Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • แถลงข่าวเศรษฐกิจการเงินภาคเหนือ เดือนพฤษภาคม 2569

    แถลงข่าวเศรษฐกิจการเงินภาคเหนือ เดือนพฤษภาคม 2569

    แถลงข่าวภาวะเศรษฐกิจการเงินภาคเหนือ เดือนพฤษภาคม 2569

    rn

     

    rn”}}” id=”text-a4d4b05ceb”>

    แถลงข่าวภาวะเศรษฐกิจการเงินภาคเหนือ เดือนพฤษภาคม 2569

    รายได้เกษตรกร หดตัวต่อเนื่อง จากด้านราคาหดตัว ตามความต้องการส่งออกข้าวเปลือกเจ้าที่ลดลงตามความต้องการของตลาดโลก ราคาสับปะรดและสุกรที่ลดลงตามอุปทานที่อยู่ในระดับสูง ด้านผลผลิตหดตัว จากผลผลิตข้าวนาปรัง มันสำปะหลัง และลิ้นจี่ เนื่องจากราคาในช่วงก่อนหน้าไม่จูงใจให้ผลิต และบางรายหันไปปลูกพืชอื่นทดแทน

    rn

     

    rn

    ภาคอุตสาหกรรม ขยายตัว จากการผลิตหมวดอาหาร อาทิ ผลิตภัณฑ์นม ผลิตภัณฑ์เส้นสำเร็จรูป และการผลิตเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ อย่างไรก็ตาม การผลิตในหลายหมวดลดลง ตามอุปสงค์จากต่างประเทศที่ลดลงและการแข่งขันสูง อาทิ ผลิตภัณฑ์จากไม้ เซรามิก สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ด้านชิ้นส่วนและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ปรับลดลงเล็กน้อย แต่ยังมีทิศทางดี

    rn

     

    rn

    ภาคบริการท่องเที่ยว หดตัวเล็กน้อย ตามรายรับผู้เยี่ยมเยือนรวมที่ลดลงเล็กน้อย โดยเฉพาะในกลุ่มนักท่องเที่ยวไทยซึ่งเป็นสัดส่วนหลัก จากค่าใช้จ่ายในการเดินทางสูงขึ้น ทำให้ความต้องการท่องเที่ยวลดลง สะท้อนจากจำนวนผู้โดยสารผ่านท่าอากาศยานที่ลดลง อย่างไรก็ดี จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะชาวจีน เนื่องจากมีวันหยุดยาวแรงงาน

    rn

     

    rn

    การบริโภคภาคเอกชน หดตัว ตามการใช้จ่ายหมวดสินค้าอุปโภคบริโภคและหมวดบริการลดลง จากค่าครองชีพที่อยู่ในระดับสูงทำให้ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่าย รวมทั้งได้เร่งซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคไปในช่วงก่อน และบางส่วนรอซื้อในช่วงมาตรการกระตุ้นเดือนถัดไป อย่างไรก็ดี หมวดยานยนต์แม้หดตัวเล็กน้อย แต่กลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ขณะที่การใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ตามสภาพอากาศที่ร้อนและมาตรการทำงานที่บ้าน

    rn

     

    rn

    การลงทุนภาคเอกชน หดตัว จากการลงทุนหมวดก่อสร้าง สะท้อนจากยอดจำหน่ายวัสดุก่อสร้างที่ลดลง หลังมีการเร่งซื้อก่อนการปรับขึ้นราคา ประกอบกับพื้นที่ได้รับอนุญาตก่อสร้างกลับมาหดตัว ด้านหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ทรงตัว แม้การนำเข้าสินค้าทุนยังขยายตัวได้ ตามการนำเข้าสินค้าทุนของกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ แต่ยอดจดทะเบียนรถกระบะและรถแทรกเตอร์หดตัว

    rn

     

    rn

    การค้าผ่านด่านศุลกากร ขยายตัว ตามมูลค่าการส่งออกและการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น โดยการส่งออกขยายตัวจากการส่งออกทุเรียนไปจีนเป็นสำคัญ อย่างไรก็ตาม การส่งออกไปเมียนมายังหดตัว ส่วนหนึ่งจากมาตรการของทางการเมียนมาที่ปิดสะพานมิตรภาพไทย–เมียนมา แห่งที่ 2 (ตั้งแต่สิงหาคม 2568 – 28 พฤษภาคม 2569) ด้านการนำเข้ากลับมาขยายตัว ตามการนำเข้าผักจากจีนเพิ่มขึ้น

    rn

     

    rn

    อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ใกล้เคียงเดือนก่อน ราคาหมวดพลังงานปรับลดลงเล็กน้อย ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเพิ่มขึ้น

    rn

     

    rn

    ตลาดแรงงาน ลดลง สะท้อนจากจำนวนผู้ประกันตน ม.33 ที่ลดลงในจังหวัดหลัก อย่างไรก็ดี มีการจ้างงานเพิ่มในโรงงานน้ำตาลเพื่อซ่อมบำรุงหลังฤดูหีบอ้อย

    rn

     

    rn

    ประเด็นที่ตัองติดตาม

    rn

    –  ผลกระทบจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น

    rn

    –  รายได้เกษตรกรและการจ้างงาน

    rn

    –  ผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ

    rn

     

    rn

    ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคเหนือ

    rn

    30 มิถุนายน 2569

    rn

     

    rn”}}” id=”text-b8f88e62d7″>

    รายได้เกษตรกร หดตัวต่อเนื่อง จากด้านราคาหดตัว ตามความต้องการส่งออกข้าวเปลือกเจ้าที่ลดลงตามความต้องการของตลาดโลก ราคาสับปะรดและสุกรที่ลดลงตามอุปทานที่อยู่ในระดับสูง ด้านผลผลิตหดตัว จากผลผลิตข้าวนาปรัง มันสำปะหลัง และลิ้นจี่ เนื่องจากราคาในช่วงก่อนหน้าไม่จูงใจให้ผลิต และบางรายหันไปปลูกพืชอื่นทดแทน

    ภาคอุตสาหกรรม ขยายตัว จากการผลิตหมวดอาหาร อาทิ ผลิตภัณฑ์นม ผลิตภัณฑ์เส้นสำเร็จรูป และการผลิตเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ อย่างไรก็ตาม การผลิตในหลายหมวดลดลง ตามอุปสงค์จากต่างประเทศที่ลดลงและการแข่งขันสูง อาทิ ผลิตภัณฑ์จากไม้ เซรามิก สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ด้านชิ้นส่วนและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ปรับลดลงเล็กน้อย แต่ยังมีทิศทางดี

    ภาคบริการท่องเที่ยว หดตัวเล็กน้อย ตามรายรับผู้เยี่ยมเยือนรวมที่ลดลงเล็กน้อย โดยเฉพาะในกลุ่มนักท่องเที่ยวไทยซึ่งเป็นสัดส่วนหลัก จากค่าใช้จ่ายในการเดินทางสูงขึ้น ทำให้ความต้องการท่องเที่ยวลดลง สะท้อนจากจำนวนผู้โดยสารผ่านท่าอากาศยานที่ลดลง อย่างไรก็ดี จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะชาวจีน เนื่องจากมีวันหยุดยาวแรงงาน

    การบริโภคภาคเอกชน หดตัว ตามการใช้จ่ายหมวดสินค้าอุปโภคบริโภคและหมวดบริการลดลง จากค่าครองชีพที่อยู่ในระดับสูงทำให้ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่าย รวมทั้งได้เร่งซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคไปในช่วงก่อน และบางส่วนรอซื้อในช่วงมาตรการกระตุ้นเดือนถัดไป อย่างไรก็ดี หมวดยานยนต์แม้หดตัวเล็กน้อย แต่กลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ขณะที่การใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ตามสภาพอากาศที่ร้อนและมาตรการทำงานที่บ้าน

