Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ เผยโครงการ “EECiti” ปลุกดีมานด์ที่อยู่อาศัยใหม่ต่อตลาดที่อยู่อาศัยในระยะยาว

    ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ เผยโครงการ “EECiti” ปลุกดีมานด์ที่อยู่อาศัยใหม่ต่อตลาดที่อยู่อาศัยในระยะยาว

    ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ เผยโครงการ “EECiti” เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจภาคตะวันออก พร้อมจุดประกายดีมานด์ที่อยู่อาศัยระลอกใหม่จากการขยายตัวของเมืองอัจฉริยะ และการหลั่งไหลของการลงทุนระดับโลก โดยมองว่า EECiti จะยกระดับพื้นที่ EEC จากฐานอุตสาหกรรมเดิมสู่ศูนย์กลางนวัตกรรม เทคโนโลยี และการใช้ชีวิตคุณภาพสูง ซึ่งจะส่งผลเชิงบวกต่อตลาดที่อยู่อาศัยในระยะยาว

    ชูรัชฏ์ ชาครกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า EECiti จะเป็น Mega Magnet ที่สร้างแรงดึงดูดครั้งใหญ่ให้กับภาคตะวันออก เพราะการพัฒนาเมืองยุคใหม่ในครั้งนี้ครอบคลุมทั้งโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และระบบนิเวศทางเศรษฐกิจอย่างครบวงจร ซึ่งจะช่วยยกระดับพื้นที่ EEC สู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจแห่งอนาคตของประเทศ และสร้างความต้องการที่อยู่อาศัยคุณภาพในวงกว้าง โดยลลิลฯประเมินว่าดีมานด์ที่อยู่อาศัยใหม่จาก EECiti มาจาก 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มผู้เชี่ยวชาญและบุคลากรรายได้สูง ทั้งชาวไทยและต่างชาติที่เข้ามาทำงานในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ ยานยนต์ไฟฟ้า, ดิจิทัล, AI, การบิน และโลจิสติกส์, กลุ่มนักลงทุนระดับนานาชาติ ที่ต้องการที่พักอาศัยเพื่อรองรับการพำนักระยะยาวหรือการลงทุนปล่อยเช่า และกลุ่มครอบครัวในพื้นที่ ที่มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการเติบโตทางเศรษฐกิจ

    มุมมองของลลิลฯ ในการเริ่มต้นพัฒนา EECiti จะเห็นดีมานด์จากกลุ่มผู้รับเหมาก่อสร้าง วิศวกร และแรงงานทักษะที่เข้ามารองรับการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่ในระยะยาว ตลาดจะเปลี่ยนผ่านสู่ Real Demand อย่างชัดเจน จากการเข้ามาตั้งฐานขององค์กรระดับโลก ศูนย์วิจัย และธุรกิจเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งช่วยยกระดับกำลังซื้อของผู้บริโภคในพื้นที่อย่างมีนัยสำคัญ เพื่อรองรับการเติบโตดังกล่าว ลลิลฯ ได้ศึกษาทำเลในภาคตะวันออกอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับพื้นที่ ชลบุรี, ศรีราชา และระยอง ซึ่งถือเป็น Strategic Location สำคัญจากศักยภาพในการเชื่อมต่อระหว่างนิคมอุตสาหกรรมหลัก เมืองใหม่ และระบบสาธารณูปโภค ทั้งโรงพยาบาล โรงเรียนนานาชาติ และโครงข่ายคมนาคมสมัยใหม่

    โดยการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นใน EEC สะท้อนให้เห็นชัดว่าความต้องการที่อยู่อาศัยของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ตอบโจทย์ทั้งการทำงาน ใช้ชีวิต และสุขภาวะที่ดีในระยะยาว ทั้งยังมองว่าผู้บริโภครุ่นใหม่ในพื้นที่ EEC มีความต้องการที่อยู่อาศัยที่แตกต่างจากอดีตอย่างชัดเจน โดยให้ความสำคัญกับ 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ Flexible & Hybrid Living หรือพื้นที่ใช้สอยที่ปรับเปลี่ยนได้ เช่น ห้องทำงาน Work from Home หรือห้องสตูดิโอส่วนตัว, Green & Eco-Friendly Living ที่เน้นบ้านประหยัดพลังงาน ระบบรองรับ EV Charger และวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึง Smart & Well-being Ecosystem ที่ผสานเทคโนโลยีอัจฉริยะเข้ากับพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่

    นอกจากนี้ ลลิลฯ ยังเดินหน้ายกระดับมาตรฐาน Green Living Standard ผ่านการพัฒนาบ้านประหยัดพลังงาน การออกแบบเพื่อการระบายอากาศที่ดี และการเพิ่มพื้นที่ส่วนกลางสีเขียวขนาดใหญ่ในโครงการ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการอยู่อาศัย ธรรมชาติ และสุขภาวะของผู้อยู่อาศัย โดยเชื่อว่าในอีก 5-10 ปีข้างหน้า การพัฒนา EECiti จะสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในด้านการกระจายรายได้ การยกระดับเมือง และการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยภาคตะวันออกมีแนวโน้มก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักของ GDP ประเทศไทย

    ทั้งนี้ EECiti จะมีบทบาทสำคัญของประเทศไทยบนเวทีโลก พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนระยะยาว และยกระดับมาตรฐานตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยสู่การแข่งขันด้านนวัตกรรมการอยู่อาศัยและความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น ผู้บริโภคจะได้รับประโยชน์จากที่อยู่อาศัยที่มอบคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นในทุกมิติ ฃ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://prop2morrow.com/867953/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3sbJ1ul5JZv3VYVGJT6rl9

  • ‘อ.กมล’ ชำแหละ ‘แลนด์บริดจ์’ พาชาติหายนะ เสนอทางเลือกอื่นที่ดีกว่า และยั่งยืนกว่า

    ‘อ.กมล’ ชำแหละ ‘แลนด์บริดจ์’ พาชาติหายนะ เสนอทางเลือกอื่นที่ดีกว่า และยั่งยืนกว่า

    1 ก.ค.2569- นายกมล กมลตระกูล นักวิขาการอิสระ เผยแพร่บทความ เรื่อง แลนด์บริดจ์พาชาติหายนะและทางเลือกอื่น มีเนื้อหาดังนี้

    รัฐต้องฟังเสียงประชาชน โดยเฉพาะคนในท้องที่หลายสิบจังหวัดที่จะได้รับผลกระทบโดยตรง
    โครงการแลนด์บริดจ์ (Landbridge) และกรอบสิทธิประโยชน์ที่ต่อยอดมาจาก พ.ร.บ. อีอีซี (EEC) (หมายถึง พ.ร.บ. เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เพื่อนำมาปรับใช้กับระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ หรือ SEC) ถือเป็นอภิมหาโครงการที่เปลี่ยนภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ของไทยอย่างเสร็จสมบูรณ์ ทว่าในมิติของความคุ้มค่าและการกระจายผลประโยชน์ ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องวิเคราะห์อย่างแยกส่วนและลึกซึ้ง ดังนี้

    1. กลุ่มทุนและประเทศที่ได้ประโยชน์มากที่สุด
    โครงการนี้ถูกออกแบบมาเพื่อเน้นการเป็น “เส้นทางลัด” และ “ฐานอุตสาหกรรมต่อเนื่อง” ดังนั้นผู้ที่ได้ประโยชน์สูงสุดจึงหนีไม่พ้นกลุ่มทุนขนาดใหญ่และประเทศมหาอำนาจที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับเส้นทางเดินเรือโลก

    ประเทศจีน (ประโยชน์ด้านภูมิรัฐศาสตร์และโลจิสติกส์): จีนเป็นประเทศที่ต้องการทางเลือกในการลดความเสี่ยงจากการพึ่งพา “ช่องแคบมะละกา” (Malacca Dilemma) หากแลนด์บริดจ์เกิดขึ้นและมีการเชื่อมโยงกับทางรถไฟสายจีน-ลาว-ไทย จะช่วยให้การขนส่งสินค้าและพลังงานจากตะวันออกกลางเข้าสู่จีนตอนใต้มีความมั่นคงและหลากหลายขึ้น สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ Belt and Road Initiative (BRI)

    กลุ่มทุนข้ามชาติและสายการเดินเรือ (Shipping Lines): กลุ่มบริษัทโลจิสติกส์ทางทะเลขนาดใหญ่ที่สามารถบริหารจัดการกองเรือแบบ “Feeder” (เรือขนาดเล็กที่ขนส่งเชื่อมต่อ) ย้ายสินค้าข้ามฝั่งอ่าวไทย-อันดามัน โดยไม่ต้องอ้อมช่องแคบมะละกา

    กลุ่มทุนใหญ่ในประเทศ (นิคมอุตสาหกรรม ก่อสร้าง และอสังหาริมทรัพย์): อานิสงส์จากโมเดล พ.ร.บ. อีอีซี ที่จะถูกนำมาปลดล็อกในพื้นที่ ทั้งสิทธิการเช่าที่ดินระยะยาว (สูงสุด 99 ปีตามกรอบกฎหมายพิเศษ) การยกเว้นภาษี และการรวบรวมที่ดินเพื่อทำนิคมอุตสาหกรรมแปรรูปขั้นปลาย (เช่น ปิโตรเคมี พลังงาน หรืออุตสาหกรรมฐานชีวภาพ) กลุ่มทุนที่ถือครองที่ดินหรือมีศักยภาพในการรับสัมปทานจะได้ประโยชน์เชิงพาณิชย์สูงสุด
    ยังไม่พูดถึงเงินทอนของงบ 1.1 ล้านบาทไม่ว่าจะมาจากภาคส่วนไหน

    ยังไม่สายเกินไปที่รัฐบาล อนุทิน จะยอมถอย เนื่องจาก:
    1. เงื่อนไขทางกฎหมายและผลกระทบ (EIA / EHIA)
    ปัจจุบันโครงการยังอยู่ระหว่างการจัดทำและพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ซึ่งภาคประชาชน ชุมชนท้องถิ่น และนักวิชาการยังมีสิทธิ์อันชอบธรรมตามกฎหมายในการดำเนินการดังนี้ คือ

    1. เข้าชื่อคัดค้านและให้ข้อมูลโต้แย้ง ในเวทีรับฟังความคิดเห็น

    2.ชี้ให้เห็นถึงความบกพร่องของรายงาน หากพบว่าข้อมูลผลกระทบต่อการประมง การท่องเที่ยว และวิถีชุมชนไม่ตรงกับข้อเท็จจริง

    3.การฟ้องร้องต่อศาลปกครอง หากกระบวนการอนุมัติหรือการจัดทำรายงานส่อเค้าว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือขาดการมีส่วนร่วมที่แท้จริง

    4. ร่าง พ.ร.บ. SEC ยังไม่ผ่านสภาอย่างสมบูรณ์
    กรอบสิทธิประโยชน์แบบเดียวกับ EEC ที่จะนำมาใช้กับแลนด์บริดจ์ จำเป็นต้องมีกฎหมายเฉพาะมารองรับ (ร่าง พ.ร.บ. เขตพัฒนาพิเศษภาคใต้) ซึ่งกระบวนการทางนิติบัญญัติในสภายังต้องผ่านอีกหลายวาระ ตัวแทนภาคประชาชนและพรรคการเมืองฝ่ายค้านยังสามารถใช้อำนาจในสภาเพื่อแก้ไข ตัดทอน หรือระงับกฎหมายฉบับนี้ได้ หากเห็นว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนข้ามชาติเกินขอบเขต (เช่น ประเด็นการเช่าที่ดิน 99 ปี)

