Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เอปสันแต่งตั้ง “ยรรยง มุนีมงคลทร” ขึ้นดำรงตำแหน่งใหม่

    เอปสันแต่งตั้ง “ยรรยง มุนีมงคลทร” ขึ้นดำรงตำแหน่งใหม่

    ไอที

    เอปสันแต่งตั้ง “ยรรยง มุนีมงคลทร” ขึ้นดำรงตำแหน่งใหม่

    วันศุกร์ ที่ 03 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.23 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เอปสันแต่งตั้ง “ยรรยง มุนีมงคลทร” ขึ้นดำรงตำแหน่งใหม่
    เป็นผู้อำนวยการอาวุโสประจำกลุ่มประเทศ พร้อมควบตำแหน่งผู้อำนวยการบริหารประเทศไทย

    เอปสัน สิงคโปร์ สำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ของ ไซโก้ เอปสันคอร์ปอเรชั่น ประกาศแต่งตั้ง นายยรรยง มุนีมงคลทร ผู้อำนวยการบริหาร บริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) จำกัดขึ้นดำรงตำแหน่งใหม่เป็นผู้อำนวยการอาวุโสประจำกลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Senior Regional Director) โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นไป ทั้งนี้ ยังคงดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการบริหาร เอปสัน ประเทศไทย และเอปสัน เวียดนาม ควบคู่กันไปด้วย

    ในบทบาทใหม่นี้ นายยรรยงจะรับผิดชอบกำกับดูแลการดำเนินงานของกลุ่มประเทศ (Country Cluster) ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งจากเดิมที่ครอบคลุมตลาดประเทศไทยและเวียดนาม จะเพิ่มเป็น 4 ประเทศ โดยเพิ่มสิงคโปร์และมาเลเซีย โดยภารกิจสำคัญ 3 ประการที่นายยรรยงจะรับผิดชอบ ประกอบด้วย การเสริมสร้างประสิทธิภาพการดำเนินงานของแต่ละประเทศ การขับเคลื่อนความร่วมมือเชิงบูรณาการเพื่อสร้างการเติบโตร่วมกัน (Synergy) และการพัฒนาและดำเนินกลยุทธ์การเติบโตที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละประเทศในกลุ่ม ทั้งนี้ นายยรรยงจะยังคงดูแลการดำเนินงานของเอปสัน ประเทศไทย อย่างต่อเนื่อง

    การแต่งตั้งครั้งนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของเอปสันในศักยภาพด้านการบริหารและวิสัยทัศน์ของนายยรรยง ในการขับเคลื่อนองค์กรสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในระดับภูมิภาค พร้อมทั้งเสริมสร้างความแข็งแกร่งของธุรกิจในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    นายซิ่ว จิน เกียด กรรมการผู้จัดการภูมิภาค เอปสัน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า “เอปสันขอแสดงความยินดีเป็นอย่างยิ่งกับนายยรรยง มุนีมงคลทร ในโอกาสเข้ารับตำแหน่งผู้อำนวยการอาวุโสประจำกลุ่มประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน เป็นต้นไป โดยในบทบาทใหม่นี้ นายยรรยงจะรับผิดชอบกำกับดูแลกลุ่มประเทศที่จัดตั้งขึ้นใหม่ ซึ่งครอบคลุมประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม และไทย การแต่งตั้งครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญ ทั้งสำหรับนายยรรยงและเอปสัน ในการมุ่งสู่เป้าหมายตามวิสัยทัศน์ Engineered Future 35”

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/471482&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1bvnueGfvk0-45gcEDGm7l

  • สมัครงาน 2569 : กรุงเทพมหานคร รับสมัครข้าราชการ 14 ตำแหน่ง 121 อัตรา

    สมัครงาน 2569 : กรุงเทพมหานคร รับสมัครข้าราชการ 14 ตำแหน่ง 121 อัตรา

    สมัครงาน 2569 : กรุงเทพมหานคร รับสมัครข้าราชการ 14 ตำแหน่ง 121 อัตรา

    สํานักงานคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดรับสมัครบุคคลสอบบรรจุเข้ารับราชการในสังกัด 14 ตำแหน่ง 121 อัตรา เงินเดือนระหว่าง 11,380 – 21,404 บาท รับสมัคร 9-27 เม.ย. 69

    สํานักงานคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร ประกาศรับสมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการกรุงเทพมหานครสามัญด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ครั้งที่ 1/2569 ทั้งหมด 14 ตำแหน่ง จำนวน 121 อัตรา ค่าตอบแทนระหว่าง 11,380 – 21,404 บาทต่อเดือน เปิดรับสมัครระหว่างวันที่ 9 – 27 เมษายน 2569 โดยมีรายละเอียดต่าง ๆ ดังนี้

    ตำแหน่งที่เปิดรับ

    1. เจ้าพนักงานธุรการปฏิบัติงาน จำนวน 50 อัตรา

    อัตราเงินเดือน

    สํานักงานคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร
    ประกาศสํานักงานคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร เรื่อง รับสมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการกรุงเทพมหานครสามัญด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ครั้งที่ 1/2569
    • ปวช. เงินเดือน 11,380 – 12,520 บาท
    • ปวท.หรือ อนุปริญญา หลักสูตร 2 ปี เงินเดือน 13,130 – 14,450 บาท
    • ปวส.หรือ อนุปริญญา หลักสูตร 3 ปี เงินเดือน 13,920 – 15,320 บาท

    คุณสมบัติเฉพาะ

    • ได้รับประกาศนียบัตรวิชาชีพหรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกันในทุกสาขาวิชา
    • ได้รับประกาศนียบัตรวิชาชีพเทคนิคหรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกัน หรืออนุปริญญา หลักสูตร 2 ปี ต่อจากประกาศนียบัตรมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่าในทุกสาขาวิชา
    • ได้รับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงหรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกัน หลักสูตร 3 ปี ต่อจากประกาศนียบัตรมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่าในทุกสาขาวิชาหรืออนุปริญญา
    • ผู้สมัครสอบต้องเป็นผู้สอบผ่านและได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นผู้สอบผ่านการวัดภาคความรู้ความสามารถทั่วไปของกรุงเทพมหานคร หรือการวัดความรู้ความสามารถทั่วไป ของสํานักงาน ก.พ. ตามระดับวุฒิการศึกษาที่ใช้สมัครสอบหรือในระดับที่สูงกว่า และสําเร็จการศึกษาตามวุฒิ การศึกษาที่ได้รับการขึ้นทะเบียนฯ ภายในวันปิดรับสมัครสอบ คือ วันที่ 27 เมษายน 2569

    2. เจ้าพนักงานห้องสมุดปฏิบัติงาน จำนวน 1 อัตรา

    อัตราเงินเดือน

    • ปวช. เงินเดือน 11,380 – 12,520 บาท
    • ปวท.หรือ อนุปริญญา หลักสูตร 2 ปี เงินเดือน 13,130 – 14,450 บาท
    • ปวส.หรือ อนุปริญญา หลักสูตร 3 ปี เงินเดือน 13,920 – 15,320 บาท

    คุณสมบัติเฉพาะ

    • ได้รับประกาศนียบัตรวิชาชีพหรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกันในทุกสาขาวิชา
    • ได้รับประกาศนียบัตรวิชาชีพเทคนิคหรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกัน หรืออนุปริญญา หลักสูตร 2 ปีต่อจากประกาศนียบัตรมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่าในทุกสาขาวิชา
    • ได้รับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงหรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกัน หลักสูตร 3 ปี ต่อจากประกาศนียบัตรมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่าในทุกสาขาวิชาหรืออนุปริญญา
    • ผู้สมัครสอบต้องเป็นผู้สอบผ่านและได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นผู้สอบผ่านการวัดภาคความรู้ความสามารถทั่วไปของกรุงเทพมหานคร หรือการวัดความรู้ความสามารถทั่วไป ของสํานักงาน ก.พ. ตามระดับวุฒิการศึกษาที่ใช้สมัครสอบหรือในระดับที่สูงกว่า และสําเร็จการศึกษาตามวุฒิ การศึกษาที่ได้รับการขึ้นทะเบียนฯ ภายในวันปิดรับสมัครสอบ คือ วันที่ 27 เมษายน 2569

    3. นายช่างโยธาปฏิบัติงาน จำนวน 11 อัตรา

    อัตราเงินเดือน

    • ปวช. เงินเดือน 11,380 – 12,520 บาท
    • ปวท.หรือ อนุปริญญา หลักสูตร 2 ปี เงินเดือน 13,130 – 14,450 บาท
    • ปวส.หรือ อนุปริญญา หลักสูตร 3 ปี เงินเดือน 13,920 – 15,320 บาท

