Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เวียตเจ็ทเปิด Fly2Ferry จองบินต่อเรือ One-Stop Service สู่ 3 เกาะดัง

    เวียตเจ็ทเปิด Fly2Ferry จองบินต่อเรือ One-Stop Service สู่ 3 เกาะดัง

    เวียตเจ็ทเปิด Fly2Ferry จองบินต่อเรือ One-Stop Service สู่ 3 เกาะดัง

    ไทยเวียตเจ็ทขยายเครือข่ายรุกตลาดท่องเที่ยวภาคใต้ เปิดตัวบริการ “Fly2Ferry” เชื่อมเที่ยวบินสุวรรณภูมิสู่เกาะสมุย-พะงัน-เต่า จองจบในที่เดียวพร้อมรถรับส่งและเรือเร็ว

    เวียตเจ็ทไทยแลนด์ เดินหน้าอำนวยความสะดวกให้นักเดินทางด้วยการเปิดตัวบริการเสริมใหม่ล่าสุด “Fly2Ferry” บริการเชื่อมต่อการเดินทางทางอากาศและทางทะเลภายใต้ระบบการจองเดียว 

    เพื่อให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติสามารถเดินทางสู่ 3 เกาะสวรรค์แห่งอ่าวไทย ได้แก่ เกาะสมุย เกาะพะงัน และเกาะเต่า ได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วกว่าที่เคย
     

    เวียตเจ็ทเปิด Fly2Ferry จองบินต่อเรือ One-Stop Service สู่ 3 เกาะดัง

    เส้นทางบินและกระบวนการเดินทางที่สะดวกสบาย

    บริการ Fly2Ferry ออกแบบมาเพื่อลดความยุ่งยากในการวางแผนเดินทาง โดยผู้โดยสารสามารถเริ่มต้นเดินทางจาก กรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) สู่ท่าอากาศยานที่เป็นประตูหลักของภาคใต้ ได้แก่:

    • ท่าอากาศยานสุราษฎร์ธานี
    • ท่าอากาศยานนครศรีธรรมราช

    เวียตเจ็ทเปิด Fly2Ferry จองบินต่อเรือ One-Stop Service สู่ 3 เกาะดัง

    เมื่อเดินทางถึงสนามบิน ผู้โดยสารจะไม่ต้องกังวลเรื่องการหารถต่อ เพราะบริการนี้รวม รถตู้รับส่ง (Shuttle Bus) ที่จะมารอรับเพื่อเดินทางต่อไปยัง ท่าเรือดอนสัก (ลมพระยา)

    จากนั้นจะได้สัมผัสประสบการณ์การข้ามทะเลด้วย เรือเฟอร์รี่ความเร็วสูง จากพันธมิตรผู้เชี่ยวชาญอย่าง บริษัท ลมพระยา ไฮสปีด เฟอร์รี่ส์ จำกัด โดยเส้นทางเรือจะเริ่มต้นจากเกาะสมุย ต่อด้วยเกาะเต่า และสิ้นสุดที่เกาะพะงัน (และในเส้นทางขากลับ)

    นายปิ่นยศ พิบูลสงคราม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการพาณิชย์และลูกค้าสัมพันธ์ สายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์

    นายปิ่นยศ พิบูลสงคราม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการพาณิชย์และลูกค้าสัมพันธ์ สายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ ได้กล่าวถึงความสำคัญของบริการนี้ว่า

    “บริการ Fly2Ferry ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับการเชื่อมต่อการเดินทางทางอากาศสู่แหล่งท่องเที่ยวทางทะเล เปิดโอกาสให้ผู้โดยสารสามารถจองบัตรโดยสารเครื่องบินและเรือข้ามฟากได้ในขั้นตอนเดียว พร้อมอำนวยความสะดวกสู่เกาะยอดนิยมได้อย่างไร้รอยต่อ”

    เวียตเจ็ทเปิด Fly2Ferry จองบินต่อเรือ One-Stop Service สู่ 3 เกาะดัง

    “ขณะเดียวกัน หมู่เกาะทางภาคใต้ยังคงได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นเกาะสมุยที่โดดเด่นด้านชายหาดและธรรมชาติ เกาะพะงันที่มีชื่อเสียงจากกิจกรรมความบันเทิงระดับโลก และเกาะเต่าซึ่งเป็นแลนด์มาร์กสำคัญของนักดำน้ำ การให้บริการ Fly2Ferry ไปยังจุดหมายเหล่านี้จึงช่วยให้นักเดินทางเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวศักยภาพของประเทศไทยได้สะดวกยิ่งขึ้น ผ่านบริการแบบครบวงจร พร้อมสอดรับกับกลยุทธ์ของสายการบินในการขยายเครือข่ายการเดินทาง ตลอดจนเป็นรากฐานสำหรับการขยายเส้นทางจากเที่ยวบินสู่เกาะอื่น ๆ ในอนาคต”
     

