Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ท่องเที่ยวเขาหลัก กระทบหนักวิกฤตราคาน้ำมัน

    ท่องเที่ยวเขาหลัก กระทบหนักวิกฤตราคาน้ำมัน

    ท่องเที่ยวเขาหลัก กระทบหนักวิกฤตราคาน้ำมัน ยอดจองปลายฤดูการท่องเที่ยวไม่กระเตื้อง แถมลดลงอย่างเห็นได้ชัด วอนรัฐเร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    นายชยพล หิรัณย์กนกกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดพังงา เปิดเผยว่า สถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากในช่วงนี้ ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนของผู้ประกอบการในภาคการท่องเที่ยวรวมถึงค่าขนส่งและราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย นอกจากนี้ยังส่งผลต่อพฤติกรรมของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวไทยที่ต้องแบกรับภาระค่าครองชีพเพิ่มขึ้น ทำให้มีการใช้จ่ายอย่างระมัดระวังมากขึ้น หรือชะลอการเดินทางท่องเที่ยวออกไป

    ขณะเดียวกัน ภาคการท่องเที่ยวยังได้รับผลกระทบจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลง เนื่องจากข้อจำกัดด้านเที่ยวบินจากตะวันออกกลาง ส่งผลให้ยอดนักท่องเที่ยวหายไปประมาณ 30-40% จากเดิมที่มีการจองล่วงหน้า และบางส่วนมีการยกเลิกการเดินทาง“ผลกระทบที่เกิดขึ้นถือว่าค่อนข้างรุนแรง ทำให้ผู้ประกอบการต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างมากในช่วงนี้” นายชยพล กล่าว

    ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดพังงา ยังเสนอให้ภาครัฐเร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ เช่น โครงการกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชน หรือสนับสนุนค่าเดินทางภายในประเทศ เพื่อกระตุ้นให้คนไทยออกเดินทางท่องเที่ยวมากขึ้น

    สำหรับสถานการณ์การจองที่พักในช่วงนี้ พบว่าแม้จะมีการจองเข้ามาในช่วงเทศกาลที่ไม่ใช่วันหยุดยาว แต่ภาพรวมยังไม่คึกคักเท่าปีก่อนโดยยอดการจองเข้ามาค่อนข้างช้า และมีปริมาณลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ ภาคการท่องเที่ยวพังงาคาดหวังว่าหากมีมาตรการกระตุ้นที่ชัดเจนจากภาครัฐ จะช่วยพยุงสถานการณ์และฟื้นความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวได้ในระยะต่อไป

    ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.innnews.co.th/news/news_1018748/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ovtaJxrYPF1LXmnn2b1AG

  • P

    P

    พูลแมน ภูเก็ต พันวา บีช รีสอร์ท กำลังกำหนดมาตรฐานใหม่ของการท่องเที่ยวแบบหรูควบคู่ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการดำเนินโครงการด้านความยั่งยืนที่ทันสมัยและหลากหลาย โดยรีสอร์ทมุ่งผสานการบริการระดับพรีเมียมเข้ากับการอนุรักษ์ธรรมชาติ เพื่อให้ผู้เข้าพักได้รับประสบการณ์ที่น่าประทับใจ พร้อมมีส่วนร่วมในการดูแลและฟื้นฟูระบบนิเวศภายในท้องถิ่น

    Pullman Phuket Panwa Beach Resort ยกระดับการท่องเที่ยวเชิงยั่งยืนด้วยแนวคิด Eco-Luxury และโครงการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างครบวงจร

    ในด้านการอนุรักษ์สิ่งมีชีวิตทางทะเล รีสอร์ทมีโครงการเพาะเลี้ยงและปล่อย “ปลาฉลามกบ” ซึ่งช่วยฟื้นฟูสมดุลของระบบนิเวศในท้องทะเล โดยการเพาะเลี้ยงและปล่อยกลับสู่ธรรมชาติ เพื่อสนับสนุนความอุดมสมบูรณ์ของแนวปะการัง นอกจากนี้ ผู้เข้าพักยังสามารถเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการอนุรักษ์ทะเลผ่านนิทรรศการ “หญ้าทะเล” ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับบทบาทสำคัญของหญ้าทะเลต่อระบบนิเวศใต้น้ำ รวมถึงกิจกรรม “Marine Walk” ที่เปิดโอกาสให้แขกได้สัมผัสความหลากหลายทางชีวภาพบริเวณชายฝั่งของหาดพันวาอย่างใกล้ชิดในช่วงน้ำลง

    นอกเหนือจากการอนุรักษ์ทะเล รีสอร์ทยังประสบความสำเร็จอย่างโดดเด่นในด้านการดำเนินงานอย่างยั่งยืน โดยได้ดำเนินนโยบายลดขยะอาหารอย่างจริงจัง ส่งผลให้สามารถคัดแยกและนำขยะกว่า 46,000 กิโลกรัมเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลผ่านศูนย์คัดแยกของรีสอร์ท อีกทั้งยังยกเลิกการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งภายในห้องพักทั้งหมด พร้อมเปลี่ยนมาใช้สิ่งอำนวยความสะดวกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผลิตจากวัสดุธรรมชาติ เพื่อมอบประสบการณ์ระดับพรีเมียมที่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/iepy2c4kdghd0lhch9dsmhszzp962ugy&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2GTgNHiHUU20QeSlT8k9Kt

  • เตรียมพบกับกิจกรรมอบรม 4 พื้นที่ทั่วประเทศ!

    เตรียมพบกับกิจกรรมอบรม 4 พื้นที่ทั่วประเทศ!

    เตรียมพบกับกิจกรรมอบรม 4 พื้นที่ทั่วประเทศ!

    กรมการท่องเที่ยว ขอเชิญผู้ประกอบการท่องเที่ยว หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และผู้สนใจ เข้าร่วมกิจกรรมอบรม “Thailand Muslim-Friendly Tourism: Shaping a New Global Chapter ก้าวใหม่ไทยแลนด์ยกระดับมาตรฐานบริการท่องเที่ยวตลาดมุสลิมไทยสู่ตลาดโลก”

    เตรียมความพร้อมยกระดับศักยภาพการให้บริการ รองรับนักท่องเที่ยวมุสลิมคุณภาพจากทั่วโลก

    เพิ่มโอกาสทางธุรกิจ สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน และต่อยอดสู่ตลาดท่องเที่ยวมุสลิมระดับนานาชาติ

    ภายในกิจกรรม พบกับหัวข้อการบรรยายจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ ได้แก่

    Muslim Travelers Insights แนวทางการปรับสถานประกอบการและการบริการให้เอื้อต่อนักท่องเที่ยวมุสลิม โดยไม่ขัดหลักศาสนา

    Muslim Friendly Hospitality Design Standards แนวทางมาตรฐานการให้บริการและการออกแบบบริการที่เป็นมิตรต่อมุสลิม

    Muslim Friendly Route & Experience Design การออกแบบเส้นทางและประสบการณ์ท่องเที่ยวอย่างมืออาชีพสำหรับนักท่องเที่ยวมุสลิม

    Winning Muslim Travelers on Digital Platforms กลยุทธ์ชนะใจนักท่องเที่ยวมุสลิมผ่านการสื่อสารบนแพลตฟอร์มดิจิทัลยุคใหม่

    เปิดรับสมัครเร็ว ๆ นี้ ในแต่ละพื้นที่

    จังหวัดเชียงใหม่

    วันพุธที่ 22 เมษายน 2569

    โรงแรมศิริปันนา วิลล่า รีสอร์ท แอนด์ สปา เชียงใหม่

    สมัครเข้าร่วม: https://forms.gle/mg1GDY3BtmzeyfR89

    จังหวัดชลบุรี

    วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม 2569

    โรงแรมแกรนด์ เบลลา พัทยากลาง

    สมัครเข้าร่วม: https://forms.gle/joCrADcwq7j13vWW8

    จังหวัดกาญจนบุรี

    วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน 2569

    โรงแรมสายธารไอยรารีสอร์ท

    สมัครเข้าร่วม: https://forms.gle/Qtq4Hgr329TYxcCR6

    จังหวัดยะลา

    วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน 2569

    โรงแรมเบตงเมอร์ลิน

    สมัครเข้าร่วม: https://forms.gle/CoR8wkswqZQ4fUbc6

    เข้าร่วมอบรม ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย

    (ที่นั่งมีจำนวนจำกัด)

    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

    โทร. 08-2450-2615 (รุจิรา)


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/prg/12804392&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3NvJUhE-7WQ6vuiC2aka5b

  • ท่องเที่ยวพังงาวิกฤต! พิษน้ำมันแพงทำต่างชาติหาย-จี้รัฐกู้ชีพไทยเที่ยวไทย

    ท่องเที่ยวพังงาวิกฤต! พิษน้ำมันแพงทำต่างชาติหาย-จี้รัฐกู้ชีพไทยเที่ยวไทย

    ท่องเที่ยวพังงาวิกฤต! พิษน้ำมันแพงทำต่างชาติหาย-จี้รัฐกู้ชีพไทยเที่ยวไทย

    วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.10 น.

