Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ยกแรก‘ศึกซักฟอก’นโยบาย ชำแหละ ‘พลังงานวิกฤติ-เศรษฐกิจติดลบ’

    ยกแรก‘ศึกซักฟอก’นโยบาย ชำแหละ ‘พลังงานวิกฤติ-เศรษฐกิจติดลบ’

    หลังจากนายกฯ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นำคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทั้ง 35 คน เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณตน ในวันที่6 เม.ย.2569 ขั้นตอนต่อไป รัฐบาลเตรียมแถลงนโยบายต่อรัฐสภา วันที่ 9-10 เม.ย. จากนั้นจะเริ่มบริหารราชการอย่างเต็มรูปแบบ 

    เจาะลึกนโยบายรัฐบาล นำโดย พรรคภูมิใจไทย ซึ่งจะแถลงต่อรัฐสภา แบ่งออกเป็น 5 ด้าน เนื้อหาโดยสรุป

    1.นโยบายด้านเศรษฐกิจ จะเน้นส่งเสริมการลงทุน SMEs ลดการบั่นทอนศักยภาพการเติบโตของธุรกิจ และคนไทย ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้ทันต่อยุคดิจิทัล และสามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืน เพิ่มบทบาทเอกชน และส่งเสริมด้านการค้าระหว่างประเทศเชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก สร้างพันธมิตรการค้า

    2.นโยบายด้านการต่างประเทศและความมั่นคง ในการส่งเสริมความมั่นคงชายแดนให้ปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบรวมทั้งเร่งศึกษาแนวทางการยกเลิกMOU 2544ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว และจะทบทวนนโยบาย Free Visa 

    3.นโยบายด้านสังคม มุ่งเน้นเรียนฟรีมีจริง เรียนฟรีมีงานทำ พัฒนาระบบประกันสุขภาพของคนไทยให้สามารถรักษาทุกที่ได้ทันที โดยปรับปรุงกฎหมายประกันสังคมที่สามารถรองรับกับรูปแบบการจ้างในเศรษฐกิจสมัยใหม่

    4.นโยบายด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม โดยการบริหารจัดการน้ำ และป้องกันภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ โดยเร่งรัดการพัฒนาข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และใช้ AI ในการวิเคราะห์ พยากรณ์ ข้อมูลการบริหารจัดการน้ำและการพยากรณ์อากาศทั้งระบบ  

    5.นโยบายด้านการบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมาย  เร่งผลักดันร่างกฎหมายว่าด้วยการอำนวยความสะดวกและการให้บริการสาธารณะแก่ประชาชน ซึ่งเป็นระบบหลัก (Super license) ให้แล้วเสร็จและมีผลบังคับใช้ภายใน 180 วัน และเร่งเสนอร่างชุดกฎหมาย (Omnibus law) ต่อสภาผู้แทนราษฎร ให้มีผลบังคับใช้ภายใน 1 ปี

    ยกแรก‘ศึกซักฟอก’นโยบาย ชำแหละ ‘พลังงานวิกฤติ-เศรษฐกิจติดลบ’ อีกทั้งเพื่อเพิ่มความเชื่อมั่น โดยเสนอ “นโยบายเร่งด่วน” 23 ข้อใหญ่ ดังนี้ 

    ด้านเศรษฐกิจ 1. สร้างโอกาสเริ่มต้นและเติบโตอย่างทั่วถึงให้กับทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพให้กับคนไทย 2. ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้เติบโต แข่งขันได้อย่างยั่งยืน ด้านการค้า 3.เชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก สร้างพันธมิตรการค้า  

    ด้านการเกษตร 4.เปลี่ยนผ่านจากเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม ไปสู่การเกษตรแม่นยำ เกษตรมั่นคง และยั่งยืน ควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่่มตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน ด้านการท่องเที่ยว 5.สร้างไทยเป็นจุดหมายการเดินทางสำคัญในภูมิภาค ยกระดับภาคท่องเที่ยวจากเน้นปริมาณไปสู่การสร้างมูลค่าสูง

    ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง 6. เร่งเสริมสร้างสถานะและความเชื่อมั่นต่อไทยในเวทีโลก 7. เสริมสร้างเสถียรภาพ

    8. ขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจที่ขยายโอกาสให้ประชาชนและธุรกิจไทย ผ่านการบูรณาการการทำงานในลักษณะ“ทีมประเทศไทย” 9.ส่งเสริมความมั่นคงชายแดนให้ปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ 10. สร้างความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน 11. พัฒนาระบบการป้องกันประเทศ และพัฒนาศักยภาพของกองทัพให้มีความพร้อม เหมาะสม และสอดคล้องกับบริบทความมั่นคงทั้งในปัจจุบันและอนาคต 12. พัฒนาระบบทหารอาสา และการปฏิรูประบบเกณฑ์ทหาร

    ด้านสังคม 13. เรียนฟรีมีจริง เรียนฟรีมีงานทำ และเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา 14. พัฒนาระบบประกันสุขภาพของคนไทยให้สามารถรักษาทุกที่ได้ทันที 15. เสริมสร้างสถาบันครอบครัวอันเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญของสังคม และสร้างชุมชนเข้มแข็งเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรไทย

    ด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม 16. บริหารจัดการน้ำและป้องกันภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ 17. พัฒนาระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ

    18. ผลักดันให้ประเทศบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปี 2593 (คศ.2050) 19.การอนุรักษ์และใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีคุณค่าและสมดุล

    ด้านการบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฏหมาย 20. ราชการทันใจ เปลี่ยนผ่านสู่ “ระบบดิจิทัลอัจฉริยะ” อย่างเป็นรูปธรรม 21. ปฏิรูประบบราชการ เสริมสร้างวินัยทางการเงินและการคลังของรัฐอย่างเป็นระบบ 22. การพัฒนากฎหมายเพื่อให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น 23. แก้ปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง

    ยกแรก‘ศึกซักฟอก’นโยบาย ชำแหละ ‘พลังงานวิกฤติ-เศรษฐกิจติดลบ’

    “เสถียรภาพ”แข็ง- “ความเชื่อมั่น”อ่อนแอ

    ภายใต้ภายความมั่นคงในแง่เสถียรภาพของ “รัฐบาลพรรคภูมิใจไทย” ในฐานะรัฐบาลเสียงข้างมาก “293 เสียง”  กุมอำนาจเบ็ดเสร็จทั้งฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ  ทว่าเวลานี้ “รัฐบาลภูมิใจไทย” กลับเผชิญสภาวะวิกฤติศรัทธาจากปัญหาพลังงานขาดแคลน ขยายวงไปถึงปัญหาเศรษฐกิจ 

    สอดคล้องจากผลสำรวจ  “นิด้าโพล”สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยเมื่อวันที่ 5 เม.ย.2569 หัวข้อ “รัฐมนตรีมืออาชีพ… เอาอยู่หรือไม่” โดยสอบถามความคิดเห็นของประชาชนต่อความพยายามของ “นายกฯอนุทิน” ในการแก้ไขวิกฤติพลังงานและเศรษฐกิจ

    โดยผลสำรวจพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ความเห็นเอกฉันท์ “ไม่มั่นใจ”การแก้ปัญหารัฐมนตรีมืออาชีพ ทั้ง  “สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” รองนายกฯ และ รมว.การต่างประเทศ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์  รวมถึง  “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกฯ  และ รมว.คลัง ต่อประเด็นแก้วิกฤติพลังงาน-เศรษฐกิจได้

    “นิด้าโพล” ยังเปิดเผยว่า ความเห็นประชาชน  46.87% ระบุว่า ไม่เห็นใจ “นายกฯอนุทิน” ต่อความพยายามแก้ไขวิกฤติพลังงาน และเศรษฐกิจในปัจจุบัน

    เป็นการสะท้อนว่า ภายใต้ความมั่นคงทาง “เสถียรภาพการเมือง” ทว่า นาทีนี้รัฐบาลกลับเผชิญสภาวะความเชื่อมั่นที่ถูก “เซาะกร่อน” จากปัญหาพลังงานและการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ 

    ฉะนั้นสัญญาณจาก“พรรคสีน้ำเงิน” ในฐานะแกนนำรัฐบาล ที่เวลานี้เห็นชัดว่าพยายาม“พลิกเกม” ปล่อยแคมเปญประชานิยมเพื่อพลิกวิกฤติความเชื่อมั่น ต้องจับตาว่าจะสามารถเรียกคืนความเชื่อมั่นที่เสียไปกลับคืนมาได้มากน้อยเพียงใด

    ยกแรก”ซักฟอก”นโยบายล่า”ไอ้โม่ง”

    ที่สำคัญ ต้องจับตาเวทีแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐบาล ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีก 2 วันข้างหน้า แม้ดูเหมือนจะไม่ต่างอะไรกับสังเวียน“ซักฟอก” ยกแรกของฝ่ายค้าน ท่ามกลางสถานการณ์ที่สังคมยังคงตั้งปมสงสัย ในหลากหลายปมร้อน 

    โดยเฉพาะประเด็น “ไอ้โม่ง” กักตุนน้ำมัน ที่แม้ล่าสุด “นายกฯหนู” จะออกแอ็กชั่นขึงขัง มีข้อมูลอยู่แล้ว แต่เก็บอาการเพื่อไม่ให้ “ผู้กระทำผิด” รู้ตัว  ทว่ามีหลายปมที่อาจยังไม่สิ้นข้อสงสัย โดยเฉพาะ “ผู้กระทำผิด” ที่จับได้ เอาเข้าจริงจะเป็น “ไอ้โม่ง” ตัวบงการตัวจริง หรือสุดท้ายเพียง “ปลาซิวปลาสร้อย” เท่านั้น 

    จับสัญญาณ “ฝ่ายค้าน” ในเวทีแถลงนโยบายรัฐบาลรอบนี้ ได้ล็อกเป้าไปที่การล่า “ไอ้โม่ง” กักตุนน้ำมัน ทั้งพรรคประชาชนในฐานะพรรคแกนนำฝ่ายค้าน พุ่งเป้าชี้จุดอ่อนไปที่ผู้นำรัฐบาล “อนุทิน”

    ภายใต้กลยุทธ์ที่เรียกว่า “จากโรคกระจอกถึงรวยไม่ไหวแล้ว” มี “ศิริกัญญา ตันสกุล” รองหัวหน้าพรรคประชาชน เป็น “แม่ทัพ” ในการวางยุทธศาสตร์อภิปราย

    โดยเฉพาะประเด็นกักตุนน้ำมัน ก่อนหน้านี้ “รังสิมันต์ โรม”สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ออกมาจั่วหัวประเด็นการ “ถอนทุนการเมือง” ของนายทุนพรรคการเมืองบางพรรค ที่เร็วกว่าที่คาดคิด 

    ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ ล่าสุด จัดวาง “5ขุนพล” นำโดย “เดอะมาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รวมถึง 2 แคนดิเดตนายกฯ และรองหัวหน้าพรรค ทั้ง “กรณ์ จาติกวาณิช ” และ “การดี เลียวไพโรจน์” ร่วมกับหัวหมู่ทะลวงฟันพรรค 

    ทิ่มตรงไปที่ผลสำรวจนิด้าโพล สะท้อนชัดถึงความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล ไม่ต่างจากประเด็นไอ้โม่ง ที่มีการทักท้วงเรื่องดังกล่าวตั้งแต่แรก รวมถึงแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ และมาตรการในการแบ่งเบาภาระของประชาชน ซึ่งรัฐบาลพูดในหลักการมาแล้ว แต่ยังไม่ได้ไปทั่วถึง ยังไม่ได้มีการปฏิบัติจริง

    ต้องจับตาเวทีแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐบาล กำลังถูกฝ่ายค้านเปลีี่ยนเป็นเวทีซักฟอกรัฐบาลยกแรก เป็นสนามประลองกำลังระหว่าง 2 ขั้วการเมืองในจังหวะที่รัฐบาลเพลี่ยงพล้ำอย่างหนัก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/politics/1228524&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07dFB8-eo65Jn30RnosbV5

  • ดร.ณัฏฐ์ ชี้น้ำมันแพงเข้าข่ายเหตุเร่งด่วน ครม.สั่งแก้ได้ทันที

    ดร.ณัฏฐ์ ชี้น้ำมันแพงเข้าข่ายเหตุเร่งด่วน ครม.สั่งแก้ได้ทันที

    นักกฎหมายมหาชน ระบุปัญหาราคาน้ำมันกระทบความมั่นคงเศรษฐกิจ เข้าข่าย “จำเป็นเร่งด่วน” ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 162 วรรคสอง ครม.มีอำนาจดำเนินการได้ทันที ไม่ต้องรอแถลงนโยบาย หวั่นปล่อยช้ากระทบทั้งเศรษฐกิจและการเมือง

    6 เมษายน 2569 – “ดร.ณัฏฐ์” หรือ ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน ได้ให้ความเห็นเพื่อประโยชน์สาธารณะว่า เมื่อคณะรัฐมนตรีได้เข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณตนต่อพระมหากษัตริย์ก่อนเข้ารับหน้าที่ เป็นไปตามกลไกรัฐธรรมนูญ มาตรา 161 วรรคหนึ่ง เป็นเงื่อนไขในการบังคับก่อนที่จะปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรี

    แต่คณะรัฐมนตรีจะมีอำนาจบริหารราชการแผ่นดินหรือ มีเงื่อนไขบังคับก่อน โดยคณะรัฐมนตรีจะต้องแถลงต้อง “แถลงนโยบาย” ต่อรัฐสภา จึงจะมีอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดินได้ เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 162 วรรคหนึ่ง

    ภาษาชาวบ้าน คือ ถวายสัตย์ฯยังไม่มีอำนาจเต็มในการบริหารราชการแผ่นดิน รัฐธรรมนูญกำหนดให้ ครม.แถลงนโยบายต่อรัฐสภาก่อน เป็นเงื่อนไขบังคับก่อน ทำให้ประชาชนรับรู้ว่า รัฐบาลอนุทิน 2 นโยบายด้านใดบ้าง ทั้งการให้แถลงนโยบายจะต้องเป็นไปตามหลักคุ้มค่า ที่มาของงบประมาณและไม่ขัดต่อยุทธศาสตร์ชาติ โดยการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ห้ามมิให้ฝ่ายค้านลงมติไม่ไว้วางใจ