    เวียตเจ็ทเปิด Fly2Ferry จองบินต่อเรือ One-Stop Service สู่ 3 เกาะดัง

    ช่องทางการสำรองที่นั่ง

    เพื่อฉลองการเปิดตัวบริการใหม่ เวียตเจ็ทไทยแลนด์ได้มอบสิทธิพิเศษด้วย ส่วนลดค่าบริการเรือเฟอร์รี่ 30% ส่งผลให้อัตราค่าโดยสารรวมเริ่มต้นเพียง 1,100 บาท สำหรับผู้ใหญ่ และ 550 บาท สำหรับเด็ก โดยมีรายละเอียดช่วงเวลาดังนี้:

    ช่วงเวลาการจอง: ตั้งแต่วันนี้ – 31 พฤษภาคม 2569

    ช่วงเวลาเดินทาง: 22 เมษายน – 30 กันยายน 2569

    ผู้ที่สนใจสามารถสำรองบัตรโดยสารพร้อมบริการ Fly2Ferry ได้อย่างง่ายดายผ่านเว็บไซต์ www.vietjetair.com, แอปพลิเคชัน Vietjet Thailand หรือช่องทาง LINE OA @Thaivietjet เพื่อสัมผัสประสบการณ์การท่องเที่ยวไทยที่สะดวกสบายและคุ้มค่าที่สุดในฤดูกาลนี้

    เวียตเจ็ทเปิด Fly2Ferry จองบินต่อเรือ One-Stop Service สู่ 3 เกาะดัง  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/741614&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qjxsq7kjaCXnxJwwjjj3X

  • 14 แอปเที่ยวญี่ปุ่น มีติดเครื่องไว้ เที่ยวสนุกขึ้นแน่นอน

    14 แอปเที่ยวญี่ปุ่น มีติดเครื่องไว้ เที่ยวสนุกขึ้นแน่นอน

    TrueID

    Follow us

    TrueID Line Official

    Copyright © True Digital Group Company Limited.
    All rights reserved

    TrueID APP

    Unbox Yourself with TrueID

    ทรูไอดี โลกความสุขในทุกตัวตนของคุณ

    Download on App StoreDownload on Google Play StoreDownload on Huawei AppGallery

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.trueid.net/detail/N0o61kXGg3QW&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_WOt1CxZ3j9dFxvEXMIDg

  • “อาจารย์อุ๋ย” ซัดรัฐบาล! รีดเลือดกับคนไทย “ภาษีขาออก 1,000-ต่างชาติจ่าย 300?”

    “อาจารย์อุ๋ย” ซัดรัฐบาล! รีดเลือดกับคนไทย “ภาษีขาออก 1,000-ต่างชาติจ่าย 300?”

    หากเรานำมาวางเทียบกับ “ค่าเหยียบแผ่นดิน” 300 บาท ที่เรียกเก็บจากชาวต่างชาติ จะเห็นถึงความลักลั่นที่ทำร้ายคนไทยและด้อยค่าทรัพยากรท่องเที่ยวของชาติอย่างรุนแรง

    นอกจากนี้ รัฐบาลต้องเลิกมองว่า “คนไทยที่ไปต่างประเทศคือคนมีเงินเสมอไป” เพราะในโลกความเป็นจริง การเดินทางออกนอกประเทศในยุคปัจจุบันมีทั้งการไปทำภารกิจ ไปเยี่ยมญาติหรือไปทำธุระจำเป็นของครอบครัว 

    คนเหล่านี้ไม่ใช่ “นักท่องเที่ยวผู้มั่งคั่ง” แต่คือพลเมืองที่กำลังดำเนินชีวิต การเก็บภาษี 1,000 บาท จึงไม่ต่างอะไรจากการตั้งกำแพงรีดไถต้นทุนชีวิตคนไทยด้วยกันเอง สุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิและเสรีภาพในการเดินทางตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 38 ที่รัฐจะจำกัดสิทธิได้เฉพาะเหตุความมั่นคงหรือสวัสดิภาพประชาชนเท่านั้น ไม่ใช่จำกัดเพื่อเอาเงินไปแจกเป็นประชานิยม

    ทำไมไม่เก็บ “ขาเข้า” ให้มีคุณค่า?