    ท่องเที่ยวพังงาวิกฤต! พิษน้ำมันแพงทำต่างชาติหาย 40% ประธานสภาท่องเที่ยวฯ จี้รัฐเร่งอัดฉีดมาตรการกู้ชีพไทยเที่ยวไทย

    วันที่ 3 เม.ย. 69 นายชยพล หิรัณย์กนกกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดพังงา เปิดเผยถึงสถานการณ์การท่องเที่ยวในพื้นที่ที่กำลังได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากปัจจัยลบหลายด้าน โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการดำเนินงานของผู้ประกอบการ ทั้งค่าขนส่งและราคาวัตถุดิบที่ขยับตัวสูงตาม

    นายชยพล ระบุว่า ราคาน้ำมันที่แพงขึ้นไม่เพียงกระทบผู้ประกอบการ แต่ยังกระทบต่อพฤติกรรมนักท่องเที่ยวชาวไทยที่ต้องแบกรับค่าครองชีพสูงขึ้น ทำให้เกิดการชะลอการเดินทางหรือใช้จ่ายอย่างระมัดระวังมากขึ้น ขณะที่กลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดด้านเที่ยวบินจากโซนตะวันออกกลาง ส่งผลให้ยอดนักท่องเที่ยวหายไปประมาณ 30-40% จากเป้าหมายเดิม โดยมีการยกเลิกการเดินทางและยอดจองล่วงหน้าที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด

    สำหรับสถานการณ์การเข้าพักในช่วงนี้ พบว่าแม้จะมีการจองเข้ามาบ้างในช่วงเทศกาลที่ไม่ใช่ช่วงหยุดยาว แต่ภาพรวมยังคงเงียบเหงาเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ยอดการจองเข้ามาค่อนข้างช้าและมีปริมาณลดลง สะท้อนถึงความท้าทายที่ผู้ประกอบการพังงาต้องเผชิญอย่างหนักในขณะนี้

    ทั้งนี้ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดพังงา ได้ยื่นข้อเสนอให้ภาครัฐเร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อประคองสถานการณ์ ดังนี้ 1.สนับสนุนโครงการกระตุ้นการใช้จ่ายสำหรับคนไทยโดยเฉพาะ 2.มีมาตรการสนับสนุนค่าเดินทางภายในประเทศเพื่อลดภาระให้นักท่องเที่ยว และ 3.เร่งสร้างแคมเปญดึงดูดใจเพื่อพยุงสถานการณ์ท่องเที่ยวในระยะต่อไป

    ‘ผลกระทบครั้งนี้ค่อนข้างรุนแรง เราคาดหวังว่าหากภาครัฐมีมาตรการกระตุ้นที่ชัดเจนและรวดเร็ว จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและทำให้ภาคการท่องเที่ยวพังงากลับมาฟื้นตัวได้อีกครั้ง’ นายชยพล กล่าวทิ้งท้าย

    //////-026

    494.gif

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/956648&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-U1vUtq6aJAdU27Ov8Zp-

  • เจาะลึก 3 ฉากทัศน์ค่าเงินบาทผันผวน ราคาน้ำมันพุ่ง ชี้ชะตาส่งออก ท่องเที่ยวไทย

    เจาะลึก 3 ฉากทัศน์ค่าเงินบาทผันผวน ราคาน้ำมันพุ่ง ชี้ชะตาส่งออก ท่องเที่ยวไทย

    น้ำมันแพงฉุดเงินบาทอ่อน ต้นทุนพุ่ง แรงกระเพื่อมท่องเที่ยว

    นายยุทธศักดิ์ สุภสร ประธานการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) และอดีตผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) เผยว่า ประเทศไทยมีสภาวะเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ (Net Oil Importer) โดยต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบสูงถึง 86 % ของการบริโภคภายในประเทศ และมูลค่าการนําเข้าพลังงานคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 6.5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)

    การประเมินความอ่อนไหวของสถาบันการเงิน (Sensitivity Analysis) พบว่าหากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นทุก ๆ 10 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จะส่งผลให้ดุลการค้าของไทยลดลง 0.9% ของ GDP เนื่องจากต้องใช้เงินดอลลาร์จำนวนมหาศาลเพื่อชำระค่าพลังงาน การไหลออกของเม็ดเงินนี้ส่งผลให้ดุลการค้า และดุลบัญชีเดินสะพัดเสื่อมถอยลงอย่างรวดเร็ว และมีความเสี่ยงสูงที่จะพลิกจากภาวะเกินดุลไปสู่การขาดดุล

    สภาวะการไหลออกของเงินตรานี้สร้างแรงกดดันให้ “เงินบาทอ่อนค่า”ลงตามกลไกตลาด ความสัมพันธ์ระหว่างค่าเงินและราคานํ้ามันยังส่งผลโดยตรงต่อราคาพลังงานหน้าสถานีบริการและต้นทุนการขนส่งภายในประเทศ ตัวอย่างเช่น หากราคานํ้ามันดิบอยู่ที่ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ในสภาวะที่เงินบาทแข็งค่า (เช่น 32 บาทต่อดอลลาร์) ต้นทุนการนําเข้าจะอยู่ที่ประมาณ 3,200 บาท

    แต่หากเงินบาทอ่อนค่าลง (เช่น 37 บาทต่อดอลลาร์) ต้นทุนนําเข้านํ้ามันปริมาณเท่าเดิมจะพุ่งสูงถึง 3,700 บาททันที ดังนั้นเมื่อเกิดสภาวะที่ราคานํ้ามันดิบโลกแพงขึ้นพร้อมกับค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง จะกลายเป็นปัจจัยซํ้าเติมต้นทุนพลังงานและค่าครองชีพภายในประเทศอย่างรุนแรง

    ยุทธศักดิ์ สุภสร

    ความผันผวนของราคานํ้ามันดิบและค่าเงินบาทส่งผลโดยตรงต่อผู้ประกอบการท่องเที่ยวในทุกมิติ โดยเฉพาะภาคการขนส่งทางอากาศที่ราคาตั๋วเครื่องบินอาจปรับตัวสูงขึ้นถึง 15-20% จากราคานํ้ามันอากาศยาน (Jet fuel)ที่เพิ่มขึ้น บีบบังคับให้สายการบินต้องพยุงต้นทุนด้วยการปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิง ซึ่งกระทบโดยตรงต่อการตัดสินใจเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติ อีกทั้งในภาวะต้นทุนแพง ยังส่งผลให้ต้นทุนด้านโลจิสติกส์สำหรับนักท่องเที่ยวมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นถึง 40 %

    ขณะที่โรงแรมและบริการต่าง ๆ ต้องแบกรับต้นทุนการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น 25 % ตามไปด้วย การส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นเหล่านี้ไปยังนักท่องเที่ยว ซึ่งบั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    เปิด 3 ฉากทัศน์ค่าเงินบาทผันผวน กระทบส่งออก-ท่องเที่ยวไทย

    จากการประเมินฉากทัศน์การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ เพื่อคาดการณ์อนาคตและกําหนดทิศทางเชิงนโยบาย การประเมินฉากทัศน์การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท เมื่อเทียบกับสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐใน 3 ระดับ จะทําให้เห็นถึงผลกระทบเชิงปริมาณและทิศทางการปรับตัวของเศรษฐกิจไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม ดังนี้

    • ฉากทัศน์ที่ 1 (ค่าเงินบาทต่ำกว่า 30 บาท/ดอลลาร์)

