Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ‘เศรษฐกิจอิหร่าน’ ระส่ำ รัฐหวนหนุนค่าเงิน คุมค่าครองชีพพุ่ง

    ‘เศรษฐกิจอิหร่าน’ ระส่ำ รัฐหวนหนุนค่าเงิน คุมค่าครองชีพพุ่ง

    ‘เศรษฐกิจอิหร่าน’ มีความอ่อนไหวสูงนับตั้งแต่ก่อนเกิดสงครามแล้ว หลังสงครามรัฐบาลเล็งกลับไปหนุนอัตราแลกเปลี่ยน หวังคุมค่าครองชีพพุ่ง แม้ประชาชนคัดค้านนโยบายนี้จนก่อให้เกิดประท้วงทั่วประเทศก็ตาม

    สำนักข่าวอัลจาซีรารายงานว่า การใช้ชีวิตในกรุงเตหะราน เมืองหลวงของอิหร่านเริ่มกลับมาเป็นปกติแล้ว ทั้งตลาด คาเฟ่ และร้านค้าต่างๆ กำลังกลับมาเปิดบริการ ส่วนทางหลวงบางแห่งก็เริ่มมีการจราจรคึกคักอีกครั้ง ขณะที่ข้อตกลงหยุดยิงอันเปราะบางกับสหรัฐยังคงดำเนินต่อไปตามเงื่อนไขข้อตกลงส่วนใหญ่ หลังจากอิหร่านถูกสหรัฐและอิสราเอลโจมตีอย่างหนักหลายสัปดาห์ แต่ผู้บริโภคยังคงใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง

    พลเรือนหนุ่มสาวคนหนึ่งเผยกับอัลจาซีราว่า สินค้าส่วนใหญ่ยังมีให้เลือกซื้ออยู่ แต่หลายครั้งในตอนนี้เวลาจะซื้ออะไรต้องคิดตลอดว่าจะซื้อเพราะ “ต้องการ” หรือ “จำเป็น” หลายคนจึงหันมาซื้อแค่สิ่งของจำเป็นเท่านั้น

    ขณะที่ความกังวลเกี่ยวกับอนาคตเพิ่มขึ้นและพฤติกรรมการซื้อเปลี่ยนไป รัฐบาลอิหร่านกำลังดำเนินการเพื่อให้มั่นใจว่ามีอาหารและยาเพียงพอ เพื่อบรรเทาแรงกดดันจากสงครามที่มีต่อประชาชนชาวอิหร่าน

    หวนใช้อัตราแลกเปลี่ยนถูก

    เมื่อวันอาทิตย์ (26 เม.ย.) คณะรัฐมนตรีอิหร่านได้เพิ่มเงื่อนไขหนึ่งเข้าไปในแนวทางการดำเนินงานของงบประมาณประจำปี เพื่อกลับมาใช้อัตราแลกเปลี่ยนพิเศษสำหรับการนำเข้าสินค้าจำเป็น เช่น ข้าวสาลี ยา อุปกรณ์ทางการแพทย์ และนมผงสำหรับเด็ก นั่นหมายความว่า รัฐบาลมีแผนที่จะจัดสรรเงินมากถึง 3.5 พันล้านดอลลาร์จากส่วนแบ่งรายได้น้ำมันและก๊าซ ไปให้เครือข่ายผู้ดูแลเพื่อนำเข้าสินค้าจำเป็นในราคาที่ถูกกว่าการซื้อด้วยอัตราแลกเปลี่ยนของตลาดเสรี

    ตามรายงานสื่ออิหร่าน ระบุว่า สินค้านำเข้าเหล่านี้จะถูกซื้อในอัตราแลกเปลี่ยนทางการที่ 285,000 เรียลต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำกว่าทั้งอัตราแลกเปลี่ยนในตลาดเสรีที่ 1.55 ล้านเรียลต่อดอลลาร์ และยังต่ำกว่าอัตราที่กำหนดไว้ในงบประมาณที่ 1.23 ล้านเรียลต่อดอลลาร์

    ความเคลื่อนไหวนี้แสดงให้เห็นถึงการกลับลำนโยบายบางส่วนของรัฐบาลจากงบประมาณที่เสนอเมื่อปลายเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดการประท้วงของบรรดาพ่อค้าแม่ค้าในกรุงเตหะรานที่ลุกลามจนกลายเป็นการประท้วงต่อต้านรัฐบาลในวงกว้าง

    งบประมาณดังกล่าวเดิมทีมีเป้าหมายที่จะยกเลิกการใช้อัตราแลกเปลี่ยนที่ถูกที่สุด เนื่องจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ได้รับการอุดหนุนจากรัฐสร้างระบบการเงินที่ไม่โปร่งใส ส่งผลให้เกิดการทุจริตมานานหลายปี และไม่ได้ช่วยลดราคาสินค้าให้กับประชาชนทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ

    “มันเหลือเชื่อจริงๆ” ผู้ใช้บัญชี X ชื่อ Hadi โพสต์ในแพลตฟอร์มดังกล่าว และอ้างอิงถึงทวีตของตัวเองเมื่อแปดปีก่อนที่เขาบอกว่า ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงอาหาร 14 คนในร้านอาหารสูงถึง 2.43 ล้านเรียล เพื่อชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างของราคาอาหารเพียงมื้อเดียวในปัจจุบันที่สูงกว่าเมื่อแปดปีก่อนถึง 6 เท่า

    ด้านยากูบ อันดาเยช รัฐมนตรีช่วยกระทรวงสหกรณ์ แรงงาน และสวัสดิการสังคม เผยกับสื่อโทรทัศน์รัฐบาลอิหร่านว่า ราคาสินค้าจำเป็นได้รับผลกระทบอย่างมากจากการยกเลิกอัตราแลกเปลี่ยนที่ถูกลง

    อันดาเยช กล่าวว่า กระทรวงได้นำเสนอแนวทางต่างๆ ต่อรัฐบาลเพื่อ “รับประกันความมั่นคงทางอาหาร” ในสินค้าจำเป็น 11 ประเภทที่ราคาพุ่งสูงขึ้นอย่างมากในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา แต่ปฏิเสธเผยตัวเลขที่แน่ชัดเกี่ยวกับราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้น

    นอกจากทางการเตรียมนำอัตราแลกเปลี่ยนที่ถูกลงกลับมาใช้แล้ว รัฐบาลอิหร่านกำลังประเมินด้วยว่าสามารถเพิ่มปริมาณเงินช่วยเหลือรายเดือน และคูปองอิเล็กทรอนิกส์ให้กับชาวอิหร่านได้หรือไม่ เพื่อชดเชยอัตราเงินเฟ้อด้านอาหารที่สูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

