Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “อัครเดช” หนุนงบฯ ปี 70 ชูเศรษฐกิจฐานราก ดัน OTOP-วิสาหกิจชุมชน เป็นเครื่องยนต์ฟื้นประเทศ

    “อัครเดช” หนุนงบฯ ปี 70 ชูเศรษฐกิจฐานราก ดัน OTOP-วิสาหกิจชุมชน เป็นเครื่องยนต์ฟื้นประเทศ

    “อัครเดช” สส.ราชบุรี ภูมิใจไทย หนุนงบฯ ปี 70 ชู “เศรษฐกิจฐานราก” เครื่องยนต์ฟื้นประเทศ เชื่อดัน OTOP-วิสาหกิจชุมชน เพิ่มรายได้ ลดเหลื่อมล้ำ

    วันที่ 29 มิถุนายน 2569 นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี พรรคภูมิใจไทย อภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 โดยระบุว่า งบประมาณฉบับนี้มีจุดแข็งหลายด้านที่จะช่วยนำพาประเทศก้าวข้ามวิกฤตเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์พลังงานและภูมิรัฐศาสตร์โลก พร้อมย้ำว่า การขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้ประชาชนลืมตาอ้าปากได้

    นายอัครเดช กล่าวว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ให้ความสำคัญกับประชาชนระดับฐานรากและผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งเศรษฐกิจฐานรากเป็นระบบเศรษฐกิจที่อาศัยทรัพยากร ภูมิปัญญา และวัฒนธรรมของท้องถิ่นมาสร้างมูลค่าเพิ่มและรายได้ให้กับชุมชน ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม โดยมีองค์ประกอบสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ การพึ่งพาตนเอง การใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นอย่างคุ้มค่า และการกระจายรายได้สู่ชุมชน

    นายอัครเดช กล่าวว่า รัฐบาลได้เพิ่มงบประมาณเพื่อส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนและโครงการ OTOP อย่างเป็นรูปธรรม ครอบคลุมทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การขยายช่องทางการจำหน่าย และการสนับสนุนด้านเงินทุน รวมถึงการยกระดับองค์ความรู้ผ่านโครงการ OTOP Skill เพื่อพัฒนาสินค้าให้ทันสมัย มีมาตรฐานสากล และเพิ่มศักยภาพด้านการแปรรูป

    นายอัครเดช ยังระบุว่า งบประมาณส่วนนี้จะช่วยยกระดับมาตรฐานสินค้าชุมชน ปรับปรุงบรรจุภัณฑ์ เพิ่มคุณภาพการแปรรูป และผลักดันให้สินค้าสามารถส่งออกไปยังต่างประเทศได้ สร้างรายได้กลับคืนสู่เกษตรกรและผู้ประกอบการในท้องถิ่น ทั้งนี้ตัวชี้วัดสำคัญของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ คือการที่เกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน และประชาชนในชุมชนมีรายได้และกำลังซื้อเพิ่มขึ้น หากรัฐบาลสามารถทำให้ชุมชนพึ่งพาตนเองได้ ก็จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำ กระจายรายได้ และสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

    ด้วยเหตุนี้ จึงเห็นควรสนับสนุนให้ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 เพื่อให้รัฐบาลนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2942848&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3UhcMcKJwRn6SeZuL39J2C

  • ‘ปิยะชาติ’ ชี้ยั่งยืนคือเกมเศรษฐกิจใหม่ แนะองค์กรเร่งปรับก่อนตกขบวน | เดลินิวส์

    ‘ปิยะชาติ’ ชี้ยั่งยืนคือเกมเศรษฐกิจใหม่ แนะองค์กรเร่งปรับก่อนตกขบวน | เดลินิวส์

    ‘เดลินิวส์’ จัดงานเสวนา ‘ซัสเทน เดลินิวส์ ทอล์ก 2026’ (Sustain Dailynews Talk 2026) ภายใต้หัวข้อ ‘โลกป่วน เกมเปลี่ยน : ธุรกิจ ยั่งยืน ได้อย่างไร?’ เพื่อชวนภาคธุรกิจร่วมค้นหาทิศทางการเติบโตท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและกติกาการค้าใหม่ที่เข้มข้นขึ้น

     โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากหลายภาคส่วนร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ได้แก่ ผศ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย, นายปิยะชาติ อิศรภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แบรนดิ แอนด์ คอมพานีส์ และผู้ก่อตั้งแบรนดิ อินสทิทิวต์ ออฟ ซิสเทมาติก ทรานส์ฟอร์เมชัน (BRANDi Institute of Systematic Transformation: BiOST), ดร.สุรชา อุดมศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานปฏิบัติการและนวัตกรรม บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ (เอสซีจีซี เคมิคอลส์ : SCGC) และนายวรพจน์ ประสานพานิช ผู้ตรวจการสำนักงาน สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)

    ทั้งนี้มีนายปารเมศ เหตระกูล, นางสิริวรรณ พันธุ์ปรีชากิจ, นายนต รุจิรวงศ์, น.ส.นลิน รุจิรวงศ์, นายนนท์ รุจิรวงศ์ และนายภาสภณ เหตระกูล ผู้บริหารเดลินิวส์ ให้การต้อนรับ

    ‘นายปิยะชาติ อิศรภักดี’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แบรนดิ แอนด์ คอมพานีส์ และผู้ก่อตั้งแบรนดิ อินสทิทิวต์ ออฟ ซิสเทมาติก ทรานส์ฟอร์เมชัน (BRANDi Institute of Systematic Transformation: BiOST) กล่าวว่า ปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงของภาคธุรกิจเกิดจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ ‘วิสัยทัศน์’ และ ‘วิกฤติ’ ในอดีตหลายองค์กรอาจขับเคลื่อนด้วยวิสัยทัศน์เป็นหลัก แต่ปัจจุบันแรงกดดันจากวิกฤตระดับโลกกำลังเร่งให้ทุกธุรกิจต้องปรับตัวเร็วขึ้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาหนี้สะสมของระบบเศรษฐกิจ การเติบโตที่สร้างความเหลื่อมล้ำ การเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม การเข้าสู่สังคมสูงวัย รวมถึงการเข้ามาของปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) ที่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างตลาดแรงงาน ขณะเดียวกันประชากรโลกที่เพิ่มขึ้นยังทำให้ทรัพยากรพื้นฐาน โดยเฉพาะน้ำสะอาด มีต้นทุนสูงขึ้นและอาจกลายเป็นทรัพยากรที่เข้าถึงได้ยากในอนาคต

    ปิยะชาติอธิบายว่า การเปลี่ยนแปลงที่ธุรกิจต้องเผชิญเกิดขึ้นพร้อมกัน 3 ระดับ ระดับแรกคือระดับโลก ซึ่งความยั่งยืนกลายเป็นเครื่องมือสร้างความได้เปรียบด้านภูมิรัฐศาสตร์และการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ระดับต่อมาคือตลาด ที่กติกาด้านสิ่งแวดล้อมกำลังเปลี่ยนจากเรื่องสมัครใจไปสู่เงื่อนไขที่ทุกธุรกิจต้องปฏิบัติตาม หากทำไม่ได้ก็อาจเสียโอกาสในการแข่งขัน ส่วนระดับสุดท้ายคือภายในองค์กร ซึ่งสิ่งที่ต้องเปลี่ยนมากที่สุดคือวิธีคิดของผู้บริหาร เพราะการมองเพียงการลดต้นทุนหรือเพิ่มรายได้เพียงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอสำหรับการเติบโตในระยะยาวอีกต่อไป

    การแข่งขันในโลกยุคใหม่จึงไม่ควรวัดจากขนาดเศรษฐกิจหรือการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมองถึง ‘คุณภาพของเศรษฐกิจ’ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการสร้างรายได้จากเทคโนโลยีและนวัตกรรมของประเทศ การกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจให้คนเข้าถึงได้อย่างทั่วถึง ความพร้อมของภาครัฐในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน การพัฒนาทักษะแรงงานให้รองรับอุตสาหกรรมใหม่ และความสามารถในการรับมือกับวิกฤตในระยะยาว

    พร้อมเสนอแนวคิด ‘ซัสเทนโนมี’ (Sustainomy) ซึ่งเป็นการนำความยั่งยืนมาเชื่อมเข้ากับระบบเศรษฐกิจให้เป็นเรื่องเดียวกัน โดยมองว่าการเติบโตของธุรกิจควรเดินไปพร้อมกับการสร้างคุณค่าให้คน สังคม และสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นการกระจายรายได้ การยกระดับคุณภาพชีวิต หรือการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งยังเสนอแนวทางบริหารทุน 4 ด้าน ได้แก่ การนิยามทุนใหม่ การกระจายทุน การพัฒนาทุน และการจัดสรรทุนใหม่ เพื่อให้ทุกการลงทุนสร้างผลตอบแทนทางธุรกิจควบคู่ไปกับผลลัพธ์ที่ดีต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

    ปิยะชาติกล่าวต่อไปว่า จุดเริ่มต้นของแนวคิดดังกล่าวคือการเปลี่ยนมุมมองต่อคำว่า ‘ทุน’ โดยไม่ควรมองคนและสิ่งแวดล้อมเป็นเพียงทรัพยากรที่ใช้แล้วหมดไป แต่ต้องมองว่าเป็นทุนที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ หากได้รับการพัฒนาและบริหารจัดการอย่างเหมาะสม พร้อมย้ำว่าเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ต้องเดินไปในทิศทางเดียวกัน จึงจะทำให้การเติบโตเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน

    สำหรับการวางกลยุทธ์ ปิยะชาติกล่าวว่าธุรกิจไม่จำเป็นต้องแข่งขันเพื่อเป็นผู้เล่นที่ดีที่สุดเสมอไป แต่ควรสร้างจุดยืนที่แตกต่างและมีเอกลักษณ์ของตัวเอง โดยใช้ความยั่งยืนเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างคุณค่าให้แบรนด์และสร้างการเติบโตในระยะยาว พร้อมยกตัวอย่างองค์กรที่สามารถเปลี่ยนวัสดุเหลือใช้ให้กลายเป็นสินค้าใหม่ หรือสร้างโมเดลธุรกิจที่คืนประโยชน์กลับสู่สังคม จนกลายเป็นจุดแข็งที่คู่แข่งเลียนแบบได้ยาก

    ดังนั้นองค์กรต้องเตรียมความพร้อมสำหรับทุกความเป็นไปได้ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต (Future-proofing) เพราะโลกธุรกิจมีความไม่แน่นอนสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการสร้างความยืดหยุ่นให้ธุรกิจสามารถรับมือกับวิกฤตและฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว เมื่อเผชิญแรงกระแทกจากปัจจัยที่คาดไม่ถึง

    พร้อมย้ำว่าสิ่งที่ธุรกิจควรกังวลไม่ใช่ต้นทุนของการปรับตัว แต่เป็นต้นทุนของการไม่ยอมเปลี่ยนแปลง เพราะเมื่อกฎเกณฑ์ใหม่เริ่มมีผล การปรับตัวไม่ทันอาจส่งผลต่อโอกาสในการดำเนินธุรกิจในระยะยาว ดังนั้นองค์กรจึงควรเตรียมความพร้อมรับทุกสถานการณ์ สร้างความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน และเร่งพัฒนาขีดความสามารถขององค์กร โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เพื่อรองรับข้อกำหนดใหม่ เช่น การตรวจสอบและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งมีแนวโน้มจะกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในการทำธุรกิจและการเข้าถึงตลาดในอนาคต

    “ในโลกยุคใหม่ ความยั่งยืนไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นองค์ประกอบของการเติบโตทางเศรษฐกิจ ธุรกิจไม่สามารถรอให้มีกำไรก่อนแล้วค่อยลงทุนด้านความยั่งยืน เพราะหากไม่เริ่มตั้งแต่วันนี้ ความสามารถในการแข่งขันก็จะค่อยๆ ลดลง และโอกาสในการเข้าสู่ตลาดโลกก็อาจหายไปในที่สุด” ปิยะชาติ กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5986317/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1wiDnyNjYUVxFmv-mVIavr

