมวลชน และประชาชนเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง

    กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลในการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส และกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ จัดงานมหกรรมธงฟ้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค จังหวัดเลย เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน พร้อมเพิ่มช่องทางการตลาดให้แก่ผู้ประกอบการ เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการ SMEs ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจและต้นทุนค่าครองชีพที่ยังอยู่ในระดับสูง

    นายชัยพจน์ กล่าวว่า งานดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “ไทยช่วยไทย” ที่กระทรวงพาณิชย์ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อดูแลประชาชนและสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก โดยได้รับความร่วมมือจากผู้ผลิต กลุ่มเกษตรกร กลุ่มวิสาหกิจชุมชน และเครือข่ายธุรกิจทั่วประเทศ นำสินค้าอุปโภคบริโภคมาจำหน่ายรวมกว่า 1,000 รายการ ครอบคลุม 10 หมวดสินค้า ลดราคาสูงสุดถึงร้อยละ 60 อาทิ อาหารแห้ง เครื่องปรุงรส ผลิตภัณฑ์ซักล้าง ของใช้ในครัวเรือน เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องแต่งกาย และสินค้าชุมชน

    ภายในงานยังมีการจำหน่ายสินค้าไฮไลท์ในราคาพิเศษทุกวัน อาทิ ไข่ไก่เบอร์ M แผงละ 80 บาท น้ำตาลทรายกิโลกรัมละ 20 บาท น้ำมันปาล์มขวดละ 40 บาท และข้าวหอมมะลิขนาด 5 กิโลกรัม ถุงละ 120 บาท รวมทั้งเชื่อมโยงผลผลิตจากเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภาวะผลผลิตล้นตลาด เช่น เงาะและมังคุดจากจังหวัดตราด ในราคากิโลกรัมละ 35 บาท หรือ 3 กิโลกรัม 100 บาท ตลอดจนสับปะรดและแก้วมังกรจากเกษตรกรจังหวัดเลยมาจำหน่ายให้ประชาชนได้เลือกซื้อโดยตรง

    ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย ได้เชิญชวนประชาชนชาวจังหวัดเลยและพื้นที่ใกล้เคียงร่วมเลือกซื้อสินค้าคุณภาพในราคาประหยัด ภายในงานซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25 – 27 มิถุนายน 2569 ณ บริเวณสนามหน้าศาลากลางจังหวัดเลย เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือน พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการและเกษตรกรให้มีช่องทางการจำหน่ายสินค้าเพิ่มมากขึ้น

    ทั้งนี้ กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ยังคงเดินหน้าจัดงานมหกรรมธงฟ้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาคอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนด้านค่าครองชีพของประชาชน ส่งเสริมการค้าภายในประเทศ และสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5977474/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Re4VGfpLim3Ddqt2zMgp3

  • “เอกนิติ” ชี้ พ.ร.บ.โอนงบฯ เน้นสร้างสมดุล เยียวยาประชาชน ฟื้นฟูเศรษฐกิจ ควบคู่รักษาวินัยการคลัง

    “เอกนิติ” ชี้ พ.ร.บ.โอนงบฯ เน้นสร้างสมดุล เยียวยาประชาชน ฟื้นฟูเศรษฐกิจ ควบคู่รักษาวินัยการคลัง

    “เอกนิติ” รองนายกฯ และรมว.คลัง ย้ำจำเป็นต้องโอนงบประมาณ ปี 69 มาเป็นงบกลางสำรองฉุกเฉิน สำหรับวิกฤตพลังงานและภัยแล้ง เน้นสร้างสมดุล เยียวยาประชาชน ฟื้นฟูเศรษฐกิจ ควบคู่รักษาวินัยการคลัง 