    ข้อเท็จจริง : ใครได้ ใครเสีย
    1. ความคุ้มค่าต่ออาชีพชุมชน การท่องเที่ยว และสิ่งแวดล้อม
    หากประเมินด้วยกรอบคิดทางเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมและสังคม ความคุ้มค่าของโครงการนี้ยังคงเป็นเครื่องหมายคำถามขนาดใหญ่เนื่องจากต้นทุนที่ท้องถิ่นต้องแบกรับสูงมาก
    ผลกระทบต่ออาชีพและการประมง: พื้นที่ระนองและชุมพรพึ่งพิงเศรษฐกิจฐานรากจากการประมงพื้นบ้านและการเกษตรกรรมมูลค่าสูง (เช่น สวนทุเรียน) การถมทะเลสร้างท่าเรือน้ำลึกขนาดใหญ่และการสร้างเส้นทางเชื่อมต่อ (Motorway + Railway) กว้างเป็นกิโลเมตร จะทำลายระบบนิเวศชายฝั่งและตัดขาดเส้นทางทำกินของชุมชนดั้งเดิมอย่างสิ้นเชิง

    วิกฤตการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์: ฝั่งอันดามัน (ระนอง) มีจุดขายสำคัญคือความเป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพบ่อน้ำแร่ธรรมชาติ และพื้นที่อนุรักษ์ระดับโลก การเปลี่ยนพื้นที่ให้เป็นเขตอุตสาหกรรมหนักและท่าเรือตู้สินค้า จะลดทอนมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยวระยะยาวที่ไทยเคยได้เปรียบ

    ต้นทุนสิ่งแวดล้อมที่ย้อนกลับไม่ได้: การขุดเจาะอุโมงค์ทะลุแนวเขาศก การถมทะเล และการเสี่ยงต่อมลพิษทางทะเลจากเรือบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่ อาจส่งผลกระทบต่อกลุ่มป่ามรดกโลกและพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความอ่อนไหวสูง เกาะแก่ง แหล่งท่องเที่ยว และสัตว์น้ำ

    ทางเลือกอื่นที่ดีกว่าและยั่งยืนกว่า
    หากเป้าหมายคือการพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้และการยกระดับขีดความสามารถของประเทศ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ข้ามฟากเพียงอย่างเดียว มีทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ที่น่าพิจารณาดังนี้ครับ

    1. การพัฒนาโครงข่ายเชื่อมโยงในประเทศ (Multi-modal Transport)
    เน้นการลงทุนใน รถไฟทางคู่ และการปรับปรุงท่าเรือที่มีอยู่เดิม (เช่น ท่าเรือระนองดั้งเดิม หรือท่าเรือสงขลา) ให้เป็นท่าเรือเฉพาะทางเพื่อส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมจากภาคใต้ไปยังกลุ่มประเทศ BIMSTEC (อินเดีย บังกลาเทศ ศรีลังกา) โดยตรง แทนที่จะหวังพึ่งพาการเป็นทางผ่านสินค้าของโลก (Transshipment Hub) ซึ่งมีความผันผวนสูง

    2. ระเบียงเศรษฐกิจมูลค่าสูงบนฐานทรัพยากรเดิม (Green & Bio-Economy Corridor)
    แทนที่จะใช้โมเดลนิคมอุตสาหกรรมหนักแบบอีอีซี (EEC) ดั้งเดิม เปลี่ยนมาใช้โมเดล “เศรษฐกิจสีเขียว” และ “เศรษฐกิจมูลค่าสูง”:
    แปรรูปเกษตรขั้นสูง: ยกระดับภาคใต้ให้เป็นศูนย์กลางนวัตกรรมยางพาราและปาล์มน้ำมันระดับโลก (Biorefinery)
    Wellness & Premium Tourism: พัฒนาพื้นที่ระนอง-พังงา-ภูเก็ต-ชุมพร ให้เป็นเขตพิเศษด้านการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และการพักผ่อนระดับสูง ซึ่งสร้างรายได้ตรงสู่ท้องถิ่นมากกว่าและทำลายสิ่งแวดล้อมน้อยกว่า

    3. โมเดลการกระจายอำนาจทางเศรษฐกิจ (Local Empowerment)
    ปรับแก้กฎหมายเชิงสิทธิประโยชน์ให้เอื้อต่อผู้ประกอบการท้องถิ่นและวิสาหกิจชุมชน การประมงพื้นบ้าน แทนการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีและที่ดินแก่ทุนข้ามชาติขนาดใหญ่เพียงกลุ่มเดียว เพื่อให้เม็ดเงินจากการพัฒนาหมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจฐานรากอย่างแท้จริง

    ภาคประชาชนควรสร้างยุทธศาสตร์ในการคัดค้าน:
    สร้างความ ความลังเลของนักลงทุนต่างชาติ (Financial Viability)
    นี่คือจุดอ่อนสำคัญที่สุดของโครงการ รัฐบาลไทยต้องการให้ ต่างชาติเป็นผู้ลงทุน 100% ในลักษณะสัมปทาน (PPP) แต่จนถึงปัจจุบัน กลุ่มทุนใหญ่จากทั้งจีน ตะวันออกกลาง หรือยุโรป ยังคงตั้งคำถามอย่างหนักเกี่ยวกับความคุ้มค่าในเชิงพาณิชย์ (ความคุ้มค่าของเวลาในการยกตู้สินค้าข้ามฝั่งเปรียบเทียบกับการวิ่งผ่านช่องแคบมะละกา)

    หากเสียงคัดค้านในประเทศดังพอ และมีการชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงด้านมวลชน มิติสิ่งแวดล้อม รวมถึงต้นทุนแฝง นักลงทุนต่างชาติจะยิ่งเพิ่มความระมัดระวัง เพราะไม่มีใครอยากเอาเงินแสนล้านมาทิ้งไว้กับโครงการที่มีความขัดแย้งสูงและเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องในอนาคต
    แนวทางการขับเคลื่อนที่ “มากกว่าแค่การปฏิเสธ”

    การคัดค้านที่มีน้ำหนักที่สุดในปัจจุบันไม่ใช่การบอกว่า ไม่เอา แต่คือการเสนอ “แผนพัฒนาทางเลือก” ที่จับต้องได้ เพื่อสู้กับวาทกรรมเรื่องความยากจนและการพัฒนาประเทศ ดังนี้ :

    2.1. ยกระดับข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์: ยื่นข้อเสนอให้รัฐบาลเปลี่ยนงบประมาณและทรัพยากรที่จะใช้กับแลนด์บริดจ์ มาลงทุนในยุทธศาสตร์ทางเลือกที่ยั่งยืนกว่า (เช่น เศรษฐกิจชีวภาพ และเส้นทางรถไฟทางคู่เพื่อการส่งออกกลุ่ม BIMSTEC)

    2.2. สร้างพันธมิตรข้ามภาคส่วน: เชื่อมโยงกลุ่มประมงพื้นบ้าน กลุ่มผู้ประกอบการท่องเที่ยวฝั่งอันดามัน-อ่าวไทย และเครือข่ายนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์และโลจิสติกส์ เพื่อออกบทวิเคราะห์ที่หักล้างตัวเลขความคุ้มค่าเกินจริงของภาครัฐ

    2.3. การกดดันผ่านกลไกสากล: หากมีกลุ่มทุนหรือธนาคารต่างชาติสนใจเข้าร่วม การส่งข้อมูลผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนไปยังผู้ให้ทุนเหล่านั้น (ตามหลักการดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืน หรือ ESG) จะเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังมากในการหยุดยั้งโครงการจากต้นทางทุน
    ดังนั้น โครงการระดับล้านล้านที่ต้องพึ่งพาทั้งกฎหมายพิเศษและเงินทุนต่างชาติเช่นนี้ ตราบใดที่เสาเข็มแรกยังไม่ได้เจาะ และสัญญาสัมปทานยังไม่ได้เซ็น…

    ย่อมไม่มีคำว่าสายเกินไปสำหรับการทบทวนสำหรับภาครัฐ และการคัดค้านสำหรับภาคประชาสังคมและชุมชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/1024264/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2lmRFQVAeDKmX1qRxbaOdg

  • ป.ป.ส. แย้มรู้ตัวแก๊งรับยาปลายทางคดี “แอร์สาว” จ่อเปิดฉากลุยล้างบางเครือข่ายใน 2 วัน | เดลินิวส์

    ป.ป.ส. แย้มรู้ตัวแก๊งรับยาปลายทางคดี “แอร์สาว” จ่อเปิดฉากลุยล้างบางเครือข่ายใน 2 วัน | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 1 ก.ค. ที่สำนักงาน ป.ป.ส. พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. แถลงความคืบหน้าภายหลังประชุมลับร่วมกับผู้แทนตำรวจสหพันธ์ออสเตรเลีย (AFP) 1.คริสตี้-ลี เครสซี เจ้าหน้าที่อาวุโส สำนักงานตำรวจสหพันธ์ออสเตรเลีย กรุงเทพฯ 2.เบรนดอน แบสฟอร์ด เจ้าหน้าที่ตำรวจประสานงาน สำนักงานตำรวจสหพันธ์ออสเตรเลีย กรุงเทพฯ และหน่วยความมั่นคงชายแดนออสเตรเลีย (ABF) 1.เจมส์ ไรอัน ที่ปรึกษาสำนักงานพิทักษ์เขตแดนแห่งออสเตรเลีย 2.บรรพต เด่นเมธารัตน์ ผู้ดูแลโครงการอาวุโส สำนักงานพิทักษ์เขตแดนแห่งออสเตรเลีย นานกว่า 1 ชั่วโมง

    โดยระบุว่า ทั้งสองประเทศได้แลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกจนรู้ตัวละครในขบวนการทั้งหมดแล้ว ทั้งฝั่งคนส่ง คนโอนเงิน และคนรอรับของปลายทางที่ออสเตรเลีย แต่ต้องขอสงวนรายละเอียดเพื่อขยายผลจับกุม

    ทางด้านการดำเนินคดีกับ น.ส.มีนา แอร์สาวไทย ทางการออสเตรเลียยืนยันให้ความเป็นธรรมและจัดหาทนายความให้ ส่วนปมสู้คดีเรื่องการยินยอมสำแดงสัมภาระ 12 ใบ ให้ศุลกากรตรวจจนเจอเฮโรอีนนั้น ถือเป็นสิทธิตามกระบวนการยุติธรรม ซึ่งขณะนี้ของกลางยังอยู่ระหว่างการตรวจแล็บหาปริมาณที่แน่ชัด

    ทั้งนี้ เลขาฯ ป.ป.ส. แย้มข่าวดีว่า เริ่มมีพลเมืองดีแจ้งเบาะแสไรเดอร์รถเก๋งดำที่ส่งยาเสพติดจริงเข้ามาบ้างแล้ว พร้อมประกาศเตรียมจับมือตำรวจนครบาล เปิดปฏิบัติการปูพรมตรวจค้นเครือข่ายยาเสพติดครั้งใหญ่ภายใน 1-2 วันนี้ ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีได้เล็งเห็นความสำคัญ โดยเตรียมเดินทางมาเป็นประธานประชุมบอร์ด ป.ป.ส. ในวันที่ 3 ก.ค. นี้ เพื่อยกระดับมาตรการสแกนยาเสพติดข้ามชาติให้เข้มงวดยิ่งขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5992179/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1jfVmOvUqJCPDM2kEnGX5t

  • วว. จับมือ พิชญ์อนันต์ฯ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน วิจัยพัฒนาแปรรูปขยะพลาสติกเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยเทคโนโลยีไพโรไลซิส

