Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “หลวงพี่น้ำฝน” รับเข็มเสมาคุณูปการผู้ทำคุณประโยชน์ด้านการศึกษา ในโอกาส วันคล้ายวันสถาปนากระทรวงศึกษาธิการครบรอบ 134 ปี

    “หลวงพี่น้ำฝน” รับเข็มเสมาคุณูปการผู้ทำคุณประโยชน์ด้านการศึกษา ในโอกาส วันคล้ายวันสถาปนากระทรวงศึกษาธิการครบรอบ 134 ปี

    ภูมิภาค

    “หลวงพี่น้ำฝน” รับเข็มเสมาคุณูปการผู้ทำคุณประโยชน์ด้านการศึกษา ในโอกาส วันคล้ายวันสถาปนากระทรวงศึกษาธิการครบรอบ 134 ปี

    วันจันทร์ ที่ 06 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.37 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ (หลวงพี่น้ำฝน) วัดไผ่ล้อมพระอารามหลวง จังหวัดนครปฐม เข้ารับ ใบประกาศเกียรติคุณ พร้อมเข็มเสมาคุณูปการเนื่องจากเป็นผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่กระทรวงศึกษาธิการ ประจำปี 2569 เนื่องในงานวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงศึกษาธิการครบรอบ 134 ปี โดยเน้นประสานความร่วมมือกับคณะครู อาจารย์ ในการปลูกฝังให้เยาวชนเรียนรู้ประวัติศาสตร์ และพัฒนาด้านภาษา เพื่อเรียนรู้สิ่งใหม่ไปกับสืบสานอนุรักษ์ขนบธรรมเนียมปรเพณีวัฒนธรรมพื้นถิ่นไปพร้อมกัน

    โดยนายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธี มอบเข็ม “เสมาคุณูปการ” และประกาศเกียรติคุณบัตรแก่ผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่กระทรวงศึกษาธิการ ประจำปี 2569 เนื่องในงานวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงศึกษาธิการครบรอบ 134 ปีโดยจัดขึ้น ณ หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ เขตดุสิต กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 1 เมษายน 69 ที่ผ่านมา

    ในปีนี้ พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ (หลวงพี่น้ำฝน) ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อมพระอารามหลวง จังหวัดนครปฐม เป็นหนึ่งในผู้ได้รับการรับมอบเกียรติบัตรพร้อมเข็มเสมาคุณูปการเนื่องจากเป็นผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่กระทรวงศึกษาธิการ ประจำปี 2569 ซึ่งมีนายมณฑล ภาคสุวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (เลขาธิการ กช.) นายภิญญา รัตนวรชาติ รองเลขาธิการ กช. พร้อมด้วย คณะผู้บริหารระดับสูง ข้าราชการ และบุคลากรกระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วมเป็นสักขีพยานร่วมกับผู้เข้ารับมอบเข็มและประกาศเกียรติคุณ จากผู้ได้รับการคัดเลือกทั้งบุคคลและหน่วยงานทั้งหมด 103 ราย

    พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ (หลวงพี่น้ำฝน) วัดไผ่ล้อมพระอารามหลวง จังหวัดนครปฐม เผย หลังได้รับมอบเข็ม “เสมาคุณูปการ” และประกาศเกียรติคุณบัตรแก่ผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่กระทรวงศึกษาธิการ ประจำปี 2569 ว่าเรื่องรางวัลเป็นเรื่องของที่ได้รับมาจากการประจักษ์จากกระทรวงศึกษาธิารและสังคมที่วัดและหน่วยงานรัฐทำงานร่วมกันมาอย่างต่อเนื่อง แต่เป้าหมายที่วัดไผ่ล้อมพระอารามหลวงได้ดำเนินการมาเกี่ยวกับการสนับสนุนส่งเสริมเกี่ยวกับด้านการศึกษา ซึ่งมุ่งเน้นโรงเรียน วิทยาลัย และสถาบันต่างๆในพื้นที่จังหวัดนครปฐมและที่ประสานขอรับการสนับสนุนทั้งเรื่องปัจจัย อุปกรณ์ รวมถึงการจัดกิจกรรมในการบรรยายธรรม สำหรับเยาวชนพร้อมเปิดโอกาสให้นักเรียนนักศึกษาได้เข้าวัดเพื่อเรียนรู้ด้านวัฒนธรรมชุมชน อย่างจริงจัง

    นอกจากนี้ยังได้มีประสานความร่วมมือในระดับอุดมศึกษาเพื่อเตรียมให้พื้นที่วัดเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านวัฒนธรรม ประเพณีและกำลังขับเคลื่อนเรื่องการเรียนรู้ประวัติศาสตร์อาณาจักรทวารวดี ซึ่งมีความสำคัญในการปลูกฝังให้เยาวชนได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์เพื่อจะเข้าใจพื้นฐานของตัวเองซึ่งจะทำให้เกิดการเรียนรู้และรักในถิ่นอาศัยรวมถึงตระหนักถึงความสำคัญของสามเสาหลัก นั่นคือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

    ” สิ่งหนึ่งที่วัดไผ่ล้อมฯ ได้ปลูกฝังแนวคิดให้กับคณะครูอาจารย์ ที่ได้เข้ามาปรึกษาหารือในการร่วมกันพัฒนาการศึกษาในพื้นที่คือการพัฒนาเยาวชนให้มีความรู้ใกล้เคียงกับเด็กในเมืองหลวง โดยเฉพาะด้านภาษา ซึ่งปัจจุบันมีความสำคัญมากเพราะเป็นการเปิดโลกทัศน์สำหรับการพัฒนาชุมชนด้วยการเรียนรู้กับสังคมนานาชาติ และตอนนี้การประสานงานกับคณะครู อาจารย์ในการพัฒนาคนรุ่นใหม่ โดยมีวัดเป็นศูนย์กลางกำลังปรับทิศทางเพื่อให้สอดคล้องกับยุคสมัยไปพร้อมกับอนุรักษ์ความเป็นชุมชน ความเป็นไทยไปพร้อมๆกัน ตรงนี้จะทำให้สังคมของเรามีอัตลักษณ์ที่ชัดเจนควบคู่กับการเรียนรู้สิ่บใหม่ๆไปด้วยกันนั่นเอง” หลวงพี่น้ำฝน กล่าวปิดท้าย

    สำหรับ พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ (หลวงพี่น้ำฝน) วัดไผ่ล้อมพระอารามหลวง จังหวัดนครปฐม ได้เข้ารับรางวัลนี้เป็นครั้งที่ 2 หลังจากเคยได้รับรางวัลนี้มาแล้วเมื่อ ปีพ.ศ.2562 โดยยังให้วัดไผ่ล้อมพระอารามหลวง เป็นศูนย์กลางประสานงานด้านการศึกษาในชุมชนอย่างจริงจังในพื้นที่โดยต่อเนื่อง 
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/471759&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3llQfRwVDkUSmvKyhsXMyO