    ปัจจุบันประชาชนอิหร่านแต่ละคนมีสิทธิ์ได้รับเงินช่วยเหลือไม่ถึง 10 ดอลลาร์ต่อเดือน (ราว 323 บาทต่อเดือน)

    ทางการอิหร่านยังได้ดึงเงินจากกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติซึ่งได้รับผลกระทบจากการคว่ำบาตรมาซื้อสินค้าจำเป็นด้วย ซึ่งถือเป็นความเคลื่อนไหวในกองทุนล่าสุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา

    สื่อรัฐบาลรายงานวันอาทิตย์ว่า อิหร่านจะดึงเงินจากกองทุนพัฒนาแห่งชาติมากถึง 1 พันล้านดอลลาร์ เพื่อนำไปจัดซื้อน้ำตาล ข้าว ข้าวบาร์เลย์ ข้าวโพด กากถั่วเหลือง เนื้อแดง และเนื้อไก่ “โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์”

    ทางการอิหร่านยืนยันว่าประเทศมีเงินสำรองและทองคำเพียงพอ และได้โอนเงินน้ำมันบางส่วนที่ขายไปด้วยการหลีกเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐ ไปยังกองทุน แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม

    ยังมีช่องทางนำเข้าสิ่งของจำเป็น

    เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา สถานีโทรทัศน์รัฐบาลรายงานด้วยว่า แม้สหรัฐจะปิดล้อมท่าเรือของอิหร่านและทิ้งระเบิดใส่โรงงานน้ำมันและก๊าซของประเทศ แต่ความท้าทายหลักของอิหร่านไม่ใช่ความพยายามเพิ่มผลผลิต หรือการนำเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ออกจากช่องแคบฮอร์มุซ

    “ความท้าทายหลักคือการนำเรือบรรทุกน้ำมันเปล่าเข้ามาในพื้นที่เกาะคาร์กและท่าเรือจาสก์ เพื่อบรรทุกน้ำมันที่สกัดได้” ผู้ประกาศข่าวรายงาน

    สำนักข่าวทัสนิม ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (ไออาร์จีซี) ยอมรับเมื่อวันเสาร์ (25 เม.ย.) ว่า มีคนบางส่วนกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงทางอาหาร  หลังเกิดสงครามที่สหรัฐและอิสราเอลเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์

    แต่ทัสนิมยืนยันว่า การคิดว่าอิหร่านจะเผชิญกับภาวะอดอยากอันเป็นผลมาจากการปิดล้อมของสหรัฐนั้น “ไม่สมเหตุสมผล” เพราะอิหร่านมีพรมแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศ เช่น อิรัก ตุรกี และปากีสถาน ซึ่งสามารถอำนวยความสะดวกในการนำเข้าสินค้าเหล่านั้นได้

    สื่อดังกล่าวเสริมต่อว่า ตำรวจและกองกำลังรักษาชายแดนอาจยุติปฏิบัติการในเส้นทางการลักลอบขนสินค้า หากเกิดภาวะขาดแคลนสินค้าในตลาด

    นอกจากนี้ รัฐบาลอิหร่านยังได้เพิ่มอำนาจบริหารของผู้ว่าราชการจังหวัดชายแดนของอิหร่าน เพื่อส่งเสริมการนำเข้าสินค้าจำเป็นโดยลดขั้นตอนทางราชการให้น้อยลง

    ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียนของอิหร่านกล่าวกับสื่อรัฐบาลโดยไม่ลงรายละเอียดเมื่อวันเสาร์ว่า รัฐบาลได้แจ้งอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับอำนาจที่เพิ่มขึ้นของผู้ว่าฯ จังหวัดชายแดนแล้ว แต่ผู้ว่าฯ ต้องแสดงให้เห็นถึง “ความคิดริเริ่มและความสร้างสรรค์” เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นในช่วงสงคราม

    ในวันอาทิตย์ สำนักงานอาหารและยาแห่งอิหร่านประกาศว่า จะเริ่มดำเนินการ “การกระจายสินค้าเชิงยุทธศาสตร์แบบรวมศูนย์” ในภาคการแพทย์ภายในสองวัน โดยมีเป้าหมายคือเพื่อให้สถานพยาบาลสามารถเข้าถึงสินค้าสำรองเชิงยุทธศาสตร์ได้อย่างเป็นธรรมและทันท่วงที และเพื่อลดความท้าทายในการจัดซื้อจัดหา

    อินเทอร์เน็ตปิดต่อเนื่อง

    ขณะนี้มีชาวอิหร่านส่วนน้อยเท่านั้นที่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตจากภายในประเทศได้ในช่วงที่รัฐบาลสั่งปิดอินเทอร์เน็ตเกือบทั้งหมด โดยผู้ที่สามารถใช้อินเทอร์เน็ตได้มีทั้งผู้ที่ได้รับอนุมัติการเชื่อมต่อจากรัฐบาล หรือผู้ที่จ่ายเงินจำนวนมหาศาลเพื่อซื้อเครือข่ายส่วนตัวเสมือน (VPN) หรือผู้ที่ใช้วิธีการอื่นๆ ในการหลีกเลี่ยงการปิดกั้นอินเทอร์เน็ต

    งานนับล้านตำแหน่งถูกระงับไว้ชั่วคราว และแรงงานอีกหลายหมื่นคนต้องถูกเลิกจ้าง หรือปลดออกโดยตรง อันเป็นผลมาจากการปิดการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ซึ่งปิดมานานเกือบสองเดือนแล้ว รวมถึงจากการทิ้งระเบิดใส่โครงสร้างพื้นฐานสำคัญของพลเรือนและเศรษฐกิจ เช่น โรงงานเหล็ก

    ในขณะที่ทางการเน้นย้ำว่าจะบูรณะโครงสร้างพื้นฐานของอิหร่าน แต่การปิดกั้นอินเทอร์เน็ตจะยังคงอยู่ตลอดช่วงสงคราม และได้ขยายระบบการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตแบบแบ่งระดับที่ประชาชนคัดค้านมานานหลายปี

    เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา องค์กรพยาบาลแห่งอิหร่านเป็นหน่วยงานแรกที่ออกมาปฏิเสธบริการ “อินเทอร์เน็ตโปร” ที่ทางการอิหร่านเปิดจำหน่ายอย่างเป็นทางการ โดยให้เหตุผลว่าเป็นการเปลี่ยนสิทธิขั้นพื้นฐานให้กลายเป็นสิทธิพิเศษที่ต้องจ่ายเงิน

    “เมื่อประชาชนอิหร่านทุกคนสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตทั่วโลกได้ พยาบาลก็จะใช้มันเหมือนกับประชาชนคนอื่นๆ” องค์กรดังกล่าวระบุ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/geopolitics/1232035&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0F97RuELt0R1B_PftNMRB6

