Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ผสานขุมพลัง 5G ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่ยุคคาร์บอนต่ำ

    ผสานขุมพลัง 5G ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่ยุคคาร์บอนต่ำ

    ผสานขุมพลัง 5G ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่ยุคคาร์บอนต่ำ


    2/07/2569 | 49 |

    ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม ด้วยเป้าหมายระดับชาติที่มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี พ.ศ. 2593 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี พ.ศ. 2608 อย่างไรก็ตาม การจะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวไปพร้อมกับการรักษาขีดความสามารถทางการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ไม่สามารถพึ่งพาวิธีการดั้งเดิมได้อีกต่อไป การผสานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) โครงข่ายอัจฉริยะ (5G) และพลังงานสะอาด (Green Energy) จึงกลายเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ภาคยุทธศาสตร์และภาคการลงทุนกำลังจับตามองในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปีนี้

    1. AI และ Smart Grid: ปฏิวัติการบริหารจัดการพลังงานสะอาด

    ความท้าทายหลักของพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม คือความผันผวนที่ไม่แน่นอน (Intermittency) การนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาทำงานร่วมกับระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) จึงเป็นการพลิกโฉมการบริหารจัดการพลังงานอย่างสิ้นเชิง

    AI สามารถใช้ Machine Learning ในการวิเคราะห์ข้อมูลสภาพอากาศล่วงหน้า ประเมินกำลังการผลิตไฟฟ้าจากแผงโซลาร์เซลล์หรือกังหันลม และบริหารความต้องการใช้ไฟฟ้า (Demand Response) ให้สมดุลกันแบบเรียลไทม์ ซึ่งสอดคล้องกับ ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศฉบับใหม่ (PDP 2024) ที่รัฐบาลไทยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์กว่า 10,000 เมกะวัตต์ภายในปี 2573 พร้อมเม็ดเงินลงทุนในระบบสมาร์ทกริดกว่า 400,000 ล้านบาท

    2. ขุมพลัง 5G: โครงข่ายดิจิทัลไร้รอยต่อสู่ความอัจฉริยะ

    เพื่อให้ระบบ AI สามารถรับส่งข้อมูลจากเซนเซอร์นับล้านจุด (IoT) ได้อย่างแม่นยำและไม่หน่วงช้า โครงข่าย 5G จึงเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของการเปลี่ยนผ่านนี้ 5G ไม่ได้มีประโยชน์เพียงแค่อุตสาหกรรมโทรคมนาคม แต่เป็นรากฐานในการสร้าง Smart Factory และ Smart Building ที่สามารถตรวจจับและลดการสูญเสียพลังงานได้อย่างมีนัยสำคัญ

    กรณีศึกษาในประเทศไทย: รายงานจากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เมื่อเดือนพฤษภาคม 2569 ระบุว่า ผู้ให้บริการโครงข่ายในไทยได้ริเริ่มใช้ AI ในการบริหารจัดการการใช้พลังงานของสถานีฐาน 5G และติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ครอบคลุมกว่า 13,465 สถานี ซึ่งการทำงานร่วมกันระหว่างฮาร์ดแวร์โซลาร์และซอฟต์แวร์ AI สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 49,000 ตันต่อปี (แบ่งเป็นการลดจากโซลาร์ ~30,000 ตัน และจากการบริหารประสิทธิภาพด้วย AI ~19,000 ตัน)

    3. Green Data Center: โอกาสใหม่ของการลงทุนคาร์บอนต่ำ

    การบูมของยุค AI ทำให้ความต้องการประมวลผลข้อมูล (Computing Power) พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด ซึ่งตามมาด้วยการใช้พลังงานไฟฟ้ามหาศาล ศูนย์ข้อมูล (Data Center) แบบดั้งเดิมจึงกลายเป็นแหล่งปล่อยคาร์บอนขนาดใหญ่

    ประเทศไทยกำลังเร่งสร้างความได้เปรียบด้วยการผลักดัน Green Data Center ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานสะอาด 100% พร้อมกับการใช้ AI ควบคุมระบบทำความเย็น (Cooling System Optimization) ภายในศูนย์ข้อมูล ซึ่งถือเป็นจุดแข็งสำคัญในการดึงดูดการลงทุนจากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก (Hyperscalers) ที่มีนโยบาย ESG (Environmental, Social, and Governance) อย่างเข้มงวด การสนับสนุนจากสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) ผ่านโครงการ AI Transformation ยิ่งเป็นการเร่งให้เกิดการประยุกต์ใช้เพื่อการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น

    บทสรุป

    การบูรณาการระหว่าง AI, 5G และ Green Energy ไม่ใช่เพียงแค่เทรนด์การรักษ์โลกที่ฉาบฉวย แต่คือ “โครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต” ที่จะชี้วัดความอยู่รอดทางการแข่งขันของเศรษฐกิจไทย

    AI คือ “สมอง” ที่คิดวิเคราะห์และสั่งการ, 5G คือ “ระบบประสาท” ที่เชื่อมโยงข้อมูลอย่างไร้รอยต่อ และ Green Energy คือ “หัวใจ” ที่สูบฉีดพลังงานสะอาดหล่อเลี้ยงทุกภาคส่วน เมื่อทั้งสามองค์ประกอบนี้ถูกยกระดับขึ้นพร้อมกันภายใต้แผนนโยบาย PDP 2024 และมาตรการส่งเสริมการลงทุนใหม่ๆ ประเทศไทยจะมีศักยภาพก้าวขึ้นเป็น Hub ด้านเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำของภูมิภาค ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ และสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

    แหล่งอ้างอิงและข้อมูลประกอบการค้นคว้า:

    1. กระทรวงพลังงาน. (2567). ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP 2024). (มุ่งเน้นการเพิ่มพลังงานหมุนเวียนและระบบสมาร์ทกริด).

    2. สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa). (2569). AI for Green & Sustainability พลิกประเทศไทยสู่โลกสีเขียวด้วยพลังแห่งปัญญาประดิษฐ์ และโครงการ AI Transformation.

    3. สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.). (พฤษภาคม 2569). สิ่งแวดล้อมเป็นวาระธุรกิจยุคใหม่: สถิติการลดก๊าซเรือนกระจกในโครงข่ายโทรคมนาคมด้วย AI และ Solar.