  • 37 ปีที่เคียงข้าง! ธนาคารกรุงเทพ ส่งมอบพลังใจและรอยยิ้มแด่วีรบุรุษทหารผ่านศึก-ตำรวจ-อาสาสมัคร

    37 ปีที่เคียงข้าง! ธนาคารกรุงเทพ ส่งมอบพลังใจและรอยยิ้มแด่วีรบุรุษทหารผ่านศึก-ตำรวจ-อาสาสมัคร

    นางสาวพจณี คงคาลัย ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ นายอภิวัฒน์ ปุณโณปกรณ์ เจ้าหน้าที่บริหารระดับ Vice President ผู้จัดการฝ่ายการประชาสัมพันธ์ นายสุวิทย์ อินทรเฉลิม เจ้าหน้าที่บริหารระดับ Vice President ฝ่ายการประชาสัมพันธ์ และ นางนฤมล เข็มวิลาศ เจ้าหน้าที่บริหารระดับ Assistant Vice President ผู้จัดการภาคนครหลวง 5 นำคณะผู้บริหารและพนักงาน ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สานต่อพันธกิจ “เพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน” ส่งมอบความสุขและพลังใจให้แก่ผู้ป่วยทหาร ตำรวจ และอาสาสมัคร ต่อเนื่องเป็นปีที่ 37 เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลและเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ โดยมี นายธีระยุทธ ศิริคำ ผู้ช่วยผู้อำนวยการองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (ฝ่ายบริหาร) นางแสงเดือน ศิริคำ อุปนายกสมาคมแม่บ้านองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก และ แพทย์หญิงจิตติมา ปรีชา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลทหารผ่านศึก ร่วมให้การต้อนรับ ณ โรงพยาบาลทหารผ่านศึก เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2569

    สำหรับกิจกรรมในปีนี้ ธนาคารยังคงความห่วงใยรอบด้าน เติมเต็มรอยยิ้มผ่านเสียงดนตรีจากวงดนตรีจิตอาสาทหารอากาศ และการแสดงจากสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ พร้อมมอบเงินบำรุงขวัญ และ ‘ถุงบัวหลวงห่วงใย ใส่ใจทหารผ่านศึก’ ซึ่งอัดแน่นด้วยของใช้จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิต แทนคำขอบคุณจากใจให้แก่ผู้เสียสละทุกท่าน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/288217&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw307NAar1y2Tq1HEjKGTFgu

  • ดูดวงรายสัปดาห์ ราศีตุลย์

    ดูดวงรายสัปดาห์ ราศีตุลย์

    สวัสดีค่ะ ชาวราศีตุลย์ ราศีธาตุลม ผู้มีดาวศุกร์ เทพีวีนัส เทพีแห่งความงามครองจิตวิญญาณ นั่นคือสำหรับชาวราศีตุลย์ ความสวยงามทำให้โลกหมุน ทุกอย่างที่จะกระทำต้องสวยหรู ดูดีไว้ก่อน

    การเงิน อาจได้โชคมีลาภจากการเดินทางไกล หรือ จากการใช้สื่อออนไลน์ ที่อาจได้พบ “คนดีมีวิชา” ที่จะมาให้ข้อมูล ให้การช่วยเหลือ สนับสนุน แต่ถ้าจะเสี่ยงโชค เก็งกำไร ก็อยู่ในระยะไม่แน่นอน และวันที่ 6-8 จะมีเกณฑ์เสี่ยงที่จะสูญเสียมากกว่า

    การงาน ใช้สื่อออนไลน์แสดงผลงาน เผยแพร่ให้มาก ๆ ก็จะอยู่ในเกณฑ์ดีที่จะทำให้กิจการ ภารกิจที่กำลังทำ สำเร็จได้ลาภผลอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว การศึกษา และถ้ากำลังมีคดีความ การเจรจาต่อรอง ประนีประนอม ก็จะมีโอกาสสูงขึ้น แต่สำหรับมนุษย์เงินเดือน วันที่ 6-8 ควรหลีกเลี่ยงที่จะแสดงความเห็นที่ขัดแย้งกับผู้ใหญ่ ผู้มีอำนาจสูงกว่า เพราะอาจถูกเขม่นไปอีกนาน!

    ความรัก ไปไหนไปด้วยกัน ที่ไม่ควรประมาทปล่อยปละเลยให้เขา/เธอ เดินทางตามลำพัง ถึงจะอยู่ในเกณฑ์ดีที่จะรักษาสัมพันธ์รักให้ราบรืนไว้ได้ สำหรับคนโสด การเดินทางทั้งเพื่อการศึกษา หรือ ท่องเที่ยว รวมถึงการใช้สื่อออนไลน์ ก็อาจเป็นโอกาสให้ได้พบรัก เจอคนถูกใจ แต่ถ้าเป็น..ผู้ใหญ่ใจดี มีสถานะทางสังคมสูง หรือ พวกนักบวชอลัชชี ก็ควรตั้งสติให้ดี ๆ เพราะนรกอเวจี ..รออยู่!

    สุขภาพ ใส่ใจ ดูแลตนเองให้มากขึ้น ที่ควรหลีกเลี่ยงการเสพสุรา หรือสารเสพติดใด ๆ เพราะอาจทำให้เจ็บป่วย ไม่สบายมากกว่าที่คิด

    ครอบครัว ยังอยู่ในระยะที่ควรใส่ใจ ดูแลบุตร-ธิดาให้มากขึ้น โดยเฉพาะการใช้สื่อออนไลน์ หรือ เรื่องคบหามิตรสหาย เพราะอาจเจอปัญหาร้ายแรง…ยาเสพติด!      

    คำแนะนำ จนถึงวันที่ 19 เมษายน ดาวศุกร์ ดาวแห่งความรัก ความสุข และที่เป็นดาวประจำตัวของชาวราศีตุล ได้โคจรผละหนีจากดาวเสาร์ เจ้าแห่งชะตากรรม มาสถิตอยู่ ณ เขตราศีเมษ ที่เป็นสัญลักษณ์แห่งคู่ครองของชาวราศีตุล ซึ่งนั่นคือสัญญาณบ่งบอกว่า ในเดือนนี้ ควรระวังการปล่อยตัว ปล่อยใจไปตามอารมณ์ โดยเฉพาะเรื่องรัก ใคร่ เสน่หา รวมถึง รัก ง่าย หน่าย เร็ว ก็อาจทำให้เขา/เธอ ที่อยู่ชิดใกล้ ก็จะเอือมระอา จนไม่มีใครอยู่ได้นาน!