  • นายกฯ หารือทีมเศรษฐกิจ เดินหน้า “ไทยช่วยไทย” ให้สิทธิ์ 4,000 บาท รัฐ 60% ประชาชน 40% ลงทะเบียน พ.ค. เริ่มใช้ มิ.ย. 69

    นายกฯ หารือทีมเศรษฐกิจ เดินหน้า “ไทยช่วยไทย” ให้สิทธิ์ 4,000 บาท รัฐ 60% ประชาชน 40% ลงทะเบียน พ.ค. เริ่มใช้ มิ.ย. 69

    นายกฯ หารือทีมเศรษฐกิจ เดินหน้า “ไทยช่วยไทย” ให้สิทธิ์ 4,000 บาท รัฐ 60% ประชาชน 40% ลงทะเบียน พ.ค. เริ่มใช้ มิ.ย. 69


    1/05/2569 | 99 |

    📌บทสรุป

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หารือทีมเศรษฐกิจ เพื่อเตรียมความพร้อมออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน กรอบวงเงิน 500,000 ล้านบาท ซึ่งจะดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย และเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ โดยต้องเป็นประโยชน์ต่อประเทศและประชาชน อีกทั้งได้หารือภาพรวมเศรษฐกิจปี 2569 ที่ถูกปรับลด GDP เหลือร้อยละ 1.5 – 1.6 จากเดิมร้อยละ 2 เป็นผลกระทบจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ขณะเดียวกันยังได้ติดตามความคืบหน้าประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศประจำปี 2569 ที่จะจัดขึ้นที่กรุงเทพมหานคร ช่วงเดือนตุลาคม 2569 นอกจากนี้ยังเดินหน้านโยบาย “ไทยช่วยไทย” เพื่อบรรเทาค่าครองชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยมีแนวทางจัดหาแหล่งเงินจากงบประมาณคงเหลือและแหล่งเงินอื่นตามความเหมาะสม โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายครอบคลุมประชาชนมากกว่า 30 ล้านคน แบ่งเป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และประชาชนทั่วไป ให้สิทธิ์สนับสนุนค่าใช้จ่ายรวม 4,000 บาทต่อคน ซึ่งรัฐสนับสนุน 60% ประชาชนร่วมจ่าย 40% แบ่งจ่ายเดือนละ 1,000 บาท ระยะเวลา 4 เดือน เริ่มลงทะเบียนเดือนพฤษภาคม 2569 และเริ่มใช้สิทธิ์เดือนมิถุนายน 2569 ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ขณะที่ภาคเอกชน

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เห็นว่า มาตรการดังกล่าวจะช่วยพยุงเศรษฐกิจและเพิ่มกำลังซื้อ โดยคาดว่าจะก่อให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจประมาณ 160,000 – 200,000 ล้านบาท ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปีนี้สามารถขยายตัวได้ในกรอบ 1.5 – 2.0%

    📌รายละเอียด

    (30 เม.ย. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เชิญนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นายอนันต์ แก้วกำเนิด ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เข้าหารือ

    นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ได้พูดคุยในหลักการเพื่อเตรียมความพร้อมออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน ซึ่งจะดำเนินการตามขั้นตอนที่ถูกต้องตามกฎหมาย และเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ โดยต้องเป็นประโยชน์ต่อประเทศและประชาชน ส่วนกรอบวงเงินในการออกพระราชกำหนดกู้เงิน อยู่ที่ประมาณ 500,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นการตั้งกรอบเอาไว้ แต่จะใช้เท่าใดนั้นจะพิจารณาอีกครั้ง สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจหลังจากที่หน่วยงานเศรษฐกิจ ได้แก่ กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ปรับลด GDP ปี 2569 ลงไปอยู่ที่ 1.5 – 1.6% จากเดิมประมาณ 2% เนื่องจากผลกระทบจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นจากการสู้รบในตะวันออกกลาง ติดตามความคืบหน้า การที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศประจำปี 2569 (2026 Annual Meetings) ที่จะจัดขึ้นที่กรุงเทพมหานคร ช่วงเดือนตุลาคม 2569 และการดำเนินนโยบาย “ไทยช่วยไทย” เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายประชาชน รวมถึงเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งรัฐบาลเตรียมใช้เงินคืนจากหน่วยงานที่มีการเบิกจ่ายล่าช้า หรือไม่เป็นไปตามเป้าหมาย เพื่อนำมาใช้เป็นงบประมาณตามขั้นตอนการออกพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย และรัฐบาลจะพิจารณาแหล่งเงินอื่นตามความเหมาะสม

    นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีได้เรียกทีมเศรษฐกิจเข้าหารือเรื่องโครงการ “ไทยช่วยไทย” ซึ่งขณะนี้รัฐบาลกำลังเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยเร็ว การเตรียมความพร้อมของหน่วยงานต้องดูจากกระทรวงการคลังเป็นหลัก

    เพราะเป็นฝ่ายออกแนวทางและนโยบาย แต่ต้องดูจากกระทรวงอื่นประกอบด้วยว่าจะมีการเยียวยาในส่วนอื่นอย่างไร เช่น กระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งก่อนหน้านี้ นายเอกนิติ ได้ประกาศว่าโครงการ “ไทยช่วยไทย” หรือ “คนละครึ่ง พลัส” จะเริ่มได้วันที่ 1 มิถุนายน 2569 ซึ่งจะครอบคลุมหลายโครงการ มีกลุ่มเป้าหมายมากกว่า 30 ล้านคน แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนแรก บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.2 ล้านคน อีกส่วนคือประชาชนทั่วไป ขณะนี้กำลังดูตัวเลขของกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งสองส่วนรวมกันจะเกิน 30 ล้านคน ที่จะได้รับประโยชน์จากโครงการนี้

    สำหรับ โครงการ “ไทยช่วยไทย” ช่วยไทย ลดค่าใช้จ่าย เพิ่มกำลังซื้อจะให้สิทธิ์ 4,000 บาท รัฐออก 60% ประชาชนออก 40% คือใช้จ่าย 100 บาท รัฐช่วย 60 บาท ประชาชนจ่าย 40 บาท โดยจะแบ่งจ่ายเดือนละ 1,000 บาท รวม 4 เดือน เปิดให้ลงทะเบียนในเดือนพฤษภาคม 2569 เริ่มใช้สิทธิ์เดือนมิถุนายน 2569 ผ่านทางแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” โดยสามารถใช้จ่ายกับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ไม่สามารถถอนเป็นเงินสดได้ สิทธิ์ไม่สามารถโอนให้ผู้อื่นได้ ต้องใช้จ่ายภายในเดือนที่ได้รับสิทธิ์ และใช้จ่ายได้กับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการทั่วประเทศ