    จําลองขั้นวิกฤตซึ่งอาจเกิดขึ้นได้หากกระแสเงินทุนไหลเข้าเก็งกําไรในสินทรัพย์เสี่ยงของไทยอย่างรุนแรง ราคาทองคําในตลาดโลกพุ่งทะยานอย่างต่อเนื่อง หรือดอลลาร์สหรัฐเสื่อมค่าลงอย่างหนักจากปัญหาหนี้สาธารณะในสหรัฐฯ การที่เงินบาทแข็งค่าหลุดระดับ 30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จะสร้างผลกระทบที่สร้างความเสียหายเป็นวงกว้างต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยว ถือเป็นสภาวะวิกฤตความสามารถในการแข่งขัน

    หากเงินบาทแข็งค่าระดับนี้อย่างเรื้อรัง จะทำให้รายได้จากการท่องเที่ยวลดลง15-17 % นักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกลจะหดตัวฉับพลัน เนื่องจากค่าใช้จ่ายโดยรวมจะเกินกว่างบประมาณที่ยอมรับได้ ในขณะที่ตลาดระยะใกล้จากประเทศเพื่อนบ้านจะเปลี่ยนจุดหมายปลายทางไปยังเวียดนาม ฟิลิปปินส์ หรืออินโดนีเซียอย่างถาวร และอาจเกิดสงครามราคาในกลุ่มโรงแรมระดับ 3 ดาวลงมา เนื่องจากภาวะอุปทานส่วนเกิน เพราะปัจจุบันประเทศไทยมีห้องพักที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายและห้องพักทางเลือกในแพลตฟอร์มอย่าง Airbnb รวมกันมากกว่า 200,000 ห้อง (คิดเป็น 15 % ของอุปทานทั้งหมด)

    ขณะที่ภาคการส่งออกจะสูญเสียตลาดให้แก่ประเทศคู่แข่งในอาเซียนอย่างไม่อาจกู้คืนได้ และหากราคานํ้ามันดิบในตลาดโลกทรงตัวในระดับสูงกว่า 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลตามการคาดการณ์ของ Bank of America ในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปีประเทศไทยอาจเผชิญกับภาวะขาดดุลบัญชีเดินสะพัดซึ่งจะยิ่งซํ้าเติมเสถียรภาพทางเศรษฐกิจให้ทรุดโทรมลง

    • ฉากทัศน์ที่ 2 (ค่าเงินบาท 30-32 บาท/ดอลลาร์)

    นี่คือฉากทัศน์ที่เป็นสภาวะปัจจุบันและมีแนวโน้มที่จะดําเนินต่อไปในช่วงปี 2569 โดย Bank of America คาดการณ์ว่าเงินบาทจะอ่อนค่าไปแตะระดับ 33 บาทในช่วงกลางปี 2569 ก่อนจะแข็งค่ากลับมาปิดปีที่ระดับ 31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ระดับอัตราแลกเปลี่ยนนี้ถือเป็น “ตัวกรอง” ทางโครงสร้างเศรษฐกิจที่บีบบังคับให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยต้องก้าวออกจาก Comfort Zone

    ภายใต้ค่าเงินในกรอบ 30-32 บาท ประเทศไทย ไทยยังคงไม่สูญเสียความน่าดึงดูดใจระดับโลก แต่โครงสร้างและคุณลักษณะของนักท่องเที่ยวจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสําคัญ นักท่องเที่ยวที่ให้ความสําคัญกับราคาของถูกจะลดลง

    ในขณะที่ตลาดที่มี “ความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจสูง” จะทวีความสําคัญมากขึ้น กลุ่มนักท่องเที่ยวรายได้สูงจากตลาดระยะใกล้ เช่น สิงคโปร์ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ฮ่องกง ออสเตรเลีย และกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ ซึ่งตัดสินใจเดินทางโดยเน้นที่ ประสบการณ์ ความปลอดภัย สุขภาพ และ การท่องเที่ยวเชิงอาหาร Gastronomy มากกว่าการพิจารณาเพียงแค่ราคา จะกลายเป็นเป้าหมายหลัก

    ข้อมูลการใช้จ่ายเฉลี่ยต่อทริปของนักท่องเที่ยวต่างชาติในไทยปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 1,300 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งยังคงตํ่ากว่าระดับ 1,600 ดอลลาร์สหรัฐของญี่ปุ่น และ 1,700 ดอลลาร์สหรัฐของสิงคโปร์แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยยังมีช่องว่างในการยกระดับไปสู่การเป็นจุดหมายปลายทางระดับพรีเมียม ฉากทัศน์นี้เป็นการส่งสัญญาณว่าประเทศไทยกําลังก้าวข้ามยุค “ของถูก” ไปสู่อนาคตของการท่องเที่ยวที่กําหนดด้วยประสบการณ์ คุณภาพ และมูลค่าระยะยาว

    ผลลัพธ์เชิงธุรกิจและภาพรวมเศรษฐกิจ การเติบโตของเศรษฐกิจในภาพรวมจะขยายตัวในระดับที่ตํ่ากว่าศักยภาพ (ประมาณร้อยละ 1.8 – 2.0) ผู้ประกอบการต้องเผชิญกับความท้าทายจากปรากฏการณ์ที่นักท่องเที่ยวระมัดระวังในการใช้จ่าย ธุรกิจระดับกลางที่ไม่มีจุดขายชัดเจนจะประสบปัญหา ในขณะที่ธุรกิจที่นําเสนอบริการเชิงคุณค่า เช่น Medical Tourism สปาและการดูแลสุขภาพ จะสามารถปรับตัวและดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มกําลังซื้อสูงเพื่อรักษากําไรไว้ได้

    • ฉากทัศน์ที่ 3 (ค่าเงินบาท 32-34 บาท/ดอลลาร์)

    ถูกยกให้เป็น “จุดสมดุลเชิงกลยุทธ์”ที่เหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจตามความเป็นจริงมากที่สุด ในขณะที่การอ่อนค่าไปจนถึง 35 บาทต่อดอลลาร์เหมือนเช่นในปี 2562 (ก่อนเกิดการระบาดของโควิด-19) จะเป็นปัจจัยหนุนเชิงบวกที่ทรงพลังที่สุด เมื่อค่าเงินบาทอยู่ในระดับนี้ ความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของไทยจะทัดเทียมหรือเหนือกว่าประเทศเวียดนามและญี่ปุ่น

    นักท่องเที่ยวต่างชาติจะรู้สึกถึงความคุ้มค่าอย่างแท้จริง ซึ่งจะช่วยให้การท่องเที่ยวไทยกลับมาฟื้นตัวอย่างเต็มกำลัง ดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวจีน และช่วยกระจายรายได้สู่ธุรกิจรายย่อยในท้องถิ่นได้ดีที่สุด ซึ่งในปัจจุบันรายได้จากการท่องเที่ยวยังคงกระจุกตัวอยู่เพียง 6 จังหวัดหลัก ได้แก่ กรุงเทพฯ ภูเก็ต พัทยา สุราษฎร์ธานี เชียงใหม่ และกระบี่

    ในมิติของเศรษฐกิจมหภาค ค่าเงินที่ 32-34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จะช่วยชุบชีวิตภาคการส่งออกของไทยให้กลับมามีส่วนต่างกําไรที่เหมาะสม ป้องกันปัญหาสินค้านําเข้าทะลักได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่สร้างแรงกดดันเงินเฟ้อในประเทศจนเกินควบคุม ช่วยผลักดันให้ GDP ของประเทศสามารถขยายตัวทะลุเป้าหมาย 2.5 % ได้สําเร็จ

    3 ฉากทัศน์ค่าเงินบาทผันผวน ส่งผลต่อเศรษฐกิจไทย

    แนะ 3 กลยุทธปรับโครงสร้าง ทางรอดท่องเที่ยวยั่งยืน

    ทั้งนี้เพื่อก้าวผ่านวงจรความผันผวน เสนอแนะให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยเร่งปรับตัว 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1.ปรับจุดยืนจากปริมาณสู่คุณค่า โดยมุ่งเน้นกลุ่ม Silver Economy และการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical and Wellness Tourism) เพื่อเพิ่มมูลค่าการใช้จ่ายต่อหัว  2. เสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานท้องถิ่น ลดการนำเข้าวัตถุดิบและหันมาสนับสนุนเกษตรกรภายในประเทศ เพื่อลดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน  3.การบริหารจัดการแบบบูรณาการ ภาครัฐต้องประสานนโยบายการเงินและการคลังอย่างใกล้ชิด เพื่อประคับประคองผู้ประกอบการ SMEs และรักษาเสถียรภาพของค่าเงินให้สะท้อนพื้นฐานเศรษฐกิจที่แท้จริง

    อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทจึงไม่ใช่เพียงตัวเลข แต่เป็นบททดสอบสำคัญที่เร่งให้ประเทศไทยต้องรังสรรค์ระบบนิเวศการท่องเที่ยวที่มีความยืดหยุ่นและทรงคุณค่า เพื่อพร้อมรับมือกับความท้าทายในโลกยุคใหม่ได้อย่างยั่งยืน

    ท่องเที่ยวไทย 2569 วิกฤตซ้อนโอกาส       

    อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยปี 2569 กำลังก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการปรับตัวครั้งยิ่งใหญ่ ท่ามกลางบททดสอบความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจจากวิกฤตความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซที่ส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันโลกถึง 20%

    เจาะลึก 3 ฉากทัศน์ค่าเงินบาทผันผวน ราคาน้ำมันพุ่ง ชี้ชะตาส่งออก ท่องเที่ยวไทย

    สถานการณ์นี้ส่งผลให้ต้นทุนน้ำมันเครื่องบิน (Jet Fuel) พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด จาก 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาเรล เพิ่มเป็น 144 ดอลาร์สหรัฐต่อบาเรล บีบให้สายการบินต้องมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า

    เปิด 3 ฉากทัศน์จำนวนนักท่องเที่ยวปี 2026

    อีกทั้งจากปัจจัยลบด้านโลจิสติกส์และการหยุดชะงักของสนามบินฮับสำคัญในดูไบและโดฮา กระทบต่อการยกเลิกเที่ยวบิน ทำให้ทิศทางจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติของไทยในปี 2026 ถูกแบ่งออกเป็น 3 ฉากทัศน์สำคัญ ดังนี้

    • เป้าหมายเดิม (ก่อนวิกฤต) คาดการณ์ไว้ที่ 35 ล้านคน
    • ฉากทัศน์ที่ดีที่สุด (Best Case) หากสงครามยุติเร็ว จำนวนนักท่องเที่ยวอาจอยู่ที่ 33 ล้านคน
    • ฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุด (Worst Case) หากสงครามยืดเยื้อ ตลาดอาจหดตัวถึง 25% ลงไปอยู่ที่ 27 ล้านคน ซึ่งในกรณีนี้ ไทยจะต้องพึ่งพาตลาดทดแทนระยะใกล้ เช่น จีน อินเดีย และอาเซียน ที่ไม่จำเป็นต้องผ่านน่านฟ้าหรือฮับการบินในตะวันออกกลาง

    ท่ามกลางวิกฤตก็ยังมีโอกาส เพราะในระยะยาวประเทศไทยกลับโดดเด่นขึ้นในฐานะจุดหมายปลายทางที่ปลอดภัยและมีมูลค่าเพิ่ม ไม่ว่าจะเป็น ปรากฏการณ์ “Safe Haven” ไทยกลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับประชากรในพื้นที่ขัดแย้ง พฤติกรรมนักท่องเที่ยวเปลี่ยนจากการเที่ยวระยะสั้นเป็น “การพำนักระยะยาว” (Long-stay) และการย้ายถิ่นฐานแบบกึ่งถาวร

    รวมถึงการยกระดับ “Medical & Wellness Hub” เกิดโอกาสใหม่ในการรองรับกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ต้องการ พักฟื้นร่างกายและจิตใจจากภาวะความเครียดและบาดแผลจากสงคราม ซึ่งเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อสูงและพำนักนาน ช่วยชดเชยรายได้ที่หายไปจากนักท่องเที่ยวกลุ่ม Mass ขณะเดียวกันไทยก็จะได้ “ตลาดทดแทนระยะใกล้” เพราะวิกฤตในตะวันออกกลางทำให้ไทยหันไปให้ความสำคัญกับตลาดที่ไม่ต้องพึ่งพาฮับการบินในพื้นที่ขัดแย้ง เช่น จีน อินเดีย และอาเซียน

    เจาะลึก 3 ฉากทัศน์ค่าเงินบาทผันผวน ราคาน้ำมันพุ่ง ชี้ชะตาส่งออก ท่องเที่ยวไทย

    รวมถึงเรื่องของ “Digital Nomads Capital” ตอกย้ำการเป็นอันดับ 1 ในเชียงใหม่และกรุงเทพฯ สำหรับคนทำงานทางไกล ด้วยนโยบายวีซ่าที่เอื้ออำนวยและค่าครองชีพที่คุ้มค่า “Premier MICE Hub” ใช้จุดยืนความกลาง (Neutrality) ดึงดูดการเจรจาธุรกิจระดับโลก “Smart & Green Tourism” การใช้เทคโนโลยี AI & IoT ในโรงแรม (Smart Hotel) เพื่อประหยัดพลังงานตามมาตรฐาน BEC และการปฏิวัติระบบขนส่งด้วย EV Logistics เพื่อลดต้นทุนเชื้อเพลิง รวมถึงการสร้างแบรนด์ Green Tourism เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพจากยุโรป    

    ประเทศไทยในปีนี้ ต้องมุ่งเน้นกลยุทธ์ “คุณค่าเหนือปริมาณ” (Value over Volume) เพื่อปรับโครงสร้างอุปสงค์ใหม่ แม้นักท่องเที่ยวกลุ่มที่เน้น “ของถูก” จะลดลง แต่จะถูกแทนที่ด้วยกลุ่มที่มีความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจสูง ซึ่งตัดสินใจเลือกจุดหมายจากประสบการณ์ ความปลอดภัย และวัฒนธรรมอาหาร (Gastronomy) คือการเพิ่มการใช้จ่ายเฉลี่ยต่อทริปเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งแม้ในภาวะวิกฤตโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/655693&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rfUqgJY1HBH5b5GibY701

  • สะบัดธง Soft Power! ปทุมธานี เปิดมหกรรม “เสน่ห์ปริมณฑล” รวมรอยยิ้ม-ศิลป์-ศรัทธา 4 จังหวัด สร้างปรากฏการณ์เศรษฐกิจสร้างสรรค์กลางห้างดัง!

    สะบัดธง Soft Power! ปทุมธานี เปิดมหกรรม “เสน่ห์ปริมณฑล” รวมรอยยิ้ม-ศิลป์-ศรัทธา 4 จังหวัด สร้างปรากฏการณ์เศรษฐกิจสร้างสรรค์กลางห้างดัง!

    กลุ่มจังหวัดภาคกลางปริมณฑล ผนึกกำลังเปิดงานยิ่งใหญ่! เนรมิตบรรยากาศการเปิดงาน    “เสน่ห์ปริมณฑล” ภายใต้แนวคิด “ศรัทธาศิลป์ ถิ่นเจ้าพระยา มรดกภูมิปัญญา สู่คุณค่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์”  ที่อบอวลไปด้วยความคึกคักและสีสันแห่งอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม โดยถือเป็นงานยักษ์ที่เปลี่ยนมรดกล้ำค่าจากอดีตให้กลายเป็นพลัง Soft Power ขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ในแบบที่ใครก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า “ความสุขที่หลากหลาย… อยู่ใกล้กว่าที่คิด”

    นายเอกวิทย์ มีเพียร ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี ประธานในพิธีเปิดงานเสน่ห์ปริมณฑล
    ภายใต้แนวคิด“ศรัทธาศิลป์  ถิ่นเจ้าพระยา  มรดกภูมิปัญญา  สู่คุณค่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์” เปิดเผยว่า     กลุ่มจังหวัดภาคกลางปริมณฑล ถือเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงและมีต้นทุนทางวัฒนธรรมที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน มรดกภูมิปัญญาเหล่านี้ล้วนเป็น Soft Power ที่ทรงคุณค่า ซึ่งหากนำมาต่อยอดอย่างสร้างสรรค์     จะสามารถสร้างโอกาสและมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่พี่น้องประชาชนได้อย่างยั่งยืน ซึ่งการจัดงานครั้งนี้คือภาพสะท้อนการบูรณาการความร่วมมือกันของทั้ง 4 จังหวัด เพื่อพาให้ทุกท่านไปสัมผัสเสน่ห์ที่หลากหลาย        ผ่าน 4 สายหลัก ทั้งสายบุญ สายศิลป์ สายกิน และสายเที่ยว ซึ่งแต่ละจังหวัดต่างก็นำเอา                         “ของดีระดับพรีเมียม” มาจัดแสดงเพื่อให้คนเมืองได้เข้าถึงมรดกทางวัฒนธรรม และเสน่ห์เฉพาะตัวของแต่ละพื้นที่ได้ง่ายขึ้น

