Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • พาณิชย์ถก 15 กลุ่มคลัสเตอร์  เดินหน้าทีมไทยแลนด์ ดัน 4 เสายกระดับเศรษฐกิจไทย

    พาณิชย์ถก 15 กลุ่มคลัสเตอร์ เดินหน้าทีมไทยแลนด์ ดัน 4 เสายกระดับเศรษฐกิจไทย

    วันนี้ ( 1 เม.ย.2569) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ หารือร่วมกับ นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยผู้แทนภาคเอกชน เช่น  ประธานสมาคมการค้ากลุ่มยา เวชภัณฑ์อาหารเสริม เครื่องสำอาง /สมาคมการค้ากลุ่มท่องเที่ยว สุขภาพ ไมซ์ และกีฬา และประธานสมาคมการค้ากลุ่ม 15 Clusters เพื่อกำหนดทิศทางความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในฐานะ ทีมไทยแลนด์ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการและประชาชนไทย ท่ามกลางความท้าทายจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและภูมิรัฐศาสตร์ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ หารือร่วมกับภาคเอกชนและกลุ่ม 15 Clusters เพื่อกำหนดทิศทางความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในฐานะ ทีมไทยแลนด์

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ หารือร่วมกับภาคเอกชนและกลุ่ม 15 Clusters เพื่อกำหนดทิศทางความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในฐานะ ทีมไทยแลนด์

    โดยปัจจุบันเศรษฐกิจโลกเผชิญความไม่แน่นอนสูง ส่งผลให้การวางแผนธุรกิจทำได้ยาก รัฐบาลให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับภาคเอกชน เพื่อให้เกิดผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม โดยเน้นการเสริมสร้างความเข้มแข็งของภาคธุรกิจไทย ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศให้เติบโตไปพร้อมกัน

    ซึ่งในระยะเร่งด่วน กระทรวงพาณิชย์เตรียม สินค้า ไทยช่วยไทย เริ่มวันที่ 1 เม.ย. 2569 โดยร่วมมือกับผู้ประกอบการค้าส่ง ค้าปลีก และซัพพลายเออร์รายใหญ่กว่า 20 ราย ลดราคาสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นกว่า 1,000 รายการ ลดสูงสุดถึง 58% ในสินค้ากลุ่ม House Brand และสินค้าแบรนด์ทางเลือกที่มีคุณภาพเข้าสู่ตลาดในราคาที่เข้าถึงได้ รวมทั้งเตรียมพัฒนาสินค้าชุมชนและ SMEs เข้าร่วมสินค้าไทยช่วยไทยในอนาคต ให้มีช่องทางตลาดมากขึ้น

    ภาพประกอบข่าว พาณิชย์ถก 15 กลุ่มคลัสเตอร์  เดินหน้าทีมไทยแลนด์ ดัน 4 เสายกระดับเศรษฐกิจไทย

    นอกจากนี้ ยังมีมาตรการช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อย เช่น การขยายธงฟ้าเคลื่อนที่ เพื่อกระจายสินค้าอุปโภคบริโภคราคาประหยัดเข้าถึงกลุ่มเปราะบาง และช่วยระบายสินค้าเกษตร รวมถึงสนับสนุน วัตถุดิบทางการเกษตรราคาพิเศษให้ร้านอาหารปรุงสำเร็จ(ข้าวแกง) โดยเริ่มนำร่องในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล

    ส่วนในระยะยาว ไทยต้องเร่งปรับตัวต่อบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลง ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การแบ่งขั้วเศรษฐกิจ (Extreme Polarization) และมาตรการทางการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะจากประเทศคู่ค้าสำคัญ เช่น สหรัฐอเมริกาและจีน ซึ่งปัจจุบันการส่งออกของไทยยังกระจุกตัวอยู่ในตลาดหลัก

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ หารือร่วมกับ ภาคเอกชน เพื่อกำหนดทิศทางความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในฐานะ ทีมไทยแลนด์

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ หารือร่วมกับ ภาคเอกชน เพื่อกำหนดทิศทางความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในฐานะ ทีมไทยแลนด์

    ไทยยังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างทั้งความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ การลดลงของจำนวนผู้ประกอบการ SMEs ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา รวมถึงโครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมสูงวัย ส่งผลต่อกำลังซื้อภายในประเทศจำเป็นต้องเร่งพัฒนาทักษะแรงงาน (Up-skill / Re-skill) และขยายตลาดต่างประเทศควบคู่กัน

    อย่างไรก็ตามกระทรวงพาณิชย์กำลังเร่งเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย–สหภาพยุโรป ซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจารอบที่ 8 และคาดว่าจะเหลือประเด็นสำคัญประมาณ20–30%  เพื่อให้สรุปผลได้โดยเร็ว ไปพร้อมกับการยกระดับการรักษาตลาดเดิม และบุกตลาดใหม่ที่เป็นตลาดเชิงยุทธศาสตร์สำคัญ ทั้งอินเดีย ลาตินอเมริกา แอฟริกา ตะวันออกกลาง รัสเซียและเอเชียกลาง นอกจากนี้ จะยังผลักดันการสร้างความมั่นคงทางอาหาร การเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรผ่านการแปรรูป การพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคตควบคู่กับเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านอาหาร (Future Food และ Food Tech) รวมถึงอุตสาหกรรม S-Curve ของประเทศ

    ภาพประกอบข่าว พาณิชย์ถก 15 กลุ่มคลัสเตอร์  เดินหน้าทีมไทยแลนด์ ดัน 4 เสายกระดับเศรษฐกิจไทย

    สำหรับการวางกรอบนโยบายในภาพรวม กระทรวงพาณิชย์ได้กำหนดยุทธศาสตร์การค้าไทยบน 4 เสาหลัก ได้แก่  1.Competitiveness การเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน มุ่งสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง  2.Security & Stability การสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ 3.Inclusive การกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะสู่ SMEs และชุมชน  และ 4.Resilient Agility การปรับตัวอย่างรวดเร็วต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก และผลักดันการทำงานในรูปแบบการบูรณาการที่ทุกหน่วยงานจะต้องมุ่งเป้าไปที่เป้าหมายเดียวกัน และทำงานอย่างสอดประสาน

    ด้านภาคเอกชน โดยสมาคมการค้ากลุ่ม 15 Clusters ได้สะท้อนข้อเสนอสำคัญต่อภาครัฐ เช่น การบริหารจัดการสินค้านำเข้า การขยายตลาดใหม่ การส่งเสริมการจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) การพัฒนาทักษะแรงงาน การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี (Technology Disruption) รวมถึงการปรับปรุงกฎระเบียบเพื่ออำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ  ซึ่งการหารือครั้งนี้สะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการทำงานแบบบูรณาการทีมไทยแลนด์ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทย และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลกอย่างยั่งยืน

    อ่านข่าว:

    พิษสงครามตะวันออกกลาง ฉุดส่งออกอาหาร-10.5% ส.อ.ท.หั่นเป้าเหลือ 1.4 ล้านล้านบาท

    สงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ ส.อ.ท.หวั่นกระทบส่งออกรถยนต์ไทย

    ส่งออกข้าวไทย 2 เดือน ร่วง 15% อิรักหยุดซื้อ-ค่าระวางเรือพุ่ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/504106&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3mPe4_EiC3gGhdWupoJErd

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 01 เมษายน 2569 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 01 เมษายน 2569 – InterGold

    กลยุทธ์ : รีบาวด์
    แนวรับ : $4,600 หรือ 71,800
    แนวต้าน : $4,760 หรือ 73,400

    .