    วว. จับมือ พิชญ์อนันต์ฯ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน วิจัยพัฒนาแปรรูปขยะพลาสติกเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยเทคโนโลยีไพโรไลซิส

    ดร.พัชทรา มณีสินธุ์ รองผู้ว่าการวิจัยและพัฒนาด้านพัฒนาอย่างยั่งยืน สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และ นางสาวเอมอร พิชญ์ภักดีอนันต์ กรรมการบริษัทพิชญ์อนันต์ จำกัด ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงบริการวิจัย “โครงการวิจัยและพัฒนาการแปรรูปขยะพลาสติกเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยเทคโนโลยีไพโรไลซิส เพื่อการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์” ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยน “ความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม” ให้กลายเป็น “โอกาสทางธุรกิจที่ยั่งยืน” ร่วมกัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและทดสอบระบบต้นแบบในระดับกึ่งอุตสาหกรรม (Pilot Scale) ที่มุ่งเน้นความเสถียร ความปลอดภัย และความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ สู่การยกระดับการจัดการสิ่งแวดล้อมและพลังงานของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยมี คณะผู้บริหารและทีมงานบริษัทพิชญ์อนันต์ฯ ดร.รุจิรา จิตรหวัง ผู้เชี่ยวชาญวิจัยและรักษาการผู้อำนวยการ ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมพลังงานสะอาดและสิ่งแวดล้อม คณะวิจัยและบุคลากร วว. ร่วมเป็นเกียรติและแสดงความยินดี ในวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ณ ห้องประชุม กวท. ชั้น 8 อาคาร RD1 วว. เทคโนธานี คลองห้า จังหวัดปทุมธานี

    วว. จับมือ พิชญ์อนันต์ฯ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน วิจัยพัฒนาแปรรูปขยะพลาสติกเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยเทคโนโลยีไพโรไลซิส

    “…ปัญหาขยะพลาสติกเป็นเรื่องใหญ่ที่ทุกคนต้องช่วยกันจัดการ ทาง วว. เราไม่ได้มองแค่การวิจัยในห้องแล็บ แต่เรามองถึงการนำนวัตกรรมไปใช้ได้จริงในเชิงพาณิชย์ เทคโนโลยีไพโรไลซิสแบบไร้มลพิษที่ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมพลังงานสะอาดและสิ่งแวดล้อม วว. พัฒนาขึ้น จะถูกนำมาต่อยอดและพิสูจน์ผลในระดับกึ่งอุตสาหกรรมร่วมกับทางบริษัทฯ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะเปลี่ยนขยะพลาสติกให้เป็นพลังงานหมุนเวียนที่มีมูลค่า เชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมว่า ความร่วมมือของเราในวันนี้ จะเป็นโมเดลต้นแบบที่สร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับทั้งสิ่งแวดล้อม และสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนให้กับภาคธุรกิจ ได้อย่างแท้จริง…” รองผู้ว่าการวิจัยและพัฒนาด้านพัฒนาอย่างยั่งยืน กล่าวสรุป วว. จับมือ พิชญ์อนันต์ฯ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน วิจัยพัฒนาแปรรูปขยะพลาสติกเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยเทคโนโลยีไพโรไลซิส

    นางสาวเอมอร พิชญ์ภักดีอนันต์ ในฐานะผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจด้านรีไซเคิลขยะพลาสติก กล่าวแสดงความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะเปลี่ยนผ่านขยะพลาสติกให้กลายเป็นพลังงานทดแทนที่มีมูลค่าสูงและใช้งานได้จริงว่า ในฐานะภาคเอกชน เราเล็งเห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะขยะพลาสติกที่นับวันจะเพิ่มมากขึ้น การได้ร่วมมือกับ วว. ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยชั้นนำของประเทศ ทำให้เรามีความมั่นใจอย่างยิ่งในการนำองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาปลดล็อกขีดความสามารถทางการค้า บริษัทฯ พร้อมที่จะสนับสนุนการขับเคลื่อนโครงการนี้จากระดับห้องปฏิบัติการไปสู่ระดับกึ่งอุตสาหกรรม เพื่อเปลี่ยนขยะพลาสติกที่เคยเป็นภาระให้กลายเป็นพลังงานทดแทนที่มีคุณภาพ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงในเชิงพาณิชย์ และสร้างความมั่นคงทางพลังงานควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

    เทคโนโลยีไพโรไลซิส (Pyrolysis) มีประสิทธิภาพในการแปรรูปขยะพลาสติกภายใต้สภาวะที่ไม่มีออกซิเจน โดยสามารถเปลี่ยนขยะพลาสติกที่ใช้แล้วให้เป็นเชื้อเพลิงเหลวเทียบเท่าดีเซล ก๊าซโซลีน และก๊าซหุงต้ม จากขยะพลาสติกประเภทต่าง ๆ ที่สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งช่วยลดปริมาณของเสียที่ต้องนำไปฝังกลบ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเทคโนโลยีไพโรไลซิสที่นำมาใช้ในโครงการนี้จะเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ไขปัญหาวิกฤตขยะพลาสติกล้นเมือง พร้อมทั้งตอบโจทย์โมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) ด้วยการเปลี่ยน “ขยะ” ให้เป็น “ขุมพลังงานทางเลือก” ที่ช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันฟอสซิลและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ที่ซึ่งเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อมสามารถเติบโตร่วมกันได้อย่างมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน

    สอบถามรายละเอียดและรับบริการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านพลังงานจาก ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมพลังงานสะอาดและสิ่งแวดล้อม วว. ติดต่อได้ที่ call center โทร. 0 2577 9000 หรือที่ระบบบริการลูกค้า “วว JUMP”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/ieqn0ivxr330fdoadpaw7hdnqp4nub9c&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07-VuvjO4kWOyGPycaaIXI

  • ‘ศรพล’ รับตำแหน่งเลขาฯกบข.คนที่8 ลุยยกระดับการลงทุน-สร้างความมั่นคงให้สมาชิก

    ‘ศรพล’ รับตำแหน่งเลขาฯกบข.คนที่8 ลุยยกระดับการลงทุน-สร้างความมั่นคงให้สมาชิก

    ศรพล ตุลยะเสถียร’ เข้ารับตำแหน่งเลขาธิการ กบข. คนที่ 8 อย่างเป็นทางการ พร้อมนำองค์กรยกระดับลงทุนอย่างมืออาชีพตามมาตรฐานสากล ขับเคลื่อนการลงทุนอย่างยั่งยืนตามแนวทาง ESG เพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินให้สมาชิก เสริมแกร่งเศรษฐกิจไทยสู่อนาคต

    1 ก.ค. 69 – ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2569 นายศรพล ตุลยะเสถียร ได้เข้ารับตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) อย่างเป็นทางการ มีวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2569 เป็นต้นไป โดยการเข้ารับตำแหน่งของนายศรพลนับเป็นอีกก้าวสำคัญของ กบข. ในการขับเคลื่อนภารกิจดูแลเงินออมเพื่อการเกษียณของสมาชิกกว่า 1.2 ล้านราย ให้มีความมั่นคงในระยะยาว ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจและการลงทุนที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

    โดยนายศรพลมีความเชี่ยวชาญครอบคลุมทั้งด้านตลาดเงิน ตลาดทุน นโยบายเศรษฐกิจ และการบริหารองค์กรการเงิน ซึ่งจะมีส่วนสำคัญในการยกระดับศักยภาพของ กบข. สู่การลงทุนอย่างมืออาชีพตามมาตรฐานสากล ควบคู่กับการผลักดันบทบาทของ กบข. ในฐานะนักลงทุนสถาบันที่ให้ความสำคัญกับ ESG เพื่อสร้างผลตอบแทนระยะยาวให้สมาชิก และมีส่วนร่วมต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน

    ขณะเดียวกันจะเดินหน้าต่อยอดบทบาทการดูแลสมาชิกสู่การเป็นพันธมิตรที่เข้าใจสมาชิกในแต่ละช่วงชีวิต โดยใช้ข้อมูลและนวัตกรรมเพื่อพัฒนาการสื่อสารและบริการให้ตรงความต้องการมากขึ้น เพื่อสนับสนุนให้สมาชิกวางแผนการเงินได้อย่างเหมาะสม และมีเงินเพียงพอสำหรับชีวิตหลังเกษียณ

    นอกจากนี้ นายศรพล มีประสบการณ์ครอบคลุมทั้งในแวดวงตลาดเงินตลาดทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ เคยดำรงตำแหน่งสำคัญ อาทิ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กรและการเงิน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.), ผู้อำนวยการสำนักนโยบายเศรษฐกิจมหภาค สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.), รองโฆษกกระทรวงการคลัง รวมถึงเคยร่วมงานที่ฝ่ายบริหารการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/1024398/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0DZk5SxYW_oyO0cl8i4DAB

  • งบประมาณ 2570 จะช่วยให้คนไทยในอนาคต “มีรายได้เพิ่มขึ้น” เช่นคนในประเทศรายได้สูงหรือไม่ ? – BBC News ไทย

    งบประมาณ 2570 จะช่วยให้คนไทยในอนาคต “มีรายได้เพิ่มขึ้น” เช่นคนในประเทศรายได้สูงหรือไม่ ? – BBC News ไทย

    วิพากษ์ ร่าง พ.ร.บ.งบฯ 2570 ช่วยวางรากฐานเศรษฐกิจให้ไทยยกระดับสู่ประเทศรายได้สูงใน 12 ปีข้างหน้าหรือไม่ ?

    ที่มาของภาพ, Thai News Pix

    คำบรรยายภาพ, อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ขณะหาเสียงเลือกตั้ง ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
      • Author, ปณิศา เอมโอชา
      • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
    • Published

    • เวลาอ่าน: 12 นาที

    เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. ในการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ครั้งที่ 1/2569 ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นั่งเป็นประธาน พร้อมด้วยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐบาลเสนอนโยบาย “Reinvent Thailand” (อาจแปลเป็นภาษาไทยว่า ‘สร้างประเทศไทยขึ้นมาใหม่’) ซึ่งแผนนี้มีเป้าหมายที่จะยกระดับศักยภาพในการแข่งขันของไทย และสัญญาว่าจะพาเราไปสู่การเป็นประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี และยังระบุว่า จะส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ให้สูงกว่า 3% ต่อปี

    คล้อยหลังแค่เพียงหนึ่งวันเท่านั้น ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบต่อร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ที่สำนักงบประมาณเป็นผู้เสนอ และขณะนี้ ร่างฯ ดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฏร ซึ่งกินเวลาถึง 3 วัน ระหว่างวันที่ 29 มิ.ย. ถึงวันนี้ (1 ก.ค.)