  • ท่องเที่ยว-ส่งออกพยุงเศรษฐกิจเดือน พ.ค. ‘คลัง’ เตือนจับตาน้ำมัน-ภูมิรัฐศาสตร์

    ท่องเที่ยว-ส่งออกพยุงเศรษฐกิจเดือน พ.ค. ‘คลัง’ เตือนจับตาน้ำมัน-ภูมิรัฐศาสตร์

    นายพิสิทธิ์ พัวพันธ์ ผู้อำนวยการกองนโยบายเศรษฐกิจมหภาค ในฐานะโฆษกสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยภาพรวมเศรษฐกิจไทยประจำเดือน พ.ค. 69 ว่า เศรษฐกิจไทยยังคงได้รับแรงสนับสนุนหลักจากการขยายตัวของภาคการท่องเที่ยวและการส่งออก อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังจำเป็นต้องเฝ้าระวังความเสี่ยงจากภายนอก โดยเฉพาะความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และราคาน้ำมันโลก ซึ่งอาจกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและต้นทุนการผลิตในประเทศ

    หากเจาะลึกเครื่องยนต์เศรษฐกิจรายหมวด จะพบว่า “ภาคการท่องเที่ยว” ยังเป็นกำลังสำคัญที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจ โดยในเดือน พ.ค.69 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทย 2.35 ล้านคน เพิ่มขึ้น 3.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ตลาดไทยเที่ยวไทยก็ยังคึกคัก มีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยถึง 24.8 ล้านคน เพิ่มขึ้น 2.2%

    ส่งออกเริ่มชะลอ

    ส่วน “การส่งออก” ยังขยายตัวได้ดีต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 23 โดยมีมูลค่ารวม 34,333.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 10.6% นับเป็นการขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 23 แม้จะเริ่มชะลอตัวลงบ้าง

    หากหักรายการน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัยออก การส่งออกแท้จริงเติบโต 8.6% โดยสินค้าที่เติบโตโดดเด่น ได้แก่

    • เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ (+32.5%)
    • เม็ดพลาสติก (+17.4%)
    • ผลไม้สดและแปรรูป (+5.2%)
    • อาหารสัตว์เลี้ยง (+3.1%)

    ขณะที่ยางพารา น้ำตาลทราย และรถยนต์พร้อมส่วนประกอบ ปรับตัวลดลง เมื่อพิจารณาตามตลาดคู่ค้า ตลาดหลักที่เติบโตดีคือ

    • สหรัฐฯ (+33.5%)
    • อาเซียน 5 ประเทศ (+29.7%)
    • สหภาพยุโรป (+12.1%)
    • ญี่ปุ่น (+11.7%)

    ในทางกลับกัน ตลาดอินโดจีนและอินเดียกลับหดตัว 16.1% และ 10.3% ตามลำดับ

    ความเชื่อมั่นสั่นคลอน

    ด้าน “การบริโภคภาคเอกชน” มีทิศทางเติบโต สะท้อนจากยอดจดทะเบียนรถยนต์นั่งและรถจักรยานยนต์ใหม่ที่เพิ่มขึ้น 15.2% และ 2.9% ตามลำดับ สอดรับกับรายได้เกษตรกรที่ปรับตัวดีขึ้น 2.3%

    อย่างไรก็ตาม ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคกลับร่วงลงมาอยู่ที่ระดับ 49.5 จาก 50.6 ในเดือนก่อนหน้า สาเหตุหลักมาจากประชาชนเริ่มกังวลกับสงครามในตะวันออกกลางและราคาน้ำมันที่แพงขึ้น ซึ่งกดดันให้ค่าครองชีพสูงขึ้นตามไปด้วย

    สัญญาณก่อสร้าง-อสังหาฯ อ่อนแอ

    ขณะเดียวกัน “การลงทุนภาคเอกชน” กลับมีสัญญาณทรงตัว แม้การนำเข้าเครื่องจักรเพื่อการลงทุนจะเพิ่มขึ้น 19.6% แต่ตัวเลขสะท้อนภาคอสังหาริมทรัพย์และการก่อสร้าง เช่น ภาษีจากการทำธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์ กลับหดตัวลง -8.6% สะท้อนถึงความระมัดระวังในการลงทุนขยายกิจการ

    ปัจจัยด้านต้นทุนที่สูงขึ้นนี้ ยังสะท้อนผ่าน ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ที่ปรับลดลงเหลือ 84.7 เนื่องจากผู้ประกอบการแบกรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ฟื้นตัวช้า แม้ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) จะยังอยู่เหนือระดับ 50.0 ซึ่งบ่งชี้ว่าภาคอุตสาหกรรมยังขยายตัวได้ก็ตาม

    อย่างไรก็ดี นายพิสิทธิ์ ย้ำว่าเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของไทยยังคงแข็งแกร่ง อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือน พ.ค. 69 อยู่ที่ 2.79% สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี ณ สิ้นเดือน เม.ย. 69 อยู่ที่ 66.6% ซึ่งยังอยู่ในกรอบวินัยการเงินการคลัง นอกจากนี้ ไทยยังมีทุนสำรองระหว่างประเทศสูงถึง 2.875 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นกันชนอย่างดีต่อความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

    ต่างชาติยังเชื่อมั่นพันธบัตรรัฐบาล

    ขณะที่ “ตลาดการเงิน” ณ วันที่ 24 มิ.ย. 69 มูลค่าซื้อขายในตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ประมาณ 114,176 ล้านบาท นักลงทุนรายย่อยในประเทศซื้อสุทธิ 11,218 ล้านบาทในวันดังกล่าว และมียอดซื้อสุทธิสะสมตั้งแต่ต้นปีที่ 37,676 ล้านบาท ส่วนนักลงทุนสถาบันในประเทศซื้อสุทธิ 3,841 ล้านบาทในวันเดียวกัน ขณะที่นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิในตลาดหุ้น 14,810 ล้านบาท

    ภาพรวมตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ 24 มิ.ย. 69 นักลงทุนต่างชาติยังคงเชื่อมั่นในสินทรัพย์ไทย โดยมียอดซื้อสุทธิในตลาดหุ้นสะสม 11,820.66 ล้านบาท และซื้อสุทธิในตลาดตราสารหนี้ 21,207.81 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่าพันธบัตรรัฐบาลไทยยังเป็นแหล่งลงทุนที่มีเสถียรภาพ ท่ามกลางยุคที่นโยบายการเงินของประเทศมหาอำนาจอยู่ในช่วงปรับเปลี่ยน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1240659&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2WVmr5lZqcEHXcfohDx3OU

  • ‘World Pride 2030’ ความเท่าเทียมคือโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศ

    ‘World Pride 2030’ ความเท่าเทียมคือโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศ

    'World Pride 2030' ความเท่าเทียมคือโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศ

    พุดคุยกับตัวแทน TCEB ถึงเส้นทางสู่การเป็นเจ้าภาพ World Pride 2030 โอกาสครั้งใหญ่ของไทยกับ ‘เศรษฐกิจสีรุ้ง’ (Pink Economy)

    • การเสนอตัวเป็นเจ้าภาพ World Pride 2030 เป็นเป้าหมายสำคัญของไทยที่เชื่อมโยงโอกาสทางเศรษฐกิจมหาศาลเข้ากับการส่งเสริมสิทธิความเท่าเทียม
    • การจัดงานคาดว่าจะช่วยกระตุ้น ‘เศรษฐกิจสีรุ้ง’ (Pink Economy) จากกลุ่มนักเดินทาง LGBTQIAN+ ที่มีกำลังซื้อสูง ซึ่งจะสร้างรายได้ให้แก่ภาคธุรกิจหลากหลาย
    • ความพร้อมของไทยในการเป็นเจ้าภาพสะท้อนผ่านการผลักดันกฎหมายสมรสเท่าเทียม เพื่อยกระดับสิทธิมนุษยชนและสร้างภาพลักษณ์ผู้นำด้านความเท่าเทียมในเวทีโลก

    พุดคุยกับตัวแทน TCEB ถึงเส้นทางสู่การเป็นเจ้าภาพ World Pride 2030 โอกาสครั้งใหญ่ของไทยกับ ‘เศรษฐกิจสีรุ้ง’ (Pink Economy)

    การเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดงาน World Pride 2030 ถือเป็นเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ของประเทศไทย ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล แต่ยังเป็นเวทีสำคัญในการยกระดับสิทธิมนุษยชนและความเท่าเทียม SPRiNG พูดคุยกับ พัฒนชัย สิงหะวาระ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาการจัดงานเมกะอีเวนต์และเทศกาลนานาชาติ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (TCEB) เจาะลึกมุมมองของผู้ร่วมสนับสนุนโครงการ ถึงทิศทาง โอกาส และความพร้อมของไทยในเวทีระดับโลก

    พัฒนชัย ชี้แจงว่า World Pride เป็นงานระดับโลกที่จัดขึ้นทุก 2-3 ปี โดยประเทศที่ต้องการเป็นเจ้าภาพจะต้องเข้าเสนอชื่อและแข่งขันกันเพื่อแสดงความพร้อม ทั้งในเรื่องของกฎหมาย สังคม และโครงสร้างพื้นฐาน การดึงงานระดับโลกเช่นนี้เข้ามา ไม่ได้ส่งผลดีแค่ด้านเศรษฐกิจ แต่ยังช่วยยกระดับกฎหมายและโครงสร้างพื้นฐานด้านสิทธิความเท่าเทียมในประเทศ

    “ที่ผ่านมา งาน World Pride ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. มีผู้เข้าร่วมกว่า 1.2 ล้านคน และสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจหลายหมื่นล้านบาท เพราะกลุ่ม LGBTQ+ ถือเป็นกลุ่มที่มีการจับจ่ายใช้สอยค่อนข้างสูง”

    นอกจากมิติทางเศรษฐกิจแล้ว การเตรียมพร้อมเป็นเจ้าภาพยังสะท้อนผ่านการยกระดับความเท่าเทียมทางกฎหมาย อย่างเช่น กฎหมายสมรสเท่าเทียม ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ให้โลกเห็นว่าไทยมีความพร้อม โดยมีหัวใจสำคัญคือหลักการ DEI (Diversity, Equality, Inclusivity) ซึ่งหมายถึงการยอมรับความหลากหลาย การเปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงสิ่งต่างๆ ได้อย่างเท่าเทียม และการสร้างพื้นที่ปลอดภัยทั้งทางร่างกายและจิตใจ

    'World Pride 2030' ความเท่าเทียมคือโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศ

    ขุมทรัพย์ใหม่กับ ‘เศรษฐกิจสีรุ้ง’ (Pink Economy)

    พัฒนชัย ชี้แจงว่า กลุ่มนักเดินทาง LGBTQIAN+ ไม่เพียงแต่มีจำนวนมาก แต่จากสถิติยังพบว่าเป็นกลุ่มที่มีการศึกษาสูง ดูแลตัวเองดี และมีกำลังซื้อสูง ซึ่งนำไปสู่การจับจ่ายเพื่อสินค้าและบริการที่มีคุณภาพ ตั้งแต่การดูแลสุขภาพ เทกฮอร์โมน ศัลยกรรมแปลงเพศ โรงพยาบาล ร้านอาหาร สถานบันเทิง ไปจนถึงงานวิชาการ

    ประเทศไทยมีศักยภาพและชื่อเสียงด้าน Wellness รวมถึงการแพทย์และการเสริมความงามระดับภูมิภาคอยู่แล้ว หากผู้ประกอบการเข้าใจความต้องการและออกแบบบริการให้ตอบโจทย์ ก็จะสามารถสร้างแพลตฟอร์มดึงดูดเม็ดเงินมหาศาลได้ แม้แต่กลุ่มเกษตรกร หรือผู้ประกอบการรายย่อย (SME) ก็สามารถรับอานิสงส์จาก Pink Economy ได้ หากเน้นผลิตสินค้าและบริการที่มีคุณภาพเพื่อป้อนให้กับกลุ่มผู้ให้บริการระดับพรีเมียม