          “ผมเชื่อมั่นว่า งาน ‘เสน่ห์ปริมณฑล’ จะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการส่งเสริมการท่องเที่ยว  กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และสร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการทางวัฒนธรรม  รวมถึงสร้างความภาคภูมิใจให้กับประชาชนในพื้นที่ พร้อมตอกย้ำให้ทุกคนได้เห็นว่า “ความสุขที่หลากหลาย… อยู่ใกล้กว่าที่คิดผู้ว่าฯปทุมธานี กล่าว

    ด้าน นางลัษมา ธารีเกษ วัฒนธรรมจังหวัดปทุมธานี กล่าวเสริมว่า การจัดงานในครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือของกลุ่มจังหวัดภาคกลางปริมณฑล 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดปทุมธานี นครปฐม นนทบุรี และสมุทรปราการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขับเคลื่อนต้นทุนทางวัฒนธรรม หรือ Soft Power ท้องถิ่น ให้กลายเป็นพลังสำคัญในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และยกระดับการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์อย่างเป็นรูปธรรม โดยภายในงานได้ร้อยเรียงอัตลักษณ์ผ่านกิจกรรม “4 สายหลัก” ที่พร้อมสะกดทุกสายตา ประกอบด้วย สายบุญ : นำเสนอพลังแห่งศรัทธาและความเป็นสิริมงคล สายศิลป์ : ถ่ายทอดงานหัตถศิลป์และมรดกภูมิปัญญาที่วิจิตรตระการตา สายกิน : รวบรวมเมนูเด็ดระดับตำนานและอาหารพื้นถิ่นที่มีชื่อเสียง และสายเที่ยว : สร้างพื้นที่แห่งความสุขและการพักผ่อนที่อยู่ใกล้กรุงเพียงก้าวเดียว

    สำหรับกิจกรรมเริ่มต้นอย่างเป็นทางการโดยมี คุณเขมนิจ จามิกรณ์ (แพนเค้ก) เป็นพิธีกรดำเนินงาน พร้อมการแสดงสุดตระการตา 2 ชุด คือ “ร้อยรักษ์อัตลักษณ์ถิ่น กลิ่นอายปริมณฑล” และการแสดง   “ชุดผ้าไทยพระราชนิยม” และการแสดงชุดพิเศษจากนักแสดงละครพื้นบ้าน “แก้วหน้าม้า” นอกจากนี้ ยังมีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม การสาธิตภูมิปัญญา การแสดงศิลปวัฒนธรรม และมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง อาทิ ฉ่อยสามน้า, ศรราม น้ำเพชร, ศิลปินจาก The Golden Song และต่าย อรทัย ที่จะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาสร้างความสุขตลอด 5 วันของการจัดงาน

    งาน “เสน่ห์ปริมณฑล” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-6 เมษายน 2569 ณ CASCATA ชั้น G ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์คและสเปลล์ จังหวัดปทุมธานี ขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมสัมผัสประสบการณ์ “เที่ยวครบ จบในที่เดียว” ตลอดการจัดงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/public-relations-news/974598/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0dWckIBLvq65d6NTonSc_W

  • รู้ก่อนรวยก่อน ส่อง 5 หุ้น น่าสนใจ 03/04/69

    รู้ก่อนรวยก่อน ส่อง 5 หุ้น น่าสนใจ 03/04/69

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/139034&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ZhEqgDax1V66EPgqWN6mX

  • สงครามป่วน‘เงินเฟ้อ’ฉุดเศรษฐกิจ‘ไอเอ็มเอฟ’แนะบริหารการคลังรับภาวะหนี้สูงเป็นประวัติการณ์

    สงครามป่วน‘เงินเฟ้อ’ฉุดเศรษฐกิจ‘ไอเอ็มเอฟ’แนะบริหารการคลังรับภาวะหนี้สูงเป็นประวัติการณ์

    สงครามในตะวันออกกลางกำลังพลิกผันชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้คนในภูมิภาคต่างๆๆ นอกจากนี้ยังบั่นทอนแนวโน้มเศรษฐกิจของหลายประเทศที่เพิ่งส่งสัญญาณการฟื้นตัวจากวิกฤตครั้งก่อนๆ

    รายงานของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ)   ระบุว่า วิกฤตการณ์กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกนี้กำลังส่งผลกระทบในแต่ละประเทศที่แตกต่างกันไป โดยประเทศที่นำเข้าพลังงานสูงจะมีความเสี่ยงมากกว่าประเทศที่ส่งออก และประเทศที่ยากจนมีความเสี่ยงมากกว่าประเทศที่ร่ำรวย ขณะที่ประเทศที่มีเงินสำรองน้อยมีความเสี่ยงมากกว่าประเทศที่มีเงินสำรองมากมาย

          ประเทศที่นำเข้าพลังงานรายใหญ่ในเอเชียและยุโรปกำลังแบกรับภาระต้นทุนเชื้อเพลิงและต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น โดยประมาณ 25 ถึง 30%  ของน้ำมันทั่วโลกและ 20 %ของก๊าซธรรมชาติเหลวผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งส่งมอบให้ความต้องการไม่เพียงแต่ในเอเชียเท่านั้น แต่ยังรวมถึงบางส่วนของยุโรปด้วย ทำให้ประเทศในแอฟริกาและเอเชียที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันอย่างมากกำลังเผชิญการเข้าถึงแหล่งน้ำมันที่ที่ยากขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าจะยอมรับภาวะราคาจะสูงขึ้นก็ตาม

    สำหรับประเทศไทยข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า สัดส่วนน้ำหนักต่อการ

    คำนวนดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป หรือ เงินเฟ้อ ที่สูงสุดคือกลุ่ม เคหะสถาน สัดส่วน 24.66% รองลงมาคือ กลุ่มอาหารสำเร็จรูป สัดส่วน 16.27%  เมื่อเดือนก.พ.ก่อนเกิดสงครามในตะวันออกกลาง มีอัตราขยายตัว ที่ 1.54%(yoy)  และ กลุ่มน้ำมันเชื้อเพลิง สัดส่วน 7.26% ที่ผ่านมาติดลบที่ 9.96% จะเห็นว่ากลุ่มน้ำมันที่ไทยนำเข้าจากตะวันออกกลาง มีสัดส่วนต่อเงินเฟ้อที่สูง ดังนั้น เศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะเสี่ยงที่เงินเฟ้อจะควบคุมได้ลำบากจากปัญหาสงครามในตะวันออกกลาง 

    รายงานของไอเอ็มเอฟ ยังระบุอีกว่า บางส่วนของตะวันออกกลาง แอฟริกา เอเชียแปซิฟิก และละตินอเมริกากำลังเผชิญกับแรงกดดันเพิ่มเติมจากราคาอาหารและปุ๋ยที่สูงขึ้น และสภาวะทางการเงินที่ตึงตัวขึ้น ประเทศที่มีรายได้ต่ำมีความเสี่ยงต่อภาวะขาดแคลนอาหารมากและ บางประเทศอาจต้องการความช่วยเหลือจากภายนอกมากขึ้น

    “แม้ว่าสงครามอาจเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจโลกไปในหลายรูปแบบ แต่ทุกเส้นทางล้วนนำไปสู่ราคาที่สูงขึ้นและการเติบโตที่ช้าลง ความขัดแย้งระยะสั้นอาจทำให้ราคาน้ำมันและก๊าซพุ่งสูงขึ้น ในขณะที่ความขัดแย้งระยะยาวอาจทำให้พลังงานมีราคาแพงและสร้างความตึงเครียดให้กับประเทศที่พึ่งพาการนำเข้า หรือโลกอาจจะอยู่ในสภาวะกึ่งกลางระหว่างสองสภาวะนี้”

    ราคาพลังงาน

    การปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยพฤตินัยและความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาคได้ก่อให้เกิดการหยุดชะงักครั้งใหญ่ที่สุดในตลาดน้ำมันโลกในประวัติศาสตร์ ตามรายงานของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ สำหรับประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิง ผลกระทบที่เกิดขึ้นก็คือ การเก็บภาษีรายได้จำนวนมากอย่างฉับพลัน

