Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • DTP รุกหนักอสังหาฯ โรงแรมไทย-อังกฤษ รับดีมานด์ท่องเที่ยวฟื้น

    DTP รุกหนักอสังหาฯ โรงแรมไทย-อังกฤษ รับดีมานด์ท่องเที่ยวฟื้น

    บริษัท ดีทีจีโอ พรอสเพอร์รัส จำกัด (DTP) ในเครือบริษัท ดีทีจีโอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (DTGO) เชื่อมั่นแนวโน้มอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเติบโตต่อเนื่อง เดินหน้าพัฒนาสินทรัพย์ด้านการท่องเที่ยวและอสังหาริมทรัพย์ทั้งในและต่างประเทศ พร้อมเร่งเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินศักยภาพสูง หวังสร้างการเติบโตของรายได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

    นายหรรสา สุสายัณห์ ประธานกรรมการ บริษัท ดีทีจีโอ พรอสเพอร์รัส จำกัด (DTP) กล่าวว่า DTP มองเห็นโอกาสการเติบโตของภาคการท่องเที่ยวทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวและดีมานด์ที่แข็งแกร่งในตลาดหลัก บริษัทจึงเดินหน้าพัฒนาสินทรัพย์คุณภาพ เพื่อสร้างรายได้ประจำและเสริมความแข็งแกร่งให้กับพอร์ตการลงทุนในระยะยาว

    DTP เดินหน้าพัฒนาโรงแรมอินทรา รีเจนท์ และศูนย์การค้าอินทรา สแควร์ ซึ่งตั้งอยู่ในย่านประตูน้ำ หนึ่งในทำเลค้าปลีกและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของกรุงเทพฯ โดยปัจจุบันศูนย์การค้ามีอัตราการเช่าพื้นที่สูงถึงประมาณ 95% และสามารถสร้างรายได้อย่างสม่ำเสมอกว่า 22 ล้านบาทต่อเดือนในช่วงที่ผ่านมา

    บริษัทอยู่ระหว่างการปรับปรุงและเพิ่มศักยภาพทั้งในส่วนของโรงแรมและศูนย์การค้า เพื่อรองรับการกลับมาของนักท่องเที่ยว โดยมีแผนเพิ่มจำนวนห้องพักของโรงแรมเป็น 439 ห้องภายในปี 2569 ซึ่งคาดว่าจะช่วยผลักดันอัตราการเข้าพักและรายได้เฉลี่ยต่อห้องพักให้ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    ทั้งนี้ผลการดำเนินงานของโรงแรมละศูนย์การค้ามีแนวโน้มเติบโตอย่างชัดเจน โดยรายได้เพิ่มจาก 92 ล้านบาทในปี 2566 เป็น 239 ล้านบาทในปี 2567 และ 295 ล้านบาทในปี 2568 และคาดว่าจะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องในปี 2569 สะท้อนการฟื้นตัวของธุรกิจท่องเที่ยวและประสิทธิภาพในการบริหารสินทรัพย์

    DTP มุ่งเน้นการลงทุนในสินทรัพย์ประเภท Brownfield หรือสินทรัพย์ที่มีการดำเนินงานอยู่แล้ว ซึ่งสามารถสร้างกระแสเงินสดได้อย่างรวดเร็วเมื่อเข้าบริหาร พร้อมทั้งมีโอกาสเพิ่มมูลค่าจากการปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน

    กลยุทธ์ดังกล่าวช่วยให้บริษัทสามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการเติบโตในระยะยาว” นายหรรสา กล่าว

    ในส่วนการลงทุนต่างประเทศ DTP ดำเนินธุรกิจโรงแรมผ่านบริษัท พรอสเพอร์แคป (ProsperCap Corporation Limited [SGX:PPC]) โดยมีพอร์ตโรงแรมในสหราชอาณาจักรจำนวน 17 แห่ง รวม 3,383 ห้อง ตั้งอยู่ในเมืองศักยภาพทั่วประเทศอังกฤษ และมีอีก 2 แห่งในสกอตแลนด์ โดยมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยมากกว่า 80%

    ในปี 2568 พอร์ตโรงแรมในสหราชอาณาจักรสามารถสร้างรายได้ 6,300 ล้านบาท  และมีกำไรขั้นต้น (Gross Profit) ประมาณ 3,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.5% จากปีก่อนหน้า โดยอัตรากำไรมีการปรับตัวดีขึ้น จากการขยายตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและความต้องการเดินทางที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง (แหล่งที่มา: www.prospercap.com)

    การลงทุนในสหราชอาณาจักรถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน พร้อมสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับบริษัท โดยเรายังคงเห็นศักยภาพการเติบโตของตลาดโรงแรมในภูมิภาคนี้อย่างต่อเนื่อง

    “DTP มีเป้าหมายในการสร้างพอร์ตสินทรัพย์คุณภาพทั้งในและต่างประเทศ โดยมุ่งเน้นการลงทุนและพัฒนาสินทรัพย์ที่สามารถสร้างรายได้ประจำ ควบคู่กับโอกาสในการเพิ่มมูลค่าในอนาคต พร้อมต่อยอดสู่การพัฒนาเครื่องมือการลงทุนในตลาดทุน เช่น กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) เพื่อรองรับโอกาสใหม่และขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน” นายหรรสา กล่าวปิดท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/827951&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30Z8S8KJU8wvFwNWM_N7p0

