Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ตัวเลขดัชนีเศรษฐกิจรายภูมิภาคปี 2569

    ตัวเลขดัชนีเศรษฐกิจรายภูมิภาคปี 2569

    ตัวเลขดัชนีเศรษฐกิจรายภูมิภาคปี 2569 บอกอะไรเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทย?

    สำนักงานเศรษฐกิจการคลังเปิดข้อมูลดัชนีแนวโน้มเศรษฐกิจรายภูมิภาค พบว่าทุกภูมิภาคยังมีค่าดัชนีสูงกว่า 50 ซึ่งสะท้อนว่าแนวโน้มเศรษฐกิจยังอยู่ในระดับดีกว่าปัจจุบัน

    แต่เมื่อเทียบแนวโน้มจากปี 2565–2569 จะเห็นว่าหลายภูมิภาคผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว และเริ่มปรับตัวลดลง โดยภาคตะวันออกยังนำเป็นอันดับหนึ่งที่ 73.0 ขณะที่ภาคเหนืออยู่ที่ 69.5 ภาคอีสาน 67.4 ภาคใต้ 66.8 และภาคกลาง 63.6

    ด้านภาคตะวันตกเป็นพื้นที่ที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ เนื่องจากลดลงมาอยู่ที่ 60.1 หลังจากปี 2568 อยู่ที่ 71.1 ส่วนกรุงเทพฯ และปริมณฑลอยู่ที่ 59.3 แม้ฟื้นขึ้นจากปีก่อน แต่ยังเป็นระดับต่ำสุดของทุกภูมิภาค

    ข้อมูลนี้สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยยังมีทิศทางขยายตัวในเชิงพื้นที่ แต่ความแข็งแรงของการฟื้นตัวไม่ได้กระจายเท่ากันทั้งหมด

    ปี 2569 จึงอาจเป็นปีที่ต้องติดตามว่า ภูมิภาคที่ยังมีแรงส่งสูงจะรักษาโมเมนตัมได้แค่ไหน และพื้นที่ที่ฟื้นตัวช้าจะได้รับแรงหนุนจากปัจจัยใดเพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/infographic/regional-economy-index-2569&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2bfg8A-J-X5NLE2_3qxRVt

  • จับตาภาษีใหม่ สกัดนอมินีต่างชาติ : เครื่องมือสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจของไทย

    จับตาภาษีใหม่ สกัดนอมินีต่างชาติ : เครื่องมือสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจของไทย

    ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การเข้ามาของนักลงทุนต่างชาติถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทย ทั้งในภาคการท่องเที่ยว อสังหาริมทรัพย์ การค้าปลีก และบริการต่างๆ อย่างไรก็ตามท่ามกลางเม็ดเงินลงทุนที่หลั่งไหลเข้ามา กลับพบปัญหาการใช้ “นอมินี” หรือการให้คนไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติเพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดทางกฎหมายที่กำหนดให้บางธุรกิจต้องเป็นของคนไทยเป็นส่วนใหญ่

    ปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการไทยที่ต้องแข่งขันกับธุรกิจที่อาจใช้ช่องโหว่ทางกฎหมาย รวมถึงทำให้รัฐสูญเสียรายได้จากภาษีและไม่สามารถกำกับดูแลกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยเหตุนี้รัฐบาลไทยจึงเดินหน้าปรับปรุงมาตรการด้านภาษีและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดมากขึ้น เพื่อป้องกันการหลบเลี่ยงภาษี การใช้โครงสร้างธุรกิจอำพราง และการครอบงำกิจการโดยต่างชาติผ่านนอมินี

    ปัญหานอมินีต่างชาติที่กำลังท้าทายเศรษฐกิจไทย

    นอมินี หมายถึง บุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ถูกใช้เป็นตัวแทนในการถือหุ้นหรือดำเนินกิจการแทนเจ้าของตัวจริง ซึ่งมักเป็นชาวต่างชาติที่ไม่สามารถถือหุ้นได้เต็มสัดส่วนตามกฎหมายไทย โดยเฉพาะในธุรกิจที่ถูกกำหนดไว้ในพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว

    ที่ผ่านมาหน่วยงานภาครัฐพบการใช้โครงสร้างนอมินีในหลายธุรกิจ เช่น การท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร อสังหาริมทรัพย์ และการขนส่ง ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง โดยมีรายงานว่ารัฐได้เร่งตรวจสอบและดำเนินคดีกับกลุ่มธุรกิจต้องสงสัยจำนวนมาก เนื่องจากมีพฤติกรรมใช้คนไทยถือหุ้นแทนต่างชาติอย่างไม่ถูกต้องตามกฎหมาย

    ปัญหาดังกล่าวไม่ได้ส่งผลเพียงเรื่องการแข่งขันทางธุรกิจเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับการจัดเก็บภาษี เนื่องจากบางกิจการอาจมีการโยกย้ายกำไร ซ่อนรายได้ หรือจัดโครงสร้างทางการเงินที่ซับซ้อนเพื่อลดภาระภาษี ทำให้รัฐสูญเสียรายได้ที่ควรได้รับ

    ภาษีใหม่กับบทบาทในการปิดช่องโหว่

    หนึ่งในแนวทางสำคัญที่รัฐบาลนำมาใช้คือ การปรับปรุงระบบภาษีให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจโลกและรูปแบบการลงทุนสมัยใหม่ โดยเฉพาะการตรวจสอบแหล่งที่มาของรายได้และผู้ได้รับประโยชน์ที่แท้จริง (Beneficial Owner)

    ประเทศไทยได้เริ่มใช้กฎเกณฑ์ภาษีที่เข้มงวดมากขึ้นกับรายได้จากต่างประเทศของผู้มีถิ่นที่อยู่ในไทย โดยกำหนดให้รายได้ที่เกิดขึ้นในต่างประเทศและนำกลับเข้ามาในประเทศไทยต้องอยู่ในข่ายเสียภาษีตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บรายได้และลดโอกาสการใช้โครงสร้างทางการเงินเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี

    นอกจากนี้ประเทศไทยยังได้เข้าร่วมแนวทางภาษีสากล เช่น การจัดเก็บภาษีขั้นต่ำสำหรับบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ (Global Minimum Tax) ซึ่งเป็นมาตรการภายใต้กรอบความร่วมมือขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เพื่อลดปัญหาการย้ายฐานกำไรไปยังประเทศที่มีภาษีต่ำ และสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันทางธุรกิจ

    แม้มาตรการเหล่านี้ไม่ได้มุ่งเป้าไปที่นอมินีโดยตรง แต่ช่วยให้รัฐสามารถติดตามเส้นทางการเงินและตรวจสอบความเชื่อมโยงระหว่างผู้ถือหุ้น นักลงทุน และรายได้ที่เกิดขึ้นจริงได้ง่ายขึ้น

    สร้างสนามแข่งขันที่เท่าเทียม

    ผู้ประกอบการไทยจำนวนมากเรียกร้องให้ภาครัฐแก้ไขปัญหานอมินีอย่างจริงจัง เนื่องจากธุรกิจที่ใช้โครงสร้างอำพรางมักมีต้นทุนต่ำกว่า สามารถหลีกเลี่ยงข้อกำหนดบางประการ และมีความได้เปรียบในการแข่งขันเหนือผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้อง

    การเพิ่มความเข้มงวดด้านภาษีจึงมีบทบาทสำคัญในการสร้าง “สนามแข่งขันที่เท่าเทียม” เพราะทุกฝ่ายต้องเปิดเผยข้อมูลทางการเงินและเสียภาษีตามกฎหมายอย่างโปร่งใส เมื่อผู้ประกอบการทั้งไทยและต่างชาติต้องปฏิบัติตามกติกาเดียวกัน จะช่วยส่งเสริมบรรยากาศการลงทุนที่เป็นธรรมและยั่งยืน

    ขณะเดียวกันการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มแข็งยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติที่ต้องการเข้ามาลงทุนอย่างถูกต้อง เพราะสามารถแข่งขันได้บนพื้นฐานของกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน ไม่ต้องเผชิญกับการตัดราคาหรือการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมจากกลุ่มธุรกิจที่ใช้ช่องโหว่ทางกฎหมาย

    ความท้าทายของภาครัฐ

    แม้ว่ามาตรการด้านภาษีจะเป็นเครื่องมือสำคัญ แต่การแก้ปัญหานอมินีไม่สามารถพึ่งพาภาษีเพียงอย่างเดียวได้ เพราะผู้กระทำผิดมักใช้โครงสร้างธุรกิจที่ซับซ้อน มีการถือหุ้นผ่านหลายชั้น หรือใช้บุคคลหลายรายเป็นตัวกลาง

    ดังนั้นหน่วยงานภาครัฐจำเป็นต้องบูรณาการข้อมูลระหว่างกรมสรรพากร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และหน่วยงานด้านความมั่นคง เพื่อให้สามารถตรวจสอบเจ้าของกิจการที่แท้จริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    อีกทั้งยังต้องรักษาสมดุลระหว่างการกำกับดูแลกับการส่งเสริมการลงทุน เพราะหากออกมาตรการเข้มงวดเกินไป อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

    สรุป การเดินหน้าปรับปรุงมาตรการภาษีและการตรวจสอบธุรกิจที่เข้าข่ายใช้นอมินี ถือเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยในการยกระดับความโปร่งใสทางเศรษฐกิจและสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันทางธุรกิจ ภาษีไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือจัดเก็บรายได้ของรัฐเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการติดตามเส้นทางเงิน ตรวจสอบผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง และลดช่องโหว่ในการหลีกเลี่ยงกฎหมาย

    ในระยะยาว…หากภาครัฐสามารถบังคับใช้กฎหมายได้อย่างจริงจัง ควบคู่กับการพัฒนาระบบภาษีให้ทันสมัยและเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยลดปัญหานอมินีต่างชาติได้อย่างเป็นรูปธรรม ส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรม และสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืนในอนาคต
     
    อ่านบทความน่ารู้เกี่ยวกับภาษี เพิ่มเติม คลิกที่นี่
    Source : Inflow Accounting

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1242746&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0yqGnzWimLfKHOYtF9uj5I

  • “พาณิชย์” เปิด TCEX 2026 ดันทรัพย์สินทางปัญญา สร้างมูลค่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทย

    “พาณิชย์” เปิด TCEX 2026 ดันทรัพย์สินทางปัญญา สร้างมูลค่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทย


    “พาณิชย์” เปิดงาน TCEX 2026 ชูทรัพย์สินทางปัญญาเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทย หนุนต่อยอดไอเดียสู่มูลค่าทางธุรกิจ คาดมูลค่าเจรจาธุรกิจทะลุ 500 ล้านบาท

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงาน Thailand Character & Content Expo 2026 (TCEX 2026) ที่  ศูนย์การค้าสยามพารากอน อย่างเป็นทางการ โดยมีนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ พลตำรวจตรี พุฒิพงศ์ มุสิกูล รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (รอง ผบช.ก.) ผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน พันธมิตรในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ตลอดจนครีเอเตอร์และผู้ประกอบการเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง

    นางศุภจี กล่าวว่า การจัดงาน TCEX 2026 ถือเป็นครั้งแรกที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ จัดเวทีเพื่อเชื่อมโยงอุตสาหกรรมคาแรกเตอร์และคอนเทนต์ของไทยอย่างครบวงจร พร้อมสะท้อนให้เห็นว่าทรัพย์สินทางปัญญาไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการจดทะเบียนหรือการคุ้มครองสิทธิเท่านั้น แต่เป็นสินทรัพย์ที่สามารถต่อยอดสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างมหาศาล หากได้รับการพัฒนาและนำไปใช้ประโยชน์อย่างถูกต้อง

    รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทยมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงถึง 1.44 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 8.01% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ขณะที่อุตสาหกรรมคาแรกเตอร์ไทยมีมูลค่ากว่า 7,232 ล้านบาท และมีอัตราการเติบโตสูงถึง 196% สะท้อนถึงศักยภาพของนักสร้างสรรค์ไทยที่สามารถพัฒนาผลงานให้กลายเป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่สร้างรายได้และเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง

    นางศุภจี กล่าวว่า หากผู้สร้างสรรค์เข้าใจและใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเหมาะสม จะสามารถต่อยอดผลงานผ่านการอนุญาตให้ใช้สิทธิ (Licensing) การพัฒนาสินค้าที่ระลึก (Merchandising) การสร้างแอนิเมชัน เกม และดิจิทัลคอนเทนต์ ตลอดจนการร่วมพัฒนาผลงานกับแบรนด์ชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ให้กับผู้ประกอบการไทย

    นอกจากนี้ ปัจจุบันประเทศไทยมีการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาแล้วกว่า 1.26 ล้านรายการ และในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา จำนวนคำขอรับความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาเติบโตเฉลี่ย 7.5% ต่อปี สะท้อนถึงความตื่นตัวของผู้ประกอบการและนักสร้างสรรค์ในการให้ความสำคัญกับการสร้างและคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา

    รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวต่อว่า ความสำเร็จของการจัดงานครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือของหลายหน่วยงาน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายพันธมิตร ที่ร่วมกันผลักดันให้เกิดระบบนิเวศที่เอื้อต่อการสร้างสรรค์และการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญา พร้อมเชิญชวนประชาชนและผู้ประกอบการเยี่ยมชมทั้ง 4 โซนอุตสาหกรรม ได้แก่ Character & Art, Content & Story, Game & Interactive Media และ Creative Lifestyle เพื่อเรียนรู้และต่อยอดแนวคิดสู่การสร้างมูลค่าทางธุรกิจ

    นางศุภจี เปิดเผยว่า แม้งานจะตั้งเป้าผู้เข้าชมไว้ 8,000 คนตลอด 4 วัน แต่เพียง 2 วันแรกมีผู้เข้าร่วมงานแล้วกว่า 15,000 คน ขณะที่การเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ซึ่งตั้งเป้ามูลค่าไว้ 500 ล้านบาท ได้สร้างมูลค่าแล้วกว่า 316 ล้านบาท จึงเชื่อมั่นว่าเมื่อสิ้นสุดการจัดงานจะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้สูงกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้

    ภายหลังพิธีเปิด นางศุภจี ยังเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) ระหว่างหน่วยงานพันธมิตร เพื่อร่วมกันส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทย รวมทั้งร่วมกิจกรรมรณรงค์ส่งเสริมการเคารพสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ภายใต้แนวคิด “ไม่ซื้อ ไม่ใช้ ไม่สนับสนุนสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา” เพื่อสร้างการรับรู้และปลูกจิตสำนึกในการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาอย่างถูกต้องแก่ประชาชน

    ทั้งนี้ งาน Thailand Character & Content Expo 2026 (TCEX 2026) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 9–12 กรกฎาคม 2569 ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอนและสยามเซ็นเตอร์ ภายใต้แนวคิด “The Multiverse of Creativity” โดยรวบรวมผลงานจากครีเอเตอร์ไทยกว่า 250 ราย พร้อมกิจกรรม Business Matching เวทีสัมมนา การให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญา และกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจสำหรับผู้สนใจในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/44620&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2tzgLZNTjGer5Ztda_NrAH

  • ‘ซีเรีย’ หวังเศรษฐกิจฟื้น กลับสู่ตลาดโลก หลัง ‘สหรัฐ’ จ่อถอดชื่อ พ้นบัญชีดำรัฐหนุนก่อการร้าย

    ‘ซีเรีย’ หวังเศรษฐกิจฟื้น กลับสู่ตลาดโลก หลัง ‘สหรัฐ’ จ่อถอดชื่อ พ้นบัญชีดำรัฐหนุนก่อการร้าย

    สำนักข่าว Al Jazeera รายงานว่า ชาวซีเรีย เริ่มมีความหวังต่อทิศทางเศรษฐกิจของประเทศอีกครั้ง หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ ประกาศเมื่อวันที่ 8 ก.ค. ที่ผ่านมาว่า จะถอดชื่อซีเรีย ออกจากบัญชีรัฐที่สนับสนุนการก่อการร้าย (State sponsor of terrorism) ถือเป็นหนทางหลักในการนำซีเรียกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโลกอย่างเป็นทางการ ภายหลังการล่มสลายของรัฐบาลบาชาร์ อัล-อัสซาด เมื่อเดือนธันวาคม 2024 ซึ่งเป็นการปิดฉากยุคมืดแห่งการถูกคว่ำบาตรและการโดดเดี่ยวจากนานาชาติมาอย่างยาวนานหลายทศวรรษ

    ภายใต้การปกครองของตระกูลอัล-อัสซาด (Al-Assad) ตั้งแต่ยุคของ ฮาเฟซ อัล-อัสซาด เมื่อปี 1971-2000 มาจนถึง บาชาร์ อัล-อัสซาด เมื่อปี 2000-2024 ประชาชนชาวซีเรียต้องเผชิญกับการกดขี่จากรัฐ สงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อกว่าทศวรรษ และผลพวงทางเศรษฐกิจที่รุนแรงจากการถูกคว่ำบาตร โดยกลุ่มประเทศตะวันตกซึ่งนำโดยสหรัฐ ส่งผลให้ซีเรียถูกแช่แข็งและตัดขาดออกจากระบบเศรษฐกิจระหว่างประเทศโดยสมบูรณ์ ธนาคารโลกระบุว่านับตั้งแต่ปี 2011 การคว่ำบาตรทำให้การส่งออกของซีเรียพังทลายลงและเกิดการขาดดุลการค้าอย่างหนัก

    แม้ว่าที่ผ่านมา สหรัฐจะเคยยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรบางส่วนไปแล้ว เช่น มาตรการที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายคุ้มครองพลเรือนซีเรีย (Caesar Act) แต่ก็ยังไม่สามารถพลิกฟื้นเศรษฐกิจของประเทศได้มากนัก แต่การเตรียมถอดชื่อพ้นจากบัญชีรัฐที่สนับสนุนการก่อการร้ายในครั้งนี้ ถูกคาดหวังว่าจะเป็นการทลายกำแพงด่านสำคัญสำหรับธนาคารและบริษัทข้ามชาติ

    รอบ ไกสต์ พินโฟลด์ (Rob Geist Pinfold) อาจารย์ด้านความมั่นคงศึกษาจาก King’s College London ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Al Jazeera ว่า “นี่เป็นความเคลื่อนไหวที่มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง เพราะมันคืออุปสรรคใหญ่ชิ้นสุดท้ายที่ขัดขวางการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศกับซีเรีย และเป็นตัวแปรสำคัญในการบูรณาการซีเรียกลับเข้าสู่ระเบียบโลกและระบบเศรษฐกิจระหว่างประเทศอีกครั้ง”

    การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศและของสหรัฐอย่างเต็มรูปแบบ ถือเป็นวาระเร่งด่วนของรัฐบาลรักษาการภายใต้การนำของประธานาธิบดี อาเหม็ด อัล-ชารา (Ahmed al-Sharaa)

