ต้นทุนพลังงานถล่มเศรษฐกิจ ไทยเสี่ยงเสียฐานการผลิต

ต้นทุนพลังงานถล่มเศรษฐกิจ-ไทยเสี่ยงเสียฐานการผลิต
ต้นทุนพลังงานถล่มเศรษฐกิจ ไทยเสี่ยงเสียฐานการผลิต

ต้นทุนพลังงานถล่มเศรษฐกิจ ไทยเสี่ยงเสียฐานการผลิต

ราคานํ้ามันที่พุ่งต่อเนื่องจนดีเซลทะลุเพดาน 33 บาทต่อลิตร และกำลังไต่ระดับเข้าใกล้ 40 บาท ไม่ใช่เพียง “แรงกดค่าครองชีพ” แต่กำลังกลายเป็นแรงกระแทกเชิงโครงสร้างที่สั่นคลอนเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ ต้นทุนพลังงานที่เร่งตัวกำลังส่งผ่านจากภาคการผลิตไปสู่ราคาสินค้าและบริการอย่างเป็นลูกโซ่ และบั่นทอนความสามารถแข่งขันของประเทศอย่างเงียบๆ แต่รุนแรง

แม้ค่าไฟฟ้างวด ม.ค.-เม.ย. 2569 ยังอยู่ที่ 3.88 บาทต่อหน่วย ขณะที่ภาพรวมต้นทุนพลังงานยังอยู่ในระดับสูง โดยพลังงานคิดเป็นสัดส่วนราว 15-30% ของต้นทุนการผลิตในหลายอุตสาหกรรม ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทย เผชิญแรงกดดันหนักกว่าคู่แข่งในอาเซียน ขณะที่ภาคขนส่งซึ่งพึ่งพาดีเซลเป็นหลัก ต้องแบกรับต้นทุนเพิ่มขึ้นไม่ตํ่ากว่า 15-20% ในช่วงเวลาอันสั้น

สัญญาณส่งผ่านต้นทุนเริ่มชัดเจน สินค้าอุปโภคบริโภคหลายรายการทยอยปรับราคาแล้ว ทั้งอาหารสำเร็จรูป อาหารตามสั่งที่ขยับขึ้นจานละ 5-10 บาท ไข่ไก่และเนื้อสัตว์บางชนิดที่ปรับขึ้นตามต้นทุนอาหารสัตว์และการขนส่ง รวมถึงสินค้าบรรจุภัณฑ์และเครื่องดื่มที่ทยอยปรับขนาดหรือราคา ขณะที่ผู้ประกอบการขนส่งและโลจิสติกส์หลายรายเริ่มปรับค่าบริการเพิ่มขึ้น 5-15% ตามต้นทุนนํ้ามันที่พุ่งสูง

กระทรวงพาณิชย์พยายามสกัดแรงกระแทก ผ่านการตรึงราคาสินค้าควบคุม การขอความร่วมมือผู้ผลิตไม่ให้ปรับขึ้นราคา และการส่งทีมตรวจสอบราคาสินค้าอย่างเข้มงวด พร้อมขยายโครงการ “พาณิชย์ลดราคา” เพื่อลดภาระประชาชน อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวยังเป็นเพียงการประคองปลายเหตุ ท่ามกลางแรงกดดันต้นทุนที่ยังเร่งตัว

ภาพรวมทั้งหมดกำลังก่อตัวเป็น “Perfect Storm” ต่อเศรษฐกิจไทย ต้นทุนสูง เงินเฟ้อเสี่ยงฝังลึก และความสามารถแข่งขันที่ลดลง นักลงทุนต่างชาติเริ่มชะลอ หรือ ย้ายฐานการผลิตไปยังเวียดนามและอินโดนีเซีย ซึ่งมีต้นทุนพลังงานตํ่ากว่า และนโยบายจูงใจที่ชัดเจนกว่า ขณะที่ไทยยังคงติดอยู่กับโครงสร้างอุตสาหกรรมเดิม ในช่วงเวลาที่โลกกำลังเร่งสู่พลังงานสะอาด ยานยนต์ไฟฟ้า และเศรษฐกิจดิจิทัล

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่ารัฐบาลจะตรึงราคานํ้ามันได้นานแค่ไหน แต่คือ จะกล้าปฏิรูปโครงสร้างพลังงานหรือไม่ มาตรการอุ้มราคาผ่านกองทุนนํ้ามัน หรือ การลดภาษีสรรพสามิต อาจช่วยประคองสถานการณ์ระยะสั้น แต่แลกมาด้วยภาระการคลังและการบิดเบือนกลไกราคา หากยังไม่เร่งปรับโครงสร้างภาษีพลังงาน ลงทุนพลังงานทางเลือก และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ประเทศไทยจะยิ่งสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

นี่คือจุดตัดสินใจสำคัญของรัฐบาลใหม่ ระหว่าง “อุ้มเพื่อรอดวันนี้” กับ “ยกเครื่องเพื่อรอดวันหน้า” เพราะหากยังเลือกทางเดิม วิกฤตนํ้ามันแพงครั้งนี้ อาจไม่ใช่เพียงแรงกดค่าครองชีพ แต่จะกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ฐานเศรษฐกิจไทยค่อย ๆ อ่อนแรงลงอย่างยากจะฟื้นกลับ

บทบรรณาธิการ หน้า 4 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจปีที่ 46  ฉบับที่ 4,188 วันที่ 2 – 4 เมษายน  พ.ศ. 2569
 

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/blogs/columnist/editorial/655511&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-Wl6GdZipQFaV3H6_yG6u