    กลไกรัฐธรรมนูญ ก่อนแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี มีหลัก ย่อมมีข้อยกเว้น “ก่อนแถลงนโยบายต่อรัฐสภา” หากมีกรณีที่สำคัญและจำเป็นเร่งด่วน ซึ่งหากปล่อยให้เนิ่นช้าไปจะกระทบต่อประโยชน์สำคัญของแผ่นดิน คณะรัฐมนตรีที่เข้ารับหน้าที่จะดำเนินการไปพลางก่อนเพียงเท่าที่จำเป็นก็ได้ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 162 วรรคสอง

    คำว่า “สำคัญและจำเป็นเร่งด่วน” หมายความว่า ปัญหานั้น ต้องสำคัญระดับประเทศในเชิงมหภาคและจำเป็นเร่งด่วน ไม่อาจรอได้ หากเนินช้าจะทำให้ประเทศเกิดความเสียหาย เช่น กระทบต่อความปลอดภัยของประเทศ กระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ เป็นต้น

    ปัญหาด้านพลังงาน “น้ำมันเชื้อเพลิง” เป็นปัญหาในเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศ เพราะภาคอุตสาหกรรมก็ดี ภาคประชาชนก็ดี จำเป็นต้องใช้น้ำมันในการเติมรถยนต์ รถบรรทุก ที่ใช้ในการขนส่ง บรรทุกและใช้สัญจรไปมา โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลก็ดี  เบนซิล ก็ดี เป็นความจำเป็นแก่รถยนต์ที่ประชาชนที่ต้องใช้ประจำวัน การปรับราคาน้ำมันให้ราคาสูงเพิ่มขึ้น โดย คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง(กบน.)ไม่อาจควบคุมได้ ปล่อยไห้น้ำมันลอยตัว

    พูดภาษาชาวบ้าน คือ ราคาน้ำมันแพง” ทำให้มีผลกระทบต่อการดำรงชีพของพี่น้องประชาชนและภาคอุตสาหกรรมของประเทศเป็นวงกว้าง  กระทบต่อความมั่นคงเศรษฐกิจ กระทบต่อเศรษฐกิจโดยภาพรวมของประเทศ ส่งผลทำให้ประชาชนอุปโภคและบริโภคสินค้าทุกประเภทที่มีราคาสูงขึ้นเป็นเงาตามตัวทำให้ประชาชนได้รับเดือดร้อนกันถ้วนหน้า แม้อ้างว่าตัวแปรเกิดจากภาวะภัยสงครามและเศรษฐกิจโลก              

    ภาวะน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีราคาเพิ่ม  อยู่ในภาวะรัฐสามารถใช้กลไกในการบริหารราชการแผ่นดินกำกับควบคุมได้ และปัญหาพลังงานเชื้อเพลิง เป็นภัยความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ เป็นกรณีสำคัญและจำเป็นเร่งด่วนของประเทศ ซึ่งหากปล่อยให้เนิ่นช้าไปจะกระทบต่อภาวะเศรษกิจของประเทศ อันเป็นประโยชน์สำคัญของแผ่นดิน โดยรัฐธรรมนูญมาตรา 162 วรรคสอง เปิดช่องให้ ครม.ที่เข้ารับหน้าที่จะดำเนินการไปพลางก่อนเพียงเท่าที่จำเป็นก็ได้   

    พูดภาษาชาวบ้าน คือ ปัญหาพลังงาน “ราคาน้ำมัน” เชื้อเพลิงพุ่งเกินกว่า 50 บาท กระทบต่อประชาชนและภาคอุตสาหกรรม รวมถึงผู้ใช้รถส่วนบุคคลและรถสาธารณะ ได้รับความเดือดร้อนกันถ้วนหน้า กระทบต่อเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศ เป็นความจำเป็นเร่งด่วน ที่รัฐบาลต้องเร่งรีบในการแก้ปัญหาโดยด่วน  อาทิ ในการตรา พรก.ในการอุ้มราคาน้ำมันและกำกับควบคุมราคาน้ำมัน หรือหาพลังงานหรือสินค้าหรือบริการทดแทนเพิ่มเติม

    แม้ ครม.อนุทิน 2 กำหนดแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในวันที่ 9 – 10 เมษายน 2569 ภายในสัปดาห์นี้ หากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี หัวหน้าคณะรัฐมนตรี หากเห็นว่า  หากปล่อยให้ราคาน้ำมันลอยตัวจะเพิ่มขึ้น หากปล่อยเนิ่นช้าไปจะกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ อันเป็นประโยชน์สำคัญของแผ่นดิน ไม่จำต้องรอให้แถลงนโยบายก่อนถึงจะแก้ปัญหา เพราะยิ่งปล่อยให้ราคาน้ำมันลอยตัวเพิ่มขึ้น อาจมีผลกระทบทางอ้อมในแง่การเมือง ต่อความสั่นคลอนเก้าอี้นายกรัฐมนตรี แม้จะเพิ่งเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินก็ตาม.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/976067/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw22xBEuJQOt3k_h4ogU-957

  • ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (7 เม.ย. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (7 เม.ย. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (7 เม.ย. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด  “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศปรับราคาน้ำมันดีเซลขึ้นอีก 2.80 บาทต่อลิตร

    เช่นเดียวกับน้ำมันดีเซล B20 เพิ่มขึ้น 2.80 บาท/ลิตร จาก 42.75บาท/ลิตร เป็น 45.54 บาทต่อลิตร 

    ขณะที่น้ำมันดีเซล พรีเมี่ยมของโออาร์ขึ้นราคา 6.50 บาทต่อลิตร และดีเซล พรีเมี่ยมของบางจากขึ้นราคา 4.80 บาทต่อลิตร

    ส่วนราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์95 ,91 ,อี85 (E85) และอี20 (E20) ไม่มีการเปลี่ยนแปลง เมื่อวันที่ 5 เม.ย. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นพรุ่งนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 70.44 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 50.54 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลS ลิตรละ 70.94 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 50.54 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (7 เม.ย. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) ที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/655895&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3uvvkPYNgSEGFyE15JwUYX

  • ส่งออกทองคำเฉียด 4 พันล้านดอลล์

    ส่งออกทองคำเฉียด 4 พันล้านดอลล์

    นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือจีไอที เปิดเผยว่า เดือนก.พ.69 ไทยส่งออกทองคำมูลค่า 1,103.74 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 18.22% เมื่อเทียบเดือนก.พ.67 เป็นการเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 ซึ่งเป็นการส่งออกไปขายตามราคาทองคำในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น จากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง รวมถึงภาษีนำเข้าใหม่ของสหรัฐฯ ที่ลดลงเหลือ 10% จากการใช้มาตรา 122 กฎหมายการค้า แทนการใช้มาตรการภาษีตอบโต้ และกองทุน SPDR Gold ยังคงซื้อต่อเนื่อง 6 เดือนติด ส่งผลให้ยอดส่งออก 2 เดือน (ม.ค.-ก.พ.) ปี 69 อยู่ที่ 3,861.81 ล้านเหรียญฯ เพิ่มขึ้น 83.76% เทียบช่วงเดียวกันของปี 68