    แม้ในอดีต อัล-ชารา จะเคยเป็นผู้นำกลุ่มแนวร่วมอัล-นุสรา (Nusra Front) ที่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มอัลกออิดะห์ (al-Qaeda) และเคยถูกสหรัฐรวมถึงองค์การสหประชาชาติ (UN) ขึ้นบัญชีดำในฐานะ “ผู้ก่อการร้าย” ก็ตาม แต่เขาได้พยายามสลัดภาพลักษณ์ดังกล่าวและสร้างความไว้วางใจบนเวทีโลก โดยในปี 2016 เขาได้ประกาศแยกตัวจากกลุ่มอัลกออิดะห์ ปฏิเสธอุดมการณ์หัวรุนแรง และเดินหน้าจัดตั้งกลุ่มพันธมิตรติดอาวุธระดับชาติ (Hayat Tahrir al-Sham) เพื่อต่อสู้กับรัฐบาลอัสซาด รวมถึงให้คำมั่นว่าจะร่วมปราบปรามกลุ่มติดอาวุธไอซิล (ISIL หรือ ISIS)

    ความพยายามดังกล่าวประสบความสำเร็จ จนทำให้สหภาพยุโรป (EU) และสหรัฐ ยอมยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรส่วนใหญ่ต่อตัวเขาและซีเรีย ก่อนหน้านี้ในเดือนพฤษภาคม 2025 ประธานาธิบดีทรัมป์ได้พบกับอัล-ชาราที่กรุงริยาด และให้คำมั่นว่าจะเร่งปลดมาตรการคว่ำบาตรต่อรัฐบาลซีเรียลง

    ตลอดหลายปีที่ผ่านมา การคว่ำบาตรส่งผลกระทบอย่างหนักต่อวิถีชีวิตและต้นทุนทางธุรกิจของชาวซีเรีย การรับส่งเงินจากต่างประเทศต้องทำผ่านเครือข่ายของประเทศเพื่อนบ้านอย่างเลบานอนหรือตุรกี ขณะที่การเข้าถึงบริการออนไลน์พื้นฐานเช่น Netflix หรือ Slack ต้องพึ่งพาเครือข่ายส่วนตัวเสมือน (VPN)

    อย่างไรก็ตาม ประชาชนบางส่วนยังคงมีท่าทีระมัดระวัง เจ้าของร้านมินิมาร์ทรายหนึ่งในกรุงดามัสกัสระบุว่า การเปลี่ยนแปลงนี้ยังต้องอาศัยระยะเวลาอีกยาวนาน “คุณไม่สามารถคาดหวังให้ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ชั่วข้ามคืน ตอนนี้เรายังไม่มีเศรษฐกิจ ไม่มีการลงทุน ค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้น และเพิ่งเผชิญกับวิกฤตขาดแคลนน้ำมัน”

    แม้การถอดชื่อพ้นจากบัญชีดำของสหรัฐจะเป็นก้าวที่น่ายินดี แต่นักวิเคราะห์ประเมินว่าเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติจะไม่ไหลทะลักเข้าสู่ซีเรียในทันที เนื่องจากประชาคมโลกและนักลงทุนยังคงมีความกังวลต่อเสถียรภาพของรัฐบาลชุดใหม่ โดยเฉพาะขีดความสามารถในการกวาดล้างเครือข่ายอำนาจเก่าของระบอบอัสซาด ความเสี่ยงในการกลับมาของกลุ่ม ISIL ตลอดจนปัญหาทุจริตคอร์รัปชันและอุปสรรคทางระบบราชการที่ฝังรากลึก

    ดังที่ ซาเฮอร์ (Zaher) พ่อค้าขายน้ำผลไม้รถเข็นวัย 50 ปี ในกรุงดามัสกัส ได้สะท้อนมุมมองไว้ว่า แม้สถานการณ์ต่างๆ เช่น ไฟฟ้า จะเริ่มปรับตัวดีขึ้น แต่ทุกอย่างไม่อาจฟื้นฟูได้ในวันเดียว “พระผู้เป็นเจ้ายังทรงใช้เวลาถึง 6 วันในการสร้างโลก สิ่งเหล่านี้ล้วนต้องใช้เวลา” การฟื้นตัวของเศรษฐกิจซีเรียจึงยังคงเป็นความท้าทายระยะยาวที่ต้องอาศัยการปรับตัวและความอดทนจากทุกภาคส่วนต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1242703&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1OWlTVbHInqGQA2U_KSISb

  • “แบงก์ชาติ” ยกระดับสกัด “ทุนเทา” ฝากเงินสดเกิน 5 ล้าน ต้องแจงที่มา แลกเงินสด 10 ล้าน ต้องระบุเหตุผล เริ่มต.ค.นี้

    “แบงก์ชาติ” ยกระดับสกัด “ทุนเทา” ฝากเงินสดเกิน 5 ล้าน ต้องแจงที่มา แลกเงินสด 10 ล้าน ต้องระบุเหตุผล เริ่มต.ค.นี้

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/160025&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3h5f05Bq2k166jzXjXjRSd

  • วิเคราะห์ตลาดน้ำมันก่อนเปิดตลาด 13/07/69

    วิเคราะห์ตลาดน้ำมันก่อนเปิดตลาด 13/07/69

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/159998&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1b2FTaqgJ21nStPM06kyA0

  • ราคาน้ำมันประจำวันที่ 12/07/69 อัปเดตจาก 4 สถานี

    ราคาน้ำมันประจำวันที่ 12/07/69 อัปเดตจาก 4 สถานี

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/159995&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3_LDKH2gRiEJGfgRqaJCPI

  • รัฐบาล ติดหล่ม 3 วิกฤต โกงสอบลาม เศรษฐกิจทรุด รัฐมนตรีโลกลืมฉุดศรัทธาลง

    รัฐบาล ติดหล่ม 3 วิกฤต โกงสอบลาม เศรษฐกิจทรุด รัฐมนตรีโลกลืมฉุดศรัทธาลง

    รัฐบาล ติดหล่ม 3 วิกฤต โกงสอบลาม เศรษฐกิจทรุด รัฐมนตรีโลกลืมฉุดศรัทธาลง

    รัฐบาลกำลังเผชิญ “3วิกฤต” ทั้งคดีโกงสอบท้องถิ่น เศรษฐกิจเติบโตต่ำ และประสิทธิภาพของรัฐมนตรีที่ถูกตั้งคำถาม เมื่อปัญหาทั้ง3มาบรรจบกัน สิ่งที่ถูกกัดกร่อนไม่ใช่เพียงคะแนนนิยม แต่คือความน่าเชื่อถือของรัฐบาล