    ทองคำกำลังกลับมาเป็นขาขึ้นอีกครั้งหรือเป็นเพียงรีบาวด์ระยะสั้นเท่านั้น หลังจากแรงกดดันจากสถานการณ์อิหร่านเริ่มผ่อนคลายลง ราคาทองยังมีโอกาสไปต่อได้แค่ไหน ปัจจัยอย่างดอลลาร์อ่อน บอนด์ยีลด์ลด เศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่เริ่มชะลอ รวมถึงความกังวลต่อเสถียรภาพของระบบการเงินโลก จะเพียงพอหรือไม่ที่จะหนุนให้ทองคำกลับขึ้นไปทดสอบแนวต้านสำคัญอีกครั้ง

    .

    ราคาทองคำเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว หลังบรรยากาศความตึงเครียดในตะวันออกกลางเริ่มเปลี่ยนไปในทางที่ผ่อนคลายมากขึ้น โดย Donald Trump ส่งสัญญาณว่าสหรัฐฯ อาจสามารถปิดเกมกับอิหร่านได้ภายใน 2-3 สัปดาห์ ทำให้ตลาดลดความกังวลต่อความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ในระยะสั้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันอ่อนตัวลงและแรงซื้อทองในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยชะลอลงตามไปด้วย

    อย่างไรก็ตาม ทองคำยังไม่หมดแรงหนุน เพราะในอีกด้านหนึ่งตลาดเริ่มเห็นภาพของดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง และบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 10 ปีที่ลดลงมาอยู่แถว 4.32% สะท้อนว่าตลาดเริ่มคาดหวังต่อภาวะเงินเฟ้อที่อาจชะลอตัวลง และทำให้แรงกดดันต่อการดำเนินนโยบายดอกเบี้ยของ Fed ผ่อนคลายลง ปัจจัยนี้จึงยังช่วยประคองราคาทองคำเอาไว้ได้ แม้ตลาดหุ้นจะปรับตัวขึ้นแรงก็ตาม

    ขณะเดียวกัน ความไม่มั่นใจต่อระบบการเงินก็ยังเป็นอีกแรงหนุนสำคัญ หลัง Warren Buffett ออกมาเตือนถึงความเปราะบางของภาคธนาคารที่เชื่อมโยงกับกลุ่ม Non-bank และ Private Credit ซึ่งอาจกลายเป็นจุดเปราะบางของระบบหากเกิดแรงขายสินทรัพย์พร้อมกันในวงกว้าง มุมมองนี้ยิ่งตอกย้ำว่าทองคำยังคงมีบทบาทในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงในระยะกลางถึงยาว

    ฝั่งข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ก็เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวชัดขึ้นเช่นกัน โดยตัวเลขตำแหน่งงานว่าง JOLTS ลดลงมาอยู่ที่ 6.9 ล้านตำแหน่ง และอัตราการจ้างงานลดลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ช่วงโควิด สะท้อนว่าโมเมนตัมของเศรษฐกิจเริ่มอ่อนแรง แม้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปัจจุบันจะยังทรงตัวได้ดี แต่ดัชนีคาดการณ์อนาคตกลับอ่อนลง แปลว่าตลาดยังไม่มั่นใจต่อแนวโน้มเศรษฐกิจข้างหน้า ซึ่งเป็นอีกเหตุผลที่ทำให้ทองคำยังมีความน่าสนใจ

    ในเชิงเทคนิค ราคาทองคำเริ่มสร้างฐานฟื้นตัวหลังลงไปทดสอบโซนสำคัญ โดยมีแรงซื้อกลับเข้ามาและ RSI รายวันเริ่มยกตัวขึ้นจากเขต Oversold หากราคายังยืนเหนือแนวรับบริเวณ 4,600 ดอลลาร์ หรือประมาณ 71,800 บาทได้ ก็มีโอกาสเกิดการรีบาวด์ต่อเพื่อขึ้นไปทดสอบแนวต้านแถว 4,760 ดอลลาร์ หรือประมาณ 73,400 บาทอีกครั้ง

    .

    ภาพรวมทองคำในระยะนี้ยังอยู่ในจังหวะรีบาวด์ โดยมีแรงหนุนจากดอลลาร์อ่อน บอนด์ยีลด์ลด ความเสี่ยงในระบบการเงิน และสัญญาณเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่เริ่มชะลอ แม้แรงกดดันจากประเด็นสงครามจะเริ่มคลี่คลายลงบ้าง แต่ทองคำยังไม่เสียโครงสร้างการฟื้นตัว หากยืนเหนือ 4,600 ดอลลาร์ได้ ยังมีลุ้นขึ้นทดสอบ 4,760 ดอลลาร์ กลยุทธ์จึงยังเน้นรอซื้อบริเวณแนวรับและทยอยขายทำกำไรเมื่อราคาดีดเข้าใกล้แนวต้านสำคัญ

    .

    บทวิเคราะห์โดย : นักวิเคราะห์ InterGOLD

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyze-01-apr-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03r5B0yZRV3UQMDrKneaO4

  • สื่อนอกทำดัชนีวิเคราะห์ไทยอยู่ในกลุ่มกระทบมากจากวิกฤตน้ำมัน แต่ดีที่มีตัวกันชนเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง

    สื่อนอกทำดัชนีวิเคราะห์ไทยอยู่ในกลุ่มกระทบมากจากวิกฤตน้ำมัน แต่ดีที่มีตัวกันชนเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง

    นิตยสาร The Economist ได้ทำการวิเคราะห์และประเมินความเปราะบางของประเทศต่างๆ ต่อภาวะขาดแคบนน้ำมันอันเนื่องมาจากสงครามในตะวันออกกลาง โดยตั้งคำถามว่า “ประเทศไหนที่ทุกข์ทรมานมากที่สุดวิกฤตการณ์น้ำมัน?” 