    ส่วนส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ ไม่รวมทองคำเดือน ก.พ.69 อยู่ที่ 1,624.04 ล้านเหรียญฯ ลด 29.32% กลับมาลดลงอีกครั้ง หลังจากเพิ่งบวกเมื่อเดือนม.ค.69 หากรวมทองคำ 2,727.77 ล้านเหรียญฯ ลด 15.59% และรวม 2 เดือน ส่งออกไม่รวมทองคำ 3,432.16 ล้านเหรียญฯ ลด 14.88% รวมทองคำ 7,293.97 ล้านเหรียญฯ เพิ่ม 18.92%

    “แนวโน้มการส่งออกจากนี้ ยังต้องจับตาเศรษฐกิจโลก เพราะยังเผชิญแรงกดดันจากภูมิรัฐศาสตร์ ความไม่แน่นอนด้านการค้าและทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ รวมถึงการสู้รบในตะวันออกกลาง ที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น กระทบต่อชีวิตและเศรษฐกิจของประเทศที่เกี่ยวข้องโดยตรง ขณะเดียวกัน ยังมีปัจจัยราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น ทำให้มีความเสี่ยงมากขึ้นที่เศรษฐกิจโลกจะชะลอ และทำให้กำลังซื้อคู่ค้าทั่วโลกลดลง อีกทั้งค่าเงินบาทยังคงผันผวน ทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยลดลง ซึ่งทั้งหมดจะกดดันการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับได้”

    อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการไทยต้องเร่งสร้างภูมิคุ้มกันห่วงโซ่อุปทาน ผ่านการบริหารต้นทุนโลจิสติกส์และวัตถุดิบอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการนำเทคโนโลยี และระบบตรวจสอบย้อนกลับมาใช้ เพื่อยืนยันแหล่งที่มาของวัตถุดิบที่ปราศจากข้อขัดแย้ง ซึ่งจะช่วยยกระดับมาตรฐานความโปร่งใสและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน ขณะเดียวกัน ต้องบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน และกระจายตลาดส่งออกให้หลากหลาย เพื่อลดการพึ่งพิงตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป เพื่อบรรเทาผลกระทบจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2925032&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1f1zRdALCwVQ7VGDOoY3QB

  • โจ มณฑานี โพสต์สวนกลับ สุนารี ปมเศรษฐกิจบ้านเมือง

    โจ มณฑานี โพสต์สวนกลับ สุนารี ปมเศรษฐกิจบ้านเมือง

    โจ มณฑานี โพสต์สวนกลับ สุนารี ปมเศรษฐกิจบ้านเมือง

    หลังจากที่ สุนารี ราชสีมา โพสต์เดือด “ใครที่กังวลเรื่องน้ำหนักสบายใจได้นะจ้ะ เพราะอีกไม่กี่วันพวกเราก็จะไม่มีจะแ-ด-x-กันละ” พร้อมตอกย้ำความฮาในคอมเมนต์ต่ออีกว่า “เย้ๆๆๆๆๆๆๆผอมกันถ้วนหน้า”

    ล่าสุด โจ มณฑานี โพสต์แสดงความเห็นสวนกลับ ระบุว่า “คุณสุนารีคงไม่อดตายกระมังคะ เพราะดิฉันไม่เชื่อว่าระดับคุณสุนารีไม่มี #ความฉลาดในการจัดการบริหารชีวิต ในยาม #วิกฤตโลก

    สงครามที่สหรัฐกับอิสราเอลก่อขึ้น สร้างความทุกข์ยากทั้งโลก แต่คนดังระดับเศรษฐีแบบคุณสุนารี นอกจากไม่คิดหาวิธีช่วยชาติช่วยสังคม ยังโพสต์แซะกระแนะกระแหนเอาสะใจ ที่นอกจากไม่ช่วยอะไร ไม่ใช้พลังอำนาจของการเป็นผู้มีอิทธิพลของสังคม มาช่วยปลุกใจคนในชาติสู้วิกฤตแล้ว กลับยังซ้ำเติมความทุกข์ของชาติและคนทั้งโลกอีกด้วย

    เมื่อประเทศไทยผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ แล้วหันมามองย้อนข้างหลังว่า..ใครใช้พลังของตนเตือนสติคนไทย ปลุกใจให้ลุกขึ้นมาช่วยกัน หรือใครใช้พลังของตนกระทืบซ้ำความทุกข์ของคนในชาติ คำพูดของคุณจะถูกนำมาวนซ้ำๆไปตลอด นับสิบปี

    เชื่อว่าคำนี้ของคุณสุนารี จะเป็นอีกหนึ่งที่ถูกวนซ้ำๆๆค่ะ และคุณสุนารีจะต้องรับผิดชอบผลของคำพูดตัวเอง #สามัคคีคือพลัง #คนไทยต้องช่วยกัน”


    ข่าวดารา ข่าวในกระแส บน Facebook อัพเดตไว เร็วทันใจ คลิกที่นี่!!

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://entertain.teenee.com/thaistar/319037.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1W2yNJmLEcSMWzZm-BFEQU

  • ครม. เห็นชอบร่างแถลงนโยบายรัฐบาลนายกฯอนุทิน ยึด 5 เสาหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ พร้อมแต่งตั้งข้าราชการการเมือง 4 ตำแหน่ง

    ครม. เห็นชอบร่างแถลงนโยบายรัฐบาลนายกฯอนุทิน ยึด 5 เสาหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ พร้อมแต่งตั้งข้าราชการการเมือง 4 ตำแหน่ง

    ครม. เห็นชอบร่างแถลงนโยบายรัฐบาลนายกฯ อนุทิน ยึด 5 เสาหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ พร้อมแต่งตั้งข้าราชการการเมือง ตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอ 4 ตำแหน่ง

    นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันนี้ (6 เมษายน 2569) ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (นัดพิเศษ) มีมติเห็นชอบแต่งตั้งข้าราชการการเมือง ตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอจำนวน 4 ตำแหน่ง ได้แก่

    1. นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี 

    2. พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี

    3. นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี

    4. นางสาวรัชดา ธนาดิเรก ดำรงตำแหน่ง โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

    ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน 2569 เป็นต้นไป 

    นอกจากนี้ นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าวันนี้ (6 เมษายน 2569) ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (นัดพิเศษ) มีมติเห็นชอบคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี โดยนโยบายหลักประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ 1. ด้านเศรษฐกิจ 2. ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง 3. ด้านสังคม 4. ด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม และ 5. ด้านการบริหารภาครัฐและการปฏิรูปกฎหมาย

    ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่มีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้การผลิตและขนส่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเกิดความชะงักงัน ปริมาณลดลงสวนทางกับความต้องการ ทำให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังเผชิญ ความท้าทายด้านสังคม สิ่งแวดล้อมและภัยธรรมชาติ และด้านความมั่นคงด้วย

    โดยการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลในวาระนี้ จะต่อยอดการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าควบคู่กับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ พร้อมปรับรูปแบบการบริหารภาครัฐเป็น “ระบบบูรณาการแบบกลุ่มยุทธศาสตร์ (Cluster)” โดยจะรวมพลังภาคเอกชนและประชาชน ปรับบทบาทภาครัฐเป็นผู้สนับสนุนและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน รวมทั้งเร่งรัดต่อยอดการพัฒนาระบบดิจิทัลของภาครัฐ โดยกลไกการบริหารราชการในรูปแบบ “Cluster” แบ่งการทำงานออกเป็น 5 กลุ่มยุทธศาสตร์ ได้แก่

    1. ด้านเศรษฐกิจมหภาค การลงทุน และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต 

    2. ด้านการผลิต การค้าและบริการ 

    3. ด้านโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 

    4. ด้านสังคมและสวัสดิการ และ 

    5. ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง

    “ รัฐบาลพร้อมที่จะแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2569 เป็นต้นไป โดยภายหลังการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีดังกล่าวแล้ว จะมีการจัดทำคำแปลเป็นภาษาอังกฤษ และประชาชนสามารถเข้าถึงเอกสารได้ผ่านทาง www.thaigov.go.th” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเชิญชวนติดตามการแถลงนโยบายของรัฐบาล 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.voicetv.co.th/read/qrnPX8eLW&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3DkSxmzQmUWnBaPas9daTY

  • LEYF เนิร์สเซอรีร้อยปีที่ช่วยแม่ในลอนดอนไม่ต้องเลือกงาน vs ลูก โมเดลปันกำไรจากย่านรวยสู่บ้านจน

    LEYF เนิร์สเซอรีร้อยปีที่ช่วยแม่ในลอนดอนไม่ต้องเลือกงาน vs ลูก โมเดลปันกำไรจากย่านรวยสู่บ้านจน

    มีคำกล่าวที่ว่า ‘หากเราต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจและทำให้แรงงานมีประสิทธิภาพ ต้องมีคนดูแลเด็ก ๆ’ 

    ไม่รู้ใครกล่าวเป็นคนแรก แต่นายกรัฐมนตรีอังกฤษ เคียร์ สตาร์เมอร์ กล่าวถึงเรื่องนี้ในแถลงการณ์ตั้งแต่วันแรกที่ชนะการเลือกตั้ง ในขณะที่ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ก็เดินหน้าเปิดศูนย์ดูแลเด็กอ่อนหลายแห่งในกรุงเทพฯ ด้วยเหตุผลเดียวกัน

    ณ กรุงลอนดอน เมืองหลวงที่ค่าครองชีพโหดที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เหล่าคุณแม่ต้องเผชิญกับคำถามหนักอึ้งในใจทุกเช้าว่า “ถ้าต้องกลับไปทำงาน แล้วใครจะดูแลลูก” คำตอบที่ตามมาเจ็บปวดไม่น้อยกว่าคำถาม เพราะค่าเนิร์สเซอรีนั้นสูงจนบางครอบครัวต้องเลือกระหว่างอาชีพกับลูก

    ท่ามกลางวิกฤตนี้ มีองค์กรหนึ่งที่ยืนหยัดมากว่า 123 ปี นั่นคือ ‘London Early Years Foundation’ หรือ ‘LEYF’ เริ่มต้นในปี 1903 ในย่านเวสต์มินส์เตอร์ กลางกรุงลอนดอน ในยุคที่ทารกเกือบ 12% ไม่รอดชีวิตถึงวันเกิดปีแรก จนถึงทุกวันนี้ LEYF ยังคงเดินหน้าดูแลเด็กกว่า 4,000 คนต่อปี ขยายสู่ 43 สาขาทั่วลอนดอน

    ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นก่อนที่ระบบบริการสุขภาพแห่งชาติของอังกฤษ (NHS – National Health Service) จะถือกำเนิดในปี 1948 ถึงกว่า 40 ปี จากคนกลุ่มหนึ่งที่ไม่ได้รอให้ระบบรัฐพร้อม เพราะพวกเธอสร้างระบบขึ้นมาเอง

    เมืองที่เด็กจากไปก่อนจะได้เติบโต

    ถนนแคบ ๆ เต็มไปด้วยควันถ่านหินในย่านเวสต์มินส์เตอร์ เมื่อร้อยกว่าปีก่อน ครอบครัวยากจนอัดกันอยู่ในห้องเช่า แม่วัยสาวเพิ่งคลอดลูกออกมาอย่างปาฏิหาริย์โดยไม่มีหมอหรือพยาบาล ไม่มีใครบอกว่าต้องดูแลเด็กน้อยอย่างไร

    อัตราการเสียชีวิตของทารกในกรุงลอนดอนตอนนั้นน่าสลดใจมาก เด็กที่เกิดมา 10 คนจะมี 1 – 2 คนที่จากไปก่อนได้หัดเดิน

    ปี 1903 หญิงชาวอังกฤษ มาร์กาเร็ต ฮอร์น ลูกศิษย์ของนักปฏิรูปสังคมผู้ยิ่งใหญ่ ออคเทเวีย ฮิลล์ รวมกลุ่มแพทย์และอาสาสมัครซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง เริ่มทำสิ่งที่เรียบง่ายที่สุดอย่างการเดินเคาะประตูบ้านทีละหลัง

    พวกเธอรวมตัวกันในนามสมาคม City of Westminster Health Society คอยถามไถ่สารทุกข์สุกดิบแต่ละบ้าน ให้บริการตรวจสุขภาพ ทันตกรรม ฝากครรภ์ เปิดครัวเคลื่อนที่ แม้ในห้วงเวลาที่ยุโรปกำลังเผาตัวเองจากสงครามโลกครั้งที่ 1

    สมาคม City of Westminster Health Society ขยายตัวอย่างรวดเร็ว เพราะพวกเธอเข้าใจบางอย่างที่คนอื่นมองข้าม ย่านเวสต์มินส์เตอร์ไม่ได้เป็นเมืองของคนอังกฤษล้วน มีผู้อพยพ ทั้งคนอิตาลี ยิว โปแลนด์ และอีกหลายชาติ สมาคมจึงเริ่มแจกใบปลิวข้อมูลสุขภาพเด็กถึง 6 ภาษา ได้แก่ อังกฤษ เวลส์ อิตาลี ฝรั่งเศส ยิว และ เฟลมิช (ภาษาของชาวเบลเยียมเชื้อสายดัตช์)

    “ถ้าอยากช่วยใคร ต้องพูดภาษาของเขา ไม่ใช่บังคับให้เขามาพูดภาษาของเรา” นี่คือปรัชญาที่ฝังลึกมาตั้งแต่วันแรก

    เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 พัดผ่านไป อังกฤษเต็มไปด้วยความบอบช้ำ ระบบบริการสุขภาพแห่งชาติของสหราชอาณาจักร (NHS) จึงถือกำเนิดในปี 1948 งานด้านสุขภาพที่สมาคมฯ บุกเบิกมานาน 40 กว่าปีกลายเป็นสิทธิพื้นฐานที่ทุกคนได้รับการรักษาฟรีในที่สุด สมาคมจึงปรับตัวไปต่อและถามตัวเองว่า เด็ก ๆ ยังต้องการอะไรอีก

    คำตอบคือ พวกเขาต้องการที่จะเล่น เรียนรู้ และเตรียมพร้อมสำหรับชีวิต

    ในปี 1977 สมาคมเปลี่ยนชื่อเป็น Westminster Children’s Society หันมาเน้นการพัฒนาคุณภาพของเนิร์สเซอรีสำหรับวัยแรกเกิดจนถึง 5 ขวบ 

