Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ททท. ปูพรม 17 จังหวัด ชวนคนทำงานออกเดินทาง ‘WORK WONDER BELONG’ : อินโฟเควสท์

    ททท. ปูพรม 17 จังหวัด ชวนคนทำงานออกเดินทาง ‘WORK WONDER BELONG’ : อินโฟเควสท์

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จับมือ 4 พันธมิตรยักษ์ใหญ่ NEXTOPIA, Megatix, Bolt และ Sanook.com รุกตลาดกลุ่มคนทำงาน เปิดแคมเปญ “WORK WONDER BELONG เที่ยวใกล้ได้งาน” ปักหมุดพื้นที่ 17 จังหวัดภาคกลาง หวังกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยววันธรรมดาผ่านแนวคิด Workation ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. – 25 ก.ค. 2569 นี้

    นางสาววรรณภา เกียรติพงษา ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคกลาง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า “ปัจจุบันหลายองค์กรในประเทศไทยเริ่มนำรูปแบบการทำงานแบบ Hybrid และ Remote Working มาใช้มากขึ้น เพื่อตอบโจทย์คุณภาพชีวิตของพนักงานและความคาดหวังของคนทำงานรุ่นใหม่ ส่งผลให้เกิดความเป็นไปได้ในการเดินทางท่องเที่ยวในช่วงวันธรรมดา และทำให้แนวคิด Workation หรือการทำงานควบคู่กับการท่องเที่ยว กลายเป็นดีมานด์ที่เติบโตขึ้นอย่างชัดเจน หนึ่งในพฤติกรรมที่สะท้อนเทรนด์ดังกล่าวคือ ‘Weekend Extenders’ หรือการยืดช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ออกไปโดยไม่ต้องใช้วันลาพักร้อน ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสในการเดินทางและพักผ่อน พร้อมทั้งช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในจังหวัดใกล้กรุงเทพฯ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคกลางที่มีการเดินทางสะดวก และมีโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการทำงานได้เป็นอย่างดี ททท. และพันธมิตรจึงร่วมกันคัดสรรสถานที่ท่องเที่ยว โรงแรม กิจกรรม รวมถึง Co-working Space ที่เหมาะกับการทำงานและท่องเที่ยวไปพร้อมกัน พร้อมมอบส่วนลดและสิทธิพิเศษต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นให้คนออกเดินทางในวันธรรมดามากขึ้น ทั้งในเมืองหลักและเมืองน่าเที่ยวในภูมิภาคภาคกลาง โดยคาดหวังว่าแคมเปญนี้จะช่วยให้การทำงานควบคู่กับการท่องเที่ยวเกิดประสิทธิภาพ และสร้างประสบการณ์การเดินทางรูปแบบใหม่ให้กับคนทำงานยุคปัจจุบัน”

    คุณชนิสา แก้วเรือน ผู้บริหารสายงานสร้างสรรค์และนวัตกรรม บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด กล่าวว่า  “NEXTOPIA มีความยินดีที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญนี้ในการสนับสนุนไลฟ์สไตล์ของคนทำงานยุคใหม่ที่ผสานการทำงานและการท่องเที่ยวเข้าด้วยกัน โดยเราเปิดพื้นที่ NEXTOPIA ให้เป็นอีกหนึ่งจุดหมายสำหรับการนั่งทำงาน พักผ่อน และพบปะสังสรรค์ในบรรยากาศที่สร้างแรงบันดาลใจใจกลางกรุงเทพฯ เพื่อร่วมกระตุ้นให้เกิดการเดินทางและการใช้ชีวิตนอกสถานที่ทำงานแบบเดิมๆ พบกับโปรโมชั่นมากมายตลอดแคมเปญ อาทิ ใช้จ่ายที่ศูนย์การค้าสยามพารากอนครบตามยอดที่กำหนดแลกรับของรางวัล พร้อมแลกรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 22%  จากบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ และ Nextopia มอบคูปองช้อป กิน ดื่ม ส่วนลดสูงสุด 200 บาท  ในพื้นที่ Zone Nextopia เพียงโชว์ Banner แคมเปญ หรือ แจ้งทราบข่าวจากแคมเปญ Work Wonder Belong พร้อมบัตรประชาชน ที่เคาน์เตอร์ INFORMATION COUNTER ชั้น G ฝั่ง North, ชั้น 1 Star Dome และชั้น 5 NEXTOPIA โดยนักท่องเที่ยวชาวไทย จะได้รับ E-GIFT CARD เมื่อลงทะเบียนผ่าน ONESIAM SuperApp สมบูรณ์แล้วเท่านั้น

    • นักท่องเที่ยวในเขตพื้นที่ กทม และปริมณฑล ได้รับฟรี! E-GIFT CARD มูลค่า 100 บาท (สำหรับใช้จ่ายขั้นต่ำ 500 บาท) จำนวน 300 สิทธิ์ (จำกัด 1 สิทธิ์/สมาชิกตลอดรายการ)

    • นักท่องเที่ยวนอกเขตพื้นที่ กทม ตามบัตรประชาชน ได้รับฟรี! E-GIFT CARD มูลค่า 200 บาท (สำหรับใช้จ่ายขั้นต่ำ 800 บาท) จำนวน 150 สิทธิ์ (จำกัด 1 สิทธิ์/สมาชิก ตลอดรายการ)

    Onur Astasoy – Managing Director Megatix Thailand กล่าวว่า Megatix Thailand  ได้มอบดีลที่พักและสปาสุดพิเศษ ลดสูงสุด 20-50% เพื่อจูงใจให้คนทำงานเลือกพักผ่อนในวันธรรมดามากขึ้น เพื่อเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการเดินทางมากขึ้น พร้อมทั้งสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่สะดวก คุ้มค่า และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของนักเดินทางยุคใหม่

    คุณณัฐดนย์ สุขศิริฐานันท์  ผู้จัดการทั่วไปประจำ โบลท์ ประเทศไทย (Bolt) กล่าวว่า โบลท์ได้มอบโค้ดส่วนลด “GOWORK” จำนวน 200,000 สิทธิ์ โค้ด (สำหรับพื้นที่ภาคกลางเท่านั้น) ชื่อ Code “GOWORK” ระยะเวลาใช้งาน ตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน – 25 กรกฎาคม 2569

    เงื่อนไขการใช้งาน

    • New User: ส่วนลด 50% สูงสุด 100 บาท (จำนวน 2 ครั้ง/คน)

    • Existing User: ส่วนลด 30% สูงสุด 100 บาท (จำนวน 2 ครั้ง/คน)