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/517139&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw15ISu5BXsHfPcPdztO-HjO

  • อินโดนีเซียอัดฉีดมาตรการ 1.5 พันล้านดอลลาร์ กระตุ้นเศรษฐกิจครึ่งหลังปี 2569 มุ่งช่วยเหลือด้านอาหาร

    อินโดนีเซียอัดฉีดมาตรการ 1.5 พันล้านดอลลาร์ กระตุ้นเศรษฐกิจครึ่งหลังปี 2569 มุ่งช่วยเหลือด้านอาหาร

    อินโดนีเซียได้ประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสำหรับไตรมาสที่สองและครึ่งหลังของปี 2569 เพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยส่วนใหญ่เป็นการจัดสรรงบประมาณเพื่อการช่วยเหลือด้านอาหาร ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 18.04 ล้านล้านรูเปียห์ และเป็นการเพิ่มเติมจากแพ็กเกจเดิมมูลค่า 7.8 ล้านล้านรูเปียห์ ที่ได้ประกาศไปเมื่อเดือนที่ผ่านมา

    รัฐบาลจะจัดสรรงบประมาณจำนวน 26.34 ล้านล้านรูเปียห์ (ประมาณ 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในครึ่งหลังของปี 2569 ซึ่งรวมถึงการให้เงินอุดหนุนด้านการคมนาคม การช่วยเหลือด้านอาหาร การฝึกอบรมวิชาชีพ และโครงการฝึกงาน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ และสนับสนุนกำลังซื้อของภาคครัวเรือน

    นายแอร์ลังกา ฮาร์ตาร์โต (Airlangga Hartarto) รัฐมนตรีประสานงานฝ่ายกิจการเศรษฐกิจ กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวได้รับการอนุมัติภายหลังการหารือร่วมกันระหว่างกระทรวงต่าง ๆ ของรัฐบาล และได้รับคำแนะนำจากประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต (Prabowo Subianto)

    เราได้หารือร่วมกันระหว่างกระทรวง และได้รับแนวทางจากประธานาธิบดีเกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสำหรับครึ่งหลังของปี 2569 มูลค่าประมาณ 26.34 ล้านล้านรูเปียห์” นายแอร์ลังกากล่าวในการแถลงข่าวที่กรุงจาการ์ตา เมื่อวันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน 2569

    รัฐบาลคาดหวังว่ามาตรการการใช้จ่ายดังกล่าวจะช่วยรักษาแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจไปจนถึงสิ้นปี โดยอินโดนีเซียตั้งเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจไว้ที่ร้อยละ 5.4 ในปี 2569 หลังจากที่เศรษฐกิจขยายตัวร้อยละ 5.61 ในไตรมาสแรก

    มาตรการทั้งหมดนี้คิดเป็นมูลค่ารวม 26.34 ล้านล้านรูเปียห์ (ประมาณ 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) สำหรับครึ่งหลังของปี” นายแอร์ลังกากล่าว

    โดยประมาณ 2.04 ล้านล้านรูเปียห์ จะเป็นการกระตุ้นด้านการคมนาคม ขณะที่อีกราว 6.26 ล้านล้านรูเปียห์ จะเป็นส่วนของโครงการฝึกงานและการฝึกอบรมวิชาชีพ นอกจากนี้ ยังได้จัดสรรงบประมาณเพื่อการช่วยเหลือด้านอาหารอีกจำนวน 18.04 ล้านล้านรูเปียห์” นายแอร์ลังกากล่าว

    นายแอร์ลังกา กล่าวว่า มาตรการเหล่านี้มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาภาวะชะงักงันของห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี รักษาเสถียรภาพของต้นทุนการผลิต และช่วยลดแรงกดดันจากอัตราเงินเฟ้อในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูป

    เรายังคงเฝ้าติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างต่อเนื่อง อินโดนีเซียจำเป็นต้องปกป้องเศรษฐกิจภายในประเทศ และดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก” นายแอร์ลังกากล่าว พร้อมระบุเพิ่มเติมว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจดังกล่าวเป็นไปตามแนวทางของประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต

    รัฐบาลระบุว่า ก๊าซหุงต้ม (LPG) เป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ขณะเดียวกัน วัตถุดิบพลาสติกที่มีต้นทุนต่ำคาดว่าจะช่วยรักษาเสถียรภาพของต้นทุนการผลิตในภาคการผลิตต่าง ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของราคาในตลาดโลกและการอ่อนค่าของสกุลเงิน

    มาตรการสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ โครงการรักษาเสถียรภาพราคาถั่วเหลือง ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือผู้ผลิตเต้าหู้และเทมเป้ ท่ามกลางแรงกดดันที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องต่อต้นทุนวัตถุดิบอาหาร ทั้งนี้ ความต้องการใช้ถั่วเหลืองรายปีของอินโดนีเซียอยู่ที่ประมาณ 2.5 ล้านตัน ซึ่งส่วนใหญ่ยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้า

    ค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่าลงเกือบร้อยละ นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน (Year to Date) สะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก ประกอบกับความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ลดลง โดยความกังวลส่วนหนึ่งมีความเชื่อมโยงกับความไม่แน่นอนของนโยบายภายใต้รัฐบาลของประธานาธิบดีปราโบโว

    การอ่อนค่าของเงินรูเปียห์ได้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเงินเฟ้อจากการนำเข้า โดยเฉพาะในภาคพลังงานและวัตถุดิบ เนื่องจากอินโดนีเซียยังคงต้องพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานระดับโลกสำหรับวัตถุดิบที่สำคัญ

    เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ดังกล่าว ธนาคารกลางอินโดนีเซียได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.50 ในเดือนมิถุนายน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ ดึงดูดเงินทุนไหลเข้า และช่วยรักษาเสถียรภาพของค่าเงินรูเปียห์ ท่ามกลางความผันผวนจากปัจจัยภายนอกที่ยังคงมีอยู่

    นายแอร์ลังกา กล่าวว่า รัฐบาลยังคงประสานงานอย่างใกล้ชิดกับธนาคารกลางและกระทรวงการคลัง เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค ควบคุมอัตราเงินเฟ้อ และรักษาระดับอุปสงค์ภายในประเทศ

    มาตรการดังกล่าวประกอบด้วย นโยบายหลัก ซึ่งแบ่งออกเป็น เสาหลัก ดังนี้

    เสาหลักที่ 1: มาตรการกระตุ้นและจูงใจทางเศรษฐกิจ (Stimulus and Incentives)

    มีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นการบริโภคและช่วยเหลือภาคธุรกิจ ประกอบด้วย

    มาตรการลดภาษีสำหรับนักเขียน
    รัฐบาลจะปรับลดภาษีเงินได้จากค่าสิทธิ (Royalty Income Tax) สำหรับนักเขียนลงเหลืออัตราสุดท้ายที่ร้อยละ 1.5

     ส่วนลดค่าเดินทางสำหรับช่วงปิดภาคเรียน

    ส่วนลดร้อยละ 30 สำหรับตั๋วรถไฟ (20 มิถุนายน – กรกฎาคม)

    ส่วนลดร้อยละ 30 สำหรับอัตราค่าโดยสารพื้นฐานของเรือพาณิชย์ Pelni (Pelni Commercial Boat) (20 มิถุนายน – 15 สิงหาคม)

    ยกเว้นค่าธรรมเนียมการใช้บริการท่าเรือ ASDP (20 มิถุนายน – กรกฎาคม) โดยใช้งบประมาณรวมทั้งสิ้น 1.905 แสนล้านรูเปียห์ รองรับผู้โดยสารประมาณ ล้านคน

    รัฐบาลจะรับภาระภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ร้อยละ 100 สำหรับเที่ยวบินชั้นประหยัดภายในประเทศ โดยใช้งบประมาณ 4.727 แสนล้านรูเปียห์ รองรับผู้โดยสารประมาณ 2.3 ล้านคน

    ส่วนลดค่าเดินทางสำหรับช่วงเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่

    ส่วนลดร้อยละ 30 สำหรับตั๋วรถไฟ (22 ธันวาคม 2569 – 4 มกราคม 2570)

    ส่วนลดร้อยละ 30 สำหรับอัตราค่าโดยสารพื้นฐานของเรือพาณิชย์ Pelni (17 ธันวาคม 2569 – 10 มกราคม 2570)

    ยกเว้นค่าธรรมเนียมการใช้บริการท่าเรือ ASDP (22 ธันวาคม 2569 – 10 มกราคม 2570) โดยใช้งบประมาณรวมทั้งสิ้น 1.614 แสนล้านรูเปียห์ ตั้งเป้ารองรับผู้โดยสารประมาณ 2.8 ล้านคน

    รัฐบาลจะรับภาระภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ร้อยละ 100 สำหรับเที่ยวบินประจำทางชั้นประหยัดภายในประเทศ โดยใช้งบประมาณ 7.22 แสนล้านรูเปียห์ ตั้งเป้ารองรับผู้โดยสารประมาณ 3.7 ล้านคน

    สิทธิประโยชน์จูงใจสำหรับภาคอุตสาหกรรม

    ยกเว้นอากรขาเข้า (ร้อยละ 0) สำหรับก๊าซหุงต้ม (LPG) และวัตถุดิบพลาสติก โดยเฉพาะการยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับก๊าซหุงต้ม (LPG) ซึ่งคาดว่าจะก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจประมาณ 2.25 ล้านล้านรูเปียห์ ในรูปของการลดต้นทุนและผลกระทบเชิงทวีคูณ (Multiplier Effects)

    รัฐบาลยังได้ลดอากรขาเข้าสำหรับชิ้นส่วนอะไหล่อากาศยานเหลือร้อยละ เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมการบิน โดยช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานของสายการบิน และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมการซ่อมบำรุงอากาศยาน (Maintenance, Repair and Overhaul: MRO)

    เสาหลักที่ 2: โครงการฝึกงานและฝึกอบรมวิชาชีพ (Internship and Vocational Programs)

     โครงการฝึกงานแห่งชาติ
    จะเริ่มดำเนินการในเดือนกรกฎาคม 2569 ด้วยงบประมาณ 4.14 ล้านล้านรูเปียห์ เปิดรับบัณฑิตจบใหม่จากมหาวิทยาลัยจำนวน 150,000 คน

    โครงการฝึกอบรมวิชาชีพ
    ใช้งบประมาณ 2.12 ล้านล้านรูเปียห์ เพื่อยกระดับทักษะและสมรรถนะของแรงงาน โดยมุ่งเน้นผู้สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนสายอาชีวศึกษา (ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย) จำนวน 220,000 คน เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงาน รวมทั้งเยียวยาแรงงานที่ได้รับผลกระทบจากการเลิกจ้างจำนวน 50,000 คน เพื่อเสริมสร้างทักษะใหม่และสนับสนุนการกลับเข้าสู่ระบบแรงงาน

    เสาหลักที่ 3: การช่วยเหลือด้านอาหาร (Food Assistance)

     โครงการช่วยเหลือข้าวสาร 10 กิโลกรัม
    เริ่มดำเนินการในเดือนกรกฎาคม 2569 โดยรัฐบาลจะแจกจ่ายข้าวสารจำนวน 10 กิโลกรัม ให้แก่ครัวเรือนผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์จำนวน 33.24 ล้านครัวเรือน เป็นระยะเวลา เดือนติดต่อกัน คาดว่าจะใช้งบประมาณประมาณ 17.54 ล้านล้านรูเปียห์

    โครงการรักษาเสถียรภาพราคาถั่วเหลืองและอุปทานอาหาร (SPHP)
    รัฐบาลจะให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ผลิตเต้าหู้และเทมเป้ในอัตราสูงสุด 2,000 รูเปียห์ต่อกิโลกรัม โดยมีโควตารวม 250,000 ตัน ในระยะแรก สำหรับพื้นที่ที่ราคาถั่วเหลืองสูงกว่าราคาซื้อที่รัฐบาลกำหนด

    ความเห็นจากสำนักงาน:

                  รัฐบาลอินโดนีเซียประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมสำหรับครึ่งหลังของปี 2569 วงเงินรวม 26.34 ล้านล้านรูเปียห์ (ประมาณ 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพื่อบรรเทาผลกระทบจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ค่าเงินรูเปียห์ที่อ่อนค่า และความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ โดยเน้นการรักษากำลังซื้อของประชาชนและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ มาตรการดังกล่าวแบ่งเป็น 3 เสาหลัก ได้แก่ (1) มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและจูงใจภาคธุรกิจ เช่น การลดภาษี การอุดหนุนค่าเดินทาง การยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับตั๋วเครื่องบินชั้นประหยัด การลดอากรนำเข้าก๊าซ LPG วัตถุดิบพลาสติก และชิ้นส่วนอากาศยาน (2) โครงการฝึกงานและพัฒนาทักษะแรงงานสำหรับบัณฑิตจบใหม่ ผู้จบอาชีวศึกษา และแรงงานที่ถูกเลิกจ้าง และ (3) การช่วยเหลือด้านอาหาร ซึ่งเป็นมาตรการหลัก โดยแจกข้าวสาร 10 กิโลกรัมแก่ครัวเรือนผู้มีรายได้น้อยกว่า 33 ล้านครัวเรือนเป็นเวลา 3 เดือน พร้อมอุดหนุนราคาถั่วเหลืองเพื่อช่วยผู้ผลิตเต้าหู้และเทมเป้ ทั้งนี้ รัฐบาลยังประสานงานกับธนาคารกลางและกระทรวงการคลังอย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค ควบคุมเงินเฟ้อ และพยุงการเติบโตทางเศรษฐกิจให้เป็นไปตามเป้าหมายร้อยละ 5.4 ในปี 2569 มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดนี้สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลอินโดนีเซียให้ความสำคัญกับการรักษากำลังซื้อของประชาชนและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจภายในประเทศ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะผลกระทบจากราคาพลังงาน ค่าเงินรูเปียห์ที่อ่อนค่า และความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ การจัดสรรงบประมาณส่วนใหญ่ไปยังการช่วยเหลือด้านอาหารและการอุดหนุนต้นทุนการผลิตจะช่วยประคับประคองการบริโภคภายในประเทศ ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจอินโดนีเซีย อย่างไรก็ตาม การยกเว้นอากรนำเข้าวัตถุดิบอุตสาหกรรม เช่น LPG และเม็ดพลาสติก รวมถึงการสนับสนุนอุตสาหกรรมการบิน สะท้อนความพยายามของรัฐบาลในการลดต้นทุนภาคการผลิตและรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/y9h1wiba6oh32cko1s96kuzw&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0mI5FgFF6g8COGX8wvggYf