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/horoscope/325114/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1eW1Kw8pl0nCqLzgtjM5Wq

  • มติ ครม. เห็นชอบ “คำแถลงนโยบายรัฐบาล” ใช้ 5 เสาหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ

    มติ ครม. เห็นชอบ “คำแถลงนโยบายรัฐบาล” ใช้ 5 เสาหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ

    มติ ครม.นัดพิเศษ เห็นชอบ “คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี” ใช้ 5 เสาหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ พร้อมแถลงต่อรัฐสภา ตั้งแต่วันที่ 7 เม.ย. เป็นต้นไป

    เมื่อเวลา 21.45 น. วันที่ 6 เมษายน 2569 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยที่ทำเนียบรัฐบาล ว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (นัดพิเศษ) มีมติเห็นชอบคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี โดยนโยบายหลักประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ 

    1. ด้านเศรษฐกิจ 

    2. ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง 

    3. ด้านสังคม 

    4. ด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม 

    5. ด้านการบริหารภาครัฐและการปฏิรูปกฎหมาย 

    นางสาวรัชดา กล่าวต่อไปว่า ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่มีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้การผลิตและขนส่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเกิดความชะงักงัน ปริมาณลดลงสวนทางกับความต้องการ ทำให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังเผชิญความท้าทายด้านสังคม สิ่งแวดล้อมและภัยธรรมชาติ และด้านความมั่นคงด้วย

    โดยการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลในวาระนี้ จะต่อยอดการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าควบคู่กับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ พร้อมปรับรูปแบบการบริหารภาครัฐเป็น “ระบบบูรณาการแบบกลุ่มยุทธศาสตร์ (Cluster)” โดยจะรวมพลังภาคเอกชนและประชาชน ปรับบทบาทภาครัฐเป็นผู้สนับสนุนและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน รวมทั้งเร่งรัดต่อยอดการพัฒนาระบบดิจิทัลของภาครัฐ โดยกลไกการบริหารราชการในรูปแบบ “Cluster” แบ่งการทำงานออกเป็น 5 กลุ่มยุทธศาสตร์ ได้แก่

    1. ด้านเศรษฐกิจมหภาค การลงทุน และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต 

    2. ด้านการผลิต การค้าและบริการ 

    3. ด้านโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 

    4. ด้านสังคมและสวัสดิการ และ 

    5. ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง 

    “รัฐบาลพร้อมที่จะแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2569 เป็นต้นไป โดยภายหลังการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีดังกล่าวแล้ว จะมีการจัดทำคำแปลเป็นภาษาอังกฤษ และประชาชนสามารถเข้าถึงเอกสารได้ผ่านทาง www.thaigov.go.th

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2925061&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ov1zUr6sh2hWjdfcDeJHk

  • ปิดฉากมอเตอร์โชว์ ทุบสถิติยอดจอง 1.3 แสนคัน ปลุกตลาดยานยนต์ไทย สวนทางเศรษฐกิจซบ

    ปิดฉากมอเตอร์โชว์ ทุบสถิติยอดจอง 1.3 แสนคัน ปลุกตลาดยานยนต์ไทย สวนทางเศรษฐกิจซบ

    ปิดฉากมอเตอร์โชว์ ทุบสถิติยอดจอง 1.3 แสนคัน ปลุกตลาดยานยนต์ไทย สวนทางเศรษฐกิจซบ

    ปิดฉากมอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 ทุบสถิติยอดจอง 132,951 คัน สวนทางเศรษฐกิจซบ สะท้อนกำลังซื้อ ความเชื่อมั่นตลาดเริ่มฟื้นตัว

    ปิดฉากลงอย่างสวยงาม สำหรับงาน Bangkok International Motor Show ครั้งที่ 47 ซึ่งจัดโดย บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ภายใต้ธีม “The ICONIC SYNCHRONICITY” หรือ บริบทแห่งการขับเคลื่อนไร้ที่ติ ที่จัดขึ้นท่ามกลางสภาวะความผันผวนด้านพลังงาน เนื่องจากความไม่สงบในตะวันออกกลาง แต่การจัดงานยังคงได้รับความสนใจอย่างล้นหลามจากผู้บริโภคและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยตลอดระยะเวลาการจัดงานสามารถสร้างยอดจองรถยนต์ 132,951 คัน และรถจักรยานยนต์ 2,056 คัน ยอดผู้เข้าชมงานรวมทั้งสิ้น 1,798,312 คน สะท้อนถึงกำลังซื้อ และความเชื่อมั่นของตลาดที่เริ่มฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง 

    นายจาตุรนต์ โกมลมิศร์ รองประธานจัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 เปิดเผยว่า แม้ว่าสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศไทยจะต้องเผชิญกับความผันผวน และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่ถึงกระนั้นงาน “Bangkok International Motor Show” ยังคงเป็นงานแสดงยานยนต์ที่มีศักยภาพในการช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทย ตลอดระยะเวลากว่า 40 ปีที่ผ่านมา

    ปิดฉากมอเตอร์โชว์ ทุบสถิติยอดจอง 1.3 แสนคัน ปลุกตลาดยานยนต์ไทย สวนทางเศรษฐกิจซบ  

    สำหรับไฮไลต์สำคัญของงานในปีนี้ คือการขยายตัวของกลุ่มยานยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) ซึ่งมีค่ายรถชั้นนำทั้งจากเอเชียและยุโรปนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่เข้ามาเปิดตัวอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้บริโภคมีทางเลือกที่หลากหลายมากขึ้น ขณะเดียวกันรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในยังคงได้รับความสนใจ โดยเฉพาะในกลุ่มรถอเนกประสงค์และรถกระบะที่ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตจริง

    “ความสำเร็จของงานในครั้งนี้ไม่ได้วัดเพียงยอดจองเท่านั้น แต่ยังรวมถึงบทบาทของงานในการเป็น “แพลตฟอร์ม” เชื่อมโยงผู้ผลิต ผู้จำหน่าย และผู้บริโภค ตลอดจนการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยสู่การเปลี่ยนผ่านในยุคพลังงานใหม่อย่างเป็นรูปธรรม”

    นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย โปรโมชั่นพิเศษ และกิจกรรมทดลองขับที่ช่วยกระตุ้นการตัดสินใจของผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี รวมถึงการนำเสนอเทคโนโลยีด้านความปลอดภัย ระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะ และโซลูชันการเดินทางแห่งอนาคต สำหรับภาพรวมของงานในปีนี้ จึงถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ซึ่งกำลังก้าวเข้าสู่ยุคของการเปลี่ยนผ่านทั้งด้านเทคโนโลยี พฤติกรรมผู้บริโภค และโครงสร้างตลาด โดยมีงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ทำหน้าที่เป็นเวทีหลักในการขับเคลื่อนและสร้างแรงส่งให้กับทั้งระบบอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทย

    ปิดฉากมอเตอร์โชว์ ทุบสถิติยอดจอง 1.3 แสนคัน ปลุกตลาดยานยนต์ไทย สวนทางเศรษฐกิจซบ ปิดฉากมอเตอร์โชว์ ทุบสถิติยอดจอง 1.3 แสนคัน ปลุกตลาดยานยนต์ไทย สวนทางเศรษฐกิจซบ ปิดฉากมอเตอร์โชว์ ทุบสถิติยอดจอง 1.3 แสนคัน ปลุกตลาดยานยนต์ไทย สวนทางเศรษฐกิจซบ

    นายจาตุรนต์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ความสำเร็จอันงดงามของการจัดงานในปีนี้ถือเป็นผลลัพธ์จากความมุ่งมั่นตั้งใจและการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ขอขอบคุณคณะผู้บริหาร บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ที่เป็นส่วนสำคัญทำให้การจัดงานเป็นไปอย่างราบรื่นและประสบความสำเร็จเกินความคาดหมาย นอกจากนี้ ยังต้องขอขอบคุณทีมงานทุกท่านที่ได้ทุ่มเทแรงกายและแรงใจในการทำงานอย่างหนักตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา

    “ผมขอขอบคุณผู้เข้าร่วมงานทุกท่าน ไม่ว่าจะเป็นค่ายรถยนต์และจักรยานยนต์ ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมยานยนต์ รวมถึงประชาชนที่ให้ความสนใจและมาเยี่ยมชมงานอย่างล้นหลาม ซึ่งทุกท่านมีส่วนร่วมสำคัญในการผลักดันให้เกิดความสำเร็จในวันนี้ และเป็นเครื่องยืนยันถึงความสำคัญของงานแสดงยานยนต์นี้ในระดับประเทศและระดับภูมิภาค” นายจาตุรนต์กล่าว

    อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาและยกระดับรูปแบบการจัดงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถตอบโจทย์ความเปลี่ยนแปลงของโลกยานยนต์ในยุคปัจจุบันและอนาคต เพื่อให้งาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์  ก้าวสู่การเป็นหนึ่งในงานแสดงยานยนต์ระดับนานาชาติที่สำคัญของภูมิภาคในอนาคต

    เตรียมพบกับงาน “Bangkok International Motor Show” ครั้งที่ 48 ที่จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 22 มีนาคม- 4 เมษายน 2570 ณ อิมแพค เมืองทองธานี ที่คาดว่าจะยิ่งใหญ่ และเข้มข้นกว่าทุกปีที่ผ่านมา
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378975778&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2trSxmh3MmflBM7NTWGRLS

  • ยศชนัน จับมือทุกฝ่ายเร่งคลอด ร่าง กม.การศึกษาใหม่ ชูระบบเข้าใจเด็กรายบุคคล

    ยศชนัน จับมือทุกฝ่ายเร่งคลอด ร่าง กม.การศึกษาใหม่ ชูระบบเข้าใจเด็กรายบุคคล

    ยศชนัน จับมือทุกฝ่ายเร่งคลอด ร่าง กม.การศึกษาใหม่ ชูระบบเข้าใจเด็กรายบุคคล

    รัฐเร่งเปลี่ยนระบบการศึกษาเน้นเข้าใจรายบุคคล

    ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พร้อมด้วยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และคณะทำงานร่าง พ.ร.บ.การศึกษา ได้เข้าร่วมงานครบรอบ 10 ปี “ก่อการครู” เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากคนทำงานในภาคสนาม โดยประกาศทิศทางใหม่ในการขับเคลื่อนการศึกษาไทยด้วยการก้าวข้ามระบบ “One Size Fits All” หรือการใช้ไม้บรรทัดเดียววัดเด็กทั้งประเทศ ไปสู่ระบบที่เน้นความ “เข้าใจรายบุคคล” เพื่อปลดล็อกศักยภาพที่หลากหลายของเยาวชนไทยสู่อนาคต โดยเน้นย้ำว่าเกรดเฉลี่ยจะต้องไม่ใช่เครื่องมือเพียงอย่างเดียวในการวัดคุณค่าของเด็ก แต่ระบบต้องรองรับทั้งด้านวิชาการ ความคิดสร้างสรรค์ และทักษะเฉพาะด้าน เพื่อให้เด็กทุกคนมีพื้นที่แห่งความภาคภูมิใจในสังคม

    ผนึกกำลังทุกพรรคการเมืองดันกฎหมายเสร็จในสองปี

    หัวใจสำคัญของการปฏิรูปครั้งนี้คือการสร้างความร่วมมือที่ไร้พรมแดน โดยรองนายกรัฐมนตรีระบุถึงการทลายกำแพงการทำงานระหว่างหน่วยงานรัฐและเอกชน เพื่อสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ความต้องการของโลกความเป็นจริง นอกจากนี้ยังได้มีการหารือร่วมกับพรรคประชาชนและทุกภาคส่วนเพื่อบูรณาการจุดเด่นจากร่างกฎหมายของทุกพรรคการเมืองเข้าด้วยกัน โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการผลักดัน พ.ร.บ.การศึกษาให้เสร็จสิ้นภายในระยะเวลาไม่เกิน 2 ปี โดยจะเริ่มดำเนินการในส่วนที่สามารถทำได้ทันทีควบคู่ไปกับการรอผลบังคับใช้ทางกฎหมาย ทั้งนี้เพื่อความรวดเร็วและเป็นไปในทิศทางเดียวกันโดยยึดถือผลประโยชน์ของเยาวชนเป็นที่ตั้งสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด

    ก้าวข้ามความขัดแย้งมุ่งสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน

    ในการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว ศ.ดร.ยศชนัน ได้ยืนยันถึงความตั้งใจในฐานะอดีตครูที่ต้องการเห็นคุณภาพชีวิตของเด็กไทยดีขึ้น โดยได้มีการนำเสนอประเด็นความจำเป็นเร่งด่วนนี้ต่อท่านนายกรัฐมนตรีอย่างต่อเนื่อง พร้อมประกาศจุดยืนชัดเจนว่าจะไม่ยอมให้ความขัดแย้งทางการเมืองกลายเป็นอุปสรรคหรือตัวถ่วงความก้าวหน้าของเยาวชนไทย เนื่องจากปัญหาด้านการศึกษาเป็นเรื่องที่รอไม่ได้แม้แต่วันเดียว หากระบบการศึกษาได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้นจะส่งผลโดยตรงให้ประเทศชาติสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในทุกมิติ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ซึ่งถือเป็นการวางรากฐานสำคัญให้กับกำลังคนรุ่นใหม่ที่จะขับเคลื่อนประเทศต่อไปในอนาคตตามแผนงานที่วางไว้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/domestic/740506&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LqkZzLiYKXcl9lgZ5RQ5N