    คุณสมบัติเฉพาะ

    • ได้รับประกาศนียบัตรวิชาชีพหรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกัน
    • ได้รับประกาศนียบัตรวิชาชีพเทคนิค หรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกัน ในสาขาวิชา เทคนิควิศวกรรมสํารวจ สาขาวิชาเทคนิควิศวกรรมโยธา หรือสาขาวิชาเทคนิคการจัดการงานก่อสร้าง หรือ อนุปริญญาหลักสูตร 2 ปี ต่อจากประกาศนียบัตรมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า ในสาขาวิชาก่อสร้าง
    • ได้รับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงหรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกัน ในสาขาวิชาโยธาสาขาวิชาสำรวจ หรือสาขาวิชาการก่อสร้าง
    • ผู้สมัครสอบต้องเป็นผู้สอบผ่านและได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นผู้สอบผ่านการวัดภาคความรู้ความสามารถทั่วไปของกรุงเทพมหานคร หรือการวัดความรู้ความสามารถทั่วไป ของสํานักงาน ก.พ. ตามระดับวุฒิการศึกษาที่ใช้สมัครสอบหรือในระดับที่สูงกว่า และสําเร็จการศึกษาตามวุฒิ การศึกษาที่ได้รับการขึ้นทะเบียนฯ ภายในวันปิดรับสมัครสอบ คือ วันที่ 27 เมษายน 2569

    4. พนักงานเทศกิจปฏิบัติงาน จำนวน 33 อัตรา

    อัตราเงินเดือน

    • ปวช. เงินเดือน 11,380 – 12,520 บาท
    • ปวท.หรือ อนุปริญญา หลักสูตร 2 ปี เงินเดือน 13,130 – 14,450 บาท
    • ปวส.หรือ อนุปริญญา หลักสูตร 3 ปี เงินเดือน 13,920 – 15,320 บาท

    คุณสมบัติเฉพาะ

    • ได้รับประกาศนียบัตรวิชาชีพหรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกันในทุกสาขาวิชา
    • ได้รับประกาศนียบัตรวิชาชีพเทคนิคหรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกัน หรืออนุปริญญา หลักสูตร 2 ปี ต่อจากประกาศนียบัตรมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่าในทุกสาขาวิชา
    • ได้รับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงหรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกัน หลักสูตร 3 ปี ต่อจากประกาศนียบัตรมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่าในทุกสาขาวิชา หรืออนุปริญญา
    • ผู้สมัครสอบต้องเป็นผู้สอบผ่านและได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นผู้สอบผ่านการวัดภาคความรู้ความสามารถทั่วไปของกรุงเทพมหานคร หรือการวัดความรู้ความสามารถทั่วไป ของสํานักงาน ก.พ. ตามระดับวุฒิการศึกษาที่ใช้สมัครสอบหรือในระดับที่สูงกว่า และสําเร็จการศึกษาตามวุฒิ การศึกษาที่ได้รับการขึ้นทะเบียนฯ ภายในวันปิดรับสมัครสอบ คือ วันที่ 27 เมษายน 2569

    5. เจ้าพนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยปฏิบัติการ จำนวน 2 อัตรา

    อัตราเงินเดือน

    • ปริญญาตรีหลักสูตร 4 ปี เงินเดือน 18,150 – 19,970 บาท
    • ปริญญาตรีหลักสูตร 5 ปี เงินเดือน 19,120 – 21,404 บาท

    คุณสมบัติเฉพาะ

    • ได้รับปริญญาตรีหรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกัน และได้รับใบอนุญาตขับรถตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์
    • ผู้สมัครสอบต้องเป็นผู้สอบผ่านและได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นผู้สอบผ่านการวัดภาคความรู้ความสามารถทั่วไปของกรุงเทพมหานคร หรือการวัดความรู้ความสามารถทั่วไป ของสํานักงาน ก.พ. ตามระดับวุฒิการศึกษาที่ใช้สมัครสอบหรือในระดับที่สูงกว่า และสําเร็จการศึกษาตามวุฒิ การศึกษาที่ได้รับการขึ้นทะเบียนฯ ภายในวันปิดรับสมัครสอบ คือ วันที่ 27 เมษายน 2569

    6. นักจัดการงานโยธาปฏิบัติการ จำนวน 3 อัตรา

    อัตราเงินเดือน

    • ปริญญาตรีหลักสูตร 4 ปี เงินเดือน 18,150 – 19,970 บาท
    • ปริญญาตรีหลักสูตร 5 ปี เงินเดือน 19,120 – 21,404 บาท

    คุณสมบัติเฉพาะ

    • ได้รับปริญญาตรีหรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกัน ในสาขาวิชาใดสาขาวิชาหนึ่ง ทางโยธา หรือทางการจัดการงานก่อสร้าง สาขาวิชาวิศวกรรมศาสตร์ ทางวิศวกรรมโยธา หรือทางวิศวกรรมก่อสร้าง หรือ สาขาวิชาสถาปัตยกรรมศาสตร์
    • ผู้สมัครสอบต้องเป็นผู้สอบผ่านและได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นผู้สอบผ่านการวัดภาคความรู้ความสามารถทั่วไปของกรุงเทพมหานคร หรือการวัดความรู้ความสามารถทั่วไป ของสํานักงาน ก.พ. ตามระดับวุฒิการศึกษาที่ใช้สมัครสอบหรือในระดับที่สูงกว่า และสําเร็จการศึกษาตามวุฒิ การศึกษาที่ได้รับการขึ้นทะเบียนฯ ภายในวันปิดรับสมัครสอบ คือ วันที่ 27 เมษายน 2569

    7. นักบัญชีปฏิบัติการ จำนวน 5 อัตรา

    อัตราเงินเดือน

    • ปริญญาตรีหลักสูตร 4 ปี เงินเดือน 18,150 – 19,970 บาท
    • ปริญญาตรีหลักสูตร 5 ปี เงินเดือน 19,120 – 21,404 บาท

    คุณสมบัติเฉพาะ

    • ได้รับปริญญาตรีหรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกันในสาขาวิชาใดสาขาวิชาหนึ่ง ทางบัญชีหรือทางการบัญชี
    • ผู้สมัครสอบต้องเป็นผู้สอบผ่านและได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นผู้สอบผ่านการวัดภาคความรู้ความสามารถทั่วไปของกรุงเทพมหานคร หรือการวัดความรู้ความสามารถทั่วไป ของสํานักงาน ก.พ. ตามระดับวุฒิการศึกษาที่ใช้สมัครสอบหรือในระดับที่สูงกว่า และสําเร็จการศึกษาตามวุฒิ การศึกษาที่ได้รับการขึ้นทะเบียนฯ ภายในวันปิดรับสมัครสอบ คือ วันที่ 27 เมษายน 2569

    8. นักวิชาการเงินและบัญชีปฏิบัติการ จำนวน 1 อัตรา

    อัตราเงินเดือน

    • ปริญญาตรีหลักสูตร 4 ปี เงินเดือน 18,150 – 19,970 บาท
    • ปริญญาตรีหลักสูตร 5 ปี เงินเดือน 19,120 – 21,404 บาท

    คุณสมบัติเฉพาะ

    • ได้รับปริญญาตรีหรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกัน ในสาขาวิชาการบัญชี สาขาวิชา บริหารธุรกิจ หรือสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์
    • ผู้สมัครสอบต้องเป็นผู้สอบผ่านและได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นผู้สอบผ่านการวัดภาคความรู้ความสามารถทั่วไปของกรุงเทพมหานคร หรือการวัดความรู้ความสามารถทั่วไป ของสํานักงาน ก.พ. ตามระดับวุฒิการศึกษาที่ใช้สมัครสอบหรือในระดับที่สูงกว่า และสําเร็จการศึกษาตามวุฒิ การศึกษาที่ได้รับการขึ้นทะเบียนฯ ภายในวันปิดรับสมัครสอบ คือ วันที่ 27 เมษายน 2569

    9. นักวิชาการคลังปฏิบัติการ จำนวน 2 อัตรา

    อัตราเงินเดือน

    • ปริญญาตรีหลักสูตร 4 ปี เงินเดือน 18,150 – 19,970 บาท
    • ปริญญาตรีหลักสูตร 5 ปี เงินเดือน 19,120 – 21,404 บาท

    คุณสมบัติเฉพาะ

    • ได้รับปริญญาตรีหรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกัน ในสาขาวิชาการบัญชี สาขาวิชาบริหารธุรกิจ หรือสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ สขาวิชานิติศาสตร์
    • ผู้สมัครสอบต้องเป็นผู้สอบผ่านและได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นผู้สอบผ่านการวัดภาคความรู้ความสามารถทั่วไปของกรุงเทพมหานคร หรือการวัดความรู้ความสามารถทั่วไป ของสํานักงาน ก.พ. ตามระดับวุฒิการศึกษาที่ใช้สมัครสอบหรือในระดับที่สูงกว่า และสําเร็จการศึกษาตามวุฒิ การศึกษาที่ได้รับการขึ้นทะเบียนฯ ภายในวันปิดรับสมัครสอบ คือ วันที่ 27 เมษายน 2569