    ในบทความชิ้นนี้ บีบีซีไทยสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐศาสตร์ ประกอบกับการรวบรวมความคิดเห็นและการวิจารณ์ร่างงบประมาณดังกล่าวว่าจะสามารถช่วยให้เศรษฐกิจของไทยในปี 2570 รวมไปถึงการเป็นฐานรากของปีต่อ ๆ ไป เติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนตามที่รัฐบาลตั้งเป้าเอาไว้ได้หรือไม่

    อะไรคือหัวใจสำคัญของการเติบโตระยะยาว

    ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ Gross Domestic Product ซึ่งมักถูกเรียกย่อ ๆ ว่า ‘จีดีพี’ นั้นเกิดจากสมการที่เขียนว่า “GDP = C+I+G+(X-M)”

    โดยตัวอักษรภาษาอังกฤษแต่ละตัวหมายถึง

    • ‘C’ หรือ Consumption หมายถึง การบริโภคของภาคเอกชนและประชาชน
    • ‘I’ หรือ Investment หมายถึง การลงทุนจากภาคเอกชน
    • ‘G’ หรือ Government Spending หมายถึง การลงทุนหรือค่าใช้จ่ายจากภาครัฐ
    • ‘X’ หรือ Export หมายถึง มูลค่าการส่งออก
    • ‘M’ หรือ Import หมายถึง มูลค่าการนำเข้า

    จากสมการดังกล่าวนี้ จะเห็นได้ว่าการใช้จ่ายของภาครัฐ ซึ่งแต่ละปีจะถูกวางเอาไว้ในกรอบของงบประมาณของแต่ละประเทศนั้น มีส่วนสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, “การเพิ่มขึ้น (หรือลดลง) ของการลงทุนภาครัฐ จะนำไปสู่การเพิ่มขึ้น (หรือลดลง) ของจีดีพีในระยะยาว” ผู้เขียนรายงานของธนาคารโลกชี้

    งานศึกษาเรื่อง Public Investment, Government Consumption, and Growth: A Long Run Analysis (อาจแปลเป็นภาษาไทยว่า ‘การลงทุนภาครัฐ การบริโภคภาครัฐ และการเติบโตทางเศรษฐกิจ: การวิเคราะห์ระยะยาว’) โดยธนาคารโลก ที่เผยแพร่เมื่อเดือน ต.ค. 2024 เข้าไปศึกษารูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างการลงทุนและการบริโภคภาครัฐกับตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แท้จริง (Real GDP) หรือหมายถึงการเอาตัวเลขจีดีพีปรับออกด้วยอัตราเงินเฟ้อ ใน 112 ประเทศทั่วโลก ระหว่างปี 1960-2019

    ผู้เขียนรายงานชิ้นนี้ของธนาคารโลก พบว่า โดยเฉลี่ยแล้ว ทั้งการลงทุนภาครัฐและการบริโภคภาครัฐต่างมีผลกระทบเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติต่อผลผลิตทางเศรษฐกิจ (GDP) ในระยะสั้น โดยที่ผลกระทบของการบริโภคภาครัฐจะมีขนาดใหญ่กว่าก็ตาม ทว่าสำหรับการเติบโตระยะยาวนั้น ตัวแปรจะไปอยู่ที่ “การลงทุนภาครัฐมากกว่า”

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    “การเพิ่มขึ้น (หรือลดลง) ของการลงทุนภาครัฐ จะนำไปสู่การเพิ่มขึ้น (หรือลดลง) ของจีดีพีในระยะยาว” ผู้เขียนรายงานชี้

    ตามข้อมูลของธนาคารโลก​ ณ ปี 2024 ประเทศไทยอยู่ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลาง-ระดับสูง (Upper-middle Income) โดยมีจีดีพีต่อหัวหรือค่าเฉลี่ยรายได้ของประชากรต่อคนต่อปี อยู่ที่ 7,346.62 ดอลลาร์สหรัฐ (คำนวณตามค่าเงิน ณ ปี 2024) คิดเป็นตัวเลขประมาณ 245,182 บาท (ตามอัตราแลกเปลี่ยนในปัจจุบัน)

    ปัจจุบัน ธนาคารโลกกำหนดว่า ประเทศที่มีรายได้สูงจะต้องมีค่าเฉลี่ยรายได้ของประชากรต่อคนต่อปี มากกว่า 13,935 ดอลลาร์สหรัฐ ขึ้นไป คิดเป็นตัวเลขประมาณ 465,059 บาท (ตามอัตราแลกเปลี่ยนในปัจจุบัน)

    หากไทยจะขยับขึ้นมาเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2037 หรืออีก 11 ปีต่อจากนี้ ประเทศจะต้องมีจีดีพีที่เติบโตราว ๆ 5% ต่อปี “พร้อมกับแหล่งที่มาของการเติบโตแบบใหม่” อ้างอิงจากรายงานติดตามภาวะเศรษฐกิจไทย (Thailand Economic Monitor) ฉบับ ก.พ. 2026 ของธนาคารโลก

    ด้วยเหตุนี้ คำถามที่สำคัญที่สุดคือ ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 นั้น จะช่วยให้เราบรรลุเป้าหมายนั้นได้หรือไม่ ขณะที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย ประเมินไว้​ ณ วันที่ 24 มิ.ย. ว่า ตัวเลขจีดีพีของปี 2570 จะอยู่ที่ 1.8%

    งบลงทุนคือกุญแจตัวกระตุ้น ‘จีดีพี’

    นายฐากูร จุลินทร ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณของรัฐสภา (สงธ.) กล่าวไว้ในงานสัมมนาวิชาการเรื่อง วิเคราะห์ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 26 มิ.ย. ว่า โดยรวมแล้ว ตัวเลขงบประมาณ 3.78 ล้านล้านบาท นับว่าเพิ่มขึ้นเพียง 7.4 พันล้านบาท หรือคิดเป็น 0.2% เท่านั้น เพราะฉะนั้น “อย่าไปคาดหวังกับงบประมาณปี 2570 ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง”

    เขาอธิบายว่าสิ่งที่น่ากังวลมากไปกว่ากรอบตัวเลขรวม คือสัดส่วนระหว่างรายจ่ายลงทุนเทียบกับวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีทั้งหมด

    เมื่อเข้าไปดูในร่าง พ.ร.บ.งบฯ ดังกล่าวพบว่าแผนรายจ่ายประจำของปี 2570 กินพื้นที่ไปแล้วถึง 73.6% ของงบทั้งหมดของรัฐบาล หรือคิดเป็นตัวเลข 2.78 ล้านล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้น 5% จากงบปี 2569 ขณะที่รายจ่ายลงทุนหดตัวลงมาเหลือแค่เพียง 20.8% ของงบประมาณรายจ่ายทั้งหมด หรือคิดเป็นตัวเลข 7.89 แสนล้านบาท ปรับลดลงจากรายจ่ายลงทุนปีก่อนหน้าถึง 8.4%

    ต่อมิติโครงสร้างของงบประมาณเช่นนั้น นายฐากูร ชี้ว่านี่จึงเป็นร่างงบประมาณ “ที่คาดหวังในเชิงผลลัพธ์ได้ยาก เพราะว่ารายจ่ายประจำเพิ่มขึ้น 1.3 แสนล้านบาท แต่รายจ่ายลงทุนลดลงประมาณ 7 หมื่นล้านบาท เพราะฉะนั้น เราจะไปคาดหมายหรือคาดหวังในเชิงผลลัพธ์ไม่ได้เลย” โดยผลลัพธ์ที่เขาพูดถึงนั้นคือศักยภาพในการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ผู้อำนวยการ สงธ.รายนี้ อธิบายว่า เมื่อรัฐบาลนำงบที่มีอยู่ไปใช้เพื่อการลงทุน เมื่อนั้นเม็ดเงินจะถูกแปรสภาพไปเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งอาจแบ่งย่อยลงไปได้อีกว่า หากเป็นการลงทุนด้านสาธารณูปโภค อาทิ ถนน แหล่งน้ำ ไฟฟ้า หรือการประปา ผลกระทบเชิงบวกจะมีทั้งแบบ “backward effect” หรือหมายถึงผลกระทบที่ย้อนกลับไปสู่ต้นนำ และ “forward effect” หรือผลกระทบที่ส่งต่อไปข้างหน้า

    ยกตัวอย่างเช่น หากรัฐบาลมีการลงทุนสร้างทางรถไฟ ผลกระทบเชิงบวกที่กลับไปสู่ต้นน้ำก็คืออุตสาหกรรมการผลิตที่ป้อนวัตถุดิบในการผลิตรถไฟ รวมไปถึงแรงงานที่ถูกจ้างงาน ขณะเดียวกันเมื่อมองไปข้างหน้า รางรถไฟที่เสร็จแล้วก็สามารถช่วยส่งเสริมฝั่งโลจิสติกส์หรือภาคการท่องเที่ยวได้

    ขณะเดียวกัน รายจ่ายลงทุนของภาครัฐอีกแบบหนึ่ง อาทิ การลงทุนกับอาคารสถานที่ราชการ จะได้ประโยชน์แค่เพียงฝั่งย้อนกลับไปหาต้นน้ำเท่านั้น เพราะการสร้างอาคารราชการหนึ่งหลังแทบไม่สร้างให้เกิดผลผลิตทางเศรษฐกิจได้ แต่อาจช่วยอำนวยความสะดวกต่อผู้มาติดต่อราชการ

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, การลงทุนด้านสาธารณูปโภค อาทิ ถนน แหล่งน้ำ ไฟฟ้า หรือการประปา ผลกระทบเชิงบวกจะมีทั้งแบบ “backward effect” หรือหมายถึงผลกระทบที่ย้อนกลับไปสู่ต้นนำ และ “forward effect” หรือผลกระทบที่ส่งต่อไปข้างหน้า

    ด้าน ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) บอกกับบีบีซีไทยว่า โดยหลักแล้วงบประมาณของรัฐนั้นจำแนกได้เป็น 2 ประเภทคือ “งบที่รักษาสภาพกับงบที่ทำให้เฟื่องฟู” ซึ่งงบรายจ่ายประจำจะหมายถึงแบบแรก และงบลงทุนจะหมายถึงแบบหลัง

    อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ผู้นี้วิเคราะห์ว่า สำหรับประเทศไทย สัดส่วนราว 70% ที่ใช้ไปกับงบประจำกำลังบอกสังคมว่าประเทศไทยมีภาคราชการที่ใหญ่ ซึ่งแท้จริงแล้วไม่ใช่เรื่องผิด หากภาคส่วนที่ใหญ่นี้กลายเป็นรากฐานในการเติบโตของประเทศได้ แบบที่เรียกว่า “ภาคราชการที่ยิ่งใหญ่ต้องสร้างเศรษฐกิจที่ใหญ่ยิ่ง” เพราะสุดท้ายแล้ว ภาคราชการแบบนี้จะสามารถสร้างและเก็บเงินภาษีเข้ามาเป็นรายได้ของภาครัฐสืบไปได้

    อย่างไรก็ดี เขาชี้ว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่ประเทศไม่สามารถหารายได้หรือเศรษฐกิจไม่ดีพอจะสร้างรายได้ให้เพิ่มขึ้น แต่รายจ่ายประจำกลับเท่าเดิม เมื่อนั้นเงินส่วนใหญ่ที่หาไม่ได้และไม่พอใช้อยู่แล้วก็ต้องถูกแบ่งไปจ่ายให้กับรายจ่ายประจำก่อน “แล้วเหลือเท่าไหร่ค่อยลงทุน มันเลยเป็นสัดส่วนแบบนี้ เพราะฉะนั้นอาการนี้มันคืออาการที่มันเงินมันไม่เฟื่องฟูพอ เศรษฐกิจมันไม่โตพอ”

    นอกจากนักเศรษฐศาสตร์และนักวิเคราะห์ภายนอกจะออกมาแสดงความกังวลต่อตัวเลขงบลงทุนประจำปี 2570 ของรัฐบาลแล้ว สถานการณ์ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่ออภิปรายงบประมาณประจำปีงบประมาณ 2570 ก็ตั้งข้อสังเกตรวมถึงวิพากษ์วิจารณ์ต่อการวางแผนจัดการงบประมาณของรัฐบาลนายอนุทินด้วย

    ทั้ง น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) รวมไปถึง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ต่างก็หยิบยกมิตินี้ขึ้นมาวิจารณ์

