Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ธอส.จับมือ ตชด. สร้างโอกาสการศึกษา-ที่อยู่อาศัยลดเหลื่อมล้ำ

    ธอส.จับมือ ตชด. สร้างโอกาสการศึกษา-ที่อยู่อาศัยลดเหลื่อมล้ำ

    ธอส.จับมือ ตชด. สร้างโอกาสการศึกษา-ที่อยู่อาศัยลดเหลื่อมล้ำ

    ธอส.จับมือ ตชด. สร้างโอกาสการศึกษา-ที่อยู่อาศัยลดเหลื่อมล้ำ

    ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เดินหน้ายกระดับคุณภาพชีวิตเด็กและเยาวชนในพื้นที่ห่างไกล ลดความเหลื่อมล้ำสร้างโอกาสทางการศึกษา (Social Inclusion) และที่อยู่อาศัยเพื่อความมั่นคง โดยร่วมลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) กับกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) จัดทำโครงการความร่วมมือ ธอส. เพื่อโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ประจำปี 2569 สนับสนุนการสร้างและซ่อมแซมอาคารเรียน 5 แห่ง พร้อมซ่อมแซมที่อยู่อาศัยให้นักเรียนในพื้นที่ ตชด. 20 ครอบครัว พร้อมไฟส่องสว่างโซลาเซลล์ ลดภาระค่าไฟฟ้าให้กับครัวเรือน

    ธอส.จับมือ ตชด. สร้างโอกาสการศึกษา-ที่อยู่อาศัยลดเหลื่อมล้ำ

    ดร.มหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ธอส. พร้อมเดินหน้ายกระดับคุณภาพชีวิต คุณภาพการศึกษา และที่อยู่อาศัยให้กับเด็กและเยาวชนในพื้นที่ห่างไกล ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมสร้างความเท่าเทียมสร้างโอกาสในการเข้าถึงด้านการศึกษาอย่างทั่วถึง (Social Inclusion) และมีที่อยู่อาศัยอย่างมั่นคงทางสังคม ธอส. จึงร่วมกับกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) โครงการความร่วมมือ ธอส. เพื่อโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ประจำปี 2569 ซึ่งเป็นโครงการที่ดำเนินการต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2550 โดยให้การสนับสนุนสร้างหรือซ่อมแซมอาคารเรียนให้โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนรวมแล้วกว่า 42 แห่ง และซ่อมแซมที่อยู่อาศัยให้นักเรียน ตชด. กว่า 215 หลัง ส่งผลให้นักเรียนในพื้นที่ถิ่นทุรกันดารได้รับโอกาสทางการศึกษาและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นกว่า 10,000 คน

    ธอส.จับมือ ตชด. สร้างโอกาสการศึกษา-ที่อยู่อาศัยลดเหลื่อมล้ำ

    ทั้งนี้ ในปี 2569 ธอส. พร้อมให้การสนับสนุนสร้างหรือซ่อมแซมอาคารเรียน และที่อยู่อาศัยภายใต้โครงการดังกล่าว ดังนี้

    1. สร้างหรือซ่อมแซมอาคารเรียนในถิ่นทุรกันดาร จำนวน 5 แห่ง ในพื้นที่จังหวัดนครพนม จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดจันทบุรี  จังหวัดตราด และจังหวัดยะลา เพื่อให้เด็กนักเรียนเข้าถึงการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและเอื้อต่อการพัฒนาศักยภาพ เป็นการช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา
    2. สร้างและซ่อมแซมที่อยู่อาศัยให้เด็กนักเรียนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน พร้อมมอบไฟส่องสว่างโซลาเซลล์ ลดภาระค่าไฟฟ้าให้กับครัวเรือน และเครื่องอุปโภคบริโภคสำหรับใช้ประโยชน์ภายในที่พักอาศัย จำนวน 20 ครอบครัว เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน ตามพันธกิจ “ทำให้คนไทยมีบ้าน”

    “ตลอดระยะเวลากว่า 19 ปี ที่ธอส. ได้ดำเนินการร่วมกับ ตชด. ทั้งการส่งเสริมด้านการศึกษาและด้านที่อยู่อาศัยเพื่อให้ความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ห่างไกลดีขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเท่าเทียมระหว่างสังคมเมืองและสังคมในชนบท ทั้งนี้ ความร่วมมือของทั้ง 2 หน่วยงาน จะทำให้เด็กนักเรียนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนได้รับโอกาสทางการศึกษา และนำความรู้ที่ได้รับกลับมาพัฒนาชุมชนให้มีความแข็งแกร่ง โดยเฉพาะการเสริมสร้างอาชีพเพื่อเพิ่มรายได้ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการยกระดับชุมชนให้เข้มแข็งและเติบโตอย่างยั่งยืน การลงนามในครั้งนี้จึงเป็นการตอกย้ำว่า ธอส. พร้อมยืนเคียงข้างคนไทยทุกกลุ่มอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม” ดร.มหัทธนะ กล่าว

    ธอส.จับมือ ตชด. สร้างโอกาสการศึกษา-ที่อยู่อาศัยลดเหลื่อมล้ำ

    พลตำรวจโท รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ ผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (ผบช.ตชด.) กล่าวว่า การร่วมมือกับ ธอส. ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ช่วยเปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิตของเด็กและเยาวชนในพื้นที่ในความดูแลของ ตชด. ได้อย่างเป็นรูปธรรม การช่วยเหลือของ ธอส. ในปี 2569 นี้ จะช่วยขยายผลไปยังพื้นที่ที่ยังมีความต้องการสูง ช่วยให้บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียนมีขวัญและกำลังใจในการเรียนการสอนมากขึ้น ในนามของกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ขอขอบคุณ ธอส. ที่ได้เข้ามาช่วยเหลือ สร้างและซ่อมแซมอาคารเรียน รวมถึงซ่อมแซมที่อยู่อาศัยให้เด็กนักเรียน เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและคุณภาพทางการศึกษาของครูและนักเรียน ตชด. โดยหวังว่าทั้ง 2 หน่วยงานจะร่วมมือกันเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมเช่นนี้ต่อไป 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/social-biz/655791&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0MnkmSKD3gAdTouuB1YN1o

  • “รมว.กลาโหม” ลงพื้นที่ตรวจเลือกทหารกองเกิน ย้ำสิทธิประโยชน์ครบ

    “รมว.กลาโหม” ลงพื้นที่ตรวจเลือกทหารกองเกิน ย้ำสิทธิประโยชน์ครบ

    วันที่ 4 เม.ย.69 ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวสต์เกต อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เดินทางมาตรวจเยี่ยมการดำเนินการตรวจเลือกทหารกองประจำการ 2569 ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวสต์เกต ชั้น 4 อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี ซึ่งเป็นสถานที่ตรวจเลือดทหารของจังหวัดนนทบุรี ใน 6 อำเภอ (ไทรน้อย, บางกรวย, เมืองนนทบุรี, บางใหญ่, บางบัวทอง, ปากเกร็ด) โดยเป็นการคัดเลือกเป็นวันที่ 4