    คุณสมบัติผู้มีสิทธิลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ

    1. เป็นผู้มีสัญชาติไทย

    2. มีอายุตั้งแต่ 16 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียน

    3. มีบัตรประจำตัวประชาชน

    4. ไม่เป็นผู้ที่ถูกระงับสิทธิ หรือถูกเรียกเงินคืนในโครงการของรัฐ ได้แก่ โครงการคนละครึ่ง โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 2 โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 4 และ โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 5

    สำหรับมุมมองจากภาคเอกชน นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ กล่าวถึงโครงการ “ไทยช่วยไทย” ว่า ถือเป็นมาตรการสำคัญที่จะเข้ามาช่วยพยุงและบรรเทาผลกระทบจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการสูญเสียความเชื่อมั่นในการจับจ่ายใช้สอย หากครอบคลุมประชาชน 20 ล้านคน ใช้จ่ายเดือนละ 1,000 บาท เป็นเวลา 4 เดือน จะมีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบราว 80,000 ล้านบาท หากรวมบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพิ่มเติม และเงินสมทบจากภาคประชาชน จะทำให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจรวมประมาณ 160,000-200,000 ล้านบาท จะช่วยชดเชยกำลังซื้อที่สูญหายไปจากระบบได้อย่างพอดี โดยการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบทุก 50,000 ล้านบาท จะมีส่วนช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจเติบโตเพิ่มขึ้นได้อีกประมาณ 0.2 – 0.3% และมาตรการทั้งหมดนี้อาจจะเป็นแรงกระตุ้นสำคัญที่ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปีนี้สามารถขยายตัวได้ในกรอบ 1.5 – 2.0%


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/499451&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20A-vT6tYkMFFuH1nKCZxC

  • ระยองเปิดตลาด ‘ไทยช่วยไทย’ ลดค่าครองชีพ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก | เดลินิวส์

    ระยองเปิดตลาด ‘ไทยช่วยไทย’ ลดค่าครองชีพ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก | เดลินิวส์

    เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 1 พ.ค. ที่บริเวณด้านหน้าอาคารที่ว่าการอำเภอเมืองระยอง จ.ระยอง นายไตรภพ วงศ์ไตรรัตน์ ผวจ.ระยอง เป็นประธานเปิดกิจกรรมจำหน่ายสินค้า “ไทยช่วยไทย” เพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน และกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับชุมชน โดยมีนายเรืองฤทธิ์ ประกอบธรรม ปลัดจังหวัดระยอง นายกิติพงศ์ อุระวัตร นายอำเภอเมืองระยอง พ.ต.อ.อาทิตย์ ยาแก้ว ผกก.สภ.เมืองระยอง หัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนภาคเอกชน และประชาชนเข้าร่วมอย่างคึกคัก

    นายกิติพงศ์ อุระวัตร นายอำเภอเมืองระยอง กล่าวว่า การจัดกิจกรรมดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งลดค่าครองชีพ และเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าอุปโภคบริโภคคุณภาพในราคาที่เหมาะสม โดยอำเภอเมืองระยองได้บูรณาการความร่วมมือกับหลายหน่วยงาน อาทิ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดระยอง สำนักงานพัฒนาชุมชน สำนักงานเกษตร ประมง และปศุสัตว์อำเภอ รวมถึงภาคเอกชน เช่น บริษัท ท็อปส์ (Tops) และสภาอุตสาหกรรมจังหวัดระยอง ร่วมกันนำสินค้าคุณภาพมาจำหน่ายในราคาพิเศษ

    ภายในงานมีการจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าเกษตร สินค้า OTOP และผลิตภัณฑ์ชุมชนหลากหลายรายการ โดยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อยในพื้นที่ได้นำสินค้ามาจำหน่าย สร้างรายได้ และขยายช่องทางการตลาด

    นายอำเภอเมืองระยอง กล่าวเพิ่มเติมว่า อำเภอเมืองระยองกำหนดจัดกิจกรรม “ไทยช่วยไทย” เป็นประจำทุกวันศุกร์ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าราคาประหยัดได้อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้มีความเข้มแข็ง

    ด้านนายไตรภพ วงศ์ไตรรัตน์ ผวจ.ระยอง กล่าวว่า กิจกรรมดังกล่าวถือเป็นอีกหนึ่งมาตรการสำคัญในการช่วยเหลือประชาชนในภาวะค่าครองชีพสูง พร้อมทั้งสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นได้มีพื้นที่จำหน่ายสินค้าอย่างยั่งยืน ก่อนกล่าวเปิดงานอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางความสนใจของประชาชนที่มาจับจ่ายเลือกซื้อสินค้าเป็นจำนวนมาก.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5827847/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1FOheV742ZSMgf1D2OLXh6

  • ถอดรหัสเสถียรภาพเงินบาทและ FDI ล้านล้าน: ปราการเศรษฐกิจไทยท่ามกลางความท้าทายโลก

    ถอดรหัสเสถียรภาพเงินบาทและ FDI ล้านล้าน: ปราการเศรษฐกิจไทยท่ามกลางความท้าทายโลก

    ถอดรหัสเสถียรภาพเงินบาทและ FDI ล้านล้าน: ปราการเศรษฐกิจไทยท่ามกลางความท้าทายโลก


    1/05/2569 | 73 |

    ในรอบปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่หมุดหมายสำคัญทางเศรษฐกิจด้วยยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ที่พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ถึง 1.87 ล้านล้านบาท (สถิติปี 2568) ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าท่ามกลางความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์โลก ไทยยังคงเป็น “พื้นที่ปลอดภัย” และ “ศูนย์กลางยุทธศาสตร์” ที่น่าดึงดูดใจที่สุดแห่งหนึ่งในอาเซียน

    1. เสถียรภาพเงินบาท: เกราะป้องกันความเสี่ยงระดับภูมิภาค

    หัวใจสำคัญที่ทำให้นักลงทุนตัดสินใจวางเงินลงทุนระยะยาวคือ ความมั่นคงทางนโยบายการเงิน แม้ว่าเศรษฐกิจโลกจะเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยที่ผันผวน แต่ค่าเงินบาทของไทยในปี 2569 ยังคงรักษาระดับเสถียรภาพได้อย่างโดดเด่น โดยมีปัจจัยสนับสนุนดังนี้:

    • ทุนสำรองระหว่างประเทศที่แข็งแกร่ง: ไทยมีระดับเงินทุนสำรองในระดับสูงเมื่อเทียบกับจีดีพี ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีเครื่องมือเพียงพอในการดูแลความผันผวน

    • ดุลบัญชีเดินสะพัดที่เป็นบวก: การฟื้นตัวอย่างเต็มรูปแบบของภาคการท่องเที่ยวและรายได้จากการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูง เป็นแรงส่งสำคัญที่ทำให้สถานะการเงินระหว่างประเทศของไทยมีความมั่นคง