    ฝั่ง น.ส.ศิริกัญญา เธอชี้ว่านี่คือการบริหารงบแบบ “ฝีแตก” โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่องบลงทุนของแต่ละกระทรวงหรือหน่วยงานต่าง ๆ ที่ถูกตัดลดลงอย่างมาก นอกจากนี้ เธอชี้ว่าเมื่อลงไปดูในรายละเอียด จะพบว่าแม้แต่รายการที่ระบุว่าเป็นรายจ่ายลงทุนก็ยังมีความคลุมเครืออยู่มาก อาทิ มีการตั้งเงินสำรองจ่ายฉุกเฉินเอาไว้ในงบกลางเป็นเงิน 1 แสนล้านบาท ซึ่งยังไม่ทราบแน่ชัดว่าจะถูกใช้ไปกับเรื่องไหนหรือโครงการใด อย่างไรก็ดี จากตัวเลขดังกล่าว เม็ดเงิน 6 หมื่นล้านบาทถูกนับว่าเป็นรายจ่ายลงทุน

    ขณะที่หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ชี้ว่านี่คือการจัดงบแบบ “มองไม่เห็นอนาคต” โดยเขาชี้ไปที่โครงสร้างงบประมาณปี 2570 ซึ่งจากงบทั้งหมด 3.78 ล้านล้านบาทนั้น จะมาจากรายได้ของรัฐบาลเพียง 3 ล้านล้านบาท ขณะที่อีก 7.88 แสนล้านบาทนั้น จะมาจากงบประมาณขาดดุล

    ที่มาของภาพ, Thai News Pix

    คำบรรยายภาพ, การอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท มีขึ้นระหว่างวันที่ 29 มิ.ย. ถึง 1 ก.ค. 2569

    นายอภิสิทธิ์ อภิปรายในรัฐสภาว่า เงินเกือบทุกบาทที่เป็นงบลงทุนต้องมาจากงบขาดดุลซึ่งใช้เงินกู้ แสดงให้เห็นว่าปัจจุบันศักยภาพการหารายได้ของรัฐบาลและการจัดเก็บภาษีอากร “ทำได้แค่เพียงประคับประคองสิ่งที่มีอยู่และชดใช้หนี้ที่ได้สร้างไว้ในอดีต”

    รายงาน “วิเคราะห์ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ของสำนักงบประมาณของรัฐสภาชี้ว่า ในปีงบประมาณ 2570 นี้ รัฐบาลจะมีกรอบวงเงินกู้สูงสุดเพื่อชดเชยการขาดดุลอยู่ที่ราว 8.78 แสนล้านบาท ซึ่งตัวเลขนี้คำนวณจาก มูลค่า 80% ของรายการชำระคืนต้นเงินกู้ บวกกับมูลค่า 20% ของกรอบวงเงินงบประมาณ

    รายงาน ฉบับนี้ยังสะท้อนข้อมูลที่สอดคล้องกับการอภิปรายของนายอภิสิทธิ์ โดยชี้ว่า ภาระชำระคืนต้นเงินกู้ในปี 2570 เพิ่มขึ้นเป็นระดับสูงสุดในช่วง 10 ปี ซึ่งตอกย้ำถึงงบประมาณที่ขาดดุลและความสามารถในการหารายได้ของรัฐที่เป็นปัญหา

    ด้านรัฐบาล โดย น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวเมื่อวันที่ 1 ก.ค. ระบุว่า รัฐบาลเข้าใจข้อห่วงใยของ สส. และประชาชนต่อภาพรวมงบประมาณ โดยเฉพาะประเด็นงบลงทุนและการขาดดุล แต่ขอย้ำว่าการจัดทำงบประมาณครั้งนี้เป็นการจัดทำแบบมุ่งเป้า จัดลำดับความสำคัญใหม่ภายใต้ข้อจำกัดทางการคลัง โดยคำนึงถึงทั้งการดูแลประชาชน การรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ วินัยการเงินการคลัง และการลงทุนเพื่ออนาคตประเทศ

    เธอลงรายละเอียดว่า สำหรับประเด็นงบลงทุน ที่มีตัวเลขลดลงจากปี 2569 ราว 7.2 หมื่นล้านบาท แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าประเทศลดการลงทุน เพราะยังมีการลงทุนผ่านเครื่องมืออื่น ทั้งงบลงทุนรัฐวิสาหกิจ มูลค่า 2.86 แสนล้านบาท โครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (Public Private Partnership) หรือ PPP จำนวน 4 หมื่นล้านบาท และกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (Thailand Future Fund – TFFIF) อีก 1 หมื่นล้านบาท รวมเม็ดเงินลงทุนเพิ่มเติมมากกว่า 3.3 แสนล้านบาท

    เธอย้ำว่า นโยบายของภาครัฐเน้น เน้นดูแลคนตัวเล็ก ผู้สูงอายุ ชุมชน การศึกษา เอสเอ็มอี การค้า เศรษฐกิจสีเขียว ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) และการลงทุนที่สร้างอนาคต โดยมีงบด้านสวัสดิการ การศึกษา และสาธารณสุขที่ส่งตรงถึงชีวิตประชาชน 6.39 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 4.32 หมื่นล้านบาท พร้อมปิดท้ายว่า โครงการต่าง ๆ ของรัฐบาลนั้นไม่ใช่การหว่านเงิน แต่เป็นงบที่มีการจัดลำดับความสำคัญให้แม่นยำขึ้น

    ปัญหาเก่าที่ยังรอการสะสาง

    รายงานวิเคราะห์งบการเงินปี 2570 ของ สงธ. ที่บีบีซีไทยได้อ้างอิงไปแล้วก่อนหน้านี้ พบว่า นับแต่ปี 2561 เป็นต้นมาจนถึงร่าง พ.ร.บ.งบฯ ฉบับล่าสุด มีรายจ่ายลงทุนเฉลี่ยอยู่แค่เพียง 21.6% ของงบประมาณทั้งหมดเท่านั้น ซึ่งนับว่ามากกว่า ค่าเฉลี่ยระหว่างปี 2551-2560 ที่ตกลงไปอยู่เพียง 19% แต่ยังต่ำกว่าทศวรรษก่อนหน้า ระหว่างปี 2541-2550 ที่มีสัดส่วนรายจ่ายลงทุนสูงถึง 25.4%

    คำถามคือเหตุใดไทยถึงมีรายจ่ายลงทุนในสัดส่วนที่ไม่สูงนัก ทั้ง ๆ ที่เม็ดเงินตรงนี้สามารถนำมาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ ขณะเดียวกันงบรายจ่ายประจำกลับสูงขึ้นและกินพื้นที่ส่วนใหญ่ของงบประมาณทั้งหมดไป

    ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ ชี้ว่าคำตอบนั้นมี 2 ส่วน ส่วนแรกคือไทยจัดเก็บรายได้ได้น้อย และส่วนที่สองคือปัญหาโครงสร้างราชการไทยที่ยังคงใหญ่ เทอะทะ “แต่ไม่ได้ทำงานแบบโดดเด่นเป็นพิเศษ”

    ต่อมิติแรกของปัญหานั้น นายภูเบต เส็นบัตร นักวิเคราะห์งบประมาณชำนาญการ สงธ. กล่าวไว้ในงานสัมนาวิชาการเมื่อวันที่ 26 มิ.ย. ว่าหากไปดูแนวโน้มรายได้ภาครัฐไล่มาตั้งแต่ปี 2533 – 2568 จะพบว่ามีรายได้โตขึ้นกว่า 8 เท่า ในรอบ 35 ปี

    อย่างไรก็ดี เขาชี้ว่าเมื่อลงมาวิเคราะห์ในรายละเอียดจะพบว่าสัดส่วนรายได้สุทธิหลังหักจัดสรรซึ่งคือรายได้สุทธิที่แท้จริงของรัฐบาลต่อจีดีพีของไทยกลับมีกราฟที่สวนทางอย่างน่าเป็นกังวล และ สงธ.ประเมินว่า สัดส่วนดังกล่าวนั้นจะลดลงเหลือเพียง 14.89% สำหรับปีงบประมาณ 2570 โดยนี่เป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าการประเมินจากแผนการคลังระยะปานกลางของรัฐบาลซึ่งประเมินไว้ที่ 14.96%

    อย่างก็ดี ตัวเลขทั้งสองนี้นับว่าน้อยจนเกือบลงไปแตะสถิติต่ำสุดในรอบ 35 ปี ที่ 14.57% ต่อจีดีพี ซึ่งเป็นสถิติของปี 2565 ตอนที่เกิดวิกฤตการระบาดโรคโควิด-19

    ตัวเลขสัดส่วนการจัดเก็บรายได้ของไทยต่อจีดีพีนั้นถูกนับว่าอยู่ในระดับที่มีปัญหาสำหรับธนาคารโลกเช่นเดียวกัน โดยธนาคารโลกระบุไว้ว่า “ประเทศรายได้ต่ำราว 74% และประเทศรายได้ปานกลางระดับล่างราว 48% จัดเก็บภาษีได้น้อยกว่า 15% ของจีดีพี ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำเกินกว่าจะสนับสนุนบริการสาธารณะที่จำเป็นและบรรลุการเติบโตอย่างยั่งยืนได้”

    ที่มาของภาพ, Arnun Chonmahatrakool

    คำบรรยายภาพ, อัตราการเกิดของไทยก็แตะจุดต่ำสุดในรอบ 75 ปี ในปี 2568 โดยมีตัวเลขเด็กเกิดใหม่เพียง 4.16 แสนคน ขณะที่ตัวเลขผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 5.59 แสนราย

    นายภูเบต ชี้ว่า การจัดเก็บรายได้ของภาครัฐไทยนั้นกว่า 66.5% มาจากกรมสรรพากร ซึ่งประกอบไปด้วยภาษีที่สำคัญ 3 รายการ คือ 1. ภาษีมูลค่าเพิ่ม สัดส่วน 27.61% 2. ภาษีเงินได้นิติบุคคล สัดส่วน 22.75% และ 3. ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สัดส่วน 11.78%

    เขาชี้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นจากโครงสร้างนี้คือสัดส่วนภาษีก้อนที่ใหญ่ที่สุดมาจากภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งถูกจัดอยู่ในกลุ่มภาษีทางอ้อม หมายความว่าหากเศรษฐกิจเติบโตภาษีตัวนี้ก็จะโตตาม ในทางกลับกันหากเศรษฐกิจชะลอตัวก็จะเกิดปัญหาจากรายได้ที่ขาดหายไป นอกจากนี้ ภาษีประเภทนี้ยังอ่อนไหวต่อมิติทางการเมืองเช่นเดียวกัน โดยเขายกตัวอย่างว่าความพยายามในการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มอาจนำไปสู่ประเด็นทางการเมืองที่เข้าไปขัดขวางจนไม่สามารถขึ้นอัตราภาษีได้จริง

    ประเด็นต่อมาคือฝั่งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งเป็นภาษีทางตรงที่ไทยเก็บได้น้อยมากเนื่องจากประชากรไทยมี 66.05 ล้านคน เมื่ออ้างอิงข้อมูลจากกรมสรรพากรและสำนักงานสถิติแห่งชาติในปี 2568 โดยในจำนวนนี้แบ่งเป็นกำลังแรงงานที่มีงานทำ 40.09 ล้านคน จากตัวเลขข้างต้นนี้ ประชากรถึง 28.21 ล้านคน กลับอยู่นอกระบบภาษี ส่วนที่เหลือในระบบภาษี ก็มีที่ต้องจ่ายภาษีเงินได้จริง ๆ แค่ 4.73 ล้านคน ดังนั้นศักยภาพในการจัดเก็บภาษีเงินได้ของไทยจึงยังต่ำอยู่มาก