  • นายกฯ ตั้งบอร์ดนโยบายเศรษฐกิจ แก้ผลกระทบตะวันออกกลาง

    นายกฯ ตั้งบอร์ดนโยบายเศรษฐกิจ แก้ผลกระทบตะวันออกกลาง

    วันนี้ (28 เม.ย.2569) น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี แต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ เพื่อขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจสำคัญของรัฐบาลตามที่แถลงต่อรัฐสภา

    คณะกรรมการดังกล่าวมีบทบาทในการพิจารณากลั่นกรองนโยบายด้านเศรษฐกิจภาพรวม ทั้งด้านการเงิน การคลัง การภาษีอากร การค้า การลงทุน เกษตรกรรม การคมนาคมและโลจิสติกส์ การท่องเที่ยว การพลังงาน ดิจิทัลและอุตสาหกรรม รวมถึงกำหนดมาตรการเชิงรุกเพื่อรับมือผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง

    ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะกรรมการ โดยมีรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม, รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง, รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ต่างประเทศ, รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์, รองนายกรัฐมนตรี (นายปกรณ์ นิลประพันธ์), รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นรองประธานกรรมการ

    ส่วนกรรมการ ประกอบด้วย รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา, รมว.เกษตรและสหกรณ์, รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, รมว.พลังงาน, รมว.มหาดไทย, รมว.แรงงาน, รมว.อุตสาหกรรม, รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายภราดร ปริศนานันทกุล), ปลัดกระทรวงมหาดไทย, ปลัดกระทรวงการคลัง

    รวมถึงผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ, เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา, เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน, ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย, นายฉันทานนท์ วรรณเขจร ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย

    นอกจากนี้ยังมีเลขาธิการคณะรัฐมนตรี, เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นกรรมการและเลขานุการ, ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และรองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่ได้รับมอบหมายจากเลขาธิการสภาพัฒน์ฯ เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

    อ่านข่าว :

    “คลัง” ยันไทยไม่เกิด Stagflation แม้หั่น GDP เหลือ 1.6% เซ่นพิษน้ำมันโลก

    “เอกนัฏ” ชง ครม.เคาะโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่ ชี้จ่ายถูกลง 30-40%

    ทร.ลงนามจ้างอู่ไทยต่อ “เรือน้ำมัน” 434 ล้านบาท ทดแทน เรือหลวงจุฬา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/505212&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LtIDQ_zGGifCVAS1EU-0d

  • ต่างชาติเที่ยวไทย ทะลุ 11 ล้านคนแล้ว เปิด 5 ชาติเข้าไทยสูงสุด

    ต่างชาติเที่ยวไทย ทะลุ 11 ล้านคนแล้ว เปิด 5 ชาติเข้าไทยสูงสุด

    ต่างชาติเที่ยวไทย ทะลุ 11 ล้านคนแล้ว เปิด 5 ชาติเข้าไทยสูงสุด

    วันนี้ (วันที่ 28 เมษายน 2569) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ อัปเดท สถานการณ์ท่องเที่ยวล่าสุด ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.- 26 เม.ย. 69 พบว่าประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทย 11,364,781  คน ลดลง 3.40 % สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 555,631 ล้านบาท

    จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทย สูงสุด 5 อันดับแรก

    • อันดับ 1 จีน 1,836,916 คน
    • อันดับ 2 มาเลเซีย 1,228,057 คน
    • อันดับ 3 รัสเซีย 849,367 คน
    • อันดับ 4 อินเดีย 805,208 คน
    • อันดับ 5 เกาหลีใต้ 465,702 คน

    ต่างชาติเที่ยวไทยสูงสุด 5 อันดับแรก

    นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวถึง ผลการประเมินจำนวนนักท่องเที่ยว พบว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 26 เม.ย. 69 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทย ทะลุ 11 ล้านคนแล้ว โดยมีนักท่องเที่ยวสะสมกว่า 11.36 ล้านคน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 555,631 ล้านบาท 

    สำหรับในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ระหว่างวันที่ 20 – 26 เมษายน 2569 พบว่า นักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะใกล้ (Short haul) ฟื้นตัวด้านการเดินทาง โดยเดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากกว่า 26 % เทียบจากสัปดาห์ก่อนหน้า

    โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวตลาดจีนที่เดินทางเข้ามาแตะระดับกว่า 1 แสนคน หรือเพิ่มขึ้นกว่า 40 % ในสัปดาห์นี้ และนักท่องเที่ยวตลาดไต้หวันที่ขยับขึ้นมาเป็นกลุ่มที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวเป็นอันดับที่ 5 จากเดิมในอันดับที่ 11 

    ส่งผลให้ภาพรวมในสัปดาห์นี้มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 536,401 คน เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 71,681 คน หรือคิดเป็นสัดส่วน 15.42 % คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยเฉลี่ยวันละ 76,629 คน 

    โดย 5 อันดับแรกของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้แก่ นักท่องเที่ยวจีน 102,493 คน มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 37.31% นักท่องเที่ยวมาเลเซีย 73,571 คน มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 20.91% นักท่องเที่ยวอินเดีย 45,811 คน มีการปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 1.45 % นักท่องเที่ยวรัสเซีย 26,015 คน มีการปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 15.32% นักท่องเที่ยวไต้หวัน 18,482 คน มีการปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 41.93%

    นักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยสูงสุด 5 อันดับแรก

    สําหรับในสัปดาห์ถัดไป คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาเพิ่มมากขึ้น จากปัจจัยส่งเสริมการเดินทาง ได้แก่ การมีวันหยุดต่อเนื่อง (วันแรงงาน) ในหลายประเทศ สถานการณ์พลังงานในไทยที่เข้าสู่ภาวะปกติ 

    การมีมาตรการส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัย Trusted Thailand การมีมาตรการ  Ease of traveling ของรัฐบาลที่ช่วยเพิ่มการอํานวยความสะดวกในการเดินทางสู่ไทย การยกเว้นบัตรตม.6  รวมถึงส่งเสริมให้สายการบินเพิ่มจํานวนเที่ยวบินมากยิ่งขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/657711&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1HJ1H_-8BSrvgQ4vMKCCim

  • ‘สุรศักดิ์’ แจงเก็บค่าธรรมเนียมคนไทยเที่ยวนอก แค่ขั้นตอนศึกษา ยังไม่มีกำหนดเข้าครม.

    ‘สุรศักดิ์’ แจงเก็บค่าธรรมเนียมคนไทยเที่ยวนอก แค่ขั้นตอนศึกษา ยังไม่มีกำหนดเข้าครม.

    “สุรศักดิ์” แจง จัดเก็บค่าธรรมเนียมคนไทยเที่ยวนอก 1,000 บาท แค่ขั้นตอนการศึกษา ยังไม่มีกำหนดเข้าครม.เมื่อไหร่ หวังช่วยกระตุ้นท่องเที่ยวในประเทศ ยืนยันไม่กระทบคนเดินทางไปเรียน – ทำงาน

    28 เมษายน 2569 – เมื่อเวลา 14.40 น. วันที่ 28 เม.ย. ที่พรรคภูมิใจไทย นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวถึงแนวคิดการเก็บค่าธรรมเนียม 1,000 บาท สำหรับนักท่องเที่ยวไทยที่เดินออกทางไปเที่ยวต่างประเทศ ว่าเป็นพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การเก็บภาษีเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ซึ่งเป็นพระราชกำหนดที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2526 ที่ประเทศไทยเคยดำเนินการจัดเก็บมาแล้วช่วงปี 2540

    อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้เป็นแนวความคิดที่จะศึกษาของกระทรวงการคลัง แต่พอผู้สื่อข่าวสอบถามกลายเป็นว่าตนไปจัดเก็บ ซึ่งกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ไม่มีอำนาจจัดเก็บในส่วนนี้แต่จากการที่กระทรวงการคลัง ได้เชิญสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมหารือ ก็มีความกังวลว่าจะนำเงินที่ได้จากการจัดเก็บไปทำอะไร และใช้อย่างไร

    นายสุรศักดิ์ กล่าวอีกว่า หลักการของการจัดเก็บภาษีครั้งนี้อยู่บนความคิดของจัดเก็บผู้ที่เดินทางออกนอกประเทศเพื่อการท่องเที่ยวเท่านั้น ส่วนวีซ่าประเภทอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นทูต วีซ่า Work permit และวีซ่าต่างๆ จะพิจารณาเป็นบางกลุ่มที่ยกเว้นได้ พร้อมย้ำว่า การจัดเก็บดังกล่าวยังไม่ใช่เวลาที่จะมาสรุป เป็นเพียงแนวทางการรับฟังความเห็น ซึ่งตัวเลข 1,000 บาท เป็นตัวเลขที่เคยจัดเก็บในอดีตเท่านั้น จึงนำตัวเลขนี้กลับมาพิจารณา ซึ่งจะนำเงินที่ได้จากการจัดเก็บนำมากระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศไทย ทั้งนี้ ATTA รวมถึงสมาคมต่างๆได้ทำหนังสือ และข้อเสนอแนะเกี่ยวกับนโยบายกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ ทั้งเราเที่ยวด้วยกัน และทัวร์ทั่วไทย ซึ่งตรงกับความคิดของรัฐบาลอยู่แล้ว แต่การจะสนับสนุนในทุกๆเรื่องคงหนีไม่พ้นเรื่องของงบงบประมาณ ซึ่งรัฐบาลต้องกู้เงินเพื่อใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ แน่นอนว่าการกู้เงินหนีไม่พ้นว่าจะเป็นภาระของประชาชน แต่จะทำอย่างไรที่จะทำให้มีเงินเข้ามาช่วยการท่องเที่ยว

    “พูดง่ายๆว่าจัดเก็บคนที่ไปเที่ยวต่างประเทศเพื่อมาช่วยคนไทยที่ไม่ได้มีโอกาสไปเที่ยวต่างประเทศ หรืออยากจะเที่ยวในประเทศไทยอยู่แล้วจะได้รับการสนับสนุนจากตรงนั้น และไม่ใช่การจัดเก็บคนที่จะไปเรียนหรือคนไปทำงาน ซึ่งในพระราชกำหนดมีการระบุไว้ว่าจะจัดเก็บได้สูงสุดไม่เกิน 5,000 บาท แต่ยืนยันว่ายังเป็นเพียงการศึกษา และยังไม่มีการสรุปว่าจะเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อไหร่ และย้ำว่ามีการคิดเป็นอย่างดีว่าเงินที่ได้จากผู้ที่เดินทางออกไปเที่ยวต่างประเทศจะกลับมาให้คนไทยได้เที่ยวในประเทศ“ นายสุรศักดิ์ กล่าว