    วันที่ 26 มิถุนายน 2569 การประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ 2569 ในวาระแรก นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรว่า ที่ผ่านมา ประเทศไทย และหลายประเทศ ประสบวิกฤตเศรษฐกิจ ตั้งแต่สงครามตะวันออกกลาง ความผันผวนราคาพลังงาน ซึ่งเป็นวิกฤตซ้อนวิกฤต ทำให้ค่าครองชีพ และต้นทุนสูง ประชาชนได้รับผลกระทบ จนเป็นวิกฤตปากท้อง และเมื่อปีที่แล้ว ประเทศไทยประสบวิกฤตชายแดน และวิกฤตน้ำท่วม รวมถึงปีนี้ก็ได้ส่อว่า จะวิกฤตภัยแล้งแล้ว แต่ด้วยงบประมาณที่จำกัด รัฐบาลจึงได้พยายามบริหารจัดการ ใช้ทุกเครื่องมือ ดูแลและเยียวยาประชาชน แต่งบประมาณมีจำกัดและต้องพยายามรักษาความสมดุล แต่การที่มูดี้ส์ยกไทย เป็นประเทศรับมือภาวะเศรษฐกิจโลกได้ดี พร้อมปรับเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือเศรษฐกิจไทยจากเชิงลบสู่มีเสถียรภาพ ก็พิสูจน์แล้วว่า การดำเนินการเป็นไปตามวินัยการเงินการคลัง 

    นายเอกนิติ ยังระบุว่า ตัวเลขที่เศรษฐกิจไทยเติบโต และงบประมาณที่ตนเร่งรัดการเบิกจ่าย ข้อมูลได้พิสูจน์แล้วว่า อัตราการเบิกจ่ายสูงกว่าหลายปีที่ผ่านมา และตัวเลขเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1 การลงทุนภาครัฐโต 13% ไตรมาสที่ 2 โต 9.4% และข้อมูลล่าสุด โตกว่า 10% ดังนั้น จึงต้องรักษาสมดุลการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และดูแลเยียวยาประชาชน พร้อมย้ำว่า งบประมาณเม็ดเงินที่เหลือ จำเป็นต้องโอนงบประมาณมาเป็นงบกลางสำรองฉุกเฉิน สำหรับวิกฤตพลังงานและภัยแล้ง ที่รัฐบาลต้องมีงบประมาณดูแลประชาชน และย้ำว่า ช่วงที่ตนได้ดำเนินการไปพิสูจน์แล้วว่า เศรษฐกิจไทยกลับมาฟื้นตัวกว่าที่หลาย ๆ คนคาดการณ์ และทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันประเทศไทยดีขึ้น

    “ผมขอบคุณทุกข้อสังเกต และยืนยันว่า รัฐบาลจะใช้งบประมาณขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ฟื้นฟูขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ดูแลเยียวยาประชาชน ซึ่งกรรมาธิการฯ จะได้นำความเห็นไปประกอบการพิจารณาในการปรับแก้ต่อไป”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2942096&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0OBPyMG3s7aRFi4SGL3CzP

  • คลื่นความร้อนถล่มยุโรป ฉุดเศรษฐกิจสูญ GDP กว่า 7% ภายในปี 2030

    คลื่นความร้อนถล่มยุโรป ฉุดเศรษฐกิจสูญ GDP กว่า 7% ภายในปี 2030

    คลื่นความร้อนถล่มยุโรป ฉุดเศรษฐกิจสูญ GDP กว่า 7% ภายในปี 2030

    บริษัทอลิอันซ์เทรด แขนงสินเชื่อการค้าของบริษัทประกันภัยอลิอันซ์แห่งยุโรป ออกรายงานเตือนว่าคลื่นความร้อนที่ถาโถมยุโรปเป็นระลอกที่สองของปีนี้ กำลังกลายเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่ฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง โดยคาดการณ์ว่าหากอุณหภูมิสูงสุดในรอบ 10 ปีย้อนหลังระหว่างปี 2014-2024 วนซ้ำอีกครั้งก่อนถึงปี 2030 ยุโรปอาจสูญเสีย GDP สะสมรวมกันสูงถึง 5-7%

    ความเสียหายทางเศรษฐกิจที่ประเมินได้

    อลิอันซ์เทรดคำนวณว่าฝรั่งเศสจะได้รับผลกระทบมากที่สุดด้วยความสูญเสียกว่า 2.4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามด้วยอิตาลี 1.47 แสนล้านดอลลาร์ เยอรมนี 1.31 แสนล้านดอลลาร์ และสเปน 1.2 แสนล้านดอลลาร์ นอกจากนี้รายได้ภาษีของฝรั่งเศสอาจลดลงถึง 1.8% ในขณะที่รัฐบาลต้องเพิ่มงบประมาณด้านโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณสุขพร้อมกัน ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมปัญหาการขาดดุลงบประมาณที่หลายประเทศในยุโรปเผชิญอยู่แล้ว