    ซ้ำร้ายยิ่งไปกว่านั้น คือแนวโน้มประชากรไทยในวัยแรงงานต่อจำนวนประชากรทั้งหมดยังลดลงอย่างต่อเนื่อง จากตัวเลข 66.6% ในปี 2559 ลงมาเหลือเพียง 63.7% ในปี 2568 ขณะเดียวกันอัตราการเกิดของไทยก็แตะจุดต่ำสุดในรอบ 75 ปี ในปีเดียวกันนี้ โดยมีตัวเลขเด็กเกิดใหม่เพียง 4.16 แสนคน ขณะที่ตัวเลขผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 5.59 แสนราย

    นอกจากรายได้ของรัฐบาลจะมีปัญหาแล้ว ฝั่งรายจ่ายรวมไปถึงหนี้สาธารณะก็ยิ่งที่ให้สถานการณ์ไม่สู้ดีขึ้นไปอีก

    หากแบ่งงบประมาณปี 2570 ของภาครัฐออกมาตามกลุ่มรายจ่าย ตามข้อมูลจาก สงธ. จะแบ่งได้เป็น 7 กลุ่ม คือ รายจ่ายของหน่วยรับงบประมาณ รายจ่ายบุคลากร รายจ่ายงบกลาง รายจ่ายเพื่อชำระหนี้ภาครัฐ รายจ่ายสำหรับทุนหมุนเวียน รายจ่ายบูรณาการ รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง และรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินทุนสำรองจ่าย

    จากทั้งหมด 7 กลุ่มนี้ รายจ่ายด้านบุคคลากร กินสัดส่วนถึง 22.5% ของงบทั้งหมด หรือคิดเป็นตัวเลข 8.52 แสนล้านบาท ซึ่งนับว่าเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าที่อยู่ที่ 8.20 แสนล้านบาทด้วย โดยในจำนวนนี้กว่า 56.1% คือเม็ดเงินที่จ่ายให้กับข้าราชการเป็นหลัก

    สงธ. ชี้ว่า จากงบดังกล่าวนี้ ตัวเลขรายจ่ายบุคลากรภาครัฐโดยรวมยังนับว่าอยู่ในระดับสูง และมีความยืดหยุ่นต่ำ รวมถึงยังเป็นภาระผูกพันต่อเนื่อง และแม้ที่ผ่านมาภาครัฐจะมีจำนวนกำลังคนในภาพรวมลดลง แต่นั่นอาจไม่ได้หมายความว่าตัวเลขงบประมาณที่จำเป็นต้องใช้จะลดลงตามไปด้วย จึงยังควรต้องมีการพิจารณาความเหมาะสมเพิ่มเติม

    ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ เสริมว่า ที่ผ่านมา รายจ่ายประจำคือสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นปกติ แต่การใช้เม็ดเงินเหล่านี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดจะเป็นตัวกระตุ้นให้เศรษฐกิจเติบโตต่อได้แม้จะเป็นในทางอ้อมก็ตาม

    “เมื่อไหร่ก็ตาม ที่ 70% นี้ทำให้ข้าราชการทำงานแบบโดดเด่นเป็นพิเศษขึ้นมา มันจะทำอะไรได้เยอะเลย ยุทธศาสตร์การใช้งบประจำจึงเป็นเรื่องสำคัญเพราะมันคือการทำให้เงินที่ลงไปเกิดประโยชน์สูงสุด ทำยังไงให้จ่ายเงินเดือนครู แล้วมีวิธีการประเมินคุณภาพครูที่ดี ทำยังไงที่การประเมินวัดจากผลลัพธ์จริง ๆ แล้วเดี๋ยวมันจะทำให้ทุกอย่างขยับไปได้” ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ กล่าว

    อีกหนึ่งมิติที่คอยบดบังเม็ดเงินสำหรับการลงทุนของภาครัฐคือฝั่งหนี้สาธารณะ ซึ่งตัวเลข ณ เดือน มี.ค. 2569 อยู่ที่ 66.38% ต่อจีดีพี ขณะที่เพดานหนี้สาธารณะตามประกาศคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐฉบับล่าสุด ลงวันที่ 22 ก.ย. 2564 ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ในฐานะประธานกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ กำหนดไว้ที่ 70% ต่อจีดีพี

    สงธ. ชี้ว่า เมื่อวิเคราะห์ความเสี่ยงถึง 7 สถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต พบว่าในปี 2573 ไม่มีสักสถานการณ์ไหนเลยที่หนี้สาธารณะของไทยจะไม่เกินเพดาน และในกรณีเลวร้ายที่สุดที่มีภาวะเศรษฐกิจถดถอย หนี้สาธารณะของไทยจะพุ่งสูงถึง 78.71% ต่อจีดีพี

    ปัจจุบันแต่ละประเทศมีเกณฑ์หนี้สาธารณะต่อจีดีพีแตกต่างกันออกไป อาทิ สหภาพยุโรปกำหนดไว้ที่ไม่เกิน 60% เช่นเดียวกับเกาหลีใต้

    นายฐากูร กล่าวต่อไปเพิ่มว่า หาไปดูข้อมูลงบประมาณโดยสังเขป ของปีงบประมาณ 2570 พบว่า ไทยมีรายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้อยู่ที่ 1.51 แสนล้านบาท ขณะที่รายจ่ายเพื่อการชำระหนี้ภาครัฐอยู่ที่ 4.62 แสนล้านบาท คิดเป็น 12.2% ของวงเงินรวม แต่กลับมีพฤติกรรมก่อหนี้ถึง 7.88 แสนล้านบาท

    “เวลาเราดูชำระคืนต้นเงินกู้ หลายคนคิดว่าดอกเบี้ยคงไม่เท่าไหร่ แต่ภายใต้การบริหารหนี้สาธารณะ การชำระหนี้ของเรา ดอกเบี้ยอยู่ที่สามแสน เงินกู้อยู่ที่แสนห้า ก้าวแรกก็เจอแล้ว สี่แสนหก”

    นายฐากูร ทิ้งท้ายว่า “เวลาประเทศไหนมีหนี้สาธารณะสูง สิ่งที่เขาจะทำคือ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้แต่สิ่งที่ผมกลัวคือออกนโยบาย ในเมื่อใกล้เพดานคือเพิ่มเพดาน อันนี้เป็นสิ่งที่กลัว” โดยเขาเสริมว่ายิ่งมีหนี้เยอะขึ้นเท่าไหร่ ก็จะยิ่งเป็นภาระต่องบประมาณของประเทศเอง

    ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ ทิ้งท้ายว่า ต่อคำถามว่า ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณปีประจำปี 2570 จะช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตได้ดีขึ้นจนนำพาคนไทยไปสู่การเป็นประเทศรายได้สูงได้จริงไหม คำตอบสุดท้ายอยู่ที่ผลลัพธ์จากเม็ดเงินทุกส่วนที่ลงไปจริง ๆ

    แต่ถ้าทุกอย่างยังเป็นเหมือนเดิม คำตอบสั้น ๆ ก็คือ “ไม่”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/c982qmj69e2o.amp&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3R3evms4qwpxvXHsCazjVZ

  • ธนาคารโลกเตรียมยุติปล่อยกู้จีนภายในปี 2574 สะท้อนเศรษฐกิจแข็งแกร่ง : อินโฟเควสท์

    ธนาคารโลกเตรียมยุติปล่อยกู้จีนภายในปี 2574 สะท้อนเศรษฐกิจแข็งแกร่ง : อินโฟเควสท์

    ธนาคารโลกเตรียมทยอยยุติการปล่อยเงินกู้ให้แก่จีนภายในปี 2574 ตามแผนความร่วมมือระยะ 5 ปี (Country Partnership Framework) ที่ตกลงร่วมกันกับรัฐบาลจีน ซึ่งสะท้อนการยกระดับสถานะของจีนในฐานะประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 2 ของโลก

    แหล่งข่าวเปิดเผยกับรอยเตอร์เมื่อวันอังคาร (30 มิ.ย.) ว่า คณะกรรมการบริหารของธนาคารโลกจะพิจารณาแผนดังกล่าวในช่วงสัปดาห์ของวันที่ 20 ก.ค. แม้ไม่จำเป็นต้องมีการลงมติอย่างเป็นทางการ โดยระหว่างนี้ธนาคารโลกจะจำกัดวงเงินกู้ให้จีนไว้ที่ 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จนถึงปี 2574 ก่อนยุติการปล่อยกู้หลังจากนั้น

    ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา วงเงินกู้ของธนาคารโลกที่ปล่อยให้จีนลดลงอย่างต่อเนื่อง จาก 2.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีในปี 2560 เหลือ 750 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568

    ที่ผ่านมา สหรัฐฯ และอีกหลายประเทศเรียกร้องให้ธนาคารโลกยุติการปล่อยเงินกู้แก่จีน โดยให้เหตุผลว่า จีนมีศักยภาพทางเศรษฐกิจเพียงพอที่จะไม่ต้องพึ่งพาเงินกู้จากสถาบันการเงินระหว่างประเทศ อีกทั้งการที่จีนยังคงกู้ยืมจากธนาคารโลกยังเป็นประเด็นที่สร้างความไม่พอใจให้กับรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ในสมัยแรก

    เมื่อเดือนมิ.ย. ที่ผ่านมา ธนาคารโลกเพิ่งอนุมัติแนวทางในลักษณะเดียวกันกับโปแลนด์ โดยจะยุติการปล่อยเงินกู้เพื่อการพัฒนาให้แก่โปแลนด์หลังปี 2574

    ด้านโฆษกกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่า การตัดสินใจของธนาคารโลกถือเป็นก้าวที่เดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง พร้อมแสดงความหวังว่าสถาบันการเงินระหว่างประเทศอื่น ๆ จะดำเนินการในแนวทางเดียวกัน โดยเห็นว่าจีนไม่ควรได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากสถาบันพหุภาคีอีกต่อไป เนื่องจากเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 2 ของโลก

    โดย กัลยาณี ชีวะพานิช/ปรียพรรณ มีสุข

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/607815&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3c2SysfjGXc0vcbMMvkIbA

  • ทรัพย์สินที่ถูกอายัดของอิหร่านอยู่ที่ไหน และเรื่องนี้สำคัญอย่างไร – BBC News ไทย

    ทรัพย์สินที่ถูกอายัดของอิหร่านอยู่ที่ไหน และเรื่องนี้สำคัญอย่างไร – BBC News ไทย

    ทรัพย์สินที่ถูกอายัดของอิหร่านอยู่ที่ไหน และทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ ?