    การลงทุนภาคเอกชน หดตัว จากการลงทุนหมวดก่อสร้าง สะท้อนจากยอดจำหน่ายวัสดุก่อสร้างที่ลดลง หลังมีการเร่งซื้อก่อนการปรับขึ้นราคา ประกอบกับพื้นที่ได้รับอนุญาตก่อสร้างกลับมาหดตัว ด้านหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ทรงตัว แม้การนำเข้าสินค้าทุนยังขยายตัวได้ ตามการนำเข้าสินค้าทุนของกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ แต่ยอดจดทะเบียนรถกระบะและรถแทรกเตอร์หดตัว

    การค้าผ่านด่านศุลกากร ขยายตัว ตามมูลค่าการส่งออกและการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น โดยการส่งออกขยายตัวจากการส่งออกทุเรียนไปจีนเป็นสำคัญ อย่างไรก็ตาม การส่งออกไปเมียนมายังหดตัว ส่วนหนึ่งจากมาตรการของทางการเมียนมาที่ปิดสะพานมิตรภาพไทย–เมียนมา แห่งที่ 2 (ตั้งแต่สิงหาคม 2568 – 28 พฤษภาคม 2569) ด้านการนำเข้ากลับมาขยายตัว ตามการนำเข้าผักจากจีนเพิ่มขึ้น

    อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ใกล้เคียงเดือนก่อน ราคาหมวดพลังงานปรับลดลงเล็กน้อย ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเพิ่มขึ้น

    ตลาดแรงงาน ลดลง สะท้อนจากจำนวนผู้ประกันตน ม.33 ที่ลดลงในจังหวัดหลัก อย่างไรก็ดี มีการจ้างงานเพิ่มในโรงงานน้ำตาลเพื่อซ่อมบำรุงหลังฤดูหีบอ้อย

    ประเด็นที่ตัองติดตาม

    –  ผลกระทบจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น

    –  รายได้เกษตรกรและการจ้างงาน

    –  ผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ

    ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคเหนือ

    30 มิถุนายน 2569

    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/thai-economy/regional-economy/northern-economy/the-state-of-northern-economy/Northern_256905_Press_All.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0a4nUo0GIOZdGuet6Ago3j

  • ดาวโจนส์ปิดบวกกว่า 300 จุด! นักลงทุนคลายกังวลเศรษฐกิจ ดันตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวแข็งแกร่ง

    ดาวโจนส์ปิดบวกกว่า 300 จุด! นักลงทุนคลายกังวลเศรษฐกิจ ดันตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวแข็งแกร่ง

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/157262&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3YYRVhhPxXq4XCyRs5O9Hj

  • น้ำมันดิบร่วงต่อเนื่อง! WTI หลุด 71 ดอลลาร์ กังวลเศรษฐกิจโลกชะลอตัว

    น้ำมันดิบร่วงต่อเนื่อง! WTI หลุด 71 ดอลลาร์ กังวลเศรษฐกิจโลกชะลอตัว

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/157261&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2qdvqFpqkEy84bzUJgVENm

  • รัฐดันงบฯ 70 เรียกความเชื่อมั่น จัดงบฯ 3.788 ล้านล้าน ประคองเศรษฐกิจ – เร่งลงทุน

    รัฐดันงบฯ 70 เรียกความเชื่อมั่น จัดงบฯ 3.788 ล้านล้าน ประคองเศรษฐกิจ – เร่งลงทุน

    ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ที่รัฐบาลนำเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร วาระที่ 1 และเปิดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอภิปราย 3 วันเต็ม ระหว่าง 29 มิ.ย. – 1 มิ.ย. 2569 นับเป็นแผนการใช้จ่ายงบประมาณที่สำคัญของประเทศในช่วงที่เศรษฐกิจไทยยังต้องเผชิญแรงกดดันหลายด้าน ทั้งเศรษฐกิจโลก มาตรการกีดกันทางการค้า ความไม่แน่นอนด้านพลังงาน และกำลังซื้อในประเทศที่ยังเปราะบาง

    ขณะที่คำแถลงของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ต่อที่ประชุมสภาฯเมื่อวันที่ 29 มิ.ย.ที่ผ่านมาถือเป็นการส่งสัญญาณถึงประชาชน ภาคธุรกิจ และนักลงทุนว่า ในช่วงที่ยังมีข้อจำกัดทางเศรษฐกิจรอบด้าน  รัฐบาลจะใช้งบประมาณประคองเศรษฐกิจในปัจจุบันและฐานเศรษฐกิจในอนาคตไปพร้อมกันได้อย่างไร 

    • วงเงิน 3.788 ล้านล้าน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ 

    นายเอกนิติ ระบุในคำแถลงว่า งบประมาณปี 2570 มีวงเงินรวม 3,788,000 ล้านบาท ตั้งงบเพื่อชดใช้เงินคงคลัง 71,038.1 ล้านบาท เพื่อให้หน่วยรับงบประมาณมีกรอบใช้จ่ายในปีงบประมาณใหม่ และเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน สร้างโอกาส ยกระดับคุณภาพชีวิต และดูแลความมั่นคงของประชาชนในทุกพื้นที่

    ขณะที่ข้อมูลการประมาณการเศรษฐกิจที่ใช้สำหรับจัดทำงบประมาณสะท้อนภาพที่ยังไม่ง่ายนัก เศรษฐกิจไทยปี 2570 ถูกประเมินว่าจะขยายตัว 1.7-2.7% ค่ากลาง 2.2% เงินเฟ้ออยู่ในกรอบ 0.5-1.5% และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 1.6% ของจีดีพี แม้ตัวเลขเหล่านี้ยังพอเห็นทิศทางฟื้นตัว แต่เศรษฐกิจไทยยังมีความไม่แน่นอนสูงจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง มาตรการกีดกันทางการค้าของประเทศเศรษฐกิจหลัก และผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศ

    • ดันงบประมาณทำหลายหน้าที่พร้อมกัน

    งบประมาณของรัฐบาลจึงถูกวางให้ทำหน้าที่หลายชั้น ชั้นแรกคือดูแลรายจ่ายจำเป็นและสวัสดิการประชาชน ชั้นที่2 คือรักษาแรงส่งทางเศรษฐกิจผ่านการลงทุนภาครัฐและมาตรการที่เชื่อมกับภาคเอกชน ชั้นที่ 3 คือรักษาวินัยการเงินการคลัง เพื่อไม่ให้ความเชื่อมั่นต่อฐานะการคลังของประเทศอ่อนแรงลง
     

    เมื่อแยกตามประเภทรายจ่าย งบปี 2570 ประกอบด้วยรายจ่ายประจำ 2,786,367.1 ล้านบาท หรือ 73.6% รายจ่ายลงทุน 789,171.5 ล้านบาท หรือ 20.8% รายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ 151,520 ล้านบาท หรือ 4 % และรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง 71,038.1 ล้านบาท หรือ 1.9% ของวงเงินงบประมาณทั้งหมด

    ตัวเลขรายจ่ายประจำที่มีสัดส่วนสูงสะท้อนข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของการคลังไทยชัดเจน ด้วยภาระด้านบุคลากร สวัสดิการ ภาระผูกพัน และการดูแลบริการสาธารณะ แต่การกันรายจ่ายลงทุนไว้เกือบ 7.9 แสนล้านบาท ก็ถือเป็นฐานสำคัญสำหรับการขับเคลื่อนโครงการเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานในระยะต่อไป