  • ESG ‘ใบเบิกทาง’ สู่ความยั่งยืน

    ESG ‘ใบเบิกทาง’ สู่ความยั่งยืน

    เศรษฐกิจและความท้าทายที่ประเทศไทยต้องเผชิญ สามารถแบ่งสัญญาณเตือนภัยออกเป็น 3 ระยะสำคัญ ดังนี้

    ระยะสั้น (1-2 ปี) สงครามราคาพลังงาน และภัยแล้งซูเปอร์เอลนีโญ ที่ทำให้ต้นทุนการผลิตพุ่งสูง วิกฤตน้ำกระทบอุตสาหกรรมใหม่ และกำแพงการค้าสีเขียว ที่ไทยต้องเผชิญหน้ากับมาตรการทางการค้าที่เข้มงวดทันที

    ระยะกลาง (3-5 ปี) การปฏิรูป Supply Chain และการคัดคนตกขบวน ทั้งมาตรฐานสิ่งแวดล้อมขั้นสูง ที่คู่ค้าหลักทั่วโลกกำลังรื้อถอนและปฏิรูปโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) โดยบริษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่จะกำหนดเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมที่เข้มงวด หากผู้ประกอบการไทยไม่สามารถลดก๊าซเรือนกระจกตามพันธกรณี UNFCCC ได้ จะถูกตัดออกจากระบบการค้าโลกทันที

    ​ระยะยาว (5-10 ปี) วิกฤตความมั่นคงทางทรัพยากร โดยเฉพาะภาวะโลกเดือดแบบสุดขั้ว ทรัพยากรพื้นฐาน เช่น น้ำ พลังงาน และที่ดิน จะกลายเป็นปัจจัยด้านความมั่นคงใหม่ของโลก หากไทยไม่เร่งบริหารจัดการทรัพยากรตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ต้นทุนการผลิตจะดีดตัวสูงจนสูญเสียความสามารถในการแข่งขันอย่างถาวร

    ​ท่ามกลางความผันผวนนี้ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้กล่าวปาฐกถาในงาน Sustain Daily Talk 2026 ภายใต้หัวข้อ “โลกป่วน เกมเปลี่ยน : ธุรกิจยั่งยืนได้อย่างไร” โดยได้ยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายและแนวทางการปรับตัวของภาคธุรกิจไทยไว้อย่างน่าสนใจ ดังนี้

    ​ESG (Environmental, Social, Governance) และเป้าหมาย Net Zero คือ “ใบเบิกทางในการอยู่รอด” ของเศรษฐกิจไทย หากมองว่า ESG เป็นเพียงต้นทุนจะเห็นแต่ค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงโรงงาน แต่หากมองเป็นโอกาสจะกลายเป็นเครื่องมือดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ช่วยให้เข้าถึงแหล่งทุนสีเขียว (Green Finance) เพิ่มมูลค่าให้สินค้า และสร้างความได้เปรียบในตลาดโลก

    ​นอกจากนี้ โครงสร้างเศรษฐกิจไทยพึ่งพาผู้ประกอบการ SMEs กว่า 3.3 ล้านราย ซึ่งมีการจ้างงานสูงถึง 13.6 ล้านคน (คิดเป็น 69% ของการจ้างงานทั้งประเทศ) และสร้าง GDP มูลค่ากว่า 1.72 ล้านล้านบาท ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในประเทศถึง 70% กระทรวงอุตสาหกรรมจึงเสนอให้ใช้โมเดลเศรษฐกิจ BCG เป็นเข็มทิศหลักในการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมสู่มูลค่าสูง

    ​รัฐบาลและกระทรวงอุตสาหกรรมเสนอแนวทางการเดินหน้าปฏิรูปเศรษฐกิจตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 และเตรียมส่งไม้ต่อสู่ฉบับที่ 14 (พ.ศ.2571-2575) ดังนี้ พัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคตและเทคโนโลยีสะอาด ยกระดับภาคเกษตรและอาหารเพื่อดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารของโลก (Global Food Security Hub), ปรับปรุงกฎระเบียบและข้อบังคับ ให้เอื้อต่อการลงทุนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

    ​ยกระดับทักษะแรงงาน (Upskill/Reskill) ให้สอดรับกับตลาดแรงงานยุคเศรษฐกิจสีเขียว, ยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (SEP) และพระบรมราโชบายของในหลวงรัชกาลที่ 10 ในการ “สืบสาน รักษา และต่อยอด” มาเป็นรากฐานในการสร้างความมั่นคงและยั่งยืนให้ทุกภาคธุรกิจเพื่อก้าวไปสู่การเป็น “ผู้นำ” ด้านความยั่งยืนในอีก 10 ปีข้างหน้า

    แม้ประเทศไทยจะไม่สามารถควบคุมทิศทางหรือปัจจัยบวก-ลบทางภูมิรัฐศาสตร์ของโลกได้ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ “ไทยต้องเป็นผู้กำหนดเกมของตัวเอง” ผ่านการเปลี่ยนวิธีคิด เร่งปรับตัว และประสานความร่วมมืออย่างจริงจังระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาชน และต้องทำทันทีเพื่อความอยู่รอดของเศรษฐกิจไทย.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/1024575/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw28omq2cuP6V9wtZXDGL8BJ

  • สรุปร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 รัฐบาลเปิดแผนพลิกเศรษฐกิจไทย | เดลินิวส์

    สรุปร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 รัฐบาลเปิดแผนพลิกเศรษฐกิจไทย | เดลินิวส์

    สรุปมติที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2569 รับหลักการร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ด้วยคะแนนเห็นชอบ 288 เสียง ไม่เห็นชอบ 119 เสียง งดออกเสียง 86 เสียง ไม่ลงคะแนน 0 เสียง จากจำนวนผู้ลงมติ 493 คน พร้อมตั้งกรรมาธิการ 72 คน และกำหนดเวลาแปรญัตติ 30 วัน

    สำหรับร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท รัฐบาลนำเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร วาระที่ 1 และเปิดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอภิปราย 3 วันเต็ม ระหว่างวันที่ 29 มิ.ย.-1 ก.ค. 2569

    [คาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2570]

    คำแถลงของ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ต่อที่ประชุมสภา ในวันแรก ระบุว่า งบประมาณปี 2570 มีวงเงินรวม 3.788 ล้านล้านบาท โดยคาดว่าเศรษฐกิจไทยปี 2570 จะขยายตัว 1.7-2.7% ค่ากลาง 2.2% เงินเฟ้ออยู่ในกรอบ 0.5-1.5% และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 1.6% ของจีดีพี 