    Composite image of an Iranian banknote featuring a large engraved portrait of former Ayatollah Ruhollah Khomeini on the left, with Persian script, combined with an aerial view of a container ship carrying multicolored cargo on the right

    ที่มาของภาพ, Getty Images

      • Author, ซารา ฟายยาด
      • Role, บีบีซีนิวส์ แผนกภาษาอารบิก
    • Published

    • เวลาอ่าน: 8 นาที

    การปลดล็อกทรัพย์สินที่ถูกอายัดของอิหร่านเป็นหนึ่งในประเด็นที่เป็นที่ถกเถียงกันและซับซ้อนที่สุดในความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านและชาติตะวันตก

    นี่เป็นองค์ประกอบสำคัญของบันทึกความเข้าใจที่อิหร่าน-สหรัฐฯ ลงนามร่วมกันเมื่อเร็ว ๆ นี้ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อยุติสงครามระหว่างสองประเทศ

    รัฐบาลกรุงเตหะรานพยายามมานานแล้วที่จะเข้าถึงเงินทุนที่ถือครองอยู่ในต่างประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่ยังคงเข้าถึงไม่ได้ เนื่องจากมาตรการคว่ำบาตรและข้อจำกัดด้านการธนาคาร

    ถึงแม้ทรัพย์สินส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในสหรัฐฯ แต่รัฐบาลกรุงวอชิงตันมีบทบาทสำคัญในการตัดสินว่าอิหร่านจะสามารถเข้าถึงทรัพย์สินเหล่านี้ได้หรือไม่

    ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า การปลดล็อกเงินเหล่านี้แม้เพียงบางส่วนจะมีส่วนช่วยอย่างสำคัญต่อเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตร การโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น และการลดค่าของสกุลเงินที่ดำเนินมาหลายปี ตลอดจนความเสียหายที่เกิดจากความขัดแย้งล่าสุดกับสหรัฐฯ และอิสราเอล

    อย่างไรก็ตาม พวกเขาเตือนว่าการเปลี่ยนข้อตกลงใด ๆ ให้เป็นการโอนเงินจริงจะเป็นไปอย่างล่าช้าและซับซ้อน เนื่องจากอุปสรรคทางกฎหมาย การเงิน และการเมืองที่เกี่ยวข้อง

    เงินทุนเหล่านี้คืออะไรกันแน่ อยู่ที่ไหน และอิหร่านจะเข้าถึงพวกมันได้ง่ายแค่ไหน ?

    ทรัพย์สินเหล่านั้นประกอบด้วยอะไรบ้าง ?

    An Iranian national flag flies above the new Phase 3 facility at the Persian Gulf Star Co. gas condensate refinery in Bandar Abbas, Iran, in January 2019

    ที่มาของภาพ, Bloomberg via Getty Images

    คำบรรยายภาพ, เงินที่ถูกอายัดไว้ในอิหร่านนั้น มีทั้งรายได้จากการขายน้ำมัน รายได้จากการส่งออก เงินสำรองในต่างประเทศ และสินทรัพย์ที่มีข้อพิพาท

    ไม่มีตัวเลขอย่างเป็นทางการว่ามูลค่ารวมของทรัพย์สินของอิหร่านที่ถูกอายัดเป็นเท่าไหร่ แต่มีการประมาณการไว้ว่าน่าจะมีมูลค่าอยู่ในช่วงประมาณ 27,000 ล้านดอลลาร์ ไปจนถึงมากกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 9 แสนล้านบาท-3.3 ล้านล้านบาท)

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • .

    • .

    • .

    • .

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    เงินทุนเหล่านั้นไม่ได้อยู่ในบัญชีเดียวที่สามารถเข้าถึงได้ แต่ประกอบไปด้วยรายได้จากน้ำมัน ผลกำไรจากการส่งออกน้ำมัน ก๊าซ และไฟฟ้า เงินสำรองระหว่างประเทศที่ถืออยู่ในธนาคารต่างประเทศ และทรัพย์สินที่ผูกติดอยู่กับข้อพิพาททางกฎหมาย ซึ่งบางส่วนดำเนินมานานหลายทศวรรษ

    เมื่ออิหร่านขายน้ำมันในต่างประเทศ การชำระเงินมักจะถูกฝากเข้าบัญชีในประเทศผู้ซื้อ แต่มาตรการคว่ำบาตรมักจะขัดขวางไม่ให้เตหะรานนำเงินเหล่านี้กลับประเทศ

    การอายัดทรัพย์สินครั้งใหญ่ครั้งแรกเกิดขึ้นในปี 1979 หลังวิกฤตตัวประกันสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงเตหะราน แม้มีการยกเลิกอายัดทรัพย์สินบางส่วนภายใต้ข้อตกลงในภายหลัง แต่ข้อเรียกร้องและทรัพย์สินบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับสัญญาทางทหารที่ลงนามก่อนการปฏิวัติอิสลามในปี 1979 ยังคงถูกอายัดอยู่

    มาตรการจำกัดระลอกสองที่กว้างขวางขึ้นเริ่มต้นในช่วงปี 2011-2012 โดยมีการคว่ำบาตรนิวเคลียร์เข้มงวดขึ้น และอิหร่านถูกกีดกันออกจากบางส่วนของระบบธนาคารโลก มาตรการเหล่านี้ได้รับการเสริมความแข็งแกร่งยิ่งขึ้นหลังจากสหรัฐฯ ถอนตัวออกจากข้อตกลงนิวเคลียร์ปี 2015 (JCPOA) ในปี 2018

    เมื่อมาตรการจำกัดขยายวงกว้างขึ้น รายได้ของอิหร่านจำนวนมากขึ้นจึงติดอยู่ในต่างประเทศ ไม่ว่าจะถูกอายัดอย่างเป็นทางการหรืออยู่ภายใต้ข้อจำกัดที่เข้มงวดเกี่ยวกับวิธีการนำไปใช้

    เฟรเดอริก ชไนเดอร์ นักเศรษฐศาสตร์จากสภาตะวันออกกลางว่าด้วยกิจการระดับโลก กล่าวว่า มี “การอายัดหลายประเภท” รวมถึงเงินที่ถูกบล็อกอย่างเป็นทางการ รายได้ที่ไม่สามารถส่งกลับประเทศได้ และเงินที่ผูกติดอยู่กับข้อพิพาททางกฎหมายที่กำลังดำเนินอยู่

    เงินทุนของอิหร่านที่ถูกอายัดและมีข้อจำกัดอยู่ที่ไหนบ้าง ?

    A map shows the main locations of Iran’s frozen assets. The following countries are listed with estimated amounts: the US ($2bn), Luxembourg ($2bn), Iraq ($15bn), Qatar ($6bn), Oman ($1bn), India ($7bn), China ($20–50bn), and Japan ($3bn)

    เงินทุนที่ถูกจำกัดส่วนใหญ่ของอิหร่านถูกเก็บไว้นอกสหรัฐฯ

    ส่วนสำคัญอยู่ในจีน ซึ่งเป็นลูกค้าน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของอิหร่าน โดยมีมูลค่าประมาณ 20,000-50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6.6 แสนล้านบาท-1.6 ล้านล้านบาท) เงินก้อนโตในส่วนอื่น ๆ ถูกเก็บไว้ในอิรัก ซึ่งเชื่อมโยงกับการชำระเงินสำหรับการส่งออกก๊าซและไฟฟ้า โดยมีมูลค่าประมาณ 10,000-15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.3-5 แสนล้านบาท)

    เกาหลีใต้ถือรายได้จากน้ำมันของอิหร่านประมาณ 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งถูกโอนไปยังบัญชีในกาตาร์ในปี 2023 ตามตัวเลขของรัฐสภาสหรัฐฯ

    อย่างไรก็ตาม วอชิงตันระบุว่าอิหร่านจะไม่สามารถเข้าถึงเงินทุนเหล่านั้นได้ในระยะเวลาอันใกล้นี้ ทำให้ในทางปฏิบัติแล้วเงินทุนเหล่านั้นถูกเก็บไว้ในกรุงโดฮา ประเทศกาตาร์

    เงินทุนอื่น ๆ ถูกเก็บไว้ในอีกหลายประเทศ รวมถึงอินเดีย ญี่ปุ่น และลักเซมเบิร์ก

    ในทางตรงกันข้าม จำนวนเงินที่อยู่ภายใต้เขตอำนาจศาลของสหรัฐฯ มีจำนวนค่อนข้างน้อย คือประมาณ 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6.6 หมื่นล้านบาท) ตามตัวเลขของรัฐสภาสหรัฐฯ และส่วนใหญ่ผูกติดอยู่กับคำตัดสินของศาลและการเรียกร้องค่าชดเชย ทำให้การปล่อยเงินทุนเหล่านั้นออกมามีความละเอียดอ่อนเป็นพิเศษ

    บทบาทของสหรัฐฯ คืออะไร ?

    US President Donald Trump, wearing a navy suit and red tie, gives a thumbs-up with his right hand while holding a black folder with his left arm beside three US flags at the White House

    ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images

    คำบรรยายภาพ, แม้ว่าเงินส่วนใหญ่จะอยู่นอกสหรัฐฯ แต่การอนุมัติจากกรุงวอชิงตันยังคงเป็นกุญแจสำคัญในการเคลื่อนย้ายเงินทุน เนื่องจากมาตรการคว่ำบาตรทางอ้อม

    แม้ว่าเงินทุนส่วนใหญ่จะอยู่นอกสหรัฐฯ แต่อิทธิพลของรัฐบาลกรุงวอชิงตันที่มีต่อเงินทุนเหล่านั้นส่วนใหญ่มาจากมาตรการที่ถูกเรียกว่าการคว่ำบาตรทางอ้อม

    มาตรการเหล่านี้ไม่ได้มุ่งเป้าไปที่อิหร่านเท่านั้น แต่ยังรวมถึงธนาคาร บริษัท และรัฐบาลต่างประเทศที่ทำธุรกิจกับอิหร่านด้วย

    สถาบันใดก็ตามที่ช่วยเคลื่อนย้ายเงินทุนของอิหร่านมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียการเข้าถึงระบบการเงินของสหรัฐฯ หรือเผชิญกับบทลงโทษ

    ด้วยเหตุนี้ ประเทศที่ถือครองเงินของอิหร่านจึงมักลังเลที่จะปล่อยหรือโอนเงินให้อิหร่านโดยไม่ได้รับการอนุมัติอย่างชัดเจนจากสหรัฐฯ

    อิหร่านจะได้อะไรจากข้อตกลงนี้ ?

    Smoke arises in the middle of buildings in Tehran

    ที่มาของภาพ, Anadolu via Getty Images

    คำบรรยายภาพ, เจ้าหน้าที่อิหร่านประเมินว่าความเสียหายทางเศรษฐกิจจากสงครามว่าอาจสูงถึง 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และเศรษฐกิจอาจหดตัวลงประมาณ 10% ในปีนี้

    บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ระบุถึงมาตรการบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจหลักสองประการ ได้แก่

    • การยกเว้นให้อิหร่านสามารถส่งออกน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม พร้อมทั้งบริการที่เกี่ยวข้อง เช่น การขนส่ง การประกันภัย และการธนาคาร
    • การเข้าถึงเงินทุนที่ถูกอายัดหรือจำกัด ทำให้ธนาคารกลางของอิหร่านมีอำนาจควบคุมการใช้เงินมากขึ้น

    นอกจากนี้ บันทึกความเข้าใจดังกล่าวยังชี้ให้เห็นถึงความพยายามในการฟื้นฟูที่กว้างขวางยิ่งขึ้น ซึ่งมีมูลค่าอย่างน้อย 3 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 10 ล้านล้านบาท) เพื่อสร้างและพัฒนาเศรษฐกิจของอิหร่านโดยความร่วมมือกับพันธมิตรในภูมิภาค ภายใต้โครงการที่มีกลไกการดำเนินการที่ควรระบุไว้ในกรอบของข้อตกลงขั้นสุดท้าย

    สหรัฐฯ เน้นย้ำว่าจะไม่จ่ายเงินให้อิหร่านโดยตรง (ซึ่งฝ่ายบริหารของทรัมป์กล่าวว่าขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงกับข้อตกลงนิวเคลียร์ปี 2015 ระหว่างอิหร่านและฝ่ายบริหารของโอบามา) แต่จะมุ่งเน้นไปที่การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน การขนส่ง และภาคส่วนอื่น ๆ

    เงินทุนจะไปถึงอิหร่านหรือไม่ ?