    พล.ท.อดุลย์ กล่าวว่า วันนี้มาตรวจดูความเรียบร้อย รวมถึงดูการปฏิบัติงานของสัสดีที่ประชาสัมพันธ์ให้มีผู้สมัครเต็มทุกวันนั้นทำอย่างไร รวมถึงนโยบายรัฐบาลที่ส่งเสริมการให้ชายไทยสมัครเข้ารับราชการทหารโดยสมัครใจ หรือหากการ สมัครเต็มจำนวน ก็จะไม่มีการเกณฑ์ทหาร โดยปัจจุบันได้มีการนำระบบสมัครออนไลน์มาใช้ด้วย เพื่ออำนวยความสะดวกมากยิ่งขึ้น

    สำหรับปัจจัยที่ทำให้มีผู้สมัครเต็มจำนวนนั้น พล.ท.อดุลย์ ระบุว่า มีหลายปัจจัย อาทิ การประชาสัมพันธ์ของหน่วยงานในพื้นที่ ทั้งฝ่ายปกครอง ที่ได้ประชาสัมพันธ์นโยบายรัฐบาล รวมถึงปัจจัย และสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่ได้รับ สร้างแรงจูงใจ โดยเฉพาะด้านการศึกษา เปิดโอกาสให้ผู้เข้ารับราชการสามารถศึกษาต่อควบคู่ไปด้วย เช่น การศึกษานอกระบบ เพื่อยกระดับวุฒิการศึกษา นอกจากนี้ ยังมีโอกาสก้าวหน้าในสายอาชีพ และได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสม อีกทั้ง ยังมีการเสริมสร้างอุดมการณ์ รักชาติศาสนา พระมหากษัตริย์ และการเป็นจิตอาสาเพื่อการปกป้องอธิปไตย และสร้างความภาคภูมิใจให้กับตนเองและครอบครัว

    เมื่อถามว่าการดูแลทหารเกณฑ์ ไม่ให้เกิดการซ้ำรอยในเรื่องของการทำร้ายร่างกาย พล.ท.อดุลย์ เชื่อว่า ผู้บังคับบัญชาทุกระดับได้กำกับดูแลเป็นอย่างดี และได้ลงโทษผู้ที่กระทำ ยอมรับว่า เรื่องดังกล่าวนั้นมีอยู่บ้าง ซึ่งหากพบการกระทำความผิด ก็มีการลงโทษอย่างเด็ดขาด อย่างเช่น กรณีที่เกิดขึ้นที่ค่ายสุรธรรมพิทักษ์ จังหวัดนครราชสีมา ได้มีการลงโทษขั้นเด็ดขาด โดยการปลดผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด และดูแลครอบครัวของผู้บาดเจ็บ พร้อมย้ำว่า กองทัพบกมีคนดี และคนไม่ดี เพียงนิดเดียวทำให้ภาพลักษณ์เกิดความเสียหาย ซึ่งจะไม่ปล่อยคนกลุ่มนี้ไว้ ขอให้เชื่อว่า ลูกหลานของทุกท่านจะปลอดภัย ในยามที่กำลังพลออกปฎิบัติหน้าที่ที่บริเวณชายแดน โดยตนเองได้เน้นย้ำคุณภาพชีวิตทหารชายแดน อย่างน้อย น้ำต้องไหล ไฟต้องสว่าง ทางดี ได้ชาร์จโทรศัพท์ มีสัญญาณโทรศัพท์เพื่อให้พูดคุยกับคนที่บ้านได้ หุงข้าวไม่ต้องก่อไฟมาก เรื่องเหล่านี้ถือเป็นคุณภาพชีวิตที่พวกเขาได้ไปช่วยพวกเราทุกคนในการปกป้องอธิปไตยของชาติ

    เมื่อถามว่า ฝ่ายค้านจับตาการนำพลทหารไปรับใช้ และการเก็บบัตรเอทีเอ็ม (ATM) เพื่อหักหัวคิว ได้มอบนโยบายเรื่องนี้อย่างไรนั้น พล.ท.อดุลย์ กล่าวว่า เรามีนโยบายชัดเจน ที่ผ่านมามีเรื่องนี้อยู่บ้าง ก็เหมือนกับจุดด่างในเหล่าทัพ และเชื่อว่า ผู้บังคับบัญชาแต่ละหน่วยเข้มงวดเรื่องนี้อยู่แล้ว ซึ่งเรื่องนี้มีอยู่น้อยมาก เหมือนเสื้อสีขาวที่มีจุดดำเพียงเล็กน้อย ดังนั้น ขออย่ามองจุดด่างดำ ขอให้ทุกคนช่วยกันเป็นหูเป็นตา โดยมีศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ หรือแม้แต่คนใดที่ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ รวมถึงไม่ได้รับความเป็นธรรมก็ขอให้แจ้งมา

    เมื่อถามถึงนโยบายทหารอาสาของพรรคภูมิใจไทย ได้วางกรอบไว้หรือไม่ว่าจะสามารถเกิดขึ้นได้เมื่อไหร่ พล.ท.อดุลย์ กล่าวว่า ต้องรอให้มีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาก่อน และตนเองจะรับมาดำเนินการ ยืนยันว่า มีแน่ และทำอย่างแน่นอน ซึ่งจะต้องหารือกันในละเอียดครั้งหนึ่ง ว่าจะกี่ปี หรือ 4 ปี เพราะจะได้มีโอกาสเรียน จนจบระดับปริญญาตรี และบรรจุเข้ารับราชการทหาร

    เมื่อถามว่าทาง พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ อดีตรมว.กลาโหม ซึ่งพ้นจากตำแหน่ง ได้ฝากสานงานต่อในการดูแลทหารชั้นผู้น้อย จะทำต่อเนื่องเลยหรือไม่ พล.ท.อดุลย์ กล่าวว่า ทำต่อเนื่องอย่างเต็มที่ โดยการเพิ่มเงินจ่ากองร้อย กองพัน และจ่ากรม ซึ่งสิทธิของกำลังพลชั้นผู้น้อย จะดูแลอย่างเต็มที่ไม่ต้องห่วง เราไม่มีการแบ่งชนชั้นวรรณะแต่อย่างใด แต่ระเบียบของข้าราชการทหารต้องมีการแบ่งยศ แบ่งสายบังคับบัญชาให้มีความชัดเจน เพื่อปกครองบังคับบัญชา เราทำงานด้วยกันเป็นทีม ชีวิตการทำงานที่บริเวณชายแดนทุกคนเท่ากันหมด ทุกคนมีโอกาสเหยียบกับระเบิดเท่ากันหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/139353&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27GzA0CDFa8xJUrZdAe4SW

  • กรุ๊ปเลือด B เสี่ยงเป็นเบาหวานสูงกว่า 28% จริงหรือไม่? : เช็กข่าวชัวร์

    กรุ๊ปเลือด B เสี่ยงเป็นเบาหวานสูงกว่า 28% จริงหรือไม่? : เช็กข่าวชัวร์

    ตรวจสอบข้อเท็จจริง ข่าว “กรุ๊ปเลือด B เสี่ยงเป็นเบาหวานสูงกว่า 28%” จริงหรือไม่?