  • ปลูกพลังฝัน! ครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้าฯ-นร.สพฐ.พาเด็กชายขอบ เปิดประสบการณ์จริงนอกห้องเรียน | เดลินิวส์

    ปลูกพลังฝัน! ครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้าฯ-นร.สพฐ.พาเด็กชายขอบ เปิดประสบการณ์จริงนอกห้องเรียน | เดลินิวส์

    ตื่นเต้นมาก นอนไม่หลับเกือบทุกคน บางคนเก็บกระเป๋าตั้งแต่รู้ว่าได้มา รอคอยการลงน้ำทะเล เมื่อออกเดินทางก็ชอบในทุกกิจกรรมที่ได้เห็น ได้ทดลองเป็นนักข่าวรุ่นจิ๋ว มีพี่ๆนักกีฬาสอนว่ายน้ำ ได้ขึ้นรถไฟฟ้า BTS ได้เล่นน้ำทะเล และที่สำคัญได้ร่วมลงนามถวายความอาลัย และถวายสักการะหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง ดูนิทรรศการ ‘สิริราชพัสตราบรมราชินีนาถ’ ที่จัดแสดงฉลองพระองค์ของพระพันปีหลวง ซึ่งสวยมาก ” เสียงบอกเล่าจาก “น้องออมสิน” ด.ญ.สุทธิดา สังขรงรอง นักเรียนชั้น ป.6 โรงเรียนบ้านกองม่องทะ (สาขาบ้านไล่โว่) อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี หลังการเข้าร่วมกิจกรรม “โครงการปลูกพลังฝัน เสริมประสบการณ์ เปลี่ยนอนาคต ครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีและนักเรียน” ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่จัดโครงการฯขึ้น เป็นครั้งแรกในปี 2569 เพื่อเปิดโลกทัศน์ เพิ่มประสบการณ์ตรงด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม วิทยาศาสตร์ และสิ่งแวดล้อม พัฒนาทักษะชีวิต การเดินทาง การอยู่ร่วมกับผู้อื่น และความรับผิดชอบ สร้างแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ต่อยอดในอนาคต

    กิจกรรมนี้ นำทีมโดย ครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ประเทศไทย ประจำปี 2568 “นายไพรวัลย์ ยาปัญ” ผู้ได้รับการขนานนามว่า ครูผู้เป็นดวงตะวันชายขอบ พร้อมครูจากโรงเรียนบ้านกองม่องทะ (สาขาบ้านไล่โว่) 7 คน นักเรียนชั้น ป.1ถึง ป.6 จำนวน 41 คน และตัวแทนผู้ปกครอง 2 คน ออกเดินทางทัศนศึกษาแหล่งเรียนรู้ในพื้นที่สำคัญ 3 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรี กรุงเทพมหานคร และชลบุรี ระหว่างวันที่ 3-7 เมษายน 2569 รวมระยะเวลา 5 วัน

    “ทริปศึกษาแหล่งเรียนรู้ 5 วัน จากหมู่บ้านเล็กๆบนภูเขาสูงของชาวกะเหรี่ยงโพล่งที่อยู่ห่างไกลการเดินทางยากลำบาก มุ่งสู่ตัวเมืองจังหวัดกาญจนบุรี ครู นักเรียน และผู้ปกครอง ได้ฟังเรื่องเล่าประวัติศาสตร์สะพานข้ามแม่น้ำแคว ทางรถไฟสายมรณะ เข้าชมพิพิธภัณฑ์สงครามโลก ครั้งที่ 2 จากผู้เชี่ยวชาญ มีพี่ๆนักเรียนในเมืองมาร่วมดูแลให้ความรู้น้องๆ คณะเดินทางสู่กรุงเทพมหานคร ร่วมลงนามถวายความอาลัยและถวายสักการะหน้าพระฉายาลักษณ์พระพันปีหลวง, เข้าพบผู้บริหารระดับสูงของ สพฐ. พร้อมสนุกกับการทดลองเป็นนักข่าวรุ่นจิ๋ว ณ สถานีถ่ายทอดสด OBEC Channel ที่ สพฐ., เด็กๆได้เปิดประสบการณ์การเดินทางด้วยรถไฟฟ้า BTS จากสถานีพร้อมพงษ์  ไปยัง สถานีเอกมัย เพื่อดูนิทรรศการ ศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับดาราศาสตร์และจักรวาล ที่ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ) ก่อนมุ่งสู่จังหวัดชลบุรี ลงเล่นน้ำทะเล ชื่นชมความงามจุดแลนด์มาร์ค ณ ชายหาดบางแสน เข้าชมโลกใต้น้ำ Aquarium สถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล ณ มหาวิทยาลัยบูรพา ”

    นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มโครงการนี้ กล่าวว่า การเปิดโอกาสให้นักเรียนในพื้นที่ห่างไกลได้สัมผัสประสบการณ์จริง คือ การสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม  เด็กบางคนอาจไม่เคยออกจากหมู่บ้าน ไม่เคยเห็นโลกภายนอก แต่เมื่อเขาได้เห็น ได้สัมผัส ได้ถาม และได้คิด ประสบการณ์เหล่านี้จะกลายเป็นต้นทุนชีวิตที่สำคัญ เมื่อเด็กมีโอกาส มีความสุข มีความฝัน ตั้งใจเรียน ประสบความสำเร็จ โตขึ้นก็จะไปสร้างโอกาสให้แก่คนอื่นๆต่อ และ ครูผู้สอน คือ กลไกหลักในการขับเคลื่อนและสร้างแรงบันดาลใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี เป็นครูผู้ทุ่มเท สร้างความเปลี่ยนแปลงในชีวิตศิษย์ และมีคุณูปการต่อการศึกษา ซึ่งโครงการนี้จะทำให้ครูมีพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวปฏิบัติที่ดี และนวัตกรรมการสอนที่ทันสมัย เพื่อนำไปปรับใช้ในการพัฒนาหลักสูตร และการเรียนการสอนให้ตอบโจทย์โลกศตวรรษที่ 21 ทำให้นักเรียนที่ขาดโอกาสได้เข้าถึงแหล่งเรียนรู้ มีประสบการณ์นอกห้องเรียนที่หลากหลาย โดยเฉพาะการได้รับแรงบันดาลใจและคำแนะนำโดยตรงจากผู้เชี่ยวชาญ หรือ บุคคลต้นแบบ ซึ่งจะส่งผลต่อการค้นพบความถนัด และกำหนดเป้าหมายในอนาคต อีกทั้งยังเป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างครู นักเรียน และผู้ปกครองด้วย