    เนิร์สเซอรีขยายไปถึง 17 แห่ง จึงมีการเปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น London Early Years Foundation หรือ LEYF ในปี 2009 สะท้อนการขยายตัวออกไปนอกขอบเขตย่านเวสต์มินส์เตอร์ให้ครอบคลุมทั้งลอนดอน

    ทำไมต้อง 0 – 5 ขวบ

    งานวิจัยทั่วโลกต่างยืนยันตรงกันว่า ตอนแรกเกิด สมองของทารกมีขนาดเพียง 1 ใน 4 ของสมองผู้ใหญ่ แต่ภายในปีแรกจะขยายเป็น 2 เท่า เมื่ออายุ 3 ขวบจะขยายเป็น 80% และ 5 ขวบขยายเป็น 90% เทียบกับสมองผู้ใหญ่ เรียกได้ว่าสมองโตเกือบสมบูรณ์ก่อนที่เด็กจะเริ่มเข้าโรงเรียนเสียอีก (ข้อมูลจาก First Things First

    อีกหนึ่งงานวิจัยอันโด่งดังของนักเศรษฐศาสตร์เจ้าของรางวัลโนเบล เจมส์ เฮ็กแมน พบว่าการลงทุนในเด็กปฐมวัยอายุ 0 – 5 ปี ให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจคุ้มค่าที่สุดสำหรับสังคม สูงกว่าการลงทุนในระดับการศึกษาอื่น ทั้งในแง่ทักษะชีวิต ทักษะทางอารมณ์ และรายได้ในอนาคต 

    แล้วแบบนี้จะปล่อยให้ลูกน้อยอยู่แต่ในบ้านได้อย่างไร

    เมื่อพ่อแม่ไปทำงาน ลูกทำอะไร

    เช้าวันหนึ่งอันเร่งรีบในลอนดอน พ่อแม่บางคนจูงมือลูกเดิน บ้างก็อุ้มลูกเข้าประตูเนิร์สเซอรี LEYF ผู้ดูแลประจำตัวเด็กรอต้อนรับอยู่ทุกเช้า เขาคนนี้รู้ว่าเด็กชอบอะไร กลัวอะไร พร้อมอัปเดตให้พ่อแม่ฟังทุกวัน 

    เด็ก ๆ จะแบ่งไปตามห้องเรียนที่เหมาะสมกับช่วงวัย ได้แก่ Baby Room (0 – 2 ขวบ) Toddler Room (2 – 3 ขวบ) และ Pre-school Room (3 – 5 ขวบ) ซึ่งในพื้นที่แห่งนี้ มีทั้งเด็กที่กำลังคลุกดินเหนียว ทำขนมปังกับพ่อครัว เดินสำรวจสวน หรือนั่งทำโยคะเพื่อฝึกการรับรู้ความรู้สึกตัวเอง ครูรู้ว่าเมื่อไหร่ควรเข้าไปมีส่วนร่วม และเมื่อไหร่ควรถอยออกมาให้เด็กค้นพบโลกด้วยตัวเอง

    การศึกษาที่ดีควรสร้างอะไรในตัวเด็ก

    คำตอบของ LEYF ไม่ใช่แค่เด็กเก่ง แต่คือ ‘เด็กที่กระตือรือร้น อยากรู้อยากเห็น และเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง รวมถึงเป็นพลเมืองโลก’

    นำมาสู่การพัฒนา Social Justice Pedagogy หรือปรัชญาการสอนเพื่อความยุติธรรมทางสังคม ด้วยความเชื่อว่าการศึกษาควรช่วยสร้างโลกที่ยุติธรรม ยั่งยืน มีความเมตตา เด็กและผู้ใหญ่ล้วนอยู่ในความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงกัน

    LEYF ใช้ภาพของ ‘เชือก’ เพื่ออธิบายปรัชญานี้ ให้เส้นด้ายทั้ง 7 ถักทอกันเป็นเชือกเส้นเดียว นั่นคือการนำองค์กรด้วยวัฒนธรรมแห่งความเป็นเลิศ หลักสูตรแบบเกลียวที่ค่อย ๆ ขยายศักยภาพเด็ก การออกแบบสภาพแวดล้อมที่กระตุ้นการเรียนรู้ทั้งในและนอกห้องเรียน การสร้างความสัมพันธ์อันอบอุ่นระหว่างครู เด็ก และผู้ปกครอง การดูแลสุขภาพและโภชนาการ การเรียนรู้อย่างต่อเนื่องระหว่างบ้านและสถานรับเลี้ยงเด็ก การเชื่อมต่อกับชุมชนต่างรุ่น

    นอกรั้วเนิร์สเซอรี LEYF เด็ก ๆ ได้ออกไปสำรวจชุมชน เยี่ยมห้องสมุด สวนสาธารณะ พิพิธภัณฑ์ โรงละคร เพื่อสร้าง ‘ทุนทางวัฒนธรรม’ ผ่านการส่งเสริมภาษาและการอ่าน ขณะเดียวกันชุมชนก็เดินเข้ามาในเนิร์สเซอรีได้เช่นกัน ทั้งปู่ย่าตายาย เพื่อนบ้านสูงวัย ผู้คนจากพื้นเพหลากหลาย เพื่อให้เด็ก ๆ ได้สร้าง ‘ทุนทางสังคม’ ในพื้นที่ของตัวเอง

    เรื่องกิน เรื่องใหญ่

    อีกหนึ่งปัญหาคลาสสิกระดับโลก – เด็กไม่ชอบกินผัก

    ผักสดที่เด็ก ๆ ไม่คุ้นหรือไม่อยากกินนำมากองไว้ในมุมเด็กเล่น ให้พวกเขาค่อย ๆ คุ้นชินผ่านการลองเล่น จับแกะ ดมกลิ่น และลิ้มรสโดยไม่มีการบังคับ ช่วยให้สิ่งแปลกใหม่นี้กลายเป็นเพื่อนขาประจำ

    พ่อครัวของ LEYF ถือเป็นสมาชิกคนสำคัญของทีม ถึงขั้นมีการพัฒนา LEYF Early Years Chef Academy หลักสูตรฝึกอบรมเชฟที่ทำงานในสถานรับเลี้ยงเด็ก คอยทำอาหารสดที่เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการและพัฒนาเมนูตามฤดูกาล ใส่ใจทั้งสัดส่วนอาหาร การเสริมอาหารตามวัย การจัดการภูมิแพ้อาหาร ไปจนถึงการลดขยะจากอาหาร ที่นี่ยังมี ‘วันให้เด็กเลือกเอง’ เพื่อให้เด็ก ๆ มีส่วนร่วมในการตัดสินใจว่าจะกินอะไรดี 

    เรื่องเล่าของอาหารไม่ได้จบแค่ในจาน เนิร์สเซอรี LEYF หลายแห่งมีสวนสมุนไพรและแปลงผัก เชฟและครูพาเหล่าเด็กน้อยออกไปเที่ยวตลาดหรือร้านขายปลา เพื่อให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้เส้นทางของอาหารก่อนมาถึงจาน คุ้นเคยกับวัตถุดิบสด ไม่ใช่แค่ผลิตภัณฑ์แปรรูป