    สำหรับโครงการนี้ ททท. มุ่งเน้นการเปลี่ยนบรรยากาศการทำงานแบบเดิมๆ สู่สถานที่ที่สร้างความคิดสร้างสรรค์ ทั้งในเมืองหลักและเมืองน่าเที่ยว 17 จังหวัดภาคกลาง โดยเชื่อมั่นว่าระบบการขนส่งที่สะดวกและสิทธิพิเศษที่คุ้มค่าจะช่วยผลักดันให้การท่องเที่ยวในภูมิภาคเติบโตอย่างต่อเนื่อง ผู้ที่สนใจสามารถตรวจสอบรายละเอียดที่พักและกิจกรรมที่เข้าร่วมโครงการได้ที่เว็บไซต์ www.workwonderbelong.com

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (30 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IRFT0IQ1844QYKT8GB43IOBDA99AUKBR&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02d9xqYbKGz-35LJdPO6NG

  • สุรินทร์ประชุมแนวทางดึงเด็ก-เยาวชนกลับสู่ระบบการศึกษา-เรียนรู้ตามศักยภาพ

    สุรินทร์ประชุมแนวทางดึงเด็ก-เยาวชนกลับสู่ระบบการศึกษา-เรียนรู้ตามศักยภาพ

    สุรินทร์ประชุมแนวทางดึงเด็ก-เยาวชนกลับสู่ระบบการศึกษา-เรียนรู้ตามศักยภาพ

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

    นายกิตติ สัตย์ซื่อ รองผู้ว่าราชการ จ.สุรินทร์ เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการสรุปและรายงานผลการดำเนินงานแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา เพื่อให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษา หรือได้รับการส่งเสริมการเรียนรู้ตามศักยภาพ (Thailand Zero Dropout) ระดับจังหวัด ที่ห้องราชาวดี สวนป่ารีสอร์ท อ.เมืองสุรินทร์ จ.สุรินทร์

    ทั้งนี้ ปัญหาเด็กและเยาวชนที่หลุดออกจากระบบการศึกษาเป็นประเด็นสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันขับเคลื่อนอย่างจริงจัง เนื่องจากเด็กและเยาวชนถือเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณค่าของจังหวัดและประเทศ การปล่อยให้เด็กหลุดออกจากระบบอาจส่งผลกระทบต่อโอกาสทางการศึกษา การพัฒนาทักษะ และคุณภาพชีวิตในระยะยาว จ.สุรินทร์ ให้ความสำคัญกับการดำเนินงานตามนโยบายดังกล่าว โดยมุ่งเน้นการบูรณาการข้อมูล การค้นหาเชิงรุก การช่วยเหลือรายกรณี และการส่งต่อเข้าสู่ระบบการศึกษา การเรียนรู้ หรือการพัฒนาทักษะอาชีพที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละบุคคล เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mgronline.com/uptodate/detail/9690000040689&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18yD1J1UmoaMdUWIx4yow6

  • “รมว.ประเสริฐ” เปิดโต๊ะถกการศึกษา จชต. เดินหน้ายกระดับคุณภาพ รร.เอกชนปอเนาะ-ตาดีกา ยัน! คือทีมเดียวกัน พร้อมเปิดกว้างรับฟังทุกเสียง

    “รมว.ประเสริฐ” เปิดโต๊ะถกการศึกษา จชต. เดินหน้ายกระดับคุณภาพ รร.เอกชนปอเนาะ-ตาดีกา ยัน! คือทีมเดียวกัน พร้อมเปิดกว้างรับฟังทุกเสียง

    “รมว.ประเสริฐ” เปิดโต๊ะถกการศึกษา จชต. เดินหน้ายกระดับคุณภาพ รร.เอกชนปอเนาะ-ตาดีกา ยัน! คือทีมเดียวกัน พร้อมเปิดกว้างรับฟังทุกเสียง


    30/04/2569 | 52 |

    นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมหารือเพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ทั้งระบบ

    นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมหารือเพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ทั้งระบบ เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 ณ ห้องราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ โดยมีผู้แทนจากศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) สภาความมั่นคงแห่งชาติ นายกสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้ ตลอดจนภาคเอกชนและประชาสังคมที่เกี่ยวข้อง พร้อมด้วยนายมณฑล ภาคสุวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) เข้าร่วม ว่า ที่ประชุมฯ มีมติร่วมกันว่า การศึกษาคือภารกิจสำคัญเร่งด่วนของพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มีหน้าที่หลักในการยกระดับคุณภาพการศึกษาเพื่อตอบโจทย์การพัฒนาทุนมนุษย์ในพื้นที่อย่างยั่งยืน

    รมว.ศธ. กล่าวว่า ที่ประชุมได้รับฟังข้อเสนอแนะอันมีคุณค่าจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะประเด็นการยกระดับคุณภาพครูและนักเรียนในโรงเรียนเอกชน โรงเรียนปอเนาะ และโรงเรียนตาดีกา ทั้งการเทียบโอนหลักสูตรและการรับรองวุฒิการศึกษา การพัฒนาศักยภาพครู การแก้ปัญหาเร่งด่วน รวมถึงการปรับปรุงหลักสูตรให้สอดคล้องกับบริบทสังคมปัจจุบัน

    “ที่ประชุมได้หารือร่วมกัน โดยเห็นควรให้สร้างกลไกการมีส่วนร่วมอย่างเป็นระบบ อาทิ การจัดตั้งบอร์ดด้านการศึกษาในพื้นที่ เพื่อประสานการดำเนินงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเสนอให้มอบหมายตัวแทนในพื้นที่ปฏิบัติหน้าที่ผู้ช่วยเลขาธิการ ศอ.บต. ด้านการศึกษาโดยเฉพาะด้วย” รมว.ศธ.กล่าว

    รมว.ศธ. กล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า ผมมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะสนับสนุนการพัฒนาเยาวชนในพื้นที่ชายแดนใต้ ที่มีศักยภาพสูงอยู่แล้ว โดยเฉพาะด้านภาษาที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น ให้มีคุณภาพมาตรฐานมากขึ้นไปอีก พร้อมขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมแลกเปลี่ยนอย่างสร้างสรรค์ และย้ำว่ากระทรวงศึกษาธิการพร้อมเปิดกว้างรับฟังทุกเสียงเสมอ เพราะทุกคนในวงการศึกษาคือทีมเดียวกัน ภายใต้บ้านหลังเดียวกัน

    กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานรัฐมนตรี ศธ. : รายงาน
    29/4/2569

    ข้อมูลจาก https://www.thaigov.go.th/th/news/163541


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/499025&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3wQsKhDq_eWP74KpGr5AeA

  • ในหลวง-พระราชินี ทรงร่วมงานถวายพระกระยาหารค่ำ และพระราชทานเลี้ยงอาหารค่ำ

    ในหลวง-พระราชินี ทรงร่วมงานถวายพระกระยาหารค่ำ และพระราชทานเลี้ยงอาหารค่ำ

    ในหลวง-พระราชินี ทรงร่วมงานถวายพระกระยาหารค่ำ และพระราชทานเลี้ยงอาหารค่ำ

    วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.30 น.