    ในช่วงที่ผ่านมา มีการแชร์ข้อมูลในโลกออนไลน์เกี่ยวกับ “กรุ๊ปเลือด B เสี่ยงเป็นโรคเบาหวานมากกว่าคนอื่นถึง 28%” โดยอ้างอิงงานวิจัยทางการแพทย์ จนทำให้หลายคนเกิดความกังวลและตั้งคำถามว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นความจริงหรือเป็นข่าวปลอม (Fake News)

    กองบรรณาธิการ Sanook News ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากแหล่งข้อมูลทางวิชาการแล้ว พบว่าข้อมูลดังกล่าวมีที่มาจากงานวิจัยจริง แต่มีการนำไปสื่อสาร “เกินบริบท” จนอาจทำให้เข้าใจผิดได้

    คำถาม

    จริงหรือไม่ที่ “ผู้ที่มีกรุ๊ปเลือด B มีความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 สูงกว่าคนกรุ๊ปเลือดอื่นถึง 28%” และหมายความว่าคนกรุ๊ปเลือด B มีโอกาสป่วยสูงอย่างมีนัยสำคัญ?

    การตรวจสอบ

    จากการตรวจสอบพบว่า ข้อมูลดังกล่าวอ้างอิงจากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ ซึ่งมีการวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมากเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างกรุ๊ปเลือดกับโรคต่าง ๆ รวมถึงโรคเบาหวานชนิดที่ 2

    ผลการศึกษาระบุว่า กลุ่มตัวอย่างที่มีกรุ๊ปเลือด B มี “ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น” ประมาณ 28% เมื่อเทียบกับกรุ๊ปเลือดอื่น อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียง “ความเสี่ยงเชิงสถิติ” ไม่ได้หมายความว่าคนกรุ๊ปเลือด B จะต้องเป็นโรคนี้แน่นอน

    ที่สำคัญ งานวิจัยเดียวกันยังย้ำว่า ปัจจัยด้านพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย และน้ำหนักตัว มีผลต่อความเสี่ยงของโรคเบาหวานมากกว่ากรุ๊ปเลือดอย่างมีนัยสำคัญ

    ตัวอย่างเช่น การบริโภคเนื้อแปรรูปเพียงวันละ 50 กรัม สามารถเพิ่มความเสี่ยงได้มากถึง 37% และการไม่ออกกำลังกายอาจเพิ่มความเสี่ยงได้มากกว่า 100% ซึ่งสูงกว่าปัจจัยกรุ๊ปเลือดอย่างชัดเจน

    นอกจากนี้ ยังไม่มีหน่วยงานสาธารณสุขใดออกประกาศให้ใช้ “กรุ๊ปเลือด” เป็นตัวชี้วัดหลักในการประเมินความเสี่ยงโรคเบาหวาน การวินิจฉัยยังคงอิงจากระดับน้ำตาลในเลือดและปัจจัยสุขภาพโดยรวม

    ข้อเท็จจริง

    ข้อมูลที่ว่า “กรุ๊ปเลือด B เสี่ยงเบาหวานสูงกว่า 28%” เป็นข้อมูลที่มีเค้างานวิจัยจริง แต่ถูกนำเสนอเกินบริบท และไม่สามารถสรุปได้ว่าคนกรุ๊ปเลือด B จะป่วยง่ายกว่าคนอื่นอย่างมีนัยสำคัญ จึงไม่ควรตีความว่าเป็นข้อเท็จจริงแบบเหมารวม

    อ้างอิง

    1. บทความวิจัยจากวารสาร BMC Medicine
    2. รายงานสรุปงานวิจัยด้านกรุ๊ปเลือดและความเสี่ยงโรค
    3. คำชี้แจงกองบรรณาธิการ Sanook News 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9882074/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pG49GM8JlBMYZtmiKUB9p

  • เปิดต้นทุนโรงพยาบาลไทย สะท้อนวิธีคิดในการจัดสรรงบประมาณ

    เปิดต้นทุนโรงพยาบาลไทย สะท้อนวิธีคิดในการจัดสรรงบประมาณ

    ทีดีอาร์ไอ เปิดต้นทุน โรงพยาบาลไทย

    สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ร่วมกับสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) เผยแพร่ผลการศึกษา “เจาะลึกต้นทุนโรงพยาบาลไทย สู่การยกระดับประสิทธิภาพ” พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญของต้นทุนในโรงพยาบาลแต่ละสังกัด พร้อมเสนอแนวทางแก้ปัญหาการขาดทุนสะสมเพื่อความยั่งยืนของระบบสาธารณสุข

    เปิดช่องว่างต้นทุน รพ.มหาวิทยาลัยสูงกว่า รพ.รัฐ 2-3 เท่า

    ณัฐนันท์ วิจิตรอักษร นักวิจัยที่ปรึกษา TDRI ระบุว่าจากการศึกษาเปรียบเทียบพบว่าโรงพยาบาลในสังกัดมหาวิทยาลัยมีต้นทุนต่อหน่วยสูงกว่าโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขถึง 2-3 เท่า สาเหตุหลักมาจาก การรักษาโรคที่มีความซับซ้อนและรุนแรงมากกว่า  บทบาทหน้าที่ในการเป็นสถานศึกษาเพื่อผลิตบุคลากรทางการแพทย์ และการใช้เทคโนโลยีและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัยกว่า

    ปัญหาการจัดสรรงบประมาณที่ไม่สอดคล้อง

    ปัจจุบันการจัดสรรงบประมาณผ่านกองทุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) ยังมีข้อจำกัด เนื่องจากใช้เกณฑ์กลางที่อาจไม่สะท้อนต้นทุนจริงของโรงพยาบาลขนาดใหญ่หรือโรงพยาบาลที่มีความเฉพาะทาง ส่งผลให้เกิดภาวะขาดทุนสะสมในบางแห่ง ขณะที่โรงพยาบาลขนาดเล็กในระดับชุมชนมักเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนทรัพยากรและข้อมูลต้นทุนที่ละเอียดพอสำหรับการบริหารจัดการ

    ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อทางออกที่ยั่งยืน

    เพื่อให้ระบบการคลังสาธารณสุขมีความยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ งานวิจัยเสนอทางออก 3 ด้าน คือ จัดทำข้อมูลต้นทุนมาตรฐาน (Standardized Costing) สนับสนุนให้โรงพยาบาลมีระบบจัดเก็บข้อมูลต้นทุนที่ชัดเจนและเป็นระบบเดียวกัน เพื่อให้สามารถวิเคราะห์ประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างแม่นยำ ปรับเกณฑ์การจ่ายงบประมาณ:เสนอให้พิจารณาการจัดสรรงบประมาณตาม “ฐานประสิทธิภาพ” และ “ความซับซ้อนของบริการ” (Performance-based funding) มากกว่าการใช้เกณฑ์เฉลี่ยแบบครอบจักรวาล และเพิ่มศักยภาพการจัดการข้อมูล: พัฒนาบุคลากรเฉพาะทางด้านการวิเคราะห์ต้นทุนและระบบสารสนเทศในโรงพยาบาล เพื่อใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์

    การยกระดับประสิทธิภาพโรงพยาบาลไทยไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเพิ่มงบประมาณเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการ “เข้าใจต้นทุนจริง” และการใช้ข้อมูลเหล่านั้นมาปรับปรุงกระบวนการทำงาน เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่ดีที่สุดภายใต้งบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/tdri-reveals-costs-thai-hospitals&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3fZWcTyF7q9mfKLH9nHVUi