    นอกเหนือจากพื้นที่ทางการคลังและเงินสำรองภายนอกที่จำกัดอยู่แล้วในประเทศเศรษฐกิจการผลิตขนาดใหญ่ของเอเชีย ค่าเชื้อเพลิงและค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้นกำลังเพิ่มต้นทุนการผลิตและบีบกำลังซื้อของผู้คน ในบางประเทศ แรงกดดันจากดุลการชำระเงินกำลังส่งผลกระทบต่อค่าเงินแล้ว

     ห่วงโซ่อุปทาน

    สงครามยังเปลี่ยนแปลงห่วงโซ่อุปทานสำหรับสินค้าที่ไม่ใช่พลังงานและปัจจัยการผลิตที่สำคัญ การเปลี่ยนเส้นทางเรือบรรทุกน้ำมันและเรือคอนเทนเนอร์ทำให้ค่าขนส่งและค่าประกันภัยสูงขึ้น และยืดระยะเวลาการส่งมอบ การหยุดชะงักของการจราจรทางอากาศรอบศูนย์กลางสำคัญในอ่าวส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวทั่วโลก ในขณะเดียวกันก็เพิ่มความซับซ้อนให้กับการค้า

    นอกเหนือจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่สูงขึ้นแล้ว ประเทศ บริษัท และผู้บริโภคต่างเผชิญกับผลกระทบจากความซับซ้อนของห่วงโซ่อุปทานเหล่านี้อยู่แล้ว การขนส่งปุ๋ย ซึ่งประมาณหนึ่งในสามผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ถูกขัดขวาง ความกังวลเกี่ยวกับราคาอาหารจึงเพิ่มสูงขึ้น การหยุดชะงักของอุปทานธาตุอาหารพืชจากอ่าวเกิดขึ้นในช่วงเริ่มต้นฤดูเพาะปลูกในซีกโลกเหนือ ซึ่งคุกคามผลผลิตและการเก็บเกี่ยวตลอดทั้งปี และผลักดันราคาอาหารให้สูงขึ้น

    ผู้ที่เปราะบางที่สุดจะแบกรับภาระหนักที่สุด ประชาชนในประเทศที่มีรายได้น้อยมีความเสี่ยงมากที่สุดเมื่อราคาสินค้าสูงขึ้น เนื่องจากอาหารคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 36%ของการบริโภคโดยเฉลี่ย เทียบกับ 20 %ในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ และ 9% ในประเทศเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้ว ดังนั้น การพุ่งขึ้นของราคาปุ๋ยและอาหารจึงไม่ใช่แค่ปัญหาทางเศรษฐกิจ แต่เป็นปัญหาทางสังคมและการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่มีทรัพยากรทางการคลังจำกัดในการบรรเทาผลกระทบ

    นอกจากนี้ อาจเกิดการขาดแคลนหรือราคาสินค้าอื่นๆ ที่ใช้ในการผลิตสูงขึ้นได้ ประเทศในอ่าวเปอร์เซียเป็นผู้จัดหาฮีเลียมส่วนใหญ่ของโลก ซึ่งใช้ในผลิตภัณฑ์หลากหลายประเภท ตั้งแต่เซมิคอนดักเตอร์ไปจนถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์ อินโดนีเซียซึ่งเป็นผู้จัดหานิกเกลประมาณครึ่งหนึ่งของโลก ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า อาจเผชิญกับการขาดแคลนกำมะถันที่จำเป็นในการแปรรูปโลหะ

    ภาวะเงินเฟ้อและความคาดหวังด้านเงินเฟ้อ

    หากราคาน้ำมันและอาหารที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จะยิ่งกระตุ้นให้เกิดเงินเฟ้อทั่วโลก ในอดีต การที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องมักจะผลักดันให้เงินเฟ้อสูงขึ้นและการเติบโตทางเศรษฐกิจลดลง เมื่อเวลาผ่านไป ต้นทุนการขนส่งและต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นจะส่งผลต่อราคาสินค้าและบริการที่ผลิตแล้ว สำหรับหลายประเทศที่เพิ่งควบคุมเงินเฟ้อให้เข้าใกล้เป้าหมายได้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่มีเงินเฟ้อคงที่ การที่ราคาสูงขึ้นอาจนำไปสู่ช่วงเวลาแห่งแรงกดดันด้านราคาที่ไม่พึงประสงค์อีกครั้ง

         หากประชาชนและธุรกิจในภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่งเชื่อว่าอัตราเงินเฟ้อจะยังคงสูงต่อไปอีกนาน พวกเขาอาจนำปัจจัยนี้ไปรวมอยู่ในค่าจ้างและราคา ทำให้ยากที่จะควบคุมผลกระทบโดยไม่เกิดภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวอย่างรุนแรง ดังนั้น สงครามจึงไม่เพียงแต่เพิ่มอัตราเงินเฟ้อในปัจจุบันเท่านั้น แต่ยังเพิ่มความเสี่ยงที่ความคาดหวังจะไม่มั่นคงอีกด้วย

    สภาวะทางการเงิน

    สุดท้ายนี้ สงครามได้ส่งผลกระทบต่อตลาดการเงิน ราคาหุ้นทั่วโลกลดลง ผลตอบแทนพันธบัตรเพิ่มขึ้นในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้วที่สำคัญและตลาดเกิดใหม่หลายแห่ง และความผันผวนก็เพิ่มขึ้น การเทขายในตลาดจนถึงขณะนี้ยังอยู่ในระดับที่จำกัดเมื่อเทียบกับวิกฤตการณ์ระดับโลกในอดีต  อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวเหล่านี้ได้ทำให้สภาวะทางการเงินตึงตัวขึ้นทั่วโลกอีกครั้ง ผลกระทบแตกต่างกันไป

    หลายประเทศกำลังเผชิญกับระดับหนี้ที่สูงเป็นประวัติการณ์อยู่แล้ว ซึ่งก่อให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับความยั่งยืนทางการคลัง ดังนั้น เพื่อจัดการกับผลกระทบและรักษาความยืดหยุ่น จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่ประเทศต่างๆ จะต้องนำนโยบายที่เหมาะสมมาใช้ มาตรการต่างๆ จำเป็นต้องได้รับการปรับให้เหมาะสมกับความต้องการเฉพาะของแต่ละประเทศอย่างรอบคอบ ประเทศที่มีเงินสำรองจำกัดและมีพื้นที่ทางการคลังน้อยควรระมัดระวังเป็นพิเศษ

    สงครามป่วน‘เงินเฟ้อ’ฉุดเศรษฐกิจ‘ไอเอ็มเอฟ’แนะบริหารการคลังรับภาวะหนี้สูงเป็นประวัติการณ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1228003&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1p2iF_QXsnwfTDdncwTftG

  • โพลชี้คนไทย 82% ไม่มั่นใจรัฐบาลอนุทินรับมือวิกฤตพลังงาน-เศรษฐกิจ

    โพลชี้คนไทย 82% ไม่มั่นใจรัฐบาลอนุทินรับมือวิกฤตพลังงาน-เศรษฐกิจ

    โพลชี้คนไทย 82% ไม่มั่นใจรัฐบาลอนุทินรับมือวิกฤตพลังงาน-เศรษฐกิจ

    ศูนย์สำรวจความคิดเห็นสถาบันพระปกเกล้า (KPI Poll) เปิดเผยผลสำรวจเรื่อง “เสียงสะท้อนประชาชนต่อการรับมือวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่” โดยเก็บข้อมูลจากประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 2,000 ตัวอย่างทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 27–30 มีนาคม 2569 ด้วยวิธีการสุ่มหลายขั้นตอน และมีค่าความเชื่อมั่นทางสถิติ 95%

    ผลสำรวจสะท้อนภาพรวมความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐบาล “อนุทิน 2” ค่อนข้างต่ำ โดยเมื่อถามว่า หากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ จะเชื่อมั่นว่ารัฐบาลสามารถรับมือผลกระทบทางเศรษฐกิจได้หรือไม่ พบว่า

    ร้อยละ 82.1 ระบุ ไม่ค่อยเชื่อมั่น -ไม่เชื่อมั่นเลย

    ร้อยละ 12.8 ระบุ ค่อนข้างเชื่อมั่น – เชื่อมั่นมาก

    ร้อยละ 5.1 ไม่แน่ใจ

    ในด้านแนวทางการจัดการราคาพลังงาน ประชาชนส่วนใหญ่มีมุมมองแบบ “ทางสายกลาง” โดย

    ร้อยละ 39.0 เห็นว่าควรทำทั้งการตรึงราคาและช่วยกลุ่มเปราะบางควบคู่กันในระดับจำกัด

    ร้อยละ 30.7 สนับสนุนตรึงราคาพลังงานชั่วคราว

    ร้อยละ 11.1 เท่ากัน เห็นว่าควรปล่อยตามกลไกตลาด หรือ ช่วยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง

    ร้อยละ 8.1 ไม่แน่ใจ

    เมื่อแยกตามภูมิภาค พบว่าทุกพื้นที่ส่วนใหญ่ยังคงสนับสนุนแนวทางผสมผสาน โดยเฉพาะภาคตะวันออก (47.7%) และภาคกลาง (40.9%) ขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นภูมิภาคเดียวที่ประชาชนส่วนใหญ่ (41.3%) ต้องการให้ “ตรึงราคาพลังงาน” มากที่สุด

    ในประเด็นการใช้งบประมาณรัฐเพื่อดูแลราคาพลังงาน แม้จะกระทบงบด้านอื่น พบว่าประชาชนจำนวนมาก “ยอมรับได้” ในระดับหนึ่ง ได้แก่

    ร้อยละ 38.6 ยอมรับได้ เพราะพลังงานกระทบคนส่วนใหญ่

    ร้อยละ 25.3 ยอมรับได้ แต่เฉพาะช่วงวิกฤตระยะสั้น

    ร้อยละ 14.9 ยอมรับได้เฉพาะการช่วยกลุ่มรายได้น้อยและภาคขนส่ง

    อย่างไรก็ตาม ยังมีร้อยละ 11.1 ที่ไม่เห็นด้วย โดยมองว่าควรเก็บงบประมาณไว้ใช้ในระยะยาว

    เมื่อพิจารณารายภูมิภาค พบว่า ภาคตะวันออก (60.4%) และภาคใต้ (54.9%) มีสัดส่วนผู้ยอมรับการใช้งบเพื่อพยุงราคาพลังงานสูงที่สุด ขณะที่กรุงเทพมหานครมีความเห็นกระจายมากกว่า และมีสัดส่วน “ไม่แน่ใจ” ค่อนข้างสูง

                               โพลชี้คนไทย 82% ไม่มั่นใจรัฐบาลอนุทินรับมือวิกฤตพลังงาน-เศรษฐกิจ

    โดยสรุป ผลสำรวจครั้งนี้สะท้อนว่า แม้ประชาชนจำนวนมากยังไม่เชื่อมั่นต่อศักยภาพของรัฐบาล ในการรับมือวิกฤตเศรษฐกิจ แต่ก็พร้อมเปิดรับมาตรการระยะสั้น โดยเฉพาะการดูแลราคาพลังงาน หากดำเนินควบคู่กับการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางอย่างเหมาะสม
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/politics/655689&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Er-uVkh7uz7sZXis7Efvt

  • โยงคำทำนายบาบาวานก้า เช็กทิศทาง Bitcoin ช่วงวิกฤตหนี้สหรัฐ

    โยงคำทำนายบาบาวานก้า เช็กทิศทาง Bitcoin ช่วงวิกฤตหนี้สหรัฐ

    สรุปข่าว
    • บาบาวานก้าเคยทำนายว่า เงินสดจะไร้ค่าและเศรษฐกิจโลกล่มสลายในปี 2026 กลับมาเป็นกระแสอีกครั้ง หลังหนี้สหรัฐฯ พุ่งทะลุ 39 ล้านล้านดอลลาร์ และประธาน Fed เตือนว่าจุดจบอาจไม่สวย
    • ทรัมป์ขู่ถล่มอิหร่าน ทำดัชนี Fear & Greed ร่วงแตะระดับ 9 เข้าขั้น “กลัวสุดขีด” กดดันให้ Bitcoin ร่วงมาอยู่แถว $66,600 ในปัจจุบัน
    • กราฟเทคนิคของ BTC ทำทรงคล้าย “Bear Flag” หากหลุดแนวรับ $60,000 – $61,500 อาจไหลยาวไปถึง $52,600 แต่ยังมีหวังลึกๆ จากเม็ดเงิน ETF ที่เริ่มไหลกลับเข้ามา

    แนวโน้มผลกระทบ: Bearish

    คำทำนายเศรษฐกิจล่มสลายปี 2026 ของบาบาวานก้าเริ่มดูมีมูลความจริง เมื่อหนี้สหรัฐฯ ทะยานทะลุ 39 ล้านล้านดอลลาร์ ซ้ำร้ายความตึงเครียดจากสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านยังกดดันให้ตลาดเข้าสู่โหมด “กลัวสุดขีด” จน Bitcoin ร่วงแตะ $66,600 ทรงกราฟตอนนี้ส่อแววอันตรายโดยมีแนวรับชี้ชะตาอยู่ที่ $60,000 ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่อัดแน่นตลอดเดือน นักลงทุนจึงต้องบริหารความเสี่ยงและรัดเข็มขัดพอร์ตกันให้แน่นที่สุด

    เมื่อเข้าสู่เดือนเมษายน 2026 คำทำนายของ “บาบาวานก้า” แม่หมอตาบอดชาวบัลแกเรียผู้ล่วงลับถูกหยิบยกมาพูดถึงอย่างกว้างขวางในวงการการเงินทั่วโลกอีกครั้ง 

    บาบาวานก้าเคยทำนายถึงวิกฤตการเงินโลกครั้งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในปี 2026 โดยพยากรณ์ว่าจะเกิดภาวะขาดแคลนเงินสดที่ทำให้ระบบการเงินทั้งหมดล่มสลาย เธอเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “Cash Crush” ซึ่งหมายถึงระบบเศรษฐกิจทั้งโลก ไม่ว่าจะเป็นเงินสดหรือระบบดิจิทัล จะเผชิญกับภาวะวิกฤตอย่างรุนแรง 

    ที่มาภาพ : history

    หนึ่งในคำทำนายที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือ ปี 2026 จะเป็นจุดเริ่มต้นของ “การล่มสลายของเงินสด” โดยสกุลเงินกระดาษจะไม่มีมูลค่าอีกต่อไป คำทำนายเหล่านี้ แม้จะไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ แต่กลับสะท้อนบรรยากาศความกังวลที่กำลังแผ่ปกคลุมเศรษฐกิจโลกในขณะนี้อย่างน่าขนลุก

    วิกฤตหนี้สหรัฐฯ ระเบิดเวลาที่รอวันปะทุ

    สิ่งที่ทำให้คำทำนายของบาบาวานก้ากลับมามีน้ำหนักมากขึ้นคือ สถานการณ์หนี้สาธารณะของสหรัฐอเมริกาที่พุ่งสูงอย่างน่าตกใจ 

    หนี้สาธารณะรวมของสหรัฐฯ หรือ “Gross National Debt” โตขึ้นทะลุหลัก 39 ล้านล้านดอลลาร์ไปเมื่อวันที่ 17 มีนาคมที่่ผานมา เพิ่มขึ้นถึง 4.5 ล้านล้านดอลลาร์ ในเวลาเพียงสองปีเมื่อเทียบกับระดับ 34.5 ล้านล้านดอลลาร์ในเดือนมีนาคม 2024 

    หนี้สาธารณะของสหรัฐฯ พุ่งแตะระดับ 100% ของ GDP ซึ่งเป็นระดับที่โลกไม่เคยเห็นมาตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง และสถาบัน Think Tank ชั้นนำระบุว่า ประเทศกำลังบินสู่วิกฤตครั้งต่อไปโดยไร้ทิศทาง ซึ่งผลกระทบต่อชาวอเมริกันทั่วไปจะรุนแรงมาก 

    ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เจอโรม พาวเวลล์ ออกมาเตือนด้วยตัวเองว่าทิศทางการใช้จ่ายที่มากกว่ารายได้ของรัฐสภาถือเป็นสิ่งที่ไม่ยั่งยืนพร้อมกล่าวว่า “มันจะจบไม่สวยหากเราไม่ทำอะไรสักอย่างในเร็ว ๆ นี้”

    ภาพรวมวิกฤตการคลังยิ่งน่าวิตกขึ้นเมื่อพิจารณาตัวเลขเชิงลึก สำนักงบประมาณรัฐสภา (CBO) คาดการณ์ว่า การขาดดุลของรัฐบาลกลางจะพุ่งแตะ 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ในปีงบประมาณ 2026 และบวมขึ้นเป็น 3.1 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2036 