    พายุลูกแรกคือกรณีทุจริตสอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งถูกเปรียบเป็นมะเร็งร้ายในระบบราชการ ข้อมูลระบุว่า เม็ดเงินจากการวิ่งเต้นและซื้อขายตำแหน่งอาจสูงถึง 5,000 ล้านบาท ขณะที่ผู้ได้รับการบรรจุประมาณ 15,000 คน มีผู้เกี่ยวข้องกับความผิดปกติ 5,959 คน หรือเกือบร้อยละ 40 ตัวเลขนี้ทำให้เรื่องดังกล่าวไม่อาจถูกมองเป็นการโกงเฉพาะจุด แต่สะท้อนขบวนการที่อาจแทรกซึมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

    รูปแบบที่ถูกกล่าวถึงมีทั้งการตั้งบริษัทบังหน้า การใช้โควตานักการเมืองหรือข้าราชการระดับสูง การขายตำแหน่งตั้งแต่ 300,000–850,000 บาท และการแก้กระดาษคำตอบเพื่อผลักผู้จ่ายเงินให้สอบผ่าน หากข้อกล่าวหาได้รับการพิสูจน์ ย่อมหมายความว่าประตูเข้าสู่ราชการไม่ได้เปิดด้วยความรู้ความสามารถ แต่ถูกเปลี่ยนเป็นตลาดซื้อขายอนาคตของรัฐ

    คำถามจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่ผู้จ่ายหรือผู้รับเงิน แต่ต้องไล่ถึงผู้คุ้มครองและผู้ได้ประโยชน์ระดับสูง ปัจจุบันมีข้อมูลว่า ป.ป.ช. กำลังตรวจสอบเจ้าหน้าที่รัฐ 22 ราย รวมถึงอธิบดีและกรรมการกลางการสอบ สังคมจึงจับตาคณะกรรมการตรวจสอบจากกระทรวงมหาดไทย สำนักนายกรัฐมนตรี และ ป.ป.ช. ว่าจะเดินถึง “ปลาตัวใหญ่” หรือจบเพียงการจับผู้ปฏิบัติระดับล่างเพื่อปิดคดีและฟอกภาพผู้มีอำนาจ

    ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจไทยกำลังติดหล่มเชิงโครงสร้าง การเติบโตประมาณร้อยละ 1.9 เมื่อเทียบกับเงินเฟ้อร้อยละ 2.5 สะท้อนว่ารายได้ที่แท้จริงของประชาชนลดลง แม้ตัวเลขทางบัญชียังเป็นบวก แต่ชีวิตประจำวันกลับตรงกันข้าม เพราะรายได้วิ่งช้ากว่าค่าครองชีพ และผลประโยชน์จากการเติบโตยังกระจุกในคนบางกลุ่ม

    ปัญหา “รวยกระจุก จนกระจาย” จึงไม่อาจแก้ด้วยมาตรการระยะสั้นหรือประชานิยมเฉพาะหน้า สิ่งที่รัฐบาลถูกคาดหวังคือการรื้อโครงสร้างที่กดทับการแข่งขัน รายได้ และโอกาสของประชาชน แต่ยังไม่มีภาพการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนพอจะสร้างความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจจะหลุดจากวงจรเติบโตต่ำ

    อีกด้าน คณะรัฐมนตรีกลายเป็นจุดอ่อน คำเรียก “รัฐมนตรีโลกลืม” หรือ “รัฐมนตรีลูกเทพ–ลูกเจี๊ยบ” สะท้อนข้อวิจารณ์ว่าบางคนเข้าสู่ตำแหน่งด้วยโควตาสายเลือดและอำนาจของบ้านใหญ่ มากกว่าผลงานหรือความเชี่ยวชาญ เมื่อประชาชนไม่เห็นนโยบายและแทบไม่รู้จักผู้รับผิดชอบกระทรวง เครดิตรัฐบาลย่อมลดลงทุกวัน

    สัญญาณจากนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ที่เตือนว่า หากรัฐมนตรียังเป็น “โลกลืม” นายกฯ ก็อาจลืมเช่นกัน จึงถูกตีความเป็นแรงกดดันก่อนการปรับคณะรัฐมนตรีปลายปี แต่การเปลี่ยนตัวบุคคลจะไม่มีความหมาย หากยังใช้ระบบโควตาเดิมและไม่ยึดผลงานเป็นตัวตัดสิน

    บททดสอบของรัฐบาลอยู่ที่ความกล้าหาญทางการเมือง ต้องตรวจสอบคดีโกงสอบให้ถึงผู้บงการ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้ประชาชนสัมผัสผลได้จริง และจัดทัพรัฐมนตรีด้วยความสามารถ ไม่ใช่สายสัมพันธ์ หากยังเลือกประคองปัญหาแทนการผ่าตัด เครดิตรัฐบาลอาจไม่ได้ค่อย ๆ ลดลง แต่จะพังพร้อมกันจากทั้ง3วิกฤต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/columnist/post-analysis/745319&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3MHIzS5rv_jM6YP1EqMK4e

  • ผู้ว่าฯ ธปท. เผย 8 เครื่องมือการเงิน ยอมรับใช้จริงแค่ “ดอกเบี้ยนโยบาย” ชี้ชัดทำไม QE ไม่ได้ผลในไทย : อินโฟเควสท์

    ผู้ว่าฯ ธปท. เผย 8 เครื่องมือการเงิน ยอมรับใช้จริงแค่ “ดอกเบี้ยนโยบาย” ชี้ชัดทำไม QE ไม่ได้ผลในไทย : อินโฟเควสท์

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้บรรยายหัวข้อ “นโยบายการเงินไทย รับมือสงคราม และวิกฤติการเงินโลก” ในโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ประจำปี 2569 โอกาส-ทางรอด ยุคเศรษฐกิจผันผวน ท่ามกลางความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์โลก จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ โดยกล่าวถึง กลไกการทำงานของนโยบายการเงิน และย้ำว่า ในยุคนี้ธนาคารกลางต้องให้น้ำหนักกับการประคับประคองเศรษฐกิจมากขึ้น ท่ามกลางวิกฤติที่เกิดถี่ขึ้นกว่าในอดีต

    นายวิทัย กล่าวว่า ความแตกต่างระหว่างนโยบายการเงินและนโยบายการคลัง ซึ่งเป็น 2 นโยบายหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยนโยบายการเงิน ดูแลโดย ธปท. มีหน้าที่หลักคือการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค ซึ่งครอบคลุม 2 มิติสำคัญ คือ เสถียรภาพด้านราคา คุมเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบ 1-3% และเสถียรภาพระบบการเงิน สถาบันการเงินเข้มแข็ง ระบบชำระเงินไม่สะดุด