  • ตลาดน้ำคลองแห พิกัดกินเที่ยวหาดใหญ่ ของดีราคาถูกใจกลางชุมชน

    ตลาดน้ำคลองแห พิกัดกินเที่ยวหาดใหญ่ ของดีราคาถูกใจกลางชุมชน

    TrueID

    Follow us

    TrueID Line Official

    Copyright © True Digital Group Company Limited.
    All rights reserved

    TrueID APP

    Unbox Yourself with TrueID

    ทรูไอดี โลกความสุขในทุกตัวตนของคุณ

    Download on App StoreDownload on Google Play StoreDownload on Huawei AppGallery

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.trueid.net/detail/OpMw4Me1GRjA&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1h7Hny0klrF0ndA3l8LpXu

  • หัวหินคึกคัก! ศึกบีชโปโลโลกดันเมืองท่องเที่ยวสู่สากล

    หัวหินคึกคัก! ศึกบีชโปโลโลกดันเมืองท่องเที่ยวสู่สากล

    ภูมิภาค

    หัวหินคึกคัก! ศึกบีชโปโลโลกดันเมืองท่องเที่ยวสู่สากล

    วันเสาร์ ที่ 04 เมษายน พ.ศ. 2569, 21.07 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ประจวบคีรีขันธ์ วันที่ 4 เมษายน 2569 บรรยากาศที่อำเภอหัวหินกลับมาคึกคักอีกครั้ง จากการจัดการแข่งขันขี่ม้าโปโลชายหาดการกุศลระดับนานาชาติ รายการ “อินเตอร์คอนติเนนตัล – บี.กริม บีช โปโล 2026” ซึ่งจัดขึ้นบริเวณชายหาดหน้าโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล หัวหิน รีสอร์ท มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติร่วมชมอย่างคับคั่ง

    พิธีเปิดการแข่งขันจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ โดยมี สุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน พร้อมด้วยผู้บริหารภาครัฐและเอกชน รวมถึงบุคคลในแวดวงกีฬาและการท่องเที่ยวเข้าร่วมงานจำนวนมาก

    ภายในงานเริ่มด้วยขบวนพาเหรดม้าริมชายหาดอย่างสวยงาม ตามด้วยการแข่งขันความเร็วของม้า ซึ่งสร้างความตื่นเต้นให้กับผู้ชม ก่อนจะเพิ่มสีสันด้วยแฟชั่นโชว์บนหลังม้าจากกลุ่มเซเลบริตี้ และเข้าสู่การแข่งขันโปโลชายหาดการกุศล ท่ามกลางบรรยากาศริมทะเลที่สดใส

    การแข่งขันครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมสำคัญที่ผสานกีฬาเข้ากับการท่องเที่ยวและสังคมได้อย่างลงตัว โดยรายได้ส่วนหนึ่งนำไปสนับสนุน “โครงการกำลังใจ” เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ต้องขังและเตรียมความพร้อมกลับคืนสู่สังคม

    ตลอดระยะเวลากว่า 15 ปี การจัดงานบีชโปโลหัวหินได้สร้างชื่อเสียงในระดับนานาชาติ ด้วยเอกลักษณ์ของสนามแข่งขันบนชายหาด ซึ่งต้องอาศัยความเหมาะสมของสภาพธรรมชาติ ทั้งระดับน้ำทะเลและพื้นทราย

    สำหรับปีนี้ มีทีมจากหลายประเทศเข้าร่วมแข่งขัน ได้แก่ ไทย เบลเยียม อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา สะท้อนถึงความเป็นเวทีระดับโลกที่ได้รับความสนใจจากนักกีฬานานาชาติ

    ทั้งนี้ การจัดงานดังกล่าวยังมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมภาพลักษณ์ของหัวหินในฐานะเมืองท่องเที่ยวระดับนานาชาติ พร้อมผลักดันเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/471682&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0K0hqm1u60yl9SKM77MfE5

  • ฮอร์มุซสะเทือนเศรษฐกิจโลก ปุ๋ย ฮีเลียม ปิโตรเคมี กำมะถันขาดเสี่ยงดันเงินเฟ้อ

    ฮอร์มุซสะเทือนเศรษฐกิจโลก ปุ๋ย ฮีเลียม ปิโตรเคมี กำมะถันขาดเสี่ยงดันเงินเฟ้อ

    การหยุดชะงักของการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซจากสงครามตะวันออกกลางเริ่มกระทบห่วงโซ่อุปทานโลกในหลายอุตสาหกรรม ไม่เพียงแต่น้ำมันและก๊าซ แต่ยังรวมถึงปุ๋ย ฮีเลียม ปิโตรเคมี และกำมะถัน ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของอาหาร ยา ไมโครชิป และแบตเตอรี่

    สำนักข่าว BBC รายงานว่า การหยุดชะงักของการขนส่งน้ำมันและก๊าซผ่านช่องแคบฮอร์มุซจากสงครามสหรัฐ–อิสราเอลกับอิหร่าน ได้ผลักดันราคาพลังงานโลกให้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเริ่มเพิ่มขึ้นแล้วในหลายประเทศ และค่าใช้จ่ายด้านพลังงานภาคครัวเรือนมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นตามมา

    อย่างไรก็ตาม ผลกระทบของสงครามไม่ได้จำกัดอยู่แค่พลังงานเท่านั้น เพราะมีสารเคมี ก๊าซ และวัตถุดิบสำคัญจำนวนมากที่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก BBC Verify พบว่า ราคาสินค้าหลายประเภท ตั้งแต่อาหาร สมาร์ทโฟน ไปจนถึงยา อาจได้รับผลกระทบ เนื่องจากจำนวนเรือที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซลดลงจากมากกว่า 100 ลำต่อวันก่อนสงคราม เหลือเพียงไม่กี่ลำต่อวันในปัจจุบัน

    ปุ๋ย: ความเสี่ยงต่อผลผลิตอาหารและราคาอาหารโลก

    ปิโตรเคมีที่ได้จากน้ำมันและก๊าซถูกใช้ผลิตปุ๋ยจำนวนมากในประเทศอ่าวเปอร์เซีย และถูกส่งออกผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งถือเป็นเส้นทางสำคัญของปุ๋ยโลก องค์การสหประชาชาติระบุว่า ประมาณหนึ่งในสามของปุ๋ยโลก เช่น ยูเรีย โพแทช แอมโมเนีย และฟอสเฟต ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

    ข้อมูลจากองค์การการค้าโลก (WTO) แสดงให้เห็นว่า หลังสงครามเริ่มขึ้น การส่งออกผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับปุ๋ยผ่านช่องแคบฮอร์มุซลดลงอย่างมาก นักวิเคราะห์เตือนว่าการขาดแคลนปุ๋ยอาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการผลิตอาหาร เนื่องจากช่วงเดือนมีนาคมและเมษายนเป็นฤดูเพาะปลูกของซีกโลกเหนือ หากเกษตรกรใช้ปุ๋ยน้อยลงในช่วงนี้ จะทำให้ผลผลิตลดลงในช่วงปลายปี