    นอกจากนี้ พัฒนชัย ยังกล่าวว่าหลายพื้นที่ของไทยอยู่ร่วมกันอย่างกลมเกลียว ไม่ว่าจะมีเชื้อชาติหรือศาสนาใด รวมถึงกลุ่ม LGBTQIAN+ ประเทศไทยถือเป็นตัวอย่างที่ดีที่ไม่มีการกลั่นแกล้ง (Bully) จนทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัย ความน่าสนใจคือ ทัศนคติในการต้อนรับนักเดินทางของไทย เรามองว่าทุกคนคือ ‘แขกของประเทศ’ และปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ได้มองว่ากลุ่ม LGBTQIAN+ แตกแยก ด้อยกว่า หรือแม้กระทั่งต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษกว่าใคร

    “ประเทศไทยเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่ความเท่าเทียมไม่ได้มีแค่เดือนมิถุนายน ทุกคนสามารถรู้สึกปลอดภัยและได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมได้ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงธันวาคม”

    'World Pride 2030' ความเท่าเทียมคือโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศ

    โค้งสุดท้าย! ร่วมลุ้นไทยเป็นเจ้าภาพ World Pride

    กรุงเทพมหานครฯ มีกำหนดการนำเสนอเพื่อเป็นเจ้าภาพ World Pride 2030ในเดือนตุลาคม ที่จังหวัดภูเก็ต โดยคู่แข่งสำคัญคือเมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน ซึ่งถือเป็นเมืองที่มีความเข้มแข็งมากในทวีปยุโรป โดยโอกาสในตอนนี้ถือว่าอยู่ที่ 50% และจะมีการประกาศผลหลังจากการนำเสนอราว 2 สัปดาห์

    พัฒนชัย กล่าวว่า หากประเทศไทยประสบความสำเร็จ งาน World Pride จะไม่ใช่แค่การเดินขบวนพาเหรดรื่นเริงเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงงานสัมมนาระดับโลกที่อาจนำไปสู่โอกาสและความร่วมมืออีกมากมาย เช่น อาจเกิด ‘ข้อตกลงกรุงเทพฯ’ ในระดับภูมิภาคหรือระดับโลกเพื่อแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยคือผู้นำในการแก้กฎหมายและสนับสนุนสิทธิความเท่าเทียม

    อย่างไรก็ตาม พัฒนชัย ฝากให้คนไทยทุกคนร่วมลุ้นผลการตัดสิน และเตรียมตัวเป็นเจ้าภาพที่ดี เพื่อประกาศให้โลกรับรู้ถึงศักยภาพและคุณค่าของประเทศไทยบนเวทีโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/863970&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30ZevsW1QjN_XvYwngQzoZ

  • เปิด ‘6ความเสี่ยง’ รุมเศรษฐกิจ ‘เฟทโก้’แนะทางรอด ‘เป็นกลาง-ธีมเอไอ’ พลิกวิกฤติ

    เปิด ‘6ความเสี่ยง’ รุมเศรษฐกิจ ‘เฟทโก้’แนะทางรอด ‘เป็นกลาง-ธีมเอไอ’ พลิกวิกฤติ

    “กรุงเทพธุรกิจ” จัดงานสัมมนา “Thailand Investment Forum 2026” The Resilience of Wealth พลิกกลยุทธ์ ฝ่าโลกป่วน สร้างความมั่งคั่ง ใน “ระเบียบโลกใหม่” ที่เปลี่ยนผ่านจาก “ยุคการค้าเสรี” มาสู่ยุคที่มี “ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์” สูงขึ้น อย่างมีนัยสำคัญ ปัจจัยที่สร้างความสั่นคลอนต่อเศรษฐกิจโลก 

    อาทิ การแบ่งขั้วอำนาจ ระหว่างสหรัฐกับจีน ปัญหาห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงัก และการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์จากความเน้น “ประสิทธิภาพ” มาเป็น “ความมั่นคั่ง” แทน อีกทั้ง สถานการณ์ปัจจุบันจะเต็มไปด้วย “ความไม่แน่นอน” และ “ภาวะเงินเฟ้อ” ที่สูงขึ้น แต่ในความไม่แน่นอนดังกล่าวอาจจะเป็น “โอกาสทอง” สำหรับประเทศไทยและการลงทุน 

    โลกการลงทุนกำลังเผชิญกับ 6 ความเสี่ยงหลัก

    นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) กล่าวถึง ทิศทาง “เศรษฐกิจโลก” (Global Outlook) ความเสี่ยงเศรษฐกิจในยุคโลกไร้ระเบียบ ว่า ในปัจจุบันโลกเข้าสู่ยุคโลกไร้ระเบียบที่มีความไม่แน่นอนสูงขึ้น มีความเสี่ยงหลัก “6 ด้าน” ที่ต้องเผชิญ คือ 1.ภูมิรัฐศาสตร์ ที่ทวีความรุนแรงและกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานและอาหาร 2.การแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุดในรอบ 50 ปี 

    3.ห่วงโซ่อุปทาน ที่พร้อมจะหยุดชะงักได้ทุกเมื่อ 4.สงครามการค้า ที่ยังไม่สมดุลและจบลงได้ยาก 5.China shock 2.0 ที่บีบให้ธุรกิจต้องกระจายความเสี่ยงออกจากจีน และ 6.หนี้สาธารณะ ทั่วโลกที่พุ่งสูงจนน่ากังวล ทั้งหมดนี้กำลังเปลี่ยนโลกจากการเน้น ประสิทธิภาพ ไปสู่การให้ความสำคัญกับ ความมั่นคง และต้องเปลี่ยนกลยุทธ์จาก Just-in-Time มาเป็น Just-in-Case เพื่อความอยู่รอด

    อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางวิกฤติเหล่านี้มองว่ายังมี “โอกาสทางธุรกิจ” สำหรับประเทศที่มี “ความเป็นกลาง” อย่างประเทศไทยในการดึงดูดการลงทุนใหม่ ๆ ท่ามกลาง “มิติของความขัดแย้ง” ระหว่างมหาอำนาจสหรัฐ กำลังเผชิญกับการขาดดุลการค้ามหาศาลถึง 1.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีประเทศจีนเป็นผู้ได้ดุลในจำนวนที่ใกล้เคียงกัน     ดังนั้น ความไม่พอใจนี้ถูกขับเคลื่อนด้วยแนวคิดของประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” ที่มองว่าการขาดดุลการค้าคือ “การถูกเอาเปรียบ” ซึ่งต่างจากมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก

    “ดังนั้น ตราบใดที่ทรัมป์ยังมองว่าประเทศที่ได้ดุลการค้าจากเขา ถือว่ามาเอาเปรียบ และเขายังมองว่าการขาดดุล คือการขาดทุน ดังนั้นประเด็นสงครามการค้าเป็นอะไรที่เรามองข้ามไม่ได้เช่นกัน”

    อย่างไรก็ดี ประวัติศาสตร์ชี้ให้เห็นว่าในยุค Globalization อัตราภาษีนำเข้าเฉลี่ยของสหรัฐอยู่ที่เพียง 2% แต่ปัจจุบันมีความพยายามจะดีดตัวเลขนี้กลับไปใกล้เคียงกับยุค Great Depression ที่ระดับเกือบ 20% ซึ่งไทยเองก็ตกอยู่ในที่นั่งลำบากในฐานะ 1 ใน 16 ประเทศที่สหรัฐกำลังจับตามองผ่านมาตรา 301 (Section 301)

    จับตา “สงครามการค้า” และภัยคุกคาม “China Shock 2.0”

    ขณะที่ โลกกำลังเผชิญกับปรากฏการณ์ที่เรียกว่า China Shock 2.0 ซึ่งอันตรายกว่ารอบแรกในปี 2001 ในอดีตจีนเข้าสู่ WTO โดยนำเข้าวัตถุดิบมาประกอบแล้วส่งออก ทำให้โลกยังได้ประโยชน์ แต่ในปัจจุบัน จีนมีส่วนแบ่งตลาดส่งออกสูงถึง 16% ขณะที่ยอดการนำเข้านิ่งสนิท เนื่องจากจีนหันมาใช้ “Domestic Content” หรือวัตถุดิบในประเทศแทนการนำเข้าจากต่างประเทศ

    นอกจากนี้ การอุดหนุนจากภาครัฐของจีน ทั้งในรูปเงินสด ภาษี และสินเชื่อราคาถูก ที่สูงกว่ากลุ่มประเทศ OECD อย่างเห็นได้ชัด กำลังสร้างความได้เปรียบที่ไม่เป็นธรรม มองว่า สำหรับประเทศไทย ความเสี่ยงที่น่ากังวลที่สุดคือการที่สินค้าจีนราคาถูกทะลักเข้าสู่ตลาดผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอย่าง Shopee และ Lazada ซึ่งไทยอาจยังไม่มีมาตรการกีดกันที่เข้มงวดพอ

    นอกจากนี้ ระเบียบโลกใหม่นี้มาพร้อมกับภาวะหนี้สาธารณะที่พุ่งสูงขึ้น จาก 60% เมื่อ 25 ปีที่แล้ว สู่ 100% ของ GDP โลกในปัจจุบัน โดยประเทศใหญ่อย่างสหรัฐฯ จีน อิตาลี และญี่ปุ่น ต่างมีหนี้ในระดับที่น่ากังวล ซึ่งอาจทำให้ขาด “กระสุน” ในการใช้นโยบายการคลังหากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจรอบใหม่

    “เงินเฟ้อต้องสูงกว่าในอดีต อัตราดอกเบี้ยต้องสูงขึ้น ผลิตภาพลดลงอยู่แล้ว และการเติบโตเศรษฐกิจต้องช้าลงกว่าเดิม”

    ดังนั้น นักลงทุนเตรียมพร้อมรับมือกับ ความผันผวน โดยการรับฟังมุมมองที่หลากหลายเพื่อกำหนดกลยุทธ์การลงทุนที่เหมาะสมในสภาวะเศรษฐกิจที่คาดเดาได้ยากนี้

    “เอไอ” และ “ความเป็นกลาง” คือทางรอดของไทย

    นายไพบูลย์ กล่าวต่อว่า ชี้ให้เห็นอีกด้านหนึ่งว่า โลกยังมี “ความหวัง” จากการปฏิวัติดิจิทัล และ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ผลการศึกษาในสหรัฐฯ พบว่าบริษัทที่ใช้ AI สามารถเพิ่ม Output ต่อพนักงานได้ปีละ 2-3% แม้ AI จะยังไม่ถูกนำมาใช้อย่างเต็มรูปแบบก็ตาม

    สำหรับนักลงทุน การมอง AI ต้องมองให้ครบทั้ง Ecosystem ตั้งแต่เลเยอร์พลังงาน (Energy), ชิป (Chips), โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure), โมเดล (Model) ไปจนถึงแอปพลิเคชัน (Applications) มองว่า เลเยอร์ที่น่าสนใจในขณะนี้คือ พลังงาน (โดยเฉพาะนิวเคลียร์) และ Infrastructure (Data Center) เนื่องจากบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ยังคงเร่งลงทุนแข่งขันกันอย่างต่อเนื่อง

    อีกทั้ง ท่ามกลางความขัดแย้ง “ไทย” มีจุดแข็งสำคัญคือ “ความเป็นกลาง” ที่ไม่ต้องเลือกข้าง, รัฐบาลปัจจุบันตั้งเป้าหมายเชิงรุกเพื่อยกระดับประเทศสู่รายได้สูงภายใน 12 ปี และดันผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ให้กลับมาเติบโตระดับ 3% ภายใน 4 ปี ผ่านการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนให้ถึง 30% ของจีดีพีไทย 