    • ดัน “ลงทุน พลัส” อุดข้อจำกัดลงทุนรัฐ

    ประเด็นที่น่าสนใจในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายปี 2570 ของรัฐบาลคือ การพยายามทำให้งบลงทุนไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตัวเลขใน พ.ร.บ.งบประมาณ  แต่ใช้แนวคิด “ลงทุน พลัส” คือการระดมเม็ดเงินลงทุนจากหลายช่องทาง ทั้งงบลงทุนรัฐวิสาหกิจ ความร่วมมือรัฐและเอกชน หรือ PPP, Thailand Future Fund, สิทธิประโยชน์ BOI, Thailand Fast Pass, การลงทุนเอกชน และการทำงานร่วมกับท้องถิ่น รวมเป้าหมายกว่า 1.568 ล้านล้านบาท

    จากคำแถลงของรองนายกเศรษฐกิจกำลังบอกว่า ในวันที่พื้นที่งบประมาณจำกัด การลงทุนของประเทศต้องไม่รอเงินงบประมาณอย่างเดียว แต่ต้องใช้เงินรัฐเป็นตัวเร่ง ดึงเงินรัฐวิสาหกิจ ดึงเอกชน ดึงนักลงทุน และลดคอขวดการอนุมัติโครงการให้เดินหน้าเร็วขึ้น
     

    ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่ารัฐบาลจะสามารถผลักดัน “ลงทุน พลัส” ให้ส่งผลต่อเศรษฐกิจเพียงใด  เพราะหากทำได้จริง เม็ดเงินลงทุนจะไม่ได้มาจากเฉพาะเงินจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ แต่จะเกิดการลงทุนของรัฐวิสาหกิจ เอกชนทั้งในและต่างประเทศ และเกิดการหมุนเวียนของเม็ดเงินจากคำสั่งซื้อวัสดุก่อสร้าง งานระบบ โลจิสติกส์ ดิจิทัล พลังงานสะอาด อุตสาหกรรมสุขภาพ ท่องเที่ยวคุณภาพ

    • ยุทธศาสตร์สร้างโอกาส พัฒนาคน วางรากฐานการแข่งขัน

    เมื่อพิจารณาการจัดสรรงบประมาณตามยุทธศาสตร์ งบประมาณปี 2570 ถูกวางไว้ภายใต้ 6 ยุทธศาสตร์ และ 1 รายการ โดยกลุ่มที่ได้รับงบสูงสุดคือยุทธศาสตร์ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม 960,916.6 ล้านบาท หรือ 25.4% ของวงเงินงบประมาณ สะท้อนว่ารัฐบาลให้น้ำหนักกับการดูแลประชาชนกลุ่มเปราะบาง ลดความเหลื่อมล้ำ และพยุงฐานกำลังซื้อในประเทศ

    ขณะที่ยุทธศาสตร์ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบบริหารจัดการภาครัฐ 676,320.2 ล้านบาท หรือ 17.9% ซึ่งเป็นงบที่มีนัยต่อภาคธุรกิจ ผ่านการยกระดับบริการภาครัฐ ให้รวดเร็วขึ้น ใช้ระบบดิจิทัลมากขึ้น ลดขั้นตอน และลดต้นทุนการติดต่อราชการ ส่งผลบวกต่อบรรยากาศการลงทุนและลดภาระของผู้ประกอบการโดยตรง

    ยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ 611,194.5 ล้านบาท หรือ 16.1% ครอบคลุมการศึกษา สุขภาพ และทักษะแรงงาน นับเป็นการวางรากฐานของความสามารถแข่งขันระยะยาว และยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน 348,427.4 ล้านบาท ล้านบาท จะเป็นตัวขับเคลื่อนเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ การลงทุน การเพิ่มผลิตภาพ และการต่อยอดอุตสาหกรรมเป้าหมาย

    • จับตางบกลางฯ หนี้สาธารณะ และ วินัยคลัง

    อีกด้านหนึ่งของงบปี 2570 คือการกันพื้นที่การคลังไว้รองรับความไม่แน่นอน รัฐบาลจัดงบกลาง 693,880 ล้านบาท หรือ 18.3% ของวงเงินงบประมาณ เพื่อใช้กับภารกิจจำเป็น เหตุฉุกเฉิน และสถานการณ์ที่คาดหมายล่วงหน้าได้ยาก โดยเฉพาะภัยธรรมชาติที่เกิดถี่และรุนแรงขึ้น ทั้งน้ำท่วม ภัยแล้ง ไฟป่า หมอกควัน รวมถึงผลกระทบจากความผันผวนด้านพลังงานและเศรษฐกิจโลก ทำให้งบกลางเป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยงของประเทศ ไม่ใช่เพียงเงินสำรองทั่วไป

    พร้อมกับความพยายามที่จะรักษาวินัยการเงินการคลังตามที่ฝ่ายนโยบายได้เน้นย้ำอยู่บ่อยครั้ง  โดยภายใต้งบปี 2570 ได้จัดสรรงบประมาณเพื่อชำระหนี้ภาครัฐ 462,470.3 ล้านบาท และรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง 71,038.1 ล้านบาท ขณะที่หนี้สาธารณะ ณ เดือนเม.ย. 2569 ที่ 12,789,256.3 ล้านบาท หรือ 66.66% ของจีดีพี อยู่ในกรอบวินัยการคลังไม่เกิน 70% ของจีดีพี และตั้งเป้าลดการขาดดุลการคลังให้ไม่เกิน 3% ของจีดีพีภายในปี 2572  แสดงให้เห็นถึงการพยายามทำงานยากหลายด้านไปพร้อมกัน ทั้งการใช้จ่ายเพื่อพยุงเศรษฐกิจ แต่ไม่ปล่อยให้ฐานะการคลังเสียสมดุลจนกระทบความเชื่อมั่น

    • ดันงบลงเศรษฐกิจจริง วัดฝีมือรัฐบาล

    ภาพรวมงบประมาณรายจ่ายปี 2570 จึงสะท้อนความพยายามของรัฐบาลในการจัดสมดุลระหว่างการดูแลเศรษฐกิจวันนี้กับการลงทุนในรากฐานของประเทศระยะยาว ในจังหวะที่เศรษฐกิจไทยยังต้องการแรงส่ง แต่พื้นที่การคลังไม่ได้เปิดกว้างเหมือนเดิม วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาทจึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ต้องใช้ให้ตรงเป้า เร็ว และเกิดผลต่อระบบเศรษฐกิจให้มากที่สุด

    โจทย์หลังจากนี้จึงไม่ได้อยู่แค่ว่างบประมาณจะผ่านสภาหรือไม่ แต่อยู่ที่รัฐบาลจะทำให้เงินงบประมาณเริ่มเดินได้เร็วเพียงใด โครงการลงทุนที่ประกาศไว้จะเข้าสู่ขั้นปฏิบัติจริงเมื่อไร มาตรการ Thailand Fast Pass จะช่วยเร่งการลงทุนของภาคเอกชนได้มากแค่ไหน และ “ลงทุน พลัส” จะเปลี่ยนจากตัวเลขเป็นเม็ดเงินลงทุนในพื้นที่จริงได้เพียงใด ทั้งหมดนี้คือบททดสอบฝีมือของรัฐบาลในการบริหารเศรษฐกิจ
     