    ในฐานะที่ผมคลุกคลีกับข้อกฎหมายและนโยบายสาธารณะ ผมขอแนะรัฐบาลให้เปลี่ยนทิศทาง คือแทนที่จะรีดเงินคนไทย 1,000 บาท รัฐควรพิจารณาปรับเพิ่มค่าเหยียบแผ่นดินจากคนต่างชาติให้สูงขึ้นและสมเหตุสมผลกว่านี้

    การเก็บค่าเหยียบแผ่นดินเพียง 300 บาท คือการขายของถูกที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวในลักษณะปริมาณมากกว่าคุณภาพ ซึ่งสร้างภาระด้านทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมให้ประเทศอย่างมหาศาล 

    หากเราปรับฐานราคาค่าเหยียบแผ่นดินให้เป็นแบบ “พรีเมียม” นอกจากจะได้เม็ดเงินมาพัฒนาการท่องเที่ยวโดยไม่ต้องรบกวนกระเป๋าคนไทยแล้ว ยังเป็นการ คัดกรองนักท่องเที่ยวคุณภาพ (Quality Tourists) ที่มีรายได้สูงและมีกำลังซื้อจริง เข้ามาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจโดยไม่สร้างภาระให้แผ่นดินจนเกินเยียวยา

    อย่าหากินกับคนในบ้าน:

    การที่รัฐจะเรียกเก็บเงินคนในบ้านตัวเองสูงกว่าคนต่างชาติถึง 3 เท่านั้น เป็นตรรกะที่ย้อนแย้งและทำลายความรู้สึกของประชาชนอย่างยิ่ง ภาษีต้องไม่ใช่เครื่องมือแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเพื่อทำโปรเจกต์แจกเงินที่ไร้ความยั่งยืน

    รัฐบาลต้องหยุดทำตัวเป็น “เจ้าหนี้” ที่ดักทวงเงินพลเมืองหน้าประตูสนามบิน แล้วหันมาทำตัวเป็น “ผู้บริหาร” ที่รู้จักสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศ “หยุดรีดเลือดกับคนไทยที่กำลังดิ้นรน แล้วไปยกระดับการเก็บเงินจากผู้มาเยือนให้สมกับฐานะแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก” นั่นคือทางออกที่ถูกต้องตามหลักนิติธรรมและเศรษฐศาสตร์ที่ยั่งยืน!
     

    #อาจารย์อุ๋ย #ภาษีขาออก #ค่าเหยียบแผ่นดิน #เศรษฐกิจไทย #ประชานิยม #คนละครึ่งเที่ยวไทย #สิทธิเสรีภาพ #ท่องเที่ยวไทย #ข่าวการเมือง #รีดเลือดกับปู

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378976711&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1JWbnKG440VWTsoeozn5Dw

  • กนง. นัด 2 ปี 69 ลุ้นคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% รอดูสถานการณ์ตะวันออกกลาง

    กนง. นัด 2 ปี 69 ลุ้นคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% รอดูสถานการณ์ตะวันออกกลาง

    กนง. นัด 2 ปี 69 ลุ้นคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% รอดูสถานการณ์ตะวันออกกลาง

    การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 29 เม.ย.2569 ซึ่งเป็นครั้งที่ 2 ของปี 2569 จากการประเมินของสถาบันวิจัยทางเศรษฐกิจชั้นนำ 3 แห่ง ได้แก่ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ศูนย์วิจัยกสิกรไทย และกลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ต่างมีความเห็นสอดคล้องกันว่า กนง. ในการประชุมครั้งนี้ จะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.00% ต่อปี 

    หลังจากการประชุม กนง.เมื่อวันที่ 25 ก.พ.2569 คณะกรรมการฯ มีมติ 4 ต่อ 2 เสียง ลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% จาก 1.25% เป็น 1.00% ต่อปี โดยให้มีผลทันที 

    โดย ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) คาดว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 29 เม.ย.2569 กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% และยังคงระดับนี้ในช่วง 1-2 ไตรมาสข้างหน้า โดยมีแนวโน้มจะใช้นโยบายแบบรอติดตามสถานการณ์ (Wait-and-see) ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางและข้อจำกัด Policy pace

    โดย กนง. ยังไม่มีความจำเป็นต้องเร่งปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อตอบสนองต่อความเสี่ยงเงินเฟ้อในทันที เนื่องจากเสถียรภาพด้านต่างประเทศของไทยยังแข็งแกร่ง ความเสี่ยงเงินทุนไหลออกรุนแรงอยู่ในระดับต่ำ เงินบาทที่อ่อนค่าลงยังสามารถบริหารจัดการได้ และจะมีส่วนช่วยภาคส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาทอย่างมากในปีที่แล้ว ขณะที่เศรษฐกิจไทยยังเปราะบาง ภาวะการเงินยังตึงตัว สะท้อนจากสินเชื่อที่หดตัวและ คุณภาพสินเชื่อที่ยังมีความเสี่ยงสูง

    ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีแนวโน้มใช้มาตรการทางการเงินเฉพาะจุดมากขึ้นเพื่อช่วยประคองเศรษฐกิจและบรรเทาผลกระทบต่อภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง

    เช่นเดียวกับ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ในการประชุม กนง. วันที่ 29 เม.ย. 2569 คาดว่าที่ประชุมจะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยที่ 1.00% ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ยังอยู่ในระดับสูงจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดย กนง. คาดว่าจะมีมุมมอง wait-and-see เพื่อประเมินผลกระทบอย่างรอบด้าน สอดคล้องกับท่าทีของธนาคารกลางหลักหลายแห่งทั่วโลก