    ในทางปฏิบัติ การเข้าถึงเงินทุนเหล่านี้อาจยังคงถูกจำกัด นายเอสฟานดียาร์ บัตมันเกลิดจ์ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิ Bourse & Bazaar Foundation ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยในสหราชอาณาจักร กล่าวกับบีบีซีว่า ข้อตกลงดังกล่าวเผชิญกับ “อุปสรรคที่ซับซ้อนมาก” ซึ่งหมายความว่าอิหร่านอาจสามารถใช้เงินทุนภายในประเทศใดประเทศหนึ่งได้ แต่จะประสบปัญหาในการโอนเงินข้ามประเทศ

    นายชไนเดอร์เน้นย้ำถึงปัญหาที่ลึกกว่านั้น นั่นคือความไม่แน่นอนเกี่ยวกับความยั่งยืนของข้อตกลงใด ๆ

    เขากล่าวว่า มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ บางส่วนถูกบัญญัติไว้ในกฎหมายโดยสภาคองเกรส ซึ่งหมายความว่าประธานาธิบดีไม่สามารถยกเลิกมาตรการเหล่านั้นได้ฝ่ายเดียว และสามารถออกคำสั่งยกเว้นชั่วคราวเท่านั้น นั่นทำให้เกิดข้อสงสัยว่าการผ่อนปรนใด ๆ จะคงอยู่ได้นานแค่ไหน

    รูปแบบที่คล้ายกันนี้เกิดขึ้นหลังจากข้อตกลงนิวเคลียร์ปี 2015 เมื่ออิหร่านเข้าถึงเงินทุนบางส่วนได้อีกครั้ง

    อย่างไรก็ตาม ธนาคารหลายแห่งยังคงระมัดระวัง และในปี 2018 สหรัฐฯ ได้ถอนมาตรการคว่ำบาตรและกำหนดมาตรการคว่ำบาตรขึ้นใหม่

    เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว สื่อของรัฐบาลอิหร่านรายงานว่า สหรัฐฯ ตกลงที่จะปล่อยสินทรัพย์ที่ถูกอายัดไว้ 12,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 4 แสนล้านบาท) แต่ทางวอชิงตันยังไม่ได้ยืนยันเรื่องนี้

    นอกจากนี้ ยังมีความไม่แน่นอนว่าสหรัฐฯ อาจใช้ทรัพย์สินบางส่วนของอิหร่านไปเพื่อชดเชยความเสียหายที่เกิดจากสงครามให้แก่ประเทศในอ่าวเปอร์เซียหรือไม่

    นายสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ กล่าวในเอ็กซ์ (X) เมื่อต้นเดือน มิ.ย. ว่า ความเสียหายดังกล่าวจะ “ได้รับการชดเชยด้วยเงินที่ดึงมาจากบัญชีของอิหร่าน”

    อย่างไรก็ตาม อิหร่านปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว โดยนายคาเซม การิบาบาดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน กล่าวว่าทรัพย์สินของอิหร่าน “ไม่ใช่ของที่วอชิงตันจะเอาไปแจก และไม่ใช่เงินทุนที่จะจ่ายให้กับพันธมิตรของสหรัฐฯ”

    นัยต่อเศรษฐกิจของอิหร่าน

    ในปี 2024 เศรษฐกิจของอิหร่านมีมูลค่าประมาณ 475,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 15.8 ล้านล้านบาท) ตามข้อมูลของธนาคารโลก

    เจ้าหน้าที่อิหร่านประเมินว่า ความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับสงครามอาจสูงถึง 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 10 ล้านล้านบาท) และเศรษฐกิจอาจหดตัวลงประมาณ 10% ในปีนี้

    หากมีการปล่อยเงินทุนออกมาแม้เพียงบางส่วน ก็อาจช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในระยะสั้นได้

    สมาชิกหอการค้าอิหร่านรายหนึ่งกล่าวกับบีบีซีว่า การขาดแคลนเงินตราต่างประเทศของประเทศ “ถึงจุดที่คำสั่งซื้อจำนวนมากถูกระงับหรือล่าช้าเป็นเวลานาน และการนำเข้าถูกจำกัดเหลือเพียงสินค้าพื้นฐานและอาหาร”

    ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า การเข้าถึงเงินตราต่างประเทศหลายพันล้านดอลลาร์อาจช่วยรักษาเสถียรภาพของเงินสกุลเรียลของอิหร่าน สนับสนุนการนำเข้า ซึ่งรวมถึงสินค้าจำเป็น และบรรเทาแรงกดดันในตลาดการเงินได้

    แต่พวกเขาเตือนว่าสิ่งนี้จะไม่สามารถแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่ลึกซึ้งกว่าได้

    คัมราน เนดรี ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยอิหม่าม ซาดิก ในกรุงเตหะราน กล่าวว่า “การควบคุมอัตราเงินเฟ้อและการแก้ไขวิกฤตค่าครองชีพควรได้รับการจัดลำดับความสำคัญก่อนโครงการฟื้นฟูใด ๆ”

    เขากล่าวเสริมว่า การอัดฉีดทรัพยากรทางการเงินลงไปโดยปราศจากการปฏิรูปอาจบั่นทอนผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น

    อย่างไรก็ตาม เมห์รดาด วาฮาบี ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยปารีส 13 ประเทศฝรั่งเศส กล่าวว่า ความท้าทายของอิหร่านนั้นกว้างกว่านั้น นั่นคือการพลิกกลับ “การลดลงอย่างรวดเร็วของการลงทุนและความล้าสมัยทางอุตสาหกรรม” ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา

    “หากปราศจากความมั่นคงทางเศรษฐกิจ การลงทุนก็เป็นไปไม่ได้ หากปราศจากนักลงทุนที่แท้จริง เศรษฐกิจของอิหร่านจะไม่เจริญรุ่งเรือง และการพัฒนาเศรษฐกิจจะหยุดชะงัก” เขากล่าว

    เรซา ทาเลบี นักวิจัยด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากมหาวิทยาลัยไลป์ซิก ประเทศเยอรมนี เห็นด้วย

    เขากล่าวว่า อิหร่านต้องลดความตึงเครียดลงเพื่อให้ผู้ลงทุนมั่นใจว่าเงินของพวกเขาจะได้รับการปกป้องจากความเสี่ยงทางการเมืองและความมั่นคง

    เขากล่าวเสริมว่า “สภาวะที่ไม่แน่นอนระหว่างสงครามและสันติภาพเป็นอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดต่อการไหลเวียนของเงินทุนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ [ของอิหร่าน]”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/cdxdgg2ly66o&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2IjOS714iQeneLbAfSgruH

  • “ไทยช่วยไทยพลัส” เดือน มิ.ย. เงินสะพัด 4.32 หมื่นล้าน ดันเศรษฐกิจฐานราก

    “ไทยช่วยไทยพลัส” เดือน มิ.ย. เงินสะพัด 4.32 หมื่นล้าน ดันเศรษฐกิจฐานราก

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (1 ก.ค.69) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ได้รับการตอบรับจากประชาชนและผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่เริ่มดำเนินโครงการตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569

    โดยยอดการใช้จ่ายสะสม ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 เวลา 23.00 น. รวมทั้งสิ้น 43,218.39 ล้านบาท มีผู้ใช้สิทธิสำเร็จ 25,686,181 ราย

    ด้านผู้ประกอบการ มีร้านค้าลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการแล้ว 1,073,146 ร้านค้า และมีร้านค้าที่เกิดรายการใช้จ่ายผ่านโครงการ 1,035,299 ร้านค้า ครอบคลุมทั้งร้านค้าทั่วไป ร้านค้ารายย่อย ร้านค้าชุมชน และฟู้ดเดลิเวอรีที่เข้าร่วมตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายน ส่งผลให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ระบบเศรษฐกิจฐานราก และช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการในพื้นที่

    โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาลที่มุ่งบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และธุรกิจท้องถิ่น ผ่านการกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ระบบเศรษฐกิจในทุกพื้นที่ และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม

    ทั้งนี้ รัฐบาลจะติดตามและประเมินผลการดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำข้อมูลไปปรับปรุงมาตรการให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนและผู้ประกอบการ พร้อมสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :

    เงิน 1,000 บาทเข้าแล้ว! “ไทยช่วยไทยพลัส” รอบ ก.ค. เช็กสิทธิวันนี้

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/local/843069&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3sxd2my6ogtEym0NobzsBW

  • คลังสรุป’ไทยช่วยไทยพลัส’ มิ.ย.เงินสะพัด 4.2 หมื่นล้าน เหลือคืนคลัง1.2พันล้าน

    คลังสรุป’ไทยช่วยไทยพลัส’ มิ.ย.เงินสะพัด 4.2 หมื่นล้าน เหลือคืนคลัง1.2พันล้าน

    วันนี้, 16:06น.

              สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง เปิดเผยภาพรวมการใช้สิทธิโครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ (60/40) ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2569 เวลา 23.00 น. ซึ่งเป็นวันสิ้นสุดรอบการใช้สิทธิในเดือนแรก พบว่ามาตรการดังกล่าวสามารถจุดพลุและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจรวมทั้งสิ้น 43,218.39 ล้านบาท 

              จากข้อมูลผู้ได้รับสิทธิไทยช่วยไทย พลัส ทั้งหมด 26,040,623 ราย พบว่ามีการเปิดใช้งานและเกิดยอดใช้จ่ายจริงสูงถึง 25,686,181 ราย หรือคิดเป็น 98.64% สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จในการเข้าถึงประชาชนอย่างทั่วถึง ขณะที่มีกลุ่มผู้ที่ไม่ได้ใช้งานเลยตลอดทั้งเดือนเพียง 1.36% หรือ 354,442 ราย เท่านั้น  ในฝั่งของผู้ประกอบการ มีร้านค้าที่ลงทะเบียนพร้อมให้บริการ 1,072,671 ร้านค้า โดยเกิดการจับจ่ายใช้สอยจริงถึง 1,034,035 ร้านค้า

               เมื่อดูโครงสร้างเม็ดเงินกว่า 4.3 หมื่นล้านบาท ตามเงื่อนไขการร่วมจ่าย พบว่าเป็นเงินที่รัฐบาลอุดหนุน 60% คิดเป็นจำนวน 24,811.55 ล้านบาท และเป็นเงินที่ประชาชนจ่าย 40% คิดเป็นจำนวน 18,406.84 ล้านบาท

               หากแยกตามช่องทางการใช้จ่ายร้านค้าปกติยังคงครองสัดส่วนหลักด้วยมูลค่า 41,836.69 ล้านบาท ขณะที่ยอดการใช้จ่ายผ่านแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี (Food Delivery Platform) ซึ่งเพิ่งเปิดระบบเมื่อวันที่ 15 มิ.ย. ที่ผ่านมา สามารถสร้างยอดขายส่งท้ายเดือนแรกไปได้ 974.18 ล้านบาท 

               อย่างไรก็ตาม แม้ประชาชนจะตื่นตัวออกมาใช้สิทธิกันอย่างล้นหลาม แต่พบว่ามีผู้ที่ใช้สิทธิครบวงเงิน 1,000 บาท ประจำเดือน มิ.ย. เพียง 12,413,108 รายเท่านั้น หรือไม่ถึงครึ่งหนึ่งของผู้ที่เข้ามาใช้สิทธิ เมื่อหักลบกับยอดที่รัฐอุดหนุนจริง พบว่ามีวงเงินคงเหลือที่ไม่ได้ถูกใช้งานถึง 1,229.07 ล้านบาท

    #ไทยช่วยไทยพลัสเดือนแรก

    #สรุปไทยช่วยไทยพลัสมิถุนายน

    Cr:สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง 

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/162626&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw11Jh36UoSn5LnSAPtNOs8R