    ในส่วนของตลาดทุนหุ้นไทยในปี 2569 มีความ “น่าสนใจ” สะท้อนจากดัชนีหุ้นไทยปรับตัวขึ้น 22% ดีกว่าดัชนีตลาดหุ้นโลกปรับตัวขึ้นมา 9% และด้วย P/E ที่ประมาณ 12 เท่า หากไม่รวมหุ้น บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA ซึ่งถือว่าไม่แพง นอกจากนี้ ตลาดหุ้นไทยยังมี 2 โครงการสนับสนุน และกำลังจะเข้ามาช่วยสร้าง “สภาพคล่อง” และ “มูลค่า” ให้กับตลาดหุ้นไทยนั่นคือ 1. โครงการ SET Plus (Value Up) โครงการเพิ่มมูลค่าธุรกิจตามแบบอย่าง ประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ วัตถุประสงค์เพื่อให้กำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) มีความเข้มแข็งมากขึ้น และ 2.โครงการ TISA โครงการออมเงินในตลาดหุ้นระยะยาวแบบถาวร คล้าย LTF เดิม ซึ่งคาดว่าจะประกาศใช้ในเร็ว 

    “ยุคโลกไร้ระเบียบเช่นนี้ ไทยน่าจะมีโอกาส ถ้าเราคว้าโอกาสนี้มาได้ แม้การลงทุนจะไม่ง่ายเหมือนเดิม มีความซับซ้อนขึ้น แต่หากเลือกกลุ่มอุตสาหกรรมที่ถูกต้อง เช่น พลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน หรือกลุ่มเศรษฐกิจเก่า (Old Economy) ที่ราคาถูกและมีจ่ายเงินปันผลดี ก็ยังเป็นโอกาสทองสำหรับนักลงทุนไทย”

    ลงทุนแค่ “หุ้น-ตราสารหนี้” ไม่เพียงพออีกต่อไป

    นายศรชัย สุเนต์ตา รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน Deputy Head of High Net Worth and Affluent Banking ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า การสร้างพอร์ตที่ Resilient และทนทานต่อทุกสภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงได้ และยังสามารถเติบโตต่อไปได้ในระยะยาวเป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อการลงทุนในปัจจุบัน เพราะหากดูในปัจจุบัน สภาวะเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก ทั้งขนาดของเศรษฐกิจที่ขยายตัวและผู้เล่นในตลาดที่มีความหลากหลายในนอกจากนี้ เทคโนโลยีที่ก้าวหน้ายังส่งผลให้กระบวนการลงทุนรวดเร็วและแตกต่างจากเมื่อ 10 กว่าปีก่อนอย่างสิ้นเชิง

    สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้การวางแผนการลงทุนยากขึ้นคือ จากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นได้ง่ายและรุนแรงกว่าเดิม และสิ่งสำคัญในการลงทุนคือ การกระจายความเสี่ยง ต้องพยายามหาประเภทสินทรัพย์ที่มีลักษณะเฉพาะตัวแตกต่างกัน เพื่อให้สินทรัพย์แต่ละชนิดทำงานได้ดีในสภาวะเศรษฐกิจที่ต่างกัน และการลงทุนเพียงหุ้นและตราสารหนี้อาจไม่เพียงพออีกต่อไป

    นอกจากนี้การจัดพอร์ตยุคใหม่ จึงจำเป็นต้องกระจายไปยังสินทรัพย์ที่ซับซ้อนขึ้น อาทิ Equity การลงทุนในหุ้น ตราสารหนี้ กระจายทั้งพันธบัตร หุ้นกู้เอกชน ฯลฯ เพื่อให้สามารถทนทานรับทุกสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของตลาดทุกสภาวะตลาดได้และยังสามารถรักษาการเติบโตได้ โดยไม่จำเป็นต้องพยายามจับจังหวะตลาด หรือ Market Timing

    ในมุมของการลงทุน มองว่าเพื่อให้พอร์ตมีความแข็งแกร่ง (Resilient) และสามารถจับโอกาสการเติบโตได้ คือ Core and Satellite ซึ่งเป็นหลักการที่นักลงทุนสถาบันนิยมใช้ เช่นการเลือกจาก Core Port (พอร์ตหลัก) เน้นการลงทุนระยะยาวที่เป็น Resilient Portfolio ไม่จำเป็นต้องปรับพอร์ตบ่อยครั้ง และ Satellite Port เพื่อหาโอกาสระยะสั้น

    ขณะที่ วัตถุประสงค์ของการสร้าง Resilient Portfolio ไม่ใช่การแสวงหาผลตอบแทนที่สูงที่สุดในแต่ละปี แต่คือการทำให้พอร์ตเติบโตได้อย่างสม่ำเสมอและทนทานต่อสภาวะการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

    เตือน 5 ปัจจัยเสี่ยงที่นักลงทุนต้องระวัง

    อย่างไรก็ตาม ส่วนปัจจัยที่ควรระวัง “5 ด้าน” สำหรับการลงทุนคือ 1.ความหวั่นไหวไปตามสภาวะตลาด เมื่อจัด Core Port แล้ว ใจต้องนิ่งพอ ไม่ควรเข้าไปปรับเปลี่ยนตามเหตุการณ์ระยะสั้น 2.ไม่ควรรีบร้อนในการเข้าทำกำไร 3.การปรับพอร์ตถี่เกินไป การซื้อขายบ่อยครั้งในส่วน Core Port จะทำให้เกิดต้นทุนธุรกรรม 

    4.การมี Satellite มากเกินความจำเป็น การเลือกกลยุทธ์ในส่วน Satellite กระจัดกระจายมากเกินไปจะทำให้พอร์ตสูญเสียวัตถุประสงค์ในการแสวงหาผลตอบแทนส่วนเพิ่ม และ5.การขาดการติดตามผล (Follow-up)นักลงทุนมักลงทุนแล้วปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ดูต่อ จึงควรมีการติดตาม Performance ว่าสินทรัพย์ที่เลือกยังอยู่ในเทรนด์ที่เหมาะกับการลงททุนหรือไม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/stock/1240592&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1DXmPaqhU3w2J1GHzvTkWy

  • ศิริกัญญา จัดหนัก! ขยี้งบปี 70 ไร้แก้ปัญหาเศรษฐกิจฝีแตก แฉตั้งงบหลอกตาสภา

    ศิริกัญญา จัดหนัก! ขยี้งบปี 70 ไร้แก้ปัญหาเศรษฐกิจฝีแตก แฉตั้งงบหลอกตาสภา

    ศิริกัญญา อัดรัฐบาลจัดงบ 70 ยังไม่เห็นทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจฝีแตก ไม่สอดคล้องใช้จ่ายจริง ชี้หั่นงบลงทุนแต่ทำถนนยังนำโด่ง แฉตั้งงบหลอกตาสภาว่าใช้น้อย สุดท้ายไม่พอต้องควักเงินเก๊ะสมบัติเจ้าคุณปู่มาใช้ เหน็บไร้โครงการใหม่ แค่ใส่‘พลัส’ ต่อท้าย โครงการไหนเกี่ยวข้อง AI เหมือนรหัสเอทีเอ็มได้รับงบมากเป็นพิเศษ แนะ นายกฯ-รมว.คลัง มุ่งมั่นแก้แผลเรื้อรังประเทศ

    เมื่อเวลา 10.05 น. วันที่ 29 มิ.ย.2569 ที่รัฐสภา น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ว่า การตั้งงบประมาณครั้งนี้เพิ่มขึ้นเพียง 7,400 ล้านบาท ขณะที่ในส่วนของรายได้ 3 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 79,000 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับงบประมาณที่เพิ่ม

    ทั้งที่งบเพิ่มขึ้นไม่มาก แต่รัฐบาลยังกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบงบประมาณในระดับที่สูงอยู่มาก รัฐบาลอาจจะบอกว่ามีวิกฤตพลังงานที่ซ่อนอยู่ แต่รัฐบาลเพิ่งเซ็นเช็คเปล่าที่ได้กู้เงินให้กับตัวเองไปแล้ว 4 แสนล้านบาท ดังนั้น การเอาวิกฤตมาอ้างการขาดดุลสูงขนาดนี้อาจไม่ถูกต้อง เพราะจะทำให้งบประมาณเกิน 3% ต่อจีดีพีกลายเป็นความปกติใหม่

    สะท้อนว่าเรากำลังอยู่ในปัญหาที่เรื้อรังที่ค่าใช้จ่ายมีแต่จะเพิ่มขึ้น แต่ว่ารายได้ของรัฐบาลขยับตามไม่ทัน สะท้อนออกมาเป็นการจัดสรรงบของปีนี้ ว่ารายจ่ายลงทุนโดนหั่นลงไป 70,000 ล้านบาท แต่รายจ่ายประจำกลับเพิ่มขึ้น สวนทางหลายแสนล้านบาท โดยรายจ่ายประจำที่ปรับไม่ได้ จนไม่สามารถใช้กลเม็ดทางงบประมาณที่จะปกปิดอำพรางได้อีกต่อไป

    “รัฐบาลที่ผ่านๆมา จะใช้วิธีหลอกตาสภาว่ารายจ่ายประจำยังน้อยอยู่ โดยใส่ตัวเลขให้น้อยเข้าไว้ และใช้วิธีหมุนเงินเอา แต่นานวันยิ่งปกปิดอำพรางเรื่องนี้ต่อไปไม่ไหว จึงจำเป็นต้องใส่เข้ามาให้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากขึ้น” น.ส.ศิริกัญญา กล่าว

    น.ส.ศิริกัญญา กล่าวอีกว่า งบประมาณปี 2570 แม้จะเพิ่มไม่มาก แต่มีข้อกังขาว่าทำไมเกือบครึ่งหนึ่งของหน่วยงานต่างๆ กลับได้รับงบประมาณลดลงถ้วนหน้า ถ้าดูระดับกรมจะพบว่า 70% ของหน่วยรับงบประมาณได้รับงบลดลงจากปี 2569 ทั้งรายจ่ายประจำ และรายจ่ายลงทุน ยิ่งหน่วยไหนที่มีงบลงทุนมากจะยิ่งถูกตัดมากตามไปด้วย เพราะหน่วยรับงบประมาณที่ได้เพิ่มเยอะจริงๆ มีไม่มาก

    ส่วนที่เพิ่มมากที่สุดคืองบกลาง โดยเฉพาะรายการที่เกี่ยวข้องกับค่าใช้จ่ายบุคลากร ไม่ว่าจะเป็นงบบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือเงินสมทบ กบข. ที่พบว่าเฉพาะกระทรวงการคลัง ได้รับเพิ่มถึง 40,000 ล้านบาท ซึ่งไม่ใช่นำไปใช้พัฒนาโครงการอะไรใหม่ๆ แต่เป็นรายจ่ายดอกเบี้ย ซึ่งไม่ได้จ่ายอะไรเพิ่มเติมมากขนาดนั้น เพียงแต่ใส่ตัวเลขให้สะท้อนกับความเป็นจริงเท่านั้นเอง

    สะท้อนว่าวันนี้แผลเรื้อรังของงบประมาณไทย เอาอะไรมาปกปิดไว้ก็ไม่อยู่แล้ว ฝีที่ถูกบ่มมาหลายปีมันแตกแล้วในปีงบประมาณ 2570 เข้าใจว่ารัฐบาลนี้ยังเข้ามาได้ไม่นาน แต่ในคำแถลงของรัฐบาลไม่ได้แสดงความรับผิดชอบ หรือยืดอกยอมรับว่าจะต้องมีการปรับปรุงปฏิรูปการคลัง ยังคงกอดคำพูดสวยหรูว่าเรารักษาวินัยการเงินการคลังไว้แล้ว ยังคงภูมิใจที่บริษัทจัดอันดับเรตติ้งเพิ่ม

    แต่ปัญหาที่ซ่อนอยู่ใต้พรม ไม่ได้หยิบมาพูดถึงหรือจัดการอย่างจริงจัง ถ้ายังคงทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ ไม่ใช่แค่หนองที่จะไหลออกมา แต่เลือดจะไหลออกไม่หยุดเช่นกัน เพราะปัญหาที่ซ่อนอยู่คือเราจัดเก็บรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย เราไม่กู้เท่าที่จ่ายไหว เราไม่จัดการกับรายจ่ายประจำที่ลดยากลดเย็น