    ประสิทธิภาพแรงงานดิ่งเมื่ออุณหภูมิเกิน 30 องศา

    อลิอันซ์เทรดระบุ “จุดวิกฤต” ว่าอยู่ที่อุณหภูมิประมาณ 30 องศาเซลเซียส ซึ่งเมื่ออุณหภูมิสูงเกินระดับนี้ ผลิตภาพแรงงานจะลดลงอย่างรวดเร็ว ปาทริก มาร์แต็ง หัวหน้าสมาคมนายจ้างหลักของฝรั่งเศส เมเดฟ กล่าวกับสถานีโทรทัศน์ BFM ว่า “ฝรั่งเศสกำลังทำงานในโหมดช้า สิ่งนี้รบกวนการทำงานและทำให้ผลลัพธ์ลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้” ข้อมูลจาก AFP ระบุว่าในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ประชาชนกว่า 100 ล้านคนในยุโรปเผชิญอุณหภูมิสูงเกิน 35 องศาเซลเซียส

    ผลกระทบระยะกลางต่อการเงินและราคาอาหาร

    ธนาคารกลางยุโรป (ECB) พบว่าคลื่นความร้อนในฤดูร้อนทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคลดลงราว 1% และผลกระทบนี้ไม่ใช่แค่ชั่วคราว แต่ยืดเยื้อและรุนแรงขึ้นจนอาจแตะ 1.5% ภายในสองปี เอ็มมานูเอล มูแล็ง ผู้ว่าการธนาคารแห่งชาติฝรั่งเศสคนใหม่ ยืนยันผ่านสถานีวิทยุ France Inter ว่า “มีผลกระทบเชิงลบต่อการเติบโตในระยะกลางอย่างชัดเจน” ขณะที่ ECB ยังคำนวณด้วยว่าภัยแล้งปี 2022 ดันราคาอาหารในยุโรปเพิ่มขึ้น 0.7 จุดเปอร์เซ็นต์

    เรียกร้องให้ยุโรปเร่งรับมืออย่างเป็นระบบ

    ฮาเซม กริเชน นักเศรษฐศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศและความยั่งยืนของอลิอันซ์ ระบุว่า “หากปราศจากการเปลี่ยนผ่านที่รวดเร็วสู่การปรับตัวด้านสภาพภูมิอากาศและความเป็นกลางทางคาร์บอน ปรากฏการณ์เหล่านี้มีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นแรงต้านเชิงโครงสร้างระยะยาวต่อเศรษฐกิจ” พร้อมเรียกร้องให้มีการประสานงานในระดับยุโรปอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อรับมือเชิงป้องกัน โดยชี้ให้เห็นจุดอ่อนสำคัญคือการที่ยุโรปมีครัวเรือนติดตั้งเครื่องปรับอากาศเพียง 19% เทียบกับ 90% ในสหรัฐอเมริกา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/europe-heatwave-economic-impact-gdp-loss-2030&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0oHgMx5ICyrjGUBiKx3M0Y

  • ราคาน้ำมันดิบโลกอ่อนตัว! WTI ร่วงแตะ 71.47 ดอลลาร์ นักลงทุนจับตาปัจจัยเศรษฐกิจ-ทิศทางตลาดพลังงาน

    ราคาน้ำมันดิบโลกอ่อนตัว! WTI ร่วงแตะ 71.47 ดอลลาร์ นักลงทุนจับตาปัจจัยเศรษฐกิจ-ทิศทางตลาดพลังงาน

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/156446&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3JBYQg602lMeaMceA0Rukx

  • “ทรัพย์สินทางปัญญา” พลิกศักยภาพ  สินค้าไทยสร้างมูลค่าใหม่ หนุนเศรษฐกิจเติบโต

    “ทรัพย์สินทางปัญญา” พลิกศักยภาพ สินค้าไทยสร้างมูลค่าใหม่ หนุนเศรษฐกิจเติบโต

    วันนี้ (26 มิ.ย.2569) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ กล่าวในงานสัมมนาวิชาการ CIPITC Symposium 2026 Navigating the New Frontier of IP and Trade Laws: สำรวจพรมแดนใหม่ของกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ เนื่องในโอกาสศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง เปิดทำการครบ 29 ปี โดยเน้นย้ำบทบาทของทรัพย์สินทางปัญญาในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจการค้าของประเทศ ตลอดจนการยกระดับศักยภาพสินค้าและผู้ประกอบการไทยให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

    โดยบทบาทของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ว่าเป็นเสาหลักของระบบกฎหมายด้านทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศของไทย ที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ประกอบการ นักลงทุน และผู้สร้างสรรค์ผลงานทั้งในและต่างประเทศ โดยในยุคที่ความคิดสร้างสรรค์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม กลายเป็นปัจจัยสำคัญของการแข่งขันทางเศรษฐกิจโลก การคุ้มครองสิทธิอย่างมีประสิทธิภาพและกระบวนการยุติธรรมที่น่าเชื่อถือ จึงเป็นรากฐานสำคัญในการส่งเสริมการค้า การลงทุน และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของกระทรวงพาณิชย์ที่มุ่งใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเครื่องมือสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ

    ในส่วนของ กระทรวงพาณิชย์ได้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านนโยบายสำคัญ 5 ด้าน โดยมีทรัพย์สินทางปัญญาเป็นกลไกสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งการสร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ได้แก่การดูแลค่าครองชีพ สร้างรายได้ และยกระดับชุมชน ผ่านการสร้างความตระหนักรู้ถึงคุณค่าของทรัพย์สินทางปัญญา และส่งเสริมช่องทางการตลาดอย่างมีประสิทธิภาพการรักษาเสถียรภาพและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร ด้วยกลไกการคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ซึ่งช่วยยกระดับคุณภาพมาตรฐานสินค้าในกลุ่มเกษตรและเพิ่มมูลค่าได้ 2–5 เท่า

    “ทรัพย์สินทางปัญญา” พลิกศักยภาพ สินค้าไทยสร้างมูลค่าใหม่ หนุนเศรษฐกิจเติบโต

    การสร้างความเข้มแข็งให้กับ SME และชุมชน โดยผลักดันการนำทรัพย์สินทางปัญญามาใช้เป็นหลักประกันในการเข้าถึงแหล่งทุนผ่านโครงการ IP Finance การสร้างสมดุลการส่งออกและเจรจาการค้า เพื่อเชื่อมธุรกิจไทยสู่ห่วงโซ่การผลิตโลก ผ่านการเจรจา FTA ซึ่งทุกกรอบการเจรจาต่างให้ความสำคัญกับเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา และ การยกระดับเทคโนโลยีการให้บริการและปลดล็อกกฎระเบียบให้ทันสมัย เพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้า ส่งเสริมให้ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงข้อมูลและงานบริการต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว

    แนวทางดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า งานด้านทรัพย์สินทางปัญญาของกระทรวงพาณิชย์ โดยปัจจุบันประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่มิติใหม่ ทรัพย์สินทางปัญญาไม่ได้ทำหน้าที่เพียงคุ้มครองสิทธิของผู้สร้างสรรค์ แต่ยังเป็นสินทรัพย์ที่ช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ดึงดูดการลงทุน และเพิ่มโอกาสทางการค้าให้กับประเทศ ตลอดจนช่วยยกระดับสินค้าและผู้ประกอบการไทย สร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจท้องถิ่น และวางรากฐานการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

    “ทรัพย์สินทางปัญญา” พลิกศักยภาพ สินค้าไทยสร้างมูลค่าใหม่ หนุนเศรษฐกิจเติบโต

    ด้านนางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า กรมได้พลิกโฉมการทำงานให้สอดรับกับเศรษฐกิจยุคใหม่ จากหน่วยงานที่มุ่งเน้นการจดทะเบียนและคุ้มครองสิทธิ สู่การวางโครงสร้างพื้นฐานด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IP Infrastructure) โดยเชื่อมโยงภารกิจทั้งในด้านการส่งเสริมการสร้างสรรค์ การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา การส่งเสริมการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ และการปกป้องสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเครื่องมือสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและเพิ่มโอกาสทางการแข่งขัน

    นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา

    นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา

    กรมฯ ให้ความสำคัญกับการดำเนินงาน 3 ด้านหลัก ด้านแรกคือ การปฏิรูประบบจดทะเบียนและการให้บริการสู่ระบบดิจิทัลอัจฉริยะ โดยนำเทคโนโลยี AI มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสืบค้นข้อมูลและตรวจสอบคำขอ การปรับปรุงระบบการยื่นคำขอและกระบวนการตรวจสอบให้เป็นระบบ e-Filing และ e-flow ที่สมบูรณ์และมีประสิทธิภาพ ช่วยอำนวยความสะดวกและเพิ่มความโปร่งใสในการบริการ พร้อมพัฒนาบริการ Fast Track สำหรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า สิทธิบัตรการประดิษฐ์และอนุสิทธิบัตร และสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ ในสาขาที่ตอบโจทย์ความต้องการของภาคธุรกิจและรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพื่อส่งเสริมการนำทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

    ด้านที่สอง คือ การยกระดับเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรมและอัตลักษณ์ เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน โดยกรมฯ ได้ผลักดันการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์ ผ่านกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาได้พบปะกับผู้ซื้อและนักลงทุน เพื่อให้เกิดการจับคู่ธุรกิจและเกิดมูลค่าการซื้อขายอย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งการพัฒนาสินค้า GI อย่างครบวงจร เพื่อกระจายรายได้และสร้างชุมชนผู้ผลิตที่เข้มแข็ง ตลอดจนการขับเคลื่อนโครงการ IP Finance เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการนำทรัพย์สินทางปัญญามาต่อยอดเป็นทุนทางธุรกิจ โดยเตรียมจัดทำ Pilot Project หรือ Sandbox ในไตรมาส 4 ของปีนี้ เพื่อทดสอบกลไกการประเมินมูลค่าและการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลักประกันทางการเงิน นำร่องในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพและความพร้อม เช่น อุตสาหกรรมการแพทย์และอุตสาหกรรมอาหาร

    “ทรัพย์สินทางปัญญา” พลิกศักยภาพ สินค้าไทยสร้างมูลค่าใหม่ หนุนเศรษฐกิจเติบโต

    นอกจากนี้ กรมฯ ยังเดินหน้าปรับปรุงกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและเศรษฐกิจโลก โดยอยู่ระหว่างการแก้ไขกฎหมายสำคัญหลายฉบับ ทั้งด้านสิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ และสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) รวมถึงการยกร่างกฎหมายเกี่ยวกับการจัดเก็บค่าตอบแทนการใช้งานลิขสิทธิ์ เพื่อยกระดับระบบทรัพย์สินทางปัญญาของไทยให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากลมากยิ่งขึ้น

    ทั้งนี้ การขับเคลื่อนงานด้านทรัพย์สินทางปัญญาของไทยให้ก้าวทันเศรษฐกิจยุคใหม่ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยตลอดระยะเวลาเกือบ 3 ทศวรรษที่ผ่านมา ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการพัฒนาระบบทรัพย์สิน

    “ทรัพย์สินทางปัญญา” พลิกศักยภาพ สินค้าไทยสร้างมูลค่าใหม่ หนุนเศรษฐกิจเติบโต

    ทางปัญญาของประเทศอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการสร้างความเชื่อมั่นด้านการคุ้มครองสิทธิ การค้า และการลงทุน ตลอดจนการพัฒนาแนวปฏิบัติและการบังคับใช้กฎหมายด้านทรัพย์สินทางปัญญาให้มีประสิทธิภาพ อันเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

    อ่านข่าว:

    “ทรัพย์สินทางปัญญา” พลิกศักยภาพ สินค้าไทยสร้างมูลค่าใหม่ หนุนเศรษฐกิจเติบโต

    นักวิจัย-ผู้ประกอบการตื่นตัว แห่ยื่นจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา พุ่งกว่า 3 หมื่นคำขอ

    กรมทรัพย์สินฯ เตือน เชียร์บอล ไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ ห้ามดัดแปลง ทำซ้ำ

    “พาณิชย์” ดันคราฟต์ไทยสู่เวทีโลก ชูช่างฝีมือไทยสู่การเป็น “ของขวัญแห่งชาติ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/507527&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1S8hUhupFKYKYCj1Fs9ken