    “ ผมเริ่มชีวิตจากการเป็นครูบ้านนอก และก้าวหน้าทางราชการมาตามลำดับ จนมาเป็นเลขาธิการ กพฐ. เห็นชีวิตของเด็กนักเรียนทั้งในชนบทและในเมือง เด็กทุกคนมีคุณค่า เป็นความหวังของประเทศชาติ ซึ่งเด็กๆทุกคนต่างมีฝันที่เหมือนหรือแตกต่างกันและพร้อมที่จะเรียนรู้พัฒนาตนเอง แต่เด็กในชนบทอาจขาดโอกาสทางการศึกษา ถึงแม้ว่าผมและผู้มีส่วนเกี่ยวทางการศึกษา จะช่วยกันวางระบบการศึกษา และสนับสนุนการศึกษาในมิติต่างๆ อย่างเป็นระบบอย่างต่อเนื่อง แต่การที่จะสั่งการหรือสนับสนุนติดตาม กำกับการดำเนินงานของเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษาแต่เพียงอย่างเดียวคงไม่พอ เราจะต้องทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับผู้นำทางการศึกษาทุกระดับ เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กๆ โดยเฉพาะเด็กในชนบทด้อยโอกาส ประกอบกับการที่ผมได้พูดคุย กับ ครูไพรวัลย์ แห่งบ้านไล่โว่ ครูผู้ทุ่มเทสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับลูกศิษย์มาเป็นเวลานาน ทำให้ได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี  จึงได้เล็งเห็นถึงฝันของครูและนักเรียนบ้านไล่โว่ ผมจึงปรารถนาที่จะสร้างฝันของครูและเด็กให้เป็นจริง ทำให้พวกเขาได้เปิดโลกทัศน์การเรียนรู้ทั้งในจังหวัดกาญจนบุรี กรุงเทพฯ และชลบุรี ทำให้เด็กบนดอยสูง ห่างไกลความเจริญ เคยเห็นแต่ทะเลหมอก วันนี้พวกเขาได้เห็นน้ำทะเลจริง เห็นว่าโลกไปไกล ทำให้เด็กพร้อมที่จะเรียนรู้และก้าวไปทันโลก โครงการฯ นี้ เริ่มจากใจจิตวิญญาณความเป็นครู ทำด้วยใจ ไม่ใช้งบประมาณของราชการ แต่ใช้ใจบันดาลความร่วมมือจากภาครัฐ/เอกชน สานฝันของเด็กให้เป็นจริง ”

     “ ขวัญกำลังใจ ที่สพฐ.มอบให้ครั้งนี้ เป็นทริปใหญ่ คุ้มมากกว่าคุ้ม” ครูไพรวัลย์ ยาปัญ ครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ประเทศไทย ปี 2568 กล่าวและบอกว่า “รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ไม่ใช่รางวัลสำหรับผมคนเดียว แต่คือ ลูกศิษย์ของผมในทุกกลุ่มที่ได้รับโอกาสจากรางวัลนี้และมีโอกาสมากขึ้น โรงเรียนของเราเป็นโรงเรียนสาขาขนาดเล็ก สอนตั้งแต่อนุบาล 2 ถึง ป.6 มีนักเรียนทั้งหมด 73 คน เด็กๆที่มาในทริปนี้ทุกคนไม่เคยเข้าพระบรมมหาราชวัง ไม่เคยขึ้นรถไฟฟ้า บางคนไม่เคยขึ้นบันไดเลื่อน และมากกว่า 90 % ไม่เคยเห็นทะเล ผมอยากเห็นการเดินทาง 5 วันนี้ ทำให้เด็กๆมองอาชีพที่หลากหลาย มีอาชีพอะไรบ้างที่ทำให้คนมีรายได้เลี้ยงตัวเอง นอกเหนือจากอาชีพที่เด็กระดับประถมศึกษาเห็น ถ้าตอนนี้เมื่อถามว่าความฝันอยากเป็นอะไร เด็กๆจะต้อง ว่า เป็นหมอ ครู พยาบาลทหาร ตำรวจ ดังนั้น จึงให้โจทย์เด็กว่ามาครั้งนี้เห็นอาชีพอะไรบ้าง แล้วกลับไปเขียนอาชีพที่ตัวเองเห็นและความฝันในอาชีพในอนาคต เพื่อจุดประกายความฝันของตัวเอง และตัวเองจะเดินไปถึงความฝันให้ประสบความสำเร็จได้อย่างไร ซึ่งเป็นเป้าหมายของผมว่า เด็กฝันแล้วจะทำอย่างไรที่จะไปถึงความฝันของเขาได้ ผมเป็นห่วงอยู่เสมอสำหรับลูกศิษย์ของผม คือ ฝันได้แต่อย่างทิ้งความฝัน เพราะไม่มีใครที่จะทำให้สำเร็จได้นอกจากตัวเขาเอง ผมเป็นครูเพียงแค่พยุง และหาช่องทางให้เด็กๆเดินไปทำได้”.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5756453/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw17W3oB6qJ–Z3lxhEjxWp1

  • อดีตนักแสดงเด็ก “ตูมตาม วศิน” อาลัยคุณยาย “เฉลา ประสพศาสตร์” นักแสดงอาวุโสเสียชีวิตอย่างสงบ

    อดีตนักแสดงเด็ก “ตูมตาม วศิน” อาลัยคุณยาย “เฉลา ประสพศาสตร์” นักแสดงอาวุโสเสียชีวิตอย่างสงบ

    ปิดตำนานนักแสดงอาวุโส เฉลา ประสพศาสตร์ เสียชีวิตอย่างสงบ ตูมตาม วศิน โพสต์อาลัยคุณยายสุดที่รัก

    นับเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของวงการบันเทิงและครอบครัวศิลปิน เมื่อมีการแจ้งข่าวการถึงแก่กรรมของ เฉลา ประสพศาสตร์ อดีตนักแสดงอาวุโสผู้มากฝีมือ ซึ่งจากไปอย่างสงบสิริอายุ 98 ปี ท่ามกลางความโศกเศร้าของลูกหลานและคนในแวดวงบันเทิงที่เคยร่วมงานและเคารพรัก

    ข่าวเศร้านี้ได้รับการเปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวของ ตูมตาม-วศิน มีปรีชา อดีตนักแสดงเด็กชื่อดัง ซึ่งมีศักดิ์เป็นหลานชายแท้ๆ โดยเขาได้โพสต์ภาพพร้อมข้อความไว้อาลัยถึงคุณยายอันเป็นที่รักระบุว่า “Rip คุณยาย เฉลา ประสพศาตร์ ขอให้หลับให้สบายนะครับ”

    ครอบครัวศิลปินผู้ฝากผลงานคุณภาพไว้ในใจแฟนละคร

    ทั้งนี้ คุณยายเฉลา ประสพศาสตร์ เกิดเมื่อวันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2471 จบการศึกษาจากโรงเรียนสงวนศรี และโรงเรียนพุทธาราม  ก่อนจะก้าวเข้าสู่เส้นทางสายบันเทิงด้วยพรสวรรค์ที่โดดเด่นทั้งด้านการร้องเพลงและการแสดง จนกลายเป็นที่รักของแฟนคลับในทุกยุคทุกสมัย