    ขณะที่หนี้สาธารณะที่ประชาชนถือครองจะทะยานจาก 101% ของ GDP ในปัจจุบันไปสู่ 120% ของ GDP ภายในปี 2036 ทำลายสถิติสูงสุดตลอดกาลที่ 106% หลังสงครามโลกครั้งที่สอง 

    Bitcoin หลบภัยไม่พ้น กราฟทรงไม่ดี-สงครามกดดัน

    ท่ามกลางพายุลูกนี้ Bitcoin ซึ่งหลายคนเคยหวังว่าจะเป็นที่หลบภัย กลับเผชิญกับความผันผวนอย่างหนัก ในขณะที่รายงาน ราคา Bitcoin อยู่ที่ $66,600 ร่วงลงจากจุดสูงสุดเกือบ 50% 

    โดยล่าสุด Bitcoin ร่วงลงมากว่า 3% ภายใน 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา หลังจากประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศว่า สหรัฐฯ ขู่จะถล่มอิหร่านอย่างหนักในช่วง 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า 

    ความไม่แน่นอนและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังดำเนินอยู่กดดันความต้องการสินทรัพย์เสี่ยงอย่าง Bitcoin อย่างชัดเจน 

    สถิติในปัจจุบันเผยให้เห็นว่าราคา Bitcoin ดิ้นรนมาตลอดปี 2026 โดยเดือนมกราคมร่วง -10.1% และกุมภาพันธ์ดิ่ง -14.8% ซึ่งสวนทางกับค่าเฉลี่ยในอดีตที่เคยเป็นบวก +8.52% และ +12.5% ตามลำดับ ส่วนเดือนมีนาคม ราคาแทบไม่ขยับโดยบวกเพียง +0.19% เทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีตที่ +10.2%

    สัญญาณทางเทคนิคก็ไม่ได้ให้ความหวังมากนัก นับตั้งแต่ทำจุดสูงสุดที่ $125,900 เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2025 ราคา Bitcoin ดิ่งลงมาแตะจุดต่ำสุดที่ $60,000 คิดเป็นการร่วงลงมากกว่า 52% โดยรูปแบบการเคลื่อนไหวของราคาตั้งแต่จุดต่ำสุดในเดือนมกราคมมีลักษณะคล้าย “Bear Flag” ซึ่งเป็นรูปแบบพักตัวที่มักจบลงด้วยการร่วงลงต่ออีกรอบ 

    แนวรับที่สำคัญที่สุดสำหรับเดือนเมษายนอยู่ที่ $67,000 ซึ่งเป็นฐานรองรับที่แข็งแกร่งมาตลอดปี 2026 แต่หากราคาปิดต่ำกว่า $67,000 ติดต่อกัน 3 วัน ประกอบกับข้อมูลกองทุน Bitcoin ETF และพฤติกรรมของเจ้ามือที่อ่อนแรงลง อาจเป็นตัวจุดชนวนให้เกิดการร่วงรอบต่อไป 

    ดังนั้น ในเดือนเมษายนจุดชี้ชะตา Bitcoin อยู่ตรงโซน $60,000-$61,500 ว่าราคาจะยืนเหนือแนวนี้ได้หรือไม่ หากราคาหลุดลงไปได้ กราฟจะเปิดทางให้ร่วงต่อไปที่ $57,000 และอาจลงลึกถึง $52,600 ซึ่งจะไปตรงกับระดับ Fibonacci Retracement ที่ 0.618 พอดี

    อย่างไรก็ตาม ยังมีมุมมองเชิงบวกอยู่บ้าง นักวิเคราะห์บางสำนักคาดการณ์ว่า Bitcoin อาจปรับตัวขึ้น 5%-7% ไปแตะระดับ $72,000 ภายในวันที่ 10 เมษายน หากสามารถยืนเหนือแนวรับ $67,500 ได้อย่างมั่นคง 13

    ข้อมูลจากกองทุน Bitcoin ETF ในเดือนมีนาคมแสดงให้เห็นเม็ดเงินไหลเข้าสุทธิ 1.13 พันล้านดอลลาร์ จบสถิติเงินไหลออกที่ยาวนานถึง 4 เดือน ซึ่งบ่งชี้ว่า ความเชื่อมั่นของนักลงทุนสถาบันกำลังกลับมา 

    ราคา Bitcoin เปิดเดือนเมษายนเหนือ $68,000 หลังจากตลาดรีบาวด์ช่วงปลายเดือนมีนาคม จากความหวังว่า สงครามอิหร่านอาจลดระดับลง แต่คำถามคือ นี่เป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นตัวจริง หรือเป็นเพียง “การดีดกลับชั่วคราว” ก่อนร่วงลงอีกครั้ง

    ดัชนีความกลัวและความโลภ (Fear & Greed Index) อยู่ที่ระดับ 9 หรือ “Extreme Fear” สะท้อนว่าตลาดอยู่ในภาวะตื่นตระหนกอย่างรุนแรง 

    ปฏิทินเศรษฐกิจเดือนเมษายนยังอัดแน่นไปด้วยเหตุการณ์สำคัญ ทั้งรายงานการจ้างงานเดือนมีนาคมในวันที่ 3 เมษายน, รายงานการประชุม FOMC ในวันที่ 8 เมษายน, Beige Book ในวันที่ 15 เมษายน และการประชุม Fed ในวันที่ 28-29 เมษายน 

    หากมีสัญญาณว่า ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นกำลังส่งผ่านไปยังเงินเฟ้อหรือ Fed ไม่เต็มใจผ่อนคลายนโยบายจะยิ่งทำให้กรณีการฟื้นตัวของคริปโตซับซ้อนขึ้น

    สิ่งที่น่าสนใจคือ คำทำนายของบาบาวานก้าไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องวิกฤตการเงินเท่านั้นเธอยังทำนายถึงความขัดแย้งระดับโลกในปี 2026 ซึ่งบางคนตีความว่าเป็นคำเตือนเรื่องสงครามโลกครั้งที่สาม 

    นอกจากนี้ยังมีการตีความว่าเธอพาดพิงถึงปี 2026 ว่าเป็นปีที่ผู้เชี่ยวชาญจะตระหนักว่าพวกเขา “ไปไกลเกินไป” ในด้านความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะเรื่องจริยธรรม ซึ่งถูกเชื่อมโยงกับ AI 

    คำทำนายของเธอถูกตีความว่า ระบบเงินตราแบบดั้งเดิม รวมถึงสกุลเงินอย่างดอลลาร์สหรัฐฯ จะเข้าสู่ภาวะไม่มั่นคง เมื่อมองไปที่สถานการณ์ปัจจุบัน ทั้งสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน วิกฤตหนี้ และเทคโนโลยี AI ที่ก้าวล้ำ ล้วนสะท้อนให้เห็นเค้าลางของคำพยากรณ์เหล่านี้ แม้มันจะเป็นแค่เพียงเรื่องบังเอิญหรือไม่ก็ตาม

    ท้ายที่สุด ไม่ว่าคำทำนายของบาบาวานก้าจะเป็นจริงหรือไม่ สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า แม้จะไม่มีบันทึกลายลักษณ์อักษรที่ยืนยันคำทำนายเหล่านี้ แต่กระแสคำพยากรณ์ก็กลับมาถูกพูดถึงอีกครั้งท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่เพิ่มสูงขึ้น

    ทั้งนี้ สำหรับใครที่ฟังคำทำนายของบาบาวานก้า อย่าลืมใช้ความระมัดระวังในการรับข้อมูลข่าวสาร และรักษาสมดุลในการตัดสินใจทางการเงิน การตื่นตัวอยู่ตลอด และการวางแผนการเงินอย่างชาญฉลาดยังคงเป็นเครื่องมือที่แข็งแกร่งที่สุดในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไม่แน่นอน


    มุมมองผู้เขียน: บรรยากาศช่วงต้นเมษายน 2026 เต็มไปด้วยปัจจัยกดดัน ทั้งหนี้สาธารณะสหรัฐฯ, สงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน และกราฟเทคนิคที่ยังไม่พ้นโซนอันตราย แม้จะมีเม็ดเงิน ETF เข้ามาบ้าง แต่ความกลัวในตลาดระดับ “กลัวสุดขีด” จะทำให้นักลงทุนเทขายสินทรัพย์เสี่ยงต่อไป หากไม่มีข่าวดีออกมาในเร็ววันนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2026/04/03/linking-into-baba-vangas-prophecy-analyzing-bitcoins-trend-amid-the-us-debt-crisis/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3nfcHuL8cITjUSVtq3M-nO