    แรงกดดันเงินเฟ้อของไทยมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นในช่วงไตรมาส 2/2569 จากต้นทุนด้านพลังงาน โลจิสติกส์ และวัตถุดิบที่ปรับเพิ่มขึ้น สะท้อนจากดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนมีนาคม 2569 ที่เร่งขึ้นมาอยู่ที่ 6.0% แม้ว่าเงินเฟ้อทั่วไป (CPI) ในเดือนเดียวกันยังคงติดลบเล็กน้อยที่ -0.08% 

    อย่างไรก็ดี คาดว่าต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจะทยอยส่งผ่านไปยังราคาผู้บริโภคในระยะข้างหน้า ขณะที่การส่งผ่านไปยังเงินเฟ้อพื้นฐานจะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป ท่ามกลางอุปสงค์ภายในประเทศที่ยังเปราะบาง ทั้งนี้ แนวโน้มราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะจากประเด็นการเข้าถึงช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์หลักของโลก

    รอประเมินข้อมูลเพิ่มเติม โดยเฉพาะตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาส 1/2569 ซึ่งจะประกาศในเดือนพ.ค. 2569 รวมถึงติดตามผลกระทบของสถานการณ์ตะวันออกกลางต่อการบริโภค การลงทุน การผลิต การส่งออก และภาคการท่องเที่ยว ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเห็นชัดเจนมากขึ้นในระยะถัดไป ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอลงในไตรมาส 2/2569 ก่อนที่จะมีโอกาสฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลังของปี

    โดยประเมินว่า กนง. มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1.00% ตลอดทั้งปี 2569 โดยมีมุมมองว่าอุปสงค์ในประเทศยังอ่อนแอ ทำให้การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายมีประสิทธิผลจำกัดในการแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อ และอาจยิ่งซ้ำเติมภาวะอุปสงค์ภายในประเทศให้ชะลอลงมากขึ้น แม้ว่าเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นและอาจเฉลี่ยสูงกว่ากรอบเป้าหมายที่ 1-3% จากราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ที่อยู่ในระดับสูง โดยแรงกดดันเงินเฟ้อมาจากปัจจัยด้านอุปทานเป็นหลัก

    ในขณะเดียวกัน การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติมอาจไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่นโยบายการคลังมีแนวโน้มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น โดยภาครัฐมีแผนออกมาตรการกระตุ้นเพิ่มเติม ทั้งมาตรการทางการคลังและมาตรการทางการเงินเฉพาะจุด เช่น สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (soft loan) ซึ่งคาดว่าจะช่วยบรรเทาผลกระทบและพยุงเศรษฐกิจได้มีประสิทธิภาพมากกว่าการใช้นโยบายดอกเบี้ยโดยรวม

    สอดคล้องกับ กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) คาดว่า กนง. จะตรึงดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 1.00% ในวันที่ 29 เม.ย.2569 แม้แรงกดดันจากเงินเฟ้อด้านต้นทุนเป็นขาขึ้น แต่การประคองเศรษฐกิจยังจำเป็น ขณะที่ความตึงเครียดในตะวันออกกลางกระทบภาคการผลิต การท่องเที่ยว และกำลังซื้อของครัวเรือน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/financial/741595&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3dPPaD8wHwh9k6bAuxfss1

  • ตั้งบอร์ดนโยบายเศรษฐกิจ เร่งขับเคลื่อนนโยบายรัฐ รับมือผลกระทบตะวันออกกลาง

    ตั้งบอร์ดนโยบายเศรษฐกิจ เร่งขับเคลื่อนนโยบายรัฐ รับมือผลกระทบตะวันออกกลาง

    “อนุทิน” เซ็นคำสั่งนายกฯ แต่งตั้ง “คณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ” นั่งประธานเอง เร่งขับเคลื่อนนโยบายรัฐ รับมือผลกระทบตะวันออกกลาง

    วันที่ 28 เมษายน 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ เพื่อขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจสำคัญของรัฐบาลตามที่แถลงต่อรัฐสภา ให้ดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง มีประสิทธิภาพ และสอดรับกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยคณะกรรมการดังกล่าว มีบทบาทสำคัญในการพิจารณากลั่นกรองนโยบายด้านเศรษฐกิจในภาพรวม ทั้งด้านการเงิน การคลัง การภาษีอากร การค้า การลงทุน เกษตรกรรม การคมนาคมและโลจิสติกส์ การท่องเที่ยว การพลังงาน ดิจิทัล และอุตสาหกรรม รวมถึงกำหนดมาตรการเชิงรุกเพื่อรับมือผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง

    ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะกรรมการ โดยมีรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รองนายกรัฐมนตรี (นายปกรณ์ นิลประพันธ์) รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นรองประธานกรรมการ 

    ส่วนกรรมการ ประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายภราดร ปริศนานันทกุล) ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงการคลัง ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย นายฉันทานนท์ วรรณเขจร ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย

    โดยมี เลขาธิการคณะรัฐมนตรี เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นกรรมการและเลขานุการ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และรองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่ได้รับมอบหมายจากเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

    อำนาจหน้าที่

    1. พิจารณากลั่นกรองเรื่องสำคัญในปัญหาที่เกี่ยวข้องหรือมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวม รวมทั้งประเด็นด้านการเงิน การคลัง การภาษีอากร การค้า การลงทุน เกษตรกรรม การคมนาคมและโลจิสติกส์ การท่องเที่ยว การพลังงาน ดิจิทัลเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ และอุตสาหกรรม ตามที่คณะรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีมอบหมาย ก่อนที่จะนำเสนอคณะรัฐมนตรี

    2. ประเมิน วิเคราะห์ และเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางตัดสินใจเชิงรุกในประเด็นหรือนโยบายตามข้อ 1 เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี

    3. อำนวยการ สั่งการ บริหารและติดตามสถานการณ์ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาและบรรเทาผลกระทบเสนอต่อคณะรัฐมนตรี

    4. พิจารณาเรื่องอื่น ๆ ตามที่คณะรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีมอบหมาย

    5. เชิญรัฐมนตรี หน่วยงาน เจ้าหน้าที่ และคณะกรรมการอื่นมาชี้แจง ให้ข้อมูล และแสดงความคิดเห็นตามที่นายกรัฐมนตรีหรือคณะกรรมการเห็นสมควร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2929350&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0k3oE0tDTLSp4ZNxBNx4t7

  • ธนาคารกลางอิสราเอลปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจ จากผลกระทบสงครามอิหร่าน

    ธนาคารกลางอิสราเอลปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจ จากผลกระทบสงครามอิหร่าน

    ธนาคารกลางอิสราเอล (Bank of Israel) ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจปี 2569 ลงอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมประมาณ 5.2% เหลือราว 3.8% เนื่องจากผลกระทบของสงครามกับอิหร่านและความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ แม้เศรษฐกิจอิสราเอลยังคงมี “ความยืดหยุ่น (resilience)” ในบางภาคส่วน โดยเฉพาะเทคโนโลยี แต่ธนาคารกลางเตือนว่า ผลกระทบของสงครามได้เริ่มส่งผ่านสู่เศรษฐกิจจริง (real economy) อย่างชัดเจน

    โดยผู้เชี่ยวชาญและธนาคารกล่าวได้สรุปว่า จะมีผลกระทบทางเศรษฐกิจ ดังนี้

    (1) การบริโภคชะลอตัว – การใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตและภาคบริการลดลง และภาคท่องเที่ยวได้รับผลกระทบโดยตรง สะท้อนความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลง 

    (2) ปัญหาด้านแรงงาน (Labour supply shock) – การเรียกระดมกำลังพล (reservists) ส่งผลให้ภาคการผลิตเกิดการขาดแรงงานโดยฉับพลันไม่ได้มีการวางแผนล่วงหน้า และแรงงานบางส่วนไม่สามารถทำงานได้ ซึ่งส่งผลให้กำลังการผลิตลดลงและธุรกิจดำเนินงานได้ไม่เต็มศักยภาพ

    (3) Supply chain disruption – การขนส่งและโลจิสติกส์ได้รับผลกระทบ โดยต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น สอดคล้องกับแนวโน้มโลกที่สงครามกระทบ supply chain และราคาพลังงาน

    (4) การลงทุนและภาคธุรกิจชะลอ – สงครามก่อให้เกิดความไม่แน่นอนสูง มีผลให้นักลงทุนชะลอการตัดสินใจ และภาคเอกชนระมัดระวังการลงทุนใหม่

    ผลกระทบเศรษฐกิจในระดับมหภาค

    (1) การเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP Growth) – ถูกปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เช่น อิสราเอลปรับลดจาก +5.2% เหลือ 3.8% ขึ้นอยู่กับ “ระยะเวลาและความรุนแรงของสงคราม”

    (2) เงินเฟ้อ (Inflation) – ที่อาจมีการปรับตัวอย่างรุนแรง จากความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากราคาพลังงานที่ส่งผ่านมาถึงต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น

    (3) ฐานะการคลัง (Fiscal Position) – งบประมาณด้านความมั่นคงเพิ่มสูง และภาครัฐมีความเสี่ยงเกิด “การจัดทำงบขาดดุลเพิ่มขึ้น” ซึ่งในประเด็นนี้ ธนาคารกลางเตือนว่าควรควบคุมรายจ่ายที่ไม่จำเป็น