    ความสำคัญของงบประมาณก็คือการสร้างความเชื่อมั่นจากการเร่งรัดการเบิกจ่ายเงินที่ลงถึงระบบเศรษฐกิจ โครงการที่เริ่มก่อสร้าง การจ้างงานที่เพิ่มขึ้น ธุรกิจที่ได้คำสั่งซื้อ และประชาชนที่รู้สึกได้ว่ารัฐใช้งบประมาณเพื่อแก้ปัญหาจริง ความเร็วและประสิทธิภาพของการเบิกจ่าย รวมถึงความสามารถในการผลักดันเงินลงทุนทุกส่วนให้เกิดผลจริง จึงเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่ารัฐบาลจะเปลี่ยนงบปี 2570 ให้เป็นแรงส่งเศรษฐกิจได้มากน้อยแค่ไหน เพียงใด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1240770&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02LPsfMCyGUtt4tovFm9Zy

  • เสียงเตือน IMF ฉากทัศน์เสี่ยงเศรษฐกิจโลก

    เสียงเตือน IMF ฉากทัศน์เสี่ยงเศรษฐกิจโลก

    ยุคความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ เปรียบดั่งระเบิดเวลาพร้อมทำงานทุกเมื่อ คำเตือนล่าสุดจาก “ปิแอร์-โอลิวิเยร์ กูรินชาส์” หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ก่อนที่จะก้าวลงจากตำแหน่ง ยิ่งตอกย้ำให้เห็นความเปราะบางโครงสร้างเศรษฐกิจโลกปัจจุบันอย่างเด่นชัด โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง “คลังน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์”ที่ กำลังถดถอยลง

    ที่ผ่านมาโลกสามารถรอดพ้นสภาวะช็อกด้านราคาน้ำมันอย่างรุนแรงมาได้ ส่วนหนึ่งเกิดจากการตัดสินใจ “ระบายน้ำมันสำรอง” ออกมาสู่ตลาดอย่างรวดเร็ว มาตรการนี้เปรียบดั่ง “ยาแก้ปวด” ที่ช่วยบรรเทาอาการไข้ได้อย่างทันท่วงที ทำให้ปริมาณน้ำมันที่สูญหายไปจากอุปทานโลกจริง ๆ มีเพียงแค่ประมาณ 3% ต่ำกว่าการคาดการณ์กรณีเลวร้ายขั้นสุด ที่เคยประเมินไว้ถึง 10-15%

    “กูรินชาส์” ส่งสัญญาณเตือนอย่างจริงจังว่า “เบาะรองรับวิกฤต” ของชาติต่าง ๆ เวลานี้กำลังบางลงจนอยู่ในระดับที่น่ากังวล นั่นหมายความว่า หากข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเกิดล่มสลายลง หรือมีการปะทะกันระลอกใหม่ในแถบตะวันออกกลาง โลกจะไม่มีเกราะกำบังทางการหนุนเวียนพลังงานเหมือนเดิมอีกต่อไป

    ความเปราะบางนี้เห็นได้ชัดจากกรณี “โดนัลด์ ทรัมป์” ออกมากล่าวหาว่าอิหร่าน อยู่เบื้องหลังการโจมตีเรือขนส่งใกล้โอมาน เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า ข้อตกลงสันติภาพชั่วคราวพร้อมจะขาดสะบั้นได้ทุกนาที

    เมื่อหันไปดูตัวเลขการประเมินจาก “จูลี โคแซก” โฆษกของ IMF ยิ่งทำให้เห็นภาพเมฆหมอกทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนขึ้น โดยระบุว่า หากสถานการณ์พลิกผันจาก “กรณีฐาน” เคยมองโลกในแง่ดีว่า สงครามจะสงบลงอย่างรวดเร็ว และดันให้เศรษฐกิจโลกเติบโต 3.1% ช่วงปี 2026 โลกอาจต้องร่วงหล่นลงสู่ “ฉากทัศน์เชิงลบ” ที่จะฉุดรั้งให้การเติบโตทางเศรษฐกิจเหลือเพียง 2.5% ตัวเลขที่หายไป 0.6% นี้ อาจฟังดูเหมือนน้อยในเชิงสถิติ แต่ความเป็นจริง มันหมายถึงเม็ดเงินมหาศาลและการจ้างงานของประชากรทั่วโลก

    ความน่าสนใจอีกประการหนึ่ง จากมุมมองของหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ IMF คือบทเรียนราคาแพงเกี่ยวกับนโยบาย “กำแพงภาษี” ของทรัมป์ ที่ชี้ให้เห็นสัจธรรมของกลไกตลาดเสรีว่า การใช้มาตรการภาษีฝ่ายเดียว เพื่อสร้างอำนาจต่อรองหรือสร้าง “จุดสกัดกั้น” อาจส่งผลดีหรือสร้างความได้เปรียบเพียงแค่ระยะสั้นเท่านั้น เพราะระยะยาวมนุษย์และระบบเศรษฐกิจมีสัญชาตญาณในการเอาตัวรอด คู่ค้าหรือประเทศที่ได้รับผลกระทบจะไม่ยอมนั่งอยู่เฉย ๆ ให้ถูกบีบบังคับ แต่พวกเขาจะดิ้นรนและปรับตัวเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนเอง

    ปรากฏการณ์เด่นชัดสุด คือ การจับมือกันของสหภาพยุโรป (EU) กับภูมิภาคลาตินอเมริกาและอินเดีย เป็นข้อตกลงทางการค้า ที่เคยยืดเยื้อมานานหลายทศวรรษ แต่กลับได้รับการลงนามอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่ถึงปีสิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นปฏิกิริยาตอบโต้ เพื่อหลบเลี่ยงนโยบายปกป้องการค้าของสหรัฐฯ การสร้างพันธมิตรใหม่และการเร่งพัฒนานวัตกรรมภายในตนเองของประเทศต่าง ๆ ท้ายสุดแล้วจะทำให้เครื่องมือบีบบังคับทางภาษีเหล่านั้น กลายเป็นสิ่งไร้ผลและอาจกลายเป็นการโดดเดี่ยวสหรัฐฯ ออกจากเวทีโลก

    จากคำเตือนของ IMF ครั้งนี้ เป็นเหมือนเสียงเตือนสติผู้นำโลกและนักลงทุนว่า ความมั่งคั่งและเสถียรภาพปัจจุบัน ตั้งอยู่บนรากฐานที่สุ่มเสี่ยงอย่างยิ่ง การพึ่งพามาตรการระยะสั้นอย่างการดึงทรัพยากรสำรองมาใช้จนหมดหน้าตัก โดยไม่เร่งแก้ไขความขัดแย้งที่ต้นตอทางภูมิรัฐศาสตร์ ตลอดจนการฝืนกลไกการค้าโลกด้วยมาตรการฝ่ายเดียว อาจนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ย้อนกลับมาทำร้าย ระบบเศรษฐกิจของตนเอง และเมื่อเกิด “วิกฤตซ้อนวิกฤต” เกิดขึ้นจริง โลกอาจไม่มีเบาะรองรับแล้ว

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/842293&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3AmAOT5p7_zIurDHCcFwhw

  • “รัฐวิสาหกิจ” เบิกจ่ายงบลงทุน 8 เดือนพุ่ง 65% แตะ 1.53 แสนลบ. หนุนเม็ดเงินลงระบบเศรษฐกิจ

    “รัฐวิสาหกิจ” เบิกจ่ายงบลงทุน 8 เดือนพุ่ง 65% แตะ 1.53 แสนลบ. หนุนเม็ดเงินลงระบบเศรษฐกิจ