    เมื่อถามว่า ที่บอกว่าแค่ศึกษาจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า ขณะนี้เป็นการฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานต่างๆ เพื่อที่จะนำกลับไปพิจารณาหลักการ โดยจะพิจารณาว่า เห็นด้วยหรือไม่กับการจัดเก็บ , ราคาเท่าไหร่ที่เหมาะสม , ระยะเวลาที่จัดเก็บควรจะเป็นช่วงไหน และบุคคลใดบ้างที่ควรจะได้รับการยกเว้น ซึ่งกระทรวงการคลัง และรัฐบาลจะต้องเอาไปรวบรวมข้อมูลเพื่อศึกษาต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/987176/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3-S6PbXa8VTnDVuGpj4MK-

  • คลังเตรียมถกท่องเที่ยว ยังไม่สรุปเก็บค่าคนไทยบินนอก 1,000 บาท

    คลังเตรียมถกท่องเที่ยว ยังไม่สรุปเก็บค่าคนไทยบินนอก 1,000 บาท

    คลังเตรียมถกท่องเที่ยว ยังไม่สรุปเก็บค่าคนไทยบินนอก 1,000 บาท

    นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ประเด็นดังกล่าวยังต้องมีการหารือเพิ่มเติม โดยเฉพาะข้อกฎหมายว่าการดำเนินการสามารถทำได้หรือไม่ แม้จะมีพระราชกำหนดภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร พ.ศ. 2526 เป็นฐานรองรับอยู่แล้วก็ตาม แต่ยังต้องพิจารณารายละเอียดการบังคับใช้ในบริบทปัจจุบันให้รอบคอบ

    ก่อนหน้านี้ นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า กระทรวงฯ ได้หารือกับกระทรวงการคลังถึงความเป็นไปได้ในการนำกฎหมายดังกล่าวกลับมาใช้ เพื่อจัดเก็บค่าธรรมเนียมจากคนไทยที่เดินทางไปต่างประเทศ โดยอ้างอิงข้อมูลว่ามีคนไทยเดินทางออกนอกประเทศเฉลี่ยปีละประมาณ 10 ล้านคน ซึ่งหากจัดเก็บในอัตรา 1,000 บาทต่อคน จะสร้างรายได้ให้รัฐราว 10,000 ล้านบาทต่อปี

    ชี้เป้ารายได้ ป้อน “เที่ยวคนละครึ่ง” 10 ล้านสิทธิ์

    สำหรับวัตถุประสงค์หลักของมาตรการนี้ คือการนำรายได้ไปสนับสนุนโครงการ “เที่ยวคนละครึ่ง” จำนวน 10 ล้านสิทธิ์ เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวภายในประเทศ และลดการไหลออกของเม็ดเงินจากการท่องเที่ยวต่างประเทศ โดยเป็นการออกแบบนโยบายในลักษณะ “ดึงเงินกลับระบบ” จากคนไทยที่มีศักยภาพเดินทางต่างประเทศ มาสนับสนุนเศรษฐกิจในประเทศ

    ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวจะจัดเก็บเฉพาะคนไทยเท่านั้น ไม่รวมชาวต่างชาติ เพื่อหลีกเลี่ยงความซ้ำซ้อนกับค่าธรรมเนียมเข้าประเทศ หรือ “ค่าเหยียบแผ่นดิน” ที่มีแนวคิดจัดเก็บจากนักท่องเที่ยวต่างชาติในอัตรา 300 บาท ซึ่งมีเป้าหมายในการนำเงินเข้ากองทุนพัฒนาการท่องเที่ยวและจัดทำระบบประกันภัย

    มีฐานกฎหมายเดิม แต่ต้องชั่งน้ำหนักผลกระทบ

    ในเชิงกฎหมาย กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ระบุว่า มาตรการดังกล่าวสามารถดำเนินการได้ทันทีหากคณะรัฐมนตรีเห็นชอบ เนื่องจากมีพระราชกำหนดภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร พ.ศ. 2526 รองรับอยู่แล้ว โดยประเทศไทยเคยจัดเก็บภาษีลักษณะนี้ในอัตรา 500 บาท ก่อนจะยกเลิกไปในเวลาต่อมา

    อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังระบุว่า แม้จะมีกฎหมายรองรับ แต่การนำกลับมาใช้จำเป็นต้องพิจารณาให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจและพฤติกรรมการเดินทางที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงประเมินผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง

    ถกความเหมาะสม “ภาษี-พฤติกรรมผู้บริโภค”

    ในมุมมองเชิงนโยบาย ฝ่ายกระทรวงการท่องเที่ยวฯ เห็นว่า อัตรา 1,000 บาทไม่น่าจะมีนัยสำคัญต่อการตัดสินใจเดินทางของคนไทย เมื่อเทียบกับต้นทุนการเดินทางโดยรวมที่ปรับสูงขึ้น โดยเฉพาะราคาตั๋วเครื่องบินและค่าใช้จ่ายต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา

    อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่า มาตรการดังกล่าวอาจส่งผลต่อ “พฤติกรรมชายขอบ” (marginal decision) ของนักเดินทางบางกลุ่ม เช่น กลุ่มที่เดินทางระยะสั้น หรือมีงบประมาณจำกัด รวมถึงอาจกระทบต่อธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวต่างประเทศ เช่น สายการบินและบริษัททัวร์ ขณะที่ในอีกด้านหนึ่งอาจช่วยเพิ่มแรงจูงใจให้เกิดการท่องเที่ยวภายในประเทศมากขึ้น

    นอกจากนี้ ยังมีประเด็นด้านความเป็นธรรมในการจัดเก็บภาษี เนื่องจากเป็นการจัดเก็บเฉพาะคนไทย ซึ่งอาจต้องพิจารณาความเหมาะสมในเชิงหลักการภาษี รวมถึงการยอมรับของสังคม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/657789&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2A0I04ZO8sQJD8N6WvOjKf

  • คอลัมน์โลกธุรกิจ – หมุนตามทุน : เศรษฐกิจโลก-ไทย…ไม่พ้นไฟสงคราม

    คอลัมน์โลกธุรกิจ – หมุนตามทุน : เศรษฐกิจโลก-ไทย…ไม่พ้นไฟสงคราม

    ** ข้อมูลล่าสุดพบว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางเริ่มกระทบเศรษฐกิจไทยชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยว จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยในต้นเดือน เม.ย. ลดลงชัดเจน กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากคือนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางและยุโรป ขณะที่นักท่องเที่ยวในภาพรวมมีแนวโน้มได้รับผลกระทบต่อเนื่องจากต้นทุนเดินทางที่สูงขึ้น ด้านมูลค่าการส่งออกไปตะวันออกกลางเดือน มี.ค. หดตัวสูง แต่ภาพรวมยังโตดีจากอิเล็กทรอนิกส์และการเร่งผลิตและส่งออกไปสหรัฐฯ ในช่วงที่กำแพงภาษีลดลงมาก อย่างไรก็ดี มูลค่าการนำเข้าขยายตัวสูงกว่ามาก แม้ยังไม่สะท้อนมูลค่าการนำเข้าพลังงานที่สูงขึ้นกว่าปกติในด้านราคา

    ในขณะเดียวกัน ความเชื่อมั่นผู้บริโภคและผู้ประกอบการปรับลดลงมาก โดยความเชื่อมั่นภาคธุรกิจใน 3 เดือนข้างหน้าลดลงแรง และต่ำกว่าความเชื่อมั่นในปัจจุบันเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี สะท้อนมุมมองเชิงลบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ ซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ยังเปราะบาง

    ตลาดแรงงานและภาคธุรกิจยังเผชิญแรงกดดันต่อเนื่อง อัตราการว่างงานปรับสูงขึ้นในช่วง 2 เดือนแรกของปี จำนวนธุรกิจเปิดใหม่ลดลง ขณะที่จำนวนธุรกิจเลิกกิจการเร่งตัว ด้านค่าครองชีพและต้นทุนผู้ประกอบการมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แม้ราคาน้ำมันในประเทศจะเริ่มทยอยปรับลดลง แต่ยังสูงกว่าก่อนเกิดสงคราม ขณะที่ค่าไฟฟ้ามีแผนปรับขึ้นในช่วงเดือน พ.ค. และปลายปีจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการบางส่วนเริ่มปรับขึ้นราคาแล้วหรือมีแผนจะดำเนินการในระยะถัดไป

    รัฐบาลใหม่เริ่มปฏิบัติหน้าที่เต็มรูปแบบและเร่งออกมาตรการบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง ครอบคลุมการลดค่าครองชีพและต้นทุนผู้ประกอบการ สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การอุดหนุนราคาน้ำมันเฉพาะกลุ่ม และโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส (คนละครึ่งพลัส)” ควบคู่กับการปรับแผนจัดทำ พ.ร.บ. งบประมาณปี 2570 เพื่อเลี่ยงความล่าช้า และ  รัฐบาลยังสื่อสารสร้างความเชื่อมั่นผ่านกรอบนโยบาย “4T” สะท้อนบทบาทนโยบายการคลังที่ชัดเจนขึ้น ทั้งการใช้งบประมาณแบบมุ่งเป้าในระยะสั้น และการลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านและยกระดับเศรษฐกิจในระยะยาว ได้แก่ การพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียว รัฐบาลดิจิทัล การปรับปรุงกฎเกณฑ์ล้าสมัย การพัฒนาทักษะ และการส่งเสริมความร่วมมือรัฐ-เอกชน ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการลงทุนของประเทศเป็น 30% และยกระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจให้ GDP สูงกว่า 3% ทั้งนี้รัฐบาลส่งสัญญาณอาจขยายเพดานหนี้สาธารณะและออก พ.ร.ก. กู้เงินเพิ่มเติม เพื่อรองรับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ไม่แน่นอนสูง