    10. นักวิชาการศึกษาปฏิบัติการ จำนวน 3 อัตรา

    อัตราเงินเดือน

    • ปริญญาตรีหลักสูตร 4 ปี เงินเดือน 18,150 – 19,970 บาท
    • ปริญญาตรีหลักสูตร 5 ปี เงินเดือน 19,120 – 21,404 บาท

    คุณสมบัติเฉพาะ

    • ได้รับปริญญาตรีหรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกัน ในทุกสาขาวิชา
    • ผู้สมัครสอบต้องเป็นผู้สอบผ่านและได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นผู้สอบผ่านการวัดภาคความรู้ความสามารถทั่วไปของกรุงเทพมหานคร หรือการวัดความรู้ความสามารถทั่วไป ของสํานักงาน ก.พ. ตามระดับวุฒิการศึกษาที่ใช้สมัครสอบหรือในระดับที่สูงกว่า และสําเร็จการศึกษาตามวุฒิ การศึกษาที่ได้รับการขึ้นทะเบียนฯ ภายในวันปิดรับสมัครสอบ คือ วันที่ 27 เมษายน 2569

    11. นักวิชาการสิ่งแวดล้อมปฏิบัติการ จำนวน 1 อัตรา

    อัตราเงินเดือน

    • ปริญญาตรีหลักสูตร 4 ปี เงินเดือน 18,150 – 19,970 บาท
    • ปริญญาตรีหลักสูตร 5 ปี เงินเดือน 19,120 – 21,404 บาท

    คุณสมบัติเฉพาะ

    • ได้รับปริญญาตรีหรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกัน ในสาขาวิชาโตสาขาวิชาหนึ่ง ทางสิ่งแวดล้อม สาขาวิชาวิทยาการสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ สาขาวิชาวิทยาศาสตร์กายภาพ ทางเคมี สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ สาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์ ทางอนามัยสิ่งแวดล้อม สาขาวิชาวิศวกรรมศาสตร์ ทางสิ่งแวดล้อม สาขาวิชาเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม สาขาวิชาเทคโนโลยีชีวภาพ
    • ผู้สมัครสอบต้องเป็นผู้สอบผ่านและได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นผู้สอบผ่านการวัดภาคความรู้ความสามารถทั่วไปของกรุงเทพมหานคร หรือการวัดความรู้ความสามารถทั่วไป ของสํานักงาน ก.พ. ตามระดับวุฒิการศึกษาที่ใช้สมัครสอบหรือในระดับที่สูงกว่า และสําเร็จการศึกษาตามวุฒิ การศึกษาที่ได้รับการขึ้นทะเบียนฯ ภายในวันปิดรับสมัครสอบ คือ วันที่ 27 เมษายน 2569

    12. นิติกรปฏิบัติการ จำนวน 1 อัตรา

    อัตราเงินเดือน

    • ปริญญาตรีหลักสูตร 4 ปี เงินเดือน 18,150 – 19,970 บาท
    • ปริญญาตรีหลักสูตร 5 ปี เงินเดือน 19,120 – 21,404 บาท

    คุณสมบัติเฉพาะ

    • ได้รับปริญญาตรีหรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกัน ในสาขาวิชานิติศาสตร์
    • ผู้สมัครสอบต้องเป็นผู้สอบผ่านและได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นผู้สอบผ่านการวัดภาคความรู้ความสามารถทั่วไปของกรุงเทพมหานคร หรือการวัดความรู้ความสามารถทั่วไป ของสํานักงาน ก.พ. ตามระดับวุฒิการศึกษาที่ใช้สมัครสอบหรือในระดับที่สูงกว่า และสําเร็จการศึกษาตามวุฒิ การศึกษาที่ได้รับการขึ้นทะเบียนฯ ภายในวันปิดรับสมัครสอบ คือ วันที่ 27 เมษายน 2569

    13. บรรณารักษ์ปฏิบัติการ จำนวน 1 อัตรา

    อัตราเงินเดือน

    • ปริญญาตรีหลักสูตร 4 ปี เงินเดือน 18,150 – 19,970 บาท
    • ปริญญาตรีหลักสูตร 5 ปี เงินเดือน 19,120 – 21,404 บาท

    คุณสมบัติเฉพาะ

    • ได้รับปริญญาตรีหรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกัน ในสาขาวิชาใดสาขาวิชาหนึ่ง ทางบรรณารักษ์ศาสตร์ ทางบรรณารักษศาสตร์และสารนิเทศศาสตร์ ทางบรรณารักษ์ศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ ทางสารสนเทศศึกษา หรือทางสารนิเทศศาสตร์
    • ผู้สมัครสอบต้องเป็นผู้สอบผ่านและได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นผู้สอบผ่านการวัดภาคความรู้ความสามารถทั่วไปของกรุงเทพมหานคร หรือการวัดความรู้ความสามารถทั่วไป ของสํานักงาน ก.พ. ตามระดับวุฒิการศึกษาที่ใช้สมัครสอบหรือในระดับที่สูงกว่า และสําเร็จการศึกษาตามวุฒิ การศึกษาที่ได้รับการขึ้นทะเบียนฯ ภายในวันปิดรับสมัครสอบ คือ วันที่ 27 เมษายน 2569

    14. สถาปนิกปฏิบัติการ จำนวน 7 อัตรา

    อัตราเงินเดือน

    • ปริญญาตรีหลักสูตร 4 ปี เงินเดือน 18,150 – 19,970 บาท
    • ปริญญาตรีหลักสูตร 5 ปี เงินเดือน 19,120 – 21,404 บาท

    คุณสมบัติเฉพาะ

    • ได้รับปริญญาตรีหรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกัน ในสาขาวิชาสถาปัตยกรรม และได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุมตามที่กฎหมายกําหนด
    • ผู้สมัครสอบต้องเป็นผู้สอบผ่านและได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นผู้สอบผ่านการวัดภาคความรู้ความสามารถทั่วไปของกรุงเทพมหานคร หรือการวัดความรู้ความสามารถทั่วไป ของสํานักงาน ก.พ. ตามระดับวุฒิการศึกษาที่ใช้สมัครสอบหรือในระดับที่สูงกว่า และสําเร็จการศึกษาตามวุฒิ การศึกษาที่ได้รับการขึ้นทะเบียนฯ ภายในวันปิดรับสมัครสอบ คือ วันที่ 27 เมษายน 2569

    ผู้ที่สนใจ สามารถสมัครได้ที่เว็บไซต์ https://ksb.bangkok.go.th ได้ตั้งแต่วันที่ 9 – 27 เมษายน 2569 ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่เว้นวันหยุดราชการ สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ประกาศสํานักงานคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร เรื่อง รับสมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการกรุงเทพมหานครสามัญด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ครั้งที่ 1/2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25A1/272421&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1fWx3M9jse8ZScsYPiwjcn

  • DSI ร่วมแสดงความยินดี วันคล้ายวันสถาปนาสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ในโอกาสครบรอบ 87 ปี

    DSI ร่วมแสดงความยินดี วันคล้ายวันสถาปนาสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ในโอกาสครบรอบ 87 ปี

    Developed by Bureau of Technology and Information Inspection Center. Department of Special Investigation.

    Copyright © 2016 Department of Special Investigation

    128 Chaeng Watthana Road, Thung Song Hong Subdistrict, Lak Si District, Bangkok 10210

    Admin Contact : webadmin@dsi.go.th, Official Document Contact : saraban@dsi.go.th

    Tel. 02-831-9888 Fax. 02-975-9888

    Follow DSI : DSI Facebook Fanpage DSI PR Instagram DSI TikTok DSI Twitter DSI PR Youtube

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dsi.go.th/th/Detail/95a6213711eec5f0e06187426109debc&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1jCId5ysG0HtSVe-RdgrC3

  • ประวัติ คริส โปตระนันทน์ ประธานพรรคเศรษฐกิจ จากอดีตผู้ก่อตั้งอนาคตใหม่ สู่ขั้วตรงข้าม

    ประวัติ คริส โปตระนันทน์ ประธานพรรคเศรษฐกิจ จากอดีตผู้ก่อตั้งอนาคตใหม่ สู่ขั้วตรงข้าม

    ประวัติ คริส โปตระนันทน์ ประธานพรรคเศรษฐกิจ และเส้นทางการเมือง

    คริส โปตระนันทน์ เป็นที่รู้จักในฐานะทนายความและนักการเมืองชาวไทย ปัจจุบันดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ และประธานพรรคเศรษฐกิจ โดยก่อนหน้านี้เขาเคยเป็นอดีตหัวหน้าพรรคเส้นด้าย รวมถึงเป็นหนึ่งในผู้ร่วมจัดตั้งพรรคอนาคตใหม่ และเป็นผู้ก่อตั้งกลุ่มเส้นด้ายเพื่อช่วยเหลือประชาชนในช่วงวิกฤตการณ์โควิด-19