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (29 มิ.ย.69) นายธิบดี วัฒนกุล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า สคร. ในฐานะหน่วยงานหลักในการกำกับและติดตามการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ 43 แห่ง ตระหนักถึงความสำคัญของรัฐวิสาหกิจที่เป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นและสร้างความเชื่อมั่นให้กับระบบเศรษฐกิจผ่านการเบิกจ่ายลงทุนอย่างต่อเนื่อง ภายใต้กรอบงบลงทุนรวมระหว่างเดือนตุลาคม 2568 – เดือนกันยายน 2569 จำนวน 236,176 ล้านบาท โดยจากการติดตามการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ 8 เดือน (เดือนตุลาคม 2568 – เดือนพฤษภาคม 2569) มีผลการเบิกจ่ายแล้วจำนวน 152,567 ล้านบาท

    ขณะที่นางสาวปิยวรรณ ล่ามกิจจา ที่ปรึกษาด้านพัฒนารัฐวิสาหกิจ กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐวิสาหกิจที่สำคัญที่มีผลการเบิกจ่ายสะสมสูง ได้แก่ โครงการก่อสร้างทางรถไฟ สายเด่นชัย – เชียงราย – เชียงของ ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน – ราษฎร์บูรณะ ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย และโครงการก่อสร้างรถไฟ สายบ้านไผ่ – มหาสารคาม – ร้อยเอ็ด – มุกดาหาร – นครพนม ของ รฟท. ซึ่งมีอัตราผลการเบิกจ่ายต่อกรอบการลงทุนที่ร้อยละ 147 ร้อยละ 71 และร้อยละ 201 ตามลำดับ

    ผู้อำนวยการ สคร. กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลการเบิกจ่ายงบลงทุนสะสม ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 – เดือนพฤษภาคม 2569 คิดเป็นร้อยละ 65 ของกรอบงบลงทุนรวม ซึ่งรัฐวิสาหกิจส่วนใหญ่ได้เร่งรัดการเบิกจ่ายงบลงทุนให้สอดคล้องตามนโยบายของรัฐบาล ส่งผลให้ผลการเบิกจ่ายงบลงทุนสูงกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้ สคร. จะกำกับติดตามการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจอย่างใกล้ชิดในช่วง 4 เดือนสุดท้ายของปีงบประมาณ เพื่อให้การลงทุนของรัฐวิสาหกิจเป็นไปตามเป้าหมายของมติคณะรัฐมนตรี

    สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://drive.google.com/file/d/1Xy8tISMj-X5A_Z2kazWASSmYOPibH5ln/view?usp=sharing

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/local/842399&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2N4qwgxsdCC96MtTwXBWs-

  • ไผ่หนึ่งกอ จุดเริ่มต้นของเศรษฐกิจชุมชนในแนวเชื่อมต่อป่าตะวันตก – มูลนิธิสืบนาคะเสถียร

    ไผ่หนึ่งกอ จุดเริ่มต้นของเศรษฐกิจชุมชนในแนวเชื่อมต่อป่าตะวันตก – มูลนิธิสืบนาคะเสถียร

    บางครั้งกองทุนเพื่อสร้างรายได้ให้กับครัวเรือนก็เกิดขึ้นจากสิ่งเล็กๆ ในธรรมชาติจากไผ่ไม่กี่ต้น 

    อาจฟังเหมือนเรื่องชวนโรแมนติก แต่ในความเป็นจริง กองทุนส่งเสริมการปลูกไม้เศรษฐกิจเพื่อแนวเชื่อมต่อป่าตะวันตก จังหวัดกำแพงเพชร กำลังพิสูจน์ให้เห็นว่า แนวคิดนี้สามารถเกิดขึ้นได้จริง

    จุดเริ่มต้นของกองทุนเกิดขึ้นภายใต้โครงการจัดการระบบนิเวศในพื้นที่ป่าสงวนเพื่อแนวเชื่อมต่อป่าตะวันตกสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญฟื้นฟูพื้นที่แนวเชื่อมต่อระหว่างเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสนามเพรียงกับอุทยานแห่งชาติคลองวังเจ้า ที่ถูกคั่นด้วยที่ทำกินชุมชน 

    เพราะหากป่าผืนใหญ่ถูกแบ่งด้วยไร่ข้าวโพด ถนน หรือสวนเกษตร สัตว์ป่าจะไม่สามารถเคลื่อนย้ายเพื่อหาอาหาร ผสมพันธุ์ หรือหนีไฟป่าได้ ทำให้ประชากรสัตว์ถูกแยกออกจากกันจนความหลากหลายทางพันธุกรรมลดลง และเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ในระยะยาว

    ขณะเดียวกันโครงการยังส่งเสริมการสร้างอาชีพและรายได้ให้กับชุมชนในพื้นที่ผ่านการปลูกไม้เศรษฐกิจอย่างไผ่ซางหม่น เพื่อให้คนอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างยั่งยืน พร้อมมีทางเลือกทางเศรษฐกิจที่มั่นคง

    โครงการจึงสนับสนุนให้ชุมชนปลูกไม้เศรษฐกิจอย่างไผ่ซางหม่น ทดแทนในพื้นที่ทำกิน เช่น สวนผลไม้ หรือพืชเชิงเดี่ยว การันตีความมั่นคงทางรายได้ให้กับชุมชนไปพร้อมกับงานอนุรักษ์ สร้างสมดุลระหว่าง ‘ปากท้อง’ กับ ‘สะพานเชื่อมระบบนิเวศ’ ลดภาระค่าใช้จ่ายระหว่างการปรับพื้นที่เกษตรกรรมให้กลายเป็นสะพานเขียว

    โดยที่เลือกเอาไผ่ซางหม่น เพราะเป็นพืชที่เติบโตเร็ว ดูแลง่าย และสร้างรายได้ได้หลายรูปแบบ ทั้งการขายต้นพันธุ์ ขายหน่อไผ่ ขายลำไผ่ หรือแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า

    หัวใจสำคัญของกองทุน อยู่ที่การบริหารจัดการในรูปแบบกองทุนหมุนเวียนที่ชุมชนดูแลกันเอง เมื่อชาวบ้านตัดสินใจก้าวเข้ามาเป็นสมาชิกและอุทิศที่ดินเพื่อปลูกไม้เชื่อมป่าและเศรษฐกิจ กองทุนจะไม่ได้ปล่อยให้พวกเขาต้องรอคอยผลผลิตอย่างโดดเดี่ยว แต่มีการจ่ายเงินชดเชยการเสียโอกาสจากรายได้เดิมที่ได้รับจากพืชไร่ (อัตรา 20 บาทต่อต้นต่อปี) ต่อเนื่องเป็นเวลา 5 ปี เพื่อเป็นกระแสเงินสดหล่อเลี้ยงครอบครัวในช่วงที่ไม้ใหญ่ยังเป็นกล้าอ่อน 

    และมีเงื่อนไขว่าจำนวนเงินจะจ่ายตามจำนวนต้นไม้ที่รอดจริง ซึ่งสมาชิกต้องให้ความร่วมมือในการตรวจวัดพิกัดและความเติบโตเป็นประจำทุกปี เพื่อบันทึกลงในสมุดกองทุนอันเป็นเสมือนพันธสัญญาทางใจของการมีส่วนร่วม

    เมื่อถึงวันที่ไม้เศรษฐกิจอย่างไผ่ซางหม่นเติบโต จนสามารถต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์าสร้างรายได้ให้กับสมาชิก (ภายใต้ความเห็นชอบของคณะกรรมการ) สมาชิกมีหน้าที่ต้องคืนเงินชดเชยที่เคยได้รับไปกลับเข้าสู่กองทุนแบบไม่มีดอกเบี้ยเพื่อให้ทุนก้อนนี้ไหลเวียนกลับไปสนับสนุนคนรุ่นต่อไป 