    ประเด็นเชิงโครงสร้างที่น่ากังวล

    (1) เศรษฐกิจชะลอพร้อมความเสี่ยงเพิ่ม (Growth vs Risk) – Growth ลดลง และ Risk premium เพิ่ม

    (2) ผลกระทบยืดเยื้อ (Long-term scarring) – ความเสียหายจากสงคราม, ภาระงบประมาณระยะยาว และภาวะความเสี่ยงด้านสุขภาพจิต

    (3) ความไม่แน่นอนสูง (High uncertainty) – มีความอ่อนไหวขึ้นอยู่กับสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้ยากต่อการคาดการณ์นโยบาย

    (4) เกิดภาวะเงินทุนไหลเข้าเพราะอุตสาหกรรมด้าน tech ยังแข็งแกร่ง ส่งผลต่อค่าเงินเชเกลแข็ง แต่สงครามมีผลต่อเศรษฐกิจจริง ทำให้เกิด เศรษฐกิจสองภาพ” ที่ภาคการเงิน/tech ยังแข็ง แต่ภาคจริงของเศรษฐกิจจริง (consumption, production) ชะลอ

    ดังนั้น การปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจของธนาคารกลางอิสราเอลสะท้อนว่า แม้ประเทศจะมีพื้นฐานเศรษฐกิจแข็งแกร่ง แต่ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ยังเป็นความเสี่ยงหลักที่สามารถกระทบเศรษฐกิจได้ในวงกว้าง ซึ่งผลกระทบไม่ได้จำกัดเฉพาะระยะสั้น แต่มีแนวโน้มเช่น กดดันการเติบโตให้น้อยลงหรืชะลดตัวลงในหลายด้าน, เพิ่มภาระการคลัง และ สร้างความไม่แน่นอนต่อการลงทุน เป็นต้น

    ความเห็นของ สคต.

    สคต. มีความเห็นว่า จากสถานการณ์เศรษฐกิจอิสราเอลที่มีความผันผวนสูงทั้งด้านค่าเงิน การไหลเข้าของเงินทุน และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ไทยควรให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน การแบ่งกลุ่มตลาดอย่างชัดเจน และการติดตามความเชื่อมั่นผู้บริโภคอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการหลีกเลี่ยงการพึ่งพาความต้องการในระยะสั้นเกินไป พร้อมทั้งพัฒนา positioning สินค้าไทยให้ตอบโจทย์กลุ่มผู้บริโภคระดับรายได้สูงที่มีความผันผวนสูงตามตลาดทุนโลก

    ผู้ส่งออกหรือนักธุรกิจที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมด้านการค้าและการลงทุนต่าง ๆ เกี่ยวประเทศอิสราเอล ท่านสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ E-mail: ของสำนักงานฯ ที่ thaicomt@zahav.net.il

    ที่มา : https://www.timesofisrael.com/

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/zt1ewjk68skblk2aej5miozx&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ETQA7fV2pXEgTKBV0IN7l

  • ธนาคารกลางอิสราเอลคงนโยบายอัตราดอกเบี้ยสูง ท่ามกลางสงคราม เงินเฟ้อ และความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง

    ธนาคารกลางอิสราเอลคงนโยบายอัตราดอกเบี้ยสูง ท่ามกลางสงคราม เงินเฟ้อ และความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง

    บทนำ

    เศรษฐกิจอิสราเอลในเดือนเมษายน 2569 อยู่ภายใต้แรงกดดันหลายด้านพร้อมกัน ทั้งจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์กับอิหร่าน ความผันผวนของเงินทุนโลก และแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ส่งผลให้ธนาคารกลางอิสราเอล (Bank of Israel) ต้องดำเนินนโยบายการเงินในลักษณะเข้มงวดต่อเนื่อง โดยคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับสูงประมาณ 4.75% เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและควบคุมเงินเฟ้อ แม้ว่าเศรษฐกิจโดยรวมเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวอย่างชัดเจน

    นโยบายการเงินภายใต้แรงกดดันหลายทิศทาง

    การตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงของธนาคารกลางอิสราเอลสะท้อน “ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกทางนโยบาย (policy dilemma)” โดยมีเป้าหมายหลัก 3 ประการที่ต้องบริหารพร้อมกัน ได้แก่ การควบคุมเงินเฟ้อ การรักษาเสถียรภาพค่าเงิน และการป้องกันความเสี่ยงต่อระบบการเงิน

    แม้เงินเฟ้อเริ่มชะลอลงจากระดับสูงในช่วงก่อนหน้า แต่ยังไม่กลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายอย่างมั่นคง ประกอบกับต้นทุนจากสงครามที่เพิ่มขึ้น ทั้งด้านพลังงาน โลจิสติกส์ และงบประมาณความมั่นคง ทำให้แรงกดดันด้านราคาในระบบเศรษฐกิจยังคงอยู่ ธนาคารกลางจึงยังไม่สามารถผ่อนคลายนโยบายการเงินได้