    ความเสี่ยงด้านเครดิตเรตติงของไทยปรับลดลง หลัง Moody’s คงอันดับความน่าเชื่อถือที่ระดับ Baa1 และปรับมุมมองเป็น Stable เมื่อวันที่ 21 เม.ย. 2569 สะท้อนความเสี่ยงเศรษฐกิจจากกำแพงภาษีสหรัฐฯ ที่ลดลง แนวโน้มการลงทุนที่ดีขึ้น และความผันผวนทางการเมืองที่คลี่คลายลงหลังการเลือกตั้ง แม้แนวโน้มเศรษฐกิจไทยยังอ่อนแอและหนี้ภาครัฐมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่ยังอยู่ในระดับใกล้เคียงประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือเดียวกัน ขณะที่ภาครัฐยังมีความสามารถในการชำระหนี้ที่ดี และเสถียรภาพการเงินภาคต่างประเทศยังเป็นจุดแข็ง เปิดโอกาสให้ไทยเดินหน้านโยบายปฏิรูปการคลังและเศรษฐกิจได้ในระยะต่อไป อย่างไรก็ดี ในช่วงครึ่งหลังของปี ยังต้องติดตามมุมมองของ Fitch ซึ่งได้ปรับลดมุมมองไทยเป็น Negative ในปี 2568 อย่างใกล้ชิด

    ประเมินว่า กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ในการประชุมวันที่ 29 เม.ย. นี้ และมีแนวโน้มจะใช้นโยบายแบบรอติดตามสถานการณ์ (Wait-and-see) ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางและข้อจำกัด Policy space โดย กนง. ยังไม่มีความจำเป็นต้องเร่งปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อตอบสนองต่อความเสี่ยงเงินเฟ้อในทันที เนื่องจากเสถียรภาพด้านต่างประเทศของไทยยังแข็งแกร่ง ความเสี่ยงเงินทุนไหลออกรุนแรงอยู่ในระดับต่ำ  เงินบาทที่อ่อนค่าลงยังสามารถบริหารจัดการได้ และจะมีส่วนช่วยภาคส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาทอย่างมากในปีที่แล้ว ขณะที่เศรษฐกิจไทยยังเปราะบาง ภาวะการเงินยังตึงตัว สะท้อนจากสินเชื่อที่หดตัวและ คุณภาพสินเชื่อที่ยังมีความเสี่ยงสูง ทั้งนี้ ธปท. มีแนวโน้มใช้มาตรการทางการเงินเฉพาะจุดมากขึ้นเพื่อช่วยประคองเศรษฐกิจและบรรเทาผลกระทบต่อภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง

    ประเมินเศรษฐกิจโลกปี 2569 จะขยายตัวชะลอลงมาอยู่ที่ 2.5% จาก 2.9% ในปี 2568 โดยได้รับแรงกดดันจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ผ่านต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่สูงขึ้น เศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มชะลอลงตามการจ้างงานภาคเอกชนที่อยู่ในระดับต่ำ ความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ปรับลดลง เศรษฐกิจยูโรโซน ชะลอลงจากภาคการผลิต แม้ผลกระทบจะยังจำกัดกว่าช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครนในปี 2565 เศรษฐกิจจีน ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางค่อนข้างจำกัด เนื่องจากมีความมั่นคงทางพลังงานสูง แต่ยังมีแนวโน้มชะลอลงจากอุปสงค์ในประเทศที่ซบเซา เศรษฐกิจญี่ปุ่น ได้รับแรงหนุนจากการบริโภคและการลงทุนในช่วงต้นปี อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงการขาดแคลนวัตถุดิบอาจเริ่มกดดันภาคการผลิตในระยะถัดไป

    นโยบายการเงินและการคลังทั่วโลกมีข้อจำกัดมากขึ้นจากราคาพลังงานที่เร่งตัวและเงินเฟ้อกลับมาสูงขึ้น ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีแนวโน้มลดดอกเบี้ยเพียง 0.25% ในช่วงปลายปี 2569 ตามภาวะตลาดแรงงานที่ชะลอตัวต่อเนื่อง ขณะที่ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยสู่ 1.25% ภายในปีนี้ แต่จังหวะยังไม่แน่นอน ขึ้นกับความยืดเยื้อของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ธนาคารกลางยุโรป (ECB) อาจคงดอกเบี้ยที่ 2% ตลอดปี ท่ามกลางเศรษฐกิจยูโรโซนที่ยังเปราะบาง แม้เงินเฟ้อจะเร่งตัวขึ้น ในขณะเดียวกันนโยบายการคลังของหลายประเทศเผชิญข้อจำกัดมากขึ้น จากการใช้จ่ายเพื่ออุดหนุนราคาพลังงาน ท่ามกลางหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่ปรับเพิ่มขึ้นทั่วโลก

    **SCB EIC**

    ++++++++++++++++++++

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/columnist/66223&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14SxInF0t96_HFMjJgk-Ma

  • “อนุทิน” เซ็นตั้ง “บอร์ดนโยบายเศรษฐกิจ” เร่งขับเคลื่อนนโยบาย รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง

    “อนุทิน” เซ็นตั้ง “บอร์ดนโยบายเศรษฐกิจ” เร่งขับเคลื่อนนโยบาย รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง

    แฟ้มภาพ

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (28 เม.ย.69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงนามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ เพื่อขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจสำคัญของรัฐบาลตามที่แถลงต่อรัฐสภา ให้ดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง มีประสิทธิภาพ และสอดรับกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

    คณะกรรมการดังกล่าวมีบทบาทสำคัญในการพิจารณากลั่นกรองนโยบายด้านเศรษฐกิจในภาพรวม ทั้งด้านการเงิน การคลัง การภาษีอากร การค้า การลงทุน เกษตรกรรม การคมนาคมและโลจิสติกส์ การท่องเที่ยว การพลังงาน ดิจิทัล และอุตสาหกรรม รวมถึงกำหนดมาตรการเชิงรุกเพื่อรับมือผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง

    ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะกรรมการ โดยมี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นรองประธานกรรมการ

    ส่วนกรรมการ ประกอบด้วย นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

    นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

    นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง นายอนันต์ แก้วกำเนิด ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ นายนพดล เภรีฤกษ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย นายฉันทานนท์ วรรณเขจร ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย

    โดยมีเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) เป็นกรรมการและเลขานุการผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และรองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่ได้รับมอบหมายจากเลขาธิการสภาพัฒน์ เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/local/827955&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1x6Zo83Rmf7vBaLAF_pTLh

  • ราคาทองวันนี้ 28/04/69 ประกาศครั้งที่ 11  ปรับลง 50  บาท รูปพรรณขายออก 72,150 บาท

    ราคาทองวันนี้ 28/04/69 ประกาศครั้งที่ 11 ปรับลง 50 บาท รูปพรรณขายออก 72,150 บาท

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/144090&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3PyHdeyXoTup5LtufZFC3Q

  • ‘สภาพัฒน์’ ชี้จุดคุ้มค่าแลนด์บริดจ์  รัฐต้องลงทุนควบคู่ ‘เขตเศรษฐกิจพิเศษ’

    ‘สภาพัฒน์’ ชี้จุดคุ้มค่าแลนด์บริดจ์ รัฐต้องลงทุนควบคู่ ‘เขตเศรษฐกิจพิเศษ’

    “สภาพัฒน์” แนะรัฐบาลเดินหน้าแลนบริดจ์ ต้องทำเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษคู่ด้วย เพื่อเกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจมากที่สุด ชี้ช่องหากการลงทุนใช้งบสูงอาจเริ่มทำจากท่าเรือระนองก่อนเพื่อเปิดการขนส่งฝั่งอันดามัน และขยายไปครอบคลุมทั้งเฟส

    นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. กล่าวถึงกรณีที่ สศช. เคยมีผลการศึกษาว่าโครงการ แลนด์บริดจ์ ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจตั้งเเต่สมัยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่า เรื่อง สศช.ยังไม่ศึกษาเรื่อง แลนด์บริดจ์ แต่สิ่งที่สำนักงานทำในสมัยพลเอกประยุทธ์ เป็นเรื่อง “คลองไทย” โดย นายกรัฐมนตรีและสมาคมคลองไทย ให้ทาง สศช. ไปดูว่าจะได้ผลประโยชน์อย่างไรบ้าง จึงได้ไปทำการศึกษาในเบื้องต้นว่า คลองไทย มีประโยชน์ออย่างไรบ้าง ซึ่งมีการเปรียบเทียบกันระหว่าง ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้  หรือ Southern Economic Corridor  กับแลนด์บริดจ์ โดยผลในการเปรียบเทียบออกมาว่า คลองไทยจะได้ผลประโยชน์ต่ำสุด รองลงมาคือตัว แลนด์บริดจ์เพราะจะมีการลงทุนสูงมาก แต่ถ้าไม่มีการพัฒนาตัวอุตสาหกรรมเพิ่มเติม เป็นแค่แลนด์บริดจ์ อย่างเดียวนั้น ผลประโยชน์มันจะไม่มาก

    แต่ถ้ามาเทียบกันกับการทำ Southern Economic Corridor ซึ่งมีพื้นที่อุตสาหกรรมด้วย เป็นอุตสาหกรรมเบาหรืออะไรที่เป็นการเกษตร ในพื้นที่ก็จะมีประโยชน์มากกว่า พร้อมย้ำว่า สศช. ไม่เคยศึกษาเรื่องแลนด์บริดจ์อย่างจริงจัง

    ส่วนโครงการที่ศึกษาไม่คุ้มทุน คือโครงการคลองไทยใช่หรือไม่ นายดนุชา กล่าวว่า โครงการคลองไทยที่เราศึกษามาแล้วว่า ถ้าหากทำจะไม่คุ้ม

    ขณะที่ตอนนี้รัฐบาลเดินหน้าทำ โครงการแลนด์บริดจ์ สภาพัฒน์ มองอย่างไรนั้น นายดนุชา กล่าวว่า  ต้องดูว่ารูปแบบโครงการจะมีอะไรบ้าง และการลงทุนจะเป็นอย่างไร ต้องเปรียบเทียบและดูว่า จะได้ผลประโยชน์อะไรบ้าง เพราะการส่งสินค้าอย่างเดียวนั้นไม่ได้ ต้องมีพื้นที่อุตสาหกรรม และพัฒนาพื้นที่เพิ่มเติมด้วย 

    แต่ประเด็นสำคัญตอนนี้ในประเทศไทยท่าเรือฝั่งตะวันตก ที่เป็นท่าเรือส่งออกสินค้าจริงๆนั้น ยังไม่มีหาก หากเริ่มต้นจากการทำท่าเรือที่ระนองก่อน แล้วค่อยขยาย ก็ได้เหมือนกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับรูปแบบที่จะดำเนินโครงการ ว่าจะมีอะไรบ้างซึ่งต้องไปดูในรายละเอียด  โดยหน่วยงานที่ศึกษาเรื่องนี้อย่างละเอียดและจริงจังคือกระทรวงคมนาคม ที่ได้เริ่มมานานแล้ว