    กลไกนี้ช่วยให้กองทุนสามารถยืนหยัดได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งพางบประมาณจากภายนอกเพียงอย่างเดียว และยังเป็นการสร้างสำนึกความเป็นเจ้าของร่วมกันในฐานะผู้พิทักษ์แนวเชื่อมต่อป่า

    เงินตั้งต้นของกองทุนได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร ข้าว ขนส่ง และบริการ เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำนวน 119,360 บาท

    จากจุดเริ่มต้นโครงการ พ.ศ. 2564 จนมาถึงปัจจุบัน กองทุนมีรายรับสะสมจากกิจกรรมต่างๆ รวมทั้งสิ้น 863,680 บาท ซึ่งได้รับจากการเพาะกล้าไผ่ขาย รวมถึงเงินสนับสนุนโครงการจากแหล่งทุนในช่วงระยะเริ่มต้น 

    ปัจจุบัน กองทุนมีเงินหมุนเวียนคงเหลือจำนวน 42,500 บาท ที่ได้รับจากการขายกล้าและค่าการจัดการในการขายกล้าของสมาชิกผ่านกองทุน ยังไม่นับรวมกับการขายหน่อไม้

    แม้ตัวเลขอาจยังไม่สูงนัก เมื่อเทียบกับการสนับสนุนกองทุน แต่ ณ ปัจจุบัน กิจกรรมโครงการและกองทุนเพิ่งผ่านพ้นจุดตั้งต้นมา

    ในปีที่ 5 ซึ่งไผ่เริ่มเติบใหญ่และเหมาะแก่การใช้ประโยชน์แล้ว ความท้าทายต่อจากนี้จึงเป็นเรื่องการแปรรูปและเพิ่มมูลค่าให้เป็นรายได้หล่อเลี้ยงชุมชน รวมถึงเพิ่มจำนวนไผ่และทดแทนจากนำออกมาใช้ประโยชน์

    เพื่อคงไว้ทั้งรายได้ กองทุน รวมถึงระบบนิเวศไปพร้อมกัน

    หากโมเดลนี้เดินหน้าต่อ เงินกองทุนจะไม่ได้สร้างเพียงรายได้จากไผ่ แต่กลายเป็นกลไกที่ทำให้ชุมชนเป็นผู้ลงทุนในการฟื้นฟูป่าด้วยตัวเอง เมื่อคนเห็นว่าการรักษาป่าสร้างรายได้จริง การอนุรักษ์ก็ไม่ใช่ภาระที่ต้องรอเงินอุดหนุนจากภายนอกอีกต่อไป แต่กลายเป็นระบบเศรษฐกิจที่หล่อเลี้ยงตัวเองได้

    กองทุนส่งเสริมการปลูกไม้เศรษฐกิจเพื่อแนวเชื่อมต่อป่าตะวันตก ปัจจุบัยมีสมาชิกเข้าร่วมกองทุนจำนวน  92 ครัวเรือน และมีพื้นที่ปลูกไม้เศรษฐกิจเพื่อแนวเชื่อมต่อป่ารวมแล้วกว่า 233 ไร่ 1 งาน จำนวน 23,337 ต้น รอดตาย 17,788 ต้น คิดเป็น 77 เปอร์เซ็นต์

    ในปี 2569 มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ยังคงดำเนินโครงการจัดการระบบนิเวศในพื้นที่ป่าสงวนเพื่อแนวเชื่อมต่อป่าตะวันตกสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ได้รับการสนับสนุนงบประมาณทำกิจกรรมจากกลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร ข้าว ขนส่ง และบริการ เครือเจริญโภคภัณฑ


    เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)

    เป้าหมายที่ 8 ส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่อเนื่อง ครอบคลุม และยั่งยืน การจ้างงานเต็มที่ และมีผลิตภาพ และการมีงานที่สมควรสำหรับทุกคน

    8.3 ส่งเสริมนโยบายที่มุ่งเน้นการพัฒนาที่สนับสนุนกิจกรรมที่มีผลิตภาพ การสร้างงานที่สมควร ความเป็นผู้ประกอบการ ความสร้างสรรค์และนวัฒกรรม และส่งเสริมการเกิดและการเติบโตของวิสาหกิจรายย่อย ขนาดเล็ก และขนาดกลาง ซึ่งรวมถึงผ่านทางการเข้าถึงบริการทางการเงิน

    เป้าหมายที่ 12 สร้างหลักประกันให้มีแบบแผนการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน

    12.2 บรรลุการจัดการที่ยั่งยืนและการใช้ทรัพยากรทางธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ ภายในปี 2573

    เป้าหมายที่ 15 ปกป้อง ฟื้นฟู และสนับสนุนการใช้ระบบนิเวศบนบกอย่างยั่งยืน จัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน ต่อสู้การกลายสภาพเป็นทะเลทราย หยุดการเสื่อมโทรมของที่ดินและฟื้นสภาพกลับมาใหม่ และหยุดการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ

    15.1 สร้างหลักประกันว่าจะมีการอนุรักษ์ การฟื้นฟู และการใช้ระบบนิเวศบนบกและในน้ำจืดในแผ่นดินรวมทั้งบริการทางระบบนิเวศอย่างยั่งยืน เฉพาะอย่างยิ่ง ป่าไม้ พื้นที่ชุ่มน้ำ ภูเขาและเขตแห้งแล้ง โดยเป็นไปตามข้อบังคับภายใต้ความตกลงระหว่างประเทศ ภายในปี 2563

    15.2 ส่งเสริมการดำเนินการด้านการบริหารจัดการป่าไม้ทุกประเภทอย่างยั่งยืน หยุดยั้งการตัดไม้ทำลายป่า ฟื้นฟูป่าที่เสื่อมโทรม และเพิ่มการปลูกป่าและฟื้นฟูป่าทั่วโลก ภายในปี 2563

    ผู้เขียน

    ทำงานอิสระที่เกี่ยวข้องกับหนังสือ การเขียน เรื่องสิ่งแวดล้อมและดนตรีนอกกระแส – เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตใช้ไปกับการนั่งมองความเคลื่อนไหวของใบไม้และสายลม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.seub.or.th/bloging/work/2026-169/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0d0SuLOPSSi8ddsR7AqJIM

  • เวียดนามตั้งเป้าจีดีพีครึ่งปีหลังโต 11.9% หวังดันเศรษฐกิจทั้งปีแตะเลขสองหลัก | เดลินิวส์

    เวียดนามตั้งเป้าจีดีพีครึ่งปีหลังโต 11.9% หวังดันเศรษฐกิจทั้งปีแตะเลขสองหลัก | เดลินิวส์

    สำนักข่าวซินหัวรายงานจากกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. ว่ารัฐบาลเวียดนามตั้งเป้าหมายการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ( จีดีพี ) สำหรับช่วงครึ่งหลังของปี 2569 คือเดือนก.ค.-ธ.ค. ปีนี้ ไว้ที่ 11.9% เพื่อบรรลุการเติบโตทางเศรษฐกิจตลอดทั้งปีในระดับเลขสองหลัก

    ข้อมติจากรัฐบาลเวียดนาม แจกแจงแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในปัจจุบัน พร้อมกำหนดมาตรการสำคัญสำหรับไตรมาสที่เหลือของทั้งปี และการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค

    สำหรับช่วงครึ่งหลังของปี 2569 การผลิตไฟฟ้าของเวียดนามมีแนวโน้มเติบโต 16.9% ภาคการก่อสร้างมีแนวโน้มเติบโต 17.6% ภาคการบริการที่พักและอาหารมีแนวโน้มเติบโต 17.3% และภาคการเงิน การธนาคาร และประกันภัยมีแนวโน้มเติบโต 14%

    ทั้งนี้ รัฐบาลเวียดนามสั่งการให้กระทรวงการคลังเดินหน้านโยบายการคลังแบบขยายตัวและมุ่งเป้าอย่างเหมาะสม พร้อมยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาลภายในสิ้นเดือนมิ.ย. นี้ เพื่อปรับการจัดเก็บภาษีบางประเภทจากน้ำมันเบนซิน น้ำมันเชื้อเพลิง และเชื้อเพลิงอากาศยานให้สอดคล้องกับราคาโลก.

    เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

    ข้อมูล : XINHUA

    เครดิตภาพ : GETTY IMAGES

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5987129/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Ln4LwIfehC5t8DHH62L0c

  • “ศุภจี” แจงงบปี 70 ชี้เศรษฐกิจโลกท้าทาย เดินหน้าแก้ระยะสั้น ควบคู่ปฏิรูปโครงสร้าง

    “ศุภจี” แจงงบปี 70 ชี้เศรษฐกิจโลกท้าทาย เดินหน้าแก้ระยะสั้น ควบคู่ปฏิรูปโครงสร้าง

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (29 มิ.ย.69) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยยอมรับว่า งบประมาณของประเทศในปีนี้มีข้อจำกัดจากภาระโครงสร้างที่สืบเนื่องมาเป็นเวลานาน ทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องใช้งบประมาณอย่างรอบคอบและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

    นางศุภจี กล่าวว่า บริบทของประเทศในปัจจุบันกำลังเผชิญความท้าทายหลายด้าน ทั้งสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่มีการแข่งขันและการแบ่งขั้วอำนาจทางเศรษฐกิจและการค้าอย่างรุนแรง ส่งผลให้ประเทศขนาดกลางอย่างไทยต้องรักษาสมดุลในการดำเนินนโยบายระหว่างประเทศ ทำงานร่วมกับทุกฝ่ายให้มากที่สุด เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศ

    ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาพลังงานและต้นทุนการผลิต ทำให้ต้นทุนของภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม ค่าขนส่ง และค่าประกันภัยปรับตัวสูงขึ้น แม้ว่าสถานการณ์การสู้รบจะมีแนวโน้มคลี่คลาย แต่ยังมีความไม่แน่นอนสูง เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานได้รับความเสียหายอย่างมาก

    นอกจากนี้ ประเทศไทยยังต้องเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งการเข้าสู่สังคมสูงวัย จำนวนประชากรวัยแรงงานลดลง ความจำเป็นในการยกระดับทักษะแรงงาน โดยเฉพาะทักษะด้านเทคโนโลยี รวมทั้งการที่เศรษฐกิจไทยยังติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลางมาเป็นเวลานาน จึงจำเป็นต้องยกระดับผลิตภาพ พัฒนาอุตสาหกรรม และปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้สอดรับกับทิศทางของโลก

    “รัฐบาลจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องดำเนินการทั้งการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าและการวางรากฐานระยะยาวไปพร้อมกัน ภายใต้ข้อจำกัดของงบประมาณที่มีอยู่”

    นางศุภจี กล่าวต่อว่า จากการรับฟังการอภิปรายของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ส่วนใหญ่เป็นข้อเสนอในการแก้ปัญหาระยะสั้น ซึ่งรัฐบาลเห็นความสำคัญ แต่ต้องยอมรับว่าปัญหาหลายเรื่องเป็นปัญหาสะสมมายาวนาน ไม่สามารถแก้ไขได้ในทันที ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้สามารถดูแลทั้งปัญหาเฉพาะหน้าและการปฏิรูปเชิงโครงสร้างควบคู่กัน

    สำหรับนโยบายสำคัญที่กระทรวงพาณิชย์จะดำเนินการ ประกอบด้วยการดูแลค่าครองชีพของประชาชน โดยร่วมบูรณาการกับหลายหน่วยงานผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย” และ “ไทยช่วยไทย พลัส” เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพ เพิ่มกำลังซื้อของประชาชน และช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยและชุมชนทั่วประเทศ

    ด้านสินค้าเกษตร นางศุภจี กล่าวว่า ภาคเกษตรสร้างรายได้ให้ประเทศเพียงประมาณ 8-9% ของ GDP แต่มีแรงงานอยู่ในภาคเกษตรมากกว่าร้อยละ 30 ของประเทศ ดังนั้น หากสามารถยกระดับรายได้ภาคเกษตรได้ จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนถึง 1 ใน 3 ของประเทศ

    การแก้ปัญหาจึงไม่สามารถพิจารณาเฉพาะรายสินค้าได้ แต่ต้องปรับทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยต้นน้ำต้องปรับการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด แก้ปัญหาผลผลิตล้นตลาด ยกระดับคุณภาพสินค้า ส่งเสริมการทำโซนนิ่ง การผลิตนำตลาด การทำตลาดล่วงหน้า และลดต้นทุนการผลิต

    ส่วนกลางน้ำ รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแปรรูปและการสร้าง “ล้งชุมชน” เพื่อรวบรวมผลผลิต เพิ่มมูลค่า และเชื่อมโยงตลาด โดยยกตัวอย่างการจัดตั้งล้งชุมชนมะพร้าวน้ำหอมที่จังหวัดราชบุรี ซึ่งภาครัฐเข้าไปสนับสนุนทั้งองค์ความรู้ เครื่องมือ และการหาตลาดรองรับ

    ด้านปลายน้ำ กระทรวงพาณิชย์เร่งดำเนินการตลาดเชิงรุกและการขายล่วงหน้า โดยเฉพาะทุเรียน ซึ่งรัฐบาลประเมินล่วงหน้าว่าปีนี้ผลผลิตจะเพิ่มขึ้นกว่า 30% และมีแนวโน้มเป็นผลขนาดเล็ก จึงเร่งทำตลาดสำหรับทุเรียนขนาดเล็ก พร้อมส่งทีมไปเจรจาที่หน้าด่านเวียดนาม เปิดช่องทางพิเศษสำหรับการขนส่งสินค้า ทำให้การส่งออกทุเรียนไทยปีนี้ไม่ประสบปัญหาติดค้างหน้าด่าน

    นางศุภจี กล่าวด้วยว่า การที่ไทยให้ความสำคัญกับการตรวจสอบคุณภาพสินค้า โดยเฉพาะการตรวจสารปนเปื้อน ทำให้สามารถรักษาความเชื่อมั่นของตลาดต่างประเทศไว้ได้ ต่างจากบางประเทศคู่แข่งที่ประสบปัญหาจากการส่งออก เนื่องจากไม่ผ่านมาตรฐานด้านคุณภาพ

    “สิ่งที่รัฐบาลทำคือการแก้ปัญหาก่อนเกิดวิกฤต ไม่ใช่รอให้เกิดปัญหาแล้วจึงใช้งบประมาณเข้าไปแก้ไข เพราะการบริหารเชิงป้องกันใช้งบน้อยกว่าและมีประสิทธิภาพมากกว่า”

    สำหรับสถานการณ์ราคาสินค้าเกษตร แม้บางชนิดปรับตัวลดลง แต่โดยภาพรวมสินค้าเกษตรส่วนใหญ่มีราคาสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน โดยเฉพาะข้าว ซึ่งราคาส่งออกข้าวขาวของไทยปรับจากประมาณ 334 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน เมื่อเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา เป็น 470-480 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันในปัจจุบัน สูงกว่าทั้งเวียดนามและอินเดีย สะท้อนผลจากการบริหารจัดการตลาดอย่างต่อเนื่อง