    นักวิจัยจาก Kiel Institute ระบุว่า แม้การปิดช่องแคบเพียงระยะเวลาสั้น ๆ ก็อาจส่งผลกระทบต่อฤดูเพาะปลูกทั้งฤดูกาล และอาจส่งผลต่อความมั่นคงด้านอาหารต่อเนื่องไปอีกนานหลังจากช่องแคบกลับมาเปิดใช้งาน โดยการศึกษาของสถาบันพบว่า หากช่องแคบฮอร์มุซปิดทั้งหมด ราคาข้าวสาลีโลกอาจเพิ่มขึ้น 4.2% และราคาผักและผลไม้อาจเพิ่มขึ้น 5.2%

    ประเทศที่อาจได้รับผลกระทบจากราคาอาหารเพิ่มขึ้นมากที่สุด ได้แก่ แซมเบีย ซึ่งราคาอาหารอาจเพิ่มขึ้น 31% รองลงมาคือ ศรีลังกา 15% ไต้หวัน 12% และปากีสถาน 11%

    ในขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์มองว่า รัสเซีย ซึ่งปกติส่งออกปุ๋ยประมาณหนึ่งในห้าของโลก อาจเพิ่มการผลิตเพื่อชดเชยการขาดแคลนในตลาดโลก

    ฮีเลียม: วิกฤตอาจกระทบไมโครชิป เทคโนโลยี และโรงพยาบาล

    ประมาณหนึ่งในสามของการขนส่งก๊าซฮีเลียมโลกมาจากกาตาร์ และต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ฮีเลียมเป็นผลพลอยได้จากการผลิตก๊าซธรรมชาติ และมีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เนื่องจากใช้ในการผลิตแผ่นเวเฟอร์เซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งจะถูกนำไปผลิตเป็นไมโครชิปสำหรับคอมพิวเตอร์ รถยนต์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า

    ฮีเลียมยังใช้ทำความเย็นแม่เหล็กในเครื่องตรวจ MRI ในโรงพยาบาลอีกด้วย โรงงานก๊าซ Ras Laffan ของกาตาร์ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตฮีเลียมขนาดใหญ่ ต้องหยุดการผลิตหลังถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรน และรัฐบาลกาตาร์เตือนว่าอาจต้องใช้เวลา 3–5 ปีในการซ่อมแซมความเสียหาย

    ก่อนหน้านี้ สมาคมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของสหรัฐเคยเตือนว่า หากอุปทานฮีเลียมโลกหยุดชะงัก อาจทำให้ราคาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว นักวิเคราะห์เตือนว่าผลกระทบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซอาจทำให้ราคาสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น สมาร์ทโฟน ศูนย์ข้อมูล และระบบ AI เพิ่มขึ้น

    ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพโลกยังเตือนว่า การขาดแคลนฮีเลียมอาจทำให้ค่าใช้จ่ายด้านการตรวจ MRI เพิ่มขึ้น เนื่องจากเครื่อง MRI ต้องใช้ฮีเลียมประมาณ 1,500–2,000 ลิตร เพื่อทำความเย็นแม่เหล็ก และฮีเลียมจะค่อย ๆ ระเหยทุกครั้งที่ใช้งานเครื่อง

    ปิโตรเคมี: วัตถุดิบสำคัญในการผลิตยา

    สารเคมีจากปิโตรเคมี เช่น เมทานอล และเอทิลีน เป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตยา รวมถึงยาแก้ปวด ยาปฏิชีวนะ และวัคซีน ประเทศในกลุ่มสภาความร่วมมืออ่าวอาหรับ ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ โอมาน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต และบาห์เรน คิดเป็นประมาณ 6% ของกำลังการผลิตปิโตรเคมีโลก

    ประเทศเหล่านี้ใช้ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางหลักในการส่งออกสารเคมีไปยังตลาดโลก โดยประมาณครึ่งหนึ่งส่งไปยังเอเชีย ขณะเดียวกัน อินเดีย ซึ่งผลิตยาสามัญประมาณหนึ่งในห้าของการส่งออกยาสามัญโลก ก็พึ่งพาวัตถุดิบจากภูมิภาคนี้ และยาหลายชนิดยังต้องขนส่งทางอากาศผ่านศูนย์กลางการบินในอ่าวเปอร์เซีย โดยเฉพาะดูไบ ซึ่งได้รับผลกระทบจากสงคราม

    นักวิเคราะห์เตือนว่า การหยุดชะงักของช่องแคบฮอร์มุซอาจทำให้ราคายาสำหรับผู้บริโภคทั่วโลกเพิ่มขึ้น

    กำมะถัน: กระทบโลหะ อุตสาหกรรม และแบตเตอรี่

    กำมะถันเป็นผลพลอยได้จากการแปรรูปน้ำมันและก๊าซ และถูกผลิตจำนวนมากในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย โดยประมาณครึ่งหนึ่งของการค้ากำมะถันทางเรือของโลกต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

    กำมะถันถูกใช้ผลิตปุ๋ย และใช้ผลิตกรดซัลฟิวริก ซึ่งจำเป็นสำหรับการแปรรูปโลหะ เช่น ทองแดง โคบอลต์ และนิกเกิล รวมถึงใช้ในการสกัดลิเทียม โลหะทั้งหมดนี้เป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตแบตเตอรี่ที่ใช้ในเครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์ไฟฟ้า และอุปกรณ์ทางทหาร เช่น โดรน

    นักวิเคราะห์เตือนว่า หากการส่งออกกำมะถันยังคงหยุดชะงัก จะทำให้ราคาสินค้าที่ใช้แบตเตอรี่เพิ่มขึ้นในอนาคต

    อ้างอิง : bbc.com

    เกาะติดสถานการณ์ สหรัฐฯ–อิสราเอล เปิดฉากโจมตีอิหร่าน เร่งสถานการณ์ตึงเครียดทั่วตะวันออกกลาง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://moneyandbanking.co.th/2026/236196/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0DBlSFlxuaXQt8vwt-9kAC

  • ‘นิกร’ เตรียมรายงานตัว สส.8 เม.ย.นี้ หลัง ‘ซาบีดา’ ลาออก | เดลินิวส์

    ‘นิกร’ เตรียมรายงานตัว สส.8 เม.ย.นี้ หลัง ‘ซาบีดา’ ลาออก | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 4 เม.ย. 69 นายนิกร จำนง ว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า เมื่อวันที่ 3 เม.ย. ตนได้รับทราบข่าวดีใหญ่ยิ่ง นั่นคือการที่ท่านรัฐมนตรี น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อของพรรคภูมิใจไทย ลำดับที่ 5 ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้น ได้มีหนังสือขอลาออกจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน เนื่องจากท่านต้องการเตรียมพร้อมเข้าไปทำหน้าที่ในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมโดยพลัน เป็นเหตุให้สมาชิกภาพ สส. ของท่านรัฐมนตรีซาบีดา ไทยเศรษฐ์ สิ้นสุดลง ตามมาตรา 100 (3) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ทั้งท่านเองยังกรุณาโทรฯ แจ้งตนเองให้ทราบด้วย ซึ่งต้องขอบคุณนางสาวซาบีดาไว้ในโอกาสนี้เป็นอย่างยิ่ง