    ชีวิตการศึกษาและครอบครัว

    คริส เกิดเมื่อวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2531 มีภูมิลำเนาในเขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร เป็นบุตรชายของนายมีพาศน์ โปตระนันทน์ และนางวีณา วราโชติเศรษฐ์ เขาสำเร็จการศึกษาชั้นประถมศึกษาจากโรงเรียนอุดมวิทยา อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี และชั้นมัธยมศึกษาจากโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง

    ด้านระดับอุดมศึกษา เขาใช้เวลาเพียง 3 ปีครึ่งในการคว้าปริญญาตรี คณะนิติศาสตร์ สาขากฎหมายมหาชน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (เกียรตินิยม) สมัยเรียนได้รับเลือกเป็นประธานองค์กรนักศึกษากฎหมายแห่งเอเชีย (ALSA) และรองหัวหน้านิสิตคณะนิติศาสตร์ฯ หลังจากสอบผ่านเนติบัณฑิตไทย รุ่นที่ 63 เขาได้เดินทางไปศึกษาต่อจนสำเร็จการศึกษา Graduate Diploma of Economics (เกียรตินิยม) จากมหาวิทยาลัยนอตทิงแฮม สหราชอาณาจักร

    จากนั้น คริสได้รับทุนฟุลไบรท์ (Fulbright) เพื่อศึกษาต่อระดับปริญญาโท (LL.M.) ด้านกฎหมายป้องกันการผูกขาดและเศรษฐศาสตร์ (Antitrust Law and Economics) จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ สหรัฐอเมริกา

    บทบาทในแวดวงวิชาการและงานเขียน

    ในด้านวิชาการ คริสเคยเป็นผู้ช่วยวิจัยที่สถาบันพระปกเกล้า และนักวิชาการรับเชิญที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ รวมถึงเป็นอาจารย์พิเศษในหลายสถาบัน เช่น มหาวิทยาลัยรามคำแหง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    เขายังมีผลงานการเขียนบทความเชิงวิพากษ์สังคม กฎหมาย การเมือง และเศรษฐกิจ ในหนังสือพิมพ์หลายฉบับ โดยมีจุดยืนสนับสนุนการแข่งขันเสรี เศรษฐกิจแบบตลาดที่รัฐไม่เข้าไปแทรกแซง และเสนอให้มีการกระจายอำนาจเพื่อแก้ปัญหาการเมืองไทย รวมไปถึงการต่อต้านกฎหมายนิรโทษกรรมแบบเหมาเข่ง

    เส้นทางการเมืองจากพรรคอนาคตใหม่ สู่ขั้วการเมืองของตนเอง

    จุดเริ่มต้นบนเส้นทางการเมืองของคริส เริ่มจากการเป็นผู้ทำพาเหรดล้อการเมืองในสมัยเรียนจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งมีการวิพากษ์วิจารณ์การเมืองอย่างตรงไปตรงมา ต่อมาเขาได้เข้าสู่การเมืองระดับชาติในฐานะหนึ่งในผู้ร่วมจัดตั้ง พรรคอนาคตใหม่ โดยได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้ขับเคลื่อนนโยบายด้านเศรษฐกิจของพรรค

    ในการเลือกตั้งปี 2562 เขาลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. กรุงเทพมหานคร เขต 6 แม้จะไม่ชนะการเลือกตั้ง แต่สามารถคว้าคะแนนเสียงไปได้ถึง 23,980 คะแนน การลงพื้นที่ครั้งนั้นได้รับความสนใจจากแคมเปญ 888 : หาเสียงผ่าเมือง ที่ร่วมสำรวจและเสนอแนวทางแก้ปัญหาขนส่งมวลชนผ่านการนั่งรถเมล์สาย 8 นอกจากนี้เขายังมีบทบาทในการผลักดันร่างกฎหมายสุราก้าวหน้าเพื่อทลายกลุ่มทุนผูกขาดอุตสาหกรรมสุรา

    ในช่วงวิกฤตการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในปี 2564 คริสได้ก่อตั้งกลุ่ม เส้น-ด้าย (Zendai) ร่วมกับพี่ชาย เพื่อประสานงานรับส่งผู้ป่วยและช่วยเหลือประชาชนที่เข้าไม่ถึงระบบสาธารณสุขของรัฐ

    จากบริบททางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป เขาได้ยุติบทบาทกับพรรคก้าวไกล และผันตัวมาก่อตั้งพรรคเส้นด้าย ก่อนที่จะก้าวขึ้นสู่การเป็นประธาน พรรคเศรษฐกิจ และดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในการสร้างแนวทางและขั้วการทำงานการเมืองในแบบฉบับของตนเองอย่างเต็มตัว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news.sanook.com/9881818/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw087SEYumh5AVWdjVt1tSYi

  • เจาะโปรไฟล์ระดับโลก ดร.สันติธาร เสถียรไทย กลางข่าวสะพัด ถูกดึงนั่งผู้ช่วยคลัง

    เจาะโปรไฟล์ระดับโลก ดร.สันติธาร เสถียรไทย กลางข่าวสะพัด ถูกดึงนั่งผู้ช่วยคลัง

    วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.39 น.

    ในท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจที่รุมเร้าประเทศไทย ทั้งวิกฤตพลังงานที่ดันค่าครองชีพพุ่งสูง และโจทย์ใหญ่เรื่องการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมให้เท่าทันโลกดิจิทัล การปรากฎข่าวว่า  ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในการทาบทาม ดร.สันติธาร เสถียรไทย หรือ “ดร.ต้นสน” เข้ามาดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง จึงไม่ใช่เพียงการแต่งตั้งทางการเมืองทั่วไป แต่คือปรากฏการณ์  วางคนให้เหมาะกับงาน  ที่ถูกที่ถูกเวลาที่สุดครั้งหนึ่งของการเมืองไทย

    การตัดสินใจครั้งนี้ต้องให้เครดิตและความชื่นชมต่อวิสัยทัศน์ของ ดร.เอกนิติ ที่กล้าก้าวข้ามกรอบ “โควตาการเมือง” แบบเดิมๆ แล้วเลือกดึง “มืออาชีพ” ระดับสากลเข้ามาเสริมทัพ สะท้อนให้เห็นว่าในยามวิกฤตบ้านเมือง ผู้นำที่เก่งคือผู้นำที่รู้จักแสวงหาและรวบรวมคนเก่งมาทำงานเพื่อส่วนรวม โดยมองประโยชน์ของประเทศชาติเป็นที่ตั้งเหนือสิ่งอื่นใด

    สำหรับชื่อของ ดร.สันติธาร เสถียรไทย นั้น ถือเป็น “เพชรยอดมงกุฎ” ของนักเศรษฐศาสตร์รุ่นใหม่ที่มีรากฐานครอบครัวที่บ่มเพาะมาเพื่อการรับใช้สังคมโดยแท้ เขาเป็นบุตรชายของ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ และ ท่านผู้หญิง ดร.สุธาวัลย์ เสถียรไทย นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมชื่อดัง สายเลือดของนักคิดและนักปฏิบัติที่ไหลเวียนอยู่ในตัว ทำให้ ดร.สันติธาร มีมุมมองที่เฉียบคมทั้งในเชิงนโยบายสาธารณะและการบริหารจัดการระดับโลก

    ดร.สันติธาร เสถียรไทย หรือที่คนในวงการเรียกว่า “ดร.ต้นสน” คือส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างนักวิชาการระดับโลกและนักบริหารภาคเอกชนชั้นนำ

    จบการศึกษาทั้งปริญญาโท–เอก จาก มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด โดยจบปริญญาโท ด้านรัฐประศาสนศาสตร์ด้านการพัฒนาระหว่างประเทศ

    จบปริญญาเอก ด้านนโยบายเศรษฐกิจจาก ด้วยทุนการศึกษาของ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด พร้อมรางวัลวิทยานิพนธ์ยอดเยี่ยม และปริญญาตรี-โท ด้านเศรษฐศาสตร์จาก LSE (London School of Economics)

    ไม่เพียงแต่เส้นทางการศึกษาที่ยอดเยี่ยมเท่านั้น ประสบการณ์การทำงาน กับองค์กรภาคธุรกิจระดับนานาชาติ ก็ผ่านงานสำคัญมามากมาย

    เคยดำรงตำแหน่งสำคัญอย่าง Group Chief Economist ของ Sea Group( บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีเจ้าของ Shopee) ได้รับคัดเลือกจากAsia society ให้เป็นหนึ่งใน 21 ผู้นำรุ่นใหม่แห่งเอเชีย  รวมถึงเป็นคนไทยคนเดียวที่ได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกกลุ่มนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำของ World Economic Forum ประสบการณ์เหล่านี้เปรียบเสมือนอาวุธหนักที่เขาจะนำมาช่วย ดร.เอกนิติ ในการแก้โจทย์เศรษฐกิจยุคใหม่ได้อย่างดี