    • การบริหารจัดการหนี้สาธารณะ: รัฐบาลยังคงรักษาเพดานหนี้สาธารณะให้อยู่ในกรอบวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด ทำให้ภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ของประเทศอยู่ในเกณฑ์ดีเยี่ยม

    2. ยุคทองของ FDI: เมื่อไทยกลายเป็น “ฮับ” แห่งนวัตกรรมและสีเขียว

    ตัวเลขการลงทุนที่ทะลุหลักล้านล้านไม่ได้เกิดจากความบังเอิญ แต่เป็นผลจากการปรับเปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรมเป้าหมาย (New S-Curve) ที่สอดรับกับเทรนด์โลก:

    • อุตสาหกรรมดิจิทัลและ Data Center: เม็ดเงินส่วนใหญ่ไหลเข้าสู่การสร้างฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Cloud Computing) และศูนย์ข้อมูลระดับโลก เพื่อรองรับการเติบโตของ AI ในภูมิภาค

    • ฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV): ไทยตอกย้ำการเป็น “ดีทรอยต์แห่งเอเชีย” ด้วยการก้าวขึ้นเป็นฐานการผลิตหลักของรถยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน โดยมีบริษัทชั้นนำจากทั้งเอเชียและยุโรปเข้ามาตั้งโรงงานอย่างต่อเนื่อง

    • เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy): นโยบายการใช้พลังงานสะอาดและสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับกิจการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป็นปัจจัยเร่งให้นักลงทุนที่ให้ความสำคัญกับ ESG เลือกไทยเป็นฐานการดำเนินงาน

    3. กลไกสนับสนุน: จากนโยบายสู่การปฏิบัติ

    ปัจจัยที่ช่วยขับเคลื่อนให้เม็ดเงินเหล่านี้เกิดขึ้นจริงคือระบบการอำนวยความสะดวกจากภาครัฐ เช่น:

    • ระบบ FastPass: การเร่งรัดขั้นตอนการอนุมัติการลงทุนและการขอใบอนุญาตทำงาน (Visa & Work Permit) สำหรับผู้เชี่ยวชาญระดับสูง ซึ่งช่วยลดต้นทุนแฝงด้านเวลาให้กับนักลงทุน

    • การพัฒนาพื้นที่ EEC: โครงสร้างพื้นฐานในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกที่เสร็จสมบูรณ์มากขึ้น ทั้งท่าเรือและรถไฟความเร็วสูง ช่วยเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานของไทยสู่ตลาดโลกได้อย่างไร้รอยต่อ


    บทสรุป: ทิศทางเศรษฐกิจไทยในปี 2569

    เสถียรภาพของค่าเงินบาทและเม็ดเงิน FDI ที่ไหลเข้าสู่ประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงแต่ช่วยพยุงเศรษฐกิจในยามที่โลกมีความไม่แน่นอน แต่ยังเป็นแรงขับเคลื่อนให้เกิดการจ้างงานบุคลากรทักษะสูงและการถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูงมาสู่แรงงานไทย อย่างไรก็ตาม ความท้าทายในอนาคตคือการรักษาความต่อเนื่องของนโยบายและการเร่งพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานให้ทันต่อเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป เพื่อให้ไทยสามารถดำรงตำแหน่งศูนย์กลางเศรษฐกิจของอาเซียนได้อย่างยั่งยืน

    สรุปประเด็นสำคัญ:

    1. FDI ทุบสถิติ: ยอดคำขอลงทุนปีล่าสุดพุ่งเป้าไปที่กลุ่ม Digital, EV และ Green Industry สะท้อนความเชื่อมั่นในนวัตกรรมของไทย

    2. เงินบาทมั่นคง: เสถียรภาพทางการเงินและทุนสำรองระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งเป็นปราการสำคัญที่ป้องกันผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก

    3. ยุทธศาสตร์เชิงรุก: ระบบ FastPass และการพัฒนา EEC คือกลไกหลักที่ทำให้นักลงทุนเลือกไทยเป็นจุดหมายปลายทางอันดับต้นๆ

    แหล่งอ้างอิงและข้อมูลสนับสนุน:

    • รายงานสถิติการส่งเสริมการลงทุนปี 2568-2569, สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)

    • ประมาณการเศรษฐกิจไทยและทิศทางค่าเงินปี 2569, กระทรวงการคลัง

    • รายงานภาวะเศรษฐกิจและการเงินเดือนล่าสุด, ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

    • Thailand Economic Monitor 2026, World Bank (ธนาคารโลก)

    • Thailand’s 2026 Economic Outlook: BOI Investment Highlights


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/499430&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2SFiwyjEdtGWsSYR5YHwD1

  • “คนหลังสวน” หวัง “แลนด์บริดจ์” ประตูเศรษฐกิจยุคใหม่ พลิกชีวิตให้ดีกว่าเดิม

    “คนหลังสวน” หวัง “แลนด์บริดจ์” ประตูเศรษฐกิจยุคใหม่ พลิกชีวิตให้ดีกว่าเดิม

    กลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่ทั่วโลกกำลังจับตามอง เมื่อรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ประกาศเดินหน้าอภิมหาโปรเจกต์ “แลนด์บริดจ์” (Landbridge) อย่างเต็มที่ เพื่อพลิกโฉมประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์เชื่อมโลก โดยเฉพาะในพื้นที่ อ.หลังสวน จ.ชุมพร ซึ่งถูกวางให้เป็น “หัวใจหลัก” ฝั่งอ่าวไทย ณ พิกัดแหลมริ่ว

    “คนหลังสวน” หวัง “แลนด์บริดจ์” ประตูเศรษฐกิจยุคใหม่ พลิกชีวิตให้ดีกว่าเดิม

    “คนหลังสวน” หวัง “แลนด์บริดจ์” ประตูเศรษฐกิจยุคใหม่ พลิกชีวิตให้ดีกว่าเดิม

    จากการลงพื้นที่ของทีมข่าวไทยพีบีเอส ศูนย์ข่าวภาคใต้ สำรวจความคิดเห็นของผู้อยู่ในพื้นที่จริง พบว่าท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้น ชาวชุมพรในแต่ละอาชีพได้สะท้อนมุมมองที่เต็มไปด้วยความหวังและความรับผิดชอบต่ออนาคตอย่างน่าสนใจ

    นางสุเพ็ญ สุชีพ แม่ค้าขายของฝากบริเวณท่าเรือท่องเที่ยวเกาะพิทักษ์ ต.บางน้ำจืด เปิดเผยด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความหวังว่า ในช่วงที่ผ่านมาเศรษฐกิจซบเซาอย่างเห็นได้ชัด การค้าขายไม่คล่องตัวเหมือนเก่า