    “ในหลวง-พระราชินี” เสด็จฯ ทรงร่วมงานถวายพระกระยาหารค่ำและพระราชทานเลี้ยงอาหารค่ำ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพครบ 80 พรรษา ของสมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ล ที่ 16 กุสตาฟแห่งสวีเดน

    วันที่ 29 เมษายน 2569 (ในช่วงค่ำ) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งจากที่ประทับแรม แกรนด์ โฮเทล (Grand Hotel) กรุงสตอกโฮล์ม ราชอาณาจักรสวีเดน ไปยังพระราชวังหลวงกรุงสตอกโฮล์ม  เพื่อทรงร่วมงานถวายพระกระยาหารค่ำและพระราชทานเลี้ยงอาหารค่ำอย่างไม่เป็นทางการแก่พระประมุข ประมุข และพระราชวงศ์ต่างประเทศที่เสด็จพระราชดำเนินมาทรงในงานพระราชพิธีเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพครบ 80 พรรษา ของสมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ล ที่ 16 กุสตาฟแห่งสวีเดน ซึ่งสมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ล ที่ 16 กุสตาฟแห่งสวีเดน ทรงเป็นเจ้าภาพ

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/royal/961610&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2zME_TAD9A1jT1gvJRZC3o

  • สั่งศึกษารอบใหม่! ก่อนลุย ‘แลนด์บริดจ์’

    สั่งศึกษารอบใหม่! ก่อนลุย ‘แลนด์บริดจ์’

    ผู้สื่อข่าวรายงานกรณีอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย สั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 28 เม.ย. ให้ไปศึกษาการเดินหน้า “โครงการแลนด์บริดจ์” นั้น มีรายงานว่านายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม ไปศึกษาความเป็นไปได้ ซึ่งมีผลการศึกษาอยู่แล้ว แต่ยังไม่ได้อัปเดต รวมถึงการไปรับฟังความคิดเห็นและให้ข้อมูลกับประชาชนในพื้นที่ ว่าโครงการแลนด์บริดจ์คืออะไร และมีความเห็นอย่างไร ก่อนนำกลับมาเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)

    อย่างไรก็ตาม พรรคร่วมในรัฐบาล รวมถึงพรรคเพื่อไทยเองเห็นด้วยกับโครงการดังกล่าว แต่หัวใจหลักคือ ต้องศึกษาให้รอบคอบ ซึ่งการจะดำเนินโครงการต้องคำนึงถึง 3 ปัจจัยหลัก คือ

    1. ผลการศึกษาความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชน
    2. ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและสังคม ว่ามีความคุ้มค่าหรือไม่
    3. งบประมาณในการลงทุน ว่าจะนำมาจากแหล่งใด

    ส่วนจะเสนอโครงการดังกล่าวต่อที่ประชุม ครม.สัญจรหรือไม่ ขึ้นอยู่กับเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เนื่องจากเป็นผู้ตั้งเรื่องที่จะต้องเสนอโครงการเข้าสู่ที่ประชุม ครม.สัญจร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/s/128581&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0C3rmeIftA-8ZTLMi86910

  • ในหลวง-พระราชินี เสด็จฯเยือนราชอาณาจักรสวีเดน ตามคำทูลเชิญของสมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ล ที่ 16

    ในหลวง-พระราชินี เสด็จฯเยือนราชอาณาจักรสวีเดน ตามคำทูลเชิญของสมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ล ที่ 16

    วันพุธ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569, 20.49 น.

    “ในหลวง-พระราชินี”  เสด็จฯเยือนราชอาณาจักรสวีเดน  ตามคำทูลเชิญของสมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ล ที่ 16 กุสตาฟแห่งสวีเดน  

    วันที่ 29 เมษายน 2569 เวลา 08.29 น. (เวลาท้องถิ่น) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินโดยเครื่องบินของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)  เที่ยวบินที่ ทีจี 8886  ถึงท่าอากาศยานนานาชาติอาร์ลันดา ในการเสด็จพระราชดำเนินเยือนราชอาณาจักรสวีเดน  ระหว่างวันที่ 29 เมษายน – 2 พฤษภาคม 2569  ตามคำทูลเชิญของสมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ล ที่ 16 กุสตาฟแห่งสวีเดน เพื่อทรงร่วมงานพระราชพิธีเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ ครบ 80 พรรษา  ของสมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ล ที่ 16 กุสตาฟแห่งสวีเดน 

    เมื่อเครื่องบินพระที่นั่งถึงยังท่าอากาศยานนานาชาติอารลันดา พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ นางอรุณรุ่ง โพธิ์ทอง ฮัมฟรีย์ส เอกอัครราชทูต ณ กรุงสตอกโฮล์ม เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท กราบบังคมทูลเชิญเสด็จพระราชดำเนินลงจากเครื่องบินพระที่นั่ง โดยมี เจ้าหญิงวิกตอเรีย (Her Royal Highness Crown Princess Victoria of Sweden) มกุฎราชกุมารีแห่งสวีเดน ทรงรอรับเสด็จ ณ เชิงบันไดเครื่องบินพระที่นั่ง จากนั้น นางเจสสิกา เฮดิน (Ms. Jessica Hedin) รองอธิบดีกรมพิธีการทูตราชอาณาจักรสวีเดน กราบบังคมทูลแนะนำหัวหน้ากองงานในพระองค์และราชองครักษ์ประจำพระองค์มกุฎราชกุมารีแห่งสวีเดน ตลอดจนราชองครักษ์และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำพระองค์ฝ่ายสวีเดน เสร็จแล้ว เอกอัครราชทูต ณ กรุงสตอกโฮล์ม และผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการลงทุนสำนักงาน ณ กรุงสตอกโฮล์ม ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายมาลัยข้อพระกรแด่พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี จากนั้น ประทับรถยนต์พระที่นั่งเสด็จพระราชดำเนินไปยังโรงแรมแกรนด์ โฮเทล (Grand Hotel) กรุงสตอกโฮล์ม ราชอาณาจักรสวีเดน ซึ่งเป็นโรงแรมที่ประทับ 