    ผลกระทบต่อเศรษฐกิจภาคจริง

    การคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจภาคจริง (real economy) โดยเฉพาะใน 3 ด้านสำคัญ

    ประการแรก ภาคธุรกิจและการลงทุนได้รับผลกระทบจากต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น ทำให้บริษัทต่าง ๆ โดยเฉพาะ SME ชะลอการลงทุนและการขยายกิจการ

    ประการที่สอง ภาคอสังหาริมทรัพย์ได้รับแรงกดดันจากต้นทุนสินเชื่อที่สูง ส่งผลให้ความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยชะลอตัวลงอย่างชัดเจน 

    ประการที่สาม ภาคครัวเรือนเผชิญกับภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้กำลังซื้อภายในประเทศอ่อนตัวลง

    ผลกระทบดังกล่าวสะท้อนว่า แม้นโยบายดอกเบี้ยสูงจะช่วยควบคุมเงินเฟ้อ แต่กลับมีต้นทุนในรูปของการชะลอตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวม

    เศรษฐกิจสองความเร็วและความไม่สมดุลเชิงโครงสร้าง

    อีกหนึ่งลักษณะสำคัญของเศรษฐกิจอิสราเอลในปัจจุบันคือ “เศรษฐกิจสองความเร็ว (two-speed economy)” โดยภาคเทคโนโลยีและการเงินยังคงเติบโตได้ดีจากเงินทุนต่างชาติและความสามารถด้านนวัตกรรม ในขณะที่ภาคการผลิต การก่อสร้าง และธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กกลับเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากต้นทุนทางการเงินและความไม่แน่นอน

    ความไม่สมดุลนี้ยิ่งถูกขยายโดยนโยบายดอกเบี้ยสูง ซึ่งแม้จำเป็นต่อการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ แต่กลับทำให้ช่องว่างระหว่างภาคเศรษฐกิจขยายตัวมากขึ้น

    ความเชื่อมโยงกับปัจจัยภายนอกและค่าเงิน

    นอกจากปัจจัยภายในแล้ว เศรษฐกิจอิสราเอลยังได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะเงินทุนไหลเข้าในภาคเทคโนโลยีและแนวโน้มค่าเงินดอลลาร์อ่อน ซึ่งส่งผลให้ค่าเงินเชเกลแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง การแข็งค่าของเชเกลแม้ช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อ แต่กลับสร้างความเสียหายต่อภาคการส่งออก ทำให้ผู้ส่งออกสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน และเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ธนาคารกลางต้องคงดอกเบี้ยในระดับสูงเพื่อรักษาสมดุลโดยรวมของเศรษฐกิจ

    โดยสรุป การคงอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางอิสราเอลในระดับสูงสะท้อนความพยายามในการรักษาสมดุลระหว่างเสถียรภาพทางราคาและความเสี่ยงทางเศรษฐกิจภายใต้ภาวะสงครามและความไม่แน่นอนสูง แม้นโยบายดังกล่าวจะช่วยควบคุมเงินเฟ้อและรักษาความเชื่อมั่นของตลาดการเงิน แต่กลับส่งผลให้เศรษฐกิจภาคจริงชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ

    ในระยะต่อไป ความท้าทายสำคัญของอิสราเอลจะอยู่ที่การปรับจังหวะนโยบายการเงินให้เหมาะสม เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวต่อเนื่อง (prolonged slowdown) ขณะเดียวกันยังต้องบริหารความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อและค่าเงินที่ยังมีความผันผวนสูง

    ความเห็นของ สคต.

    สคต. มีความเห็นว่า จากสถานการณ์เศรษฐกิจอิสราเอลที่มีความผันผวนสูงทั้งด้านค่าเงิน การไหลเข้าของเงินทุน และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ไทยควรให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน การแบ่งกลุ่มตลาดอย่างชัดเจน และการติดตามความเชื่อมั่นผู้บริโภคอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการหลีกเลี่ยงการพึ่งพาความต้องการในระยะสั้นเกินไป พร้อมทั้งพัฒนา positioning สินค้าไทยให้ตอบโจทย์กลุ่มผู้บริโภคระดับรายได้สูงที่มีความผันผวนสูงตามตลาดทุนโลก

    ผู้ส่งออกหรือนักธุรกิจที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมด้านการค้าและการลงทุนต่าง ๆ เกี่ยวประเทศอิสราเอล ท่านสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ E-mail: ของสำนักงานฯ ที่ thaicomt@zahav.net.il

    ที่มา : https://www.timesofisrael.com/

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/z691cazstpz56h6mbylsuq2a&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3HcPPO7LmLMWkU9VKsH20w