    ผู้เขียนเคยแลกเปลี่ยนมุมมองกับชาวอังกฤษว่า วัตถุดิบอาหารในซูเปอร์มาเก็ตเมืองใหญ่ถูกตัดแต่งสวยงามเกินไป เช่น วางขายเนื้อปลาแล่อย่างดีแทนที่จะเป็นปลาทั้งตัว หรือวางขายเฉพาะผลไม้เป็นลูก ทำให้คนไม่รู้ว่ามันงอกออกมาจากต้นแบบไหน 

    แม้แต่ภาษาที่ต่างกันโดยสิ้นเชิงก็ส่งผลต่อการรับรู้ และทำให้คนขาดความเชื่อมโยงกับต้นทางของอาหาร เช่น

    Pork-เนื้อหมู / Pig-หมู 

    Lamb-เนื้อแกะ / Sheep-แกะ

    แต่ในยุคนี้ เมื่อหลายคนเริ่มเรียนรู้ว่าสัตว์ที่น่ารักน่าชังเหล่านี้ถูกเลี้ยงในระบบอุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมหาศาล และถูกฆ่าก่อนจะมาเป็นชิ้นเนื้อบนแผง ทำให้เกิดกระแสลดทานเนื้อสัตว์มากขึ้น

    ตั้งแต่ปรัชญาการสอนไปจนถึงมื้ออาหาร ทั้งหมดนี้ล้วนมาจากความเชื่อของ LEYF ว่า เด็กทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ย่านไหนของลอนดอน สมควรได้รับโอกาสและความรู้ที่เท่าเทียมกันในการเติบโต

    แบ่งปันกำไร

    สงสัยไหมว่า ดีขนาดนี้ ต้องจ่ายเท่าไหร่ 

    ผู้เขียนพยายามหาคำตอบอยู่เหมือนกัน พบว่าราคา LEYF แต่ละสาขาไม่เท่ากัน แต่มีส่วนลดและช่องทางการช่วยเหลือที่หลากหลาย เช่น ครอบครัวที่รับ Universal Credit อาจขอคืนค่าใช้จ่ายดูแลเด็กได้สูงถึง 85% นอกจากนี้ยังมีระบบ Tax-free Childcare และความช่วยเหลือสำหรับผู้ปกครองที่กำลังเรียนอยู่

    รัฐยังช่วยอุดหนุนค่าอาหาร โดยอาหารเช้า กลางวัน เย็น และของว่าง 2 มื้ออยู่ที่เพียง 4.97 ปอนด์ต่อวัน และมีค่าธรรมเนียม Green LEYF สมทบอีกเล็กน้อยที่ 2 ปอนด์ เพื่อสนับสนุนแนวทางความยั่งยืนขององค์กร

    ทว่าปัญหาใหญ่ที่เนิร์สเซอรีเผชิญเหมือนกันทั่วโลก คือทำอย่างไรให้เงินไม่หมดก่อนที่จะช่วยเด็กได้ครบทุกคน

    การตัดสินใจครั้งใหญ่เกิดขึ้นในปี 2006 ด้วยการเปลี่ยนโมเดลธุรกิจทั้งหมด แทนที่จะง้อเงินบริจาค พวกเขาเปลี่ยนจากองค์กรการกุศลเป็น ‘วิสาหกิจเพื่อสังคม’

    โมเดลอุดหนุนข้ามกลุ่ม ‘Cross-subsidy’ กลายเป็นเอกลักษณ์ของ LEYF ให้เนิร์สเซอรีในย่านที่ร่ำรวยกว่า มาช่วยอุดหนุนเด็กในย่านที่ยากจนกว่า และนำกำไรทั้งหมดกลับมาลงทุน ช่วยให้เด็กถึง 35% ได้รับการอุดหนุนเต็มจำนวน ซึ่งล้วนเป็นเด็กจากครอบครัวด้อยโอกาส และเนิร์สเซอรี 77% จากสาขาทั้งหมดตั้งอยู่ในย่านขาดแคลนที่สุดในลอนดอน

    LEYF ยังลงทุนในการพัฒนาพนักงานและครูอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ระดับวุฒิบัตรไปจนถึงปริญญา เพราะเชื่อว่าการลงทุนในครูคือการลงทุนในเด็ก 

    เด็กที่ครั้งหนึ่งเคยนั่งเล่นในเนิร์สเซอรี LEYF อย่าง บ็อบบี้ โจ วันนี้กลายเป็นคนดูแลเด็กรุ่นต่อไป เขากลับมาเป็นพนักงานฝึกหัด ก่อนที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้จัดการเนิร์สเซอรีด้วยอายุเพียง 25 ปี 

    วันนี้ LEYF ดูแลเด็กกว่า 4,000 คนต่อปี ในเนิร์สเซอรี 43 แห่งทั่ว 13 เขตในลอนดอน และยังจ้างงานบุคลากรเกือบ 1,000 คน ในห้วงเวลาที่เนิร์สเซอรีทั่วประเทศกำลังปิดตัวลง 

    ในปี 2025 LEYF เพิ่งได้รับ King’s Award for Enterprise รางวัลเกียรติยศสูงสุดของสหราชอาณาจักร ในสาขา Sustainable Development ที่พิสูจน์ว่าองค์กรนี้ดำเนินธุรกิจด้วยความยั่งยืนอย่างแท้จริง และมีฝันใหญ่ที่พร้อมไปต่อด้วยการขยายสาขาเพื่อรองรับเด็กให้ได้ถึง 10,000 คนในอนาคต

    ทุกวันที่ 15 พฤศจิกายน LEYF ยังคงจัด Margaret Horn Lecture เพื่อรำลึกถึงผู้หญิงคนหนึ่งที่เมื่อ 120 กว่าปีที่แล้วเลือกที่จะเดินออกจากบ้าน เคาะประตูบ้านคนยากจน พร้อมถามว่า “ฉันช่วยอะไรได้บ้าง”

    หากนี่เป็นตอนจบของภาพยนตร์ที่ End Credit กำลังจะไหลขึ้นมา เราขอเปิดเพลงประกอบ Greatest Love of All หนึ่งในเพลงที่ทรงพลังที่สุดของ วิตนีย์ ฮิวสตัน ผู้ล่วงลับ เป็นการสรุปจบบทความนี้ลงอย่างสวยงาม

    I believe the children are our are future

    Teach them well and let them lead the way

    Show them all the beauty they possess inside

    Give them a sense of pride to make it easier

    Let the children’s laughter remind us how we used to be

    ภาพ : www.leyf.org.uk

    Theory of Change
    behind
    LEYF

    Problem

    เด็กในย่านยากจนเข้าไม่ถึงการดูแลช่วงปฐมวัย ทั้งที่ 5 ปีแรกของชีวิตสำคัญที่สุด

    Activities

    เปิดสถานรับเลี้ยงเด็กในย่านขาดแคลน โดยใช้กำไรจากสาขาในย่านร่ำรวยมาอุดหนุน

    Outputs

    เด็กกว่า 4,000 คนต่อปีได้รับการดูแลใน 43 สาขาทั่วลอนดอน โดย 77% ตั้งอยู่ในพื้นที่ยากจน