    ส่วนนโยบายการคลัง ดูแลโดยกระทรวงการคลัง มีหน้าที่หลักคือ การกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโต ผ่านเครื่องมือด้านภาษีและการใช้จ่ายภาครัฐ ซึ่งส่งผลเร็วและตรงจุด แต่มีผลในระยะสั้น

    “นโยบายการคลังดูแลเรื่องให้เศรษฐกิจโต นโยบายการเงินเป็นตัวเซฟจากความเสี่ยงเรื่องเสถียรภาพ ส่วนนโยบายการเงินไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจหรือทำให้เศรษฐกิจตก แต่มันทำหน้าที่ในวงกว้างและใช้เวลากว่าจะเกิดผล”นายวิทัย กล่าว

    ทั้งนี้ นายวิทัย เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปรับตัวของนโยบายการเงิน โดยเห็นว่าในอดีตวิกฤติเศรษฐกิจ (Shock) อาจเกิดขึ้นทุก 10 ปี แต่ปัจจุบันเกิดขึ้นเฉลี่ยทุก 2 ปี หรือแทบจะปีละครั้ง

    “เราอยู่ในยุคที่มีความผันผวนมาก เราเลยต้องใช้เครื่องมือหลากหลายที่รวมกัน และต้องเข้าไปช่วยนโยบายการคลังในการประคับประคองเศรษฐกิจด้วย บริบทเปลี่ยน ความเสี่ยงเปลี่ยน ถ้าอยู่ที่เดิมก็จบ”นายวิทัย กล่าว

    สำหรับ 8 เครื่องมือนโยบายการเงิน ของธปท. มีดังนี้

    1.อัตราดอกเบี้ยนโยบาย ถือเป็นเครื่องมือหลักเครื่องมือเดียวที่มีผลต่อระบบเศรษฐกิจอย่างจริงจังในปัจจุบัน โดยส่งผ่านผลกระทบในวงกว้างและใช้เวลาประมาณ 8-12 เดือน จึงจะเห็นผลต่อระบบเศรษฐกิจ

    2.Reserve Requirement ปัจจุบันไทยกำหนดไว้ต่ำมากเพียง 1% จึงแทบไม่มีผลในการประคองหรือกระตุ้นเศรษฐกิจ

    3.Standing Facility ใช้บริหารสภาพคล่องระยะสั้นรายวันของสถาบันการเงิน

    4.Open Market Operation (OMO) การดูดซับหรือฉีดสภาพคล่องผ่านการออกพันธบัตรหรือตลาด RP

    5.Quantitative Easing (QE) ซึ่งผู้ว่าฯธปท. ระบุว่า QE ไม่ได้ผลในไทย เพราะไทยเป็น Bank-based Economy คือ จัดสรรทุนผ่านธนาคาร ต่างจากสหรัฐฯ ที่เป็น Capital-based เมื่อฉีดเงินเข้าระบบ เงินจะไหลกลับมาที่แบงก์ชาติผ่านตลาด RP ทันทีโดยไม่เกิดผลต่อเศรษฐกิจจริง

    6.Targeted Lending Facility หรือซอฟต์โลน ปัจจุบันธปท.ไม่สามารถปล่อยกู้โดยตรงได้ เนื่องจากการแก้ไขกฎหมาย หน้าที่นี้จึงตกเป็นของธนาคารรัฐ เช่น ธนาคารออมสิน

    7.Exchange Rate Intervention การเข้าแทรกแซงค่าเงินบาททำได้จำกัดเพื่อลดความผันผวนเท่านั้น เนื่องจากติดเกณฑ์ Currency Manipulation (การบิดเบือนค่าเงิน) ที่ทำได้ไม่เกิน 2% ของ GDP ตามข้อตกลงกับคู่ค้าหลักอย่างสหรัฐฯ

    “2-3 ปีที่ผ่านมาค่าเงินบาทเคลื่อนไหวทิศทางเดียวกับราคาทอง เมื่อทองขึ้นบาทแข็ง ถ้าหากทองขึ้น 1%เงินบาทแข็งค่า 0.8% และส่วนใหญ่มาจากการเทรดผ่านแอปทอง ทำให้ธปท.ออกมาตรการควบคุม จนความสัมพันธ์เงินบาทกับทองกลับมาเป็น หากทองขึ้น 1% เงินบาทแข็งค่า 0.4-0.45%”

    8.มาตรการเชิงโครงสร้าง หรือแม็คโครพรูเด็นเชียล เช่น มาตรการ LTV หรือการกำหนดภาระหนี้ต่อรายได้ (DSR) เป็นต้น ซึ่งเป็นการกำหนดเกณฑ์วางเงินดาวน์ หรือภาระหนี้ต่อรายได้ เพื่อดูแลความมั่นคงของระบบ

    นายวิทัย กล่าวว่า ธนาคารกลางมักถูกคาดหวังจากสังคมให้แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในหลายมิติ แต่ในทางปฏิบัติกลับมีเครื่องมือที่จำกัดมากนอกจากนี้ นายวิทัย กล่าวว่า สำหรับเงินเฟ้อ หากเกิดจากฝั่งอุปทาน เช่น ราคาน้ำมันโลกสูงขึ้น การขึ้นดอกเบี้ยอาจไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาโดยตรง เหมือนเงินเฟ้อที่เกิดจากเศรษฐกิจร้อนแรงเกินไป หรือฝั่งอุปสงค์ แต่บางครั้งจำเป็นต้องทำเพื่อชะลอความต้องการใช้จ่ายและรักษาเสถียรภาพภาพรวม 

    โดย ธปฦ/ฐานิสร์ ทองนอก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/613954&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36-I2RsFivH-_hIwd7fvxn

  • หลุมดำ ‘งบประมาณ-เงินกู้’ ในช่วงวิกฤต พยุงความเชื่อมั่น-เลิกแบกการเมือง

    หลุมดำ ‘งบประมาณ-เงินกู้’ ในช่วงวิกฤต พยุงความเชื่อมั่น-เลิกแบกการเมือง

    “พร้อมไปกับตีแผ่หลุมดำของงบประมาณ กระตุ้นให้ทุกฝ่ายงดการดูดซับเงินงบประมาณเหล่านี้ไปหล่อเลี้ยงเส้นเลือดทางการเมืองเหมือนในอดีตที่ทำกันเป็นเรื่องปกติ เพราะต่างล้วนตระหนักดีว่าสถานการณ์เศรษฐกิจและสภาวะการคลังของไทยไม่สู้ดีนัก”