  • ติดยาว! ถ.เศรษฐกิจ 1 อ้อมน้อย มุ่งหน้ากระทุ่มแบน รถเทรลเลอร์จอดเสีย เร่งเคลื่อนย้าย

    ติดยาว! ถ.เศรษฐกิจ 1 อ้อมน้อย มุ่งหน้ากระทุ่มแบน รถเทรลเลอร์จอดเสีย เร่งเคลื่อนย้าย

    28 เม.ย. 69 เวลา 16.20 น. ถ.เศรษฐกิจ 1 มาจากอ้อมน้อย มุ่งหน้า กระทุ่มแบน หน้าร้าน “ตัน แทรคเตอร์” เยื้องนันยางการทออุตสาหกรรม รถเทรลเลอร์จอดเสีย อยู่ระหว่างเคลื่อนย้าย

    เวลา 16.55 น. ท้ายสะสม 3 กม. 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/70923&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0glECOyS76B8QNNFrcSj3l

  • ยศชนัน ชูโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน เปลี่ยนขยะเกษตรเป็นพลังงาน หนุนรายได้ยั่งยืน

    ยศชนัน ชูโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน เปลี่ยนขยะเกษตรเป็นพลังงาน หนุนรายได้ยั่งยืน

    ยศชนัน ชูโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน เปลี่ยนขยะเกษตรเป็นพลังงาน หนุนรายได้ยั่งยืน

    วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.40 น.

    ยศชนัน จ่อดันเศรษฐกิจหมุนเวียน เปลี่ยนการเผาเป็นพลังงาน สร้างรายได้ยั่งยืนให้เกษตรกร

    28 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 07.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า ในช่วงบ่ายวันนี้จะเดินทางไปแถลงแนวทางขับเคลื่อน Circular Economy หรือ เศรษฐกิจหมุนเวียน ณ สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) โดยจะเป็นการนำเสนอโมเดลการจัดการวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรในพื้นที่ภาคเหนือ

    ทั้งนี้ กระทรวงฯ พยายามผลักดันให้เกิดระบบหมุนเวียนอย่างครบวงจร เพื่อเปลี่ยนวัสดุที่เกษตรกรเคยเผาทิ้งให้กลายเป็นแผงโซลาร์เซลล์และน้ำมันประเภทต่าง ๆ ผ่านความร่วมมือกับภาคเอกชน โดยอาศัยเทคโนโลยีของ อว. และเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นเอง ซึ่งนวัตกรรมเหล่านี้จะเข้ามาช่วยลดภาระรายจ่ายให้แก่เกษตรกรได้อย่างเป็นรูปธรรม

    สำหรับวาระที่จะเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในส่วนของกระทรวง อว. วันนี้นั้น นายยศชนัน ระบุว่า เนื่องจากสัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์สุดท้ายของเดือนเมษายน จึงต้องเร่งเสนอเรื่องต่าง ๆ ให้ทันตามกำหนดการ โดยคาดว่าจะมีหลายวาระทยอยเข้าสู่ที่ประชุม เนื่องจากเป็นเรื่องเร่งด่วนที่เกี่ยวข้องกับการเพิ่มรายได้และแก้ปัญหาค่าครองชีพของประชาชน ซึ่งจะมีโครงการที่เป็นประโยชน์จากหลายกระทรวงเสนอเข้ามาพร้อมกัน

    ในด้านงบประมาณของกระทรวง อว. คาดว่าจะยังคงอยู่ในกรอบเดิมตามที่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ระบุถึงเกณฑ์การคุมงบประมาณของแต่ละกระทรวงไว้ไม่เกิน 20% ซึ่งการใช้จ่ายงบประมาณในแต่ละปีจะปรับเปลี่ยนไปตามความเหมาะสม โดยพิจารณาจากความเดือดร้อนของประชาชนในแต่ละพื้นที่และความต่อเนื่องของโครงการเป็นหลัก นอกจากนี้ ตนยังมีแผนที่จะสนับสนุน Wellness Economy หรือเศรษฐกิจเพื่อสุขภาพควบคู่ไปด้วย

    ทั้งนี้ เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) คือแนวคิดในการบริหารจัดการทรัพยากรเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตั้งแต่กระบวนการผลิต การใช้งาน ไปจนถึงการนำกลับมาใช้ใหม่ เพื่อลดปริมาณของเสียให้เหลือศูนย์ (Zero Waste)

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/961103&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Qup4C93QDpvcyDftmjMeA

  • กู้ 788,000 ล้านโปะงบปี 70 หนี้สาธารณะขยับใกล้เพดาน 70%

    กู้ 788,000 ล้านโปะงบปี 70 หนี้สาธารณะขยับใกล้เพดาน 70%

    Loading…

    กู้ 788,000 ล้านโปะงบปี 70 หนี้สาธารณะขยับใกล้เพดาน 70%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/finance-98&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1kvY0tjXYTjcNige1P5S3V