    “ในอนาคตเหตุการณ์แบบนี้จะวนเป็นลูปนรก งบประมาณประเทศจะขาดดุลในระดับสูงแบบนี้แบบที่กดไม่ลง แต่การพัฒนาประเทศ ด้วยการทำอะไรใหม่ๆเพื่อนำประเทศไปข้างหน้าจะไม่เกิดขึ้น เพราะไม่เหลืองบอีกต่อไป ความหวังที่จะลดหนี้สาธารณะ ลดการขาดดุล จะยิ่งเป็นไปไม่ได้” น.ส.ศิริกัญญา กล่าว

    สำหรับรายละเอียดของงบประมาณปี 2570 ที่จัดออกมาเพื่อรับกับสถานการณ์ฝีแตก ในส่วนของรายจ่ายลงทุนลดลง 73,736 ล้านบาท แต่สิ่งที่ไม่คิดว่าจะนับเป็นรายจ่ายลงทุนกลับถูกนำมานับ เช่น ในงบกลางเงินสำรองจ่ายฉุกเฉินจำเป็นที่ปีนี้มีการอนุมัติ 100,000 ล้านบาท พบว่า 60,000 ล้านบาท ถูกนับว่าเป็นรายจ่ายลงทุน

    แต่ที่ยังไม่เข้าใจจนถึงตอนนี้ คืองบรายจ่ายประเภทรายจ่ายฟื้นฟูเศรษฐกิจ กระตุ้นเศรษฐกิจที่ปีนี้ตั้ง 12,000 ล้านบาท เป็นงบรายจ่ายลงทุนถึง 80% ซึ่งปกติที่ตนเห็นเป็นการแจกเงิน จึงไม่มีทางนับเป็นรายจ่ายลงทุนได้ แต่ยังมีข่าวดีที่งบประมาณที่ใช้กับการวิจัย และพัฒนา 100% นับเป็นรายจ่ายลงทุน แต่ข่าวร้ายคืองบวิจัยสำหรับปีนี้ถูกลดลงไปถึง 6,000 ล้านบาท จาก 19,000 ล้านบาท เหลือเพียง 13,000 ล้านบาท

    นอกจากนี้ ในปีงบประมาณ 2569 มีการอภิปรายกันมากในส่วนของงบก่อสร้างที่เยอะเกินไป ปีนี้ต้องขอบคุณที่ตัดลดงบการสร้างตึกลงไปครึ่งหนึ่ง ถือว่าโหดมาก แต่ส่วนที่ยังเป็นรายจ่ายสูงสุดสำหรับรายจ่ายลงทุนยังเป็นการลงทุนในถนนกันต่อไป

    น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า แม้ปีนี้รายจ่ายประจำจะพุ่งขึ้นสูงมาก แต่ยังไม่เพียงพอต่อการครอบคลุมค่าใช้จ่ายจริงในปีนี้ ทั้งเบี้ยหวัดบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาล งบชำระดอกเบี้ย และเงินสมทบ กบข. ทำให้ทั้งหมดยังขาดอีกกว่า 85,000 ล้านบาท

    “พอเราต้องจัดงบให้ใกล้เคียงกับที่จ่ายจริง มีรายจ่ายประจำที่เพิ่มขึ้นอีกจำนวนมากเกือบแสนล้านบาท ซึ่งงบมีข้อจำกัดหมดแล้ว จนไม่สามารถขยายไปรองรับค่าใช้จ่ายจริงที่เกิดขึ้นในอนาคตได้อีกแล้ว ได้แต่ภาวนาว่าในปี 2570 รัฐบาลจะหมุนเงินได้ทันและเพียงพอ เพื่อนำมาจ่ายในส่วนของงบประมาณที่ตั้งไว้แต่ขาดอยู่ เพราะตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา หมุนเงินไม่ทันต้องไปควักเงินคงคลังมาใช้ เหมือนเป็นกระเป๋าสำรอง เป็นเก๊ะสมบัติเจ้าคุณปู่ เมื่อไหร่ที่ควักออกมาใช้ ปีต่อๆไปก็ต้องจ่ายคืน” น.ส.ศิริกัญญา กล่าว

    น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า ตกลงแล้วประเทศนี้ใช้งบแต่ละปีเท่าไหร่กันแน่ เพราะที่ขอสภาฯไปมันไม่ถึง แต่พอใช้จ่ายไม่พอก็ไปขอเงินคงคลัง ทำให้วนลูปอยู่แบบนี้ที่ปีต่อๆไปต้องไปตั้งงบประมาณเพื่อชดใช้เงินคงคลัง กินงบประมาณที่เราจะสามารถใช้ได้ในอนาคต เท่ากับว่าจะต้องขาดดุลเท่าไหร่ก็ยังไม่พอ พองบติดข้อจำกัดแบบนี้ ทำให้เราไม่ค่อยเห็นโครงการใหม่ๆ เกิดขึ้นในเอกสารงบประมาณปี 2570 อาจจะเห็นการเปลี่ยนชื่อโครงการ แต่ยังเป็นโครงการเดิม

    ที่ตลกคือการที่รองนายกฯ และรมว.คลัง อ่านชื่อโครงการต่างๆ ออกมามากมาย ที่มีชื่อต่อท้ายว่า “พลัส” แต่พอดูในเอกสารงบประมาณปรากฏว่าไม่มีโครงการที่มีชื่อต่อท้ายว่า “พลัส” แต่อย่างใด

    นอกจากนี้ ในส่วนของยุทธศาสตร์มีลักษณะคล้ายของเดิมมาก ปรับแก้น้อยมาก และเมื่อดูนโยบายหาเสียงที่ระบุไว้ในนโยบายรัฐบาล เช่น อาสาพยาบาล หนึ่งอำเภอหนึ่งศูนย์บำบัดยาเสพติด ที่ไม่สร้างแล้วแต่คิดโปรแกรมบำบัดใหม่ พลทหารอาสา ที่โฆษณาเอาไว้ว่าจะรับ 100,000 นาย แต่ในเล่มงบประมาณทำจริงแค่ 25,000 นาย

    แม้จะเป็นนโยบายที่หาเสียง แต่ยังไม่สามารถทำได้ แล้วท่านไปเพิ่มงบอะไรเข้ามา เห็นได้ชัดอีกอย่างคือคำว่า AI หรือปัญญาประดิษฐ์ กลายเป็นรหัสเอทีเอ็มใหม่ของปี 2570 ถ้ามีอะไรที่เกี่ยวข้องกับ AI จะได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้นเป็นพิเศษ ซึ่งปีนี้เพิ่มขึ้น 2 เท่า ประมาณ 2,000 กว่าล้านบาท จำนวน 176 โครงการ แต่ยังหายุทธศาสตร์เกี่ยวกับ AI ในโครงการปีนี้ไม่เจอ

    “ในส่วนของรายจ่าย เราพบปัญหาเต็มไปหมด งบรายจ่ายพุ่ง สะท้อนแผลเรื้อรังของรัฐบาลที่ผ่านมา โดยรัฐบาลปัจจุบันยังไม่มีแนวทางแก้ไข สุดท้ายงบที่จะเหลือไปพัฒนาประเทศ จะน้อยลงเรื่อยๆ เพื่อต้องการให้ปัญหาเรื้อรังนี้หมดไป

    เราต้องการผู้นำทั้งนายกฯ รองนายกฯด้านเศรษฐกิจ และรมว.คลัง ที่มุ่งมั่นจริงจังอยากแก้ปัญหาจริงๆ และพูดปัญหาอย่างตรงไปตรงมา เพื่อนำประเทศออกจากวิกฤตแผลเรื้อรังที่เป็นฝีแตกของประเทศอย่างทุกวันนี้ แต่ในปีงบประมาณ 2570 ยังไม่เห็นว่าจะนำพาประเทศออกจากจุดนั้นได้อย่างไร” น.ส.ศิริกัญญา กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.khaosod.co.th/politics/news_10302682&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3NULt227od7kf1ThRCheGa

  • คลัง เผย “บริโภคเอกชน-ท่องเที่ยว” เป็นแรงหนุนเศรษฐกิจภูมิภาค พ.ค. : อินโฟเควสท์

    คลัง เผย “บริโภคเอกชน-ท่องเที่ยว” เป็นแรงหนุนเศรษฐกิจภูมิภาค พ.ค. : อินโฟเควสท์

    นายพิสิทธิ์ พัวพันธ์ ผู้อำนวยการกองนโยบายเศรษฐกิจมหภาค ในฐานะโฆษกสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) รายงานภาวะเศรษฐกิจภูมิภาคประจำเดือนพ.ค. 69 มีปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชน โดยเฉพาะภาคกลาง กทม. และปริมณฑล และภาคตะวันตก เช่นเดียวกับการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ในหลายภูมิภาค

    ภาคกลาง

    มีปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชน และการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ดี

    – เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ จำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ และจำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ 12.3% 6.5% และ 15.2% ต่อปี ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม รายได้เกษตรกรหดตัวที่ -6.1% ต่อปี ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 48.9 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 49.9

    – เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ และจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -14.6% และ -7.4% ต่อปี ตามลำดับ

    – เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 93.1 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 95.7

    – เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนขยายตัวที่ 4.1% และ 4.8% ต่อปี ตามลำดับ

    กทม. และปริมณฑล

    มีปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวได้ และการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ดี

    – เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ จำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ และจำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ 4.6% 17.0% และ 2.0% ต่อปี ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม รายได้เกษตรกรหดตัวที่ -6.9% ต่อปี ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 48.8 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 50.0

    – เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ 17.9% ต่อปี ขณะที่ จำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -23.9% ต่อปี

    – เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 93.1 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 95.7

    – เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนขยายตัวที่ 3.1% และ 4.5% ต่อปี ตามลำดับ

    ภาคเหนือ

    มีปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชน และการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้

    – เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ จำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ และจำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ 2.9% 2.7% และ 1.4% ต่อปี ตามลำดับ ขณะที่รายได้เกษตรกรหดตัวที่ -6.9% ต่อปี แต่ขยายตัวที่ 2.3% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 50.5 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 51.5

    – เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ และจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -29.3% และ -24.4% ต่อปี ตามลำดับ

    – เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 86.7 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 89.0

    – เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนขยายตัวที่ 0.5% และ 1.5% ต่อปี ตามลำดับ

    ภาคตะวันตก

    มีปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวได้ดี

    – เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ จำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ และจำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ 13.6% 25.9% และ 1.6% ต่อปี ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม รายได้เกษตรกรหดตัวที่ -12.3% ต่อปี ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 48.9 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 49.9

    – เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ 30.9% ต่อปี อย่างไรก็ตาม จำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -22.6% ต่อปี

    – เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 93.1 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 95.7

    – เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนที่ขยายตัวได้

    ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

    มีปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวได้ อีกทั้งความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมปรับตัวดีขึ้น ขณะที่การท่องเที่ยวหดตัว

    – เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ จำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ และจำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ 7.2% 13.3% และ 0.1% ต่อปี ตามลำดับ ขณะที่รายได้เกษตรกรหดตัวที่ -9.6% ต่อปี แต่ขยายตัวที่ 0.3% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 52.6 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 53.6

    – เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -0.6% ต่อปี แต่ขยายตัวที่ 4.0% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล อย่างไรก็ตาม จำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -33.7% ต่อปี

    – เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 64.1 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 63.0

    – เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนหดตัวที่ -0.8% และ -0.4% ต่อปี ตามลำดับ

    ภาคตะวันออก

    มีปัจจัยสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อบริโภคที่ขยายตัวได้ดี อีกทั้งความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมปรับตัวดีขึ้น และการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้

    – เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ และจำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ 19.2% และ 4.8% ต่อปี ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม จำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ และรายได้เกษตรกรหดตัวที่ -3.4% และ -0.6% ต่อปี ตามลำดับ ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 52.1 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 53.0

    – เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ และจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -23.4% และ -10.2% ต่อปี ตามลำดับ

    – เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 90.0 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 89.0

    – เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนขยายตัวที่ 0.3% และ 0.9% ต่อปี ตามลำดับ