    “แม้ตัวเลขเหล่านี้ยังพอเห็นทิศทางฟื้นตัว แต่เศรษฐกิจไทยยังมีความไม่แน่นอนสูงจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง มาตรการกีดกันทางการค้าของประเทศเศรษฐกิจหลัก และผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศ” นายเอกนิติ ระบุ

    [แยกตามประเภทงบปี 2570]

    เมื่อแยกตามประเภทรายจ่าย งบปี 2570 วงเงินรวม 3.788 ล้านล้านบาท ประกอบด้วย รายจ่ายประจำ 2.786 ล้านล้านบาท หรือ 73.6% รายจ่ายลงทุน 789,171.5 ล้านบาท หรือ 20.8% รายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ 151,520 ล้านบาท หรือ 4% และรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง 71,038.1 ล้านบาท หรือ 1.9% ของวงเงินงบประมาณทั้งหมด

    งบประมาณปี 2570 ถูกวางให้ทำหน้าที่หลายชั้น คือ ชั้นที่ 1 ดูแลรายจ่ายจำเป็นและสวัสดิการประชาชน ชั้นที่ 2 รักษาแรงส่งทางเศรษฐกิจผ่านการลงทุนภาครัฐและมาตรการที่เชื่อมกับภาคเอกชน และ ชั้นที่ 3 รักษาวินัยการเงินการคลัง เพื่อไม่ให้ความเชื่อมั่นต่อฐานะการคลังของประเทศอ่อนแรงลง

    การจัดสรรงบประมาณตามยุทธศาสตร์ งบประมาณปี 2570 ถูกวางไว้ภายใต้ 6 ยุทธศาสตร์ และ 1 รายการ เช่น ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม 960,916.6 ล้านบาท หรือ 25.4% ของวงเงินงบประมาณ, ยุทธศาสตร์ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบบริหารจัดการภาครัฐ 676,320.2 ล้านบาท หรือ 17.9%, ยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ 611,194.5 ล้านบาท หรือ 16.1% และยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน 348,427.4 ล้านบาท เป็นต้น

    นอกจากนี้ ภายใต้งบประมาณปี 2570 รัฐบาลจัดสรรงบกลาง 693,880 ล้านบาท หรือ 18.3% ของวงเงินงบประมาณ เพื่อใช้กับภารกิจจำเป็น เหตุฉุกเฉิน พร้อมกับการรักษาวินัยการเงินการคลัง โดยภายใต้งบประมาณปี 2570 ได้จัดสรรงบประมาณเพื่อชำระหนี้ภาครัฐ 462,470.3 ล้านบาท และรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง 71,038.1 ล้านบาท 

    ขณะที่หนี้สาธารณะ ณ เดือน เม.ย. 2569 อยู่ที่ 12.789 ล้านล้านบาท หรือ 66.66% ของจีดีพี อยู่ในกรอบวินัยการคลังไม่เกิน 70% ของจีดีพี และตั้งเป้าลดการขาดดุลการคลังให้ไม่เกิน 3% ของจีดีพีภายในปี 2572

    [งบประมาณไม่ใช่เครื่องมือเดียว]

    ในวันสุดท้ายของการอภิปรายงบประมาณปี 2570 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ได้อภิปรายสรุปร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ย้ำว่า รัฐบาลตั้งใจจัดทำงบประมาณแบบใหม่ โปร่งใส เปิดข้อมูล และยอมรับข้อจำกัดทางการคลังตามความเป็นจริง

    “งบประมาณไม่ใช่เครื่องมือเดียวของรัฐบาล แต่ต้องใช้ร่วมกับรัฐวิสาหกิจ กองทุนนอกงบประมาณ สถาบันการเงินของรัฐ และ PPP เพื่อพลิกเศรษฐกิจไทยที่โตต่ำกว่าศักยภาพ และขีดความสามารถการแข่งขันเริ่มถดถอย”

    [แผนพลิกเศรษฐกิจไทย]

    นายเอกนิติ กล่าวว่า รัฐบาลตั้งเป้าระยะปานกลางให้ไทยกลับขึ้นสู่ 20 อันดับแรกของโลกด้านความสามารถแข่งขันภายใน 4 ปี และเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจให้โตเกิน 3% พร้อมทำงานกับภาคเอกชนและองค์กรระหว่างประเทศ เช่น ธนาคารโลก เพื่อ ยกระดับไทยเป็นประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี

    ขณะที่ในระยะสั้นรัฐบาลต้องเผชิญวิกฤติซ้อนวิกฤติ ทั้งงบประมาณปี 2569 ที่จำกัด การขาดดุลสูงถึง 4.4% ของจีดีพี แรงกดดันจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ วิกฤติพลังงานโลก ค่าครองชีพสูง และเงินเฟ้อที่กระทบประชาชนโดยตรง 

    ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องออกมาตรการช่วยคนตัวเล็ก พ่อค้าแม่ค้ารายย่อย ผ่านโครงการไทยช่วยไทย เพื่อหยุดวงจรเศรษฐกิจที่อาจลามไปสู่การเลิกจ้าง โดยนำ AI นกกระซิบ ช่วยวิเคราะห์ต้นทุน ทำบัญชี และเพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อจากธนาคารรัฐ

    “งบปี 2570 รัฐบาลจะไม่ใช้วิธีเดิมที่ตั้งงบไม่เต็ม หรือซ่อนรายจ่ายประจำไว้จนต้องไปใช้เงินคงคลังภายหลัง แต่จะเปิดแผลให้เห็นชัด เพื่อแก้ให้ถูกจุด”

    [เพิ่มความเชื่อมั่นการคลัง]

    นายเอกนิติ กล่าวว่า ปี 2570 รัฐบาลจะลดการขาดดุลลงเหลือ 3.9% ของจีดีพี ความชัดเจนดังกล่าวช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพการคลังของประเทศ และมีผลต่อมุมมองของสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ซึ่งเกี่ยวข้องกับต้นทุนการเงินของภาคธุรกิจและประชาชน

    ส่วนกรณีงบลงทุนดูเหมือนลดลงประมาณ 70,000 ล้านบาท เป็นผลจากการนำรายจ่ายประจำและงบสวัสดิการที่เคยซ้ำซ้อนหรือไม่ตั้งเต็ม มาตั้งไว้ให้ตรงความจริง เพื่อทำให้ฐานะการคลังโปร่งใสและยั่งยืนขึ้น

    “รัฐบาลพร้อมรับฟังข้อเสนอแนะจากสมาชิกสภา เพื่อนำไปพิจารณาในชั้นกรรมาธิการอย่างรอบคอบ พร้อมเชิญชวนทุกฝ่ายร่วมกันพลิกวิกฤติเป็นโอกาส กอบกู้เศรษฐกิจ และสร้างความหวังใหม่ให้ประชาชน” นายเอกนิติ กล่าวสรุป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5992923/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1FIGzErMUObUTSH_AMiaUl