    นายนิกร ระบุต่อว่า ดังนั้นตามบทบัญญัติในมาตรา 105 (2) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ทำการเร่งรัดประกาศให้ผู้มีชื่อในลำดับถัดไปในบัญชีรายชื่อของพรรคภูมิใจไทย ลำดับที่ 20 คือตนเอง นายนิกร จำนง เลื่อนขึ้นมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแทน โดยท่านประธานโสภณ ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาหน้า 31 เล่ม 143 ตอนพิเศษ 90ง ราชกิจจานุเบกษา โดยประกาศ ณ วันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569 ในการนี้ตนจะเข้าไปรายงานตัวในวันพุธที่ 8 เมษายน เวลา 09.00 น. และจะทำการปฏิญาณตัวในวันเดียวกัน จากนั้นก็จะเริ่มทำหน้าที่ซึ่งพี่น้องประชาชนได้มอบหมายให้เต็มกำลังความสามารถในทันที   

    “ขอขอบคุณพี่น้องประชาชนที่ลงคะแนนเลือกตั้งให้พรรคภูมิใจไทย ขอบคุณท่านหัวหน้าพรรค ท่านกรรมการบริหารพรรค เพื่อน สส. ทุกๆ ท่านและสมาชิกพรรคทุกคนที่ร่วมกันให้โอกาสสำคัญนี้กับผมด้วย” นายนิกร ระบุ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5750446/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30UciER2KA49xFzMQI7siI

  • หนี้ครัวเรือนไทยปี69 ชนเพดาน 86.8% สินเชื่อกู้ง่าย จ่ายไม่ไหว สวนทางรายได้-ค่าครองชีพ

    หนี้ครัวเรือนไทยปี69 ชนเพดาน 86.8% สินเชื่อกู้ง่าย จ่ายไม่ไหว สวนทางรายได้-ค่าครองชีพ

    ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ (ดร.แดน) นักวิชาการอาวุโส มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ประธานสถาบันการสร้างชาติ (NBI)และประธานสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา (IFD) กล่าวถึงปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยว่า เป็นผลจากโครงสร้างเศรษฐกิจที่เปราะบาง ซึ่งพึ่งพาการบริโภคที่ขับเคลื่อนด้วยสินเชื่อ ขณะที่รายได้เติบโตไม่ทันกับค่าครองชีพ ประกอบกับการเข้าถึงสินเชื่อที่รวดเร็วกว่าความสามารถในการชำระหนี้ ทำให้เกิดความไม่มั่นคงทางการเงิน มาตรการแก้หนี้ที่ผ่านมามักเน้นเพียงการประคองสถานการณ์ระยะสั้น โดยยังไม่แตะถึงรากเหง้าปัญหาด้านผลิตภาพและความเหลื่อมล้ำ  หนี้ครัวเรือนไทยปี69 ชนเพดาน 86.8% สินเชื่อกู้ง่าย จ่ายไม่ไหว สวนทางรายได้-ค่าครองชีพ

    สถานการณ์ดังกล่าวก่อให้เกิดวงจรแห่งความเปราะบาง โดยหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) พุ่งแตะระดับ 1.3 ล้านล้านบาท (ร้อยละ 9.4 ของสินเชื่อรวม) เมื่อจำแนกตามประเภทสินเชื่อ พบประเด็นปัญหาเชิงโครงสร้างคือ สินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภค มีสัดส่วนกว่า 2 ใน 3 ของบัญชีหนี้ครัวเรือน สินเชื่อที่อยู่อาศัย อัตราการผิดนัดชำระหนี้ในกลุ่มบ้านระดับราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาทปรับตัวสูงขึ้น สะท้อนการถดถอยของกำลังซื้อของกลุ่มผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลาง

    สินเชื่อยานพาหนะ เป็นหนี้ที่กล่าวถึงเป็นพิเศษ เพราะมีอัตราการเพิ่มขึ้นสูงเกินร้อยละ15 ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้าของหนี้เสียในอนาคต นอกจากนี้สินเชื่อเพื่อการศึกษา(กยศ.) จากทั้งหมด 7.42 ล้านบัญชีแต่มีผู้กู้ยืมที่อยู่ระหว่างการชำระหนี้เพียง 3.67 ล้านบัญชี สะท้อนให้เห็นว่า ผลตอบแทนจากการศึกษาในตลาดแรงงานไทยอาจไม่เพียงพอต่อการชำระหนี้คืน

    หนี้ครัวเรือนไทยปี69 ชนเพดาน 86.8% สินเชื่อกู้ง่าย จ่ายไม่ไหว สวนทางรายได้-ค่าครองชีพ

    และสินเชื่อภาคการเกษตร ลูกหนี้กว่าครึ่งในพอร์ตของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เข้าข่ายเป็น “หนี้เรื้อรัง” โดยนโยบายพักชำระหนี้แบบหน้ากระดานในอดีต ได้สร้างภาวะภัยทางศีลธรรม (Moral Hazard) โดยขาดการยกระดับผลิตภาพของลูกหนี้

    ศ.ดร.เกรียงศักดิ์  ระบุว่า ปัญหาหนี้ครัวเรือนของไทยไม่ได้มีจุดกำเนิดมาจากการขาดวินัยทางการเงินในระดับบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่แท้จริงแล้วเป็นอาการที่แสดงออกของความล้มเหลวเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่สะสมมาอย่างยาวนาน ควบคู่ไปกับพฤติกรรมการก่อหนี้ที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย

    หนี้ครัวเรือนไทยปี69 ชนเพดาน 86.8% สินเชื่อกู้ง่าย จ่ายไม่ไหว สวนทางรายได้-ค่าครองชีพ

    มองได้เป็น 2 มิติหลัก คือ ความเปราะบางเชิงโครงสร้างระดับมหภาค ปัญหาหนี้ครัวเรือนเป็นอาการที่แสดงออกของความล้มเหลวเชิงโครงสร้างที่สะสมมาอย่างยาวนาน ทั้งความตึงตัวของรายได้และผลิตภาพ อัตราการเติบโตของ GDP มีแนวโน้มชะลอตัวลง ในขณะที่ค่าจ้างที่แท้จริงปรับตัวเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 0.8 ต่อปี ค่าครองชีพที่พุ่งสูงจึงบีบบังคับให้ครัวเรือนต้องพึ่งพาสินเชื่อโครงข่ายความคุ้มครองทางสังคมไม่ครอบคลุม

    ร้อยละ 46.3 ของครัวเรือนไทยไม่มีเงินออมสำรองฉุกเฉิน เมื่อประสบภาวะวิกฤตเศรษฐกิจของครัวเรือนอย่างเฉียบพลัน เช่น การเจ็บป่วยรุนแรงที่ต้องเผชิญกับค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ที่เพิ่มขึ้น ทำให้ครัวเรือนถูกผลักเข้าสู่วงจรหนี้ทันที และนโยบายการคลังและรัฐสวัสดิการที่คลาดเคลื่อน ความพยายามนำนโยบายประชานิยมมาผสมผสานกับสวัสดิการ โดยที่ฐานภาษีของประเทศยังไม่กว้างพอทำให้ขาดความยั่งยืนทางการคลัง ทิศทางที่เหมาะสมควรเปลี่ยนผ่านสู่ “รัฐสวัสดิภาพ” ที่ได้นำเสนอมานานโดยมุ่งช่วยเหลือแบบเจาะจงเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เพื่อสร้างความสามารถในการพึ่งพาตนเองให้ได้เร็วที่สุด

    หนี้ครัวเรือนไทยปี69 ชนเพดาน 86.8% สินเชื่อกู้ง่าย จ่ายไม่ไหว สวนทางรายได้-ค่าครองชีพ