    ภาคใต้

    มีปัจจัยสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อบริโภคที่ขยายตัวได้ อีกทั้งความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมปรับตัวดีขึ้น

    – เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ จำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ และรายได้เกษตรกรขยายตัวที่ 2.7% 35.0% และ 4.5% ต่อปี ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -0.5% ต่อปี ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 45.6 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 46.6

    – เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ 9.6% ต่อปี อย่างไรก็ตาม จำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -15.7% ต่อปี

    – เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 76.5 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 75.2

    – เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือนขยายตัวที่ 1.0% ต่อปี ขณะที่รายได้จากผู้เยี่ยมเยือนหดตัวที่ -1.8% ต่อปี

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (29 มิ.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/606527&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ftHLy5IpRK8QwWG-lL0Ui

  • นวัตกรรมพลิกคาร์บอนเป็นโปรตีน   สนค. เร่งปั้นไทยฮับอาหารแห่งอนาคต

    นวัตกรรมพลิกคาร์บอนเป็นโปรตีน  สนค. เร่งปั้นไทยฮับอาหารแห่งอนาคต

    หากเอ่ย ชื่อ “โปรตีนจากคาร์บอน”หลายคนน่าจะรู้จักเพราะกำลังเป็นนวัตกรรมมาแรงที่ทั่วโลกสนใจและสามารถตอบโจทย์ได้ครบทุกมิติ ทั้งเรื่องความมั่นคงทางอาหาร การลดก๊าซเรือนกระจก และการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ปัจจุบันหลายประเทศไม่ได้หยุดอยู่แค่ในระดับงานวิจัย แต่เริ่มขยับสู่การผลิตเชิงพาณิชย์แล้ว ซึ่งสะท้อนศักยภาพของเทคโนโลยีนี้ที่พร้อมก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมอาหารยุคใหม่ของโลก

    นวัตกรรมพลิกคาร์บอนเป็นโปรตีน   สนค. เร่งปั้นไทยฮับอาหารแห่งอนาคต

    นวัตกรรมพลิกคาร์บอนเป็นโปรตีน สนค. เร่งปั้นไทยฮับอาหารแห่งอนาคต

    สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เผยศักยภาพ โปรตีนจากคาร์บอน (Carbon-based Protein)ว่าเป็นโอกาสของอุตสาหกรรมอาหารโลกที่ไทยต้องคว้าไว้ โดยดึงจุดแข็งของไทยทั้งด้านอุตสาหกรรมอาหาร เทคโนโลยีชีวภาพ และฐานการผลิตพลังงาน มาใช้เปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้กลายเป็นมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ เพื่อปั้นเป็น Product Champion อีกตัวหนึ่ง

    นอกจากจะช่วยยกระดับไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต (Future Food) ของภูมิภาคแล้ว ยังตอบโจทย์การลดก๊าซเรือนกระจกเพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2593 และสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ของสหประชาชาติในหลายมิติอีกด้วย

    “ผำ” ซุปเปอร์ฟู๊ด

    ดันไทย “ฮับ” อุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต

    นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสนค.เปิดเผยว่า สนค. ได้ติดตามและศึกษาทิศทางอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคตอย่างใกล้ชิดพบว่าแนวคิดหลักของนวัตกรรมนี้ คือ การดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) จากแหล่งปล่อยขนาดใหญ่ เช่น โรงไฟฟ้า หรือโรงงานอุตสาหกรรม มาใช้เป็นวัตถุดิบ แล้วเข้าสู่กระบวนการทางชีวภาพโดยใช้จุลินทรีย์เฉพาะทางในระบบหมัก เพื่อเปลี่ยนคาร์บอนให้กลายเป็นชีวมวลที่อุดมไปด้วยโปรตีน ก่อนจะนำไปแปรรูปเป็นส่วนผสมในอาหาร อาหารสัตว์ หรือผลิตภัณฑ์โปรตีนทางเลือก เรียกง่ายๆ ว่าเป็นการพลิกโฉม ของเสียทางสิ่งแวดล้อม ให้กลายเป็น ทรัพยากรทางเศรษฐกิจ ที่สร้างรายได้ใหม่ได้อย่างมหาศาล

    นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.)

    นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.)

    ข้อมูลจากกระทรวงพลังงานระบุว่า ในปี 2568 ภาคพลังงานของไทยมีการปล่อย CO₂ สูงถึง 239.6 ล้านตัน สะท้อนภาพชัดเจนว่าเรามีคาร์บอนหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจจำนวนมาก โดยเฉพาะจากภาคไฟฟ้า การคมนาคมขนส่ง อุตสาหกรรมหนัก และกระบวนการผลิตต่าง ๆ แม้ไทยจะมีสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพียง 0.79% ของปริมาณการปล่อยทั้งหมดของโลก แต่นับว่ามีนัยสำคัญสำหรับประเทศเศรษฐกิจขนาดกลาง และแสดงให้เห็นว่าไทยมีบทบาทต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำบนเวทีโลก หากเรานำเทคโนโลยีการดักจับและใช้ประโยชน์จากคาร์บอน (Carbon Capture and Utilization: CCU) มาประยุกต์ใช้ นอกจากจะช่วยลดภาระด้านมลพิษแล้ว ยังเป็นการต่อยอดสู่สินค้าและอุตสาหกรรมใหม่ที่มีมูลค่าสูง

    จุดที่น่าสนใจคือ การนำเทคโนโลยี CCU มาใช้นั้น ไม่ได้แข่งขันกันที่ต้นทุนวัตถุดิบแบบสินค้าเกษตรทั่วไป แต่แข่งขันกันด้วยองค์ความรู้ งานวิจัย เทคโนโลยีชีวภาพ ระบบการผลิต และมาตรฐานความปลอดภัย จึงจัดเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูง (High Value Added Industry) ดังนั้น ประเทศที่สามารถพัฒนาเทคโนโลยีนี้ได้ก่อน ย่อมมีโอกาสเป็นผู้นำตลาดและครองสิทธิบัตรในระยะยาว

    นวัตกรรมพลิกคาร์บอนเป็นโปรตีน   สนค. เร่งปั้นไทยฮับอาหารแห่งอนาคต

    นวัตกรรมพลิกคาร์บอนเป็นโปรตีน สนค. เร่งปั้นไทยฮับอาหารแห่งอนาคต

    ในส่วนของความต้องการบริโภคโปรตีน พบว่า จำนวนประชากรโลกที่มีแนวโน้มขยายตัวมากขึ้นส่งผลต่อความต้องการบริโภคอาหารและโปรตีนอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ทรัพยากรที่ดิน น้ำ และระบบเกษตรดั้งเดิมเผชิญข้อจำกัดมากขึ้นจากภาวะโลกร้อน ภัยแล้ง และความผันผวนของภูมิอากาศ ทำให้หลายประเทศเร่งแสวงหาแหล่งโปรตีนทางเลือกที่มีประสิทธิภาพสูง ใช้ทรัพยากรต่ำ และผลิตได้ต่อเนื่องตลอดปี ในเชิงตลาด

    SkyQuest Technology ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยตลาดภาคเอกชนระดับสากลจากสหรัฐอเมริกา คาดการณ์ว่าตลาดโปรตีนทางเลือกจะเติบโตแบบก้าวกระโดด จากมูลค่ากว่า 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ในปี ค.ศ. 2025 เป็น 3.91 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี ค.ศ. 2033 ด้วยอัตราเติบโตเฉลี่ย (CAGR) 18.5% แนวโน้มผู้บริโภคโลกกำลังเปลี่ยนจากการเลือกอาหารตามราคาเพียงอย่างเดียว ไปสู่การให้ความสำคัญกับสุขภาพ ความยั่งยืน และแหล่งที่มาของอาหารมากขึ้น

    นวัตกรรมพลิกคาร์บอนเป็นโปรตีน   สนค. เร่งปั้นไทยฮับอาหารแห่งอนาคต

    นวัตกรรมพลิกคาร์บอนเป็นโปรตีน สนค. เร่งปั้นไทยฮับอาหารแห่งอนาคต

    “โปรตีนจากคาร์บอน” ตอบโจทย์เป้าหมาย Net Zero 2050

    สำหรับประเทศไทย สนค. ประเมินว่า โปรตีนจากคาร์บอน ตอบโจทย์เป้าหมาย Net Zero 2050 อย่างยิ่ง เพราะการนำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากภาคส่วนต่างๆ มาผลิตเป็นโปรตีน ไม่เพียงช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศทางอ้อมและเพิ่มมูลค่าให้คาร์บอนเท่านั้น แต่ยังยกระดับการใช้ทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพสูงสุด นอกจากนี้ ยังช่วยลดการพึ่งพาโปรตีนจากภาคเกษตรดั้งเดิมที่ต้องใช้ที่ดิน น้ำ และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง จึงถือเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยลดแรงกดดันต่อทรัพยากรธรรมชาติ และขับเคลื่อนไทยสู่ความยั่งยืนได้อย่างเป็นรูปธรรม

    นวัตกรรมพลิกคาร์บอนเป็นโปรตีน   สนค. เร่งปั้นไทยฮับอาหารแห่งอนาคต

    นวัตกรรมพลิกคาร์บอนเป็นโปรตีน สนค. เร่งปั้นไทยฮับอาหารแห่งอนาคต

    อีกประเด็นสำคัญคือ โปรตีนจากคาร์บอนมีศักยภาพในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับโปรตีนแบบดั้งเดิม เพราะใช้พื้นที่และน้ำน้อยกว่า ลดการใช้สารเคมี และตัดปัญหามลพิษจากภาคปศุสัตว์ หากมีการตั้งโรงงานผลิตใกล้แหล่งที่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ ก็จะยิ่งช่วยลดต้นทุนพลังงานและมลพิษในห่วงโซ่อุปทาน ปัจจุบันไทยมีความพร้อมด้านโครงสร้างอุตสาหกรรมที่สามารถต่อยอดได้ทันที หากได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจังทั้งด้านงานวิจัย การลงทุน และมาตรฐานที่เหมาะสม ไทยก็พร้อมจะยกระดับจาก ผู้ผลิตอาหารดั้งเดิมสู่การเป็น ผู้ผลิตวัตถุดิบอาหารแห่งอนาคต ที่มีมูลค่าสูงขึ้นแบบก้าวกระโดด

    ทั้งนี้ถึงเวลาที่ไทยต้องเปลี่ยนมุมมองจากการเห็นคาร์บอนเป็นเพียงภาระทางสิ่งแวดล้อม สู่การนำมาใช้ประโยชน์ในฐานะวัตถุดิบทางเศรษฐกิจแห่งยุคใหม่ หากเราต่อยอดนวัตกรรมนี้สำเร็จ ประเทศไทยจะยกระดับจากผู้ส่งออกอาหารแบบดั้งเดิม สู่การเป็นผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมอาหารแห่งอนาคตของภูมิภาค เพราะในยุคที่สุขภาพ ความยั่งยืน และเทคโนโลยีคือทิศทางหลักของการค้าโลก “ผู้ที่เริ่มก่อน ย่อมได้เปรียบก่อน” โปรตีนจากคาร์บอนจึงเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่เราจะเปลี่ยนคาร์บอนเป็นนวัตกรรม พร้อมเปิดเกมรุกตลาดอาหารอนาคต เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ก้าวล้ำและยั่งยืนอย่างแท้จริง

    นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานหอการค้าไทยและนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทยและประธานกรรมการ บริษัท มหาบูรพาผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด

    นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานหอการค้าไทยและนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทยและประธานกรรมการ บริษัท มหาบูรพาผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด

    ชี้ Future Food แนวโน้มโตต่อเนื่อง

    นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานหอการค้าไทยและนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทยและประธานกรรมการ บริษัท มหาบูรพาผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด เปิดเผยถึงแนวโน้มอาหารอนาคต ว่ายังเผชิญกับความท้าทายที่กดดันจากปัญหาการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ไม่ว่าจะเป็น ตลาดคู่ค้าหลักอย่างสหรัฐฯ ยุโรป จีน ที่ส่งผลต่อกาลังซื้อของผู้บริโภค รวมทั้งต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการสูงขึ้นอย่าง ราคาวัตถุดิบ ค่าแรง ราคาพลังงาน ไฟฟ้า จึงทำให้ศักยภาพในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยลดลงสำหรับปัจจัยหนุนอาหารอนาคตไทยและเทรนด์โลกในอนาคต คาดว่าผู้บริโภคยังให้ความสำคัญในเรื่องสุขภาพ ความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมซึ่งมีมากขึ้น อย่างไรก็ตามมั่นใจว่าภาพรวมอาหารอนาคตของโลกและไทยยังมีโอกาสเติบโตได้

    นวัตกรรมพลิกคาร์บอนเป็นโปรตีน   สนค. เร่งปั้นไทยฮับอาหารแห่งอนาคต

    นวัตกรรมพลิกคาร์บอนเป็นโปรตีน สนค. เร่งปั้นไทยฮับอาหารแห่งอนาคต

    “อาหารเพื่อสุขภาพและฟิวเจอร์ฟู้ด เริ่มขยายตัวมากขึ้นในอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปไทย แม้แต่บริษัทเองที่ทำอาหารแปรรูปทั่วไปก็เริ่มพัฒนาสินค้าที่มีคุณสมบัติตอบโจทย์สุขภาพ เช่น ซีอิ๊วหรือน้ำปลาลดโซเดียม อาหารลดเกลือ ลดน้ำตาล ลดไขมัน ปลากระป๋องที่เปลี่ยนจากน้ำมันพืชไปสู่น้ำเกลือหรือน้ำแร่ รวมถึงน้ำผลไม้ที่เพิ่มเมล็ดหรือไฟเบอร์เพื่อช่วยระบบทางเดินอาหาร”

    โดยกลุ่มฟังก์ชั่นนอลฟู้ดมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก เพราะพืชและวัตถุดิบไทยหลายชนิดมีไฟเบอร์ หรือสารสำคัญตามธรรมชาติอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องมีการวิจัยและพิสูจน์ให้ชัดเจนว่าอยู่ในระดับที่สามารถเคลมได้ตามกฎหมาย ขณะเดียวกันสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูปได้ร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ผลักดันการจัดทำ Positive List สำหรับสารสำคัญในอาหาร โดย อย.ให้คำมั่นว่าจะทำ 150 รายการภายใน 3 ปี ปีแรกทำได้ 4 รายการ และคาดว่าปีนี้อาจได้เกือบ 50 รายการ

    ปีที่ผ่านมากลุ่มฟิวเจอร์ฟู้ดเติบโตประมาณ 7% สวนทางกับอาหารทั่วไปที่ยอดส่งออกลดลงเกือบ 10% โดยมูลค่าฟิวเจอร์ฟู้ดอยู่ที่กว่า 1.5 แสนล้านบาท หรือมากกว่า 10% ของมูลค่าส่งออกอาหารทั้งหมด 1.6 ล้านล้านบาท และมีแนวโน้มเพิ่มสัดส่วนขึ้นเรื่อย ๆ จาก 10% ไปสู่ 11-14% ในอนาคต

    อ่านข่าว:

    THAIFEX 2026 จุดไฟเศรษฐกิจครึ่งปี โชว์ศักยภาพไทย”ฮับ”ธุรกิจอาหารของภูมิภาค

    “ไข่ผำ”หรือ Wolffia โปรดักส์แชมเปี้ยน Future Food ดันไทยผงาดตลาดโปรตีนโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/507646&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0It0cmqhNyYTOnY9nRgxI6

  • รัฐบาลเสนอปี 70 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ขาดดุล 7.8 แสนล้าน ชูยุทธศาสตร์ 5T อัดฉีดเศรษฐกิจ-ลดเหลื่อมล้ำ ย้ำใช้ภาษีประชาชนคุ้มค่า

    รัฐบาลเสนอปี 70 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ขาดดุล 7.8 แสนล้าน ชูยุทธศาสตร์ 5T อัดฉีดเศรษฐกิจ-ลดเหลื่อมล้ำ ย้ำใช้ภาษีประชาชนคุ้มค่า

    วันนี้ (29 มิถุนายน) ด้วยอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตตามเสด็จในฐานะรัฐมนตรีเกียรติยศ เพื่อถวายงานและรับพระบรมราโชบาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

    ในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 28 มิถุนายน – 2 กรกฎาคม 2569 ตามคำทูลเชิญของประธานาธิบดีเอมานูว์แอล มาครง เนื่องในโอกาสครบ 170 ปี ของการสถาปนาความสัมพันธ์ ทางการทูตระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐฝรั่งเศส เมื่อ 2399 และต่อเนื่องการครบรอบ 340 ปี ของการติดต่อสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศครั้งแรกเมื่อปี 2228 เมื่อปีที่ผ่านมา

    เวลา 09.25 น. ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นตัวแทนคณะรัฐมนตรี นำเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ต่อสภาผู้แทนราษฎร โดยเสนอกรอบวงเงินงบประมาณทั้งสิ้น 3,788,000 ล้านบาท

    ทั้งนี้ เพื่อใช้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทั่วประเทศ มุ่งรับมือความผันผวนทางเศรษฐกิจโลกและวิกฤตพลังงาน ควบคู่กับการรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด

    เอกนิติ ได้ฉายภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2570 โดยประเมินว่ามีแนวโน้มขยายตัวในระดับร้อยละ 1.7-2.7 (ค่ากลางร้อยละ 2.2) ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากการฟื้นตัวของการค้าโลกที่ส่งผลดีต่อภาคการส่งออกและบริการ ประกอบกับการขยายตัวของการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน รวมถึงแรงหนุนจากการใช้จ่ายภาครัฐ อย่างไรก็ตาม ประเทศยังคงต้องระวังความเสี่ยงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง มาตรการกีดกันทางการค้า และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะทรงตัวอยู่ในช่วงร้อยละ 0.5-1.5

    ในด้านฐานะการคลังนั้น หนี้สาธารณะคงค้าง ณ เดือนเมษายน 2569 อยู่ที่ 12.78 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 66.66 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ซึ่งยังคงอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่กำหนดไว้ไม่เกินร้อยละ 70 ขณะที่ฐานะเงินคงคลัง ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2569 มีจำนวนทั้งสิ้น 341,018.2 ล้านบาท ส่วนทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับแข็งแกร่งถึง 281,742.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

    สำหรับโครงสร้างงบประมาณปี 2570 รัฐบาลได้ประมาณการจัดเก็บรายได้สุทธิที่ 3,000,000 ล้านบาท (หลังหักจัดสรรภาษีมูลค่าเพิ่มให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น) และจำเป็นต้องตั้งงบประมาณแบบขาดดุล โดยกำหนดวงเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลจำนวน 788,000 ล้านบาท รวมเป็นรายรับทั้งสิ้น 3,788,000 ล้านบาท

    ทั้งนี้ รัฐบาลตระหนักถึงข้อจำกัดทางการคลังและภาระหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น จึงได้วางกรอบการดำเนินนโยบายระยะปานกลาง โดยตั้งเป้าหมายที่จะปรับลดขนาดการขาดดุลการคลังให้อยู่ในระดับไม่เกินร้อยละ 3.0 ของ GDP ภายในปี 2572 เพื่อนำไปสู่การฟื้นฟูสภาพทางการคลังให้กลับมาแข็งแกร่งและยั่งยืน

    ทั้งนี้ เพื่อประคับประคองประชาชนในวันนี้พร้อมกับวางรากฐานสู่อนาคต รัฐบาลได้ใช้หลักการจัดทำงบประมาณที่เรียกว่า ‘5T’ ประกอบด้วย:

    • Target: ใช้งบประมาณตรงเป้า ตรงกลุ่ม ตรงปัญหา
    • Transparent: สะท้อนภาระค่าใช้จ่ายจริง โปร่งใส ตรวจสอบได้
    • Transition: ช่วยประเทศข้ามผ่านวิกฤตพลังงานและค่าครองชีพ
    • Transformation: ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจผ่านการลงทุนในคน ดิจิทัล และ AI
    • Together: ดึงความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งงบประมาณ รัฐวิสาหกิจ กองทุน TFFIF และ PPP

    นอกจากนี้ ยังมีการขับเคลื่อนนโยบายหลัก 5 ด้านผ่านแคมเปญ “พลัส (Plus)” อาทิ คนตัวเล็ก พลัส (ลดภาระเพิ่มกำลังซื้อ), การลงทุน พลัส (ดึงเม็ดเงินอุตสาหกรรมใหม่), การศึกษาเท่าเทียม พลัส, สูงวัย พลัส, เศรษฐกิจสีเขียว พลัส และ AI พลัส เป็นต้น

    ในส่วนของการจัดสรรงบประมาณตามยุทธศาสตร์ 6 ด้าน รัฐบาลได้เทน้ำหนักเม็ดเงินส่วนใหญ่ไปที่การแก้ไขปัญหาสังคม การศึกษา และการบริหารจัดการภาครัฐ ดังนี้:

    • ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม (960,916.6 ล้านบาท หรือ 25.4%) เป็นยุทธศาสตร์ที่ได้รับงบประมาณสูงสุด มุ่งเน้นการจัดสวัสดิการพื้นฐาน บริการสาธารณสุข และการลดความเหลื่อมล้ำ โดยมีการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นกว่า 3.9 แสนล้านบาท การสนับสนุนเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 12.49 ล้านคน เบี้ยคนพิการ รวมถึงเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด การสร้างหลักประกันสังคม และการแก้ปัญหาหนี้สินและที่ดินทำกิน
    • ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ (676,320.2 ล้านบาท หรือ 17.9%) มุ่งสู่ความเป็นรัฐบาลดิจิทัล (Cloud First) การบูรณาการข้อมูลภาครัฐ และการต่อต้านการทุจริต โดยตั้งเป้าดันดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ให้อยู่ในอันดับ 1 ใน 43 ของโลก
    • ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ (611,194.5 ล้านบาท หรือ 16.1%) สานต่อนโยบายเรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา (Anywhere Anytime) คืนครูให้นักเรียนกว่า 69,490 คน ผลิตกำลังคนสมรรถนะสูงรองรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และ EV รวมถึงพัฒนาระบบสาธารณสุข เพิ่มอาสาพยาบาลชุมชนและแพทย์ในพื้นที่ห่างไกล
    • ด้านความมั่นคง (407,165.1 ล้านบาท หรือ 10.7%) เพื่อปกป้องสถาบันหลักของชาติ รักษาความสงบเรียบร้อยภายใน ปราบปรามยาเสพติดอย่างครบวงจร ขับเคลื่อนการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตลอดจนพัฒนาระบบการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติแห่งชาติ
    • ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน (348,427.4 ล้านบาท หรือ 9.2%) ทุ่มงบกว่า 2 แสนล้านบาท พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมโลจิสติกส์ ทั้งทางถนน ราง น้ำ และอากาศ (พัฒนาท่าอากาศยาน 26 แห่ง) รวมถึงสนับสนุนการเกษตรสร้างมูลค่า พัฒนาเมืองอัจฉริยะ และดึงดูดการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
    • ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (137,507.8 ล้านบาท หรือ 3.6%) เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 88.6 ล้านตัน บริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั้งระบบ (งบกว่า 9.6 หมื่นล้านบาท) รวมถึงการจัดการมลพิษทางอากาศและ PM 2.5 อย่างยั่งยืน

    อย่างไรก็ตาม หากจำแนกตามกลุ่มงบประมาณ ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ประกอบด้วย งบประมาณรายจ่ายของหน่วยรับงบประมาณ 1,342,836.3 ล้านบาท, งบกลาง 693,880.0 ล้านบาท (คิดเป็น 18.3%), งบรายจ่ายบุคลากร 852,671.2 ล้านบาท, งบเพื่อการชำระหนี้ภาครัฐ 462,470.3 ล้านบาท และรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง 71,038.1 ล้านบาท โดยภาพรวม สัดส่วนรายจ่ายลงทุนของประเทศในปีนี้อยู่ที่ 789,171.5 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 20.8 ของวงเงินงบประมาณรวม