    โดยเมื่อศึกษาแล้วผลสรุปจะคุ้มหรือเหมาะต่อการดำเนินโครงการหรือไม่ นายดนุชา กล่าวว่า ยังตอบตอนนี้ไม่ได้ เพราะต้องดูองค์ประกอบ และรายละเอียดโครงการว่ามีอะไรบ้าง และต้องดูว่าการกระบวนการขั้นตอนเป็นอย่างไร

    “แต่ถ้าถามผม ว่าน่าจะทำอะไรอย่างไร ต้องเรียนว่า  ตอนนี้ฝั่งตะวันตกยังไม่มีท่าเรือที่ส่งออกได้เลย  ที่เป็นการส่งออกสินค้าแบบจริงจัง  ไม่ใช่เรือเล็กๆน้อยๆ หรือเป็นเรือที่ต้องไปเปลี่ยนถ่ายสินค้าที่ประเทศมาเลย์ แต่ถ้าเป็นท่าเรือของเราจริงๆ เชื่อมโยงกับพื้นที่อุตสาหกรรมภายในประเทศ ที่จะส่งไปทางอินเดีย  หรือตะวันออกกลาง  และยุโรป ถ้าสามารถทำท่าเรือฝั่งตะวันตกได้ ก็เอา สินค้าจากแหลมฉบังมาออกตรงนี้ ก็เป็นประโยชน์กับประเทศ”นายดนุชา กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1231501&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VuezSf1iqpNb0a8UGl4rm

  • ผู้ว่า ททท. เร่งทุกตลาด พุ่งเป้ากลุ่มคุณภาพ พร้อมผลักดันประเทศไทย สู่ Wellness Hub ตอบโจทย์ Life Economy

    ผู้ว่า ททท. เร่งทุกตลาด พุ่งเป้ากลุ่มคุณภาพ พร้อมผลักดันประเทศไทย สู่ Wellness Hub ตอบโจทย์ Life Economy

    ททท.โซลรุกตลาดเกาหลี พา Buyer รายใหญ่สำรวจไทย ดันกระบี่สู่ Healing Destination ใหม่ ผ่านกิจกรรม Amazing Thailand Health and Wellness Korea Agent FAM Trip 2026 ระหว่าง 22–27 เม.ย. 2568 นำผู้แทนบริษัทนำเที่ยวและ OTA ชั้นนำของเกาหลี ได้แก่ Tidesquare, Yellow Balloon, Hotel Pass, Traveloka และ Lotte Tour สำรวจสินค้า Health & Wellness ของไทย ณ กรุงเทพฯ และกระบี่ ภายใต้แนวคิด Healing is the New Luxury

    ตลาดเกาหลีมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในกลุ่มนักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูงที่มองหาการพักผ่อน ฟื้นฟูสุขภาพ และประสบการณ์ระดับพรีเมียม ทั้ง Group Tour และ FIT

    สำนักงานโซล ได้ใช้โอกาสนี้ผลักดัน จังหวัดกระบี่ เป็นจุดหมายปลายทางใหม่ของตลาดเกาหลี ด้วยจุดเด่นด้านธรรมชาติ โรงแรมคุณภาพสูง กิจกรรมหลากหลาย และตอบโจทย์กระแส Healing Travel อย่างชัดเจน

    คณะฯ ได้พบผู้ประกอบการกระบี่กว่า 20 ราย พร้อมสำรวจสินค้าจริง โดย ผอ. ททท. กระบี่ ให้การต้อนรับ ร่วมกับผู้แทนจากสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่ และสมาคมโรงแรมจังหวัดกระบี่ พร้อมนำเสนอศักยภาพของพื้นที่ อาทิ Wellness Resort, Hot Spring, Sound Healing, Luxury Hotels, เกาะห้อง เกาะปอดะ หาดไร่เลย์ และกิจกรรมคายัคคลองหรูด ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมาก

    อีกหนึ่งไฮไลต์ คือการหารือกับ ท่าอากาศยานนานาชาติกระบี่ โดยได้รับเกียรติจาก ผู้อำนวยการท่าอากาศยานกระบี่ ให้การต้อนรับอย่างใกล้ชิด เพื่อยืนยันความพร้อมรองรับตลาดเกาหลีในอนาคต โดย Agent เห็นตรงกันว่า กระบี่มีศักยภาพสูง เหลือเพียงการเชื่อมต่อเที่ยวบินตรงจากเกาหลี ซึ่งหากมีมาตรการจูงใจสายการบิน จะช่วยเร่งตลาดได้ทันที

    ภายหลังจบทริป Agent ทุกฝ่ายชื่นชมว่ากระบี่ “เหนือความคาดหมาย” และมีศักยภาพสูงที่จะเติบโตเป็น Destination ใหม่ยอดนิยมของตลาดเกาหลีต่อไป

    เจาะกลุ่มเป้าหมายใหม่เพื่อขยายความเชื่อมเกี่ยวไปยังนักท่องเที่ยวคุฯภาพทุกกลุ่มค่ะ

    #AmazingThailand #HealingistheNewLuxury #AmazingThailandHealthandWellnessTrademeet2026 #LifeEconomy

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1015229&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0M4-lyU3BBVGAEltBXAjVU