    Outcomes

    พ่อแม่กลับเข้าสู่ตลาดแรงงานได้ เด็กมีพัฒนาการและความพร้อมสำหรับชีวิต

    Impact

    ห่วงโซ่ความเหลื่อมล้ำค่อย ๆ ขาดลง เมื่อเด็กทุกคนไม่ว่าจะเกิดที่ไหน มีโอกาสเริ่มต้นชีวิตอย่างเท่าเทียม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://readthecloud.co/leyf-nurseries-london/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw002mul1ePvAocPf-akCKyH

  • เปิดภาพหมู่ “ครม.อนุทิน 2” หน้าตึกไทยคู่ฟ้า บรรยากาศชื่นมื่นแม้อุณหภูมิเกือบ 40 องศาฯ

    เปิดภาพหมู่ “ครม.อนุทิน 2” หน้าตึกไทยคู่ฟ้า บรรยากาศชื่นมื่นแม้อุณหภูมิเกือบ 40 องศาฯ

    ชื่นมื่น… “ครม.อนุทิน 2” ถ่ายภาพร่วมกันหน้าตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล “นายกฯ อนุทิน” นำรัฐมนตรีใหม่ไหว้องค์นรสิงห์จำลอง เอาฤกษ์เอาชัย ก่อนพา ครม. เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณ

    วันที่ 6 เมษายน 2569 ภายหลังจากที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เตรียมการก่อนพิธีเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณตนเสร็จสิ้น นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นำรัฐมนตรีทั้ง 35 คน ร่วมกันถ่ายภาพหมู่ ครม.อนุทิน 2 หน้าตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล โดยเป็นการสวมชุดปกติขาว ท่ามกลางอุณหภูมิเกือบ 40 องศาเซลเซียส ระหว่างทางเดิน นายอนุทิน ได้พูดคุยกับ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างเรียบร้อย

    จากนั้น นายอนุทิน ได้นำ ครม. ร่วมถ่ายภาพอีกครั้งที่บริเวณเชิงบันไดตึกไทยคู่ฟ้า ก่อนจะให้รัฐมนตรีใหม่บางส่วนไปสักการะองค์นรสิงห์จำลอง บนตึกไทยคู่ฟ้า และให้ ครม.ทั้งหมดพักผ่อนอิริยาบถตามอัธยาศัย ต่อมาเวลา 17.10 น. ครม. ขึ้นรถยนต์ที่สำนักเลขานุการคณะรัฐมนตรีจัดไว้ให้ เดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาลไปยังพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต เพื่อเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณในเวลา 19.00 น.

    ขณะที่ในเวลา 20.00 น. นายกรัฐมนตรี จะเป็นประธานการประชุม ครม.นัดพิเศษ ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล โดยมีวาระให้ความเห็นชอบร่างแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ซึ่งกำหนดไว้วันที่ 9-10 เมษายนนี้ เพื่อประกาศทิศทางบริหารราชการแผ่นดินอย่างเป็นทางการ พร้อมพิจารณาจัดตั้งศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ชุดใหม่ ก่อนจะมีการแต่งตั้งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี 3 คน ได้แก่ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา, พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ และนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน 

    ครม.อนุทิน 2 ร่วมถ่ายภาพหมู่หน้าตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล
    ครม.อนุทิน 2 ร่วมถ่ายภาพหมู่หน้าตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล

    สำหรับไฮไลต์สำคัญ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) จะนำเสนอข้อสรุปเรื่องโครงสร้างราคาน้ำมัน เข้าสู่ที่ประชุมโดยมีแนวทางการแก้ไขปัญหา แบ่งเป็น 2 ระยะ 

    1. ระยะอดีตเดือนมีนาคม เนื่องจากกฎหมายไม่มีผลย้อนหลัง รัฐบาลจะใช้วิธีให้กระทรวงพลังงานไปเจรจากับโรงกลั่น เพื่อขอนำผลประโยชน์ส่วนเกินตรงนี้มาช่วยลดภาระประชาชน คล้ายกับโมเดลในช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน 

    2. ระยะอนาคต ตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นไป จะใช้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ซึ่งให้อำนาจนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) สามารถกำหนดราคาและค่าการกลั่นในอนาคตได้เลย

    สำหรับการใช้ พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง จะให้อำนาจนายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ กบง. สามารถกำหนดราคา และค่าการกลั่นในอนาคตได้ ซึ่งก็จะส่งผลให้ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เรียกประชุมวันที่ 7 เมษายนนี้ เพื่อกำหนดค่าการกลั่นโดยจะนำต้นทุนที่แท้จริง ราคาขายจริง และกำไรเฉลี่ยในอดีตมา เป็นมาตรฐานในการคำนวณ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2925043&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3UIiQiQjqv5pNOccDtqfs2

  • ดูดวงรายวันประจำวันอังคาร ที่ 7 เมษายน 2569 สำหรับท่านที่เกิดวันจันทร์

    ดูดวงรายวันประจำวันอังคาร ที่ 7 เมษายน 2569 สำหรับท่านที่เกิดวันจันทร์

    ดูดวงรายวันประจำวันอังคาร ที่ 7 เมษายน 2569 สำหรับท่านที่เกิดวันจันทร์

    • การงาน : พบสถานการณ์ตึงเครียด
    • การเงิน : มีเงินมากขึ้น
    • ความรัก : มีข่าวดีเรื่องความรัก

    เคล็ดลับเสริมดวงประจำวันนี้

    • ทำบุญบริจาคอุปกรณ์การศึกษาในถิ่นทุรกันดาร
    • อัญมณีมงคล: เหล็กไหลแก้วนพเก้า
    • สีมงคล: สีเทาอ่อน
    • เลขนำโชค: 0, 4, 5, 6, 7, 9

    ฤกษ์ดีประจำสัปดาห์มีผลตั้งแต่วันที่ 1-7 เมษายน 2569 (ช่วงเวลาที่เหมาะสม)

    • 06:39 – 11:39 : ฤกษ์ดีในการทำบุญขึ้นบ้านใหม่
    • 09:00 – 14:00 : ฤกษ์ดีในการซื้อรถยนต์คันใหม่
    • 08:19 – 11:19 : ฤกษ์ดีในการติดต่อเจรจางานต่าง ๆ
    • 08:09 – 11:09 : ฤกษ์ดีในการเปิดร้านเริ่มธุรกิจใหม่
    • 06:00 – 12:00 : ฤกษ์ดีในการเดินทางทำบุญ

    ดูดวงเพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/horoscope/324922/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3BSpJ4pFj3M0NDfvaO2p9Q

  • ดูสด ไทย Vs ติมอร์ เลสเต ถ่ายทอดสด ฟุตซอลอาเซียน 2026

    ดูสด ไทย Vs ติมอร์ เลสเต ถ่ายทอดสด ฟุตซอลอาเซียน 2026

    ดาวน์โหลด ทรูไอดีแอป

    ดาวน์โหลด ทรูไอดีแอป

    สัมผัสโลกไร้ขีดจำกัดกับทรูไอดี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://sport.trueid.net/detail/oZnLEoaWXyO4&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1kDIsYrkGFF5f5FiUY__mP