    จากการวิเคราะห์พบว่าประเทศที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักมีดังนี้ คือ ตุรกี อียิปต์ เอธิโอเปีย เคนยา แอฟริกาใต้ ปากีสถาน อินเดีย บังกลาเทศ ไทย เวียดนาม สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ เป็นต้น 

    แต่โดยรวมแล้วผลกระทบทางเศรษฐกิจของวิกฤตน้ำมันที่กำลังดำเนินอยู่มีผลต่อ 15 ตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่มีความเชื่อมโยงอย่างแน่นแฟ้นกับการส่งออกพลังงานและการส่งเงินกลับประเทศในกลุ่มอ่าวเปอร์เซีย นิตยสาร The Economist จัดอันดับประเทศเหล่านี้โดยใช้ตัวชี้วัดหลักสองประการ ได้แก่ การพึ่งพาแหล่งพลังงานและการไหลเข้าของเงินส่งกลับจากกลุ่มอ่าวเปอร์เซีย และความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจที่วัดจากทุนสำรองระหว่างประเทศและระดับหนี้สิน แม้ว่าประเทศเหล่านี้จะไม่ได้มีส่วนร่วมโดยตรงในความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แต่ก็เผชิญกับความเปราะบางและความยากลำบากทางเศรษฐกิจอย่างมาก

    จากดัชนีตลาดเกิดใหม่ที่มีความเสี่ยงต่อภาวช็อคของน้ำมันจากอิหร่านในปี 2026 หรือสถานการณ์ล่าสุด The Economist ได้แบ่งกลุ่มประเทศออกเป็น 4 กลุ่ม คือ 

    high exposure, strong buffer
    (กระทบมาก ตัวกันชนแข็งแกร่ง) ได้แก่ ไทย เนปาล

    high exposure, weak buffer
    (กระทบมาก ตัวกันชนอ่อนแอ) ได้แก่ อียิปต์ จอร์แดน ปากีาถาน เอธิโอเปีย

    low exposure, strong buffer
    (กระทบน้อย ตัวกันชนแข็งแกร่ง) ได้แก่ อินเดีย ฟิลิปปินส์ ตุรกี อินโดนีเซีย แอฟริกาใต้

    low exposure, weak buffer
    (กระทบน้อย ตัวกันชนอ่อนแอ) ได้แก่ เวียดนาม บังกลาเทศ เคนยา ศรีลังกา

    ทั้งนี้ “ความเสี่ยง” จากการพึ่งพาพลังงานจากกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซีย ได้แก่ การพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซจากประเทศในกลุ่มอ่าวเปอร์เซีย และเงินโอนจากแรงงานที่ทำงานในกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซีย

    ส่วน “ความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ” วัดจากปริมาณเงินสำรองระหว่างประเทศและระดับหนี้สาธารณะ

    จากมาตรวัดของดัชนี้นี้ ประเทศไทยอยู่ในกลุ่ม high exposure  ซึ่งหมายความว่ามีความเสียงสูงเพราะน้ำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางสูง แต่มี strong buffer เนื่องจากมีปริมาณเงินสำรองระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งและระดับหนี้สาธารณะที่ยังบริหารจัดการได้

    สำหรับประเทศที่มีความเสี่ยงมาก คือ กลุ่ม high exposure, weak buffer คือ ปากีสถาน จอร์แดน เอธิโอเปีย และอียิปต์ ปรากฏเป็นประเทศที่เปราะบางที่สุดในบรรดา 15 ประเทศที่วิเคราะห์ เพราะประเทศเหล่านี้พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซจากประเทศในอ่าวเปอร์เซียสูง และ/หรือเงินโอนจากพลเมืองที่ทำงานในประเทศในอ่าวเปอร์เซียจำนวนมาก ซึ่งคิดเป็น 5% หรือมากกว่าของ GDP

    ปากีสถานมีความเปราะบางเป็นพิเศษ เนื่องจากเศรษฐกิจที่อ่อนแออยู่แล้ว กำลังประสบปัญหาการปันส่วนเชื้อเพลิง การปิดโรงเรียน และการเปลี่ยนไปใช้การศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยออนไลน์ และเงินสำรองระหว่างประเทศของปากีสถานครอบคลุมการนำเข้าได้น้อยกว่า 3 เดือน ซึ่งต่ำกว่าระดับขั้นต่ำที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) แนะนำ

    เนปาลเผชิญกับคิวยาวในการซื้อก๊าซหุงต้ม ซึ่งเน้นให้เห็นถึงปัญหาการขาดแคลนอุปทานอย่างกว้างขวาง ส่วนอียิปต์มีภาระหนี้สินจำนวนมาก โดยต้องชำระหนี้ประมาณ 2.9 หมื่นล้านดอลลาร์ในปีนี้ ซึ่งเกินครึ่งหนึ่งของเงินสำรองระหว่างประเทศ

    เศรษฐกิจของจอร์แดนก็มีความเปราะบางอย่างมากเช่นกัน เนื่องจากหนี้สินสูงและการพึ่งพาน้ำมัน ก๊าซ และเงินโอนจากประเทศในอ่าวเปอร์เซีย

    โดยทีมข่าวต่างประเทศ The Better

    Photo – ป้ายจำกัดวงเงินใช้จ่ายต่อวันไว้ที่ 1,000 บาท ปรากฏอยู่ที่สถานีบริการน้ำมันคาลเท็กซ์ ในจังหวัดเชียงราย ทางภาคเหนือของประเทศไทย เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 ภายหลังการหยุดชะงักของการนำเข้าอันเนื่องมาจากสงครามในตะวันออกกลาง (Photo by LILLIAN SUWANRUMPHA / AFP)
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/world/41589&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2M91LM5sp4tKCLswusLCFL

  • พาณิชย์จับมือเอกชนดัน 4 เสาหลักสู้เศรษฐกิจโลกผันผวน

    พาณิชย์จับมือเอกชนดัน 4 เสาหลักสู้เศรษฐกิจโลกผันผวน

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้หารือร่วมกับ ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พร้อมภาคเอกชน 15 กลุ่มคลัสเตอร์ เพื่อวางทิศทางความร่วมมือ “ทีมไทยแลนด์” ระหว่างภาครัฐและเอกชน มุ่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทย และยกระดับเศรษฐกิจประเทศให้สอดรับบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลง

    นางศุภจี กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอนสูง ส่งผลกระทบต่อการค้า การลงทุน และการวางแผนธุรกิจ รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกิดผลลัพธ์เชิงรูปธรรม โดยใช้ภาคธุรกิจเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    ในระยะเร่งด่วน เปิดโครงการ “ไทยช่วยไทย” วันนี้​ (วันที่ 1 เม.ย. 2569) ร่วมกับผู้ประกอบการค้าส่ง ค้าปลีก และซัพพลายเออร์รายใหญ่กว่า 20 ราย ลดราคาสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นกว่า 1,000 รายการ สูงสุดถึงร้อยละ 58 โดยเน้นสินค้า House Brand และสินค้าแบรนด์ทางเลือก พร้อมเปิดโอกาสให้สินค้า SMEs และสินค้าชุมชนเข้าร่วมในระยะต่อไป พร้อมกันนี้ ยังมีมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางและผู้ประกอบการรายย่อย ผ่านการขยายธงฟ้าเคลื่อนที่ กระจายสินค้าราคาประหยัด และช่วยระบายสินค้าเกษตร รวมถึงสนับสนุนวัตถุดิบราคาพิเศษให้ร้านอาหารปรุงสำเร็จในพื้นที่นำร่อง