  • ECONOMIC FOCUS เดือน ก.ค. : อินโฟเควสท์

    ECONOMIC FOCUS เดือน ก.ค. : อินโฟเควสท์

    1 ก.ค. ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เผยแพร่ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจ
    1 ก.ค. ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.)
     3 ก.ค. สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สภาผู้ส่งออก) แถลงภาพรวมสถานการณ์การส่งออกไทย Outlook 2026 
    สัปดาห์ที่ 2 มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย แถลงดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค, ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย
    6 ก.ค. ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) แถลงสรุปภาพรวมภาวะตลาดหลักทรัพย์
    6 ก.ค. สภาธุรกิจตลาดทุนไทย แถลงผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนและอัพเดตสถานการณ์ลงทุน
    6 ก.ค. กระทรวงพาณิชย์ แถลงดัชนีเศรษฐกิจการค้า 
    7 ก.ค. สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย แถลงสรุปภาวะตลาดตราสารหนี้ไทย ไตรมาสที่ 2/69
    8 ก.ค. สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) แถลงดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม
    สัปดาห์ที่ 4 กระทรวงพาณิชย์ แถลงภาวะการค้าระหว่างประเทศ
    สัปดาห์ที่ 4 ส.อ.ท. แถลงยอดผลิตและส่งออกรถยนต์ รถจักรยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์
    สัปดาห์ที่ 5 สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม(สศอ.) แถลงดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม
    สัปดาห์ที่ 5 สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.)รายงานภาวะเศรษฐกิจการคลัง, ภาวะเศรษฐกิจภูมิภาค, ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาค
    31 ก.ค. ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) รายงานภาวะเศรษฐกิจและการเงินไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/607688&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1jhXJRrnpxHkmuayYylk21

  • สกัดจับ 2 สาวใหญ่เครือข่ายนักบินยโสธร ขนยาบ้า 2 ล้านเม็ดอัดแน่นท้ายเก๋ง ทำมาแล้ว 12 ครั้ง! | เดลินิวส์

    สกัดจับ 2 สาวใหญ่เครือข่ายนักบินยโสธร ขนยาบ้า 2 ล้านเม็ดอัดแน่นท้ายเก๋ง ทำมาแล้ว 12 ครั้ง! | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 1 ก.ค. นายบัญชา เชาวรินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี พร้อมด้วยตำรวจ ทหาร และ ป.ป.ส. ภาค 1 ร่วมกันแถลงผลการขยายผลจับกุมเครือข่ายยาเสพติด “เครือข่ายนักบินยโสธร” โดยสามารถสกัดจับ นางปุญญิศา อายุ 58 ปี และ น.ส.นภัสนันทร์ อายุ 37 ปี ชาว จ.ยโสธร ได้ที่จุดสกัดบนถนนมิตรภาพ หน้า บก.ภ.จว.สระบุรี ต.ทับกวาง อ.แก่งคอย พร้อมของกลางยาบ้า 10 กระสอบใหญ่ รวม 2,000,000 เม็ด มูลค่ากว่า 60 ล้านบาท ซุกซ่อนอยู่ท้ายรถและเบาะหลังรถยนต์ฮอนด้า ซิตี้ สีขาว

    การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจากการขยายผลจับกุมเมื่อวันที่ 21 มิ.ย. ที่ผ่านมา ยึดยาบ้าได้ 6.7 ล้านเม็ด จนเจ้าหน้าที่แกะรอยพบพฤติกรรมรถคันดังกล่าววิ่งมาด้วยท่าทีมีน้ำหนักบรรทุกมากผิดปกติ จึงวางแผนสกัดจับ

    ด้าน พล.ต.ต.ธรรมนูญ เชาวะวณิชย์ ผบก.ภ.จว.สระบุรี เผยว่า ขบวนการนี้ปรับเปลี่ยนรูปแบบมาใช้ผู้หญิงเป็นคนขับและสำรวจด่านเพื่อเลี่ยงความสนใจ ผู้ต้องหาสารภาพว่ารับจ้างขนยาจากแถบชายแดนริมน้ำโขงมาส่งพื้นที่ชั้นใน กทม. อยุธยา และสระบุรี มาแล้วถึง 12 ครั้ง ได้ค่าจ้างครั้งละ 70,000-200,000 บาท ซึ่งเจ้าหน้าที่จะดำเนินมาตรการยึดทรัพย์และขยายผลหาผู้สั่งการต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5992256/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2RBXigi51UIL0XsSysswfg

  • วว. ผนึกกำลัง 4 หน่วยงานจังหวัดพะเยา ขับเคลื่อนงานวิจัยนวัตกรรม สร้างมูลค่าเพิ่มเศรษฐกิจฐานราก แก้ปัญหา PM 2.5 อย่างยั่งยืน

    วว. ผนึกกำลัง 4 หน่วยงานจังหวัดพะเยา ขับเคลื่อนงานวิจัยนวัตกรรม สร้างมูลค่าเพิ่มเศรษฐกิจฐานราก แก้ปัญหา PM 2.5 อย่างยั่งยืน

    กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) โดย สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ร่วมกับ จังหวัดพะเยา มหาวิทยาลัยพะเยา องค์การบริหารส่วนจังหวัดพะเยา และหอการค้าจังหวัดพะเยา ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “การใช้เทคโนโลยี ผลงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อการสร้างมูลค่าเพิ่มผลผลิตการเกษตร พืชอัตลักษณ์ และนวัตกรรมเพื่อการแก้ไข PM 2.5 แบบยั่งยืนของจังหวัดพะเยา” มุ่งบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อยกระดับเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของจังหวัดพะเยาอย่างเป็นรูปธรรม
    โดยมี นางสาวอรอาภา โล่ห์วีระ ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ว่าการ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) รศ. ดร.สุภกร พงศบางโพธิ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยพะเยา นายธวัช สุทธวงค์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพะเยา และนายกมลสันต์ ศรีวิราช ประธานหอการค้าจังหวัดพะเยา ร่วมลงนามความร่วมมือ

    โอกาสนี้ คณะผู้บริหาร นักวิจัย บุคลากรทั้ง 4 หน่วยงาน รวมทั้งหน่วยงานภาคีเครือข่าวทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ร่วมเป็นเกียรติและแสดงความยินดี โดยมีระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี ทั้งนี้ทุกภาคส่วนจะร่วมกันขับเคลื่อนโครงการและกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของจังหวัดพะเยาในอนาคต อันสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาประเทศบนฐานเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) และการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศไทยต่อไป ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ณ ห้องประชุมบวรรัตนประสิทธิ์ อาคารสำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยพะเยา

    ภายใต้บันทึกข้อตกลงดังกล่าว ทั้ง 5 หน่วยงานจะร่วมกันดำเนินงานด้านการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์จากทรัพยากรท้องถิ่น อาทิ พืช สมุนไพร ผลผลิตทางการเกษตร และวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร เพื่อพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร อาหารเสริม เครื่องสำอาง และเวชสำอางสมุนไพรที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ตอบสนองความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ พร้อมทั้งร่วมพัฒนานวัตกรรมด้านวัสดุศาสตร์ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม เพื่อแก้ไขปัญหามลพิษ PM 2.5 ของจังหวัดพะเยาอย่างเป็นระบบและยั่งยืน