    เวลา 09.30 น. (เวลาท้องถิ่น) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่ง ถึงโรงแรมแกรนด์โฮเทล (Grand Hotel) กรุงสตอกโฮล์ม ราชอาณาจักรสวีเดน ณ ที่นั้น นางสาวพิฐรา นวรัตน์  อัครราชทูตที่ปรึกษาสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงสตอกโฮล์ม,  ภริยาผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารอากาศ, ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการลงทุนสำนักงาน ณ กรุงสตอกโฮล์ม, คู่สมรสเอกอัครราชทูต ณ กรุงสตอกโฮล์ม ตลอดจนข้าราชการสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงสตอกโฮล์ม และคู่สมรส รวมทั้งผู้จัดการทั่วไปโรงแรมแกรนด์ โฮเทล (Grand Hotel) เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ นอกจากนี้ ยังมีประชาชนที่อาศัยอยู่ในราชอาณาจักรสวีเดน ราชอาณาจักรนอร์เวย์ และประเทศไทย พร้อมใจกันเดินทางมารอเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท เพื่อชื่นชมพระบารมี
     

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/royal/961595&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2F-9tfKwhfQcQ8I2fn1aEC

  • บันทึกหน้า 4

    บันทึกหน้า 4

    โดย “ณัฏฐ์” ได้เชื่อมโยงทั้ง 2 เหตุการณ์ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องและสัมพันธ์กันไม่น้อย พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลใช้ความกล้าหาญในการตัดสินใจเดินเครื่องเมกะโปรเจกต์ดังกล่าว เพราะถึงจุดหักเหสำคัญระหว่างการเป็น “เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่” หรือ “กับดักหนี้สาธารณะ” …๐

    ล่าสุด “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยก็ได้สั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 28 เม.ย. ให้ไปศึกษาการเดินหน้าโครงการ โดยมอบหมายให้ “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” รองนายกฯ และ รมว.คมนาคมไปศึกษาความเป็นไปได้ แม้มีผลการศึกษาอยู่แล้ว แต่ยังไม่ได้อัปเดต รวมถึงการไปรับฟังความคิดเห็นและให้ข้อมูลกับประชาชนในพื้นที่ ว่าโครงการแลนด์บริดจ์คืออะไร และมีความเห็นอย่างไร โดยให้คำนึงถึง 3 ปัจจัยหลัก คือ 1.ผลการศึกษาความคิดเห็นประชาชนและการมีส่วนร่วม 2.ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและสังคม และ 3.งบประมาณในการลงทุน …๐

     น่าแปลกอย่างยิ่ง “แลนด์บริดจ์” หรือโครงการสะพานเศรษฐกิจเชื่อมโยงทะเลอันดามันและอ่าวไทยที่ “รัฐบาลลุงตู่” หวังเป็นเมกะโปรเจกต์พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของไทย ที่มีเป้าหมายเพื่อยกระดับประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ และการขนส่งสินค้าทางน้ำระดับโลกในตอนนั้น พรรคประชาธิปัตย์ที่ร่วมรัฐบาลก็เห็นด้วย รวมถึงในรัฐบาลเศรษฐาก็สนับสนุน แต่พอมายุคนี้ที่ไม่ได้ร่วมรัฐบาล “กรณ์ จาติกวณิช” สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาแถลงคัดค้านโครงการแลนด์บริดจ์แบบเต็มที่ เช่นเดียวกับ “ศิริกัญญา ตันสกุล” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ที่ก็ไม่เอาด้วยบอกจะซ้ำรอยรถไฟฟ้าเชื่อม 3 สนามบิน …๐

    งานนี้เราก็ได้แต่หวังว่า รัฐบาลจะตัดสินใจให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด เพราะไม่เช่นนั้นโครงการดังกล่าวก็อาจซ้ำรอย “โครงการคอคอดกระ” แนวคิด “อมตะนิรันดร์กาล” ของไทยที่มีอายุกว่า 300 ปี ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อขุดคลองเชื่อมทะเลอันดามันกับอ่าวไทย แต่อย่าลืมว่า “แลนด์บริดจ์” นั้น เน้นการสร้างท่าเรือและถนน/รถไฟเชื่อมต่อกันแทนการขุด ที่สำคัญก็เหมือนการก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมินั่นแล ที่ตอนคลอดออกมาก็มีแต่คนค้านคนด่า แต่ทุกวันนี้ก็เห็นชัดว่ามีคุณค่าต่อประเทศเพียงใด …๐

    พูดเรื่องต่อต้านและคัดค้านจะไม่เอ่ยถึงพรรคส้มก็ไม่ได้ เพราะล่าสุด “หัวหน้าเท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรค ได้แบ่งงานเป็น 4 เสาหลักแล้ว โดย “วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร” สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคจะมาดูแลด้านเศรษฐกิจ “ศิริกัญญา” ดูแลการปฏิรูปรัฐ “เดชรัต สุขกำเนิด” รองหัวหน้าพรรค ดูแลด้านคุณภาพชีวิต และ “พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์” เลขาธิการพรรค ดูแลความมั่นคง ทำให้สภากาแฟถามกันให้ควั่กหมายความว่าอย่างไรที่ให้ “ว่าที่หัวหน้าพรรคคนใหม่” มาดูแลเศรษฐกิจ หรือเพราะเจ๊ไหมที่ทำตัวเป็นกูรูเศรษฐกิจตั้งแต่ยุคอนาคตใหม่มาถึงประชาชนพิสูจน์แล้วว่าเป็นของแท้หรือของเทียมกันจ๊ะ เลยถูกเขี่ยให้พ้นจากการดูแลเศรษฐกิจ หรือเพราะต้องทำใจจากคดีแก้ไขมาตรา 112 เหมือนหัวหน้าเท้ง เลยต้องปั้นกูรูคนใหม่ขึ้นมาแทน …๐