    สำหรับแนวทางระยะยาวกระทรวงพาณิชย์เร่งปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การแบ่งขั้วเศรษฐกิจ และมาตรการทางการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะจากประเทศคู่ค้าหลักอย่างสหรัฐฯ และจีน พร้อมเร่งเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย–สหภาพยุโรป ซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจารอบที่ 8 และเหลือประเด็นสำคัญร้อยละ 20–30 คาดว่าจะสรุปผลได้โดยเร็ว ควบคู่กับการรักษาตลาดเดิมและขยายตลาดใหม่ในอินเดีย ลาตินอเมริกา แอฟริกา ตะวันออกกลาง รัสเซีย และเอเชียกลาง

    นอกจากนี้ ยังมุ่งยกระดับอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต (Future Food) และ Food Tech เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร และผลักดันอุตสาหกรรม S-Curve เพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาว

    ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้กำหนดยุทธศาสตร์การค้าไทยบน 4 เสาหลัก ได้แก่

    – เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน (Competitiveness)
    – สร้างความมั่นคงและเสถียรภาพเศรษฐกิจ (Security & Stability)
    – กระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ (Inclusive)
    – เสริมความยืดหยุ่นและการปรับตัว (Resilient Agility)

    ด้าน ดร.พจน์ กล่าวว่า ภาคเอกชนมองว่าไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากทั้งปัจจัยภายในและภายนอก โดยเฉพาะผลกระทบจากภูมิรัฐศาสตร์และต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น จึงจำเป็นต้องมีการทำงานเชิงบูรณาการของทีมเศรษฐกิจที่มีเอกภาพ ตัดสินใจรวดเร็ว และเข้าใจการแข่งขันในเวทีโลกพร้อมเสนอ 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่ Geo-war & พลังงาน วางยุทธศาสตร์การค้ากับประเทศคู่ค้าหลัก ควบคู่บริหารต้นทุนพลังงานและค่าไฟให้อยู่ในระดับแข่งขันได้ ปฏิรูปโครงสร้างประเทศ เชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐ ลดขั้นตอนราชการ และยกระดับการต่อต้านคอร์รัปชันเกษตร–SMEs–เทคโนโลยี ฟื้นฟูภาคเกษตร จัดทำฐานข้อมูล SMEs และใช้เทคโนโลยี ดิจิทัล AI และ Sustainability ยกระดับผู้ประกอบการ

    ดร.พจน์ ระบุว่า การดำเนินนโยบายควรมีความต่อเนื่องและปฏิบัติได้จริง เพื่อให้การแก้ไขปัญหาไม่สะดุด และสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ภาคเอกชนยืนยันพร้อมทำงานร่วมกับภาครัฐในรูปแบบ “ทีมไทยแลนด์” เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทย และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://sondhitalk.com/detail/9690000031112&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03Pmp3HzKUj2LxW2yC6TSr

  • ต้นทุนพลังงานถล่มเศรษฐกิจ ไทยเสี่ยงเสียฐานการผลิต

    ต้นทุนพลังงานถล่มเศรษฐกิจ ไทยเสี่ยงเสียฐานการผลิต

    ต้นทุนพลังงานถล่มเศรษฐกิจ ไทยเสี่ยงเสียฐานการผลิต

    ต้นทุนพลังงานถล่มเศรษฐกิจ ไทยเสี่ยงเสียฐานการผลิต

    ราคานํ้ามันที่พุ่งต่อเนื่องจนดีเซลทะลุเพดาน 33 บาทต่อลิตร และกำลังไต่ระดับเข้าใกล้ 40 บาท ไม่ใช่เพียง “แรงกดค่าครองชีพ” แต่กำลังกลายเป็นแรงกระแทกเชิงโครงสร้างที่สั่นคลอนเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ ต้นทุนพลังงานที่เร่งตัวกำลังส่งผ่านจากภาคการผลิตไปสู่ราคาสินค้าและบริการอย่างเป็นลูกโซ่ และบั่นทอนความสามารถแข่งขันของประเทศอย่างเงียบๆ แต่รุนแรง

    แม้ค่าไฟฟ้างวด ม.ค.-เม.ย. 2569 ยังอยู่ที่ 3.88 บาทต่อหน่วย ขณะที่ภาพรวมต้นทุนพลังงานยังอยู่ในระดับสูง โดยพลังงานคิดเป็นสัดส่วนราว 15-30% ของต้นทุนการผลิตในหลายอุตสาหกรรม ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทย เผชิญแรงกดดันหนักกว่าคู่แข่งในอาเซียน ขณะที่ภาคขนส่งซึ่งพึ่งพาดีเซลเป็นหลัก ต้องแบกรับต้นทุนเพิ่มขึ้นไม่ตํ่ากว่า 15-20% ในช่วงเวลาอันสั้น

    สัญญาณส่งผ่านต้นทุนเริ่มชัดเจน สินค้าอุปโภคบริโภคหลายรายการทยอยปรับราคาแล้ว ทั้งอาหารสำเร็จรูป อาหารตามสั่งที่ขยับขึ้นจานละ 5-10 บาท ไข่ไก่และเนื้อสัตว์บางชนิดที่ปรับขึ้นตามต้นทุนอาหารสัตว์และการขนส่ง รวมถึงสินค้าบรรจุภัณฑ์และเครื่องดื่มที่ทยอยปรับขนาดหรือราคา ขณะที่ผู้ประกอบการขนส่งและโลจิสติกส์หลายรายเริ่มปรับค่าบริการเพิ่มขึ้น 5-15% ตามต้นทุนนํ้ามันที่พุ่งสูง

    กระทรวงพาณิชย์พยายามสกัดแรงกระแทก ผ่านการตรึงราคาสินค้าควบคุม การขอความร่วมมือผู้ผลิตไม่ให้ปรับขึ้นราคา และการส่งทีมตรวจสอบราคาสินค้าอย่างเข้มงวด พร้อมขยายโครงการ “พาณิชย์ลดราคา” เพื่อลดภาระประชาชน อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวยังเป็นเพียงการประคองปลายเหตุ ท่ามกลางแรงกดดันต้นทุนที่ยังเร่งตัว

    ภาพรวมทั้งหมดกำลังก่อตัวเป็น “Perfect Storm” ต่อเศรษฐกิจไทย ต้นทุนสูง เงินเฟ้อเสี่ยงฝังลึก และความสามารถแข่งขันที่ลดลง นักลงทุนต่างชาติเริ่มชะลอ หรือ ย้ายฐานการผลิตไปยังเวียดนามและอินโดนีเซีย ซึ่งมีต้นทุนพลังงานตํ่ากว่า และนโยบายจูงใจที่ชัดเจนกว่า ขณะที่ไทยยังคงติดอยู่กับโครงสร้างอุตสาหกรรมเดิม ในช่วงเวลาที่โลกกำลังเร่งสู่พลังงานสะอาด ยานยนต์ไฟฟ้า และเศรษฐกิจดิจิทัล

    คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่ารัฐบาลจะตรึงราคานํ้ามันได้นานแค่ไหน แต่คือ จะกล้าปฏิรูปโครงสร้างพลังงานหรือไม่ มาตรการอุ้มราคาผ่านกองทุนนํ้ามัน หรือ การลดภาษีสรรพสามิต อาจช่วยประคองสถานการณ์ระยะสั้น แต่แลกมาด้วยภาระการคลังและการบิดเบือนกลไกราคา หากยังไม่เร่งปรับโครงสร้างภาษีพลังงาน ลงทุนพลังงานทางเลือก และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ประเทศไทยจะยิ่งสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

    นี่คือจุดตัดสินใจสำคัญของรัฐบาลใหม่ ระหว่าง “อุ้มเพื่อรอดวันนี้” กับ “ยกเครื่องเพื่อรอดวันหน้า” เพราะหากยังเลือกทางเดิม วิกฤตนํ้ามันแพงครั้งนี้ อาจไม่ใช่เพียงแรงกดค่าครองชีพ แต่จะกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ฐานเศรษฐกิจไทยค่อย ๆ อ่อนแรงลงอย่างยากจะฟื้นกลับ

    บทบรรณาธิการ หน้า 4 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจปีที่ 46  ฉบับที่ 4,188 วันที่ 2 – 4 เมษายน  พ.ศ. 2569
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/blogs/columnist/editorial/655511&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-Wl6GdZipQFaV3H6_yG6u

  • เวิลด์แบงก์ชี้ เศรษฐกิจไทยเสี่ยงสูง พลังงานแพง-ทุนไหลออก กดเงินบาทอ่อน

    เวิลด์แบงก์ชี้ เศรษฐกิจไทยเสี่ยงสูง พลังงานแพง-ทุนไหลออก กดเงินบาทอ่อน

    เวิลด์แบงก์ชี้ เศรษฐกิจไทยเสี่ยงสูง พลังงานแพง-ทุนไหลออก กดเงินบาทอ่อน

    เวิลด์แบงก์ชี้ เศรษฐกิจไทยเสี่ยงสูง พลังงานแพง-ทุนไหลออก กดเงินบาทอ่อน

    รายงานภาวะเศรษฐกิจไทย (Thailand Monthly Economic Monitor) ของธนาคารโลก(เวิลด์แบงก์) ประจำเดือนมีนาคม 2569 ระบุว่า  โมเมนตัมเศรษฐกิจไทยแข็งแกร่งขึ้นกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยได้รับแรงหนุนจากการส่งออกสินค้า การลงทุนภาคเอกชน และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปี 2568 อย่างไรก็ตาม ภาวะสินเชื่อตึงตัวและการลดภาระหนี้ของครัวเรือนยังคงเป็นข้อจำกัดสำคัญที่กดทับการขยายตัวในวงกว้าง 

    ขณะที่แรงส่งจากภาคต่างประเทศยังคงเป็นหัวใจหลักของการเติบโต โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เติบโตอย่างโดดเด่นตามความต้องการของตลาดโลก ส่งผลให้มูลค่าการส่งออกขยายตัวสูงถึง 23.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า สะท้อนถึงบทบาทของไทยในฐานะฐานการผลิตสำคัญในห่วงโซ่อุปทานโลก 

    อย่างไรก็ตาม ภาพการฟื้นตัวในประเทศยังไม่สอดคล้องกัน โดยภาคการผลิตยังเติบโตในระดับต่ำเพียง 1.5% เมื่อเทียบปีต่อปี สะท้อนถึงข้อจำกัดด้านศักยภาพการผลิตและการแข่งขัน ขณะที่ภาคการบริโภคได้รับแรงหนุนจากมาตรการภาครัฐ เช่น โครงการโอนเงินและการกระตุ้นกำลังซื้อ แต่ยังถูกจำกัดด้วยภาระหนี้ครัวเรือนและการเข้าถึงสินเชื่อที่ยังตึงตัว  

    เวิลด์แบงก์ชี้ เศรษฐกิจไทยเสี่ยงสูง พลังงานแพง-ทุนไหลออก กดเงินบาทอ่อน

    ด้านการลงทุน ภาครัฐยังคงมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ผ่านการเร่งดำเนินโครงการโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่ภาคเอกชนเริ่มกลับมาลงทุนมากขึ้นในบางอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีที่ได้รับแรงหนุนจากการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล 

    ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเฉพาะการกลับมาของนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 82.4% เมื่อเทียบปีต่อปี ถือเป็นสัญญาณบวกต่อภาคบริการของไทย อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวยังเผชิญความเสี่ยงจากสถานการณ์ความไม่แน่นอนในต่างประเทศ โดยเฉพาะผลกระทบจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางต่อการเดินทางระยะไกล  

    ด้านนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงสู่ระดับ 1.0% ในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งถือเป็นการปรับลดต่อเนื่องเพื่อรับมือกับภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความเปราะบาง และอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ การดำเนินนโยบายดังกล่าวสะท้อนถึงความจำเป็นในการผ่อนคลายเงื่อนไขทางการเงินเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัว  

    อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงสำคัญที่กำลังกดดันเศรษฐกิจไทยในระยะนี้กลับมาจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ การเพิ่มขึ้นของต้นทุนพลังงาน การหยุดชะงักของการเดินทางและการขนส่ง และการเพิ่มขึ้นของต้นทุนโลจิสติกส์และประกันภัย  

    ประเทศไทยซึ่งมีการนำเข้าน้ำมันและก๊าซสุทธิสูงถึง 7.9% ของ GDP จึงมีความเปราะบางต่อราคาพลังงานโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยภาครัฐต้องเข้ามาดูแลราคาพลังงานผ่านมาตรการต่าง ๆ เช่น การตรึงราคาดีเซลในระยะสั้น ซึ่งมีต้นทุนสูงถึงประมาณ 700 ล้านบาทต่อวัน 

    แม้มาตรการดังกล่าวจะช่วยบรรเทาผลกระทบต่อค่าครองชีพในระยะสั้น แต่ก็สร้างภาระทางการคลังเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีสถานะขาดดุลเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนถึงข้อจำกัดของการใช้มาตรการอุดหนุนในระยะยาว 

    ในด้านตลาดการเงิน ความไม่แน่นอนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนทั่วโลกเข้าสู่ภาวะ “Risk-off” นักลงทุนลดการถือครองสินทรัพย์เสี่ยงและหันไปลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัย ส่งผลให้ตลาดการเงินไทยเผชิญแรงกดดันจากกระแสเงินทุนไหลออก 

    ค่าเงินบาทจึงปรับตัวอ่อนค่าลงในช่วงต้นเดือนมีนาคม โดยเป็นผลจากทั้งกระแสเงินทุนไหลออกและการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่เงินทุนต่างชาติในตลาดหุ้นและพันธบัตรไทยพลิกกลับมาเป็นไหลออกหลังจากไหลเข้าต่อเนื่องในช่วงก่อนหน้า 

    แม้สถานการณ์ดังกล่าวจะสะท้อนถึงความผันผวนในระยะสั้น แต่ส่วนต่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยกับสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในระดับที่ทรงตัว ซึ่งบ่งชี้ว่าความเสี่ยงด้านเสถียรภาพการเงินของไทยยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ 

    อีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตา คือ นโยบายการค้าของสหรัฐฯ ซึ่งยังมีความไม่แน่นอน หลังมีการเปิดสอบสวนภายใต้มาตรา 301 ต่อประเทศไทย โดยพิจารณานโยบายอุตสาหกรรมและการค้าของไทยในหลายมิติ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาคส่งออกสำคัญในอนาคต 

    แม้ในระยะสั้น ไทยอาจได้รับประโยชน์จากการปรับลดอัตราภาษีบางรายการ แต่ความไม่แน่นอนในระยะยาวยังคงเป็นความเสี่ยงที่อาจกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทย  

    ในด้านนโยบายการคลัง การใช้จ่ายภาครัฐที่เพิ่มขึ้นเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและดูแลค่าครองชีพ ส่งผลให้การขาดดุลงบประมาณขยายตัว และระดับหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นเป็น 66% ของ GDP ซึ่งเข้าใกล้เพดานที่กำหนดไว้ที่ 70% 

    สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงความท้าทายในการบริหารนโยบายเศรษฐกิจของภาครัฐ ที่ต้องสร้างสมดุลระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นกับการรักษาวินัยการคลังในระยะยาว โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจยังเผชิญกับความไม่แน่นอนสูง

    หน้า 16 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,187 วันที่ 29 มีนาคม – 1 เมษายน พ.ศ. 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/finance/655557&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vkBX3F5zUeXA2VgV3F_O6

  • บลจ.บัวหลวงชี้ น้ำมันพุ่งกดเศรษฐกิจไทย แนะ Triple R รับมือตลาดผันผวน

    บลจ.บัวหลวงชี้ น้ำมันพุ่งกดเศรษฐกิจไทย แนะ Triple R รับมือตลาดผันผวน

    บลจ.บัวหลวงชี้ น้ำมันพุ่งกดเศรษฐกิจไทย แนะ Triple R รับมือตลาดผันผวน

    BBLAM ประเมินตลาดปี 69 ผันผวนสูงจากสงครามตะวันออกกลาง ดันราคาน้ำมันยืนเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล กดดันเศรษฐกิจโลกและเงินเฟ้อ ขณะที่ตลาดหุ้นไทยยังมีแรงหนุนจากเงินทุนต่างชาติและหุ้นขนาดใหญ่ โดยเฉพาะ DELTA แต่ต้องจับตาความเสี่ยงยืดเยื้อของความขัดแย้งที่อาจฉุด GDP และตลาดทุนในระยะต่อไป 

    นายบรรณรงค์ พิชญากร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม บัวหลวง จำกัด (BBLAM) เปิดเผยว่า ภายใต้สมมติฐานราคาน้ำมันเฉลี่ย 90-95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เศรษฐกิจไทยปี 2569 มีแนวโน้มเติบโตเพียง 1.7-1.9% สะท้อนแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานและเงินเฟ้อ ขณะที่กำไรต่อหุ้น (EPS) ของตลาดอยู่ที่ 91-93 บาทต่อหุ้น

    ด้านตลาดทุน BBLAM ประเมินดัชนี SET Index มีแนวต้านที่ระดับ 1,550-1,580 จุด โดยมีแรงหนุนจากเม็ดเงินลงทุนต่างชาติที่คาดว่าจะไหลกลับเข้ามาและช่วยหนุนตลาดได้ราว 100 จุด อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์สงครามยืดเยื้อเกิน 3-4 เดือน มีความเสี่ยงที่ดัชนีจะปรับตัวลงสู่แนวรับสำคัญที่ 1,280 จุด 

    บลจ.บัวหลวงชี้ น้ำมันพุ่งกดเศรษฐกิจไทย แนะ Triple R รับมือตลาดผันผวน

    มุมมองการลงทุนยังให้น้ำหนักเชิงบวกกับหุ้นกลุ่มพลังงานที่ได้อานิสงส์จากราคาน้ำมันขาขึ้น รวมถึงกลุ่มธนาคาร เทคโนโลยีสารสนเทศ และปิโตรเคมี ซึ่งยังมีศักยภาพเติบโตในภาวะเศรษฐกิจผันผวน
     

    ภายใต้ความไม่แน่นอนดังกล่าว BBLAM แนะนำกลยุทธ์ “Triple R” เพื่อบริหารพอร์ตลงทุน ประกอบด้วย

    • Reduce ลดสัดส่วนสินทรัพย์เสี่ยงสู่ระดับปกติ โดยเฉพาะหุ้นตลาดเกิดใหม่และหุ้นเทคโนโลยี
    • Rotate ปรับพอร์ตเข้าสินทรัพย์ที่ได้ประโยชน์จากราคาพลังงาน เช่น หุ้นพลังงาน รวมถึงตราสารหนี้ระยะสั้นและอัตราดอกเบี้ยลอยตัว
    • Remain Diversified รักษาการกระจายความเสี่ยง โดยเพิ่มสัดส่วนทองคำ น้ำมัน และเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อรับมือความผันผวนจากภูมิรัฐศาสตร์และเงินเฟ้อ 

    ในส่วนแผนธุรกิจ BBLAM ตั้งเป้ามูลค่าทรัพย์สินภายใต้การบริหาร (AUM) เติบโต 9-10% แตะระดับกว่า 1 ล้านล้านบาท หลังช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาเติบโตต่ำกว่า 5% โดยหนึ่งในปัจจัยสำคัญคือการหมดสิทธิประโยชน์ทางภาษีของกองทุน LTF ตั้งแต่ปี 2568 ทำให้ฐานลูกค้าลดลง ปัจจุบันมีเงินคงค้างใน LTF ประมาณ 25,000 ล้านบาท 

    บริษัทเตรียมออกกองทุนรูปแบบใหม่ที่มีความซับซ้อนมากขึ้นในลักษณะ “ซีรีส์” ราว 5 กองทุน เพื่อใช้เป็นพอร์ตหลัก (Core Port) คาดว่าจะเริ่มเปิดตัวตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี หลังจากยื่นขออนุญาตกับสำนักงาน ก.ล.ต. แล้ว 

    นอกจากนี้ ยังเดินหน้าผสานธุรกิจกับบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน บางกอกแคปปิตอล (BCAP) หลังเข้าถือหุ้นทั้งหมดตั้งแต่ไตรมาส 3/2568 โดยแต่งตั้งทีมบริหารใหม่และคาดว่าจะโอนธุรกิจแล้วเสร็จภายในปีนี้ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการ โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้ามั่งคั่ง 

    ขณะเดียวกัน BBLAM ยังคงยกระดับความร่วมมือกับธนาคารกรุงเทพในฐานะช่องทางจัดจำหน่ายหลัก พร้อมต่อยอดโครงการ Multi-Manager Partnerships ร่วมกับบริษัทจัดการกองทุนระดับโลก ซึ่งปัจจุบันมีพันธมิตรกว่า 16 ราย เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์และเพิ่มทางเลือกการลงทุนในต่างประเทศ รองรับความต้องการกระจายความเสี่ยงของผู้ลงทุนในภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีความไม่แน่นอนสูง

    หน้า 16 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,188 วันที่ 2 – 4 เมษายน พ.ศ. 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/finance/655529&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZV95-zBoFqxDsgTeLImIJ

  • นายกฯ kick off โครงการ ‘ไทยช่วยไทย’ ลดภาระ ลดค่าครองชีพ หั่นราคาสินค้า 25-58% เริ่ม 1 เมษายน

    นายกฯ kick off โครงการ ‘ไทยช่วยไทย’ ลดภาระ ลดค่าครองชีพ หั่นราคาสินค้า 25-58% เริ่ม 1 เมษายน

    01 เมษายน 2569, 20:17น.

                นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ ‘ไทยช่วยไทย’ โดยเป็นการผนึกกำลังภาคเอกชน ห้างค้าส่ง-ค้าปลีกกว่า 10 ราย และผู้ผลิตยักษ์ใหญ่ของประเทศกว่า 20 ราย ปล่อยสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ลดสูงสุด 58% จำหน่ายทั่วประเทศ คิกออฟวันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นไป เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพ ให้ประชาชน ท่ามกลางสถานการณ์ราคาพลังงานผันผวน

               นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงโครงการ “ไทยช่วยไทย” ลดภาระ ลดค่าครองชีพ ว่า ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน ของประชาชนอย่างทันท่วงที จากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่ยังคงทวีความรุนแรง ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ต่อราคาพลังงาน ภาวะเศรษฐกิจ และค่าครองชีพของประชาชนในหลายประเทศ รวมทั้งประเทศไทยด้วย รัฐบาลตระหนักถึงผลกระทบดังกล่าว ที่ส่งผลต่อความเป็นอยู่ของประชาชน จึงได้มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ เร่งดำเนินมาตรการดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยมุ่งเน้นการสร้างทางเลือกใหม่ ๆ ให้กับผู้บริโภค ด้วยการร่วมมือกับผู้ประกอบการโมเดิร์นเทรด ที่มีเครือข่ายครอบคลุมทั่วประเทศ และผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค เพื่อสนับสนุนให้สินค้าจำเป็นมีราคาที่เหมาะสม และเข้าถึงได้มากยิ่งขึ้น เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน

               สินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน ทั้งกลุ่ม House Brand ของห้างร้านต่าง ๆ และ แบรนด์ทางเลือก (Second-tier Brand) ซึ่งล้วนเป็นสินค้าที่ผ่านมาตรฐาน คุณภาพดี สามารถใช้อุปโภค-บริโภคได้ในราคาสมเหตุสมผลที่ประชาชนสามารถจับต้องได้ง่าย และช่วยประหยัดเงินในกระเป๋า ราคาสมเหตุสมผลสามารถจับต้องได้ง่าย

               กระทรวงพาณิชย์ได้รับนโยบายรัฐบาล ในการหาสินค้าที่ผู้ผลิตยินดีที่จะลดราคาต้นทุนทางการตลาดให้ เนื่องจากผู้ผลิตเหล่านี้ได้รับทราบถึงความเดือดร้อนและต้องการเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระให้พี่น้องประชาชนคนไทย ขณะเดียวกันก็จะทำให้สินค้าเหล่านี้ถูกแพร่กระจายไปยังผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น ถึงแม้สินค้าดังกล่าวจะเป็น แบรนด์ทางเลือก (Second-tier Brand) แต่คุณภาพสินค้ามีความเหมาะสม ทำให้มั่นใจว่าประชาชนสามารถที่จะเข้าถึงสินค้าเหล่านี้ได้ โดยสิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอนคือพี่น้องประชาชนสามารถประหยัดเงินในการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค ที่จะต้องใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลอย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ พร้อมขอบคุณพันธมิตรภาคเอกชน ที่ได้แสดงถึงพลังแห่งความร่วมมือและความมีน้ำใจในการร่วมกันช่วยเหลือพี่น้องประชาชนชาวไทยในยามวิกฤต ความร่วมมือในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนเท่านั้น แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสทางการตลาด ให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อย และสินค้าแบรนด์ทางเลือก ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากยิ่งขึ้น

               พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้เยี่ยมชมบูธแสดงสินค้าจากห้างค้าส่งและค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) รวมถึงผู้ผลิตและผู้แทนจำหน่าย (Suppliers) ที่นำเสนอสินค้าราคาพิเศษที่เข้าร่วมลดราคาภายใต้โครงการ “ไทยช่วยไทย” ลดภาระ ลดค่าครองชีพ” มาแสดง ณ บริเวณโถงกลาง ตึกสันติไมตรี โดย นายกรัฐมนตรี ได้ร่วมอุดหนุนสินค้าหลากหลายรายการ อาทิ ยาสีฟัน โฟมล้างมือ ข้าวสาร น้ำยาล้างจาน และกระดาษทิชชู โดยกล่าวว่า ‘วันนี้ยาสีฟันหมดพอดี เตรียมมาซื้อในงานวันนี้’

     

    #ไทยช่วยไทย

    #ค่าครองชีพ

    Cr:รัฐบาลไทย

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/160426&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2oHfM-GR7haXFK67cokdzO

  • “พรรคเศรษฐกิจ” แนะทางออกลดราคาน้ำมัน หนุนนำเข้าเสรี-ลดภาษีเต็มรูปแบบ

    “พรรคเศรษฐกิจ” แนะทางออกลดราคาน้ำมัน หนุนนำเข้าเสรี-ลดภาษีเต็มรูปแบบ

    วันนี้ (1 เม.ย.2569) ที่อาคารรัฐสภา พรรคเศรษฐกิจได้แสดงจุดยืนด้านนโยบายพลังงาน โดยมุ่งเน้นการลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ผ่านการปฏิรูปโครงสร้างราคาน้ำมันและการเปิดความร่วมมือระหว่างประเทศ

    ภาพประกอบข่าว “พรรคเศรษฐกิจ” แนะทางออกลดราคาน้ำมัน หนุนนำเข้าเสรี-ลดภาษีเต็มรูปแบบ

    นายคริส โปตระนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ และประธานพรรคเศรษฐกิจ พร้อมด้วยนายพีรพล กนกวลัย น.ส.อังสณา เนียมวณิชกุล เปิดเผยว่า พรรคได้หารือร่วมกับผู้แทนกลุ่ม BRICS ซึ่งประกอบด้วยบราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้ เพื่อแสวงหาแนวทางนำเข้าน้ำมันเสรีในราคาที่เหมาะสมเข้าสู่ประเทศไทย โดยการหารือดังกล่าวมีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม ภายหลังจากที่พรรคได้อภิปรายในสภาเกี่ยวกับปัญหาราคาน้ำมันที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน

    นายภูมิพงศ์ จงสกุล โฆษกพรรคเศรษฐกิจ กล่าวว่า พรรคเศรษฐกิจจึงขอเสนอแนวทางต่อรัฐบาล 3 ประการ ได้แก่