    นอกจากนั้น พฤติกรรมการก่อหนี้รายกลุ่มประชากร เมื่อดูจากฐานข้อมูลเครดิตบูโรชี้ว่า พฤติกรรมการก่อหนี้และคุณภาพสินเชื่อมีความแตกต่างกันระหว่างกลุ่มช่วงวัย (generation) โดยค่านิยมและสภาพเศรษฐกิจในแต่ละยุค ส่งผลโดยตรงต่อความเปราะบางทางการเงินของคนในช่วงวัยนั้น ๆ โครงสร้างหนี้สินและคุณภาพหนี้ กลุ่ม Gen Y มีภาระหนี้สูงสุดและเข้าถึงสินเชื่อรวดเร็ว พฤติกรรมส่วนใหญ่มุ่งเน้นการบริโภคตามกระแสสังคม ผ่านสินเชื่อที่เสื่อมมูลค่า (เช่น รถยนต์ สินเชื่อส่วนบุคคล) ขาดการลงทุนในสินทรัพย์ระยะยาว และมักใช้วิธีการหมุนหนี้ ตลอดจนการกู้เพื่อลงทุนเก็งกำไรที่มีความเสี่ยงสูง และกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและเกษตรกร การก่อหนี้ส่วนใหญ่เป็นหนี้ที่ไม่สร้างรายได้ และมีพฤติกรรมการชำระยอดขั้นต่ำเพียงเพื่อพยุงบัญชี ทำให้ติดหล่มหนี้เรื้อรัง และเสี่ยงต่อการส่งผ่านภาระหนี้สู่รุ่นลูก

    ส่วนมาตรการแก้ไขปัญหาหนี้ของภาครัฐในปัจจุบัน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และภาครัฐได้ดำเนินมาตรการหลายเรื่อง แต่ยังพบข้อจำกัดสำคัญหลายประการ ทั้งเรื่องมาตรการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและแก้หนี้เรื้อรัง แม้จะช่วยสร้างกลไกการจบหนี้ แต่ในทางปฏิบัติพบว่าไม่สามารถติดต่อลูกหนี้ได้ถึงร้อยละ 30-60 และลูกหนี้มักปฏิเสธการเข้าร่วมเนื่องจากเกรงว่าจะถูกระงับวงเงินสำรอง

    หนี้ครัวเรือนไทยปี69 ชนเพดาน 86.8% สินเชื่อกู้ง่าย จ่ายไม่ไหว สวนทางรายได้-ค่าครองชีพ

    คลินิกแก้หนี้ แม้จะดึงดูดลูกหนี้ NPL เข้าร่วมได้กว่า 54,000 ราย แต่มีอัตราความสำเร็จจนจบโครงการเพียงร้อยละ 3.3 เท่านั้น สะท้อนให้เห็นว่าการลดดอกเบี้ยไม่สามารถแก้ปัญหาได้ หากรายได้ของลูกหนี้ยังไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ มาตรการรวมหนี้ แม้จะช่วยลดภาระดอกเบี้ยได้ดี แต่การจำกัดสิทธิเฉพาะผู้ที่มีอสังหาริมทรัพย์เป็นหลักประกัน ทำให้ลูกหนี้กลุ่มเปราะบางที่สุดเข้าไม่ถึงมาตรการนี้ และข้อสังเกตจากองค์กรระหว่างประเทศ มองว่า นโยบายของไทยมุ่งเน้นการยืดอายุหนี้เพื่อรักษาเสถียรภาพงบดุลของธนาคารพาณิชย์ แต่ขาดกลไกการลดหนี้เงินต้นสำหรับบุคคลธรรมดา ทำให้ปัญหาหนี้ถูกแช่แข็งและเรื้อรัง

    ทั้งนี้ ดร.แดน ได้มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนใน 3 มิติ ว่า การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ จากการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ สู่การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน จึงขอเสนอแนะเชิงนโยบายใน 3 มิติ คือ

    1.มาตรการเชิงป้องกันและการกำกับดูแล การประเมินสินเชื่อบนฐานความเสี่ยง โดยกำหนดให้สถาบันการเงินประเมินความสามารถชำระหนี้โดยพิจารณาความเสี่ยงของการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยและสภาวะวิกฤตเศรษฐกิจด้วย ขณะเดียวกันการบูรณาการศูนย์ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ โดยขยายขอบเขตการรายงานข้อมูลเครดิตให้ครอบคลุมถึงผู้ให้บริการที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non-bank) และสหกรณ์ด้วย เพื่อให้สามารถประเมินภาระหนี้โดยรวมได้อย่างแม่นยำ  และการส่งเสริมบทบาทนายจ้างและองค์กร โดยสนับสนุนสวัสดิการสินเชื่อฉุกเฉินผ่านสถานประกอบการ และพัฒนาระบบชำระหนี้โดยการหักจากเงินเดือน ควบคู่กับการบังคับอบรมทักษะทางการเงิน 

    หนี้ครัวเรือนไทยปี69 ชนเพดาน 86.8% สินเชื่อกู้ง่าย จ่ายไม่ไหว สวนทางรายได้-ค่าครองชีพ

    2.กลไกการไกล่เกลี่ยและการปรับโครงสร้างเชิงลึก โดยการจัดตั้งหน่วยงานไกล่เกลี่ยหนี้ระดับชาติ ทำหน้าที่บูรณาการเจ้าหนี้ทุกรายเพื่อปรับลดค่างวดชำระหนี้ลงอย่างน้อยร้อยละ 20 เพื่อสร้างสภาพคล่องในการดำรงชีพให้กับลูกหนี้ พร้อมพัฒนากลไกการเจรจาด่วนภายใน 30 วันก่อนเข้าสู่กระบวนการศาล  การปฏิรูปกฎหมายล้มละลายบุคคลธรรมดา โดยเปิดช่องทางให้ลูกหนี้สุจริตที่สูญเสียความสามารถถาวรเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูและยอมรับการลดทอนเงินต้น เพื่อให้ลูกหนี้เริ่มต้นชีวิตใหม่ทางเศรษฐกิจได้ ควบคู่กับการจัดโครงสร้างแรงจูงใจ โดยใช้การผ่อนชำระแบบขั้นบันได และมอบส่วนลดเงินต้น/ดอกเบี้ยแบบมีเงื่อนไข รวมถึงการให้เครดิตพฤติกรรมดี เพื่อลบประวัติบัญชีดำเร็วกว่ากำหนด หากลูกหนี้มีวินัยในการชำระหนี้ได้ตามแผน

    3.การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและการปรับพฤติกรรม ต้องยกระดับผลิตภาพและโครงสร้างรายได้ โดยภาครัฐต้องเร่งดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมมูลค่าสูง เพื่อสร้างงานและสร้างรายได้ที่ตอบสนองต่อการเพิ่มขึ้นของค่าครองชีพ พร้อมกับการให้ความรู้ทางการเงินเชิงปฏิบัติ โดยการบังคับให้สถาบันการเงินต้องผูกโยงการที่ลูกหนี้ได้รับการฝึกอบรมที่มีผลสัมฤทธิ์ กับการลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และการพัฒนากองทุนประกันรายได้แบบร่วมจ่าย โดยสร้างโครงข่ายความคุ้มครองชั่วคราวสำหรับแรงงานนอกระบบ โดยรัฐอุดหนุนเบี้ยประกันร้อยละ 50 เพื่อให้การชดเชยการชำระหนี้แทนเป็นเวลา 3-6 เดือน ในกรณีที่ผู้ประกันเกิดวิกฤตการขาดรายได้ฉับพลัน