    ไม่แปลกใจแต่ประการใดเลย เพราะ พรรคนี้ก็อย่างที่รู้เช่นเห็นชาติกันนั่นแล ทำอะไรด้อมก็บอกว่าดีหมดไม่เคยตะขิดตะขวงอะไร ก็ขนาดคนใช้ความรุนแรงทำร้ายแม่ของลูกตัวเองก็ยังหลงใหลได้ปลื้ม ยิ่งเป็นพวกเป็นเครือเถาก็ยิ่งยกไม่แตะต้อง ดูง่ายๆ กรณี ไลฟ์ขายทุเรียนของ “พิมรี่พาย” ที่มี “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ร่วมโปรโมต ในตอนแรกก็ถูกบรรดาสมาชิกส้มและสาวกรุมสวด รุมดรามากันว่าทำร้ายตลาดทุเรียน ทั้งที่อินฟลูเอนเซอร์รายอื่นก็ไลฟ์ขายทุเรียนกันแบบลดราคาโปรโมชันทั้งนั้น แต่ที่น่าสนใจอย่างมากที่ต้องมาไลฟ์ขายนั้นก็เป็นปลายเหตุด้วยซ้ำไป ต้นเหตุต้นตออย่าง “กระทรวงเกษตรและสหกรณ์” กลับไม่เคยโผล่หรือไม่เคยพูดถึงเลย หรือเพราะ “นามสกุล” รัฐมนตรีว่าการเหมือนเจ้าของพรรคส้มกันจ๊ะด้อมจ๋า …๐

    ท.ศักดิ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/988093/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16X88xcij1FSxKGaUot1Dd

  • สว.ท่องเที่ยวถกเข้ม! ดัน “เรือพายนานาชาติหมู่เกาะช้าง” ปลุกเศรษฐกิจตราด เร่งแก้ปมภูเก็ตทั้งที่พัก-จราจร-ความปลอดภัย

    สว.ท่องเที่ยวถกเข้ม! ดัน “เรือพายนานาชาติหมู่เกาะช้าง” ปลุกเศรษฐกิจตราด เร่งแก้ปมภูเก็ตทั้งที่พัก-จราจร-ความปลอดภัย

    วันที่ 28 เมษายน 2569 เวลา 13.00 น. คณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและการกีฬา วุฒิสภา ประชุมครั้งที่ 13/2569 ณ ห้องประชุมกรรมาธิการ CA 426 ชั้น 4 อาคารรัฐสภา โดยมี นายพิศูจน์ รัตนวงศ์ ประธานคณะกรรมาธิการ เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วย พล.ต.ต.อังกูร คล้ายคลึง รองประธานคนที่ห้า และคณะกรรมาธิการ เข้าร่วมพิจารณาวาระสำคัญด้านการท่องเที่ยวของประเทศอย่างพร้อมเพรียง

    ที่ประชุมรับทราบความคืบหน้าการจัดมหกรรมแข่งขันเรือพายนานาชาติหมู่เกาะช้าง “Mu Ko Chang International Ocean Race 2026” ซึ่งกำหนดจัดระหว่างวันที่ 23-24 พฤษภาคม 2569 ณ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้าง จังหวัดตราด โดยตั้งเป้าผลักดันการท่องเที่ยวเชิงกีฬา ดึงดูดนักกีฬา นักท่องเที่ยว และประชาชนเข้าร่วมงาน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม

    พร้อมกันนี้ ยังมุ่งยกระดับภาพลักษณ์ “เกาะช้าง” ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวตลอดทั้งปี ไม่จำกัดเฉพาะฤดูกาลท่องเที่ยว สร้างต้นแบบการบริหารจัดการพื้นที่อุทยานแห่งชาติ ควบคู่การจัดกิจกรรมนันทนาการอย่างสมดุลและยั่งยืน

    นอกจากนี้ ที่ประชุมยังหยิบยกปัญหาด้านการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ตเข้าสู่การพิจารณา โดยรับฟังข้อมูลจากผู้แทนสำนักงานจังหวัดภูเก็ต การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานภูเก็ต และสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาภูเก็ต ครอบคลุมปัญหาสำคัญ ทั้งการจัดระเบียบที่พัก การจราจร ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน รวมถึงปัญหาการเอารัดเอาเปรียบนักท่องเที่ยว

    สำหรับปัญหาที่พัก ที่ประชุมระบุว่า พระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ.2547 ล้าสมัย ไม่สอดรับรูปแบบธุรกิจยุคใหม่ จำเป็นต้องเร่งปรับปรุงกฎหมายให้ทันสถานการณ์ ขณะเดียวกันขั้นตอนขออนุญาตยังซับซ้อน ต้องผ่านหลายหน่วยงาน อีกทั้งยังขาดกลไกควบคุมแพลตฟอร์มออนไลน์ที่โฆษณาที่พักเถื่อนโดยไม่มีใบอนุญาต

    ส่วนปัญหาจราจร มีการเสนอแนวคิดโครงการ “Boat Taxi” เป็นทางเลือกการเดินทางทางน้ำ เส้นทางนำร่องจากสนามบินภูเก็ตสู่หาดป่าตอง หวังลดความแออัดบนท้องถนนและอำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยว

    ด้าน พล.ต.ต.อังกูร คล้ายคลึง เน้นย้ำว่า การพัฒนาโครงการดังกล่าวต้องคำนึงถึงความสะดวกในการขนย้ายสัมภาระของนักท่องเที่ยว รวมถึงระบบเชื่อมต่อจากท่าเรือสู่โรงแรมหรือที่พัก เพื่อให้เกิดการใช้งานจริงและเดินหน้าได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/292757&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1pvf5xCgfAD92Rqtlibof8

  • บริโภคเอกชน-ท่องเที่ยว ช่วยหนุนเศรษฐกิจภูมิภาคมี.ค.69

    บริโภคเอกชน-ท่องเที่ยว ช่วยหนุนเศรษฐกิจภูมิภาคมี.ค.69

    วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.44 น.

    นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เปิดเผยภาวะเศรษฐกิจภูมิภาค ประจำเดือนมีนาคม 2569 ว่า ปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชน โดยเฉพาะภาคตะวันออก กรุงเทพฯและปริมณฑล และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขณะที่การท่องเที่ยวยังขยายตัวได้ในกรุงเทพฯและปริมณฑล ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้

    โดยเศรษฐกิจกรุงเทพฯและปริมณฑล มีปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวได้ดี การลงทุนภาคเอกชนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักรที่ขยายตัว และการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ จำนวนรถยนต์นั่งและรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ขยายตัว ขณะที่รายได้เกษตรกรหดตัว 11.1 % ต่อปี แต่ขยายตัว 1.2% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ทั้งนี้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 51.4 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ 53.3 เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลและรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ขยายตัว  

    เศรษฐกิจภาคใต้ มีปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชน การลงทุนภาคเอกชนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักร และการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ จำนวนรถยนต์นั่งและรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ขยายตัว ขณะที่รายได้เกษตรกรหดตัว 4.8% ต่อปี แต่ขยายตัว 2.1% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ทั้งนี้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 47.8 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 49.8 เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลและรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ขยายตัว    

    เศรษฐกิจภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชน และการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ จำนวนรถยนต์นั่งและจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ขยายตัว ขณะที่รายได้เกษตรกรหดตัว 10.6% ต่อปี แต่ขยายตัว 1.3% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ทั้งนี้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 54.6 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 56.4 เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่หดตัว 9.9% ต่อปี แต่ขยายตัว 12.2% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า อย่างไรก็ตามจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่หดตัว26.1% ต่อปี  

    เศรษฐกิจภาคตะวันออก มีปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวได้ดี ขณะที่การท่องเที่ยวหดตัว โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ จำนวนรถยนต์นั่งและรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ขยายตัว ขณะที่รายได้เกษตรกรหดตัว 5.8% ต่อปี แต่ขยายตัว 2.0% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ทั้งนี้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 54.3 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 56.4 เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ขยายตัว 41.8% ต่อปี ขณะที่จำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่หดตัว12.2% ต่อปี แต่ขยายตัว 9.0% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า  

    เศรษฐกิจภาคเหนือ มีปัจจัยสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภคที่ขยายตัวได้ ขณะที่การท่องเที่ยวหดตัว โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ และจำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ขยายตัว ขณะที่รายได้เกษตรกรหดตัว 11.8% ต่อปี เช่นเดียวกับจำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่หดตัว 6.9% ต่อปี ทั้งนี้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 52.6 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 54.4 เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่หดตัว 21.6% ต่อปี เช่นเดียวกับจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่หดตัว 16.8% ต่อปี  

    เศรษฐกิจภาคกลาง มีปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชนในหมวดสินค้าคงทนที่ขยายตัวได้ โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์นั่งและรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ขยายตัว ขณะที่การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ และรายได้เกษตรกรหดตัว 5.9% และ 7.6% ต่อปี ตามลำดับ ทั้งนี้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 51.2 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 53.1 เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ขยายตัว 25.2% ต่อปี ขณะที่จำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่หดตัว 5.6% ต่อปี แต่ขยายตัว 27.7% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า  

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    532.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/961486&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0PxDAnNmS9M_Zwj1Njiwda

  • เวียดนามยกระดับจังหวัดด่งนายเป็นนครส่วนกลาง วางโครงสร้างขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่อย่างเป็นระบบ

    เวียดนามยกระดับจังหวัดด่งนายเป็นนครส่วนกลาง วางโครงสร้างขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่อย่างเป็นระบบ

    เนื้อข่าว 

    คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม (The Party Central Committee) มีมติเห็นชอบในหลักการให้ยกระดับจังหวัดด่งนาย (Dong Nai Province) เป็นนครที่ขึ้นตรงต่อส่วนกลาง โดยถือเป็นก้าวสำคัญของการกำหนดทิศทางเชิงนโยบายระยะยาวที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความต่อเนื่องทางประวัติศาสตร์ ควบคู่กับการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาเชิงอนาคต การตัดสินใจดังกล่าวสะท้อนความเชื่อมั่นของภาครัฐต่อศักยภาพของพื้นที่ในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจที่มีพลวัตสูง โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลัก ได้แก่ ความเข้มแข็งของภาคอุตสาหกรรม การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ และการยกระดับทุนมนุษย์ ซึ่งกำลังได้รับการบูรณาการอย่างเป็นระบบ เพื่อพัฒนาเป็นศูนย์กลางการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจแห่งใหม่ของภูมิภาคภาคใต้ของประเทศในระยะข้างหน้า

    image.png

    ในเชิงประวัติศาสตร์ จังหวัดด่งนายมีพัฒนาการที่มีรากฐานมั่นคงและสั่งสมมาอย่างยาวนานโดยในช่วงปี 2222–2241 กลุ่มผู้บุกเบิก เช่น Trần Thượng Xuyên และ Nguyễn Hữu Cảnh ได้วางรากฐาน พื้นที่กู่เหลาโฟ (Cu Lao Pho) ซึ่งปัจจุบันคือเขตเจิ่นเบียน (Tran Bien Ward) เป็นหนึ่งในศูนย์กลางการปกครองและการค้าแห่งแรกของภาคใต้ และได้พัฒนาเป็นท่าเรือการค้าหลักของภูมิภาคในศตวรรษที่ 18 ต่อมาการจัดตั้งเขตอุตสาหกรรมเบียนหว่า 1 (Biên Hòa Industrial Zone No.1) ในปี 2506 ได้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของอุตสาหกรรมสมัยใหม่ และชนชั้นแรงงานในเวียดนาม อันเป็นฐานสำคัญที่ทำให้สินค้าอุตสาหกรรมภายในประเทศสามารถขยายสู่ตลาดทั้งภายในและระหว่างประเทศได้อย่างต่อเนื่อง ในระยะต่อมา บรรษัทข้ามชาติ อาทิ Nestlé, Bosch และ Pouchen ได้เข้ามาลงทุนจัดตั้งฐานการผลิตขนาดใหญ่ โดยเฉพาะ Nestlé ซึ่งได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2538 และขยายการลงทุนรวมมากกว่า 900 ล้านเหรียญสหรัฐ สะท้อนบทบาทของพื้นที่ในฐานะฐานการผลิตเชิงยุทธศาสตร์ (strategic manufacturing hub) ซึ่งการยกระดับสถานะทางการปกครองดังกล่าวคาดว่าจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนและเพิ่มการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค โดยเฉพาะกับนครโฮจิมินห์

    ควบคู่กันนี้ ปัจจัยเชิงสังคมและวัฒนธรรมยังคงมีบทบาทสำคัญต่อความยั่งยืนของการพัฒนา โดยจังหวัดด่งนายเป็นแหล่งรองรับการอพยพ (migration destination) จากทั้งภายในประเทศและต่างประเทศมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดโครงสร้างสังคมที่หลากหลายและมีความเป็นเอกภาพ ทั้งนี้ การรักษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำด่งนาย (Đồng Nai River) ถือเป็นปัจจัยเกื้อหนุนสำคัญต่อการพัฒนาในระยะยาว