    กระทรวงพาณิชย์ยังดำเนินมาตรการรักษาเสถียรภาพราคา ผ่านการใช้ข้อมูลเทคโนโลยีในการติดตามผลผลิต การซื้อนำตลาด และเชื่อมโยงการใช้ข้าวกับหน่วยงานของรัฐ เช่น กรมราชทัณฑ์และกองทัพ รวมถึงโครงการชะลอการขายและการพัฒนา “New Rice Economy” หรือข้าวเศรษฐกิจอนาคต ส่งเสริมข้าวประณีต และต้องการให้เกษตรกรทดลองปลูกพืชมูลค่าสูงในพื้นที่บางส่วนของแปลง เช่น บริเวณท้ายไร่ พร้อมจัดหาตลาดรองรับล่วงหน้า

    พร้อมกันนี้ ได้ดำเนินโครงการนำร่องพัฒนาชุมชนข้าว 200 ชุมชนทั่วประเทศ และได้รับงบประมาณเพิ่มเติมขยายเป็น 466 ชุมชน เพื่อพัฒนาให้แต่ละพื้นที่มีศักยภาพตามความต้องการจริง ทั้งด้านเครื่องจักร การแปรรูป การตลาด และการพัฒนาพันธุ์ข้าว

    นางศุภจี กล่าวถึงการพัฒนาเอสเอ็มอี (SMEs) ไทย ว่า ผู้ประกอบการ SMEs คิดเป็นกว่า 99% ของนิติบุคคลทั้งประเทศ และกว่า 22,000 รายจากผู้ส่งออกทั้งหมด แต่สร้างมูลค่าการส่งออกเพียง 12% และมีสัดส่วนต่อ GDP ประมาณ 35% จึงตั้งเป้าผลักดันให้เพิ่มเป็น 40% ผ่านการพัฒนาทักษะ การสร้างโอกาสทางการค้า การเข้าถึงตลาดออนไลน์และออฟไลน์ การส่งเสริมแฟรนไชส์ และการเข้าถึงแหล่งเงินทุน

    ที่ผ่านมา กระทรวงได้พัฒนาทักษะผู้ประกอบการแล้วกว่า 55,000 ราย พร้อมศึกษารูปแบบการจัดเก็บค่าธรรมเนียม GP ของแพลตฟอร์มออนไลน์เปรียบเทียบกับต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ รวมถึงผลักดันการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลักประกันทางการเงิน (IP Finance) เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs

    สำหรับการแก้ปัญหานอมินีและทุนสีเทา รัฐบาลได้บูรณาการการทำงานร่วมกับ 23 หน่วยงาน ตั้งแต่การป้องกันการจดทะเบียนบริษัท การตรวจสอบเส้นทางการเงิน การเชื่อมโยงฐานข้อมูลบัญชีม้า บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และฐานข้อมูลของหน่วยงานต่าง ๆ ทำให้สามารถลดจำนวนบริษัทที่มีความเสี่ยงเป็นนอมินีลงได้อย่างมีนัยสำคัญ พร้อมลงพื้นที่ตรวจสอบเชิงลึกใน 35 พื้นที่ 11 จังหวัด และส่งข้อมูลให้กรมสรรพากรและกรมที่ดินตรวจสอบเพิ่มเติม เพื่อคุ้มครองผู้ประกอบการไทยจากการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม

    ในด้านการค้าระหว่างประเทศ นางศุภจี กล่าวว่า รัฐบาลเดินหน้าสร้างสมดุลการส่งออก โดยเร่งเจรจาการค้ากับสหรัฐอเมริกา ทั้งในประเด็นความตกลงการค้าต่างตอบแทน (Agreement on Reciprocal Trade: ART) และการไต่สวนตามมาตรา 301 ควบคู่กับการรักษาตลาดเดิมและขยายตลาดใหม่ อาทิ ลาตินอเมริกา แอฟริกา รวมทั้งผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป (FTA ไทย-EU) ซึ่งปัจจุบันปิดการเจรจาแล้ว 11 ข้อบท จาก 24 ข้อบท และตั้งเป้าปิดเพิ่มเติมอีกอย่างน้อย 5 ข้อบทในการเจรจารอบปัจจุบัน

    นอกจากนี้ กระทรวงยังเร่งนำเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการให้บริการภาครัฐ ทั้งตรวจจับความเสี่ยงของบริษัทนอมินี ให้บริการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา แนะนำการใช้สิทธิประโยชน์จาก FTA และตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้า

    พร้อมบูรณาการข้อมูลร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)  กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และจิสด้า (GISTDA) เพื่อใช้ข้อมูลในการวางแผนบริหารจัดการผลผลิตและรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร เมื่อพบพื้นที่ที่มีปัญหา จะให้พาณิชย์จังหวัดประสานเข้ารับซื้อผลผลิต

    ในช่วงท้าย นางศุภจี ยืนยันว่า ภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่มีความไม่แน่นอน รัฐบาลจะเดินหน้าแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ควบคู่กับการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว ภายใต้ข้อจำกัดด้านงบประมาณ พร้อมรับฟังข้อเสนอแนะจากสส. ทุกฝ่าย เพื่อนำไปปรับปรุงนโยบายให้ตอบโจทย์ประชาชนและประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :

    สภาเปิดถกงบปี 70 วงเงิน 3.788 ล้านลบ. วันแรก! “เอกนิติ” ชี้เศรษฐกิจเสี่ยงสูง คาดโต 2.2%

    ส่องร่าง พ.ร.บ.งบปี 70 วงเงิน 3.788 ล้านลบ. เปิดโผ “10 กระทรวง” รับเม็ดเงินสูงสุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/local/842435&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3bsNW8RxKoxUlZT6DS4bJo

  • กรมการพัฒนาชุมชน ร่วมรับฟังพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2570 มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้ยั่งยืน

    กรมการพัฒนาชุมชน ร่วมรับฟังพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2570 มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้ยั่งยืน

    กรมการพัฒนาชุมชน ร่วมรับฟังพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2570 มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้ยั่งยืน


    29/06/2569 | 54 | |

    กรมการพัฒนาชุมชน ร่วมรับฟังพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2570 มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้ยั่งยืน

    วันที่ 29 มิถุนายน 2569 เวลา 09.30 น. ณ รัฐสภา นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน พร้อมด้วยนายวรงค์ แสงเมือง รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายนพรัตน์ ธำรงทรัพย์ ผู้อำนวยการกองแผนงาน และเจ้าหน้าที่ ร่วมรับฟังการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ของสภาผู้แทนราษฎร โดยได้รับเกียรติจากนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมพบปะคณะผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย และเจ้าหน้าที่ในวันแรกของการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณ พ.ศ. 2570 ซึ่งจะดำเนินการถึงวันที่ 1 กรกฎาคม 2569

    กรมการพัฒนาชุมชน เราขอยืนยันความมุ่งมั่นในการพัฒนางานอย่างต่อเนื่อง เพื่อมุ่งสร้างเศรษฐกิจฐานรากให้มีความมั่นคงและยั่งยืน โดยพร้อมที่จะนำงบประมาณและทรัพยากรที่ได้รับ ไปใช้ในการพัฒนาศักยภาพชุมชน ยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชน (OTOP) และสร้างโอกาสให้แก่พี่น้องประชาชนในระดับฐานรากทั่วประเทศ

    #กรมการพัฒนาชุมชน

    #กระทรวงมหาดไทย


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/384450&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3rGb3uoJpaCohQVHot0kQ7