    ในด้านงานเพลง เฉลา ประสพศาสตร์ คือศิลปินระดับตำนานผู้เป็นเจ้าของเสียงร้องต้นฉบับในบทเพลงอมตะอย่าง “จันทร์กระจ่างฟ้า” ซึ่งบันทึกเสียงครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2494 น้ำเสียงที่ไพเราะและถ่ายทอดอารมณ์ได้อย่างลึกซึ้งทำให้เพลงนี้กลายเป็นเพลงคลาสสิกที่ยังคงถูกหยิบยกมาขับร้องจนถึงปัจจุบัน

    เมื่อก้าวเข้าสู่ยุคทองของละครโทรทัศน์ไทย คุณยายเฉลา ได้ฝากฝีมือการแสดงระดับปรมาจารย์ไว้ในละครเรื่องดังมากมายที่เป็นความทรงจำของผู้ชม อาทิ  ดาวพระศุกร์ ผู้กองยอดรัก น้ำผึ้งขม หลงเงาจันทร์ กิ่งมลิกา

    นอกจากบทบาทเบื้องหน้าแล้ว คุณยายเฉลา ยังเป็นศูนย์กลางและความภาคภูมิใจของครอบครัวคนบันเทิง โดยท่านได้ส่งต่อจิตวิญญาณความเป็นศิลปินให้แก่ลูกหลานอย่างงดงาม เริ่มจากบุตรสาว พิราวรรณ ประสพศาสตร์ ที่ก้าวเข้าสู่วงการในฐานะนางเอกชื่อดังผู้มีผลงานตราตรึงใจ และหลานชาย ตูมตาม-วศิน มีปรีชา อดีตนักแสดงเด็กที่โด่งดังที่สุดในยุคหนึ่ง ซึ่งสืบทอดสายเลือดนักแสดงและสร้างผลงานคุณภาพไว้ในวงการอย่างต่อเนื่อง

    ทีมข่าว sanook.com ขอร่วมไว้อาลัยและแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการจากไปของ คุณยายเฉลา ประสพศาสตร์ ศิลปินผู้เป็นดาวค้างฟ้าและจะยังคงอยู่ในใจของแฟนเพลงและแฟนละครไทยตลอดไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9882282/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw13-t6Mywdo-VqBsXdrIl1O

  • ‘เอกนิติ’ จ่อชงข้อสรุปโครงสร้างราคาน้ำมัน เข้าครม.นัดพิเศษคืนนี้ 6 เม.ย.

    ‘เอกนิติ’ จ่อชงข้อสรุปโครงสร้างราคาน้ำมัน เข้าครม.นัดพิเศษคืนนี้ 6 เม.ย.

    ‘เอกนิติ’ จ่อชงข้อสรุปโครงสร้างราคาน้ำมัน เข้าครม.นัดพิเศษคืนนี้ 6 เม.ย.

    วันนี้ (6 เม.ย.2569) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง  ในฐานะประธานคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) เปิดเผยว่า คตร.ได้ประชุมต่อเนื่อง 3 วันจนถึงคืนวันที่ 5 เม.ย.ไม่ได้เป็นการเรียกโรงกลั่นมาเพื่อต่อรองตัวเลข แต่เป็นการบังคับกางบัญชี ขอข้อมูลต้นทุนที่แท้จริงและราคาขายจริงมาเพื่อคำนวณหาผลประโยชน์ส่วนเกินด้วยสูตรของรัฐเอง

    โดยจะนำเสนอข้อสรุปเรื่องโครงสร้างราคาน้ำมันเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ ในคืนนี้ (6 เม.ย.)โดยถือเป็นครั้งแรกที่จะอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 162 ซึ่งเป็นข้อยกเว้นในสถานการณ์ฉุกเฉินเร่งด่วน ให้สามารถบริหารราชการแผ่นดินและช่วยเหลือประชาชนได้ทันทีโดยไม่ต้องรอการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาก่อน

    ส่วนกระแสข่าวที่ว่าค่าการกลั่นพุ่งสูงถึง 14-17 บาทต่อลิตรนั้น นายเอกนิติ กล่าวว่า จริงๆ เป็นตัวเลขอ้างอิง คุยกันในที่ประชุม คตร.เราเรียกกันว่าตัวเลขทิพย์ ที่ใช้อ้างอิงโดยไม่สะท้อนต้นทุนหรือความเป็นจริงในสถานการณ์ปัจจุบันเลย ทาง คตร. จึงเตรียมเสนอให้มีการรายงานตัวเลขที่ถูกต้องเพื่อสร้างความเข้าใจแก่ประชาชน

    ทั้งนี้จากการเรียกตรวจสอบบัญชีต้นทุนของโรงกลั่นแต่ละแห่งอย่างละเอียด พบว่า ปัจจุบันเกิดความผิดปกติในโครงสร้างราคาจากภาวะสงคราม ทำให้เกิดค่าพรีเมียมความเสี่ยง (War Premium) น้ำมันกลายเป็นของขาดแคลนที่ใครอยากได้ก็ต้องยอมจ่ายแพง ประกอบกับไทยอ้างอิงราคาตลาดสิงคโปร์ ซึ่งราคาน้ำมันสำเร็จรูปปรับตัวสูงกว่าน้ำมันดิบมาก

    ทำให้ในเดือนมี.ค.จนถึงเม.ย.ที่ผ่านมา โรงกลั่นมีผลประโยชน์ส่วนเกินเกิดขึ้นจริง เนื่องจากราคาขายพุ่งสูงกว่าต้นทุน ค่าการกลั่นในปัจจุบันจึงต้องบวก War Premium เข้าไป ทำให้สูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติในอดีตที่ 2.45 บาทต่อลิตร แต่ก็ไม่ได้สูงลิ่วถึง 14-17 บาทตามที่เป็นข่าวแน่นอน

    เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ

    นายเอกนิติ  กล่าวอีกว่า สำหรับแนวทางการแก้ไขปัญหา แบ่งเป็น 2 ระยะ คือ

    1.เดือน มี.ค. เนื่องจากกฎหมายไม่มีผลย้อนหลัง รัฐบาลจะใช้วิธีให้กระทรวงพลังงานไปเจรจากับโรงกลั่น เพื่อขอนำผลประโยชน์ส่วนเกินตรงนี้มาช่วยลดภาระประชาชน คล้ายกับโมเดลในช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน

    2.ในอนาคต ตั้งแต่ เม.ย. เป็นต้นไปจะใช้ พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ซึ่งให้อำนาจนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) สามารถกำหนดราคาและค่าการกลั่นในอนาคตได้เลย โดยนายเอกนัฎ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงานจะเรียกประชุมวันที่ 7 เม.ย.นี้ โดยจะนำเอาต้นทุนที่แท้จริง ราคาขายจริง และกำไรเฉลี่ยในอดีตมาเป็นมาตรฐานในการคำนวณและกำกับดูแล

    “จากนี้ไปการประกาศตัวเลขของกระทรวงพลังงาน จะต้องแยกบรรทัดให้เห็นชัดเจน ว่าส่วนใดคือ ค่าการกลั่นปกติและส่วนใดคือ ค่าพรีเมียมความเสี่ยง จะเรียกเหมารวมเป็นค่าการกลั่นอย่างเดียวไม่ได้ เพื่อให้ตัวเลขสะท้อนความเป็นจริงและประชาชนไม่ตกใจ”

    ส่วนเรื่องค่าการกลั่น กระทรวงพลังงานประเมินว่าค่าเฉลี่ยที่เหมาะสมย้อนหลัง 5 ปี ยังอยู่ที่ 2.45 บาท และที่ตอนนี้ไม่สามารถกำหนดเพดานราคาค่าการกลั่นตายตัวได้เพราะโครงสร้างต้นทุนของทั้ง 6 โรงกลั่นแตกต่างกันมาก เช่น มีโรงกลั่นแห่งหนึ่งเจอปัญหาน้ำมันนำเข้าติดค้างอยู่ที่ช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ต้องแบกรับค่าพรีเมียมความเสี่ยงที่สูงกว่าโรงกลั่นอื่นมาก

    หากรัฐบาลไปกำหนดเพดานกำไรตายตัว โรงกลั่นแห่งนี้จะขาดทุนทันที และอาจแก้ปัญหาด้วยการทิ้งน้ำมันไว้ที่เดิม ไม่ยอมนำเข้ามากลั่น ซึ่งจะสร้างปัญหาใหญ่กว่าคือ ปัญหาน้ำมันขาดแคลน และที่ไม่ใช้ภาษีลาภลอยเพราะกระทรวงการคลังได้ศึกษาแล้วพบว่าเหมาะกับผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นแล้วขึ้นเลยแบบถาวร เช่น มีถนนตัดผ่านหน้าบ้านทำให้ราคาที่ดินขึ้น แต่ราคาน้ำมันมีความผันผวน มีขึ้นและมีลง การใช้ พ.ร.ก. ปี 2516 จึงเป็นกลไกที่จัดการได้เร็วกว่าและเหมาะสมกับสถานการณ์ฉุกเฉินมากกว่า

    สำหรับมาตรการช่วยเหลือประชาชน จะมีการประชุมครม.ภายหลังแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเสร็จสิ้นแล้ว ในวันที่ 11 เม.ย. นี้ จะเน้นไปที่มาตรการแก้ปัญหาผลกระทบจากราคาน้ำมันโดยตรงก่อน โดยพุ่งเป้าเยียวยาไปที่กลุ่มเปราะบาง กลุ่มขนส่ง เกษตรกร และชาวประมง

    ส่วนโครงการ คนละครึ่งพลัส และการเติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มีแน่ และทำแน่แต่จะยังไม่ออกในวันที่ 11 เม.ย. นี้ เพราะต้องแยกส่วนเก็บไว้ใช้เป็นกลไกฟื้นฟูเศรษฐกิจและบรรเทาค่าครองชีพในระยะต่อไป เนื่องจากผลกระทบจากราคาพลังงานจะลุกลามไปถึงต้นทุนราคาสินค้าและภาวะเศรษฐกิจในภาพรวมอย่างแน่นอน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/655890&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw28pWmYCRWgmOuV1_YFFezZ

  • ส่องประวัติ น.ส.ปริยากร อุดขันจริง นักเรียน รร.นารีรัตน์ จ.แพร่ ผู้ได้รับทุน ODOS

    ส่องประวัติ น.ส.ปริยากร อุดขันจริง นักเรียน รร.นารีรัตน์ จ.แพร่ ผู้ได้รับทุน ODOS

    ส่องประวัติ น้องแคชเชียร์ น.ส.ปริยากร อุดขันจริง นักเรียน รร.นารีรัตน์ จ.แพร่ ผู้ได้รับทุน ODOS

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่าตามที่ได้เสนอข่าวว่านายสุริยน สายสนองยศ ผอ.รร .นารีรัตน์จังหวัดแพร่ สพม.แพร่พร้อมด้วยคณะครูโรงเรียนนารีรัตน์จังหวัดแพร่
    ขอแสดงความยินดีอลัความภาคภูมิใจกับ

    น.ส.ปริยากร อุดขันจริง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/2
    ผู้ได้รับทุน ตามโครงการทุนการศึกษาเพื่อขยายโอกาสและพัฒนาประเทศ (Outstanding Development Opportunity Scholarship : ODOS)
    สำหรับทุนการศึกษาระดับปริญญาตรีในต่างประเทศรุ่นที่ 1 ประจำปี 2568 สาขา STEM ณ Michigan State University, สหรัฐอเมริกา

    วันนี้ ดูประวัติของนส.ปริยากร อุดขันจริง
    ชื่อเล่น น้องแคชเชียร์
    เกิด ปี2551
    อายุ 18 ปี

    ทางด้านครอบครัวเป็นครอบครัวทีาอบิ่นบืเสมารเาสนับสนัรการผสึกษาเอาใจใส่บุตรธิดาเป็นอย่างดี
    บิดา-มารดา คือ นายพงศ์กิตติคม – นางสุภาวดี อุดขันจริง

    มีพี่น้อง 2 คน
    คนโตนายศุภากร อุดขันจริง กำลังศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
    คนสุเท้อง นางสาว ปริยากร อุดขันจริง

    ภูมิลำเนา190/1 ม.1 ต.แม่คำมี อ.หนองม่วงไข่ จ.แพร่

    การศึกษา
    อนุบาล 1-3 รร.มารดาอุปถัมภ์
    ประถมศึกษา 1-6 รร.มารดาอุปถัมภ์
    มัธยมศึกษา 1-6 รร.นารีรัตน์ จ.แพร่

    ผลงานที่ประจักษ์ขณะเรียน ที่ รร.นารีรัตน์
    1.เป็นนักเรียน Gifted Math ของ รร.นารีรัตน์&มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
    2.เป็นสภานักเรียน ปี 2568
    3 เป็นตัวแทนไปแข่งขันวิชาฟิสิกส์ ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์
    4.เป็นตัวแทนไปแข่งขันคณิตศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้แพร่เฉลิมพระเกียรติ ขอเป็รกำลังใจให้น้องแคชเชียร์ได้ตั้งใจศึกษาจะได้นำความรู้มาพัฒนาจ.แพร่และประเทศต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3912368/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1mW3EJlUk11S0WfgauAISi