    “การแก้ไขวิกฤตหนี้ครัวเรือนไทยไม่สามารถทำสำเร็จได้ด้วยการมุ่งลดทอนตัวเลขหนี้หรือการพักชำระหนี้ในระยะสั้นเพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องอาศัยเจตจำนงทางการเมือง ในการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อยกระดับรายได้ การอุดช่องโหว่ความเหลื่อมล้ำทางสังคม ตลอดจนการบูรณาการกลไกทางกฎหมายเพื่อคุ้มครองและฟื้นฟูลูกหนี้อย่างเป็นระบบ การเปลี่ยนผ่านจากนโยบายประคองสถานการณ์ สู่การสร้างภูมิคุ้มกันและความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะนำพาเศรษฐกิจไทยให้หลุดพ้นจากวงจรหนี้เรื้อรังและเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว” ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ ทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/economic/615439&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0XybpG3rVmdNS0EuYp3EHU

  • สำรวจ “โรงกลั่น” จัดเต็มกฎเหล็ก-ไอที คุมเข้มไม่มีรั่วไหล

    สำรวจ “โรงกลั่น” จัดเต็มกฎเหล็ก-ไอที คุมเข้มไม่มีรั่วไหล

    4 เมษายน 2569 ท่ามกลางข้อสงสัยเรื่องการกักตุนน้ำมัน ที่ผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ตกเป็นจำเลยของสังคม

    วันนี้มีการพูดถึงการกักตุนน้ำมันของ “คลังน้ำมัน” ของผู้ค้ามาตรา 7 และการส่งน้ำมันลักลอบไปขายนอกประเทศผ่านทางทะเล ซึ่งอาจเชื่อมโยงทั้งผู้ค้ามาตรา 7 และมาตรา 10 (รายใหญ่ กับ จ๊อบเบอร์) แต่สังคมก็ยังสงสัยว่า การส่งน้ำมันออกจากโรงกลั่น มีการกักตุน หรือ กั๊กเอาไว้บ้างหรือไม่ และในทางปฏิบัติสามารถทำได้หรือไม่

    ล่าสุด ทีมข่าวเนชั่นฯ มีโอกาสเข้าไปสังเกตการณ์โรงกลั่นไทยออยล์ ที่อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี พบความจริงที่หลายคนอาจยังไม่ทราบ ก็คือ

    • ระบบการรับน้ำมันสำเร็จรูปจากโรงกลั่น มีโครงสร้างที่ถูกออกแบบไว้อย่างรัดกุมในระดับวินาที
    • เริ่มต้นตั้งแต่ ระบบใบสั่งซื้ออิเล็กทรอนิกส์ที่ต้องดำเนินการจองเพื่อซื้อไปก่อนล่วงหน้า โดยใบสั่งซื้อและรับน้ำมัน ต้องมีการทำสัญญากันไว้ก่อนแล้ว
    • ไม่มีใครสามารถถือเงินสด หรือขับรถน้ำมันเข้าไปซื้อน้ำมัน หรือเติมน้ำมันได้เลย
    • รถขนส่งน้ำมันทุกคันต้องได้รับการอนุมัติคิว ผ่านระบบบริหารจัดการล่วงหน้าเท่านั้น เพื่อป้องกันการสอดแทรก หรือการนำน้ำมันออกไปนอกโควตาที่สั่งซื้อหรือทำสัญญา และตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน
    • กระบวนการรับน้ำมัน เมื่อรถน้ำมันเดินทางถึงหน้าโรงกลั่น จะมีการแจ้งกับทางโรงกลั่นระหว่างทาง คือ เจ้าหน้าที่ในโรงกลั่นจะรู้ว่า วันนี้จะมีรถน้ำมันของบริษัทไหนเข้ามาบ้าง กี่คน มีการจัดคิวไม่ให้แออัด และมีมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด

    สำรวจ “โรงกลั่น” จัดเต็มกฎเหล็ก-ไอที คุมเข้มไม่มีรั่วไหล

    • คนขับรถ เมื่อขับรถน้ำมันเข้ามายังลานจอด ต้องเข้า “ห้องตั๋ว” หรือ ศูนย์บริการลูกค้าที่แยกโซนตามแบรนด์ผู้ค้าน้ำมันอย่างชัดเจน  ถือเป็นด่านตรวจเอกสารแสดงตัวตนที่เข้มงวด ทั้งใบอนุญาตขับขี่เฉพาะประเภท และเอกสารยืนยันรถขนส่งที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย พร้อมยืนยันตัวตนว่า ใครคือผู้มารับน้ำมัน และน้ำมันล็อตนี้กำลังมุ่งหน้าไปปั๊มไหน
    • เมื่อผ่านขั้นตอนนี้แล้ว จึงจะขับรถเข้าไปโหลดน้ำมัน ใช้เวลาในกระบวนการนี้ 40-50 นาที ขึ้นกับขนาดของแทงก์ที่บรรจุ ตั้งแต่ 1 หมื่นกว่าลิตร ไปจนถึง 3 หมื่นกว่าลิตร
    • เมื่อโหลดน้ำมันจากใต้ดินเสร็จแล้ว จะมีการ “ซีลฝาถัง” ของรถน้ำมัน เพื่อป้องกันลักลอบถ่ายเทไปขายระหว่างทาง

    สำรวจ “โรงกลั่น” จัดเต็มกฎเหล็ก-ไอที คุมเข้มไม่มีรั่วไหล

    • ความล้ำสมัยที่ถือเป็นหัวใจสำคัญของปั๊มน้ำมันชื่อดังในไทย โดยเฉพาะ “โออาร์” ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ ปตท. คือการใช้ระบบ Smart Logistics

    **รถขนส่งน้ำมันทุกคันจะถูกติดตั้งระบบ GPS ประสิทธิภาพสูงที่ทำงานควบคู่กับเซนเซอร์ถังน้ำมัน

    **GPS ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่คำนวณเส้นทางให้คุ้มค่าในเชิงธุรกิจเท่านั้น แต่ระบบนี้คือการตรวจสอบเส้นทางแบบ Real-time 24 ชั่วโมง หากรถมีการจอดนอกจุดที่กำหนดนานเกินไป หรือมีการเปลี่ยนเส้นทางออกนอกพิกัดที่ระบุไว้ในใบกำกับ ระบบวอร์รูมส่วนกลางจะส่งสัญญาณเตือนทันที

    ทั้งหมดนี้เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้การลักลอบนำน้ำมันออกนอกเส้นทาง หรือการกักตุนกลางทาง กลายเป็นเรื่องที่ทำได้ยากภายใต้ระบบตรวจสอบจากโรงกลั่น และบริษัทผู้ค้ารายใหญ่ ฉะนั้นช่องโหว่จึงเกิดที่จุดอื่นที่พ้นจากโรงกลั่นไปแล้ว และผ่านผู้ค้ามาตรา 7 ไปแล้วมากกว่า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/current-issue/378975714&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw04PuGn3_OtwuW7jSEcJmY2