    นางสาวอรอาภา โล่ห์วีระ กล่าวว่า จังหวัดพะเยา ขอขอบคุณทุกหน่วยงานที่ได้ร่วมกันบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาจังหวัดให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ซึ่งจังหวัดพะเยามีศักยภาพด้านการเกษตร พืชอัตลักษณ์ และทรัพยากรที่หลากหลาย การนำงานวิจัยและนวัตกรรมมาต่อยอด จะช่วยเพิ่มมูลค่าผลผลิตสร้างรายได้ให้เกษตรกรและผู้ประกอบการ พร้อมทั้งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของจังหวัด ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการนำองค์ความรู้มาร่วมแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญของพื้นที่ และจะเป็นพลังสำคัญในการผลักดันงานวิจัยและนวัตกรรมไปสู่การใช้ประโยชน์จริง สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และนำไปสู่การพัฒนาจังหวัดพะเยาอย่างยั่งยืน

    ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการบูรณาการการทำงานระหว่างภาครัฐ สถาบันการศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาจังหวัดพะเยา โดยใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นกลไกสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตทางการเกษตร พืชอัตลักษณ์ของจังหวัด รวมถึงการพัฒนานวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะปัญหา PM 2.5 อย่างยั่งยืน

    “ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการเชื่อมโยงองค์ความรู้ งานวิจัย เทคโนโลยี บุคลากร และเครือข่ายของทุกภาคส่วน เพื่อผลักดันให้เกิดการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ได้จริง สร้างรายได้ สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ พร้อมมุ่งหวังให้จังหวัดพะเยาเป็นต้นแบบของการพัฒนาพื้นที่ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ที่ก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน” ผู้ว่าการ วว. กล่าว

    รศ.ดร.สุภกร พงศบางโพธิ์ กล่าวว่า การบริหารจัดการเพื่อประโยชน์เชิงพื้นที่ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการบูรณาการและความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยการต่อยอดนวัตกรรมและความยั่งยืนสู่การใช้ประโยชน์จริงในเชิงพาณิชย์ทั้งในภาคการเกษตร อุตสาหกรรมอาหาร สุขภาพ และสิ่งแวดล้อม ที่มีศักยภาพในการสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมได้จริง ความร่วมมือในครั้งนี้นอกจากจะมุ่งแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าแล้ว ยังเป็นการร่วมมือกันขององค์กรในทุกระดับในการพัฒนาองค์ความรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อสร้างแนวทางการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ซึ่งจะนำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่กับการรักษาสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชน มหาวิทยาลัยพะเยาในฐานะสถาบันอุดมศึกษามีความพร้อมทั้งด้านบุคลากร นักวิจัย ห้องปฏิบัติการ และโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ที่จะทำหน้าที่เป็นกลไกเชื่อมโยงองค์ความรู้จากห้องปฏิบัติการ สู่ชุมชน ผู้ประกอบการ และภาคการผลิต เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์จากผลงานวิจัยอย่างแท้จริง

    นายธวัช สุทธวงค์ กล่าวว่า นับเป็นก้าวสำคัญของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคเอกชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาจังหวัดพะเยา ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัยและนวัตกรรม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ควบคู่กับการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก การพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตร และการต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นด้วยองค์ความรู้และนวัตกรรม สร้างอาชีพ สร้างรายได้ และการพัฒนาที่ยั่งยืนในทุกพื้นที่ของจังหวัด ทั้งนี้ อบจ.พะเยา พร้อมสนับสนุนและผลักดันความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อให้ผลงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงและเกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมแก่ประชาชนและชุมชนของจังหวัดพะเยา

    นายกมลสันต์ ศรีวิราช กล่าวว่า ข้อตกลงความร่วมมือในวันนี้ เป็นก้าวสำคัญของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคท้องถิ่น และภาคเอกชน เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาจังหวัดพะเยาด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย และนวัตกรรม เชื่อมั่นว่าความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยต่อยอดงานวิจัยและนวัตกรรมไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ เพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตรและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น สร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการ เกษตรกร และวิสาหกิจชุมชน สามารถแข่งขันได้ในตลาดที่มีมูลค่าสูงขึ้น ซึ่งหอการค้าจังหวัดพะเยาพร้อมเป็นเครือข่ายในการเชื่อมโยงภาคธุรกิจกับองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อร่วมกันพัฒนาเศรษฐกิจของจังหวัดให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน

    นอกจากความร่วมมือดังกล่าวแล้ว ภายใต้บันทึกความร่วมมือนี้ยังครอบคลุมถึงการพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การใช้ประโยชน์จากห้องปฏิบัติการและทรัพยากรร่วมกัน การสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อภาคธุรกิจ การถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ชุมชนและผู้ประกอบการ ตลอดจนการส่งเสริมการตลาดและประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาจากทรัพยากรท้องถิ่นของจังหวัดพะเยาให้เป็นที่รู้จักในระดับประเทศและนานาชาติให้ยั่งยืนต่อไป

    #อว #วว #TISTR #พะเยา #วทน #นวัตกรรม #เศรษฐกิจฐานราก #แก้ปัญหาPM
    #สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1032831&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Q4cdQV0uMpIWMny3PpKA4

  • ไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ครบเดือนแรก เงินสะพัด 4.32 หมื่นล้าน หนุนเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

    ไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ครบเดือนแรก เงินสะพัด 4.32 หมื่นล้าน หนุนเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

    โฆษกรัฐบาล เผย โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ครบเดือนแรก เงินสะพัดกว่า 4.32 หมื่นล้านบาท ประชาชนแห่ใช้สิทธิกว่า 25 ล้านคน เกิดการจับจ่ายกระจายเม็ดเงินสู่ผู้ประกอบการทั่วประเทศ 

    วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่องจากประชาชนและผู้ประกอบการ โดยหลังสิ้นสุดการดำเนินโครงการในเดือนแรก (ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 เวลา 23.00 น.) มียอดการใช้จ่ายรวม 43,218.39 ล้านบาท มีผู้ใช้สิทธิสำเร็จ 25,686,181 ราย และเกิดการใช้จ่ายผ่านร้านค้ากว่า 1.03 ล้านร้านค้า สะท้อนถึงความสำเร็จของมาตรการในการกระตุ้นกำลังซื้อ กระจายเม็ดเงินสู่ผู้ประกอบการ และสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