    “คนหลังสวน” หวัง “แลนด์บริดจ์” ประตูเศรษฐกิจยุคใหม่ พลิกชีวิตให้ดีกว่าเดิม

    “คนหลังสวน” หวัง “แลนด์บริดจ์” ประตูเศรษฐกิจยุคใหม่ พลิกชีวิตให้ดีกว่าเดิม

    มองว่าแลนด์บริดจ์คือโอกาสที่จะทำให้เงินในกระเป๋าชาวบ้านกลับมาหมุนเวียนอีกครั้ง แต่ที่สำคัญกว่ารายได้ของแม่ค้า คือ อนาคตของเด็กจบใหม่ ลูกหลานเราเรียนจบสูงๆ เดี๋ยวนี้ต้องทิ้งบ้านไปทำงานกรุงเทพฯ กันหมด ถ้าความเจริญนี้มาถึงบ้านเรา พวกเขาจะได้กลับมาทำงานใกล้ชิดครอบครัว เป็นแรงงานฝีมือที่ช่วยพัฒนาบ้านเกิดตัวเอง

    ขณะที่ นายอำนาจ ดีมา ตัวแทนชาวประมงพื้นบ้านที่อยู่ใจกลางพิกัดก่อสร้างท่าเรือแหลมริ่ว ให้สะท้อนถึงการปรับตัวตามยุคสมัยว่า หลายคนกังวลแทนพวกเราที่ทำประมง แต่ในความเป็นจริง อาชีพประมงวันนี้มีความไม่แน่นอนสูงมาก รายได้ไม่คงที่ และคนรุ่นลูกหลานแทบไม่มีใครอยากลำบากมาสืบทอดเรือประมงต่อแล้ว

    “คนหลังสวน” หวัง “แลนด์บริดจ์” ประตูเศรษฐกิจยุคใหม่ พลิกชีวิตให้ดีกว่าเดิม

    “คนหลังสวน” หวัง “แลนด์บริดจ์” ประตูเศรษฐกิจยุคใหม่ พลิกชีวิตให้ดีกว่าเดิม

    ผมเห็นด้วยกับโครงการนี้ เพราะอยากเห็นคนรุ่นใหม่มีงานทำที่มีสวัสดิการ มีเงินเดือนประจำที่มั่นคง ส่วนอาชีพประมงนั้นเราไม่ได้ทิ้ง แต่จะปรับมาเป็นอาชีพเสริมที่สร้างความสุขและหาของกินในครอบครัวในยามว่างจากงานหลัก

    นาถยา เกิดสวัสดิ์ ชาวบ้านแหลมริ่ว สะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างพื้นฐาน ที่ชาวบ้านเฝ้ารอ ระบุว่า บ้านเราแหลมริ่วสวยนะ แต่ความสวยอย่างเดียวมันกินไม่ได้ ถ้าโครงการนี้มาจริง สิ่งแรกที่จะตามมาคือถนนหนทาง ไฟฟ้า ประปา สาธารณูปโภคที่มันจะดีขึ้นผิดหูผิดตา บ้านเมืองจะไม่เงียบเหงา ร้านค้า ร้านอาหารขนาดเล็กของชาวบ้านจะมีโอกาสลืมตาอ้าปาก จากคนที่จะหลั่งไหลเข้ามาทำงานและสัญจรผ่านพื้นที่ เรามองเห็นโอกาสการเติบโตที่กว้างกว่าเดิม ไม่ใช่แค่จุดเดียว แต่มันคือทั้ง จ.ชุมพร ที่จะได้รับการพัฒนาไปพร้อม ๆ กัน

    “คนหลังสวน” หวัง “แลนด์บริดจ์” ประตูเศรษฐกิจยุคใหม่ พลิกชีวิตให้ดีกว่าเดิม

    “คนหลังสวน” หวัง “แลนด์บริดจ์” ประตูเศรษฐกิจยุคใหม่ พลิกชีวิตให้ดีกว่าเดิม

    ขณะ​ผู้เสียสละสวนทุเรียนเพื่อโครงการนี้อย่าง นางอารีย์ โพธิ์ผลิ เจ้าของร้านค้าใน ต.นาขา และเจ้าของสวนทุเรียน 13 ไร่ ที่ตั้งอยู่บนแนวการก่อสร้างบอกว่า แม้ที่ดินผืนนี้จะเป็นอู่ข้าวอู่น้ำที่ดูแลมาอย่างดี แต่เธอกลับมองข้ามผลประโยชน์ส่วนตน

    สวนทุเรียน 13 ไร่ พี่ดูแลเหมือนลูก แต่ถ้าความเสียสละของป้าจะเปลี่ยนเป็นถนน เป็นรถไฟ และเป็นความเจริญที่ทำให้ลูกหลานคนชุมพรลืมตาอ้าปากได้ พี่ก็พร้อมจะยินยอมให้รัฐเวนคืน ขอเพียงอย่างเดียวคือ รัฐบาลท่านนายกฯ อนุทิน ต้องดูแลเรื่องค่าชดเชยให้เป็นธรรมและเหมาะสมกับมูลค่าเศรษฐกิจจริง เพื่อให้เราสามารถไปตั้งหลักทำมาหากินใหม่ได้โดยไม่ลำบาก

    ขณะที่นักธุรกิจคนหนึ่งใน จ.ชุมพร มองการก้าวพ้นขีดจำกัดด้านเกษตรกรรม วิเคราะห์ในเชิงมหภาคว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจฐานเกษตรกรรมถึงจุดอิ่มตัวแล้ว การที่ชุมพรจะก้าวต่อไปได้ ต้องพึ่งพาอุตสาหกรรมใหม่

    “คนหลังสวน” หวัง “แลนด์บริดจ์” ประตูเศรษฐกิจยุคใหม่ พลิกชีวิตให้ดีกว่าเดิม

    “คนหลังสวน” หวัง “แลนด์บริดจ์” ประตูเศรษฐกิจยุคใหม่ พลิกชีวิตให้ดีกว่าเดิม

    “แลนด์บริดจ์คือจุดเปลี่ยน ที่จะทำให้ชุมพรไม่ใช่แค่ “เมืองทางผ่าน” อีกต่อไป แต่มันจะยกระดับเป็น “ยุทธศาสตร์โลก” ที่ดึงอุตสาหกรรมต่อเนื่องทั้งโลจิสติกส์ อสังหาริมทรัพย์ และการบริการ เข้ามาในพื้นที่ นี่คือการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนทั้งจังหวัดแบบยั่งยืน

    จากการสำรวจครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า “คนชุมพรพร้อมเดินหน้า” และมีความเข้าใจต่อทิศทางการพัฒนาประเทศอย่างดีเยี่ยม อย่างไรก็ตามโจทย์ใหญ่ที่รอรัฐบาลอยู่ คือการบริหารจัดการผลกระทบอย่างเป็นธรรม ทั้งเรื่องการเวนคืนที่ดินและการรักษาสิ่งแวดล้อม

    “คนหลังสวน” หวัง “แลนด์บริดจ์” ประตูเศรษฐกิจยุคใหม่ พลิกชีวิตให้ดีกว่าเดิม

    “คนหลังสวน” หวัง “แลนด์บริดจ์” ประตูเศรษฐกิจยุคใหม่ พลิกชีวิตให้ดีกว่าเดิม

    หากรัฐบาลสามารถทำได้ตามสัญญา “แลนด์บริดจ์” จะไม่ใช่เพียงแค่สะพานเชื่อมสองฝั่งทะเล แต่จะเป็นสะพานที่เชื่อมความฝันของคนรุ่นเก่าที่ยอมเสียสละ เข้ากับอนาคตที่มั่นคงของคนรุ่นใหม่ในพื้นที่ จ.ชุมพรอย่างแท้จริง

    รายงาน : วิทยา บรรณฑูร ผู้สื่อข่าวไทยพีบีเอส ประจำจังหวัดชุมพร ศูนย์ข่าวภาคใต้

    อ่านข่าว :

    หลายฝ่ายกังวล “แลนด์บริดจ์” ไม่คุ้ม-กระทบสิ่งแวดล้อม รัฐบาลลงพื้นที่ 8 พ.ค.พบชาวบ้าน

    ปชป.ยื่นญัตติขอสภาฯ ตั้ง กมธ.ศึกษาแลนด์บริดจ์ หวั่นไม่คุ้มค่า

    ประจักษ์วิเคราะห์ : ปัดฝุ่น “แลนด์บริดจ์” พายเรือวนในอ่างเดิม

    “นายกฯ” ชี้ “แลนด์บริดจ์” เป็นประโยชน์สร้างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/505368&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0B7V1sgzWGXWBORN4yLuuh

  • เริ่มแล้ว! งานมหกรรมสินค้า

    เริ่มแล้ว! งานมหกรรมสินค้า

    เริ่มแล้ว! งานมหกรรมสินค้า ‘ปทุมยิ้มได้’ กระตุ้นเศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

    วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 20.07 น.

    30 เมษายน 2569 นายเอกวิทย์ มีเพียร ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี พร้อมด้วย พล.ต.ท. คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายก อบจ.ปทุมธานี เป็นประธานในพิธีเปิด “โครงการจัดงานมหกรรมสินค้าเพื่อส่งเสริมอาชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนจังหวัดปทุมธานี” ภายใต้สโลแกน ปทุมยิ้มได้ “ถูกทุกชิ้น ฟินทั้งจังหวัด” ณ ลานอเนกประสงค์ Future Park & Zpell (หน้าโฮมโปรเก่า) อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี ในพิธีเปิดได้รับเกียรติจาก ผู้บริหาร อบจ.ปทุมธานี สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ พาณิชย์จังหวัด, อุตสาหกรรมจังหวัด ประธานหอการค้า ประธานสภาอุตสาหกรรม และผู้แทนจากศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต เข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง

    การจัดงานครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของจังหวัดที่มอบหมายให้ อบจ.ปทุมธานี บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินโครงการตามมาตรการเร่งด่วนของรัฐบาล ในการลดภาระค่าครองชีพประชาชนจากวิกฤตพลังงาน มุ่งเน้นการลดรายจ่าย สร้างรายได้ และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้มีความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน ซึ่งงานมหกรรมสินค้าในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชนที่มีเจตนคติที่ดีต่อการพัฒนาความอยู่ดีกินดีของประชาชน โดยมุ่งหวังให้โครงการนี้เป็นประโยชน์ต่อประชาชนชาวปทุมธานีอย่างทั่วถึง ตามวัตถุประสงค์ในการยกระดับคุณภาพชีวิตและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจท้องถิ่น

    งานมหกรรมสินค้า ปทุมยิ้มได้ “ถูกทุกชิ้น ฟินทั้งจังหวัด” กำหนดจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน – 4 พฤษภาคม 2569 รวมจำนวน 5 วัน ภายในงานมีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากผู้ผลิตและผู้ประกอบการในพื้นที่ พร้อมแจกไข่ไก่วันละ 4,000 ฟอง รวม 20,000 ฟอง ให้กับประชนที่มาร่วมงาน โดยได้รับความร่วมมืออย่างดีจากทั้งภาคส่วนราชการและภาคเอกชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/lady/961868&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3t_gYfOl-kGBDKJpbZ_Q_f

  • พิธีมอบรางวัลโครงการประกวดจัดทำวิดีโอคลิป เยาวชนไทยสื่อสารภาพลักษณ์สังคมพหุวัฒนธรรม ชูศักยภาพการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมฮาลาลไทย ขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจสู่สายตาโลก ผ่านสื่อประชาสัมพันธ์สมัยใหม่ – กระทรวงการต่างประเทศ

    พิธีมอบรางวัลโครงการประกวดจัดทำวิดีโอคลิป เยาวชนไทยสื่อสารภาพลักษณ์สังคมพหุวัฒนธรรม ชูศักยภาพการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมฮาลาลไทย ขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจสู่สายตาโลก ผ่านสื่อประชาสัมพันธ์สมัยใหม่ – กระทรวงการต่างประเทศ

    พิธีมอบรางวัลโครงการประกวดจัดทำวิดีโอคลิป เยาวชนไทยสื่อสารภาพลักษณ์สังคมพหุวัฒนธรรม ชูศักยภาพการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมฮาลาลไทย ขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจสู่สายตาโลก ผ่านสื่อประชาสัมพันธ์สมัยใหม่

    พิธีมอบรางวัลโครงการประกวดจัดทำวิดีโอคลิป เยาวชนไทยสื่อสารภาพลักษณ์สังคมพหุวัฒนธรรม ชูศักยภาพการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมฮาลาลไทย ขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจสู่สายตาโลก ผ่านสื่อประชาสัมพันธ์สมัยใหม่

    วันที่นำเข้าข้อมูล 30 เม.ย. 2569

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 30 เม.ย. 2569

    | 32 view

    เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 นายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รองอธิบดีกรมสารนิเทศ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมสารนิเทศ เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลโครงการประกวดจัดทำวิดีโอคลิปเพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์สังคมพหุวัฒนธรรมของไทยผ่านสื่อประชาสัมพันธ์สมัยใหม่ ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศ โดยกรมสารนิเทศ ได้จัดขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนอายุระหว่าง 15-22 ปี ทั้งในรูปแบบบุคคลและกลุ่ม ส่งผลงานวิดีโอคลิปภายใต้หัวข้อ “ประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางที่เป็นมิตรต่อชาวมุสลิม (Muslim-Friendly Destination)” โดยเน้นสะท้อนความเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมของไทย ศักยภาพด้านการท่องเที่ยวฮาลาล ตลอดจนโอกาสทางธุรกิจและความก้าวหน้าของอุตสาหกรรมฮาลาลของไทย