    และยังเคยทํางานภาคการเงินระหว่าางประเทศที่ธนาคารเครดิตสวิส (Credit Suisse) ประจําสิงคโปร์ ตําแหน่งสุดท้ายก่อนออกจากอุตสาหกรรมการเงิน คือ Head of Emerging Asia Economics Research นักเศรษฐศาสตร์ผู้เดียวในเอเชีย ที่ชนะรางวัลพยากรณ์เศรษฐกิจยอดเยี่ยมระดับโลกของ Consensus Economics ติดกันสามปีซ้อน

    หากใครได้ติดตามงานเขียนของเขา โดยเฉพาะเล่มที่ทรงอิทธิพลอย่าง “The Great Remake: เมื่อโลกไล่ล่าเรา” หรือ “Twists and Turns” จะเห็นได้ชัดว่า ดร.สันติธาร ไม่ได้มองเศรษฐกิจเป็นเพียงตัวเลข แต่เขามองเห็น “โอกาส” ในวิกฤตเสมอ เขาเคยย้ำเตือนผ่านปลายปากกาว่าไทยต้องเร่งสร้าง “ภูมิคุ้มกันดิจิทัล” และปรับตัวให้ทันการเปลี่ยนแปลงของโลก การก้าวจากหน้ากระดาษสู่การลงมือทำจริงในกระทรวงการคลังครั้งนี้ จึงเป็นการนำทฤษฎีมาสร้างผลลัพธ์เพื่อ “Remake” เศรษฐกิจไทยให้กลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง

    การเชื่อมโยงระหว่าง ดร.เอกนิติ และ ดร.สันติธาร ยังมีความน่าสนใจในฐานะ “ศิษย์เก่าสายตรงจากคลัง” (สศค.) ทั้งคู่เป็นนักเศรษฐศาสตร์สายเทคโนแครตที่พูดภาษาเดียวกัน เน้นการตัดสินใจบนฐานข้อมูล ความเข้าขาและเคมีที่ลงตัวนี้จะช่วยลดรอยต่อระหว่างนโยบายการเงินและการคลัง โดยเฉพาะการทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมความเข้าใจกับธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่ง ดร.สันติธาร เพิ่งลาออกมาจากตำแหน่งกรรมการ กนง. เพื่อภารกิจนี้โดยเฉพาะ

    บทสรุปของความร่วมมือครั้งนี้ คือสัญญาณบวก และแสงแห่งความหวัง การรวมตัวของความเก๋าในระบบราชการของ ดร.เอกนิติ และวิสัยทัศน์โลกใหม่ของ ดร.สันติธาร คือแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ประเทศไทย ท่ามกลางวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจโลกที่ผันผวนปรวนแปร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/956578&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2cWnWWS4MRfiSqm-E7ZtMe

  • ‘เอกนิติ’ รื้อสูตรน้ำมัน กดราคาหน้าปั๊ม ชงครม.นัดแรก 6 เม.ย.นี้

    ‘เอกนิติ’ รื้อสูตรน้ำมัน กดราคาหน้าปั๊ม ชงครม.นัดแรก 6 เม.ย.นี้

    ‘เอกนิติ’ รื้อสูตรน้ำมัน กดราคาหน้าปั๊ม ชงครม.นัดแรก 6 เม.ย.นี้

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) กล่าวภายหลังการประชุม ว่า ได้มอบหมายให้กระทรวงพลังงาน ไปศึกษาปรับปรุงโครงสร้างการคำนวณราคาราคาขายส่งน้ำมันหน้าโรงกลั่น ทั้งค่าการกลั่น และค่าการตลาด

    เพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง โดยมีเป้าหมายหลักในการลดภาระค่าครองชีพของประชาชน และเตรียมนำเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรกในวันที่ 6 เมษายนนี้

    ทั้งนี้ จากการประชุม พบว่า สูตรการคำนวณราคาน้ำมันในปัจจุบันอาจสูงเกินความเป็นจริง โดยเฉพาะในส่วนของค่าขนส่ง (Freight) และค่าประกันภัย (Insurance) ที่ถูกนำมาคำนวณรวมในราคาขายส่ง ทั้งที่ในทางปฏิบัติปัจจุบันต้นทุนส่วนนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจริงในบางกรณี จึงมีมติให้กระทรวงพลังงานปรับปรุงตัวเลขโดยตัดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ออก ซึ่งจะส่งผลให้ค่าการกลั่นลดลงทันที

    นอกจากนี้ ที่ประชุมยังสั่งการให้ศึกษารายละเอียดของ War Premium หรือส่วนต่างราคาน้ำมันในช่วงสงคราม แม้ตลาดโลกจะมีการอ้างถึงค่าความเสี่ยงนี้ แต่พบว่าโรงกลั่นไทยได้ปรับตัวไปจัดหาน้ำมันจากแหล่งอื่นนอกเหนือจากตะวันออกกลางแล้ว

    คตร. จึงมอบหมายให้กระทรวงพลังงานตรวจสอบต้นทุนที่แท้จริงว่าควรจะเป็นเท่าใด ซึ่งจะได้นำมาคำนวณในค่าการกลั่น และรวมถึงการคำนวณค่าการตลาดที่เหมาะสมด้วย เพื่อไม่ให้เป็นการผลักภาระที่เกินจริงไปสู่ผู้บริโภค

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

    ขณะเดียวกัน ในช่วงวิกฤตที่ต้นทุนสูงขึ้น คตร. ก็ได้มีการหารือถึงการพิจารณาการนำระบบ Ceiling and Floor (การกำหนดเพดานราคาสูงสุดและต่ำสุด) มาใช้กำกับดูแลค่าการกลั่น เพื่อป้องกันกำไรที่เกินควร (Windfall Profit) และสร้างระบบที่เป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งกลไกที่กระทรวงพลังงานศึกษา  อย่างไรก็ตาม จะต้องได้ข้อมูลเบื้องต้น เพื่อมากำหนดเพดานต่อไป

    “คตร. ตั้งเป้าหมายจะดำเนินการศึกษาและสรุปตัวเลขโครงสร้างราคาทั้งหมดให้เสร็จ และเสนอที่ประชุมครม.นัดแรกในวันที่ 6 เมษายนนี้ แม้ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีจะมีกรอบเวลา 15 วัน แต่คณะกรรมการเห็นถึงความเดือดร้อนของประชาชนจึงต้องการเร่งรัดให้เร็วที่สุด ซึ่งเราต้องการให้ราคาหน้าปั๊มที่เก็บกับประชาชนสะท้อนความเป็นจริงและเป็นธรรมที่สุด หากมีส่วนกำไรที่เกินสมควรในช่วงสงคราม ควรจะส่งผ่านกำไรนั้นกลับไปสู่ประชาชน”

    ทั้งนี้ คตร. จะมีการประชุมต่อเนื่องอีกครั้งในวันพรุ่งนี้ เพื่อสรุปตัวเลขขั้นสุดท้ายก่อนดำเนินการในขั้นตอนต่อไป และเพื่อการเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน ส่งถึงประชาชน ได้มอบหมายให้ นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นผู้ให้แถลงรายละเอียดการทำงานของคณะกรรมการชุดนี้เพียงผู้เดียว

    ด้านนายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ในส่วนของค่าการตลาด (Marketing Margin) นั้น ตัวเลขเฉลี่ยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-2 เมษายน 2569 อยู่ที่ประมาณ 1.95 บาทต่อลิตร ซึ่งยังต่ำกว่าเกณฑ์ความเหมาะสมที่เคยศึกษาไว้ที่ 2.45 บาทต่อลิตร

    สำหรับค่าการกลั่น (Refinery Margin) ที่มีกระแสข่าวว่าสูงถึง 13-14 บาทนั้น เป็นเพียงส่วนต่าง (Spread) ระหว่างราคาน้ำมันดิบกับน้ำมันสำเร็จรูป ซึ่งยังไม่ได้หักต้นทุนอื่นๆ โดยค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีในช่วงสถานการณ์ปกติจะอยู่ที่ประมาณ 2.40 – 2.45 บาทต่อลิตร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/655623&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1BoOi1iscaBq8F_QNto3ab

  • ททท. ประเมินท่องเที่ยวไทยไตรมาส 1/2569 ฟื้นตัวท่ามกลางความท้าทาย เร่งยกระดับสู่การท่องเที่ยวคุณภาพ

    ททท. ประเมินท่องเที่ยวไทยไตรมาส 1/2569 ฟื้นตัวท่ามกลางความท้าทาย เร่งยกระดับสู่การท่องเที่ยวคุณภาพ

    วันนี้, 11:25น.

              นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เผยว่า ในช่วงไตรมาส 1/2569 (1 มกราคม – 31 มีนาคม 2569) ประเทศไทย มีนักท่องเที่ยวต่างชาติรวม 9.31 ล้านคน โดยตลาดหลักยังคงเป็นนักท่องเที่ยวชาวจีน จำนวน 1.49 ล้านคน รองลงมา ได้แก่ มาเลเซีย 960,000 คน รัสเซีย 726,000 คน อินเดีย 626,000 คน และเกาหลีใต้ 412,000 คน ขณะเดียวกัน ตลาดระยะไกล อาทิ สหราชอาณาจักร เยอรมนี สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ยังคงเป็นกลุ่มสำคัญในการสร้างรายได้เฉลี่ยต่อคนต่อทริปในระดับสูง

              แม้ภาคการท่องเที่ยวจะยังคงเผชิญปัจจัยท้าทายจากภายนอก อาทิ ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว และต้นทุนการเดินทางที่มีความผันผวน อย่างไรก็ดี โครงสร้างตลาดนักท่องเที่ยวที่มีความหลากหลายมากขึ้น ได้ช่วยเสริมสร้างเสถียรภาพให้กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป

              ในปี 2569 มีการปรับคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ภายใต้สมมติฐานว่าสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางจะคลี่คลายภายใน 1–3 เดือน โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 30–34 ล้านคน ลดลงร้อยละ 18 จากเป้าหมายเดิม โดยมีปัจจัยหลักจากการชะลอตัวของตลาดตะวันออกกลาง ยุโรป และอเมริกา รวมถึงข้อจำกัดด้านเส้นทางบิน และความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก ขณะที่การเดินทางท่องเที่ยวของชาวไทย คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 206 ล้านคน-ครั้ง ลดลงร้อยละ 3 จากเป้าหมาย โดยภาพรวมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยคาดว่าจะสร้างรายได้รวมประมาณ 2.58 ล้านล้านบาท

    #การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/160476&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2S_9rAy-VRRvlf6sXJLFTt

  • ททท.ดันท่องเที่ยวเชิงกีฬา ‘วิ่ง กิน เที่ยว ช้อป’ ครบทุกมิติทั่วไทย

    ททท.ดันท่องเที่ยวเชิงกีฬา ‘วิ่ง กิน เที่ยว ช้อป’ ครบทุกมิติทั่วไทย

    ททท.เปิดตัว Amazing Thailand GI Tour & Trail Running 2026 ดันท่องเที่ยวเชิงกีฬา “วิ่ง กิน เที่ยว ช้อป” ครบทุกมิติทั่วไทย ผสานการวิ่ง ท่องเที่ยววิถีชุมชน วัฒนธรรม อาหาร

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) เปิดตัวโครงการ “Amazing Thailand GI Tour & Trail Running 2026” สร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ ที่ผสานทั้งการวิ่ง การท่องเที่ยว วิถีชุมชน และวัฒนธรรมอาหารเข้าไว้ด้วยกัน 

    โดยมีนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ร่วมเปิดโครงการ ณ อาคาร ททท. สำนักงานใหญ่ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา ควบคู่กับการยกระดับสินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่น (GI) ของไทย เพื่อกระตุ้นการเดินทาง และกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานรากในทุกภูมิภาคของประเทศ 

    ผู้ว่าการ ททท.กล่าวว่า กระแสความนิยมด้านสุขภาพ และการออกกำลังกายเติบโตอย่างต่อเนื่องทั่วโลก ส่งผลให้การท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Sports Tourism) ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น และเป็นหนึ่งในกลุ่มตลาดที่มีศักยภาพสูง นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ไม่เพียงมองหาการเดินทางเพื่อพักผ่อน ยังผสานกิจกรรมกีฬาการท่องเที่ยว และการเรียนรู้วัฒนธรรมในแต่ละพื้นที่เข้าด้วยกัน 

    ททท. จึงได้ริเริ่มโครงการ “Amazing Thailand GI Tour & Trail Running 2026” เพื่อเชื่อมโยงการวิ่งเข้ากับการท่องเที่ยว พร้อมนำเสนอสินค้าทางภูมิศาสตร์ หรือ สินค้า GI ที่สะท้อนถึงภูมิปัญญาและอัตลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่นได้อย่างเด่นชัด

    เพื่อสร้างประสบการณ์การเดินทางรูปแบบใหม่ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัส ทั้งการออกกำลังกาย การลิ้มรสอาหารท้องถิ่น และการเรียนรู้วิถีชีวิตชุมชนครอบคลุมพื้นที่ 5 ภูมิภาค เชียงใหม่ ระยอง ขอนแก่น นครศรีธรรมราช และ เพชรบุรี 

    ททท.คาดการณ์ว่า โครงการจะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ ให้เดินทางเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 100,000 คน เกิดการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจในมิติต่างๆ ทั้งด้านที่พัก ร้านอาหาร การเดินทาง และการอุดหนุนสินค้าชุมชนโดยเฉพาะสินค้า GI สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและพื้นที่มูลค่ารวมกว่า 250 ล้านบาท

    เกิดการกระจายรายได้สู่ชุมชนท่องเที่ยวและผู้ประกอบการในท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม ยกระดับภาพลักษณ์ประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเชิงกีฬาและสุขภาพในระดับนานาชาติอย่างยั่งยืน

    ททท.ดันท่องเที่ยวเชิงกีฬา 'วิ่ง กิน เที่ยว ช้อป' ครบทุกมิติทั่วไทย

    ด้านรองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า โครงการ “Amazing Thailand GI Tour & Trail Running 2026” ถือเป็นแนวทางสำคัญในการยกระดับศักยภาพผลไม้ท้องถิ่นของไทย เป็นการนำเสน่ห์ไทย มาทำให้เกิดการเพิ่มมูลค่า ผ่านการนำจุดเด่นของผลผลิตแต่ละพื้นที่ มาเชื่อมโยงกับกิจกรรมการท่องเที่ยวและกีฬา

    ช่วยสร้างการรับรู้ให้กับผลไม้ไทยในวงกว้าง เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวและผู้บริโภคได้สัมผัสเรื่องราว วิถีชุมชน และเสน่ห์ของท้องถิ่นนำไปสู่การกระจายรายได้สู่เกษตรกร ชุมชน และผู้ประกอบการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน

    สำหรับกิจกรรมภายใต้โครงการ “Amazing Thailand GI Tour & Trail Running 2026” ประกอบด้วย กิจกรรมหลัก 2 รูปแบบ ได้แก่

    กิจกรรมที่ 1 : กิจกรรมวิ่งในพื้นที่จริง

    (On-ground) : Amazing Thailand GI Tour & Trail Running จำนวน 5 สนามทั่วประเทศ ได้แก่ 

    วันที่ 2-3 พ.ค. 69  อ่างเก็บน้ำห้วยลาน จ. เชียงใหม่ 
    วันที่ 23-24 พ.ค.69 ขานางหย่อง จ.ระยอง 
    วันที่ 30-31 พ.ค.69 เขื่อนอุบลรัตน์ จ. ขอนแก่น 
    วันที่ 6-7 มิ.ย.69 บ้านวังหอน นครศรีธรรมราช 
    วันที่ 20-21 มิ.ย.69 บ้านทุ่งขาม จ. เพชรบุรี 

    สมัครเข้าร่วมกิจกรรมในแต่ละพื้นที่ได้ ตั้งแต่วันที่ 2 เมษายนเป็นต้นไป ที่เว็บไซต์ https://race.thai.run/gitourandtrail   

    ททท.ดันท่องเที่ยวเชิงกีฬา 'วิ่ง กิน เที่ยว ช้อป' ครบทุกมิติทั่วไทย  
    ไฮไลต์สำคัญของการจัดงาน Amazing Thailand GI Tour & Trail Running  ทั้ง 5 พื้นที่ คือ การนำสินค้า GI ของท้องถิ่นในแต่ละจังหวัดที่จัดงานมาเป็นตัวชูโรงในกิจกรรม เพื่อให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้สัมผัสเส้นทางธรรมชาติ เรียนรู้วิถีชุมชน และเลือกซื้อสินค้า GI จากแหล่งผลิตโดยตรง ซึ่งช่วยสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่แตกต่าง พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการและชุมชนในพื้นที่ไปพร้อมกัน ได้แก่

    ภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ “แอ่วเทรลเมืองล้านนา จิบกาแฟ แลมนต์ขุนเขา” นำเสนอสินค้า GI กาแฟเทพเสด็จ มีจุดเด่นคือเป็นกาแฟอาราบิกาที่มีกลิ่นของดอกไม้ป่า โดยบนเส้นทางวิ่งจะมีฐาน GI Coffee Experience สาธิตการคั่วและการชงกาแฟเทพเสด็จสำหรับนักท่องเที่ยว 

    ภาคตะวันออก จังหวัดระยอง “ผืนป่าบูรพา เทรลนักรบ สับปะรดศรีราชา” นำเสนอสินค้า GI มังคุดระยอง มีจุดเด่นคือรสชาติหวานอมเปรี้ยว เปลือกบาง ผลกลม เนื้อขาว โดยบนเส้นทางวิ่งมีฐาน GI ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

    ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดขอนแก่น “แล่นตะลุยแดนอีสาน ชิมมะม่วงหวาน แลลายศิลป์” นำเสนอสินค้า GI ข้าวหมากใบตอง จุดเด่นคือความหอมเป็นเอกลักษณ์ และรสชาติที่ไม่เลี่ยน โดยบนเส้นทางวิ่งมีฐาน Silk & Khao Mak Cultural Experience ททำข้าวหมากใบตองและพวงกุญแจผ้าไหม

    ภาคใต้ จังหวัดนครศรีธรรมราช “เทรลแจ่มใจ วิ่งวิถีชุมชน ชิมแตงโม ชมกระจูดควนเคร็ง” นำเสนอสินค้า GI สครับเปลือกผลไม้ จุดเด่นคือเป็นการนำผลไม้เฉพาะถิ่นที่มีสรรพคุณบำรุงผิวนำมาทำสครับ โดยบนเส้นทางมีฐาน Natural GI Fruit Scrubb Experience สาธิตการทำสครับจากเปลือกผลไม้ และ Workshop ทำสครับพกพา

    ภาคกลาง จังหวัดเพชรบุรี “วิ่งเทรลชิมหวาน เสน่ห์หอมหวนแห่งเมืองเพชร” นำเสนอสินค้า GI กล้วยหอมทองเพชรบุรี จุดเด่นคือผลยาว เปลือกบางสีเหลืองนวล เนื้อสีครีมเนียนละเอียด ละมุน นุ่มฟู หวานหอม ไส้ไม่ฉ่ำน้ำ โดยบนเส้นทางมีฐาน Clay & Sweet Heritage Experience Workshop ทำเครื่องปั้นดินเผา และสาธิตการปั้นกล้วยกวน

    กิจกรรมที่ 2 : กิจกรรม Virtual Run ทั่วประเทศ

    เปิดโอกาสให้นักวิ่งจากทั่วประเทศเข้าร่วมกิจกรรม วิ่งสะสมระยะทางรวม 77 กิโลเมตร เพื่อสร้างการมีส่วนร่วม และขยายการรับรู้โครงการเป็นวงกว้างในทุกภูมิภาค

    เปิดรับสมัคร ตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน-15 พฤษภาคม 2569 และร่วมกิจกรรมวิ่งสะสมระยะทางให้ครบ 77 กิโลเมตร ได้ตั้งแต่วันที่สมัคร และสะสมการวิ่งได้ที่เว็บไซต์ สมัครได้ที่เว็บไซต์ https://race.thai.run/gitourandtrail  

    นอกจากนี้ ททท.ยังกิจกรรมพิเศษ Amazing Thailand GI Tour & Trail Running 2026 ควบคู่กับกิจกรรมวิ่ง ในวันที่ 23 พ.ค.2569 ณ สนามกีฬากลางจังหวัดระยอง โดยมีกิจกรรม การแสดงทางวัฒนธรรม การแสดงของศิลปินต่างๆ ฟรีคอนเสิร์ต ภายในงานยังมีสินค้า GI และสินค้าชุมชน จากแหล่งผลิตโดยตรง จำหน่าย

    ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.thailandfestival.org และ Facebook Fanpage : Thailand Festival รวมถึงสามารถสมัครเข้าร่วมกิจกรรมได้ที่เว็บไซต์ https://race.thai.run/gitourandtrail หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Official Line : @amazinggirun

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/travel/1228137&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2wHyqIsYvJIuLnZY9PgbMe

  • ปรับกลยุทธ์การท่องเที่ยว เน้นคุณค่า สู่การท่องเที่ยวคุณภาพ

    ปรับกลยุทธ์การท่องเที่ยว เน้นคุณค่า สู่การท่องเที่ยวคุณภาพ

    ในภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว แต่ภาพรวมนักท่องเที่ยวในประเทศไทยยังดี แม้อัตราการขยายตัวต่ำ นักท่องเที่ยวหันมาเน้นคุณค่า คุณภาพของประสบการณ์ มากกว่าปริมาณ

    การแข่งขันด้านการท่องเที่ยวทั่วโลกเริ่มทวีความรุนแรงขึ้น ขณะที่สถานการณ์โลกมีความผันผวนในหลาย ๆ ด้าน

    ภาพรวมการท่องเที่ยวไทย

    “ในช่วงปี 2568 อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยยังคงมีบทบาทสำคัญ ในฐานะกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ แม้ต้องเผชิญแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว

    ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ ตลอดจนการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวที่ทวีความรุนแรง โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย

    ทั้งนี้ ภาพรวมจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยมีตลาดอาเซียน ยุโรป และตะวันออกกลางเข้ามามีบทบาทสำคัญในการทดแทนตลาดจีนที่ยังไม่กลับสู่ระดับเดิม”

    ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยภาพรวมการท่องเที่ยวของประเทศไทย ในวันที่ 3 เมษายน 2569 

    ปรับกลยุทธ์การท่องเที่ยว เน้นคุณค่า สู่การท่องเที่ยวคุณภาพ

    “ในมิติทางเศรษฐศาสตร์ พบว่าแนวโน้มรายได้จากการท่องเที่ยวขยายตัวในอัตราที่ต่ำกว่าการเพิ่มขึ้นของจำนวนนักท่องเที่ยว

    สะท้อนถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายที่มีความระมัดระวังมากขึ้น และตอกย้ำความสำคัญของการยกระดับ ค่าใช้จ่ายต่อทริป (Spending per Trip) ควบคู่ไปกับการสร้างคุณภาพของประสบการณ์ มากกว่าการมุ่งเน้นปริมาณเพียงอย่างเดียว”

    ข้อมูลล่าสุด

    “ในช่วงไตรมาส 1/2569 (1 มกราคม – 31 มีนาคม 2569) ประเทศไทย มีนักท่องเที่ยวต่างชาติรวม 9.31 ล้านคน

    โดยตลาดหลักยังคงเป็นนักท่องเที่ยวชาวจีน จำนวน 1.49 ล้านคน รองลงมา ได้แก่ มาเลเซีย 9.6 แสนคน รัสเซีย 7.26 แสนคน อินเดีย 6.26 แสนคน และเกาหลีใต้ 4.12 แสนคน

    ปรับกลยุทธ์การท่องเที่ยว เน้นคุณค่า สู่การท่องเที่ยวคุณภาพ

    ขณะเดียวกัน ตลาดระยะไกล อาทิ สหราชอาณาจักร เยอรมนี สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ยังคงเป็นกลุ่มสำคัญในการสร้างรายได้เฉลี่ยต่อคนต่อทริปในระดับสูง 

    แม้ภาคการท่องเที่ยวจะยังคงเผชิญปัจจัยท้าทายจากภายนอก อาทิ ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว และต้นทุนการเดินทางที่มีความผันผวน

    ทำให้โครงสร้างตลาดนักท่องเที่ยวมีความหลากหลายมากขึ้น ช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป

    ปรับกลยุทธ์การท่องเที่ยว เน้นคุณค่า สู่การท่องเที่ยวคุณภาพ

    ในปี 2569 มีการปรับคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ภายใต้สมมติฐานว่าสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางจะคลี่คลายภายใน 1–3 เดือน

    โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 30–34 ล้านคน ลดลงร้อยละ 18 จากเป้าหมายเดิม โดยมีปัจจัยหลักจากการชะลอตัวของตลาดตะวันออกกลาง ยุโรป และอเมริกา

    รวมถึงข้อจำกัดด้านเส้นทางบิน และความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก

    ปรับกลยุทธ์การท่องเที่ยว เน้นคุณค่า สู่การท่องเที่ยวคุณภาพ

    ขณะที่การเดินทางท่องเที่ยวของชาวไทย คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 206 ล้านคน-ครั้ง ลดลงร้อยละ 3 จากเป้าหมาย

    โดยภาพรวมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยคาดว่าจะสร้างรายได้รวมประมาณ 2.58 ล้านล้านบาท

    สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงความจำเป็นในการปรับกลยุทธ์การตลาดจากการมุ่งเน้นเชิงปริมาณ สู่การสร้างคุณค่า (Value over Volume)

    ปรับกลยุทธ์การท่องเที่ยว เน้นคุณค่า สู่การท่องเที่ยวคุณภาพ

    โดยให้ความสำคัญกับการเพิ่มมูลค่าต่อการเดินทาง การพัฒนาสินค้าและประสบการณ์ท่องเที่ยวคุณภาพสูง การสื่อสารภาพลักษณ์ด้านความคุ้มค่า ความปลอดภัย

    ตลอดจนการใช้เทคโนโลยีและแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ

    เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทย ภายใต้บริบทเศรษฐกิจโลกที่ยังคงมีความเปราะบางอย่างต่อเนื่อง”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/travel/1228118&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0cB2VX8RA8XTyjmVD82Hwy

  • ไขข้อสงสัยค่าเหยียบแผ่นดินคืออะไร ทำไมไทยจ่อเรียกเก็บ300บ.