    ทั้งนี้ โครงการเริ่มต้นอย่างคึกคักตั้งแต่วันแรกของการใช้สิทธิ เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2569 โดยมียอดใช้จ่ายรวม 2,039.74 ล้านบาท ก่อนที่ยอดใช้จ่ายจะขยายตัวต่อเนื่องจนมียอดสะสม 43,218.39 ล้านบาท ภายในเดือนแรก สะท้อนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อมาตรการและการมีส่วนร่วมในการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ

    ด้านผู้ประกอบการ มีร้านค้าที่ลงทะเบียนพร้อมใช้งานแล้ว 1,073,146 ร้านค้า และมีร้านค้าที่เกิดการใช้จ่ายผ่านโครงการ 1,035,299 ร้านค้า ครอบคลุมทั้งร้านค้าทั่วไป ร้านค้ารายย่อย ร้านค้าชุมชน และร้านค้าบนแพลตฟอร์ม Food Delivery ซึ่งเข้าร่วมโครงการตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2569 ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีรายได้เพิ่มขึ้น มีสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจ และขยายโอกาสทางการค้าได้มากยิ่งขึ้น

    โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาลที่มุ่งบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และธุรกิจท้องถิ่น ผ่านการกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ระบบเศรษฐกิจในทุกพื้นที่ และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม

    โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ผลการดำเนินงานในเดือนแรกสะท้อนความร่วมมือของภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในการร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยรัฐบาลจะติดตามผลการดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำข้อมูลไปพัฒนามาตรการที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนและผู้ประกอบการมากยิ่งขึ้น พร้อมเดินหน้าสร้างกำลังซื้อภายในประเทศ เสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2943363&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1klYQMeNuxIDCNbAEVUqI4

  • นายก อบต.ป่าสะแก ลุยสำรวจแปลงนาคาร์บอนต่ำ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน | เดลินิวส์

    นายก อบต.ป่าสะแก ลุยสำรวจแปลงนาคาร์บอนต่ำ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน | เดลินิวส์

    ที่พื้นที่แปลงนาคาร์บอนต่ำ ต.ป่าสะแก อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี นายเสรี ขำสุวรรณ นายก อบต.ป่าสะแก พร้อมด้วย นายสริ ดวงแก้ว รองนายก อบต.ป่าสะแก นำทีมพี่น้องเกษตรกร ลงพื้นที่แปลงนาคาร์บอนต่ำร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจาก “บริษัท ทีม พรับบลิค เฮลท์”ลุยสำรวจแปลงนาคาร์บอนต่ำ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนให้ยั่งยืน

    นายเสรี กล่าวว่า กิจกรรมครั้งนี้มุ่งเน้นการลงแปลงสำรวจแมลงและเรียนรู้เรื่องโรคพืช เพื่อให้พี่น้องชาวนาสามารถรับมือกับศัตรูพืชได้ด้วยวิถีธรรมชาติ งดการใช้สารเคมี ซึ่งการทำนาคาร์บอนต่ำนี้ เป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้เกษตรกร ลดต้นทุนการผลิตลงได้จริงถึง 2,800 บาทต่อไร่ นี้คือบทพิสูจน์ที่เปลี่ยนชาวนาให้เป็นผู้ประกอบการยุคใหม่ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ สร้างความมั่นคงทางอาหารและเศรษฐกิจให้ครอบครัวชาวป่าสะแกพึ่งพาตนเองได้อย่างร้อยเปอร์เซ็นต์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5991316/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1056FqMikTRiN4VQGSnP5_

  • รองอธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศเป็นประธานร่วมในการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสกรอบความร่วมมือลุ่มน้ำโขง – สาธารณรัฐเกาหลี ประจำปี 2569 – กระทรวงการต่างประเทศ

    รองอธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศเป็นประธานร่วมในการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสกรอบความร่วมมือลุ่มน้ำโขง – สาธารณรัฐเกาหลี ประจำปี 2569 – กระทรวงการต่างประเทศ

    วันที่นำเข้าข้อมูล 1 ก.ค. 2569

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 1 ก.ค. 2569

    | 25 view

    เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2569 นางสาวปรางทิพย์ จันทร์สมศักดิ์ รองอธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เป็นประธานร่วมฝ่ายไทยในการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสกรอบความร่วมมือลุ่มน้ำโขง – สาธารณรัฐเกาหลี (Mekong – Republic of Korea Senior Officials’ Meeting: Mekong – ROK SOM) ร่วมกับนาย Lee Dong-gy, Director-General for ASEAN and Southeast Asian Affairs Bureau กระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐเกาหลี โดยมีผู้แทนจากประเทศสมาชิกลุ่มน้ำโขงและสาธารณรัฐเกาหลีเข้าร่วมการประชุมแบบผสมผสาน

    ไทยในฐานะประธานร่วมเน้นย้ำการดำเนินความร่วมมือผ่าน 3 แนวทาง ได้แก่ (1) การเสริมสร้างความเข้มแข็งในการตอบสนองและความยืดหยุ่น (response and resilience) ต่อความท้าทายในอนุภูมิภาค โดยเฉพาะด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและคุณภาพน้ำ มลพิษทางอากาศ และอาชญากรรมข้ามชาติ (2) การเชื่อมโยงอนุภูมิภาค (reconnect) โดยเฉพาะด้านโลจิสติกส์ การอำนวยความสะดวกทางการค้า รวมถึงความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน และ (3) การพลิกโฉม (reboot) สู่ความยั่งยืนผ่านเศรษฐกิจสีเขียวและเศรษฐกิจดิจิทัล ขณะที่ที่ประชุมแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการเสริมสร้างความร่วมมือภายใต้กรอบ Mekong – ROK ให้มีความสอดคล้องกับบริบทและความท้าทายของอนุภูมิภาคในปัจจุบัน

    ที่ประชุมทบทวนการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการ Mekong – ROK (Plan of Action 2021 – 2025) และหารือการจัดทำแผนปฏิบัติการฉบับใหม่ เพื่อกำหนดทิศทางและลำดับความสำคัญของความร่วมมือในระยะต่อไป รวมทั้งการเตรียมการสำหรับการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศกรอบ Mekong – ROK ครั้งที่ 14 ซึ่งไทยจะเป็นประธานร่วมและมีกำหนดจัดขึ้นในเดือนกรกฎาคม 2569 ในห้วงการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ครั้งที่ 59 การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ที่กรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์

    ก่อนการประชุม Mekong – ROK SOM ประเทศสมาชิกกรอบความร่วมมือยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (ACMECS Caucus) หารือแนวทางการขับเคลื่อนกรอบความร่วมมือในลุ่มน้ำโขงต่าง ๆ โดยการประชุมดังกล่าวเป็นแนวปฏิบัติที่มีการปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง เพื่อการเสริมสร้างความมีเอกภาพในการขับเคลื่อนความร่วมมือของอนุภูมิภาค

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/ddg-intl-econ-mekong-rok-som-2026-th%3Fpage%3D5d5bd3c915e39c306002a907%26menu%3D5d5bd3c915e39c306002a908&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3TR5zM0XcjwfM5Itc5X8O4