    รายชื่อผู้ชนะการประกวด มีดังนี้ รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ นางสาวฟะฮมีย์ สะนิ นางสาวภุตตรี มั่นอารีย์ และนางสาวอัสมา หะยีดาโอ๊ะ (รายกลุ่ม) จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ได้รับเงินรางวัล จำนวน 30,000 บาท รางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่ง ได้แก่ นางสาวกิตติยา นราสันติกุล นางสาวสิรินทร์ยา ยูเละ นายอิกรอม เจ๊ะดือราแม นายอัมนาน สาเม๊าะ และนายอัลยัส เวาะมะ (รายกลุ่ม) จากมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ได้รับเงินรางวัล จำนวน 20,000 บาท รางวัลรองชนะเลิศอันดับสอง ได้แก่ นายนิฟัลดี หะยีซำสูดิง
    จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้รับเงินรางวัล จำนวน 10,000 บาท นอกจากนี้ ผู้ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศจะได้รับโอกาสให้มีส่วนร่วมในวิดีโอคลิปที่ผู้มีอิทธิพลทางความคิด (อินฟลูเอนเซอร์) จะจัดทำในการดำเนินโครงการระยะต่อไปเพื่อขยายการสื่อสารสู่สาธารณชนระดับโลกในวงกว้างยิ่งขึ้น

    โครงการดังกล่าวเป็นหนึ่งในความมุ่งมั่นของกระทรวงการต่างประเทศในการส่งเสริมความเข้าใจและความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยในฐานะสังคมพหุวัฒนธรรมที่ประชาชนจากหลากหลายเชื้อชาติ ศาสนา และวัฒนธรรมสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ พร้อมทั้งสนับสนุนบทบาทของเยาวชนในการถ่ายทอดเรื่องราวเชิงบวกของประเทศไทยสู่สากล ตลอดจนสื่อสารศักยภาพของไทยในฐานะจุดหมายปลายทางที่เป็นมิตรต่อชาวมุสลิม และโอกาสทางเศรษฐกิจในสาขาการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมฮาลาล ซึ่งสอดรับกับการขับเคลื่อนนโยบายการทูตเศรษฐกิจของกระทรวงการต่างประเทศอีกด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/thai-youth-video-clip-competition-2026-th%3Fcate%3D5d5bcb4e15e39c306000683d&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Ai35ALeHySloYrop8j8nv

  • ภูมิใจไทย โชว์ ไทยช่วยไทยพลัส แจก 4,000 บาท กับเงื่อนไข 4 ข้อ

    ภูมิใจไทย โชว์ ไทยช่วยไทยพลัส แจก 4,000 บาท กับเงื่อนไข 4 ข้อ

    พรรคภูมิใจไทย โชว์รายละเอียด “ไทยช่วยไทยพลัส แจกเงิน 4,000 บาท พร้อมเปิดเงื่อนไข 4 ข้อที่ควรรู้

    เพจเฟซบุ๊ก พรรคภูมิใจไทย เปิดเผยภาพ infographic โครงการไทยช่วยไทย หรือไทยช่วยไทยพลัส หรือคนละครึ่งพลัส ลดค่าใช้จ่าย เพิ่มกำลังซื้อ

    โดยให้รายละเอียดการใช้สิทธิ์ 4,000 บาท ใช้จ่าย 100 บาท รัฐออกให้ 60 % ประชาชนออก 40% ซึ่งจะแบ่งจ่ายเดือนละ 1,000 บาท รวม 4 เดือน รับสิทธิ์ 4,000 บาท

    แจกเงิน 4,000 บาท จ่ายเดือนละ 1,000 บาท

    • เดือนที่ 1 เดือนมิ.ย.2569 จำนวน 1,000 บาท
    • เดือนที่ 2 เดือนก.ค.2569 จำนวน 1,000 บาท
    • เดือนที่ 3 เดือนส.ค.2569 จำนวน 1,000 บาท
    • เดือนที่ 4 เดือนก.ย.2569 จำนวน 1,000 บาท

    ทั้งนี้ จะเปิดให้ลงทะเบียนในเดือน พ.ค.2569 และเริ่มใช้สิทธิ์ มิ.ย.2569 ผ่านทางแอปเป๋าตัง และใช้จ่ายได้กับรายค้าที่เข้าร่วมโครงการทั่วประเทศ

    4 เงื่อนไขการใช้สิทธิ์

    1. โดยต้องใช้จ่ายกับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ
    2. ไม่สามารถถอนเป็นเงินสดได้
    3. สิทธิ์ไม่สามารถโอนให้ผู้อื่นได้
    4. ใช้จ่ายภายในเดือนที่ได้รับสิทธิ์

    681998867_1509005853941183_17

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/950268/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qqPanZsL5wrmImVIarQwd

  • เลขาฯยูเอ็น ส่งสัญญาณอันตราย วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ บีบคั้นเศรษฐกิจโลก

    เลขาฯยูเอ็น ส่งสัญญาณอันตราย วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ บีบคั้นเศรษฐกิจโลก

    เลขาฯยูเอ็น ส่งสัญญาณอันตราย วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ บีบคั้นเศรษฐกิจโลก

    วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 21.22 น.

    30 เมษายน 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส  (António Guterres)  เลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) กล่าวว่า ความปั่นป่วนในช่องแคบฮอร์มุซกำลัง “บีบคั้นเศรษฐกิจโลก” และเตือนว่าความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจอาจยืดเยื้อแม้ใน “สถานการณ์ที่ดีที่สุด” แม้ว่าจะมีการยกเลิกข้อจำกัดในวันนี้ ห่วงโซ่อุปทานก็ต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะฟื้นตัว ส่งผลให้ผลผลิตทางเศรษฐกิจลดลงและราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน

    โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

    1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

    2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

    3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/inter/961861&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0FlO3bx42_yC4c3tRDKWXR

  • ราคาทองวันนี้ 01/05/69 ประกาศครั้งที่ 2  ปรับขึ้น 100 บาท รูปพรรณขายออก 72,050 บาท

    ราคาทองวันนี้ 01/05/69 ประกาศครั้งที่ 2 ปรับขึ้น 100 บาท รูปพรรณขายออก 72,050 บาท

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/144813&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Jxv8piC1ZcLAE7uoIC9_G