    1.เปิดให้นำเข้าน้ำมันเสรี ทั้งน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป เพื่อเพิ่มการแข่งขันและลดต้นทุน เพื่อลดราคาน้ำมันได้ 7-10 บาท

    2.ปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันทันที จากอัตราปัจจุบันที่เก็บประมาณลิตรละ 7 บาท

    3.ยกเว้นการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับน้ำมัน เพื่อลดราคาขายปลีกเพิ่มเติม เพื่อลดราคาลิตรละ 2 บาท

    พรรคเศรษฐกิจประเมินว่า หากดำเนินมาตรการดังกล่าวอย่างครบถ้วน จะสามารถลดราคาน้ำมันลงได้ประมาณ 16–19 บาทต่อลิตร แม้รัฐอาจสูญเสียรายได้ในระยะสั้น แต่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและลดภาระของประชาชนได้อย่างมีนัยสำคัญ

    ทั้งนี้ พรรคเศรษฐกิจพร้อมทำหน้าที่ประสานงานกับกลุ่ม BRICS ในการจัดหาน้ำมันจากตลาดโลกทันที หากรัฐบาลแสดงความพร้อมในการดำเนินนโยบายดังกล่าว พร้อมเสนอให้มีการทบทวนบทบาทของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อระบบพลังงานของประเทศ

    ภาพประกอบข่าว “พรรคเศรษฐกิจ” แนะทางออกลดราคาน้ำมัน หนุนนำเข้าเสรี-ลดภาษีเต็มรูปแบบ

    ด้าน ดร.มีชัย เถาเจริญ ในฐานะผู้แทน BRICS ประเทศไทย พร้อมด้วย Mr. Iurii Filatov ที่ปรึกษา ผู้แทน BRICS Thailand International Alliance ระบุว่า ความร่วมมือด้านพลังงานระหว่างไทยกับประเทศสมาชิก โดยเฉพาะรัสเซีย มีศักยภาพที่จะเกิดขึ้นได้จริง หากรัฐบาลไทยแสดงเจตจำนงอย่างชัดเจน และสามารถนำไปสู่การจัดทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างหน่วยงานด้านพลังงานของทั้งสองประเทศในลำดับถัดไป

    พรรคเศรษฐกิจยืนยันว่า แนวทางดังกล่าวจะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการลดค่าครองชีพ และสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศไทยในระยะยาว

    อ่านข่าว :

    วิกฤต พลังงาน-ค่าครองชีพพุ่ง กกร.หั่นจีดีพีปีนี้เหลือ1.2–1.6%

    ปณท.ตรึงค่าขนส่งถึง 15 เม.ย. ก่อนปรับค่าบริการ EMS, e-CoPost เริ่ม 16 เม.ย.

    “เชียงใหม่” ผุดแอปฯ “ห้องพักปอด” ให้ประชาชนใช้บริการหนีฝุ่น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/504129&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1lY88l_h5nPpsiFiWWfbCe

  • ‘ศุภจี’ ซัด ไร้สาระ โดนขุดเรียนมหาลัยห้องแถว โว ทำงานมาขนาดนี้ ผลงานเพียบ

    ‘ศุภจี’ ซัด ไร้สาระ โดนขุดเรียนมหาลัยห้องแถว โว ทำงานมาขนาดนี้ ผลงานเพียบ

    “ศุภจี” ข้องใจ มีปัญหาอะไร หลังเพจดังแฉเรียนจบมหาวิทยาลัยห้องแถวในสหรัฐฯ แจง คนมีความสามารถจบที่นี่เพียบ ในไทยก็มี ยัน เรียนจริง จบจริง สุดท้ายปิดหรือไม่ปิด ไม่ใช่เรื่องของเราแล้ว โว ทำงานมาขนาดนี้ ผลงานกับบริษัทเพียบ ไม่คิดว่าเป็นประเด็น ไร้สาระ แต่ไม่ฟ้อง เผย เข้าการเมืองไม่ได้ยื่นวุฒิการศึกษา

    จากกรณีที่เพจ CSI LA ที่ออกมาเปิดเผยข้อมูลนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ จบ MBA จาก Northrop University ปี 1988 มหาลัยห้องแถวใน LA ที่ปิดตัวไปตั้งแต่ปี 1991 ทั้งที่ในยุคนั้นก็มีมหาลัยดีๆ ให้เลือกอีกมาก แต่กลับเลือกที่นี่ มันส่อให้เห็นอะไรบางอย่างนั้น 

    โดยนางศุภจี เปิดเผยถึงกรณีดังกล่าวว่า ไม่ได้มีปัญหาอะไร ก่อนจะถามผู้สื่อข่าวว่า ทำไมละค่ะ มีปัญหาอะไร 

    เมื่อถามว่า มหาวิทยาลัยอื่นก็มี ทำไมเรียนที่นี่เพราะถูกมองมหาวิทยาลัยห้องแถว นางศุภจี กล่าวว่า ไม่ใช่หรอก คนที่มีความสามารถจบจากที่นี่มากมาย ในประเทศไทยก็มี ผลิตบุคลากรเยอะแยะมากมาย ตนก็เรียนจริงๆจบจริงๆ เมื่อเรียนจบมาแล้วมหาวิทยาลัยปิดหรือไม่ปิด ไม่ใช่เรื่องของเราแล้ว แต่ช่วงที่เรียนก็มีอยู่จริงๆ 

    “เราก็ทำงานมาตั้งขนาดนี้ ในบริษัทต่างๆ มีผลงานมากมาย ไม่ได้คิดว่าเป็นประเด็นอะไรเลย ไร้สาระมาก” นางศุภจี กล่าว ก่อนจะเดินออกจากวงสัมภาษณ์ 

    จากนั้น นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ เปิดเผยอีกครั้งถึงกรณีดังกล่าวว่า ไม่ฟ้องหรอก ไม่ซีเรียส เพราะมีเรื่องใหญ่กว่านี้ให้โฟกัส อย่างความเดือดร้อนของประชาชน 

    ผู้สื่อข่าวถามว่า เพจดังกล่าวเคยนำเสนอเรื่องวุฒิการศึกษาของ สว.รายหนึ่งมาแล้ว นางศุภจี กล่าวว่า มันคนละเรื่องกัน และตนไม่ได้ยื่นวุฒิการศึกษาในการเข้ามาทำงานการเมือง ตนมองว่าเป็นเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง แต่ไม่ซีเรียส ปล่อยไปเถอะ ให้เขาไปโฟกัสเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง และเรามาเดินหน้าทำเรื่องที่เป็นเรื่องดีกว่า เพื่อช่วยประโยชน์กับสังคมดีกว่า หากตนจะขอร้องให้ช่วยกันคือ ช่วยกันโปรโมทโครงการไทยช่วยไทยดีกว่า คนที่เขามีความเดือดร้อนได้รับผลกระทบสินค้าแพง และเป็นบางอย่างที่เราควบคุมไม่ได้ เราก็เดินหน้าหาสินค้าที่ลดราคาและควบคุมได้มาจำหน่าย ช่วยกันตรงนี้ดีกว่า 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/politics/1227794&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2W8KWvxT87jdvIH-DqUDs0