    ในด้านโครงสร้างพื้นฐาน จังหวัดด่งนายกำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของระบบโครงสร้างพื้นฐานระดับประเทศ โดยมีโครงการขนาดใหญ่หลายโครงการ อาทิ ท่าอากาศยานนานาชาติลองแถ่ง (Long Thành International Airport) มูลค่า 16,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 5,000 เฮกตาร์ ซึ่งเมื่อแล้วเสร็จจะสามารถรองรับผู้โดยสารได้ 100 ล้านคนต่อปี และปริมาณสินค้าประมาณ 5 ล้านตันต่อปี ส่งผลให้เป็นศูนย์กลางการขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศที่สำคัญ ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวได้รับการประเมินว่าเป็นแกนกลางของระบบเศรษฐกิจแบบบูรณาการที่เชื่อมโยงภาคการบิน โลจิสติกส์ อุตสาหกรรม และการพัฒนาเมือง และจะทำงานสอดประสานกับระบบท่าเรือในภูมิภาคเพื่อพัฒนาเป็นระบบการขนส่งหลายรูปแบบ (multimodal transport system) ที่มีประสิทธิภาพ

    นอกจากนี้ จังหวัดยังเร่งพัฒนาโครงข่ายทางพิเศษ และโครงสร้างพื้นฐานเชิงพื้นที่อื่น ๆ อาทิ เส้นทางเชื่อมต่อจังหวัดฟานเที้ยต (Phan Thiet) เบียนหว่า (Bien Hoa) และหวุงเต่า (Vung Tau) และถนนวงแหวนรอบนอกสายที่ 4 (Ring Road 4) รวมถึงการพัฒนาเขตเญินแถก (Nhơn Trạch) ในรูปแบบพื้นที่อุตสาหกรรมและเมืองใหม่ที่บูรณาการอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง นวัตกรรม ภาคบริการ และการพัฒนาเมืองริมน้ำเข้ากับห่วงโซ่โลจิสติกส์ซึ่งเชื่อมโยงท่าเรือเฟื้อกอาน (Phuoc An Port) ท่าอากาศยานลองแถ่ง และระบบท่าเรือก๊ายแม๊บ – ถิหวาย (Cai Mep-Thi Vai port system) ขณะเดียวกัน พื้นที่ลองแถ่งมีแนวโน้มพัฒนาเป็นเมืองอัจฉริยะที่สอดคล้องกับเศรษฐกิจการบิน (aviation economy)

    ในเชิงศักยภาพเชิงพื้นที่และเศรษฐกิจ จังหวัดด่งนายมีประชากรเกือบ 4.5 ล้านคน และมีขนาดเศรษฐกิจอยู่ในลำดับต้นของประเทศ อีกทั้งยังมีบทบาทเป็นประตูเชื่อมโยงระหว่างนครโฮจิมินห์กับภูมิภาคสำคัญ ได้แก่ ที่ราบสูงตอนกลาง (Central Highlands) ภาคกลางตอนใต้ (south central coast) และสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง (Mekong Delta) รวมทั้งเป็นหนึ่งในไม่กี่พื้นที่ที่มีการบูรณาการระบบขนส่งครบทั้ง 5 รูปแบบ ได้แก่ ทางถนน ทางราง ทางน้ำภายในประเทศ ทางทะเล และทางอากาศ ในบริบทดังกล่าว แผนพัฒนาจึงมุ่งเน้นการส่งเสริมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง พลังงานหมุนเวียน และการพัฒนาเขตอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ อาทิ เบ่าก่าน–เตินเหียบ (Bàu Cạn Tân Hiệp) และซวนเกว–ซงเหยิ่น (Xuân Quế Sông Nhạn) ครอบคลุมพื้นที่รวมประมาณ 2,000 เฮกตาร์ ด้วยมูลค่าการลงทุนมากกว่า 18 ล้านล้านเวียดนามด่ง หรือประมาณ 720 ล้านเหรียญสหรัฐ รวมถึงโครงการนครสนามบิน (airport city) ขนาด 43,000 เฮกตาร์ และเขตเมืองหลักในเญินแถกขนาด 23,000 เฮกตาร์ ตลอดจนข้อเสนอจัดตั้งเขตการค้าเสรี (free trade zone) ขนาดกว่า 8,000 เฮกตาร์ มูลค่าการลงทุนประมาณ 16,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งจะเชื่อมต่อโดยตรงกับท่าเรือเฟื้อกอาน เพื่อพัฒนาเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์เชิงยุทธศาสตร์ของภูมิภาค

    จังหวัดด่งนายให้ความสำคัญกับการพัฒนาทุนมนุษย์ควบคู่กับโครงสร้างพื้นฐาน โดยมุ่งเน้นการลงทุนด้านสาธารณสุข การศึกษา และวัฒนธรรม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสนับสนุนแรงงานทักษะสูง ทั้งนี้ ภาครัฐได้ย้ำถึงบทบาทของประชาชนในฐานะปัจจัยกำหนดความสำเร็จของการพัฒนาจึงมีการดำเนินมาตรการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์คุณภาพสูงควบคู่กับการปรับปรุงระบบบริหารราชการแผ่นดิน และการเร่งรัดการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการภาครัฐและสนับสนุนภาคธุรกิจ โดยสรุป การยกระดับเป็นนครที่ขึ้นตรงต่อส่วนกลางคาดว่าจะขยายขอบเขตโอกาสทางการพัฒนา และเสริมบทบาทของจังหวัดในฐานะแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับภูมิภาคตลอดจนยกระดับศักยภาพด้านการเชื่อมโยงและขีดความสามารถในการแข่งขันของภูมิภาคภาคใต้ในระยะยาว

    (แหล่งที่มา https://vietnamnews.vn/ ฉบับวันที่ 28 เมษายน 2569)

    วิเคราะห์ผลกระทบ

    การยกระดับจังหวัดด่งนายสู่การเป็นนครภายใต้การบริหารของส่วนกลางถือเป็นจุดเปลี่ยนเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญ ภายใต้กรอบนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของเวียดนามในระยะยาว โดยสะท้อนแนวทางการจัดโครงสร้างพื้นที่เศรษฐกิจเพื่อเสริมสร้างกลไกขับเคลื่อนการขยายตัวทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ ในบริบทที่ภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้กำลังก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจหลักของประเทศ ทั้งนี้ จังหวัดด่งนายได้พัฒนาอย่างต่อเนื่องจากฐานรากทางประวัติศาสตร์สู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมสมัยใหม่ โดยสามารถใช้ประโยชน์จากทำเลที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ โครงสร้างสังคม และเสถียรภาพเชิงนโยบายได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่และมีบทบาทนำในระบบเศรษฐกิจของประเทศ