    ไขข้อสงสัยค่าเหยียบแผ่นดินคืออะไร ทำไมไทยจ่อเรียกเก็บ300บ.

    ไขข้อสงสัย “ค่าเหยียบแผ่นดิน” คืออะไร? ทำไมไทยและทั่วโลกถึงต้องเรียกเก็บ

    อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ถือเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย แต่ภายใต้ตัวเลขนักท่องเที่ยวหลักสิบล้านคนที่เดินทางเข้ามาในแต่ละปี ย่อมตามมาด้วยต้นทุนแฝงที่ภาครัฐต้องแบกรับ

    ในแวดวงธุรกิจการท่องเที่ยวทั่วโลกจึงเกิดแนวคิดที่เรียกว่า “ค่าเหยียบแผ่นดิน” หรือ “ภาษีนักท่องเที่ยว” (Tourist Tax) ซึ่งก็คือ ค่าธรรมเนียมที่รัฐบาลหรือเมืองท่องเที่ยวต่างๆ เรียกเก็บจากชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศ เพื่อนำเม็ดเงินเหล่านี้ไปใช้ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และเป็นกองทุนสำหรับดูแลความปลอดภัยและสุขภาพของนักท่องเที่ยวเอง
     

    ไขข้อสงสัยค่าเหยียบแผ่นดินคืออะไร ทำไมไทยจ่อเรียกเก็บ300บ.

    ย้อนรอยเหตุผล ทำไม “ประเทศไทย” จึงต้องมีค่าเหยียบแผ่นดิน?

    ที่มาของแนวคิดนี้ในประเทศไทย ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่ถูกหยิบยกมาหารือกันตั้งแต่ปี 2558 หลังเกิดเหตุระเบิดที่ศาลพระพรหมเอราวัณ และตามมาด้วยเหตุการณ์เรือล่มที่ จ.ภูเก็ต ในปี 2561 ซึ่งในเวลานั้นกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ยังได้รับงบประมาณจากส่วนกลางมาช่วยเยียวยานักท่องเที่ยวต่างชาติที่ได้รับผลกระทบ

    อย่างไรก็ตาม จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2562 เมื่อสำนักงบประมาณแจ้งว่าจะ “ไม่มีการจัดสรรงบประมาณส่วนกลาง” สำหรับเยียวยานักท่องเที่ยวต่างชาติให้กับทางกระทรวงฯ อีกต่อไป

    นอกจากนี้ ข้อมูลยังระบุด้วยว่า ตั้งแต่ปี 2559 กระทรวงสาธารณสุขต้องใช้งบประมาณจากภาษีประชาชนกว่า 300 ล้านบาทต่อปี เพื่อไปชำระค่ารักษาพยาบาลให้กับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่ไม่มีกำลังจ่าย

    ด้วยเหตุนี้ การพึ่งพาภาษีของคนไทยเพื่อมาอุดหนุนค่าใช้จ่ายส่วนนี้จึงไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน กระทรวงฯ จึงมีความจำเป็นต้องจัดเก็บเงินจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ เพื่อนำมาตั้งเป็น “กองทุน” สำหรับซื้อประกันและเยียวยานักท่องเที่ยวโดยเฉพาะ โดยไม่ต้องรบกวนเงินภาษีของประชาชนคนไทยอีกต่อไป ไขข้อสงสัยค่าเหยียบแผ่นดินคืออะไร ทำไมไทยจ่อเรียกเก็บ300บ.

    เตรียมนำเรื่องเข้า ครม. เคาะเก็บ 300 บาท

    จากความจำเป็นดังกล่าว ประเทศไทยจึงกำลังเตรียมนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อเดินหน้าจัดเก็บ “ค่าเหยียบแผ่นดิน” ในอัตรา 300 บาทต่อคน ซึ่งเงินจำนวนนี้จะถูกนำกลับไปใช้ในการพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้มีมาตรฐาน ปลอดภัย และยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

    ส่องอัตรา “ค่าเหยียบแผ่นดิน” ทั่วโลก แต่ละประเทศเก็บกันเท่าไหร่? (เทียบเป็นเงินบาท)

    (หมายเหตุ: ตัวเลขสกุลเงินบาทเป็นการประมาณการเบื้องต้น เพื่อให้เห็นภาพรวมของค่าใช้จ่ายได้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยอิงจากอัตราแลกเปลี่ยนโดยเฉลี่ย)

    อังกฤษ (UK): หลายเมืองเริ่มใช้ระบบ City Tax เช่น เมืองแมนเชสเตอร์ (Manchester) เก็บค่าธรรมเนียม 1 ปอนด์ต่อห้องต่อคืน (ประมาณ 46 บาท) และเอดินบะระ (Edinburgh) ที่เตรียมเก็บภาษีที่พัก 5% ในช่วงกลางปี 2569 เป็นต้นไป

    สหรัฐอเมริกา (USA): จัดเก็บในรูปแบบ “ภาษีที่พัก” ซึ่งอัตราแตกต่างกันไปตามเมือง เช่น นิวยอร์ก เก็บสูงสุด 14.75% + 3.50 ดอลลาร์สหรัฐต่อคืน (ส่วนบวกเพิ่มประมาณ 126 บาท), ลอสแอนเจลิส (12%), ซานฟรานซิสโก (14%) และฮาวาย (10.25% – 13.25%)

    สเปน (Spain): มีการเก็บภาษีเพื่อความยั่งยืนด้านการท่องเที่ยว โดยเฉพาะในเมืองยอดฮิต เช่น แคว้นกาตาลุญญา (บาร์เซโลนา) เก็บสูงสุดที่ประมาณ 5.50 – 15 ยูโร (ประมาณ 215 – 585 บาท) และหมู่เกาะแบลีแอริก เก็บตั้งแต่ 1 – 4 ยูโรต่อคืน (ประมาณ 39 – 156 บาท)

    อิตาลี (Italy): จัดเก็บภาษีที่พักที่แตกต่างกันตามแต่ละเทศบาลและระดับดาวของโรงแรม เช่น กรุงโรม เก็บ 3-7 ยูโรต่อคืน (ประมาณ 117 – 273 บาท), มิลาน 2-5 ยูโรต่อคืน (ประมาณ 78 – 195 บาท) และฟลอเรนซ์ 1-5 ยูโรต่อคืน (ประมาณ 39 – 195 บาท)

    ญี่ปุ่น (Japan): เตรียมปรับขึ้นภาษีซาโยนาระ (Sayonara Tax) หรือภาษีขาออก ผ่านตั๋วเครื่องบิน จากเดิม 1,000 เยน (ประมาณ 240 บาท) เป็น 3,000 เยนต่อคน (ประมาณ 720 บาท) โดยจะมีผล ก.ค. 2569

    ภูฏาน (Bhutan): จัดเก็บค่าธรรมเนียมการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDF) ปัจจุบันลดเรตลงมาอยู่ที่ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อคืน (ประมาณ 3,600 บาท) ไปจนถึงวันที่ 31 ส.ค. 2570

    มาเลเซีย (Malaysia): จัดเก็บภาษีการท่องเที่ยว (Tourism Tax – TTx) คงที่ในอัตรา 10 ริงกิตต่อห้องต่อคืน (ประมาณ 76 บาท) สำหรับชาวต่างชาติที่เข้าพัก

    อินโดนีเซีย (Bali): เกาะบาหลี จัดเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยว 150,000 รูเปียห์ต่อคน (ประมาณ 345 บาท)

    นิวซีแลนด์ (New Zealand): เพิ่งปรับขึ้นค่าธรรมเนียมการอนุรักษ์และการท่องเที่ยว (IVL) จาก 35 ดอลลาร์นิวซีแลนด์ (ประมาณ 770 บาท) เป็น 100 ดอลลาร์นิวซีแลนด์ต่อคน (ประมาณ 2,200 บาท)

    ฝรั่งเศส (France): กรุงปารีส จัดเก็บภาษีที่พัก เริ่มตั้งแต่ 0.2 ยูโรต่อคืน (ประมาณ 8 บาท) สำหรับแคมป์ปิ้ง ไปจนถึงมากกว่า 15 ยูโรต่อคืน (ประมาณ 585 บาท) สำหรับโรงแรมหรู

    เยอรมนี (Germany) : จัดเก็บภาษีวัฒนธรรมและภาษีเตียงแตกต่างกันไปในแต่ละเมือง เช่น เบอร์ลิน เก็บที่ 7.5% ของราคาที่พัก

    จะเห็นได้ว่า การจัดเก็บค่าเหยียบแผ่นดินไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็น “มาตรฐานสากล” ที่ประเทศท่องเที่ยวชั้นนำทั่วโลกนำมาใช้ เพื่อรักษาสมดุลระหว่างรายได้จากการท่องเที่ยวและการดูแลรักษาประเทศในระยะยาวนั่นเอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/740371&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0nIQ1rLNtdZUD-RrTp6K94