    การตั้ง “งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570” เป็นปัญหาที่ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลยอมรับตรงกันว่ามีความ “ตึงตัว” จากภาระรายจ่ายประจำ เม็ดเงินส่วนใหญ่ใช้ไปกับการจ่ายเงินเดือนข้าราชการ บำเหน็จบำนาญ และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของภาครัฐ จะเห็นได้ว่าค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรภาครัฐและสวัสดิการขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากภาระค่าใช้จ่ายของระบบราชการเดิมและปัญหาสังคมสูงวัย

    ส่งผลให้เหลือ งบลงทุน สำหรับขับเคลื่อนโครงการใหม่ๆ หรือกระตุ้นเศรษฐกิจค่อนข้างน้อย พบว่าตัวเลขของงบดังกล่าวหดตัวลงประมาณ 8.4% ส่งสัญญาณที่ไม่ดีนักสำหรับประเทศที่ต้องการการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจ และมีเป้าหมายในการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาวของประเทศ

    เมื่อประกอบกับภาระหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นจากการจัดทำงบประมาณแบบขาดดุลต่อเนื่องหลายปี ทำให้รัฐบาลมีภาระต้องจัดสรรงบประมาณมาเพื่อชำระคืนต้นเงินกู้และดอกเบี้ยสูงขึ้นเรื่อยๆ

    โจทย์ใหญ่ที่ยังเป็นปัญหาต่อเป้าหมายการจัดเก็บรายได้ คือภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวไม่เต็มที่ หากจัดเก็บรายได้พลาดเป้าก็จะส่งผลกระทบต่อกรอบวงเงินงบประมาณและการกู้เงินชดเชยการขาดดุลที่อาจต้องเพิ่มสูงขึ้นไปอีก

    ถือเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เกิดขึ้นด้วยระบบงบประมาณที่ทำขึ้นมารองรับสถานการณ์แบบปกติ ดังนั้น เมื่อประเทศต้องเจอกับวิกฤตหลายเรื่องเมื่อหลายปีที่ผ่านมา การใช้เงินในอนาคตเพื่อแก้ไขปัญหาจึงกลายเป็น “ดินพอกหางหมู” ที่ทิ้งให้รัฐบาลยุคต่อไปต้องจัดการ

    สิ่งที่ฝ่ายตรวจสอบทำได้เฉพาะหน้าคือ เสนอแนวทางต่างๆ ในเชิงหลักการ แต่ก็เป็นไปได้ยากในทางปฏิบัติ พร้อมกับตีแผ่ หลุมดำ ของงบประมาณ กระตุ้นให้ทุกฝ่ายงดการดูดซับเงินงบประมาณเหล่านี้ไป หล่อเลี้ยง เส้นเลือดทางการเมืองเหมือนในอดีตที่ทำกันเป็นเรื่องปกติ เพราะต่างล้วนตระหนักดีว่าสถานการณ์เศรษฐกิจและสภาวะการคลังของไทยไม่สู้ดีนัก

    หรือแม้กระทั่งการใช้เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ที่รัฐสภาเห็นชอบพระราชกำหนดเงินกู้เมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งหลายฝ่ายไม่เห็นด้วยในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานและมีการยื่นให้ตีความพระราชกำหนดทั้งฉบับไปแล้ว และศาลรัฐธรรมนูญมีมติว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญ

    จากนั้นไม่นาน ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมาโพสต์ข้อความเปิดเผย “แค็ตตาล็อกโครงการสอดไส้” ที่ส่งตรงไปยังท้องถิ่นต่างๆ ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีเงื่อนงำหรือความไม่โปร่งใส โดยสื่อสารกับสังคมว่ามีความตั้งใจล็อกสเปกโครงการด้านพลังงานท้องถิ่น เพื่อบังคับให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เลือกนำไปเสนอขอเงินกู้

    เพียงข้ามวันมีการเผยแพร่คำสั่งด่วนที่สุด กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) กระทรวงมหาดไทย ส่งถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ ยกเลิกแผนเสนอโครงการดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่า เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงข้อครหาเรื่องความไม่โปร่งใส ตัดไฟแต่ต้นลม และเนื่องจากโครงการด้านพลังงานบางส่วนอาจไปซ้ำซ้อนกับงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ที่กำลังพิจารณาอยู่ในชั้นกรรมาธิการฯ

    ย้อนไปก่อนหน้านี้ สถ.ได้กำหนดแนวทางให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ประสงค์จะขอรับการสนับสนุนงบประมาณ จัดทำข้อเสนอแผนงานหรือโครงการผ่านระบบสารสนเทศ เพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณอุดหนุนของท้องถิ่น (SOLA)

    ตามกำหนดเดิม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องบันทึกข้อเสนอภายในวันที่ 17 ก.ค.2569 ก่อนให้จังหวัดนำเสนอคณะกรรมการบริหารจังหวัดแบบบูรณาการพิจารณาให้ความเห็นชอบ และมอบหมายให้สำนักงานท้องถิ่นจังหวัดรายงานผลผ่านระบบ SOLA พร้อมรวบรวมเอกสารประกอบ ส่งให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นภายในวันที่ 31 ก.ค.2569

    ขั้นตอนเดิมระบุว่า หลังจากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นรวบรวมข้อมูลแล้ว จะเสนอเรื่องต่อกระทรวงมหาดไทย เพื่อนำเสนอต่อ รมว.มหาดไทย พิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป

    สำหรับรัฐมนตรีที่กำกับดูแล สถ.คือ “โกแพ” วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย “มท.4” ซึ่งเจอมรสุมกรณีคนใกล้ชิดถูกโยงในก๊วนโกงข้อสอบข้าราชการปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นบ้านใหญ่-นายทุนของพรรครัฐบาล ที่เป็นปมที่แยกส่วนกันยาก

    ขณะที่ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยืนยันว่ายังไม่มีการดำเนินการใดๆ ทั้งสิ้น และไม่มีโครงการของใคร ซึ่งเรื่องนี้เป็นสิทธิ์ของแต่ละหน่วยงานสามารถเขียนมาได้หมด แต่จะผ่านหรือไม่ผ่านก็อยู่ที่คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ซึ่งมีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เป็นเลขานุการกลั่นกรองฯ และการอนุมัติให้ใช้งบนี้ต้องผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี

    “ส่วนคนที่อยากจะทำอะไร ชิงเงินมาก่อนแบบสมัยก่อน มีการไปล็อกสเปก วันนี้คนถนัดล็อกสเปกคนหนึ่งมาเป็นนายกรัฐมนตรี ดังนั้นไม่ต้องห่วงว่าจะมาล็อกอะไรได้ สมัยก่อนผมอยู่ภาคเอกชนโดนล็อกสเปกจนเบื่อ ผมอ่านสเปกทีเดียวก็เข้าใจหมด และผมเป็นคนที่คลายสเปก” นายอนุทินกล่าว

    ประเด็นที่ถูกจับตามองอีกส่วนหนึ่งคือ งบกลาง หลังรัฐบาลมีการผลักดันร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปี วงเงินกว่า 1 หมื่นล้านบาท เพื่อดึงงบที่ใช้ไม่ทันหรือเหลือจ่ายจากกระทรวงต่างๆ เช่น คมนาคม มหาดไทย เกษตรฯ กลับมาเติมในกระเป๋า “งบกลางฉุกเฉิน”

    แม้รัฐบาลจะชี้แจงว่าทำเพื่อสำรองไว้รับมือวิกฤตเศรษฐกิจและภัยพิบัติทางธรรมชาติ แต่ก็ถูกตั้งคำถามถึงความโปร่งใส และแสดงความห่วงใยว่าเงินก้อนนี้จะถูกนำไปใช้เอื้อประโยชน์ทางการเมืองในช่วงใกล้เลือกตั้ง หรือกระจายเม็ดเงินอย่างไม่เป็นธรรมหรือไม่

    ยังไม่นับประเด็นร้อนกรณี งบกลาง เงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นวงเงินกว่า 400-457 ล้านบาท เพื่อนำมาเร่งซ่อมแซม อุดรอยรั่ว และสร้างคันกั้นน้ำบริเวณคลอง ร.1 ให้เสร็จทันก่อนฤดูน้ำหลากในเดือนตุลาคมนี้ เป็นดรามาระหว่างการเมืองระดับชาติและท้องถิ่นต่างขั้ว

    กลายเป็นวาทะท้าทาย ตอบโต้กันมาระหว่าง จูรี นุ่มแก้ว สส.สงขลา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายกแป้น-สมพร ใช้บางยาง นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ และ ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ

    “นายกแป้น” ออกมาบอกว่า ปัจจุบันเทศบาลนครหาดใหญ่เหลือเงินสะสมที่นำมาใช้ได้จริงเพียงประมาณ 42 ล้านบาทเท่านั้น ไม่เพียงพอที่จะตัดงบมาบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานเพื่อแก้น้ำท่วมขนาดใหญ่ได้เอง โดยที่งบเทศบาลถูกตัด

    ขณะที่ “ภราดร” ออกมาอัดคลิปแฉการเสนอโครงการจัดซื้อเจ็ตสกี 8 ล้านบาท และโรงเรียนอัจฉริยะ รวมถึงการสร้างถนน พร้อมชี้ว่าเทศบาลมีเงินสะสม 200 ล้านบาท ทำไมไม่เอามาใช้ พร้อมย้ำว่ารัฐบาลได้เตรียมงบกลางก้อนใหญ่ไว้แก้ปัญหาระบบระบายน้ำหลัก (คลอง ร.1) ไว้อยู่แล้ว

    ด้าน สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ออกมาย้ำว่า งบของเทศบาลมีแค่กว่า 40 ล้านบาท พร้อมตั้งข้อสังเกตเรื่องงบประมาณเพื่อใช้ในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมของเทศบาลนครหาดใหญ่ วงเงินประมาณ 99 ล้านบาท ถูกตัดทิ้งไปจนหมดสิ้น โดยเม็ดเงินถูกโยกย้ายไปลงในพื้นที่ที่เป็นหัวคะแนนหรือฐานเสียงของ พรรคน้ำเงิน  

    พร้อมโต้กลับว่าเป็นการ “ถกเถียง” กันคนละประเด็น เพราะสิ่งที่กำลังตั้งคำถามคือ เงินแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ไม่ใช่เงินตามการเสนอของบปี 2570 แต่ที่เป็นเดือดเป็นร้อน เพราะมีประชาชนด่า เนื่องจาก 4-5 เดือนยังไม่ทำอะไรเลย เกรงว่าถ้าน้ำมาจะป้องกันไม่ทัน 

    ภายใต้สถานการณ์ที่ “งบประมาณ-เงินกู้” กำลังเป็น น้ำมันหล่อเลี้ยง พยุงเศรษฐกิจให้เดินไปข้างหน้าได้ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากพิษเศรษฐกิจเป็นการเฉพาะหน้า กลับต้องเจอกับ “หลุมดำ” เกิดขึ้นตลอดการดำเนินนโยบายในการใช้จ่ายเงิน

    รวมถึง “องคาพยพ” การเมืองที่ประกอบร่างสร้างความแข็งแกร่ง เป็นนั่งร้านให้รัฐบาลสีน้ำเงินเข้ามาเป็นแกนนำรัฐบาลบริหารประเทศได้ ไม่ได้ถูกควบคุมโดย “นายกฯ” อย่างเบ็ดเสร็จ กลายเป็นปัจจัยที่ “ผู้นำ” ต้องแบกรับปัญหาระหว่างทาง

    ประกอบกับสถานการณ์โลกไม่ได้เอื้อให้รัฐบาลเดินหน้า โครงการยักษ์ เพิ่มการลงทุนจากภาคเอกชนได้ง่ายดาย วิกฤตต่างๆ มีความสลับซับซ้อนเกิน น้ำหนักมือ

    ความมุ่งมั่นในการคลุกพื้นที่ปัญหา ประชุมแบบเรียลไทม์เมื่อเกิดข้อขัดแย้ง พร้อมเดินหน้าตามสไตล์ “พูดแล้วทำ” ไม่ทอดเวลาให้เรื่องเลยผ่านแบบ “หนูติดจั่น” ก็ทำได้แค่การบรรเทาความรู้สึกของสังคมในช่วงที่ยังไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์

    “การเมือง” ที่อยู่รายรอบจึงควรเข้าใจสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของโลก และควรเปลี่ยนวิธีคิด “เอาแต่ได้” เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นให้กับรัฐบาล เดินหน้าแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนดังกล่าวให้คลี่คลาย หยุดการหา “ส่วนต่าง-ส่วนเกิน” ทางเศรษฐกิจจากระบบงบประมาณกันแบบเดิมๆ

    ขณะที่ผู้นำก็ต้องใช้อำนาจและศักยภาพในทางปกครอง จัดการปัญหารายรอบอย่างจริงจังเสียที.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/dominate-the-situation-news/1030706/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LR7Bs8OLOrgriC-8APgKb