    ในมิติของโครงสร้างพื้นฐานและการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ จังหวัดด่งนายมีบทบาทเป็นศูนย์กลางการเชื่อมต่อที่สำคัญ โดยเฉพาะการเชื่อมโยงโดยตรงกับนครโฮจิมินห์ และขยายไปสู่ภูมิภาคที่ราบสูงภาคกลาง ภาคกลางตอนใต้ และสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาเขตเศรษฐกิจสำคัญภาคใต้ การลงทุนอย่างต่อเนื่องในโครงข่ายคมนาคม ระบบโลจิสติกส์ และภาคบริการ ทำให้โครงสร้างพื้นฐานของจังหวัดมีความทันสมัยและมีความเชื่อมโยงเชิงบูรณาการมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะโครงการท่าอากาศยานนานาชาติลองแถ่ง ซึ่งมีสถานะเป็นโครงการโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ระดับชาติ และจะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการบิน (aviation hub) ควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจที่เกี่ยวเนื่อง (aviation-linked economy) อันจะส่งผลต่อการยกระดับประสิทธิภาพของห่วงโซ่อุปทานและการค้าระหว่างประเทศของเวียดนามโดยรวม

    ภายใต้บริบทดังกล่าว จังหวัดด่งนายเริ่มพัฒนาไปสู่รูปแบบมหานครหลายศูนย์กลาง (multi-centered urban structure) ที่มีความหลากหลายของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ทั้งด้านอุตสาหกรรม เทคโนโลยี โลจิสติกส์ และการพัฒนาเมืองสมัยใหม่ ซึ่งมีศักยภาพในการกระจายความเจริญ ไปยังพื้นที่โดยรอบอย่างมีนัยสำคัญ การจัดตั้งนครด่งนายจึงมีบทบาทมากกว่าการยกระดับสถานะทางการปกครอง หากแต่เป็นกลไกเชิงนโยบายในการเสริมสร้างการบูรณาการทางเศรษฐกิจ ระหว่างพื้นที่ และสนับสนุนการทำงานเชิงเกื้อหนุนกับนครโฮจิมินห์ในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจหลักของประเทศ

    ในด้านโครงสร้างเชิงสถาบันและกฎหมาย จังหวัดด่งนายมีความพร้อมตามหลักเกณฑ์การจัดตั้งนครภายใต้การบริหารของส่วนกลางตามกฎหมายเวียดนาม ทั้งในด้านขนาดประชากร พื้นที่ และจำนวนหน่วยการปกครองท้องถิ่น (administrative units) ขณะเดียวกัน ยังมีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง โดยมีโครงสร้างพื้นฐานและพื้นที่สำคัญที่เอื้อต่อการป้องกันประเทศ ควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างสมดุลและยั่งยืน

    ในมิติทางเศรษฐกิจ จังหวัดด่งนายถือเป็นหนึ่งในฐานอุตสาหกรรมหลักของเวียดนาม โดยมีนิคมอุตสาหกรรมจำนวนมากและสามารถดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ได้อย่างต่อเนื่อง มีโครงการลงทุนจำนวนมากและมูลค่าการลงทุนรวมในระดับสูง อีกทั้งยังมีแผนขยายพื้นที่อุตสาหกรรม รวมถึงการพัฒนาเขตอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง และเขตเศรษฐกิจใหม่ ซึ่งจะช่วยยกระดับห่วงโซ่มูลค่า เพิ่มผลิตภาพ และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก

    อย่างไรก็ดี การพัฒนาในระยะต่อไปจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการยกระดับทุนมนุษย์ ควบคู่กับการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน โดยมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะแรงงาน การยกระดับคุณภาพชีวิต และการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบบริหารภาครัฐ ผ่านการปรับปรุงระบบบริหารราชการแผ่นดิน และการเร่งรัดการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล เพื่อรองรับรูปแบบเศรษฐกิจใหม่ และลดต้นทุนธุรกรรมในระบบเศรษฐกิจ

    ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ การยกระดับจังหวัดด่งนายเป็นนครที่ขึ้นตรงต่อส่วนกลางมิใช่เพียงการเปลี่ยนแปลงสถานะทางการปกครอง หากแต่เป็นการวางรากฐานเชิงโครงสร้างเพื่อเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว ผ่านการบูรณาการจุดแข็งด้านทำเลที่ตั้ง โครงสร้างพื้นฐาน อุตสาหกรรม และทรัพยากรมนุษย์เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ ซึ่งคาดว่าจะก่อให้เกิดผลกระทบเชิงบวกต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนของเวียดนาม รวมถึงเสริมบทบาทของภูมิภาคภาคใต้ในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

    นำเสนอโอกาส/แนวทาง

    การยกระดับจังหวัดด่งนายเป็นนครที่ขึ้นตรงต่อส่วนกลางจะส่งผลเชิงบวกต่อโครงสร้างเศรษฐกิจและการค้าในภูมิภาคภาคใต้ของเวียดนาม โดยเฉพาะการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์หลายรูปแบบ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการขนส่ง และเพิ่มประสิทธิภาพของห่วงโซ่อุปทานอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ อาจก่อให้เกิดการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นในภาคอุตสาหกรรมและการส่งออก โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม เทคโนโลยี และสินค้าเกษตรแปรรูป ซึ่งผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องปรับตัวต่อแรงกดดันด้านต้นทุน มาตรฐานสินค้า และความรวดเร็วในการเข้าถึงตลาด

    ผู้ประกอบการไทยควรให้ความสำคัญกับการปรับกลยุทธ์สู่การเชื่อมโยงกับห่วงโซ่มูลค่าในเวียดนามมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานใหม่ อาทิ ท่าอากาศยานนานาชาติลองแถ่ง และเครือข่ายโลจิสติกส์ที่เชื่อมโยงท่าเรือและนิคมอุตสาหกรรม เพื่อขยายช่องทางการค้า การลงทุน และการกระจายสินค้าในภูมิภาค นอกจากนี้ ควรเร่งยกระดับมาตรฐานการผลิต (production standards) การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว

                 การพัฒนาจังหวัดด่งนายในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่จะเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยทั้งในประเทศและในเวียดนาม โดยเฉพาะในสาขาโลจิสติกส์ อุตสาหกรรมสนับสนุน อาหารและเกษตรแปรรูป พลังงานหมุนเวียน และบริการที่เกี่ยวเนื่องกับเศรษฐกิจการบิน รวมถึงการเข้าร่วมลงทุนในเขตอุตสาหกรรมและเขตการค้าเสรีที่จะเกิดขึ้น ทั้งนี้ การใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTAs) และการสร้างความร่วมมือเชิงธุรกิจในระดับท้องถิ่นจะเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มโอกาสทางการค้าและการลงทุนในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/rox3068hxih23x2u8nlv7rki&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3whWBHQkdJR96XxNQj00tf