    เอกนิติ กล่าวย้ำในตอนท้ายต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรว่า “รัฐบาลจะบริหารงบประมาณรายจ่ายนี้ ให้เป็นไปตามกฎหมายและกรอบวินัยการเงินการคลังของรัฐอย่างเคร่งครัด จะใช้จ่ายเงินภาษีของประชาชนให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อให้เม็ดเงินกระจายลงสู่ประชาชน สร้างการเติบโตให้ประเทศอย่างเต็มศักยภาพ ทั่วถึง และยั่งยืน เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติอย่างเป็นรูปธรรม”

    ABOUT THE PHOTOGRAPHER
    ศวิตา พูลเสถียร

    ช่างภาพข่าว ประจำสำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/government-budget-2027-5t/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34-fS5ux720egdrtLjlLdq

  • กนง. มีมติเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ประคองเศรษฐกิจโตไม่ทั่วถึง ด้าน SCB EIC คาดตรึงยาวตลอดปี 69 รองรับเงินเฟ้อและลูกหนี้เปราะบาง

    กนง. มีมติเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ประคองเศรษฐกิจโตไม่ทั่วถึง ด้าน SCB EIC คาดตรึงยาวตลอดปี 69 รองรับเงินเฟ้อและลูกหนี้เปราะบาง

    กนง. มีมติเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.0% ด้วยเสียง 7:0 โดยมองว่าดอกเบี้ยนโยบายอยู่ในระดับที่ผ่อนคลายเหมาะสมกับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่เติบโตต่ำและไม่ทั่วถึง สินเชื่อรายย่อยขยายตัวต่ำ สินเชื่อ SMEs หดตัวต่อเนื่อง ขณะที่ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อจะลดลงในปี 2027 หลังปัจจัยกดดันด้านอุปทาน ทั้งราคาพลังงาน และราคาอาหารสดทยอยคลี่คลาย

    มองไปข้างหน้า กนง. จะติดตามการส่งผ่านราคาของผู้ประกอบการที่เผชิญต้นทุนสูงขึ้น การเคลื่อนไหวของเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลาง และความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ SMEs และครัวเรือนเปราะบาง

    เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มเติบโตดีกว่าการประเมินในการประชุมครั้งก่อน

    • กนง. ปรับประมาณการ GDP ปีนี้ขึ้นเป็น 2.3%YOY จากเดิม 1.5%YOY (กรณีไม่รวมมาตรการภาครัฐ) และ 2.0%YOY (กรณีรวมมาตรการภาครัฐ) โดยมีที่มาจาก
    • แรงส่งการส่งออกและการลงทุนตาม Tech & AI Cycle ดีกว่าคาด โดยเป็นการเติบโตที่กระจุกตัวอยู่ในภาคการส่งออกที่เกี่ยวข้องกับสินค้าเทคโนโลยี และการลงทุนในกลุ่มธุรกิจดิจิทัล
    • ผลกระทบจากสงครามน้อยกว่าคาด โดยธุรกิจขนาดใหญ่สามารถปรับตัวโดยการกระจายแหล่งนำเข้า-เส้นทางขนส่งวัตถุดิบ ขณะที่ภาครัฐช่วยอุดหนุนบรรเทาต้นทุนพลังงาน
    • มาตรการบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตพลังงานของภาครัฐ ตาม พ.ร.ก. เงินกู้ฯ 4 แสนล้านบาท
    • กนง. ยังมองการเติบโตของเศรษฐกิจไทยทั้งปี 2026 และ 2027 ต่ำกว่าศักยภาพและไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะภาคครัวเรือนที่กำลังซื้อถูกกดดันจากค่าครองชีพสูง ขณะที่รายได้ชะลอลง และภาคธุรกิจ SMEs ที่ปรับตัวด้านต้นทุนได้ยากและเข้าถึงสินเชื่อได้จำกัด
    • กนง. ประเมินดุลบัญชีเดินสะพัดไทยทั้งปี 2026 ปรับแย่ลงเป็นระดับสมดุล (0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากเดิมที่ประเมินไว้ 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยมองว่าในช่วงไตรมาส 2 จะขาดดุลบัญชีเดินสะพัดจากปัจจัยชั่วคราว ทั้งราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้นมาก และปัจจัยฤดูกาลส่งกลับกำไรของบริษัทข้ามชาติ แต่ประเมินว่าดุลบัญชีเดินสะพัดจะทยอยปรับดีขึ้นกลับมาเกินดุลได้ในช่วงครึ่งปีหลังและปี 2027

    เงินเฟ้อจะปรับสูงขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ แต่จะทยอยลดลงเข้ากรอบในปีหน้า

    • กนง. ประเมินอัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดลงเล็กน้อย ค่าเฉลี่ยทั้งปี 2026 อยู่ที่ 2.8% (เดิม 2.9%) ส่วนอัตราเงินเฟ้อ
      ในแต่ละเดือนจะทยอยปรับสูงขึ้นเกินกรอบเป้าหมายชั่วคราวจากระดับในเดือนพฤษภาคมที่ 2.8% ไปแตะระดับสูงสุดของปีนี้ที่ 4.5% ในช่วงไตรมาส 4 จากการทยอยส่งผ่านต้นทุนของผู้ประกอบการ และราคาอาหารสดที่มีแนวโน้มสูงขึ้นจากผลกระทบของ Super El Nino ในช่วงครึ่งหลังของปี ทั้งนี้เงินเฟ้อจะทยอยปรับลดลงมาอยู่ในกรอบได้ในปี 2027 โดย กนง. ประเมินเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปี 2027 ไว้ที่ 1.4% (เดิม 1.5%)
    • เงินเฟ้อไทยมีแนวโน้มต่ำกว่าและลดลงเร็วกว่าประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากเศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำกว่า ส่งผลให้การส่งผ่านราคาของผู้ประกอบการโดยรวมทำได้จำกัดมากกว่า นอกจากนี้ เงินเฟ้อภาคบริการไทยมีแนวโน้มต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนหนึ่งจากการต่อรองค่าจ้างแรงงานในภาคบริการที่ทำได้ไม่มากเท่าบางประเทศ
    • เงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลางปรับเพิ่มขึ้นแต่ยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย ในระยะข้างหน้ายังมีความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ การส่งผ่านราคาของผู้ประกอบการภายใต้บริบทต้นทุนสูงที่อาจเกิดได้มากขึ้น และปรากฏการณ์เอลนีโญที่อาจรุนแรงกว่าคาด

    กนง. มองดอกเบี้ยที่ 1% เหมาะสมในการดูแลเงินเฟ้อ ควบคู่กับการประคองเศรษฐกิจ

    • กนง. มองว่าเงินเฟ้อยังมีความเสี่ยง แต่ไม่ได้เพิ่มขึ้นจากการประชุมรอบก่อน อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1%
      ยังเหมาะสมกับแนวโน้มและความเสี่ยงเงินเฟ้อ และยังสามารถประคองเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำและไม่ทั่วถึง
    • ไทยยังสามารถคงดอกเบี้ยในระดับต่ำได้ แม้ตลาดการเงินโลกคาดการณ์ว่าธนาคารกลางหลักจะปรับขึ้นดอกเบี้ย อาจทำให้เงินบาทเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าบ้าง แต่เงินบาทที่อ่อนค่านี้อาจช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน
      ของภาคการส่งออก โดยเฉพาะ ธุรกิจส่งออกขนาดเล็ก หรือการส่งออกสินค้าเกษตร ทั้งนี้ ธปท. จะติดตามดูแลไม่ให้ค่าเงินบาทผันผวนจนเกินไป
    • กนง. พร้อมทบทวนทิศทางนโยบายการเงิน หากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงในระยะข้างหน้า โดยความเสี่ยงเงินเฟ้อจะติดตามการส่งผ่านราคาของผู้ประกอบการที่เผชิญต้นทุนสูงขึ้น และการเคลื่อนไหวของเงินเฟ้อคาดการณ์
      ระยะปานกลาง ขณะที่สถานการณ์ภาวะการเงินตึงตัวจะติดตามความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ SMEs
      และครัวเรือนเปราะบาง

    SCB EIC มองว่า กนง. จะคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ตลอดปีนี้

    • กนง. จะสามารถคงดอกเบี้ยได้ แม้ตลาดการเงินโลกมองดอกเบี้ยขาขึ้น เนื่องจากปัจจัยวัฏจักรและโครงสร้าง
      ของเศรษฐกิจไทยต่างจากประเทศอื่น
    • เงินเฟ้อไทยส่วนมากมีที่มาจากปัจจัยภายนอก เช่น ราคาน้ำมันโลก และปัจจัยอุปทาน เช่น ราคาอาหารสด หากแรงกดดันทั้งสองปัจจัยนี้ทยอยหมดลง เงินเฟ้อไทยก็มีแนวโน้มลดลงได้ โอกาสที่เงินเฟ้อไทยจะอยู่ระดับสูงนานค่อนข้างต่ำ
    • ไทยมีทุนสำรองระหว่างประเทศสูง สามารถเข้าดูแลค่าเงินบาทลดความผันผวนได้หากเกิดสถานการณ์เงินทุนไหลออกสูงเช่นในบางประเทศ อีกทั้ง เงินบาทเผชิญแรงกดดันด้านแข็งค่ามากตั้งแต่ช่วงก่อนเกิดสงคราม ส่วนหนึ่งจากปัจจัยเฉพาะ เช่น การค้าทองคำ ทำให้บาทแข็งค่าแตะระดับ 31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ แต่เมื่อเกิดสงครามขึ้น บาทปรับอ่อนค่าลงมาใกล้เคียงช่วงต้นปี 2025 ที่ราว 33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือว่ายังเป็นระดับปกติ เทียบกับช่วงปี 2022 ที่บาทอ่อนค่ามากแตะระดับ 38 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ไทยอาจไม่จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วเพื่อช่วยลดการอ่อนค่าของค่าเงินหากเกิดกรณีเงินทุนไหลออกสูง
    • เศรษฐกิจไทยยังเติบโตต่ำเทียบประเทศในภูมิภาค แรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์จึงยังอยู่ในระดับต่ำ นอกจากนี้ นโยบายการเงินยังต้องให้น้ำหนักกับการประคองเศรษฐกิจ แตกต่างจากบางประเทศเอเชีย
      ที่เศรษฐกิจเติบโตได้ดี
    • หากมองในมุม Policy Mix นโยบายการเงินในปัจจุบันมีบทบาทช่วยประคองมากกว่ากระตุ้นเศรษฐกิจ ภายใต้สถานการณ์ตลาดการเงินโลกยังผันผวน นโยบายการคลังจะเป็นเครื่องมือหลักในการบรรเทาและกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่มาตรการทางการเงินเฉพาะจุดจะเป็นเครื่องมือหลักในการลดความตึงตัวของภาวะการเงิน ทั้งการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อย และการสนับสนุนให้ธุรกิจ SMEs ที่มีศักยภาพเข้าถึงสินเชื่อ
    • SCB EIC ประเมินว่า กนง. มีแนวโน้มจะคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ตลอดปีนี้ สำหรับปีหน้า หากเงินเฟ้อปรับลดลงอย่างรวดเร็ว และผลกระตุ้นเศรษฐกิจของนโยบายการคลังหมดลง ขณะที่เศรษฐกิจไทยยังเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ
      และเปราะบาง ลูกหนี้รายย่อยและ SMEs ประสบปัญหาในการชำระหนี้ต่อเนื่อง SCB EIC มองว่า กนง. อาจพิจารณาผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมได้บ้าง

    อ่านต่อรายงานฉบับเต็มได้ที่:

    https://www.scbeic.com/th/detail/product/policy-rate-240626

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/mpc-maintain-rate-scbeic-forecast/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0hKZT5VfO2N82k10WuMikZ